<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>One Way Ticket &raquo; a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 22 Jul 2021 07:25:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>ท่วงทำนองของเก่งฉกาจ นักดนตรีแจ๊สชาวไทยที่พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับในนิวยอร์ก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-keng/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2021 13:17:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[เก่งฉกาจ เก่งการค้า]]></category>
		<category><![CDATA[นิวยอร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[นักดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรีแจ๊ส]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปินไทยในนิวยอร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรี jazz]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=137431</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณว่าคนไทยที่ไปใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีแจ๊สในนิวยอร์กได้เป็นคนเก่งไหม เก่งฉกาจ แค่ดูจากประโยคเดียวตรงนี้ ผมว่าก็เก่งแล้ว แต่ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าเขาคนเดียวกันนี้ไม่ได้เป็นแค่นักดนตรีแจ๊สธรรมดา แต่เป็นนักดนตรีที่มีผลงานอัลบั้มของตัวเองวางขายที่สหรัฐอเมริกาด้วย&#160; คุณจะมองว่าเขาเก่งขึ้นหรือเปล่า ผมคิดแบบนั้น เพียงแต่เมื่อได้สนทนากับเจ้าตัว ภายใต้ความเก่งที่เป็นเหมือนคำยกยอสรรเสริญ เก่ง–เก่งฉกาจ เก่งการค้า กลับทำให้ผมคิดว่าตัวเขามีอะไรมากกว่านั้นอีก การพูดคุยของเราเกิดขึ้นโดยมีระยะห่างระหว่างกันกว่า 8,650 ไมล์ ผมอยู่กรุงเทพฯ เก่งอยู่นิวยอร์ก ฉากหลังผมเป็นตอนเช้า ฉากหลังเขาเป็นตอนดึก “ปกติก็ทำงานเวลาประมาณนี้” เก่งบอกผมพร้อมรอยยิ้ม&#160; งาน–ในที่นี้เขาหมายถึงงานดนตรี ที่ปัจจุบันเก่งทำงานเป็นศิลปินแจ๊สอิสระและเป็นโปรดิวเซอร์ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่ The Jazz Gallery ซึ่งนี่แหละคือความสงสัยแรกที่ผมพกมาสอบถามเขา จากเด็กหนุ่มที่เติบโตในประเทศที่ดนตรีแจ๊สไม่ผลิบาน แต่ปัจจุบันในวัย 30 ปี เก่งได้มาใช้ชีวิตการทำงานอยู่ในมหานครที่นักดนตรีแจ๊สทั่วโลกใฝ่ฝัน อะไรคือเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น แต่มากไปกว่านั้น ผมก็อยากรู้ว่าท่วงทำนองชีวิตที่พาเก่งมาใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กทำให้เขาเห็นความแตกต่างระหว่างบ้านเกิดและสหรัฐอเมริกายังไงบ้าง เราคุยกันโดยมีเปียโนและสตูดิโอของเขาเป็นฉากหลัง ชั่วขณะเดียวกันนั้น เสียงเพลงระหว่างบรรทัดของเก่งก็ค่อยๆ บรรเลงไปพร้อมกับการบอกเล่าเรื่องราวของเขา เรื่องราวของนักดนตรีแจ๊สชาวไทยคนหนึ่งที่ฟังแล้วผมก็ได้แต่คิดว่าเขาเก่งชะมัด ไม่ได้เก่งธรรมดา แต่เก่งฉกาจเลยล่ะ Departure Time&#160; เก่งฉกาจ ‘นิวยอร์ก’ มหานครแจ๊สแห่งความฝัน&#160; ถ้าจะย้อนไปที่จุดแรกเริ่มของเสียงดนตรีแจ๊สในวันนี้ เราคงต้องพูดถึงวันเวลาที่เด็กชายเก่งฉกาจ เก่งการค้า เริ่มเล่นเปียในปาร์ตี้ของพ่อและให้แม่ร้องเพลง ด้วยความที่บ้านของเขาเป็นร้านอาหารและพ่อของเก่งก็มีแผ่นเสียงและซีดีเยอะมาก เสียงเพลงแจ๊สจึงเป็นแบ็กกราวนด์มิวสิกในชีวิตเขามาตั้งแต่จำความได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-keng/">ท่วงทำนองของเก่งฉกาจ นักดนตรีแจ๊สชาวไทยที่พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับในนิวยอร์ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คุณว่าคนไทยที่ไปใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีแจ๊สในนิวยอร์กได้เป็นคนเก่งไหม<span style="display:none;"> เก่งฉกาจ </span></p>



<p>แค่ดูจากประโยคเดียวตรงนี้ ผมว่าก็เก่งแล้ว</p>



<p>แต่ถ้าจะอธิบายเพิ่มว่าเขาคนเดียวกันนี้ไม่ได้เป็นแค่นักดนตรีแจ๊สธรรมดา แต่เป็นนักดนตรีที่มีผลงานอัลบั้มของตัวเองวางขายที่สหรัฐอเมริกาด้วย&nbsp;</p>



<p>คุณจะมองว่าเขาเก่งขึ้นหรือเปล่า</p>



<p>ผมคิดแบบนั้น</p>



<p>เพียงแต่เมื่อได้สนทนากับเจ้าตัว ภายใต้ความเก่งที่เป็นเหมือนคำยกยอสรรเสริญ <strong>เก่ง–เก่งฉกาจ เก่งการค้า</strong> กลับทำให้ผมคิดว่าตัวเขามีอะไรมากกว่านั้นอีก</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-137462" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-1536x1025.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27907450_1562739167097072_4673608403387500966_o.jpeg 1988w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>การพูดคุยของเราเกิดขึ้นโดยมีระยะห่างระหว่างกันกว่า 8,650 ไมล์</p>



<p>ผมอยู่กรุงเทพฯ เก่งอยู่นิวยอร์ก ฉากหลังผมเป็นตอนเช้า ฉากหลังเขาเป็นตอนดึก</p>



<p>“ปกติก็ทำงานเวลาประมาณนี้” เก่งบอกผมพร้อมรอยยิ้ม&nbsp;</p>



<p>งาน–ในที่นี้เขาหมายถึงงานดนตรี ที่ปัจจุบันเก่งทำงานเป็นศิลปินแจ๊สอิสระและเป็นโปรดิวเซอร์ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตที่ The Jazz Gallery ซึ่งนี่แหละคือความสงสัยแรกที่ผมพกมาสอบถามเขา</p>



<p>จากเด็กหนุ่มที่เติบโตในประเทศที่ดนตรีแจ๊สไม่ผลิบาน แต่ปัจจุบันในวัย 30 ปี เก่งได้มาใช้ชีวิตการทำงานอยู่ในมหานครที่นักดนตรีแจ๊สทั่วโลกใฝ่ฝัน อะไรคือเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น</p>



<p>แต่มากไปกว่านั้น ผมก็อยากรู้ว่าท่วงทำนองชีวิตที่พาเก่งมาใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์กทำให้เขาเห็น<a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/">ความแตกต่างระหว่างบ้านเกิด</a>และสหรัฐอเมริกายังไงบ้าง</p>



<p>เราคุยกันโดยมีเปียโนและสตูดิโอของเขาเป็นฉากหลัง ชั่วขณะเดียวกันนั้น เสียงเพลงระหว่างบรรทัดของเก่งก็ค่อยๆ บรรเลงไปพร้อมกับการบอกเล่าเรื่องราวของเขา</p>



<p>เรื่องราวของนักดนตรีแจ๊สชาวไทยคนหนึ่งที่ฟังแล้วผมก็ได้แต่คิดว่าเขาเก่งชะมัด</p>



<p>ไม่ได้เก่งธรรมดา</p>



<p>แต่เก่งฉกาจเลยล่ะ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-137463" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41682276_10156031957958732_1392326404774821888_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time&nbsp;</strong><span style="display:none;"> เก่งฉกาจ </span></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>‘นิวยอร์ก’ มหานครแจ๊สแห่งความฝัน&nbsp;</strong></h3>



<p>ถ้าจะย้อนไปที่จุดแรกเริ่มของเสียงดนตรีแจ๊สในวันนี้ เราคงต้องพูดถึงวันเวลาที่เด็กชายเก่งฉกาจ เก่งการค้า เริ่มเล่นเปียในปาร์ตี้ของพ่อและให้แม่ร้องเพลง</p>



<p>ด้วยความที่บ้านของเขาเป็นร้านอาหารและพ่อของเก่งก็มีแผ่นเสียงและซีดีเยอะมาก เสียงเพลงแจ๊สจึงเป็นแบ็กกราวนด์มิวสิกในชีวิตเขามาตั้งแต่จำความได้ จะเรียกว่าความชอบได้ไหม เก่งบอกผมว่าก็อาจใช่ แต่เขาไม่เคยคิดไปไกลกว่านั้นเลย</p>



<p>“การยึดดนตรีเป็นอาชีพไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย พ่อแม่ไม่เคยห้ามอะไรนะ แต่เหมือนผมไม่เคยได้รับการปลูกฝังมาว่าเราสามารถยึดดนตรีเป็นอาชีพได้ เลยไม่เคยมองตรงนั้น พอมหาวิทยาลัยผมจึงเลือกเรียนด้าน Industrial Design แทน เพราะทั้งพ่อและแม่ผมเป็นนักออกแบบทั้งคู่”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27244_107111505986648_6365727_n.jpeg" alt="" class="wp-image-137464" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27244_107111505986648_6365727_n.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27244_107111505986648_6365727_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/27244_107111505986648_6365727_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>แต่ก็เหมือนกับทุกความฝันที่มีจุดเปลี่ยน ระหว่างการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เก่งเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก วันหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงพาตัวเองออกไปจากรั้วมหา&#8217;ลัยเพื่อไปเปิดหูเปิดตาดนตรีของมหาวิทยาลัยอื่นบ้าง โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าชีวิตของเขากำลังจะเปลี่ยนไป</p>



<p>“ผมไปลองประกวดดนตรีที่มหาวิทยาลัยรังสิตและได้เจออาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดนตรี เขาชวนผมไปเข้าค่ายดนตรีแจ๊สที่ ม.รังสิตช่วงปิดเทอม ซึ่งผมพบว่า 2-3 อาทิตย์ที่อยู่ในค่ายเหมือนผมได้ขึ้นสวรรค์</p>



<p>“ผมได้อยู่กับดนตรีทั้งวันทั้งคืน ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำ ได้ซ้อมดนตรีกับเพื่อน ได้เห็นว่าเพื่อนที่เล่นดนตรีมาด้วยกันสมัยมัธยมฯ เขาไปไกลขนาดไหนแล้ว ทั้งหมดทำให้ผมมีความสุขมาก ส่งผลให้พอเปิดเทอมใจผมไม่ได้อยู่กับ Industrial Design เลย แม้ตอนนั้นจะเรียนมา 4 ปีแล้ว แต่ผมก็เริ่มมีความคิดว่าปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้ ผมเลยสอบถามทาง ม.รังสิตว่าพอเป็นไปได้ไหมที่ผมจะย้ายไปเรียนเอกเปียโนแจ๊สที่นั่น”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1020" height="1020" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o.jpeg" alt="" class="wp-image-137469" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o.jpeg 1020w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/12783579_1120472121317243_5495613165153990290_o-96x96.jpeg 96w" sizes="(max-width: 1020px) 100vw, 1020px" /></figure></div>



<p>“เรียนมาตั้ง 4 ปี พ่อแม่คุณโอเคไหมในการย้ายสายเรียน” ผมสงสัย</p>



<p>“ตอนแรกไม่โอเคหรอก วันแรกที่ไป ม.รังสิตพ่อผมยังพยายามไปหาอาจารย์เพื่อให้ช่วยโน้มน้าวผมไม่ให้เรียนดนตรีอยู่เลย แต่กลายเป็นว่าพอถึงเวลาจริง อาจารย์กลับโน้มน้าวพ่อจนเขายอมให้ผมเรียนแทน” เก่งหัวเราะถึงความทรงจำในอดีต ก่อนอธิบายต่อ</p>



<p>“แต่ผมเข้าใจพ่อแม่นะที่เป็นห่วง เพราะ 4 ปีที่เรียน Industrial Design มันก็ไม่ใช่เวลาน้อยๆ และพอโตขึ้นผมก็ยิ่งเข้าใจที่คนบอกกันว่า ‘นักดนตรีเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง’ มันคืออะไร แต่พอรู้แบบนั้นผมเลยตั้งใจพยายามประกวดงานดนตรีให้ชนะตั้งแต่แรกที่ย้ายมาเรียน ผมพยายามโชว์ให้พ่อแม่เห็นว่าเราหาเงินได้ ผมสามารถทำมาหากินด้วยอาชีพนี้ได้ ซึ่งพอเริ่มทำได้พ่อแม่ก็หายห่วงและโอเคกับผมในที่สุด</p>



<p>“แต่ถ้าให้กลับมาย้อนคิด ผมว่าการโตมาในประเทศไทยทำให้ขาดตรงนี้แหละ หลายอย่างในชีวิตไม่มีใครชวนเราตั้งคำถาม เราเองก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ถามตัวเองว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร โอกาสในการเกิดคำถามเหล่านั้นมันน้อย กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมก็น้อย อย่างผมถ้าไม่ได้เข้าค่ายดนตรีแจ๊สในวันนั้นคงไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองชอบดนตรี และก็คงไม่มีผมในตอนนี้”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-137470" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/14195910_1256366437727810_6036695735693234493_o.jpeg 1300w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ท่วงทำนองชีวิตของนักดนตรีแจ๊สชาวไทยในนิวยอร์ก</strong><span style="display:none;"> เก่งฉกาจ </span></h3>



<p>หลังจากหักเหชีวิตมาสู่เส้นทางสายดนตรีที่ตัวเองรัก เก่งไม่ได้สร้างท่วงทำนองของเขาแค่ที่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะก่อนเรียนจบไม่กี่ปีเขาตัดสินใจอิมโพรไวส์ชีวิตตัวเองโดยการตั้งเป้าหมายให้ไกลไปสู่ต่างประเทศ และนั่นเองคือก้าวแรกที่ส่งผลให้วันนี้ผมต้องสัมภาษณ์เขาด้วยระยะทางที่ห่างกันกว่า 8,000 ไมล์</p>



<h4 class="wp-block-heading">การมานิวยอร์กเริ่มต้นได้ยังไง</h4>



<p>ต้องอธิบายก่อนว่าด้วยความตั้งใจเดิมพ่อกับแม่อยากให้ผมเรียนต่อต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะพ่อก็เคยอยู่นิวยอร์กช่วงปี 70s เขาเลยอยากส่งเสริมให้ผมไปบ้าง ผมเองก็โอเค ตั้งไว้เป็นเป้าหมายอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นนิวยอร์กไม่ได้อยู่ในความคิดเพราะต้องใช้เงินเยอะมาก ตกปีละเป็นล้าน และผมก็คิดว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่จุดเปลี่ยนคือช่วงปีท้ายๆ ที่เรียนดนตรี ผมได้มีโอกาสมาเที่ยวนิวยอร์กด้วยการสนับสนุนจากคุณน้า เพราะเขาอยากให้ผมได้เจอ ‘ของจริง’&nbsp;</p>



<p>ซึ่งพอได้มาเห็นมันก็คุ้มค่ามากพอให้ผมเปลี่ยนเป้าหมายเป็นนิวยอร์ก&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-1024x1024.png" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137472" width="512" height="512" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-1024x1024.png 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1-96x96.png 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Screen-Shot-2021-06-23-at-5.53.57-PM-1.png 1192w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณเห็นอะไร</h4>



