<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Society of Style &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/super-market/society-of-style/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/super-market/society-of-style/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 05 Sep 2021 12:52:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 05 Sep 2021 12:03:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Society of Style]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=145106</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่น บางคนอาจนึกถึงเสื้อผ้าสไตล์ avant-garde จากดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo หรือบ้างอาจเห็นภาพของกิโมโนและชุดยูกาตะที่อยู่คู่สังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อมโยงแฟชั่นญี่ปุ่นกับสไตล์การแต่งตัวแบบไหนก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความหลากหลาย’ คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แฟชั่นญี่ปุ่นน่าตื่นเต้นและดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ท่ามกลางสไตล์การแต่งตัวต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นในสังคมญี่ปุ่น ‘เอาต์ดอร์’ คือหนึ่งในสไตล์ที่ดูจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ระดับที่ว่าการเห็นผู้คนสวมเครื่องแต่งกายประหนึ่งว่ากำลังจะออกไปเดินป่า กางเต็นท์ แต่กลับเดินเล่นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอีกต่อไป หากเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งเสื้อกั๊กสำหรับตกปลา กางเกงอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกระเป๋าเล็กๆ ไว้ใส่อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงสนีกเกอร์ที่ดูเหมาะกับการไปวิ่งเทรลมากกว่าการเดินเหินในโอซาก้าและโตเกียว เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์ไม่เพียงได้รับความนิยมขึ้นเท่านั้น แต่ยังผสานเป็นส่วนหนึ่งกับแฟชั่นคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของความนิยมนี้กันล่ะ แล้วความคลั่งไคล้ในเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน กลับไปหาธรรมชาติ ย้อนกลับไปในปี 1970 Yasuhiko Kobayashi แห่ง Heibon Punch นิตยสารสำหรับผู้ชายญี่ปุ่น ได้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับเขียนคอลัมน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเดินทางไปอเมริกาอยู่บ้าง แต่โคบายาชิก็ได้บันทึกถึงการมาเยือนนิวยอร์กในครั้งนี้ว่า “ทัศนคติที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนท่ามกลางวัยรุ่นอเมริกันคือ พวกเขาดูพยายาม ‘กลับไปหาธรรมชาติ’ (back to nature) กันมากขึ้น” การกลับไปหาธรรมชาติที่โคบายาชิหมายถึงคือการเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การหันมาแฮงเอาต์กันในสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวในเมือง และการที่วัยรุ่นหันมาใช้วิธีการโบกรถ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/">กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อพูดถึงแฟชั่นญี่ปุ่น บางคนอาจนึกถึงเสื้อผ้าสไตล์ avant-garde จากดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo หรือบ้างอาจเห็นภาพของกิโมโนและชุดยูกาตะที่อยู่คู่สังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อมโยงแฟชั่นญี่ปุ่นกับสไตล์การแต่งตัวแบบไหนก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ความหลากหลาย’ คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แฟชั่นญี่ปุ่นน่าตื่นเต้นและดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ</p>



<p>ท่ามกลางสไตล์การแต่งตัวต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นในสังคมญี่ปุ่น ‘เอาต์ดอร์’ คือหนึ่งในสไตล์ที่ดูจะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ ระดับที่ว่าการเห็นผู้คนสวมเครื่องแต่งกายประหนึ่งว่ากำลังจะออกไปเดินป่า กางเต็นท์ แต่กลับเดินเล่นอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอีกต่อไป หากเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งเสื้อกั๊กสำหรับตกปลา กางเกงอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกระเป๋าเล็กๆ ไว้ใส่อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงสนีกเกอร์ที่ดูเหมาะกับการไปวิ่งเทรลมากกว่าการเดินเหินในโอซาก้าและโตเกียว</p>



<p>เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์ไม่เพียงได้รับความนิยมขึ้นเท่านั้น แต่ยังผสานเป็นส่วนหนึ่งกับแฟชั่นคนเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ อะไรคือสาเหตุของความนิยมนี้กันล่ะ แล้วความคลั่งไคล้ในเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145112" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/snow-peak-fall-winter-2019-0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กลับไปหาธรรมชาติ</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปในปี 1970 Yasuhiko Kobayashi แห่ง <em>Heibon Punch</em> นิตยสารสำหรับผู้ชายญี่ปุ่น ได้เดินทางไปนิวยอร์กเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับเขียนคอลัมน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเดินทางไปอเมริกาอยู่บ้าง แต่โคบายาชิก็ได้บันทึกถึงการมาเยือนนิวยอร์กในครั้งนี้ว่า “ทัศนคติที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนท่ามกลางวัยรุ่นอเมริกันคือ พวกเขาดูพยายาม ‘กลับไปหาธรรมชาติ’ (back to nature) กันมากขึ้น”</p>



<p>การกลับไปหาธรรมชาติที่โคบายาชิหมายถึงคือการเกิดขึ้นของกิจกรรมใหม่ๆ เช่น การหันมาแฮงเอาต์กันในสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวในเมือง และการที่วัยรุ่นหันมาใช้วิธีการโบกรถ (hitchhike) เพื่อเดินทางไปสถานที่ต่างๆ นอกเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่สอดคล้องไปกับกิจกรรมเหล่านี้คือการแต่งกายของวัยรุ่นอเมริกันที่เปลี่ยนไป จากที่ครั้งหนึ่งเคยใส่เสื้อผ้าที่ดูฟู่ฟ่าสดใส ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นกางเกงยีนส์ตัวโคร่ง รองเท้าเดินป่า และกระเป๋าเดินทางขนาดมหึมาที่เพียงพอจะบรรจุข้าวของทุกอย่างที่จำเป็นต่อการประทังชีวิตลงไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1000" height="603" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ.jpg" alt="" class="wp-image-145127" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-768x463.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/2vGBEnQ-600x362.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>โคบายาชิได้จดบันทึกความแปลกใหม่ที่เขาพบเห็นในอเมริกาก่อนจะเดินทางกลับไปยังญี่ปุ่น ทว่าบรรดาเพื่อนร่วมงานของเขาที่ <em><em>Heibon Punch</em></em> กลับดูไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่ เพราะสังคมญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศของการขับไล่ฐานทัพอเมริกันให้ออกไปจากประเทศ ความไม่ชอบขี้หน้าพญาอินทรียังได้ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นหันไปคลั่งไคล้แฟชั่นสไตล์ยุโรปอย่างที่ Hirofumi Kurino หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ UNITED ARROWS เคยเล่าว่า “ในช่วงต้นยุค 70s แฟชั่นญี่ปุ่นยึดโยงอยู่กับเสื้อผ้าสไตล์ glam rock จากลอนดอน เห็นได้จากการที่ผู้คนหันมาใส่เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดและมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น”</p>



<p>กระทั่งในปี 1973 เมื่ออยู่ๆ ก็เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจากที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างฉับพลันทันด่วนได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านวัตถุนิยมจนชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มหันกลับไปให้ความสำคัญกับวีถีชีวิตที่เรียบง่ายอย่างในอดีต เช่นเดียวกับวัยรุ่นญี่ปุ่นบางกลุ่มที่ค่อยๆ พาตัวเองออกจากเมืองหลวงเพื่อแสวงหาวิถีชีวิตท่ามกลางป่าไม้และขุนเขาในต่างจังหวัดแทน</p>



<p>ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของนิตยสารหัวใหม่ในปี 1975 อย่าง <em>Made in U.S.A.</em> โดยทีมงานบางส่วนก็มาจากนิตยสาร <em><em>Heibon Punch</em></em> อาจกล่าวได้ว่า <em>Made in U.S.A.</em> คือนิตยสารที่หยิบเอาบทบันทึกของโคบายาชิที่เขียนถึงปรากฏการณ์ที่วัยรุ่นอเมริกันหวนกลับสู่ธรรมชาติมาต่อยอดเป็นเนื้อหา จนออกมาเป็นหนังสือที่โฟกัสไปที่แฟชั่นอเมริกันและกิจกรรมเอาต์ดอร์โดยเฉพาะ กางเกงยีนส์ Levi’s 501 รองเท้ายี่ห้อ Red Wing ไปจนถึงแบรนด์เดินป่าอย่าง The North Face เหล่านี้คือตัวอย่างแฟชั่นอเมริกันที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งภายใต้นิตยสาร <em>Made in U.S.A.</em> </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="600" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145119" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/0401_190520184318_001_dragged_grande-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></figure></div>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หลบหนีออกจากเมืองใหญ่</strong></h3>



<p>ด้วยความนิยมแบรนด์เอาต์ดอร์ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่าในปี 1978 The North Face ได้เซ็นสัญญาเฉพาะกิจกับตัวแทนผู้นำเข้าชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้สินค้าของ The North Face หลั่งไหลเข้ามาในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก โดยที่ยอดขายของแบรนด์ก็เติบโตขึ้นหลายเท่าในปีต่อๆ มา และแม้ว่าโปรดักต์ของ The North Face จะผลิตขึ้นโดยคำนึงถึงการใช้งานในสภาพแวดล้อมของประเทศตะวันตกก็จริง แต่หลังจากที่ได้เห็นการระเบิดขึ้นของตลาดญี่ปุ่น แบรนด์ก็เริ่มหันมาผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าในซีกโลกตะวันออกมากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p>Tuneyoshi Kawaguchi แห่ง OSHMAN&#8217;S แบรนด์อุปกรณ์กีฬาและกิจกรรมเอาต์ดอร์ญี่ปุ่นเล่าว่า “ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมเอาต์ดอร์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่าแทนที่จะต้องเสียเงินไปกับการนอนโรงแรมหรูๆ หรือเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวันหยุด พวกเขาสามารถมีความสุขกับการประหยัดผ่านการออกเดินทางไปต่างจังหวัด ไปเดินป่า และกางเต็นท์ได้” </p>



<p>Tomosuke Noda นักพายเรือแคนูและนักเขียนสายเอาต์ดอร์ผู้โด่งดังก็มองว่า การเฟื่องฟูขึ้นของกิจกรรมเอาต์ดอร์เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองในญี่ปุ่น “เมืองญี่ปุ่นมันแย่มากๆ มันไม่มีธรรมชาติอยู่ในนั้นเลย” โนดะเล่า ก่อนจะเสริมว่าความเร่งรีบและตึงเครียดของวิถีชีวิตแบบคนเมืองได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผลักให้ผู้คนพยายามหลบหนีไปข้างนอก โดยที่เขาไม่ได้มองว่ากิจกรรมเอาต์ดอร์จะเป็นเทรนด์ที่มาๆ ไปๆ เพราะตราบใดที่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในเมือง พวกเขาก็จะยังแสวงหาเหตุผลที่จะพาตัวเองออกจากความวุ่นวายของสังคมเมืองอยู่เรื่อยๆ ต่อไป</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="731" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-731x1024.jpg" alt="" data-id="145113" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145113" class="wp-image-145113" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-731x1024.jpg 731w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-214x300.jpg 214w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-768x1075.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02-600x840.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-07-south2-west8-spring-summer-2020-lookbook-02.jpg 800w" sizes="(max-width: 731px) 100vw, 731px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1024x1024.jpg" alt="" data-id="145114" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145114" class="wp-image-145114" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/south2west-3.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li></ul></figure>



<p>จะเห็นได้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและรูปแบบของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งให้ชาวญี่ปุ่นอยากกลับไปสู่ธรรมชาติมากขึ้น แต่หากเราลองย้อนเวลากลับไปในอดีตอีกสักเล็กน้อยจะพบว่า จริงๆ แล้วสังคมญี่ปุ่นมีความผูกพันกับธรรมชาติเสมอมา อย่างที่ Kent Kodamasu แห่งแบรนด์แฟชั่น <a href="http://shelter-tokyo.com/">SHELTER</a> อธิบายว่า “ชินโตคือศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น ซึ่ง ‘Amaterasu Omikami’ เทพเจ้าผู้สร้างญี่ปุ่นขึ้นมาก็ได้ชื่อว่าเป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ นั่นเท่ากับว่าธรรมชาติคือเทพเจ้าของเรา หรือหากคุณมีโอกาสได้เห็นศาลเจ้าชินโต คุณจะพบว่าศาลเจ้าจำนวนมากถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้และสวนที่งดงาม ซึ่งอะไรเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าชาวญี่ปุ่นให้คุณค่ากับธรรมชาติมากมายเพียงใด”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1023" height="726" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA.jpg" alt="" class="wp-image-145128" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA.jpg 1023w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-300x213.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-768x545.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/wMF8IZQA-600x426.jpg 600w" sizes="(max-width: 1023px) 100vw, 1023px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>หัวใจคือความอเนกประสงค์</strong></h3>



<p>ถึงตรงนี้เราคงจะพอรู้แล้วว่าอะไรคือคำอธิบายที่อยู่เบื้องหลังความคลั่งไคล้กิจกรรมเอาต์ดอร์ของคนญี่ปุ่น แต่คำถามคือ แล้วอะไรคือสาเหตุให้ชาวญี่ปุ่นฮิตใส่เสื้อผ้าเอาต์ดอร์ในเมืองกันล่ะ Sam Fitzgerald แห่งแบรนด์ nonnative อธิบายว่าความอเนกประสงค์ที่เหมาะกับสภาพอากาศทุกรูปแบบคือคำตอบที่เสื้อผ้าเอาต์ดอร์เป็นที่นิยมกันในหมู่คนเมือง</p>



<p>“ที่ญี่ปุ่นน่ะ ในช่วงหน้าร้อนมันก็จะร้อนชื้นสุดๆ แต่พอหน้าหนาวมันก็จะหนาวโคตรๆ เหมือนกัน หรือระหว่างช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมฝนก็จะตกหนักมากๆ ไหนจะมีพายุไต้ฝุ่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีก สภาพอากาศที่ผกผันแบบนี้แหละคือคำตอบว่าทำไมเสื้อผ้าเอาต์ดอร์ถึงได้รับความนิยมในเมืองอย่างโตเกียวที่ผู้คนจะต้องเคลื่อนที่อยู่เสมอท่ามกลางสภาพแวดล้อมเหล่านี้ นั่นจึงเป็นคำตอบว่าทำไมคุณถึงพบเห็นผู้คนในฮาราจูกุและชิบูย่าแต่งตัวสไตล์เอาต์ดอร์อยู่เรื่อยๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้จะออกไปแคมป์ปิ้งอะไรหรอก พวกเขาอาจแค่กำลังเดินทางกลับจากออฟฟิศก็เท่านั้น”</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg" alt="" data-id="145115" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145115" class="wp-image-145115" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/the-north-face-purple-label-fall-winter-2019-0.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-682x1024.jpg" alt="" data-id="145116" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=145116" class="wp-image-145116" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-682x1024.jpg 682w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-768x1153.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-600x901.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/https-hypebeast.com-image-2019-01-the-north-face-purple-label-spring-summer-2019-lookbook-12.jpg 916w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure></li></ul></figure>



<p>แม้ว่าชาวญี่ปุ่นจะมีความผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้งก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นแตกต่างไปจากสังคมตะวันตกคือ พวกเขาชื่นชอบที่จะแสดงความคลั่งไคล้กิจกรรมเอาต์ดอร์ออกมาให้เห็นอย่างเปิดเผยผ่านเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่เลือกใช้อย่างที่ Hiroki Nakamura ผู้ก่อตั้งแบรนด์ visvim อธิบายว่า “ชาวญี่ปุ่นจะประพฤติตัวเสมือนว่าเป็นนักสะสม พวกเขาจะศึกษาไลฟ์สไตล์หนึ่งๆ และซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมันอย่างจริงจัง ในขณะที่ชาวตะวันตกจะให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับจากไลฟ์สไตล์มากกว่า พวกเขาไม่ค่อยยึดติดกับตัวสินค้ามากนัก&#8221;</p>



<p>ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในอดีตเสื้อผ้าและอุปกรณ์เอาต์ดอร์ในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากโลกตะวันตก แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นแบรนด์เอาต์ดอร์สัญชาติญี่ปุ่นหลากหลายแบรนด์ ที่ไม่เพียงผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องคุณภาพของวัสดุและฟังก์ชั่นในการใช้งาน แต่ยังรวมถึงการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์และสามารถสอดรับกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น แบรนด์อย่าง Snow Peak, and wander และ South2 West8 คือตัวอย่างเพียงคร่าวๆ เท่านั้น</p>