<p>ผมคิดว่ามันคือโอกาสและความตั้งใจ นักดนตรีแจ๊สที่นี่ไม่ว่าจะรุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กทุกคนล้วนเต็มที่ และไม่ว่าจะวัยไหน ทุกคนมีโอกาสไปต่อได้เท่าๆ กันเพราะเขามีพื้นที่ให้เราเสนอตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น แทบทุกร้านที่นี่มี jam session เพื่อให้ทุกคนได้โชว์ศักยภาพ เหมือนมันมีโอกาสให้ทุกคนเสมอ นี่แหละที่ทำให้ผมเริ่มหาทุนและหาที่เรียนต่อ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-137475" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-14-3-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ขั้นตอนหลังจากนั้นเป็นยังไงบ้าง</h4>



<p>ส่วนใหญ่แล้วโรงเรียนดนตรีที่นี่จะคัดเลือกนักเรียนจากทั่วโลกผ่านการออดิชั่น 2 รอบ รอบแรกคือให้ส่งวิดีโอเข้าไป ถ้าผ่านก็จะเข้าสู่รอบ 2 ที่จะให้มาออดิชั่นที่โรงเรียน ผมเองก็ทำตามขั้นตอนคือส่งวิดีโอสมัครเรียนไปหลายที่ แต่สุดท้ายหนึ่งในโรงเรียนที่ให้ผ่านรอบแรกคือ Manhattan School of Music ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนดนตรีที่ดังและดังมากในสหรัฐอเมริกา ผมเลยตัดสินใจบินมาออดิชั่น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนนั้นคาดหวังมากน้อยขนาดไหน</h4>



<p>เป็นความคาดหวังอยู่ลึกๆ มากกว่า เพราะก็อย่างที่บอกว่าผมไม่ได้มั่นใจในตัวเองขนาดนั้น แต่เพราะตอนนั้นผมตั้งใจมาก ผมเลยคิดแค่ว่าต้องทำให้ได้ มันเลยมีลึกๆ ที่อยากให้ภาพฝันเกิดขึ้น ซึ่งโชคดีที่สุดท้ายก็สอบติดหลักสูตร ป.โท สาขาการแสดงเปียโนแจ๊สจริงๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="635" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/183333257_10226876331000896_5471622367882294147_n-1.jpeg" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137443" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/183333257_10226876331000896_5471622367882294147_n-1.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/183333257_10226876331000896_5471622367882294147_n-1-300x198.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/183333257_10226876331000896_5471622367882294147_n-1-768x508.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/183333257_10226876331000896_5471622367882294147_n-1-600x397.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ตอนมาเที่ยวกับตอนมาเรียนจริง คุณพบความแตกต่างบ้างไหม</h4>



<p>(นิ่งคิด) คงเป็นความจริงที่ว่าทำไมทุกคนที่นี่เก่งกันจัง คือตอนไปเที่ยวมันก็เริ่มเห็นสิ่งนี้อยู่บ้าง แต่พอมาเรียนเราจะได้เห็นเลยว่าทุกคนที่เรียนกับเราเขาเก่งมาก เก่งเกินมนุษย์มนา เพราะด้วยความที่นิวยอร์กเป็นมหานครที่คนเก่งระดับหัวกระทิมารวมกัน รอบๆ ตัวเราเลยมีคนเก่งเกินจินตนาการ ทุกคนมีความสามารถพอที่จะเป็นศิลปินที่ดีได้ทั้งนั้น</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">พอเห็นแบบนั้นแล้วคุณรู้สึกยังไง</h4>



<p><strong></strong>สารภาพว่าผมก็ท้ออยู่เหมือนกัน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-1024x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-137446" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-1024x1024.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-300x300.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-150x150.jpeg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-768x768.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-600x600.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-48x48.jpeg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2-96x96.jpeg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/TJG2.jpeg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณท้อในจุดไหน ในความเก่งที่คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่เท่าคนอื่นหรือเปล่า</h4>



<p>ส่วนหนึ่ง เพราะด้วยความที่ผมย้ายไปเรียนคนเดียวด้วย การปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคมอเมริกันจึงเป็นเรื่องยาก ความมั่นใจในการเล่นเลยน้อยลงไปอีก ช่วง 2 ปีแรกของผมจึงค่อนข้างตรากตรำอยู่พอสมควร ทุกครั้งที่เล่นผมจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเลย ผมห่วยกว่าทุกคน ผมสู้ใครไม่ได้ แล้วนี่ผมจะรอดไหม มันเกิดความสงสัยตลอดเวลาจนสภาพจิตใจแย่มาก</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">คุณผ่านมาได้ยังไง</h4>



<p>ผมคิดว่ามันไม่ได้มีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนขนาดนั้น เหมือนพอเวลาผ่านประสบการณ์ก็สอนผมเองว่าควรคิดยังไง แต่เหตุการณ์หนึ่งที่ชัดเจนคือมีเพื่อนลูกครึ่งไทย-สวีเดนคนหนึ่งชื่อ ‘สิรินทิพย์’ เขาบอกผมว่า ‘เก่งอย่าลืมนะว่าเรามาจากประเทศไทย ประเทศที่ไม่ได้มีโอกาสให้พัฒนาตัวเองมากเท่าอเมริกา ดังนั้นการที่เก่งมากถึงจุดนี้ได้ถือว่าเก่งมากแล้ว’ ผมคิดว่ามันคือตรงนี้แหละ ช่วงแรกผมอาจจะลืมไปว่าตัวเองก็มีดี เพราะพอมาคุยกับเพื่อนนักดนตรีทีหลัง ทุกคนเขาแฮปปี้กับเราหมด ไม่มีใครคิดว่าผมด้อยกว่าเลย มีแค่ผมนี่แหละที่คิด ดังนั้นผมคิดว่าสภาพจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมื่อผมผ่านมันมาได้แล้ว ผมถึงจะเจอว่าแท้จริงแล้วตัวเองมีจุดเด่นที่ตรงไหน</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้าให้วิเคราะห์ จุดเด่นในฐานะนักดนตรีของคุณคืออะไร</h4>



<p>อาจจะเรื่องการแต่งเพลง เพราะผมสังเกตุว่าเพื่อนๆ แฮปปี้ที่จะเล่นเพลงที่เราแต่ง เพราะผมเอาแนวคิดของดนตรีไทยมาผสมกับแจ๊ส เกิดเป็นแนวทางของตัวเองที่ทำให้เพื่อนๆ สนใจ ทำให้เริ่มมีคนชวนไปเล่น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-683x1024.jpg" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137448" width="512" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-1024x1536.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_2048-1.jpg 1365w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาต่อหรือเปล่า</h4>



<p>ถ้าตามแผนเดิม จริงๆ หลังเรียนจบ 2 ปีผมตั้งใจจะกลับไทย ไม่ได้ตั้งใจอยู่ที่นี่ต่อ เพราะผมอยากกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ถึงหลังเรียนจบจะมีโอกาสด้านการงานเข้ามาแล้ว แต่ผมอยากกลับไปเทคแคร์ครอบครัวมากกว่า แต่พอได้คุยกับพ่อเรื่องอนาคต พ่อบอกผมว่า ‘ถ้ายังมีอะไรให้ทำต่อที่นู่นก็ยังไม่ต้องกลับไทยหรอก ไม่ต้องห่วงทางนี้ พ่อกับแม่โอเค’ ผมเลยสบายใจขึ้นและตั้งเป้าหมายใหม่อย่างชัดเจนว่าจะทำมาหากินที่นี่&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">พอตั้งเป้าแบบนี้แล้วการเริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นยังไงบ้าง</h4>



<p>ผมคิดว่ามันก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วงปีแรกอาจไม่ได้มีงานให้เล่นเยอะ แค่เล่นตามร้านคนไทย เล่นกลางคืน งานแจ๊สมีนิดหน่อย แต่พอเวลาผ่านไปงานแสดงดนตรีก็เริ่มมากขึ้น เริ่มมีเพื่อนเรียกให้ไปเล่น ผนวกกับผมขวนขวายหาโอกาสโดยขอเข้าไปฝึกงานที่ The Jazz Gallery ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้จนเขาเริ่มจ้างประจำ หลังจากนั้นก็ได้รู้จักคนมากขึ้น จนปัจจุบันก็ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายโปรดักชั่นที่ The Jazz Gallery ควบคู่กับการเป็นนักดนตรี</p>



<p>ถึงรายได้จะยังไม่ถือว่าดี แต่โดยรวมตอนนี้ถือว่ามั่นคงแล้ว</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/185733467_10226876331960920_147687050582346915_n.jpeg" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137449" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/185733467_10226876331960920_147687050582346915_n.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/185733467_10226876331960920_147687050582346915_n-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/185733467_10226876331960920_147687050582346915_n-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/185733467_10226876331960920_147687050582346915_n-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วไปไงมาไงคุณถึงมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง</h4>



<p>ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเองปล่อยเอง โดยวางคอนเซปต์เป็นชื่ออัลบั้มไว้ว่า ‘Lak Lan’ (ลักลั่น) ที่มาจาก ‘ลักลั่นย้อนแย้ง’ ผมมองว่าคำนี้มันคือตัวผมใน 2 ส่วน ส่วนแรกคือการที่ผมเป็นคนไทยที่ย้ายมาอยู่อเมริกาแล้วต้องต่อสู้ว่าผมควรปรับตัวยังไง ส่วนที่สองคือความลักลั่นที่ผมจากประเทศไทยมา ที่พอหันกลับไปมองแล้วผมรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันแปลกๆ ไม่ลงตัว ผมตั้งใจอยากใช้ความรู้สึกทั้ง 2 อย่างนี้มาถ่ายทอดเป็นคอนเซปต์เพลง ซึ่งก็เรียกเพื่อนมาช่วยทำตามกระบวนการปกติ แต่ตอนแรกคิดว่าพออัลบั้มเสร็จจะเอามาปล่อยที่ไทย เพราะไม่กล้าปล่อยที่นี่ เขิน&nbsp;</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แต่สุดท้าย <em>Lak Lan</em> ก็ถูกปล่อยออกมาในนามค่าย Outside in Music ที่อเมริกา</h4>



<p>(พยักหน้า) พอทำอัลบั้มเสร็จมันประจวบเหมาะกับที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนแผนอยู่อเมริกาต่อพอดี ทีนี้มีรุ่นน้องคนไทยที่เขากำลังฝึกงานอยู่ที่ค่าย Outside in Music มาแนะนำว่าค่ายกำลังหาศิลปินใหม่ ให้ผมลองส่งผลงานไปดู ผมเลยลองส่งไป สุดท้ายเขาสนใจและเรียกเข้าไปคุย ลงเอยกันที่เขาตกลงจะปล่อยอัลบั้มของผมผ่านค่ายเขา</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://www.youtube.com/playlist?list=OLAK5uy_nCgkR8SwsT-5lNMQ0Ch7grdRAwnf1nWUk
</div></figure>



<h4 class="wp-block-heading">เหมือนฝันที่เป็นจริงไหม</h4>



<p>ใช่ และสำหรับผมมันไม่ใช่แค่การมีอัลบั้มในอเมริกาเท่านั้น เพราะผมได้มีโอกาสทั้งการเห็นชื่อตัวเองในนิตยสารแจ๊สที่เราอ่านมาตั้งแต่เด็กอย่าง <em>DownBeat</em> หรืออย่างการที่มีบทวิจารณ์ที่ดีจากหลายๆ ที่ออกมา มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้ถูกจารึกไว้แล้วว่าเคยได้มาเหยียบวงการดนตรีแจ๊สที่นิวยอร์ก แฮปปี้มาก ซึ่งที่จริงช่วงปีที่แล้วผมมีแพลนจะทัวร์ที่ฝั่ง West Coast ของอเมริกาด้วย จะได้ไปเล่นคอนเสิร์ตในสถานที่ที่ใหญ่มากๆ ใน L.A. แต่ทุกอย่างก็ต้องพับไปเพราะโควิด-19</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">กำลังมาดีเลย&nbsp;</h4>



<p>จังหวะดีสุดๆ (หัวเราะ) ก็เซ็งอยู่เหมือนกัน ตอนแรกเศร้ามากด้วยซ้ำเพราะปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกเลยที่ผมรู้สึกว่าตัวเองสามารถอยู่ที่นี่ได้แล้วจริงๆ เพราะนอกจากอัลบั้มยังมีโปรเจกต์ Artist in Residency ที่ผมได้มีโอกาสทำงานกับไอดอลของตัวเองอย่าง Vijay Iyer เหมือนผมได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือต่ออีกเยอะ แต่ทุกอย่างก็ล่มหมด ช่วงแรกนี่ไม่เป็นอันทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ รับไม่ได้ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว ค่อยๆ เดินต่อแล้ว</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">ดังนั้นอัพเดตงานปัจจุบันกันหน่อย ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง</h4>



<p>ถ้าหลักๆ คืองานที่ <a href="https://www.jazzgallery.org/">The Jazz Gallery</a> อย่างที่บอกไป ผมทำเกี่ยวกับการไลฟ์สตรีมและจัดการเรื่องคิวการแสดงของคนที่จะเข้ามาทำงานหรือซ้อม แต่นอกจากนั้นก็มีงานที่รับบริหารตารางดนตรีของร้านอาหารด้วย ส่วนงานเพลงปัจจุบันผมมีโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับแฟนที่เป็น visual artist เพื่อนำดนตรีของผมไปสร้างเป็นภาพ ส่วนงานโชว์และงานโปรดิวเซอร์ก็มีบ้างประปราย เรียกได้ว่าช่วงนี้ก็กลับมายุ่งแล้ว กลับมามีงานมีเงินแล้ว (ยิ้ม)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-137452" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-16-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ถ้านับตั้งแต่มาเรียนจนถึงตอนนี้ คุณอยู่นิวยอร์กมากี่ปีแล้ว</h4>



<p>6 ปีครับ</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">นานกว่า 2 ปีอย่างที่คิดไว้เยอะอยู่เหมือนกันนะ</h4>



<p>(หัวเราะ) นานกว่าเยอะเลย</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">จากประสบการณ์ 6 ปีที่ผ่านมา ความแตกต่างระหว่างวงการดนตรีแจ๊สในไทยกับนิวยอร์กในสายตาคุณคืออะไร</h4>



<p>ผมคิดว่าที่นี่มีโอกาสให้เราสร้างดนตรีมากกว่า เราสามารถนำเสนอผลงานตัวเองอย่างสร้างสรรค์ได้โดยที่มีคนฟัง เพราะคนที่นี่เขามีความต้องการใหม่ๆ เสมอ มีคนที่สนใจเรื่องราวต่างๆ เยอะแยะไปหมด เหมือนเขาไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ แต่ถามว่าประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นแบบนี้ไหม ผมคิดว่ามีแนวโน้มนะ 6 ปีที่ผ่านมาวงการแจ๊สในประเทศไทยก็เปลี่ยนไปมาก ความนิยมของผู้คนก็เริ่มหลากหลายมากขึ้นแล้ว</p>



<p>ส่วนเรื่องสถานที่ ส่วนนี้ที่นิวยอร์กต่างกับที่ไทยเยอะมาก ที่นี่มีร้านที่พร้อมให้นักดนตรีมาขวนขวายอยู่เต็มไปหมด พวกเขาใช้พื้นที่ร้านเพื่อปล่อยผลงานและพูดสิ่งที่อยากพูดได้ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือแทบทุกบาร์ใกล้บ้านที่นิวยอร์ก นักดนตรีสามารถเดินเข้าไปถามเจ้าของร้านได้เลยว่าอยากเล่นดนตรีที่ร้านนี้ คุณสนใจไหม ถ้าคุยกันรู้เรื่องก็เริ่มได้เลย โอกาสมันเปิดถึงขนาดนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-137454" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-21-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">โอกาสเป็นของคนที่ไขว่คว้า</h4>



<p>(พยักหน้า) นิวยอร์กคือเมืองที่ให้คุณ Do It Yourself อย่างแท้จริง ซึ่งนั่นมันก็มาจากการที่เขามีส่วนกลางและองค์กรเอกชนที่สนับสนุนในด้านนี้ มันทำให้คนที่มีความฝันอยู่ได้ ไม่ว่าใครก็สามารถเขียนขอทุน อาจไม่ได้มีสำหรับทุกคน แต่จากที่อยู่มา 6 ปี ผมว่ามันก็เพียงพอ ผู้คนเองก็พร้อมซัพพอร์ต</p>



<p></p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วในฐานะคนที่มีที่ยืนแล้วในวงการดนตรีแจ๊สที่นิวยอร์ก คุณมีอะไรจะแนะนำคนที่อยากตามมาไหม</h4>



<p><strong></strong>(นิ่งคิด) ถ้าไปถามคำถามนี้กับนักดนตรีแจ๊สในนิวยอร์ก ผมเชื่อว่าหลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันนะ ว่าสุดท้ายคำตอบของทุกอย่างคือเรื่องของเวลา</p>



<p>ว่ากันตามตรงนิวยอร์กไม่ใช่เมืองที่อยู่ง่าย หลายคนมาแล้วก็ไป คนที่อยู่จริงๆ มีไม่เยอะ ดังนั้นเคล็ดลับความสำเร็จของการอยู่นิวยอร์กจึงเป็นเรื่องนี้ คือขอให้คุณอดทนพัฒนาตัวเองเพื่อให้อยู่นานที่สุด เพราะพออยู่นานคุณจะยิ่งรู้จักคนเยอะขึ้น มีโอกาสเยอะขึ้น ดังนั้นก็อยู่ให้นานกว่าคนอื่น</p>



<p>เพราะสุดท้ายถ้าคุณทำได้ วันหนึ่งก็ต้องมีคนเรียกคุณไปร่วมงานแน่</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-137456" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-1536x1024.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-2048x1365.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/55bar_1yrs_-4-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Goods to Declare</strong></h3>



<p>สรุปแล้ว 6 ปีในนิวยอร์กทำให้เก่งเรียนรู้อะไรบ้าง ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เขาหันกลับมามองประเทศไทยแบบไหน เราชวนเขามาถาม-ตอบทิ้งท้ายในบรรทัดต่อจากนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับอเมริกา</h4>



<p>เคยมีพี่คนหนึ่งแชร์วิดีโอสัมภาษณ์ของผมไป แล้วบอกเล่าจากประสบการณ์ของเขาว่า &#8220;นิวยอร์กไม่ใช่สรวงสวรรค์ และคนที่อยู่ที่นั่นไม่ใช่เทวดา&#8221; ผมว่าประโยคนี้ค่อนข้างสรุปและตอบคำถามนี้ได้ชัดเจนเลยทีเดียว</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่อเมริกา</h4>



<p>ขยายต่อจากคำตอบที่แล้วเลย อเมริกาไม่ได้ง่ายและสวยหรูแน่ๆ มันมีความลำบากที่ต้องเจอ อย่างผมเองสิ่งที่เจอมาจริงๆ ก็เกินกว่าที่คิดไว้มากๆ ทั้งด้านดีและร้าย ดังนั้นผมว่าเตรียมเปิดใจ เตรียมเปิดรับ และเตรียมพร้อมที่จะลุยกับสิ่งที่เจอได้เลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-1024x683.jpeg" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137480" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41779801_10156031949478732_1226234135333306368_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">อเมริกาเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของคุณไปบ้าง</h4>



<p>ผมคิดว่าที่นี่ทำให้ผมเป็นคนที่เปิดกว้างมากขึ้นนะ ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนค่อนข้างเปิดกว้างมากอยู่แล้ว แต่พอได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ กลายเป็นว่าผมเป็นคนแคบมากไปเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าอเมริกาเหมาะกับคนแบบไหน</h4>



<p>อันนี้ผมว่าตอบยาก เพราะทุกคนน่าจะมีวิธีจัดการกับความคิดหรือใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับความจำเป็นด้วย แต่ถ้าให้ตอบผมคิดว่าอเมริกาอาจจะเหมาะกับคนที่ชอบเมือง ชอบชีวิตที่มีอะไรให้ทำตลอด</p>



<h4 class="wp-block-heading">สิ่งที่เจอในอเมริกาและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง</h4>



<p>(นิ่งคิด) ความเปิดกว้าง ความคิด และอีโก้ของคน ไม่ใช่ว่าที่นิวยอร์กหรือทุกคนที่นี่เปิดกว้างเสมอไปนะ แต่อย่างน้อยผมว่าบรรยากาศในการรับฟังถือว่าค่อนข้างดี ที่นี่สอนให้คนเปิดกว้าง ซึ่งพอเปิดกว้างก็ทำให้เราให้เกียรติทุกคนมากขึ้น พอทุกคนเคารพกันสังคมเลยดีขึ้นตาม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-1024x683.jpeg" alt="เก่งฉกาจ" class="wp-image-137478" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-1536x1024.jpeg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-600x400.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-475x317.jpeg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-720x480.jpeg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n-360x240.jpeg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/41756861_10156031951038732_5653363119834005504_n.jpeg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-keng/">ท่วงทำนองของเก่งฉกาจ นักดนตรีแจ๊สชาวไทยที่พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับในนิวยอร์ก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>19 ปีของ ‘เจ๊ป้อง ไกลบ้าน’ ในฝรั่งเศส ดินแดนที่ให้ค่ากับพลเมืองและสอนให้รู้จักตั้งคำถาม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-pong/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฉัตรชนก ชัยวงค์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Jun 2021 02:51:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[สวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียนภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[อักษรศาสตร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=136661</guid>

					<description><![CDATA[<p>กับแฟนคลับรายการท่องเที่ยวเคล้าประวัติศาสตร์แสนสนุกนาม ‘ไกลบ้าน’ คงไม่ต้องพูดให้มากความว่า เจ๊ป้อง ไกลบ้าน คือใคร แต่กับหลายคนที่ไม่รู้จักรายการท่องเที่ยวที่ว่าแต่สนใจย้ายประเทศที่อยู่อาศัย ขอแนะนำแบบย่นย่อว่า เจ๊ป้องหรือ ป้อง–ชมะนันท์ จันทร์ศรี คือคนไทยที่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสมากว่า 19 ปี โดยไม่ได้เร่งรีบขอสัญชาติทันทีเมื่อไปถึง แต่เฝ้ารอจนวันหนึ่งที่รู้สึกพร้อมที่จะเป็นพลเมืองของสังคมนี้ “ไม่ต้องโฟกัสว่าจะย้ายไปประเทศไหน แต่อยากให้มองว่าจะเข้ากับวัฒนธรรมของประเทศไหนได้มากกว่า เพราะสำหรับเรา การเปลี่ยนสัญชาติเป็นเรื่องสำคัญและควรจะมีคุณค่า ไม่ควรจะเปลี่ยนเพราะหวังอยากได้สวัสดิการอะไร แต่ควรจะเปลี่ยนเมื่อรู้สึกว่าเราเป็นสมาชิกของเขาแล้ว” จากวันแรกที่บินลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโทและเตรียมปริญญาเอกด้านวรรณคดีสมัยใหม่ (จิตวิเคราะห์) ณ Université Paris 8 เพื่อหวังกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จบมา สู่วันที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานในปารีสกับคนรักและเบนสายการเรียนไปด้านการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อให้หางานทำได้ง่ายๆ จนทำงานด้าน supply chain มากว่า 12 ปี เราสงสัยว่า เจ๊ป้อง ไกลบ้านที่คุ้นเคยกับฝรั่งเศสอยู่แล้วต้องปรับตัวในบ้านใหม่บ้างไหม ในซีรีส์ One Way Ticket ตอนนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนสนทนาข้ามซีกโลกกับเจ๊ป้องถึงเรื่องราวคราวย้ายประเทศเมื่อ 19 ปีที่แล้ว คัลเจอร์ช็อกที่ทำเอาเจ๊ป้องที่ดูสนุกสนานเฮฮาถึงกับซึมเศร้า สู่วันที่ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนความคิดเรื่องการเป็นพลเมืองและสวัสดิการดีๆ ของเจ๊ป้องไปตลอดกาล&#160; เจ๊ป้อง ไกลบ้าน Departure Time‘ฝรั่งเศส’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-pong/">19 ปีของ ‘เจ๊ป้อง ไกลบ้าน’ ในฝรั่งเศส ดินแดนที่ให้ค่ากับพลเมืองและสอนให้รู้จักตั้งคำถาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กับแฟนคลับรายการท่องเที่ยวเคล้าประวัติศาสตร์แสนสนุกนาม ‘ไกลบ้าน’ คงไม่ต้องพูดให้มากความว่า <a href="https://www.youtube.com/watch?v=ky4MNsb0XJw&amp;t=658s"><strong>เจ๊ป้อง ไกลบ้าน</strong></a> คือใคร แต่กับหลายคนที่ไม่รู้จักรายการท่องเที่ยวที่ว่าแต่สนใจย้ายประเทศที่อยู่อาศัย ขอแนะนำแบบย่นย่อว่า เจ๊ป้องหรือ <a href="https://www.instagram.com/chamanan_bkk/"><strong>ป้อง–ชมะนันท์ จันทร์ศรี</strong></a> คือคนไทยที่อาศัยในประเทศฝรั่งเศสมากว่า 19 ปี โดยไม่ได้เร่งรีบขอสัญชาติทันทีเมื่อไปถึง แต่เฝ้ารอจนวันหนึ่งที่รู้สึกพร้อมที่จะเป็นพลเมืองของสังคมนี้</p>



<p>“ไม่ต้องโฟกัสว่าจะย้ายไปประเทศไหน แต่อยากให้มองว่าจะเข้ากับวัฒนธรรมของประเทศไหนได้มากกว่า เพราะสำหรับเรา การเปลี่ยนสัญชาติเป็นเรื่องสำคัญและควรจะมีคุณค่า ไม่ควรจะเปลี่ยนเพราะหวังอยากได้สวัสดิการอะไร แต่ควรจะเปลี่ยนเมื่อรู้สึกว่าเราเป็นสมาชิกของเขาแล้ว”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="750" height="773" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2.jpeg" alt="" class="wp-image-136827" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2.jpeg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2-291x300.jpeg 291w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2-600x618.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2-24x24.jpeg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197071884_315694300102942_7707656362387957402_n-2-48x48.jpeg 48w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></figure></div>



<p>จากวันแรกที่บินลัดฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโทและเตรียมปริญญาเอกด้านวรรณคดีสมัยใหม่ (จิตวิเคราะห์) ณ Université Paris 8 เพื่อหวังกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จบมา สู่วันที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานในปารีสกับคนรักและเบนสายการเรียนไปด้านการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศเพื่อให้หางานทำได้ง่ายๆ จนทำงานด้าน supply chain มากว่า 12 ปี เราสงสัยว่า เจ๊ป้อง ไกลบ้านที่คุ้นเคยกับฝรั่งเศสอยู่แล้วต้องปรับตัวในบ้านใหม่บ้างไหม</p>



<p>ในซีรีส์ <a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/">One Way Ticket</a> ตอนนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนสนทนาข้ามซีกโลกกับเจ๊ป้องถึงเรื่องราวคราวย้ายประเทศเมื่อ 19 ปีที่แล้ว คัลเจอร์ช็อกที่ทำเอาเจ๊ป้องที่ดูสนุกสนานเฮฮาถึงกับซึมเศร้า สู่วันที่ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนความคิดเรื่องการเป็นพลเมืองและสวัสดิการดีๆ ของเจ๊ป้องไปตลอดกาล&nbsp; <span style="display: none;">เจ๊ป้อง ไกลบ้าน</span> </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197313779_851474995719933_951586789291125362_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-136828" width="563" height="748" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197313779_851474995719933_951586789291125362_n-1.jpeg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197313779_851474995719933_951586789291125362_n-1-226x300.jpeg 226w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197313779_851474995719933_951586789291125362_n-1-600x798.jpeg 600w" sizes="(max-width: 563px) 100vw, 563px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time</strong><br><strong>‘ฝรั่งเศส’ ประเทศที่ผูกพันตั้งแต่สมัย ม.ต้น</strong></h3>



<p>หากนับเพียงตอนที่มาเรียนและตัดสินใจอาศัยที่ฝรั่งเศสถาวร 19 ปีคือระยะเวลาทั้งหมด แต่หากถามว่าเจ๊ป้องผูกพันกับฝรั่งเศสมานานมากแค่ไหน คำตอบคือตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้น ม.3 ครั้งที่เธอยังเป็นสมาชิกชมรมภาษาฝรั่งเศส จนถึงวันนี้ก็ 27 ปีแล้ว&nbsp;</p>



<p>“ความคิดที่จะมาอยู่ฝรั่งเศสตอนนั้นก็เป็นความคิดเด็กๆ ว่าฉันเรียนภาษาฝรั่งเศสแล้วก็ต้องไปนั่งจิบกาแฟที่หอไอเฟล (หัวเราะ) แต่ไม่ได้คิดจะย้ายมาอยู่จริงจัง”&nbsp;</p>



<p>เมื่อเราถามถึงช่วงชีวิตวัยแรกแย้ม เจ๊ป้องเล่าแล้วย้อนอดีตให้ฟังต่อว่า ตั้งแต่เด็กเธอเป็นคนชอบเรียนภาษาอยู่แล้ว ในสมัยที่ภาษาที่สามยังมีให้เลือกไม่มาก ภาษาฝรั่งเศสจึงเป็นภาษาเดียวที่น่าไปต่อ เธอจึงตัดสินใจเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศสที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและเรียนต่อสายการเรียนเดิมที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <span style="display: none;">เจ๊ป้อง ไกลบ้าน</span></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="750" height="484" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197355791_228058268850851_8951443100280650593_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-136829" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197355791_228058268850851_8951443100280650593_n-1.jpeg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197355791_228058268850851_8951443100280650593_n-1-300x194.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197355791_228058268850851_8951443100280650593_n-1-600x387.jpeg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></figure></div>



<p>“ภาษามันเปิดโลก” เจ๊ป้องบอกอย่างนั้น เมื่อเรียนจบปริญญาตรีเธอทำงานที่ประเทศไทยอยู่ 1 ปี วนเวียนไปเที่ยวยุโรปเพื่อดูมหาวิทยาลัยอยู่ 2 เดือน ก่อนจะได้ทุนไปทำวิจัยที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และค้นพบว่า</p>



<p>“เราอยู่ไม่ได้ เมืองมันเงียบเกิน ที่นั่นมันธรรมชาติมากแต่เราชอบความเป็นเมือง จำได้ว่านั่งรถเข้าปารีสทุกเดือนเลย พอจะเรียนต่อปริญญาโทช่วงปี 2545 เลยไม่เรียนที่สวิตเซอร์แลนด์แต่ย้ายไปเรียนด้านวรรณคดีสมัยใหม่ (จิตวิเคราะห์) ที่ Université Paris 8 จะได้ไม่ต้องเสียเงินเดินทางเข้าปารีสบ่อยๆ” เธอหัวเราะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="604" height="381" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198223110_123367973156076_6356553097212220232_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-136830" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198223110_123367973156076_6356553097212220232_n-1.jpeg 604w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198223110_123367973156076_6356553097212220232_n-1-300x189.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198223110_123367973156076_6356553097212220232_n-1-600x378.jpeg 600w" sizes="(max-width: 604px) 100vw, 604px" /></figure></div>



<p>ช่วงแรกของการเป็นนักเรียนนอก เจ๊ป้องยังคงติดต่อกับอาจารย์ที่คณะอักษรฯ จุฬาฯ อยู่เรื่อยๆ เพื่อถามว่าพอจะมีตำแหน่งอาจารย์ให้เข้าสอนหรือเปล่า แต่ความฝันที่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเจ๊ป้องเรียนจบเตรียมปริญญาเอก</p>