<p>ชาวญี่ปุ่นกับธรรมชาติคือสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ขาด น่าสนใจว่าความเชื่อมโยงนี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านความพยายามที่จะพาตัวเองหลบหนีจากความวุ่นวายในเมืองอยู่เรื่อยๆ เท่านั้น แต่ยังมองเห็นได้จากสไตล์ของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่อีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="480" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1.jpg" alt="เอาท์ดอร์" class="wp-image-145117" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/09/1F1A3579-e1539859217457-720x480-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/outdoor-fashion/">กลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำไมคนญี่ปุ่นจึงหลงใหลเสื้อผ้าสไตล์เอาต์ดอร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กระโปรงของผู้หญิง? กางเกงของผู้ชาย? ในวันที่ผู้ชายลุกขึ้นมาใส่กระโปรง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/man-skirt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 25 Apr 2021 09:54:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Society of Style]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[gender]]></category>
		<category><![CDATA[Vogue]]></category>
		<category><![CDATA[world fashion]]></category>
		<category><![CDATA[skirt]]></category>
		<category><![CDATA[harry style]]></category>
		<category><![CDATA[man skirt]]></category>
		<category><![CDATA[victorian]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[suit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=130958</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในเดือนธันวาคม ปี 2020 Harry Styles ศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษปรากฏบนหน้าปกนิตยสาร Vogue พร้อมประโยคว่า ‘ในแต่ละครั้งที่คุณสร้างกำแพงในชีวิต คุณกำลังจำกัดตัวคุณเอง’ หน้าปก Vogue ฉบับนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการแฟชั่นในทันที นั่นเพราะ Styles ไม่ได้สวมเสื้อผ้าของ ‘ผู้ชาย’ แต่กลับเป็นชุดทรงบอลกาวน์ (ball gown) จาก Gucci จับคู่กับเบลเซอร์สีดำสนิทต่างหากที่เขาเลือกใส่&#160; เดรสที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิงแต่อยู่ๆ กลับมาปรากฏบนเรือนร่างของนักร้องหนุ่มกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในสังคมโดยทันที&#160; แม้ว่าในด้านหนึ่งจะมีเสียงชื่นชมแฮร์รี่อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะต่อประเด็นที่ว่า เสื้อผ้าของเขาบนปกนิตยสารสะท้อนให้เห็น ‘การปฏิเสธบรรทัดฐานทางเพศของสังคม’ (gender nonconforming) ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงอีกส่วนหนึ่งที่ดูไม่ค่อยจะถูกใจนัก คอมเมนต์หนึ่งที่น่าสนใจมาจากทวิตเตอร์ของ Candace Owens นักเขียนชาวอเมริกัน “ไม่มีสังคมใดในโลกหรอกที่จะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากผู้ชายที่เข้มแข็ง ชาวตะวันออกรู้เรื่องนี้ดี ในโลกตะวันตกน่ะ การที่ผู้ชายค่อยๆ ถูกทำให้เป็นผู้หญิง (feminization) มากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ลัทธิมาร์กซิสต์ถูกเผยแพร่ให้กับเด็กๆ อยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการโจมตีซึ่งๆ หน้า เอาผู้ชายที่ ‘สมชาย’ กลับมา” ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าฝั่งที่ชื่นชม Vogue [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/man-skirt/">กระโปรงของผู้หญิง? กางเกงของผู้ชาย? ในวันที่ผู้ชายลุกขึ้นมาใส่กระโปรง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในเดือนธันวาคม ปี 2020 Harry Styles ศิลปินหนุ่มชาวอังกฤษปรากฏบนหน้าปกนิตยสาร <em>Vogue</em> พร้อมประโยคว่า ‘ในแต่ละครั้งที่คุณสร้างกำแพงในชีวิต คุณกำลังจำกัดตัวคุณเอง’ หน้าปก <em>Vogue</em> ฉบับนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการแฟชั่นในทันที นั่นเพราะ Styles ไม่ได้สวมเสื้อผ้าของ ‘ผู้ชาย’ แต่กลับเป็นชุดทรงบอลกาวน์ (ball gown) จาก Gucci จับคู่กับเบลเซอร์สีดำสนิทต่างหากที่เขาเลือกใส่&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="820" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-820x1024.jpg" alt="" class="wp-image-130959" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-820x1024.jpg 820w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-240x300.jpg 240w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-768x959.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-1230x1536.jpg 1230w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry-600x750.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/vogueharry.jpg 1280w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /><figcaption>credit : Vogue</figcaption></figure></div>



<p>เดรสที่จริงๆ แล้วควรจะเป็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิงแต่อยู่ๆ กลับมาปรากฏบนเรือนร่างของนักร้องหนุ่มกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในสังคมโดยทันที&nbsp;</p>



<p>แม้ว่าในด้านหนึ่งจะมีเสียงชื่นชมแฮร์รี่อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะต่อประเด็นที่ว่า เสื้อผ้าของเขาบนปกนิตยสารสะท้อนให้เห็น ‘การปฏิเสธบรรทัดฐานทางเพศของสังคม’ (gender nonconforming) ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเสียงอีกส่วนหนึ่งที่ดูไม่ค่อยจะถูกใจนัก คอมเมนต์หนึ่งที่น่าสนใจมาจากทวิตเตอร์ของ Candace Owens นักเขียนชาวอเมริกัน “ไม่มีสังคมใดในโลกหรอกที่จะดำรงอยู่ได้โดยปราศจากผู้ชายที่เข้มแข็ง ชาวตะวันออกรู้เรื่องนี้ดี ในโลกตะวันตกน่ะ การที่ผู้ชายค่อยๆ ถูกทำให้เป็นผู้หญิง (feminization) มากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับที่ลัทธิมาร์กซิสต์ถูกเผยแพร่ให้กับเด็กๆ อยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการโจมตีซึ่งๆ หน้า เอาผู้ชายที่ ‘สมชาย’ กลับมา” ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้แปลว่าฝั่งที่ชื่นชม <em>Vogue</em> และสไตล์สจะพากันยกย่องเชิดชูเป็นเสียงเดียว มีคอมเมนต์ที่มองว่าแม้หน้าปกของ<em> Vogue</em> ฉบับนี้จะถือเป็นประวัติศาสตร์จริงอยู่ เพียงแต่มันก็ไม่ได้ ‘รุนแรง’ (radical) พอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ สอดคล้องกับอีกคอมเมนต์ที่มองว่า “หากคนบนปก <em>Vogue</em> ไม่ใช่ cis man ผิวขาว แต่เป็นใครสักคนที่มาจากชาติพันธ์อื่น สมมติว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศผิวสีสักคน (ที่ <em>Vogue</em> ก็ยังไม่เคยให้คนเหล่านี้ขึ้นปก) ลองคิดดูสิว่าเขาจะต้องเจอกับเสียงวิจารณ์แบบไหน”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-130960" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/VO1220_03_copy.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>credit : Vogue </figcaption></figure></div>



<p>หากลองพิจารณาจากกรณีของ <em>Vogue</em> และแฮร์รี่ สไตล์ส เราจะพบว่า ปรากฏการณ์นี้สร้างข้อถกเถียงที่ซับซ้อนในหลายมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติของแฟชั่น มิติของเพศสภาวะ ไปจนถึงมิติของชาติพันธุ์ ถึงอย่างนั้น บทความนี้จะพาไปตั้งคำถามกับประเด็นพื้นฐานที่สุดของเรื่องนี้ นั่นคือแฟชั่นกับเพศสภาวะสัมพันธ์กันยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่กระโปรงถูกจัดวางให้เป็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิง กางเกงคือเครื่องแต่งกายของผู้ชาย และตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การสวมใส่กระโปรงทำให้ผู้ชาย ‘ไม่แมน’</p>



<h2 class="wp-block-heading">เพศภาวะและการประกอบสร้างทางสังคม</h2>



<p>ต่อการจะถกเถียงถึงประเด็นเรื่องเพศในสังคมตะวันตก เราอาจต้องเริ่มต้นจากจุดตั้งต้นของการแยกความแตกต่างระหว่าง ‘เพศสรีระ’ (sex) กับ ‘เพศสภาวะ’ (gender) พูดให้ชัดคือ เพศสรีระคือเพศในความหมายทางชีววิทยาซึ่งยึดโยงอยู่กับระบบเจริญพันธุ์ของร่างกาย ขณะที่เพศสภาวะคือเพศที่เป็นการประกอบสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม</p>



<p>ต้องอธิบายก่อนว่า เพศสภาวะคือแนวคิดที่เกิดจากกลุ่มเฟมินิสต์ในฐานะอาวุธหนึ่งที่จะมาคัดง้างกับวิธีคิดในยุคก่อนซึ่งให้ความสำคัญกับความแตกต่างทางชีววิทยา และมองว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่อง ‘ธรรมชาติ’ เพราะเมื่อผู้ชายเกิดมาแข็งแกร่งกว่าผู้หญิง สถานะของผู้ชายจึงต้องอยู่ ‘เหนือกว่า’ ผู้หญิงเป็นธรรมดา&nbsp;</p>