<p>“ตอนเรียนปริญญาโทเราเรียนด้วยเงินตัวเอง แต่ตอนเรียนเตรียมปริญญาเอกเราได้ทุน พอจะต้องชิงทุนเรียนต่อปริญญาเอกก็เป็นช่วงที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน (หัวเราะ) เราคุยกับแฟนที่คบกันตั้งแต่อยู่ไทยแต่เพิ่งจริงจังตอนมาเรียนที่ปารีสว่าความสัมพันธ์ของเราจะเป็นยังไงต่อ&nbsp;</p>



<p>“ถ้าจะจริงจังเราก็คงอยู่ที่ปารีสและจดทะเบียนสมรสกับเขาซึ่งหมายความว่าเราคงไม่เรียนต่อปริญญาเอกเพราะเสียดายความรู้และอยากให้คนที่จะได้กลับไปทำประโยชน์ที่ไทยได้ทุนไปมากกว่า เลยต้องวางแผนชีวิตและสายงานใหม่ทั้งหมด”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1020" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-1024x1020.jpg" alt="" class="wp-image-136831" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-1024x1020.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-768x765.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-600x597.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577613-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าต่อจากนี้ฝรั่งเศสคือประเทศที่จะอยู่อาศัย จึงบอกกับที่บ้านว่าอนาคตจะเปลี่ยนไป แม้พ่อจะไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าอยู่ประเทศไทยนั้นสบายที่สุด แต่แม่ผู้ที่เจ๊ป้องสนิทสนมด้วยสนับสนุนเต็มที่</p>



<p>“แม่บอกพ่อว่าชีวิตของใครก็ต้องจัดการเอง ถ้ามีความสุขก็ทำไป ไม่ไหวก็กลับ ไม่เห็นจะเป็นปัญหา เขายังบอกด้วยนะว่าพ่อเองก็เป็นคนนครสวรรค์แต่ยังมาอยู่กรุงเทพฯ ไม่กลับไปอยู่กับปู่-ย่า แล้วจะมาเรียกร้องอะไรจากลูก อาจเพราะแม่เราโตที่กรุงเทพฯ แล้วต้องเลี้ยงดูตา-ยายจนแก่ เขาคงไม่อยากให้บั้นปลายชีวิตของลูกต้องมาติดกับดักนี้”</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time</strong><br><strong>สู่ความเป็นพลเมืองฝรั่งเศสที่สอนให้รู้จักคำว่า </strong><br><strong>&#8216;สมาชิกของสังคม</strong>&#8216;</h3>



<p>หลังตัดสินใจหยุดความฝันที่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนเป็นผู้อยู่อาศัยโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะได้สัญชาติหรือไม่ ชีวิตของเจ๊ป้องจะเป็นยังไง สุข ทุกข์ และพร้อมเปลี่ยนสัญชาติ ณ ตอนไหน บทสนทนาข้ามประเทศด้านล่างนี้มีคำตอบ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ช่วงที่ยังมีสถานะเป็นนักเรียนปริญญาโทและเตรียมเอก ชีวิตคุณเป็นยังไงบ้าง</strong></h4>



<p>ตอนยังมีสถานะเป็นนักเรียนมันไม่ได้ลำบากนะ เรียกว่าสบายในระดับหนึ่ง เพราะวันๆ ก็มีแค่เรียนกับเข้าห้องสมุด ถ้ามีปัญหาก็แค่เรื่องภาษาที่ถึงแม้จะเรียนด้านนี้มาแต่ก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="822" height="822" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited.png" alt="" class="wp-image-136682" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited.png 822w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-1-edited-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 822px) 100vw, 822px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พอตัดสินใจไม่เรียนต่อด้านวรรณคดีและไม่กลับไทยแล้ว คุณทำยังไงต่อกับชีวิต</strong></h4>



<p>เราเป็นคนชอบวางแผน คือจะต้องมีแผนเอและบีอยู่เสมอกับทุกเรื่อง เราเลยไปปรึกษาศูนย์แนะแนวสำหรับนักเรียนว่าฉันจบวรรณคดีมาแล้วไปทำอะไรได้บ้าง ด้วยความที่ตอนนั้นยังไม่ได้สัญชาติฝรั่งเศส อาชีพแนวๆ บรรณารักษ์หรืออะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับรัฐคือตัดไปได้เลย เพราะคนทำงานต้องมีสถานะเป็นข้าราชการซึ่งต้องมีสัญชาติฝรั่งเศสด้วย แต่นี่คือฝรั่งเศสสมัยที่ยังไม่ได้เปิดประเทศขนาดนี้นะ</p>



<p>เวลานั้นเราจึงมีตัวเลือกการทำงานแค่ 2 ทางคือสายอาชีพหรือสายวิชาการ ตอนแรกสนใจเรียนทำเสื้อผ้าแต่ค่าเรียนต่อด้านนี้มันแพงมาก ถ้าเราจบมาแล้วฝีมือไม่ดี เงินเดือนก็จะเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เลยเลือกเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ในโรงเรียนเอกชนด้านธุรกิจที่อันดับดีๆ หน่อยต่ออีก 2 ปี เพราะมองว่าทุกบริษัทคงต้องการสายอาชีพนี้อยู่แล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จากสายมนุษยฯ มาสู่สายคำนวณ ต้องปรับตัวเยอะแค่ไหน&nbsp;</strong></h4>



<p>มันซัฟเฟอร์มาก (เน้นเสียง) ตอนแรกที่สมัครเรียนก็คิดแค่ว่าหางานง่ายแต่พอเรียนจริงๆ ถึงจำความรู้สึกที่ไม่ชอบเลขได้ แล้วยิ่งระบบโรงเรียนที่เรียนอยู่ค่อนข้างเก่า เขาจะบอกคะแนนโดยไล่จากคะแนนน้อยสุดไปมากสุดโดยที่ไม่มีการปิดชื่อหรือให้ดูคะแนนแยก ซึ่งเราก็เป็นคนที่ได้ 2/10 แต่มันก็ดีตรงที่อยากจะทำให้ดีขึ้น โชคดีที่แฟนจบวิศวะมาเขาเลยติวให้เรา</p>



<p>ถามว่าทำไมท้อขนาดนั้นถึงยังเรียนต่อเพราะค่าเรียนมันแพงมาก (หัวเราะ) ถ้าเรียนระบบรัฐบาลอย่างตอนปริญญาโทและเตรียมปริญญาเอก ค่าเทอมตกอยู่ที่ 150 ยูโรหรือ 5,000 บาทต่อปีเอง แต่พอเรียนโรงเรียนเอกชนเฉพาะทางแบบนี้ ค่าเทอมมันกระโดดไปที่ 10,000 ยูโร หรือประมาณ 400,000 บาท ดังนั้นยังไงก็ต้องได้ปริญญาใบนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="750" height="1001" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198186985_1725247284333296_3261535283117626207_n.jpeg" alt="" class="wp-image-136832" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198186985_1725247284333296_3261535283117626207_n.jpeg 750w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198186985_1725247284333296_3261535283117626207_n-225x300.jpeg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/198186985_1725247284333296_3261535283117626207_n-600x801.jpeg 600w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วการเรียนสายนี้ทำให้คุณหางานทำง่ายจริงไหม</strong></h4>



<p>เราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นแต่โชคดีที่งานแรกที่ได้มันคืองานด้าน supply chain ที่เขาต้องการคนที่พออ่านภาษาเยอรมันได้ เราพูดไม่ได้แต่พอจะอ่านได้เลยได้งานไป พองานต่อๆ มาตำแหน่งนี้มันต้องการคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้บวกกับโลกการทำงานของคนฝรั่งเศสคือโลกของผู้เชี่ยวชาญ เขาไม่ชอบให้เปลี่ยนสายงานบ่อยๆ เราเลยทำงานด้าน supply chain มาตลอด </p>



<p>อย่างตอนที่อยากเปลี่ยนงานจากการสั่งซื้อสารเคมีในบริษัท Johnson &amp; Johnson ไปเป็นแบบอื่น เราก็เปลี่ยนไม่ได้เพราะมันจะมีงานด้านสารเคมีเข้ามาหาเราตลอด ทำต่ออยู่อีก 2 ปีถึงได้เปลี่ยนงานมาทำด้านจิวเวลรีที่ Cartier เพราะเขาอยากได้คนที่เริ่มงานวันต่อไปได้เลยและเราต้องยอมลดเงินเดือน หลังจากนั้นก็ทำงานด้านจิวเวลรีที่ Van Cleef &amp; Arpels อีก แต่ช่วงนี้กำลังหางานใหม่ก็ค่อนข้างหายากเพราะเขาก็จะถามอีกว่าทำจิลเวลรีมาตั้งนานทำไมไม่ทำสายนี้ต่อ </p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วเรื่องเพศกับเรื่องเชื้อชาติเป็นปัญหาในการสมัครงานไหม</strong></h4>



<p>บอกเลยว่าอยู่ที่นี่มา 19 ปีไม่เคยมีปัญหาเรื่องโดนแบ่งแยกเลย ตอนสมัครงานเขาไม่ให้ระบุอายุ เพศ เชื้อชาติ เวลาทำงานจริงเขาก็ไม่ได้มาเหยียดเราสักนิด แต่เรื่องที่เป็นปัญหาคือภาษามากกว่า เพราะคนฝรั่งเศสไม่พูดภาษาอังกฤษ ขนาดประชุมกับคนอเมริกันยังต้องพูดภาษาฝรั่งเศสเลย&nbsp;</p>



<p>เราเลยคิดมาตลอดว่าคำว่า “ประชาชนชั้นสอง” มันไม่มีอยู่จริง ถ้าจะมีก็คนไทยที่มาอยู่ที่นี่ก่อนนี่แหละที่ตั้งมาเรียกคนไทยด้วยกันเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="950" height="950" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited.png" alt="" class="wp-image-136683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited.png 950w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-300x300.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-150x150.png 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-768x768.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-600x600.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-24x24.png 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-48x48.png 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/4-edited-96x96.png 96w" sizes="(max-width: 950px) 100vw, 950px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>จริงไหมที่สวัสดิการการทำงานที่ยุโรปนั้นดีมาก</strong></h4>



<p>จริง ยอมรับเลยว่าดีมาก เช่น ตามกฎหมายจะระบุว่าถ้าพนักงานทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บริษัทจะต้องให้เงินเพิ่มหรือให้วันหยุดเพิ่ม อย่างเราทำงาน 39 ชั่วโมง จากปกติที่ให้หยุด 5 สัปดาห์ต่อปี เราก็ได้หยุดเป็น 8 สัปดาห์ต่อปี&nbsp;</p>



<p>หรือเรื่องการเดินทาง บริษัทต้องออกเงินค่าขนส่งสาธารณะให้พนักงาน 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าต้องเดินทางไปต่างประเทศเกิน 6 ชั่วโมง บริษัทต้องให้ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่องเงินช่วยเหลือ ถ้าบริษัทไม่มีโรงอาหาร พนักงานต้องได้เงินช่วยอาหารกลางวัน วันละ 150-200 บาท ถ้ามีปัญหาสุขภาพ ไปโรงพยาบาลรัฐก็ฟรีอยู่แล้วแต่ถ้าไปคลินิกเอกชน บริษัทต้องช่วยออก 70 เปอร์เซ็นต์ เราต้องหาประกันเสริมอีก 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ซึ่งบริษัทก็ต้องช่วยออกค่าประกันเสริมอีก 50 เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างตอนนี้เราว่างงานอยู่ก็ได้รับเงิน 72-75 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การใช้ชีวิตที่นั่นฟังดูดีมากๆ แต่คุณเคยเจอปัญหาหรือคัลเจอร์ช็อกที่ฝรั่งเศสบ้างไหม&nbsp;</strong></h4>



<p>มีเยอะแยะเลย แต่เรื่องหนึ่งที่อยากให้ทุกคนเข้าใจคือคนฝรั่งเศสเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เป็นคนโผงผางและชอบการปะทะมากๆ อย่างสังคมการทำงานที่นี่ก็จะเครียดมากๆ เช้ามาเขาก็เล่าปัญหาชีวิตกันแล้ว เวลาประชุมก็จะมานั่งยิ้มไม่แสดงความเห็นไม่ได้ แต่ต้องมีแอ็กติ้ง ใส่อารมณ์ฉุนเฉียว ใช้คำพูดแรงๆ ใส่กัน ตอนแรกไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรผิด ทำไมต้องมาว่ากันด้วย บอกกับแฟนว่าไม่ไหวแล้วจนต้องไปพบจิตแพทย์และใช้ระยะเวลาปรับตัวอยู่ 3 ปี  </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197371642_175748121166907_5658749172086351065_n-1.jpeg" alt="" class="wp-image-136833" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197371642_175748121166907_5658749172086351065_n-1.jpeg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197371642_175748121166907_5658749172086351065_n-1-300x225.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197371642_175748121166907_5658749172086351065_n-1-768x576.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/197371642_175748121166907_5658749172086351065_n-1-600x450.jpeg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p>เราเลยได้เข้าใจว่าจริงๆ เขาไม่ได้อยากใจร้ายกับเรานะแต่มันเป็นธรรมชาติของเขา แล้วอย่างเรื่องการทำงาน ถ้าเราไม่แสดงความเห็นแล้วนั่งยิ้มเฉยๆ เขาก็จะไม่รู้ว่าเราเข้าใจจริงไหม แม้จะไม่มีความเห็นแต่ก็ต้องพูดออกมาบ้างเพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันอยากมีส่วนร่วมในโครงการนี้นะ ดังนั้นเวลาประชุมมันจะน้ำท่วมทุ่งมากแต่คนฝรั่งเศสถือเป็นการแสดงตัวตนของเขา</p>



<p>ส่วนการใช้ชีวิตทั่วไป เขาก็ยังเป็นคนแบบนี้กันนะ เวลานั่งในเมโทรเราจะได้ยินคนด่ากันตลอด หรือเวลามีคนยืนพิงเสาถ้าเป็นคนไทยก็อาจจะบอกกันดีๆ แต่ที่นี่ผลักกันเลยนะ บางทีก็ตบต่อยกันซึ่งมันก็ผิดแต่ไม่มีใครเอาเรื่องไงเพราะมันเป็นเรื่องปกติ จนตอนนี้เรายังผลักเลย (หัวเราะ) </p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>อะไรที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวไปได้&nbsp;</strong></h4>



<p>ตอบง่ายมาก แฟน (หัวเราะ) อีกอย่างคือเราก็พอมีพี่คนไทยจากคณะมาอยู่ที่นี่ การได้ไปคุยกับเขาก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น อีกข้อคือยุโรปมีวันหยุดเยอะ เดินทางไปไหนก็ง่าย ช่วงนั้นเสาร์-อาทิตย์เลยไปเที่ยวตลอดซึ่งมันก็ช่วยได้ </p>



<p>อีกข้อที่สำคัญคือคิดว่าเราเองต้องทำความเข้าใจใหม่ บางครั้งคนที่ทำให้เราอยู่ยากคือตัวเองที่สร้างกำแพงว่าที่ไทยเป็นแบบนี้แบบนั้น ทั้งที่เราต้องลืมไปเลยว่าเราไม่ได้อยู่ที่ไทยอีกต่อไปแล้วนะ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="994" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-1024x994.jpg" alt="" class="wp-image-136834" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-1024x994.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-300x291.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-768x746.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-600x583.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577620-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ย้อนกลับไปเรื่องสัญชาติ ตอนแรกที่ตัดสินใจจดทะเบียนและทำงานที่ฝรั่งเศส คุณมั่นใจได้ยังไงว่าจะได้สัญชาติ</strong></h4>



<p>เราไม่มั่นใจเลย เพราะตอนนั้นฝรั่งเศสยังไม่ใช่ประเทศที่เปิดขนาดนี้ ขนาดที่การจดทะเบียนสมรสของคนเพศเดียวกันยังเพิ่งเริ่มได้แค่ 2 ปีเอง ซึ่งตอนนั้นยังมีการโต้เถียงกันเลยว่าควรจะจดได้ไหม ดังนั้นเรื่องการขอสัญชาติจากการจดทะเบียนสมรสยังไม่มีเลย แต่เราคิดไว้แล้วว่าอย่างน้อยการเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์อีก 2 ปีก็ช่วยยืดระยะเวลาได้ และคิดกระทั่งว่าถึงเรากับแฟนจะไปกันไม่รอด ใบปริญญาที่เรียนอยู่ก็ยังมีประโยชน์ในการหางานทำ</p>



<p>แต่ถึงจะได้หรือไม่ได้สัญชาติก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นเพราะเรารู้สึกว่าในเมื่อเราเลือกสัญชาติตอนเกิดไม่ได้ เราก็ควรเลือกสัญชาติที่จะเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เพราะสำหรับเรา สัญชาติมันไม่ควรเป็นแค่กระดาษใบหนึ่งแต่ควรจะมีความหมายกับชีวิต เราจึงขอสัญชาติก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าประเทศนี้มันคืออนาคตของฉันและฉันอยากจะมีส่วนร่วมกับสังคมนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="999" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-1024x999.jpg" alt="" class="wp-image-136835" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-1024x999.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-300x293.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-768x750.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-600x586.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577618-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="994" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-1024x994.jpg" alt="" class="wp-image-136836" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-1024x994.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-300x291.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-768x746.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-600x583.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577617-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>แล้วความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นตอนไหน</strong></h4>



<p>มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ตื่นขึ้นมาแล้วคิดว่าฉันพร้อมแล้วนะ แต่มันจะค่อยๆ รู้สึกว่าเรามีความสุขจังเลย หรือวางแผนว่าเราจะทำอาชีพอะไร เก็บเงินยังไง ตอนเกษียณจะทำอะไรอยู่ เราก็คิดว่านี่แหละคือสัญญาณที่บอกว่าฉันกำลังมีความสุขกับสังคมที่อยู่ บวกกับช่วงนั้นเราเริ่มเปรียบเทียบเมืองที่เกิดและโตมากับเมืองที่อยู่ปัจจุบันแล้วพบว่าเราชอบสังคมที่นี่มากกว่า</p>



<p>ที่รู้สึกได้ชัดๆ คือเรื่องที่กระทบกับตัวเอง ก่อนหน้านี้เราต้องเสียภาษีเยอะมาก ทั้งค่าประกันสังคม 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ภาษีรายได้อีก 10 เปอร์เซ็นต์ แถมยังมีภาษีโรงเรือนอีกเพราะซื้อบ้าน เฉลี่ยแล้วเราเสียภาษีไป 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด สมมติเงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ 100,000 บาท แต่หักไปหักมาเหลือแค่ 60,000 อาจจะดูเยอะแต่มันจะไปอยู่ในฝรั่งเศสได้ยังไง เมื่อเทียบกับเงินเดือน 20,000 ที่ไทยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลยก็ดูเหมือนจะสบายกว่า </p>



<p>แต่ตอนนั้นเราผ่าตัดไป 2 ครั้ง แต่ไม่ต้องเสียค่าพยาบาลเลย ขณะที่แม่ที่เพิ่งเกษียณราชการและเป็นโรคไตกลับต้องเสียค่านู่นค่านี่เยอะแยะทั้งที่ก่อนหน้านี้คิดว่าข้าราชการจะได้รักษาพยาบาลฟรี มันเลยทำให้เราสำเหนียกถึงสวัสดิการที่ได้รับจากภาษีที่เสียไปและคิดว่าตายแล้ว ถ้าฉันป่วยที่ไทยฉันจะทำยังไงกันล่ะเนี่ย&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องทัศนคติที่เปลี่ยนไปตามสังคมที่อยู่ ตอนอยู่เมืองไทยเราไม่ค่อยสนใจการเมืองและอะไรในสังคมเพราะมีความเชื่อแบบหนึ่งว่าถ้าคนเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง ยังไงก็เอาตัวรอดได้ แต่พอเราอยู่ในสังคมที่มีรัฐสวัสดิการ อยู่ในสังคมที่ทุกคนตื่นตัวตลอดเวลากับทุกปัญหาแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง มันทำให้เราเริ่มกลายเป็นคนอีกแบบไปเลย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="991" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-1024x991.jpg" alt="" class="wp-image-136837" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-1024x991.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-300x290.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-768x743.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-600x581.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577621-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คนแบบไหน</strong></h4>



<p>คนที่คุยเก่ง คุยได้ทุกเรื่องเพราะคนฝรั่งเศสสนใจทุกเรื่องจริงๆ ช่วงแรกไม่เข้าใจมากๆ แต่พออยู่ไปอยู่มาก็เริ่มกลายเป็นแบบนั้นไปด้วย เราจะเริ่มฟังในหัวข้อที่แม้ไม่ได้สนใจแต่ก็จะมีความคิดเห็นเพราะเพื่อนจะต้องถามว่าเธอคิดยังไงซึ่งพอมันเกิดการถกเถียงขึ้นมันทำให้เรามีมุมมองกว้างขึ้น&nbsp;</p>



<p>อย่างช่วงหนึ่งที่ฝรั่งเศสถกเถียงกันว่ามหา’ลัยควรหรือไม่ควรมีการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อ ตอนแรกเราไม่เห็นด้วยนะเพราะเราโตมาในประเทศไทยที่ต้องสอบแข่งขัน ทำไมเราต้องเอาภาษีมาให้ใครก็ไม่รู้ที่อาจไม่ตั้งใจเรียนก็ได้ แต่พอฟังคนเถียงกันไปมาก็เริ่มคิดว่า เออว่ะ คนที่ไม่ได้มีเงินเรียนในสถานศึกษาดีๆ มันไม่ใช่ว่าเขาโง่แต่อาจเพราะเขาไม่รู้ซึ่งก็ถือว่าเป็นความเหลื่อมล้ำหนึ่งจากการที่เขาไม่ได้เรียนโรงเรียนมัธยมดีๆ มันทำให้เราเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับหลายๆ สิ่งในไทยมากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>พูดได้ไหมว่าการย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศสเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง</strong></h4>



<p>ไม่รู้ว่าถือว่าเป็นการตัดสินใจได้หรือเปล่า เพราะเราว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะไปอยู่ประเทศไหนแต่มันควรเป็นการมองว่าชีวิตแบบไหนที่คุณอยากได้มากกว่า&nbsp;</p>



<p>สำหรับเรา ชีวิตที่เราอยากได้คือการได้อยู่กับแฟน เป็นชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนมาก ถึงแม้ฝรั่งเศสจะมีข้อเสียเยอะแยะไปหมดแต่มันก็กลายเป็นที่ที่เราฟิตอิน แม้ช่วงแรกจะรู้สึกคับบ้างหลวมบ้างแต่พออยู่ไปสักพักก็จะปรับตัวได้ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="989" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-1024x989.jpg" alt="" class="wp-image-136838" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-1024x989.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-300x290.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-768x742.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-600x579.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577615-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Good to Declare&nbsp;</strong></h3>



<p>19 ปีในฝรั่งเศสเป็นระยะเวลายาวนานเพียงพอต่อการเขียนบทเรียนชีวิตฉบับเจ๊ป้อง เราจึงชวนเธอมาแชร์บทเรียนที่ว่าเกี่ยวกับฝรั่งเศสเผื่อมิตรสหายที่อยากย้ายไปอยู่ที่นั่นบ้าง</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับฝรั่งเศส</h4>



<p>ขอตอบเป็นปารีสอย่างเดียวแล้วกันเพราะเราก็อยู่แค่ปารีส&nbsp;</p>



<p>ข้อแรก คนมักเข้าใจว่าปารีสเป็นเมืองสวยหรูและเป็นเมืองแฟชั่นจ๋า แต่จริงๆ ที่นี่สกปรกมากและโจรเยอะ เราอยากให้มองว่าที่จริงมันก็เป็นเมืองเมืองหนึ่งที่มีทั้งแหล่งเสื่อมโทรมและหรูหรา</p>



<p>ข้อสอง บางคนอาจจะคิดว่าคนที่นี่ช่างโรแมนติกแต่จริงๆ เขาค่อนข้างโผงผาง เช่น เวลาเสิร์ฟกาแฟก็กระแทกแรงๆ หรือมีครั้งหนึ่งเราไปถามร้านกาแฟว่าเมื่อไหร่จะได้กาแฟเขาก็บอกมาตรงๆ เลยว่านี่ไม่ใช่ร้านฟาสต์ฟู้ดนะ หรือตอนที่เราสั่งอาหารที่ร้านหนึ่งก็บอกว่าขอเนื้อสุกๆ เขาก็บอกเลยว่าเปลี่ยนเมนูไหม เสียดายวัตถุดิบ</p>



<p>ถ้าคนที่ชอบก็ชอบไปเลย เพราะที่นี่มันคือชีวิตจริงที่ไม่ได้เสริมเติมแต่งใดๆ แต่ถ้าใครไม่ชอบก็อาจจะเป็นปารีสซินโดรมที่วาดฝันว่ามันต้องสวยหรูแต่จริงๆ แล้วมันก็คือเมืองธรรมดา</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่ฝรั่งเศส</h4>



<p>ภาษา เพราะคนฝรั่งเศสไม่พูดภาษาอังกฤษและที่นี่เป็นประเทศแห่งกฎหมาย เวลาจะซื้อหรือติดต่ออะไรก็ตามมักจะมีสัญญาเล่มหนาๆ มาให้อ่านแล้วก็จะชอบมีดอกจันเล็กๆ ด้านล่าง ถ้าไม่ได้ภาษาแล้วอ่านไม่แตกก็อาจจะโดนเอาเปรียบได้&nbsp;</p>



<p>เราไม่ได้อ่านแตกตลอดหรอกนะแต่ที่นี่มีสายด่วนปรึกษากฎหมายฟรีเพื่อซัพพอร์ตคนที่อาศัย มันเป็นหน้าที่ของคนในประเทศที่จะต้องรู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือได้จากที่ไหน </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="872" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1-872x1024.jpg" alt="" class="wp-image-136839" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1-872x1024.jpg 872w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1-255x300.jpg 255w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1-768x902.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1-600x705.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577619-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 872px) 100vw, 872px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ฝรั่งเศสเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของคุณบ้าง&nbsp;</h4>



<p>ฝรั่งเศสทำให้เราตระหนักถึงความเป็นพลเมืองของสังคมนั่นคือเราจะมองปัญหาต่างๆ ให้เป็นปัญหาทางสังคมมากขึ้น เราจึงไม่ชอบคำพูดที่ว่า “อย่าวิจารณ์หรือพูดอะไรมาก ให้เริ่มที่ตัวเราก่อน” เพราะมันหมายความว่าหนึ่ง–คุณกำลังบอกว่าฉันยังทำไม่ดีพอ สอง–ถ้าให้เริ่มที่ตัวเองก็ไม่ต้องมีการเมืองก็ได้ สาม–เราควรจะมีด้านที่เป็นปัจเจกและสมาชิกในสังคม การที่เราออกมาวิจารณ์ก็คือออกมาเรียกร้องเพื่อสังคม แต่ปัจเจกจะคิดยังไงก็อีกเรื่อง&nbsp;</p>



<p>อย่างตอนที่มีการถกเถียงเรื่องให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ส่วนตัวเราไม่ได้เชื่อเรื่องการแต่งงานแต่มันก็ยังมีคนอีกมากที่เขาเชื่อแบบนี้ซึ่งก็ไม่ได้มาเบียดเบียนความเชื่อเราไง เราเลยเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิให้คนอื่นที่เขาเชื่อในเรื่องนี้ด้วย&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าฝรั่งเศสเหมาะกับคนแบบไหน</h4>



<p>ต้องเป็นคนที่อยากรู้ไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องวัฒนธรรมหรือสังคม เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากๆ แทบทุกถนนจะมีแต่นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์มากมายจนบางครั้งต้องมานั่งคัดเลือกว่าวันนี้จะไปที่ไหนดี ถ้าคุณไม่สนใจมันก็น่าเสียดายนิดหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างคือคนฝรั่งเศสสนใจทุกเรื่องเลย เป็นคนช่างพูดและชอบสร้างตัวตน ถ้าเราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลยเราจะกลายเป็นคนไม่น่าสนใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ลึกนะแค่ต้องหัดแสดงความคิดเห็นของตัวเองด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="999" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-1024x999.jpg" alt="" class="wp-image-136840" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-1024x999.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-300x293.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-768x750.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-600x586.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/S__7577623-1.jpg 1170w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">สิ่งที่เจอในฝรั่งเศสและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง</h4>



<p>คนฝรั่งเศสเป็นสัตว์การเมืองและสัตว์สังคม เช่น เวลาจะเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเชิงสังคมเขาจะต้องย้อนกลับไปที่การเมืองเสมอ เขาจะต้องไปกดดันภาคนิติบัญญัติเพื่อการันตีว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องจะเกิดขึ้นจริง ถ้ามองกลับมาที่ไทย คนไทยเป็นสัตว์สังคมแต่ไม่ยอมก้าวไปเป็นสัตว์การเมือง เช่น คนไทยชอบบริจาคสิ่งของต่างๆ ซึ่งมันเป็นแค่การแก้ไขปัญหาเชิงสังคมเท่านั้น แต่ถ้าเราเป็นแบบฝรั่งเศสจริงๆ เราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งไว้ให้คนชายขอบ&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นสำหรับประเทศไทยจริงๆ จึงคือการตื่นรู้ด้านการเมืองและการตั้งคำถามต่อสังคม เราอยากให้คนไทยหยิบประเด็นต่างๆ ในสังคมขึ้นมาคิดต่อ พอคิดต่อแล้วมันจะเกิดการกระทำซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพราะเราเชื่อว่าสังคมมันไม่ใช่พื้นที่ ไม่ใช่สถานที่ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์แต่สังคมคือสิ่งที่เราสร้างขึ้น ซึ่งตอนนี้คนไทยสมัยใหม่กำลังเปลี่ยนแล้ว เช่น การล่ารายชื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายสมรสเท่าเทียมมันสะท้อนว่าคนไทยเริ่มเข้าใจว่าถ้ายังแก้ปัญหาโดยใช้ทางออกสังคม และไม่พยายามผลักดันเชิงการเมืองก็จะแก้ปัญหาระยะยาวไม่ได้&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-pong/">19 ปีของ ‘เจ๊ป้อง ไกลบ้าน’ ในฝรั่งเศส ดินแดนที่ให้ค่ากับพลเมืองและสอนให้รู้จักตั้งคำถาม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตในอิตาลีของ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ดินแดนที่เห็นค่าศิลปะและทำให้เธอทำงานหนังสือ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-nan/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[เดือนเพ็ญ จุ้ยประชา]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Jun 2021 10:09:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[นักแปล]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[อ่านอิตาลี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=135669</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรารู้จัก นัน–นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ในฐานะของนักแปลและผู้ก่อตั้งอ่านอิตาลี สำนักพิมพ์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่วรรณกรรมอิตาลีในไทย แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอคือคนไทยที่ตัดสินใจพาตัวเองย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ก่อนกระแส #ย้ายประเทศ จะเกิดขึ้น ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะหมดความหวังกับบ้านเกิดจนอยากหนีไปเสียไกลๆ ตอนนั้นเธอเองก็สิ้นหวังไม่แพ้กัน เมื่อมีโอกาสหญิงสาวจึงขอโบยบินจากประเทศไทย ดินแดนที่เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมา 29 ปีไปแสวงหาความสุขที่แท้จริง จวบจนตอนนี้ เป็นระยะเวลากว่า 22 ปีแล้วที่นันธวรรณ์อาศัยอยู่ที่อิตาลี ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดเหล่าศิลปินและนักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Leonardo da Vinci, Michelangelo, Caravaggio ฯลฯ มากกว่านั้น ด้วยความที่เป็นเมืองศิลปะและมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้อิตาลีมักติดลิสต์หนึ่งในดินแดนที่คนไทยวางหมุดหมายอยากไปเยือนสักครั้ง ในตอนที่ 4 ของซีรีส์ One Way Ticket เราเลยชวนผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เล็กๆ คนนี้มาบอกเล่าถึงเรื่องราวของเธอ ตั้งแต่ช่วงเวลาในเมืองไทยที่รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ใต้เมฆครึ้มทึมเทาตลอดเวลา จนกระทั่งย้ายไปใช้อีกเกือบครึ่งชีวิตที่อิตาลี–ดินแดนที่เธอรัก Departure Timeชนชั้นรากหญ้าผู้แสวงหาความสุขที่แท้จริง &#8220;เราเป็นชนชั้นล่างแบบรากหญ้า ชีวิตค่อนข้างลำบาก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เล็ก เร่ร่อนไปอยู่กับญาติคนนั้นคนนี้ เคยไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า เคยหนีออกจากบ้าน และเคยต้องออกจากโรงเรียน&#8221; นันธวรรณ์ย้อนเล่าถึงชีวิตที่เรียกว่าแทบจะใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตั้งแต่ต้น โชคดีว่าหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย เธอสอบเข้าคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ และถึงแม้จะมีเงินติดตัวเพียงน้อยนิด แต่ก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-nan/">ชีวิตในอิตาลีของ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ดินแดนที่เห็นค่าศิลปะและทำให้เธอทำงานหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เรารู้จัก นัน–นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ในฐานะของนักแปลและผู้ก่อตั้งอ่านอิตาลี สำนักพิมพ์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่วรรณกรรมอิตาลีในไทย</p>