<p>ทว่ากลุ่มสตรีนิยมซึ่งพยายามต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศกลับเสนอแนวคิดเรื่องเพศสภาวะซึ่งอธิบายว่า ‘ความเป็นผู้หญิง’ (femininity) กับ ‘ความเป็นผู้ชาย’ (masculinity) ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพศสรีระในทางชีววิทยา แต่เป็น ‘สภาวะ’ ที่สังคมและวัฒนธรรมประกอบสร้างขึ้นต่างหาก สอดคล้องไปด้วยกัน เพศสภาวะได้สร้างความเป็นไปได้ให้กับการนิยามความหลากหลายทางเพศอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้การต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศขยายพรมแดนครอบคลุมเพศสภาวะที่ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้หญิงอีกต่อไป กล่าวอย่างถึงที่สุดคือ เพศสภาวะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่จะนำไปสู่การแสวงหาเสรีภาพในการนิยามชีวิตทางเพศของปัจเจกบุคคลหนึ่งผ่านการนิยามของตัวเขาเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="682" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-1024x682.jpg" alt="" class="wp-image-130961" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-1536x1022.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-2048x1363.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-600x399.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/190114-london-pride-parade-cs-1150a_c87310fbb5d4c96e0254005f147fd240-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>ภายใต้แนวคิดเพศสภาวะที่อธิบายว่า เพศคือการประกอบสร้างทางสังคมนี่เองที่ได้นำไปสู่การพิจารณากระบวนการต่างๆ ที่ประกอบสร้างความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นผู้ชายขึ้นมาในตัวคนคนหนึ่ง ตัวอย่างที่เรามักจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ คือการนิยามว่าสีฟ้าคือสีของเด็กผู้ชาย ในขณะที่สีชมพูคือสีของเด็กผู้หญิง หรือการที่เด็กผู้ชายควรจะเล่นหุ่นยนต์ ส่วนเด็กผู้หญิงก็ควรจะเล่นตุ๊กตา ในลักษณะเดียวกับการเลือกกำหนดสีและของเล่นให้กับเด็กๆ ล่วงหน้า เสื้อผ้าคืออีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการประกอบสร้างความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นผู้ชายของสังคม</p>



<p>ในสังคมตะวันตก (และสังคมอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากสังคมตะวันตก) เสื้อผ้าคือกลไกทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งที่นิยามว่าเพศของปัจเจกบุคคลหนึ่งๆ คือเพศอะไร เมื่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งเกิดมา สังคมย่อมจะคาดหวังให้เขาสวมกางเกง และเมื่อเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งเกิดมา สังคมย่อมจะคาดหวังให้เธอสวมกระโปรง ตัวเลือกของเสื้อผ้าได้ผสานเข้ากับวิธีคิดที่อนุมานล่วงหน้าว่าเพศสภาวะของเด็กจะต้องเชื่อมโยงกับเพศสรีระของเด็กเท่านั้น การเชื่อมโยงเพศสภาวะของบุคคลเข้ากับกางเกงหรือกระโปรงจึงเท่ากับการลดทอนความซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจสภาวะทางเพศของคนคนหนึ่งให้เหลือตัวเลือกเพียงแค่สอง&nbsp;</p>



<p>ในแง่นี้เราจึงอาจกล่าวได้ว่า กรณีของ<em> Vogue </em>และแฮร์รี่ สไตล์ส จึงไม่เพียงจะเป็นการท้าทายโครงสร้างทางสังคมที่พยายามจะยึดโยงและประกอบสร้างเพศสภาวะของบุคคลหนึ่งๆ กับตัวเลือกของเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่เท่านั้น แต่อย่างพื้นฐานที่สุด มันคือการกลับไปตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมผู้ชายถึงไม่สามารถจะใส่กระโปรงได้กันล่ะ ทำไมการที่ผู้ชายสักคนหนึ่งจะแต่งตัวแตกต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติในสังคมถึงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่นักหนา หรือแค่เพราะสังคมบอกว่ากระโปรงคือเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเท่านั้นก็เป็นคำอธิบายที่ชอบธรรมเพียงพอแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อแฟชั่นไม่ใช่เรื่องของผู้ชาย</h2>



<p>ในสังคมตะวันตกก่อนหน้าศตวรรษที่ 18 การแต่งตัวระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายไม่ได้แยกขาดกันอย่างชัดเจนดังเช่นในปัจจุบัน และกระโปรงก็ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่จำกัดอยู่เฉพาะกับผู้หญิงแต่อย่างใด ความหมายของแฟชั่นในอดีตคือการแสดงออกทางอำนาจ ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ‘การแต่งตัวให้มาก’ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม รองเท้าส้นสูง หมวกฟูฟ่องพองฟู และเสื้อคลุมยาว เหล่านี้คือเครื่องแต่งกายที่บ่งชี้สถานะทางชนชั้นของผู้สวมใส่มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของเพศสภาวะ&nbsp;</p>



<p>กระทั่งยุควิคตอเรียน แนวคิดเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศระหว่างผู้หญิงและผู้ชายเริ่มจะกลายเป็นที่แพร่หลายภายใต้อิทธิพลจากยุคแสงสว่างทางปัญญา แนวคิดวิทยาศาสตร์และชีววิทยาที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาร่างกายของสิ่งมีชีวิต</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3885ce0cd9aa153dcfb6d0e144209d16.jpg" alt="" class="wp-image-130962" width="428" height="689" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3885ce0cd9aa153dcfb6d0e144209d16.jpg 571w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/3885ce0cd9aa153dcfb6d0e144209d16-186x300.jpg 186w" sizes="(max-width: 428px) 100vw, 428px" /></figure></div>



<p>&nbsp;ดังว่าหากพิจารณาจากเงื่อนไขของสรีระและสติปัญญาแล้ว ผู้หญิงย่อมจะเป็นเพศที่อ่อนด้อยกว่าและควรจะอยู่ภายใต้อำนาจของเพศชาย ผ่านคำอธิบายในลักษณะนี้ ชีวิตของผู้หญิงจึงถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างบ้าน ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้เป็นพ่อ สามี หรือกระทั่งลูกชาย ในขณะที่ชีวิตของผู้ชายคือชีวิตที่ดำเนินอยู่ข้างนอกอย่างเป็นอิสระ ในพื้นที่สาธารณะ ดังที่ John Ruskin นักสังคมวิทยาชาวอังกฤษในช่วงเวลานั้นได้บันทึกไว้ว่า</p>



<p>“อำนาจของเพศชายนั้นแคล่วคล่อง เคลื่อนไปข้างหน้า และสามารถปกปักรักษาได้ เขาคือผู้ลงมือทำ ผู้สร้าง นักเดินทาง และผู้พิทักษ์ สติปัญญาของเขามีไว้เพื่อการคิดค้นและตรวจตรา ส่วนพลังงานของเขาก็มีไว้เพื่อการผจญภัย สงคราม และการพิชิต แต่อำนาจของผู้หญิงคือการปกครอง ไม่ใช่สำหรับในศึกสงคราม และสติปัญญาของเธอก็ไม่ใช่เพื่อการคิดค้นและสรรสร้าง หากคือการวางระเบียบ จัดการ และตัดสินใจ ผู้หญิงต้องอดทน ซื่อตรง และเฉลียวฉลาด ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาตัวเอง แต่เพื่อการเสียสละ หล่อนอาจจัดวางตัวเองว่าอยู่เหนือสามีได้ แต่หล่อนจะต้องไม่ห่างหายไปจากข้างกายของเขา”</p>



<p>แนวคิดเรื่องเพศแบบวิคตอเรียนได้นำไปสู่หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์แฟชั่น นั่นคือปรากฏการณ์ที่ชื่อ ‘การสละทิ้งของเพศชายผู้ยิ่งใหญ่’ (The Great Male Renunciation) ซึ่งหมายถึงการแยกขาดนิยามแฟชั่นของผู้ชายจากเดิมที่เคยหลงใหลในความฟูฟ่องพองฟูของเสื้อผ้าไปสู่นิยามที่มองว่าแฟชั่นสำหรับผู้ชายคือเรื่องของ ‘การใช้สอย’ (function) มากกว่าความงาม ซึ่งควรเป็นเรื่องของผู้หญิง ด้วยเหตุนี้ ความสวยงามของเครื่องแต่งกายจึงกลายเป็นคุณค่าสำหรับผู้หญิงที่อยู่กับบ้านเท่านั้นจะพึงให้ความสำคัญ ในขณะที่ผู้ชายซึ่งชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานดำเนินอยู่ข้างนอกนั้น แฟชั่นเป็นเรื่องเสียเวลา ไร้สาระ และไม่สลักสำคัญนักเมื่อเทียบกับความคล่องแคล่วและเรียบง่ายของเสื้อผ้า พูดอีกอย่างคือ เสื้อผ้าของผู้ชายกลายเป็นเรื่องของตรรกะและเหตุผล ในขณะที่เสื้อผ้าของผู้หญิงเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="475" height="485" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/outerwear.jpg" alt="" class="wp-image-130963" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/outerwear.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/outerwear-294x300.jpg 294w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/outerwear-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/outerwear-48x48.jpg 48w" sizes="(max-width: 475px) 100vw, 475px" /></figure></div>