<p>แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอคือคนไทยที่ตัดสินใจพาตัวเองย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศ ก่อนกระแส #ย้ายประเทศ จะเกิดขึ้น ก่อนที่คนรุ่นใหม่จะหมดความหวังกับบ้านเกิดจนอยากหนีไปเสียไกลๆ</p>



<p>ตอนนั้นเธอเองก็สิ้นหวังไม่แพ้กัน เมื่อมีโอกาสหญิงสาวจึงขอโบยบินจากประเทศไทย ดินแดนที่เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมา 29 ปีไปแสวงหาความสุขที่แท้จริง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="498" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-1024x498.jpg" alt="" class="wp-image-135727" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-1024x498.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-300x146.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-768x373.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-1536x747.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-2048x996.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102836-600x292.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>จวบจนตอนนี้ เป็นระยะเวลากว่า 22 ปีแล้วที่นันธวรรณ์อาศัยอยู่ที่อิตาลี ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดเหล่าศิลปินและนักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่าง Leonardo da Vinci, Michelangelo, Caravaggio ฯลฯ มากกว่านั้น ด้วยความที่เป็นเมืองศิลปะและมีภูเขาล้อมรอบ ทำให้อิตาลีมักติดลิสต์หนึ่งในดินแดนที่คนไทยวางหมุดหมายอยากไปเยือนสักครั้ง</p>



<p>ในตอนที่ 4 ของซีรีส์ One Way Ticket เราเลยชวนผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์เล็กๆ คนนี้มาบอกเล่าถึงเรื่องราวของเธอ ตั้งแต่ช่วงเวลาในเมืองไทยที่รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ใต้เมฆครึ้มทึมเทาตลอดเวลา จนกระทั่งย้ายไปใช้อีกเกือบครึ่งชีวิตที่อิตาลี–ดินแดนที่เธอรัก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="498" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-1024x498.jpg" alt="" class="wp-image-135728" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-1024x498.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-300x146.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-768x373.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-1536x747.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-2048x996.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_105301-600x292.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time<br>ชนชั้นรากหญ้าผู้แสวงหาความสุขที่แท้จริง</strong></h3>



<p>&#8220;เราเป็นชนชั้นล่างแบบรากหญ้า ชีวิตค่อนข้างลำบาก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เล็ก เร่ร่อนไปอยู่กับญาติคนนั้นคนนี้ เคยไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า เคยหนีออกจากบ้าน และเคยต้องออกจากโรงเรียน&#8221; นันธวรรณ์ย้อนเล่าถึงชีวิตที่เรียกว่าแทบจะใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตั้งแต่ต้น</p>



<p>โชคดีว่าหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย เธอสอบเข้าคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ และถึงแม้จะมีเงินติดตัวเพียงน้อยนิด แต่ก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี ช่วงนั้นเธอไม่ค่อยตั้งใจเรียนนัก แต่เป็นเด็กกิจกรรมที่ชอบไปออกค่ายกับรุ่นพี่ จนสุดท้ายก็โดนรีไทร์ทำให้ต้องสอบเข้าเรียนใหม่</p>



<p>&#8220;เป็นช่วงที่ค่อนข้างเคว้งคว้างว่าจะไปทางไหนดี จนมีโอกาสได้อ่านหนังสือ <em>The Old Man and the Sea</em> ของ Ernest Hemingway แล้วชอบมาก เรียกว่านิยายเรื่องนี้เป็นจุดหันเหที่ทำให้เราอยากทำงานด้านวรรณกรรมเลย ตอนเอ็นทรานซ์ใหม่เราจึงเลือกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นอันดับหนึ่ง&#8221;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944-768x1024.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135729" width="576" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_3944.jpg 1536w" sizes="(max-width: 576px) 100vw, 576px" /></figure></div>



<p>และเป็นโชคดีของนันธวรรณ์อีกเช่นกันที่ได้รับทุนช่วยเหลือจากอาจารย์ในคณะและทุนเรียนฟรีจากมหาวิทยาลัย ทำให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยวิชาเอกที่เธอเลือกนั้นคือภาษาอิตาเลียน เนื่องจากพื้นฐานเป็นคนชอบงานศิลปะยุคเรอเนซองซ์อยู่แล้ว บวกกับตอนนั้นแม้ยังไม่รู้ว่าเรียนแล้วจะไปทำงานอะไร แต่เธอมั่นใจว่าถ้ามีภาษาที่สามเดี๋ยวก็มีที่ทางไปต่อได้เอง ในระหว่างที่นันธวรรณ์ตั้งใจเรียน เธอยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในรั้วมหาวิทยาลัยไปกับการอ่านและแปลเรื่องสั้นส่งนิตยสารต่างๆ ซึ่งสุดท้ายมันได้กลายเป็นสิ่งที่เธอรักและทำมาตลอดชีวิต</p>



<p>หลังจากเรียบจบ นันธวรรณ์เข้าทำงานกับบริษัทสปอตไลต์ที่ทำการค้ากับอิตาลีได้ประมาณสองปีก่อนย้ายไปทำงานกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยในระหว่างนั้นเธอได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศอิตาลีเป็นครั้งแรก และพบกับความเจริญงอกงามทางศิลปวัฒนธรรม ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ รวมถึงวิวทิวทัศน์อันงดงามต่างจากบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าหน้าตาเหมือนกันที่มองแล้วจิตใจห่อเหี่ยวอย่างที่เธอจากมา</p>



<p>การเดินทางครั้งนั้นเองทำให้เธอเกิดความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นในการอยากพาตัวเองออกจากประเทศไทย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-576x1024.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135721" width="432" height="768" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-576x1024.jpg 576w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-169x300.jpg 169w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-768x1365.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-864x1536.jpg 864w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852-600x1067.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20190912_110852.jpg 1152w" sizes="(max-width: 432px) 100vw, 432px" /></figure></div>



<p>&#8220;ตอนนั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีจุดมุ่งหมายด้วย เราตื่นนอนแต่เช้าขึ้นรถเมล์มาทำงาน กลับถึงอพาร์ตเมนต์ก็สลบเพราะมลพิษ ระยะทางของออฟฟิศกับที่พักนั้นใกล้กันนิดเดียวแต่ต้องมาติดแหง็กกับที่เพราะรถติดประมาณสองชั่วโมง ไหนจะต้องสูดดมฝุ่นควันเข้าไปทุกวัน ถามตัวเองว่าเราทำเพื่ออะไร บวกกับการอยู่ตัวคนเดียวด้วย เทศกาลไหนก็อยู่ในกรุงเทพฯ มันมีความรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง อยากหาอะไรบางอย่างให้ชีวิต”</p>



<p>นันธวรรณ์เริ่มเฝ้าคิดถึงการไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่ถึงจะเป็นเรื่องยากแค่ไหน เธอก็มุ่งมั่นพยายามเก็บเงินหาทางขอทุนเพื่อไปเรียนต่อที่อิตาลีให้ได้ และในระหว่างนั้นเองที่เธอได้สมัครโปรแกรมแชต ICQ&nbsp;เพื่อหาเพื่อนคุยฝึกภาษา จนไปเจอกับชายชาวอิตาเลียนคนหนึ่งและตกลงคบหาดูใจกัน สองปีให้หลังเขาก็บินมาหาเธอถึงกรุงเทพฯ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135702" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/22aug05_-056.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>“หลังจากคุยกันเราก็ตัดสินใจทิ้งแล้วว่าไปกับคนนี้เถอะ เลยเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนั้นว่าถ้าเขามาก็จะกลับกับเขาเลย”</p>



<p>แน่นอน การทำอะไรแบบนี้ดูเป็นเรื่องเสี่ยงมากสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว แต่เมื่อขบคิดทบทวนอย่างหนักแล้วเธอในตอนนั้นก็ไม่สามารถทนอยู่กับชีวิตแบบที่เป็นอยู่ได้อีกต่อไป ต่อให้เสี่ยงก็ต้องเสี่ยง &#8220;เพราะตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเชื่อเลยว่าความสุขมีจริง คือเราอาจจะมีเรื่องดีใจแต่แวบหนึ่งมันจะหายไปแล้วกลับไปจมกับความทุกข์เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นไหนๆ แล้วก็ไปเถอะ มันจะแย่กว่านี้ก็คงไม่เป็นไร&#8221;</p>



<p>ความคิดนั้นทำให้นันธวรรณ์เลิกลังเล จัดการเก็บของ ลาออกจากงาน บอกลาเพื่อนๆ เพื่อโบยบินออกจากดินแดนไร้ความหวังที่มีชื่อว่าประเทศไทยไปสู่ดินแดนอีกฟากโลกอย่างอิตาลี โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเจอกับอะไรบ้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-135723" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20200305_193834.jpg 1344w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time</strong><br><strong>สู่สวรรค์ที่อยากทำอะไรก็ได้ทำและไม่มีใครต่ำกว่าใคร</strong></h3>



<p>เพราะเคยมาเยือนอิตาลีในฐานะนักท่องเที่ยวแล้วครั้งหนึ่ง การมาเยือนในครั้งนี้ของเธอจึงให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปในฐานะคนต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ ยังไม่นับความกังวลว่าครอบครัวของสามีจะให้การต้อนรับขับสู้เธอแบบไหนหรือต้องปรับตัวยังไง บทสนทนาหลังจากนี้จึงเป็นคล้ายการประมวลถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของนันธวรรณ์ในดินแดนแห่งนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความรู้สึกของก้าวแรกที่เหยียบอิตาลีครั้งที่สองในฐานะผู้มาอาศัยเป็นยังไง</h4>



<p>มันไม่เหมือนครั้งแรกที่น่าตื่นเต้น เพราะเรามีความประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะไปเจออะไร ครอบครัวเขาจะเป็นยังไง ยอมรับเราหรือเปล่า ก็กลัวๆ เพราะตอนที่มาอยู่คือปี 2542 ห่างจากตอนที่มาเที่ยวปี 2539 ประมาณ 3-4 ปี มุมมองของเราก็เปลี่ยนไป ตอนที่มาอิตาลีครั้งแรกเรายังไม่รู้อะไรเลย อินโนเซนต์ แต่ไม่กี่ปีต่อมาเรารู้แล้วว่าสายตาที่คนต่างชาติมองหญิงไทยเป็นยังไง ช่วงนั้นพัฒน์พงศ์ดังมากในหมู่ชาวต่างชาติ เราก็รู้สึกว่าเขาจะมองเราแบบนั้นหรือเปล่า กลัวเขาจะมองว่าเราเป็นแบบนั้น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135688" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/01gen07__-049.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ความประทับใจแรกของคุณกับครอบครัวของสามีเป็นยังไงบ้าง</h4>



<p>เราอยู่ที่เมืองเล็กๆ ใกล้เมืองฟลอเรนซ์ ในภาคกลาง ตอนนั้นสามียังอยู่กับพ่อแม่ เพราะคนอิตาเลียนถ้าเป็นผู้ชายยังไม่แต่งงานจะขึ้นชื่อว่าเป็นลูกแหง่ติดพ่อแม่ พอมาถึงบ้านเขาก็ปรากฏว่าเราโชคดีมาก ทุกคนค่อนข้างโอเคหมดเลย เขามีน้องสาวสองคนกับน้องชายอีกหนึ่งคน ซึ่งที่จริงน้องสาวไม่ค่อยไว้ใจเราเท่าไหร่ ทำนองว่ารู้จักกันแค่นิดเดียวก็มาอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ อันที่จริงไม่มีใครในครอบครัวเขาเชื่อมั่นว่าเราจะคบกันจริงจังยืดยาว แต่ด้วยความที่แม่เขารักลูกมาก ลูกว่ายังไงก็ตามนั้น ถึงจะยังหวั่นๆ คิดว่าเราจะยังไงกันนะก็ตาม</p>



<p>วันหนึ่งแม่เขาก็มากระซิบกับเราว่าลูกเขาเป็นคนดี อย่าทำอะไรลูกเขานะ (หัวเราะ) ส่วนพ่อเขาก็เป็นพ่อที่ดี ทำทุกอย่างเพื่อลูก ถือว่าเราโชคดีที่มาตกอยู่ในครอบครัวที่ดี ซึ่งทุกคนอาจไม่ได้เจอแบบนี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">พอต้องไปอยู่กับครอบครัวคนอิตาลี คุณเจอคัลเจอร์ช็อกหรือเรื่องที่ต้องปรับตัวมากๆ บ้างหรือเปล่า</h4>



<p>ไม่เชิงต้องปรับตัวมาก แค่นิสัยคนไทยกับคนยุโรปมันต่างกัน คนไทยเป็นคนไม่พูดอะไรตรงๆ ถ้าสมมุติมีคนมาถามว่าของชิ้นนี้เป็นยังไง ต่อให้น่าเกลียดเราก็จะไม่พูดว่าน่าเกลียดใช่ไหม แต่คนอิตาลีไม่ใช่แบบนั้น เขาจะตรงกว่าเราและพูดเสียงดัง แต่ถ้าคนไทยเสียงดังเราก็จะคิดว่าโมโหหรือเปล่า</p>



<p>ช่วงแรกเราร้องไห้บ่อยเหมือนกัน เพราะน้องสาวคนหนึ่งของสามีเป็นคนตรงมาก ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่ดีก็บอกไม่ดี เราเฮิร์ต ไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ปรับตัวยังไม่ค่อยได้ แล้วช่วงนั้นอิตาลียังไม่ค่อยยอมรับชาวต่างชาติ มีคนต่างชาติในอิตาลีน้อยโดยเฉพาะชาวเอเชีย ถ้าเป็นชาวเอเชียเขาจะมองว่าเป็นคนจีน ซึ่งคนอิตาลีสมัยนั้นจะค่อนข้างแบ่งแยกเชื้อชาติ อย่างไปซื้อของที่เคาน์เตอร์เขาจะพูดกับเราไม่ดีเท่ากับที่พูดกับคนในประเทศเขา เราก็จะมีความรู้สึกว่าถ้ายังอยู่ในประเทศไทยคงไม่ได้เจออะไรแบบนี้ แต่หลังๆ ไม่เป็นแบบตอนนั้นแล้ว อิตาลีเหมือนจะเปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้น ตอนนี้เขาเริ่มดูออกว่าใครเป็นคนไทยคนจีน ไม่เหมารวมแบบเมื่อก่อน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135693" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/04nov06_-068.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">จากสวรรค์ของเราตอนมาท่องเที่ยว พอต้องมาเป็นผู้อาศัยคุณเจอความไม่สวยงามของอิตาลีบ้างไหม</h4>



<p>ยังไม่เจออะไรที่ไม่สวยเลย จริงๆ คนอิตาลีเป็นคนไนซ์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุแถวบ้านนอก เขาจะคุยเก่ง อัธยาศัยดี ไม่ถือตัว ถ้ารับได้ว่าเขาเป็นคนโผงผาง พูดจาตรงไปตรงมาจะไม่มีปัญหา เราพูดตรงๆ เขาก็ไม่รู้สึกอะไร คิดว่ามันอยู่ที่ตัวเรามากกว่า เพราะเรามาจากสังคมไทยที่อ่อนน้อม เจอผู้ใหญ่จะไม่กล้าเถียง เพราะถ้าเถียงจะถูกมองว่าไม่มีสัมมาคารวะ เราติดนิสัยนั้นมา พอมาอยู่ที่นี่เราก็ค่ะๆ ได้ค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ เขาก็ไม่รู้เรื่อง ตอบแค่ได้ๆ มันไม่ได้ เขาดูไม่ออกว่าเราจะเอายังไง</p>



<p>แต่ที่ร้องไห้เพราะเราเป็นคนเซนซิทีฟมาก นิดหน่อยก็ร้อง สมมติทำอะไรแล้วเขาบอกไม่สวย เราก็จะน้อยใจ ตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยเจอว่าเวลาทำอะไรแล้วคนจะบอกว่าไม่สวย อย่างดีที่สุดเขาจะบอกทางอ้อม อีกอย่างเราติดมาว่าต้องมีสัมมาคารวะ โดยเฉพาะตอนทำงานกับผู้ใหญ่ที่สภาอุตสาหกรรม ต้องพูดขาเสียงอ่อนเสียงหวานไพเราะ พอมาอยู่ที่นี่เราต้องปรับเปลี่ยนการรับรู้ของเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading">แปลว่าคุณไม่เจอประสบการณ์แย่ๆ เกี่ยวกับอิตาลีเลยเหรอ</h4>



<p>(นิ่งคิด) เรื่องแย่ๆ ไม่มี ส่วนใหญ่จะเจอเรื่องคาดไม่ถึงในทางที่ดี อย่างตอนมาถึงครั้งแรกสามีก็เอาชื่อเราไปลงในสาธารณสุขได้รักษาฟรีทันที เป็นไข้ไม่สบายโทรบอกคุณหมอประจำบ้านก็มาตรวจถึงบ้าน มีผ่าไส้ติ่งก็เรียกรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาล ทุกอย่างฟรีหมดเลย มันเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงในสิ่งที่ดีมากกว่า อะไรแบบนี้มันหาไม่ได้ที่ไทย</p>



<p>จำได้ว่าตอนอยู่กับสามีใหม่ๆ จะชอบจ้ำจี้จ้ำไชว่าต้องเก็บเงินไว้นะ ประหยัด อย่าใช้ฟุ่มเฟือย เพราะตอนอยู่เมืองไทยคนไทยจะห่วงว่าเดี๋ยวตอนแก่หรือเจ็บป่วยจะไม่มีเงินรักษาพยาบาล&nbsp; ซึ่งสามีก็งงกับความคิดของเรา เขาบอกว่าที่นี่ไปโรงพยาบาลก็ไม่ต้องจ่ายเงิน แก่ไปก็ได้เงินบำเหน็จบำนาญจากรัฐ ไม่เห็นต้องกังวลอะไรขนาดนั้น แต่ที่ประเทศเรามันไม่ใช่ไง (หัวเราะ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135730" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4180-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วคุณทำงานหาเงินเลี้ยงชีพยังไง</h4>



<p>ตอนแรกที่มาอยู่ยังไม่ได้ทำอะไร ก็แปลหนังสือให้สำนักพิมพ์กับนิตยสารที่ไทย จนมีวันที่เราไปงานเลี้ยงของบริษัทสามีที่เป็นบริษัทไอที เจ้านายเขาก็ชวนเราไปทำงานด้วยเป็นฝ่ายกรอกข้อมูลในเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งเราพอทำได้ ก็เลยทำงานในบริษัทนั้นอยู่ 2-3 ปี และได้แปลหนังสือออกกับสำนักพิมพ์แพรวเยาวชนชื่อ ‘ตาผมเป็นต้นเชอร์รี่’ ระหว่างนั้นก็ตัดสินใจอยู่ว่าจะไปเรียนเป็นโปรแกรมเมอร์ดีไหมเพราะเราชอบและสนใจ แต่แล้ววันหนึ่งอาจารย์ที่เคยสอนเราเขาได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วก็ทักมาบอกเราว่าคุณควรทำสิ่งนี้นะ นี่คืองานของคุณ เราก็เลยคิดทบทวน</p>



<p>ตอนนั้นนอกจากงานไอทีที่ไม่ได้ทำเต็มตัว เราชอบปลูกผักปลูกต้นไม้ที่หลังบ้าน ทำแบบเอาจริงเอาจัง ค้นคว้าว่าผักนี้ใช้ปุ๋ยเท่าไหร่ ต้องปลูกยังไง ฝันว่าอยากมีฟาร์มออร์แกนิก ปลูกผักขาย ซึ่งที่จริงเราชอบทางนั้นมากกว่าไอทีด้วย เพราะเป็นงานที่ใช้มือทำแล้วมันสนุก เพลิน และเห็นผล</p>



<p>ทีนี้นอกจากครูที่ทักมา ยังมีคุณยายแถวบ้านที่จู่ๆ ก็ถามเราที่กำลังทำสวนอยู่ว่าเรียนจบอะไรมา พอตอบไปว่าเรียนจบอักษรฯ เขาก็พูดว่าน่าเสียดายนะ ซึ่งพอฟังแล้วเราก็กลับมาคิดกับตัวเองว่าหรือมันคงน่าเสียดายจริงๆ ถ้าจะไม่ทำงานด้านนี้ต่อ อีกอย่างมันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบข้างในคือเราอยู่อิตาลีแล้วชอบอิตาลีมาก ชอบตลอด รู้สึกรักประเทศนี้ รักคนอิตาลี เลยอยากทำความดีให้แผ่นดินที่อยู่ (หัวเราะ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-135735" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_5066-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เพราะอิตาลีให้ชีวิตคุณ คุณจึงอยากตอบแทน</h4>



<p>ใช่ รู้สึกว่าเรามีความสุข เพราะตั้งแต่เกิดจนอายุ 29 ปีที่ไทย เราคิดว่าความสุขไม่มีอยู่จริง แต่พอหลังจากผ่านช่วงช็อกช่วงแรกของที่นี่ได้ เรามีความสุข เลยอยากทำอะไรเพื่อตอบแทนบ้านที่เขาอุตส่าห์ต้อนรับเรา ทำให้ชีวิตเรามีความสุข ก็คิดว่าแปลงานวรรณกรรมดูเป็นการตอบแทนอิตาลีมากกว่าปลูกผักขาย อีกอย่างเราก็รักประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่ทำให้ตัวเราเป็นตัวเราขึ้นมาไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม คิดว่าถ้าทำงานแปลก็ตอบแทนได้ทั้งสองประเทศ</p>



<h4 class="wp-block-heading">นี่เลยเป็นที่มาของการที่คุณทำสำนักพิมพ์อ่านอิตาลีใช่ไหม</h4>



<p>ไม่เชิง ทีแรกจะแปลงานอย่างเดียว แต่ทีนี้เสนองานแปลไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ แล้วยากมากกว่าเขาจะรับ เขาจะรับงานที่แน่ใจว่าขายดีเท่านั้น หรือบางเล่มตอบรับนะแต่ให้รอไปอีก 4 ปี ก็เลยมาคิดๆ ว่าถ้ามันขอยากขนาดนี้ทำเองดีกว่าไหม</p>



<p>สรุปคืออ่านอิตาลีเกิดขึ้นเพราะต้องการพิมพ์งานที่เสนอสำนักพิมพ์อื่นแล้วไม่ผ่าน ก็เลยเอามาพิมพ์เอง เริ่มต้นด้วยเล่มเรื่อง <em>ตัวละครทั้งหกตามหานักประพันธ์ (Sei personaggi in cerca d’autore)</em> โดย Luigi Pirandello เพราะไม่ต้องซื้อลิขสิทธิ์ ส่วนเล่มอื่นๆ ก็พิมพ์เพราะมั่นใจว่าถ้าเสนอสำนักพิมพ์อื่นไปยังไงเขาก็ไม่รับแน่ๆ ซึ่งปรากฏว่าพอทำแล้วมันอยู่ได้ มีคนอ่าน แม้จะไม่ได้เงินกลับมาขนาดนั้น แต่มันก็มีเล่มที่ขายได้เยอะช่วยเล่มที่ขายไม่ค่อยได้ ก็เลยอยู่มาเรื่อยๆ และที่ได้มากกว่าเงินคือคนชอบ พอมีคนอ่านชอบเราก็รู้สึกว่ามันมีคนชอบนะแต่แค่ไม่มีคนทำออกไปเท่านั้นเอง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199338885_4278324072190320_417185611656143956_n.jpg" alt="" class="wp-image-135848" width="594" height="720" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199338885_4278324072190320_417185611656143956_n.jpg 792w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199338885_4278324072190320_417185611656143956_n-248x300.jpg 248w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199338885_4278324072190320_417185611656143956_n-768x931.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/199338885_4278324072190320_417185611656143956_n-600x727.jpg 600w" sizes="(max-width: 594px) 100vw, 594px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">พอบอกได้ไหมว่าอะไรคือความแตกต่างของวรรณกรรมไทยกับวรรณกรรมอิตาลีสำหรับคุณ</h4>



<p>เราซื้อวรรณกรรมไทยมาอ่านเยอะเหมือนกันนะ แต่อ่านไม่ค่อยจบ ถ้าจะเอาให้จบต้องใช้ความพยายามระดับหนึ่ง เพราะมันไม่ดึงดูด พล็อตส่วนใหญ่เหมือนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว กับค่านิยมเดิมๆ ชุดความคิดเดิมๆ ประเด็นเดิมๆ เปรียบเทียบกับวรรณกรรมอิตาลีจะค่อนข้างแตกต่าง เช่นถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง อาจมีนักเขียนหลายคนเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงนั้น แต่ว่าแต่ละคนจะเขียนด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน เขาใส่เรื่องของปัจเจกลงไปในบริบททางประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจมาก</p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากอยู่ไทยและอิตาลีมาอย่างละครึ่งชีวิต คุณมองเห็นคุณภาพชีวิตประชากรของสองดินแดนนี้ต่างกันยังไง</h4>



<p>ถ้าเป็นช่วงโควิด-19 ด้วยความที่เราไม่ได้ออกจากบ้านเท่าไหร่ก็เลยไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่ก็มีผู้ประกอบที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลเขาให้เงินช่วยเหลือ อีกอย่างพื้นฐานคุณภาพชีวิตคนอิตาลีก็ไม่ถึงกับหาเช้ากินค่ำแบบที่ไทย คนไทยถ้าหาเงินไม่ได้คือไม่รู้จะกินอะไรเลย แต่มาตรฐานชีวิตคนที่นี่มันไม่ใช่แบบนั้น ถึงได้รับผลกระทบแต่ก็ได้รับการซัพพอร์ตจากรัฐบาล ประชาชนก็บ่นก็ด่ากันนะแต่ไม่ถึงขั้นสิ้นหวังมาก</p>



<p>ถ้าสมมติมีการแจ้งว่าพรุ่งนี้แถวไหนจะโซนแดง วันนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตของแถวนั้นคนจะแน่น เพราะคนกลัวไม่มีอะไรกิน นั่นแปลว่าเขามีเงินจับจ่ายใช้สอย จริงอยู่ว่าคนไทยก็แห่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตเหมือนกันแต่มันเป็นแค่คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มีเงินไปได้ ซึ่งจะมีคนอีกกลุ่มที่ไปไม่ได้ แต่ที่นี่ส่วนใหญ่ก็ไปซื้อของมากักตุนได้ เพราะฐานะความเป็นอยู่ก็ใกล้เคียงกัน</p>



<p>เราเคยได้ยินคนพูดว่าคนไทยที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศจะได้เป็นพลเมืองชั้นสอง แต่สำหรับอิตาลีเราไม่รู้สึกแบบนั้น เพราะคนเท่ากันทุกคนจริงๆ ตอนกลับไทยต่างหากที่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพลเมืองชั้นสองหรือสามสี่ด้วยซ้ำ เพราะสังคมเราแบ่งแยกชัดเจนมากว่าใครคือชนชั้นหนึ่ง แล้วชนชั้นต่อมาคือไฮโซ จากนั้นคือระดับคนรวย คนทำงานออฟฟิศ แล้วค่อยคนหาเช้ากินค่ำ มันแตกต่างชัดเจน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135717" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20180512_105635.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>อย่างที่อิตาลีถ้าอยู่นอกเมืองรถเมล์จะมีน้อย ไม่เหมือนกรุงโรมหรือมิลานที่ขนส่งสาธารณะทั่วถึง ทุกบ้านจึงต้องมีรถเอง คันเดียวบ้างสองสามคันบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้รถธรรมดาๆ กันหมด คันเล็กๆ ขับขี่สะดวก จริงอยู่ว่าถึงจะมีรถคันโตๆ บ้าง แต่มันไม่เหมือนเวลาอยู่ไทยที่เห็นว่าคนนั้นใช้รถเบนซ์คันเบอเริ่ม เป็นความต้องการที่จะมีที่ทางเรียกความนับถือ เพราะคนไทยชอบซื้อรถหรูๆ เพื่อบอกระดับของตัวเอง แต่ที่นี่เขาไม่ได้สนใจวัดค่ากันที่รถขนาดนั้น เขาจะสนใจที่ทำงานแล้วได้ไปเที่ยวมากกว่า</p>



<p>ในฐานะที่เราเป็นเด็กบ้านนอก ชนชั้นรากหญ้ามาก่อน เราจะเห็นชัดมากเวลากลับเมืองไทย ตอนอยู่กรุงเทพฯ เรารู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองมากกว่าตอนอยู่ต่างประเทศอีกนะ แต่สำหรับคนรวยถ้ามาต่างประเทศเขาอาจรู้สึกว่าตัวเองเป็นพลเมืองชั้นสองก็ได้เพราะเขาเคยเป็นพลเมืองชั้นหนึ่งในไทยมาก่อน พอมาอยู่ที่นี่ก็เป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีคนมารับใช้ก้มหัว ต่อให้มีเงินจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดหรือทำกับข้าวให้ แต่สถานะเขาก็เท่ากับเรา คนทุกคนที่นี่มันเท่ากัน มีแค่อาชีพที่ต่างกันแต่ไม่มีสถานะสูงส่ง-ต่ำกว่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135755" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/venezia_-147.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">สุดท้ายนี้คุณคิดถึงประเทศไทยบ้างไหม อยากกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่หรือเปล่า</h4>