<p>ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้กางเกงกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่นิยามความเป็นผู้ชายอย่างชัดเจนซึ่งอิทธิพลของมันก็ยังปรากฏให้เห็นได้อย่างเด่นชัดในปัจจุบัน ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า แนวคิดซึ่งมองว่าเสื้อผ้าของผู้ชายควรจะตัดคุณค่าเรื่องความงามทิ้งไปและยึดโยงอยู่กับประเด็นการใช้สอยเท่านั้นยังได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอีกด้วย ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่ว่านี้&nbsp;</p>



<p>ในหนังสือ <em>Ametora: How Japan Saved American Style </em>ของ W. David Marx ได้อธิบายว่า หนึ่งในอิทธิพลทางความคิดของตะวันตกที่มองว่าเสื้อผ้าของผู้ชายควรเป็นความเรียบง่ายแทรกซึมเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านการเข้ามาของเสื้อสูทแบบตะวันตก และนำไปสู่คำอธิบายว่า ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ควรจะสนใจเรื่องแฟชั่นแต่ควรจะให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยของเสื้อผ้ามากกว่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Emperor_Showa_1920s.png" alt="" class="wp-image-130964" width="428" height="635" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Emperor_Showa_1920s.png 570w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Emperor_Showa_1920s-202x300.png 202w" sizes="(max-width: 428px) 100vw, 428px" /></figure></div>



<p>Toby Slade นักวิชาการด้านแฟชั่นอีกคนชี้ว่า “แนวคิดเรื่องความเป็นชายได้ส่งผลให้ผู้ชายญี่ปุ่นเข้าใจว่าพวกเขาไม่ควรจะให้ความสำคัญกับการแต่งตัวมากนัก เช่นกันที่พวกเขาก็ไม่ควรจะเสียเวลากับการพิจารณาว่าตัวเองควรจะสวมใส่อะไร” ในแง่นี้ ชุดสูทจึงกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่ตอบโจทย์อย่างที่สุด เพราะไม่เพียงแค่ลักษณะของชุดจะสะท้อนให้เห็นความซีเรียสจริงจังอันเป็นคุณสมบัติสำคัญของความเป็นชาย แต่ชุดสูทยังเป็นเสื้อผ้าที่ผู้ชายสามารถสวมใส่ซ้ำๆ ได้ทุกวันแบบที่ยังจะดูดีอยู่เสมอ โดยไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลามานั่งคิดว่าวันนี้จะใส่เสื้อผ้าตัวไหนดี อะไรแบบนี้ควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้หญิงก็พอ</p>



<p>ย้อนกลับมาสู่คำถามที่ว่า แล้วผู้ชายสามารถสวมใส่กระโปรงได้ไหม หากพิจารณาจากเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นว่า ความพยายามจะยึดโยงเสื้อผ้ากับเพศสภาวะของผู้สวมใส่คือปรากฏการณ์ของโลกตะวันตกที่ได้แผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก และถึงที่สุดแล้ว กระโปรงในฐานะเสื้อผ้าของผู้หญิงก็เป็นเพียงแค่นิยามแฟชั่นของพื้นที่หนึ่งเท่านั้น เพราะหากเราลองพิจารณาพื้นที่อื่นๆ ในโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในอดีต แต่ยังรวมถึงปัจจุบัน เครื่องแต่งกายที่มีลักษณะคล้ายกระโปรงยังคงถูกสวมใส่อย่างแพร่หลายโดยกลุ่มบุคคลที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น ‘คิลต์ (Kilt)’ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกระโปรงสั้นพับจีบซึ่งถูกสวมใส่โดยผู้ชายชาวสกอตแลนด์ ‘โสร่ง’ หรือ ‘โลงจี’ ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายที่ผู้ชายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเมียนมาและมาเลเซียยังคงใส่กันอย่างเป็นเรื่องปกติ</p>



<p>อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือฟิจิกับเครื่องแต่งกายประจำชาติชื่อว่า ‘ซูลู’ (Sulu) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกระโปรง และสวมใส่กันโดยทั่วไปไม่ว่าจะในกลุ่มผู้ชายหรือผู้หญิง ซูลูมีลักษณะเป็นผ้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยที่ผู้สวมใส่ก็จะนำผ้าผืนนี้มาพันรอบสะโพกก่อนจะผูกยึดเข้ากับเอวคล้ายๆ ผ้าถุง หรือบ้างก็ใช้เข็มขัด หนึ่งในสไตล์ที่แพร่หลายในกลุ่มผู้ชายชาวฟิจิคือการจับคู่ซูลูเข้ากับชุดสูท นั่นคือในขณะที่ร่างกายส่วนบนของเขาจะสวมเสื้อสูทสไตล์ตะวันตกทั่วไป ทว่าร่างกายส่วนล่างของพวกเขากลับสวมใส่ซูลูซึ่งสั่งตัดเย็บพิเศษเพื่อให้แมตช์กับสไตล์แฟชั่นของเขา นอกจากนี้ซูลูยังถือเป็นเครื่องแต่งกายที่กองทัพฟิจิสวมใส่ในพิธีต่างๆ อีกด้วย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="640" height="386" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/af3fa449f06fbb5702fa50ddf9ee0255.jpg" alt="" class="wp-image-130965" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/af3fa449f06fbb5702fa50ddf9ee0255.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/af3fa449f06fbb5702fa50ddf9ee0255-300x181.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/af3fa449f06fbb5702fa50ddf9ee0255-600x362.jpg 600w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /></figure></div>



<p>หรือกระทั่งแบรนด์แฟชั่นของสังคมตะวันตกหลายๆ แบรนด์ในปัจจุบันก็มีการดีไซน์ ‘กระโปรงผู้ชาย’ (man skirt) กันมากขึ้น แบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Rick Owens, Thom Browne และ Raf Simons ต่างก็เคยออกแบบหรือยังคงตัดเย็บกระโปรงผู้ชายสำหรับคอลเลกชั่นต่างๆ&nbsp; โดยที่กระโปรงผู้ชายซึ่งแบรนด์เหล่านี้ตัดเย็บก็ล้วนให้ความสำคัญกับโครงสร้างทางสรีสะที่แตกต่างกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายอีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-gallery columns-2 is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><ul class="blocks-gallery-grid"><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-680x1024.jpg" alt="" data-id="130966" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130966" class="wp-image-130966" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-680x1024.jpg 680w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-199x300.jpg 199w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-768x1156.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-600x903.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/Thom-Browne-Spring-Summer-2018-Mens-Collection-024.jpg 800w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></figure></li><li class="blocks-gallery-item"><figure><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174.jpg" alt="" data-id="130967" data-full-url="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174.jpg" data-link="https://adaymagazine.com/?attachment_id=130967" class="wp-image-130967" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/fab6552b74ee89041b65a585b5c63174-210x315.jpg 210w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></li></ul></figure>



<p>ถึงที่สุดแล้วแม้ว่ากรณีของแฮร์รี่ สไตล์ส จะสร้างข้อถกเถียงอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันผู้ชายเริ่มหันมาสวมใส่กระโปรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าในแง่หนึ่งปรากฏการณ์นี้คือความพยายามที่จะท้าทายบรรทัดฐานของสังคมตะวันตกที่พยายามจะประกอบสร้างเพศภาวะของปัจเจกบุคคลผ่านตัวเลือกของเสื้อผ้า และขณะเดียวกันมันก็เป็นการขยายความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับนิยามของแฟชั่นสำหรับปัจเจกบุคคลที่จะได้มีอิสระในการเลือกเสื้อผ้าที่เขาจะสวมใส่ได้อย่างที่ใจเขาต้องการ</p>



<p>และถึงที่สุดมันก็อาจย้อนกลับมาสู่ประโยคที่เรียบง่ายที่สุด แค่ว่า ‘ถ้าเขาอยากจะใส่อะไร ก็ให้เขาได้ใส่ในสิ่งที่เขาอยากใส่เถอะ’ นั่นเพราะในบางสังคมที่เสรีภาพเริ่มจะกลายเป็นอะไรที่หาได้ยาก อย่างน้อยๆ เสรีภาพบนเรือนร่างก็ย่อมจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะช่วยกันปกป้องไว้ไม่ใช่หรือ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="784" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY-1024x784.jpg" alt="" class="wp-image-130968" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY-1024x784.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY-300x230.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY-768x588.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY-600x460.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/04/ZASBVUOCWFCPBDDAOXSCQLKOAY.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/man-skirt/">กระโปรงของผู้หญิง? กางเกงของผู้ชาย? ในวันที่ผู้ชายลุกขึ้นมาใส่กระโปรง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>World Fashion ใครบอกกันว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/world-fashion/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 21 Mar 2021 10:30:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Super Market]]></category>
		<category><![CDATA[Society of Style]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[paris]]></category>
		<category><![CDATA[fashion]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[world fashion]]></category>
		<category><![CDATA[society of style]]></category>
		<category><![CDATA[sociology]]></category>
		<category><![CDATA[western fashion]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=125499</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประวัติศาสตร์แฟชั่นอย่างที่เราพอจะรู้กันมา เราอาจจะเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า สำหรับคุณ แฟชั่นคืออะไร? บางคนอาจบอกว่าแฟชั่นคือการแต่งกายที่สอดคล้องกับความนิยมของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่บางคนอาจมองว่าแฟชั่นคือการแสดงออกถึงรสนิยม และตัวตนของปัจเจกบุคคลที่อาจ ‘สอดคล้อง’ หรือ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับค่านิยมของสังคมในตอนนั้นก็เป็นได้ ในทางสังคมวิทยา ความหมายโดยพื้นฐานที่สุดของแฟชั่นคือ ‘การเป็นคนแรกกับสิ่งล่าสุด’ (being first with the latest) ภายใต้นิยามนี้ ความหมายของแฟชั่นจึงสัมพันธ์กับ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ และขัดแย้งกับ ‘ความแน่นิ่ง’ (static) อยู่เสมอ ผ่านบทความ Fashion, Sociology of ผู้เขียนอธิบายว่ารากศัพท์ของคำว่า fashion ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า ‘facere’ ในภาษาละตินที่แปลว่า ‘การสร้าง’ (to make) โดยที่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ความหมายของแฟชั่นก็ถูกรับรู้ภายใต้นิยามที่ร่วมสมัย และผูกโยงกับนิยามของ ‘ความเป็นสมัยใหม่’ อย่างชัดเจน ประวัติศาสตร์ของแฟชั่นสมัยใหม่มักจะปักหมุดยุคเรอเนซองซ์ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการถือเกิดขึ้นของแฟชั่นสมัยใหม่ นั่นเพราะเงื่อนไขของระบบการเงินและเทคโนโลยีการค้า (trade and finance) ที่เปลี่ยนแปลงไปนำมาซึ่งการขยายเครือข่ายการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่กว้างไกลขึ้น และยังเอื้อต่อการหลั่งไหลของวัตถุดิบต่างๆ จากทั่วโลกสู่ทวีปยุโรป อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการถือกำเนิดขึ้นของแนวคิดแบบ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/world-fashion/">World Fashion ใครบอกกันว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading"><strong>ประวัติศาสตร์แฟชั่นอย่างที่เราพอจะรู้กันมา</strong></h2>



<p>เราอาจจะเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า สำหรับคุณ แฟชั่นคืออะไร?</p>



<p>บางคนอาจบอกว่าแฟชั่นคือการแต่งกายที่สอดคล้องกับความนิยมของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่บางคนอาจมองว่าแฟชั่นคือการแสดงออกถึงรสนิยม และตัวตนของปัจเจกบุคคลที่อาจ ‘สอดคล้อง’ หรือ ‘ไม่สอดคล้อง’ กับค่านิยมของสังคมในตอนนั้นก็เป็นได้</p>



<p>ในทางสังคมวิทยา ความหมายโดยพื้นฐานที่สุดของแฟชั่นคือ ‘การเป็นคนแรกกับสิ่งล่าสุด’ (being first with the latest) ภายใต้นิยามนี้ ความหมายของแฟชั่นจึงสัมพันธ์กับ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ และขัดแย้งกับ ‘ความแน่นิ่ง’ (static) อยู่เสมอ ผ่านบทความ <em>Fashion, Sociology of</em> ผู้เขียนอธิบายว่ารากศัพท์ของคำว่า fashion ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า ‘facere’ ในภาษาละตินที่แปลว่า ‘การสร้าง’ (to make) โดยที่นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ความหมายของแฟชั่นก็ถูกรับรู้ภายใต้นิยามที่ร่วมสมัย และผูกโยงกับนิยามของ ‘ความเป็นสมัยใหม่’ อย่างชัดเจน</p>



<p>ประวัติศาสตร์ของแฟชั่นสมัยใหม่มักจะปักหมุดยุคเรอเนซองซ์ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการถือเกิดขึ้นของแฟชั่นสมัยใหม่ นั่นเพราะเงื่อนไขของระบบการเงินและเทคโนโลยีการค้า (trade and finance) ที่เปลี่ยนแปลงไปนำมาซึ่งการขยายเครือข่ายการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่กว้างไกลขึ้น และยังเอื้อต่อการหลั่งไหลของวัตถุดิบต่างๆ จากทั่วโลกสู่ทวีปยุโรป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="500" height="433" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/renaissance-clothing.jpg" alt="" class="wp-image-126282" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/renaissance-clothing.jpg 500w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/renaissance-clothing-300x260.jpg 300w" sizes="(max-width: 500px) 100vw, 500px" /><figcaption>เครื่องแต่งกายในยุค Renaissance</figcaption></figure></div>



<p>อีกสาเหตุหนึ่งมาจากการถือกำเนิดขึ้นของแนวคิดแบบ ‘มนุษยนิยม’ (humanism) ในยุคนี้ ซึ่งยึดถือในคุณค่าและความสำคัญของมนุษย์ยังส่งผลให้ผู้คนในช่วงเวลานั้นหันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความเป็นปัจเจกบุคคล’ มากขึ้นอีกด้วย เรามักจะคุ้นเคยกับอิทธิพลของแนวคิดมนุษยนิยมต่อศิลปะและวรรณกรรม ทว่าในระนาบที่ใกล้เคียงกัน แนวคิดนี้ยังส่งอิทธิพลต่อสำนึกทางแฟชั่นในแง่ที่ว่า ผู้คนได้หันมาให้ความสำคัญกับการแสดงความงามผ่านการแต่งกายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ‘กลุ่มเศรษฐีใหม่’–เหล่าพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จจากการค้าขายจนสามารถสะสมอำนาจและเลื่อนสถานะทางสังคมได้สำเร็จ&nbsp;</p>



<p>นับจากยุคเรอเนซองซ์เป็นต้นมา การแสดงความงามผ่านการแต่งกายได้กลายเป็นที่แพร่หลาย และไม่ถูกผูกขาดอยู่กับชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งอย่างเคร่งครัดเสมือนในยุคกลางอีกต่อไป โดยที่แฟชั่นในฐานะของ ‘ข้อมูล’ และ ‘รสนิยม’ ก็ได้ถูกแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก ผ่านพ่อค้านักเดินทาง เอกสารต่างๆ และจดหมาย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเครือข่ายทางการค้าที่กว้างไกลขึ้นนั่นเอง กระทั่งต่อมาในศตวรรษที่ 17 การถือกำเนิดขึ้นของนิตยสารแฟชั่นในฝรั่งเศสได้ส่งผลให้สำนึกทางแฟชั่นกลายเป็นสิ่งที่จับต้องและมองเห็นได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น ก่อนที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 จะกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลให้วงการแฟชั่นพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่ายุคก่อนๆ นี่คือประวัติศาสตร์ของแฟชั่นสมัยใหม่อย่างคร่าวๆ ที่พอจะรับรู้กัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-126283" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/FashionMagazine_1050x700.jpg 1050w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Weldon&#8217;s Ladies&#8217; Journal 1985</figcaption></figure></div>



<p>เมื่อพูดถึงแฟชั่น เรามักจะนึกถึงแฟชั่นในฐานะปรากฏการณ์ที่ถือกำเนิดขึ้นในภาคพื้นทวีปยุโรป ก่อนจะแพร่กระจายไปยัง ‘พื้นที่อื่นๆ’ (the rest) ทั่วโลก ผ่านการค้าขาย สงคราม หรือการล่าอาณานิคม ยิ่งเมื่อพิจารณาจากบริบทต่างๆ ที่ได้กล่าวมา ไม่แปลกหากแฟชั่นจะถูกรับรู้ในฐานะประดิษฐกรรมของ ‘โลกตะวันตก’ โดยลำพัง ทว่าคำถามคือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรกันว่า แฟชั่นถือกำเนิดขึ้นในโลกตะวันตกจริงๆ?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ขั้วตรงข้ามระหว่างแฟชั่นตะวันตก</strong><strong>และแฟชั่นตะวันออก</strong></h2>



<p>เสมอมา ปารีสคือมหานครที่ถูกเรียกขานว่าเป็น &#8216;เมืองหลวงของแฟชั่น&#8217; </p>



<p>ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดหากจะพิจารณาจากมุมมองในปัจจุบัน เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่า เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะมีห้องเสื้อของดีไซเนอร์ระดับโลกมากมาย แต่งานแสดงแฟชั่นอย่าง &#8216;Paris Fashion Week&#8217; ยังเรียกได้ว่าเป็นงานแสดงแฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย หากว่ากันตรงๆ ปารีสของสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองอย่างที่สุดของแฟชั่นตะวันตก ทว่าผ่านบทความ <em>The Eurocentric Fashion View Under Interrogation</em> ผู้เขียนได้ตั้งคำถามกับแฟชั่นในฐานะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในยุโรปภายใต้คุณค่าแบบชาวตะวันตกซึ่งแยกขาดตัวเองจากพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="640" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-1024x640.jpg" alt="" class="wp-image-126284" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-1024x640.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-300x188.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-768x480.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-1536x960.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1-600x375.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/Saint-Laurent-atm-RS19-9252195-1600x1000-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>Saint Laurent SS19 Credit : Mojeh</figcaption></figure></div>



<p></p>



<p>ผู้เขียนบทความชี้ว่า การนิยามปารีสว่าเป็นเมืองหลวงของแฟชั่น ส่งผลให้เกิดสำนึกและการรับรู้ต่อแฟชั่นในฐานะของปรากฏการณ์ที่จำกัดอยู่กับชนชั้นเดียว นั่นคือ ‘ชนชั้นสูง’ (elite) การทำความเข้าใจกับแฟชั่นสมัยใหม่ผ่านบริบทของปารีสจึงไม่เพียงจะละเลยความเป็นไปได้ที่ว่ายังมีแฟชั่นในรูปแบบอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากแฟชั่นในยุโรปเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน มุมมองเช่นนี้ยังเป็นการผลิตซ้ำวิธีคิดแบบ ‘ขั้วตรงข้าม’ (dichotomy) ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก (หรือพื้นที่อื่นๆ) กล่าวคือ ในขณะที่วัฒนธรรมการแต่งกายของโลกตะวันตกจะถูกรับรู้ว่าเป็นแฟชั่น ทว่าในพื้นที่อื่นๆ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายกลับถูกนิยามว่าเป็นแค่ ‘เสื้อผ้าประจำท้องถิ่น’ (traditional clothing)&nbsp;</p>



<p>ในแง่นี้ วิธีคิดที่มองว่าแฟชั่นสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นจากยุโรปจึงบดบัง &#8216;ความเป็นไปได้&#8217; ที่เราจะกวาดตามองไปยังพื้นที่อื่นๆ รับรู้และทำความเข้าใจกับแฟชั่นรูปแบบอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ในอีกหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยที่ว่าแฟชั่นในพื้นที่อื่นๆ เหล่านั้นก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีรูปแบบเดียวกับแฟชั่นของโลกตะวันตก หรือเป็นผลผลิตจากแฟชั่นตะวันตกเสมอไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cad0fc952a046f5dee77a69c278fc18f.jpg" alt="" class="wp-image-126286" width="480" height="755" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cad0fc952a046f5dee77a69c278fc18f.jpg 640w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cad0fc952a046f5dee77a69c278fc18f-191x300.jpg 191w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/cad0fc952a046f5dee77a69c278fc18f-600x944.jpg 600w" sizes="(max-width: 480px) 100vw, 480px" /><figcaption>Noble Woman of Turkey &#8211; Nicolas de Nicolay</figcaption></figure></div>



<p>สอดคล้องไปด้วยกัน Susan B. Kaiser ศาสตราจารย์ด้านเสื้อผ้าและสิ่งทอ และผู้เขียนหนังสือ <em>Fashion and Cultural Studies </em>เห็นว่าความพยายามจะผูกขาดต้นกำเนิดของแฟชั่นสมัยใหม่อยู่กับยุโรปนำไปสู่การประกอบสร้างวาทกรรมที่สะท้อนว่าชาติตะวันตก ‘สูงส่งและมีคุณค่ากว่า’ ชาติอื่นๆ ในโลก ไม่ว่าจะในแง่ของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรสนิยม สำหรับไคเซอร์การอธิบายว่าแฟชั่นสมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นที่ยุโรปนั้นได้ผลักให้สถานะของเครื่องแต่งกายอื่นๆ กลายเป็นเสื้อผ้าประจำท้องถิ่นทั่วๆ ไป ที่นอกจากจะชวนให้รู้สึกว่าน่าเบื่อ เก่าแก่ และแน่นิ่งแล้ว ยังปราศจากคุณสมบัติของเสื้อผ้าแฟชั่นที่มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<p>คำถามคือ ต่อให้เครื่องแต่งกายใดๆ จะถูกนิยามว่าเป็นเสื้อผ้าประจำท้องถิ่น แต่นั่นเท่ากับว่าเครื่องแต่งกายเหล่านั้นจะต้องหยุดนิ่งเสมอไปเลยหรือ? การเปลี่ยนแปลงคือสมบัติเฉพาะของแฟชั่นยุโรปเท่านั้นหรือ?</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เพราะแฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องของโลกตะวันตก แต่มีอยู่ทุกที่ทั่วโลก</strong></h2>



<p>‘Orientalism’ หรือ ‘บูรพคดีศึกษา’ คือแนวทางการศึกษาและทำความเข้าใจกับการสร้างวาทกรรม และการสร้างภาพแทนความจริง (representation) ของโลกตะวันออกโดยกลุ่มคนตะวันตก ซึ่งมี Edward Said ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรม ลูกครึ่งปาเลสติเนียน-เลบานีส แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียผู้ล่วงลับ เป็นต้นกำเนิดของแนวทางการศึกษานี้&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="750" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/edward-said-2-1.jpg" alt="" class="wp-image-126288" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/edward-said-2-1.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/edward-said-2-1-300x250.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/edward-said-2-1-768x640.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/edward-said-2-1-600x500.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>Edward Said</figcaption></figure></div>



<p></p>



<p>ซาอิดมองว่า ปัญหาของการศึกษาโลกตะวันออกของชาวตะวันตกคือการผลิตซ้ำภาพแทนผิดๆ และความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับชาวตะวันออกไม่ว่าจะในประเด็นของความเชื่อ วัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ความเข้าใจเหล่านี้โดยส่วนมากมักจะผลิตขึ้นจากนักเขียน นักวิชาการชาวตะวันตกที่เดินทางไปศึกษาสังคมตะวันออก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคอาณานิคม) ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับโลกตะวันออกที่ถูกผลิตขึ้นจากปลายปากกาของนักเขียนและนักวิชาการเหล่านี้กลับนำมาซึ่งความเข้าใจสังคมตะวันออกผ่านสายตาของชาวตะวันตก ที่ไม่เพียงแต่จะเต็มไปด้วยอคติแต่ยังขาดความละเอียดอ่อน จนเกิดเป็นการบันทึกข้อมูลอย่างทื่อๆ ง่ายๆ หรือบ้างก็เป็นการบันทึกด้วยน้ำเสียงที่ตกตะลึงตื่นเต้น ขยายเรื่องราวของชาวตะวันออกจนแปลกประหลาดเกินจริงภายใต้ทัศนคติซึ่งมองว่าวัฒนธรรมตะวันออกนั้นแตกต่างไปจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างสุดโต่ง</p>



<p>ในแง่นี้ ข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกโดยนักเขียน และนักวิชาการชาวตะวันตกเหล่านี้ เมื่อถูกส่งกลับไปยังอีกซีกโลกหนึ่งก็ย่อมจะสร้างความตื่นตะลึงให้กับสังคมตะวันตก นำมาซึ่งการรับรู้โลกตะวันออกว่าเป็นพื้นที่ ‘แปลกประหลาด’ (exotic) ควบคู่ไปด้วยกัน โลกตะวันออกยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ป่าเถื่อน ล้าสมัย และด้อยปัญญา นำไปสู่การรับรู้ภาพลักษณ์ของสังคมตะวันออกว่าเป็นพื้นที่อันแน่นิ่งไม่พัฒนา ปราศจากความรู้ และวิทยาการที่จะนำมาซึ่งความก้าวหน้า และความซิวิไลซ์เฉกเช่นเดียวกับโลกตะวันตก พูดอีกอย่างคือ สังคมตะวันตกย่อมจะสูงส่ง และมีรสนิยมที่ดีกว่าสังคมตะวันออกเป็นไหนๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="607" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/snake-charmer-1879-jean-leon-gerome.jpg" alt="" class="wp-image-126289" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/snake-charmer-1879-jean-leon-gerome.jpg 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/snake-charmer-1879-jean-leon-gerome-300x202.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/snake-charmer-1879-jean-leon-gerome-768x518.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/snake-charmer-1879-jean-leon-gerome-600x405.jpg 600w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /><figcaption>Snake Charmer &#8211; Jean-Leon Gerome</figcaption></figure></div>



<p>หากเราพิจารณาผ่านแนวคิด Orientalism จะเห็นว่าการนิยามเครื่องแต่งกายในพื้นที่อื่นๆ ว่าเป็นเพียงเสื้อผ้าประจำถิ่นสะท้อนให้เห็นระนาบที่ไม่เท่าเทียมกันของอำนาจในการนิยามแฟชั่นในสังคมตะวันตกกับแฟชั่นในพื้นที่อื่นๆ&nbsp;</p>



<p>ต่อการจะถกเถียงกับมุมมองที่แสนจะบิดเบี้ยวนี้ หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจมาจาก Jennifer Craik ศาสตราจารย์ด้านแฟชั่นแห่ง Queensland University of Technology ที่มองว่า แฟชั่นมีอยู่ในทุกสังคมวัฒนธรรม และแฟชั่นในฐานะแนวคิดของตะวันตกนั้นก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งในการขยายอำนาจ และผลิตสร้างวาทกรรมที่ว่าสังคมตะวันตกอยู่เหนือกว่าสังคมอื่นๆ ในโลก </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="629" height="856" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/A-Lady-Looks-into-the-Mirror-on-a-White-Terrace_T636930130431080177.jpg" alt="" class="wp-image-126294" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/A-Lady-Looks-into-the-Mirror-on-a-White-Terrace_T636930130431080177.jpg 629w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/A-Lady-Looks-into-the-Mirror-on-a-White-Terrace_T636930130431080177-220x300.jpg 220w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/A-Lady-Looks-into-the-Mirror-on-a-White-Terrace_T636930130431080177-600x817.jpg 600w" sizes="(max-width: 629px) 100vw, 629px" /><figcaption>ภาพ : A Lady Looks into the Mirror on a White Terrace</figcaption></figure></div>



<p>สำหรับเครกแล้ว “แฟชั่นคือวินัยทางร่างกาย (body discipline) ที่อาจเป็นได้ทั้งเครื่องประดับ การควบคุมอาหาร ทรงผม หรือกระทั่งรอยสัก ซึ่งอะไรเหล่านี้ล้วนปรากฏอยู่ในสังคมวัฒนธรรมต่างๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะในสังคมตะวันตก ปัญหาของการนิยามแฟชั่นของสังคมตะวันตกจึงคือทัศนคติแบบอาณานิคมและมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของยุโรปปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วยเหตุผลว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้นช่วยให้การไหลเวียน (circulation) ของแฟชั่นรวดเร็วขึ้น”</p>



<p>เครกเสนอว่า แฟชั่นคือ ‘เทคโนโลยีแห่งตัวตน’ (technology of the self) นั่นเพราะผู้คนในสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคมแบบเปิดหรือแบบปิดต่างก็มีวิธีการ ‘นำเสนอตัวเองต่อผู้อื่น’ (present oneself to others) ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แม้ว่ารูปแบบการนำเสนอตัวตนของสังคมอื่นๆ จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเท่ากับสังคมตะวันตก หากนั่นก็ไม่ได้แปลว่า แฟชั่นในสังคมอื่นๆ จะแน่นิ่งติดตายอยู่กับที่ แฟชั่นในทุกๆ พื้นที่ต่างเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ไม่ทางใดก็ทางหนี่ง ในแง่นี้ การจะบอกว่าแฟชั่นคือปรากฏการณ์ของโลกตะวันตกเท่านั้นจึงเป็นความเข้าใจที่บิดเบือน และบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมอื่นๆ ต่างก็มีรูปแบบของแฟชั่น และรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นที่แตกต่างกันไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-685x1024.jpg" alt="" class="wp-image-126291" width="514" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-685x1024.jpg 685w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-201x300.jpg 201w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-768x1148.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-600x897.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/54906g1.jpg 803w" sizes="(max-width: 514px) 100vw, 514px" /><figcaption>Eizan Kikugawa</figcaption></figure></div>



<p>ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ใช่พัฒนาการของแฟชั่นในทุกๆ สังคมจะยึดโยงหรืออยู่ภายใต้อำนาจของแฟชั่นตะวันตกเสมอไป แม้ว่าในปัจจุบันอิทธิพลของแฟชั่นตะวันตกจะแทรกซึมไปทุกพื้นที่ทั่วโลกแล้วก็จริง หากนั่นก็ไม่ได้แปลว่าเมื่อแฟชั่นตะวันตกแทรกซึมเข้ามาในสังคมหนึ่งๆ รสนิยมแบบแฟชั่นตะวันตกจะไม่ถูกท้ายทายจากแฟชั่นในสังคมนั้นๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่า แฟชั่นในสังคมอื่นๆ จะไม่เคยเข้าไปท้าทายหรือปะทะกับรสนิยม และสุนทรียะของแฟชั่นตะวันตกเลย หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปรากฏการณ์ ‘The Japanese Revolution in Paris Fashion’ ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ Rei Kawakubo แห่ง Comme des Garcons และ Yohji Yamamoto สองดีไซเนอร์คนสำคัญจากประเทศญี่ปุ่นได้เข้าไปคัดง้างกับนิยามของแฟชั่นตะวันตกถึงใจกลางกรุงปารีส สร้างความสะเทือนเลือนลั่น และเปิดพรมแดนของการรับรู้ และตระหนักถึงคุณค่าของแฟชั่นจากอีกซีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลออกไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="980" height="492" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/eyjtt9wxgaeolqo-1603220814.jpg" alt="" class="wp-image-126292" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/eyjtt9wxgaeolqo-1603220814.jpg 980w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/eyjtt9wxgaeolqo-1603220814-300x151.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/eyjtt9wxgaeolqo-1603220814-768x386.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/eyjtt9wxgaeolqo-1603220814-600x301.jpg 600w" sizes="(max-width: 980px) 100vw, 980px" /><figcaption>Yohji Yamamoto และ Rei Kawakubo</figcaption></figure></div>



<p>แฟชั่นคือความเปลี่ยนแปลง แฟชั่นคือการหยิบยืม ช่วงชิง แลกเปลี่ยน และผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ แน่นอนว่า ความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่เราจำเป็นจะต้องระลึกถึงอยู่เสมอ แต่ก็อย่างที่ซาอิดกล่าวไว้ว่า “มันไม่มีวัฒนธรรมไหนที่บริสุทธิ์หรอก เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะจินตนาการถึงวัฒนธรรมหนึ่งๆ ที่ประกอบสร้างตัวเองขึ้นโดยลำพังคนเดียว และก็เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะจินตนาการถึงวัฒนธรรมใดๆ ก็ตามที่จะตระหนักรู้ถึงความแตกต่างของตัวมันเองโดยปราศจากการปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นๆ”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="761" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-761x1024.jpg" alt="" class="wp-image-126293" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-761x1024.jpg 761w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-223x300.jpg 223w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-768x1034.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-1141x1536.jpg 1141w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b-600x808.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/03/1200px-COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Studioportret_van_Hamengku_Buwana_VII_Sultan_van_Jogjakarta_TMnr_60001455b.jpg 1200w" sizes="(max-width: 761px) 100vw, 761px" /><figcaption> Hamengku Buwono VII สุลต่านแห่ง of Yogyakarta</figcaption></figure></div>



<p>จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ Society of Style จึงเป็นคอลัมน์ที่จะพาไปสำรวจแฟชั่นในสังคมต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่แฟชั่นตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นแฟชั่นทั่วโลก (global fashion) ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว แน่นอนว่าแฟชั่นตะวันตกคือประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องกลับไปพิจารณาอยู่เสมอแต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แฟชั่นตะวันตกก็เป็นเพียงแค่ ‘แฟชั่นรูปแบบหนึ่ง’ เท่านั้น</p>



<p>โลกใบนี้ยังมีแฟชั่นรูปแบบอื่นๆ ที่น่าสนใจอยู่อีกมาก</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/world-fashion/">World Fashion ใครบอกกันว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