<p>เราคิดถึงตลาดโต้รุ่ง โจ๊กโต้รุ่ง ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเรือ อะไรพวกนี้มากกว่า สรุปคือคิดถึงอาหารไทย (หัวเราะ) จริงๆ คนไทยที่มาอยู่ต่างประเทศยังไงๆ ก็น่าจะมีความรู้สึกว่าเราเป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่คนประเทศเขา ต่อให้อยู่นานลึกๆ เราก็รู้สึกว่าเรายังเป็นต่างชาติ เดินไปไหนก็จะไม่เหมือนเดินกลางตลาดหรือตรอกซอกซอยในเมืองไทยที่กลมกลืนไปกับสิ่งรอบกาย เพราะนั่นคือบ้านของเรา คุณยายที่เดินสวนกันจะมีสายสัมพันธ์ที่เรา belong to แต่ที่นี่ไม่ใช่ ถึงจะอยู่ดีสุขสบาย เราก็ยังเป็นต่างชาติอยู่ดี</p>



<p>ที่จริงเราอยากกลับไปอยู่บ้าน ท่ามกลางสิ่งที่เรา belong to นะ เพราะพออยู่ต่างประเทศนานๆ เราจะรู้สึกถวิลหาบ้านเกิด เคยคิดเหมือนกันว่าอยากกลับไปอยู่เมืองไทย อยากปลูกบ้านหลังเล็กๆ ท่ามกลางคนไทย ตื่นขึ้นมาถามคุณยายข้างบ้านว่าวันนี้แกงอะไร เพราะถึงจะไม่รู้จักกันแต่เราก็ไม่รู้สึกว่าอีกฝั่งเป็นคนแปลกหน้า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135731" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_4215-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>แต่พอได้กลับไทยเมื่อปีที่แล้ว เราไปเห็นสิ่งที่ไม่ได้ฝัน เห็นกรุงเทพฯ ที่มีแต่สิ่งก่อสร้างผุดขึ้นๆ และที่กำลังก่อสร้างอยู่ เห็นห้างใหญ่โตความหรูหรา แต่ขณะเดียวกันพอเดินเข้าไปในตรอกซอกซอยจะเห็นความสกปรก ความแออัด น้ำคลองที่เหม็นจนคนข้างๆ ต้องปิดจมูก เห็นบ้านเรือนใต้ทางด่วนที่ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่กันได้ยังไง เรารู้สึกหดหู่และสงสาร ความรู้สึกที่เห็นมันกระทบเรา ต่อให้มีเงิน ไปอยู่ในหมู่บ้านที่ดี แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพฯ มีมุมนี้ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันทำให้เราเปลี่ยนใจ ทำให้รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติแม้ว่าเราจะวาดฝันไว้ ตัดสินใจแล้วว่าอย่าดีกว่า อยู่ที่ที่เราอยู่ดีกว่า ถ้าคิดถึงก็กลับไปเที่ยวให้หายคิดถึง แล้วกลับมาอยู่ในที่ที่เราอยู่</p>



<p>เพราะมันมีความเสถียรในวิถีชีวิต ชีวิตเราไม่ได้ไปแขวนกับอะไรสักอย่าง ตอนกลับไทยก็ถามพี่ที่รู้จักว่าถ้าไม่สบายจะไปที่ไหน พี่เขาก็ตอบว่าไปโรงพยาบาลใกล้ๆ แต่ด้วยความที่เราอยู่ที่อิตาลีจนชิน ถ้าไม่สบายอย่างเป็นไข้สูง ลุกจากเตียงไม่ขึ้น ก็โทรศัพท์เรียกหมอประจำบ้านมาตรวจถึงบ้านได้ มันสะดวกและชัวร์มากว่าจะถึงมือหมอในเวลารวดเร็ว เพราะรถไม่ติดในนอกเมือง แต่ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในเมืองเวลารถพยาบาลผ่านถนนก็เปิดให้อยู่ดี ซึ่งในกรุงเทพฯ ต่อให้รถพยาบาลเปิดหวอดังแค่ไหนเราก็ยังไม่แน่ใจว่าถนนจะเปิดให้ไหม เพราะรถมันมากขนาดนั้น จะไปถึงทันหรือเปล่า ชีวิตมันหมิ่นเหม่ไปหมด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="498" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-1024x498.jpg" alt="" class="wp-image-135726" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-1024x498.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-300x146.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-768x373.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-1536x747.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-2048x996.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/20210611_102834-600x292.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Good to Declare</strong></h3>



<p>เพราะการไปใช้ชีวิตไม่ใช่แค่การไปท่องเที่ยวไม่นานก็กลับ ทุกอย่างย่อมมีความคาดหวังและความเป็นจริงที่ไม่ตรงกัน เราจึงชวนนันธวรรณ์มาให้คำแนะนำการใช้ชีวิตในอิตาลีแก่ผู้ที่สนใจ</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับอิตาลี</h4>



<p>เคยได้ยินคนบอกว่าอิตาลีเป็นประเทศโลกที่สาม จริงๆ แล้วอิตาลีแค่เป็นประเทศอนุรักษนิยมในแง่เทคโนโลยีมากกว่า เพราะกว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาได้มันไม่เหมือนประเทศไทย ที่อิตาลีช้ามากกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละอย่าง กว่าจะสร้างอะไรสักอย่างได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่ไทยถ้าจะเปิดร้านที่ไหนก็ทำได้ใช่ไหม แต่ที่นี่ต้องดูก่อนว่าจะไปทำลายวิวทิวทัศน์อะไรหรือเปล่า กว่าจะสร้างบ้าน ต่อเติมระเบียงได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องขออนุญาตก่อน เขาค่อนข้างอนุรักษนิยมเพราะอยากรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างตึกรามบ้านช่องเก่าๆ อย่างที่มิลานขยายเมืองไปรวดเร็วก็จริงแต่เขาจะไม่ขยายเมืองในส่วนเมืองเก่า เพราะมีโบราณวัตถุและโบสถ์มากมาย เขาจะคงไว้มากกว่า</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่อิตาลี</h4>



<p>คนอิตาลีไม่พูดภาษาอังกฤษ นอกจากจะไปทำงานในออฟฟิศฝั่งเมืองหลวงอย่างกรุงโรมกับมิลาน แต่สุดท้ายต่อให้ออกมาซื้อของและอาหารกินก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษอยู่ดี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-1024x768.jpg" alt="อิตาลี" class="wp-image-135706" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/26aug05_-022.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">อิตาลีเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของคุณไปบ้าง</h4>



<p>ทำให้เป็นคนขี้เกียจเพราะอยู่สบาย ตื่นเช้ามาเปิดหน้าต่างสูดอากาศสดชื่น ไม่ต้องรีบร้อน (หัวเราะ) อิตาลีทำให้ความอดทนเราน้อยลง เพราะเมื่อก่อนต้องอดทนกับรถติดในกรุงเทพฯ กับระบบราชการที่ชักช้าและปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นอะไรไม่รู้ แต่มาอยู่ที่นี่เราจะไม่มีความอดทนแบบนั้น ถ้าเขาปฏิบัติต่อเราไม่ดีเราจะโวยวาย จะแสดงออกมากขึ้น มีปฏิกิริยาโต้ตอบมากขึ้น เก็บไว้น้อยลง ไม่หวานอมขมกลืน ทำให้เชื่อมั่น เคารพ และเห็นค่าในตัวเองมากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าอิตาลีเหมาะกับคนแบบไหน</h4>



<p>คนที่เป็นศิลปิน มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการหาแรงบันดาลใจและความสงบ ไม่ได้มาเพื่อหวังว่าจะทะเยอทะยาน ก้าวหน้าทางอาชีพ เพราะอิตาลีไม่น่ามีอะไรให้สำหรับคนที่อยากแข่งขัน คนส่วนใหญ่เรียนใกล้บ้าน ไม่ได้สอบแข่งขันตั้งแต่อนุบาล การแข่งขันน้อยมากจนทำให้คนขี้เกียจ นักเรียนไปโรงเรียนเช้าถึงบ่าย ไม่มีเรียนพิเศษ ไม่ต้องทะเยอทะยานแข่งกันเข้าโรงเรียนดีๆ ที่นี่ไม่ค่อยส่งเสริมคนที่อยากพัฒนาตัวเองในด้านนี้ ต่างจากคนเยอรมัน อย่างครูอิตาลีจะพาเด็กไปชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ที่เยอรมันจะสนุกกว่า เขาจะส่งเสริมทางเทคโนโลยี มีความอยากคิดค้น ดังนั้นคนอิตาลีที่อยากเก่งจะไปเรียนต่างประเทศ</p>



<h4 class="wp-block-heading">สิ่งที่เจอในอิตาลีและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง</h4>



<p>ย้อนไปถึงความวิตกกังวลแรกตอนมาถึงที่นี่คือ อยากให้คนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทุกคน ไม่ต้องวิตกกังวลว่าป่วยแล้วไปรักษาที่ไหน ต้องเก็บเงินมากมายเท่าไหร่ถึงจะรักษาโรคที่ตัวเองเป็นได้ ถ้ามีสวัสดิการตรงนี้มันจะทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยอยู่อย่างสบายใจมากขึ้น เพราะถึงเจ็บป่วยขึ้นมาไม่มีเงิน รัฐก็ยังช่วยเรา พอสบายใจด้านนี้เราจะหมดกังวลไปเรื่องหนึ่งแล้วจะคิดสร้างสรรค์จินตนาการได้เยอะแยะมากมาย คนจะอยากทำอาชีพอื่น ไม่ต้องอยากเป็นหมอทุกคน ใครอยากทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอนาคตไหม</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ติดตามวรรณกรรมแปลของอ่านอิตาลีได้ที่<a href="https://www.facebook.com/ReadingItaly" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> อ่านอิตาลี</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-nan/">ชีวิตในอิตาลีของ นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ ดินแดนที่เห็นค่าศิลปะและทำให้เธอทำงานหนังสือ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตในอเมริกาของ นิ้ง ชลลดา ดินแดนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของเสียงตัวเอง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-ning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[สุดารัตน์ พรมสีใหม่]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Jun 2021 11:22:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[University of Pennsylvania]]></category>
		<category><![CDATA[Boston University]]></category>
		<category><![CDATA[นิ้ง–ดร. ชลลดา จารุกิติสกุล]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[Brown University]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134958</guid>

					<description><![CDATA[<p>นิ้ง ชลลดา ฌอง ฌากส์ รุสโซ เคยกล่าวไว้ว่าถ้าอยากรู้ว่าระบบปกครองประเทศนั้นดีแค่ไหนให้ดูที่วิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชากร อย่าวัดผลที่ตัวผู้นำ เราหวนนึกถึงคำกล่าวนั้นของรุสโซในระหว่างที่สนทนากับนิ้ง–ดร. ชลลดา จารุกิติสกุล ถึงความเป็นอยู่ของเธอในสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่ทำให้เธอได้รับรู้ว่าเสียงตัวเองมีค่า&#160; จากบัณฑิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เรียนจบและมุ่งหน้าทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ของนิตยสารหัวหนึ่ง เมื่อมองไม่เห็นว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นได้ยังไง จึงหวนนึกถึงความฝันที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เด็ก&#160; แต่ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เมื่อพ่อและแม่อยากให้นิ้งกลับมาสานต่อกิจการร้านขายของของครอบครัวมากกว่า&#160; เธอจึงต้องพยายามศึกษาทุกวิถีทางเพื่อพาตัวเองไปเหยียบดินแดนแห่งเสรีภาพ และตามหาโอกาสในการลืมตาอ้าปากให้ชีวิต จนกระทั่งได้เข้าศึกษาด้านจิตวิทยาอย่างหวัง โดยเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และปริญญาเอกมหาวิทยาลัยบอสตัน ก่อนจะเดินหน้าทำงานเป็นนักจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยบราวน์ หนึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยไอวีลีกหรือสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างที่เราอธิบายมาเพียงไม่กี่บรรทัด เพราะยังมีเรื่องราวเบื้องหลังตลอด 10 ปีของการอยู่ในอเมริกาที่นิ้งมีราคาต้องจ่ายเพื่อให้ได้เรียนและทำงานนอกบ้านเกิด &#160;และนี่คือตอนที่ 3 ของซีรีส์ One Way Ticket ที่จะพาไปสำรวจชีวิตของคนที่ตัดสินใจไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม Departure Timeความฝันของคนที่เชื่อว่าการศึกษาในต่างประเทศทำให้เสียงของตัวเองดังขึ้นได้ การพาตัวเองไปเรียนหนังสือในดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างสหรัฐอเมริกา คือความฝันของนิ้งตั้งแต่จำความได้ เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้ตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่เราเริ่มสนทนากัน “ด้วยความที่สมัยเรายังเด็กไม่มีสื่อมาก เวลาดูละคร เห็นตัวละครเดินทางกลับมาจากเมืองนอก สวยๆ เราอยากเป็นคนคนนั้น ก็คิดว่าวันหนึ่งฉันต้องทำให้ได้&#160; “อีกอย่างคือเราเป็นเด็กชนชั้นกลาง เรียนโรงเรียนต่างจังหวัด เราจึงเชื่อว่าการศึกษาสามารถเลื่อนระดับชนชั้นของเราได้ ถ้าจบมามีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้ามันน่าจะทำให้เสียงของเรามีคนฟังมากขึ้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-ning/">ชีวิตในอเมริกาของ นิ้ง ชลลดา ดินแดนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของเสียงตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p style="display: none;">นิ้ง ชลลดา</p>



<p>ฌอง ฌากส์ รุสโซ เคยกล่าวไว้ว่าถ้าอยากรู้ว่าระบบปกครองประเทศนั้นดีแค่ไหนให้ดูที่วิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชากร อย่าวัดผลที่ตัวผู้นำ</p>



<p>เราหวนนึกถึงคำกล่าวนั้นของรุสโซในระหว่างที่สนทนากับนิ้ง–ดร. ชลลดา จารุกิติสกุล ถึงความเป็นอยู่ของเธอในสหรัฐอเมริกา สถานที่ที่ทำให้เธอได้รับรู้ว่าเสียงตัวเองมีค่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="767" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628-1024x767.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134970" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628-1024x767.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628-768x575.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628-600x449.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19DB4480-D9EE-431E-9166-2363357CF628.jpg 1478w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>จากบัณฑิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เรียนจบและมุ่งหน้าทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ของนิตยสารหัวหนึ่ง เมื่อมองไม่เห็นว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นได้ยังไง จึงหวนนึกถึงความฝันที่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เด็ก&nbsp;</p>



<p>แต่ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างทุลักทุเล เมื่อพ่อและแม่อยากให้นิ้งกลับมาสานต่อกิจการร้านขายของของครอบครัวมากกว่า&nbsp;</p>



<p>เธอจึงต้องพยายามศึกษาทุกวิถีทางเพื่อพาตัวเองไปเหยียบดินแดนแห่งเสรีภาพ และตามหาโอกาสในการลืมตาอ้าปากให้ชีวิต จนกระทั่งได้เข้าศึกษาด้านจิตวิทยาอย่างหวัง โดยเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และปริญญาเอกมหาวิทยาลัยบอสตัน ก่อนจะเดินหน้าทำงานเป็นนักจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยบราวน์ หนึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยไอวีลีกหรือสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงในอเมริกา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="960" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134991" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1898-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<p>ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างที่เราอธิบายมาเพียงไม่กี่บรรทัด เพราะยังมีเรื่องราวเบื้องหลังตลอด 10 ปีของการอยู่ในอเมริกาที่นิ้งมีราคาต้องจ่ายเพื่อให้ได้เรียนและทำงานนอกบ้านเกิด</p>



<p>&nbsp;และนี่คือตอนที่ 3 ของซีรีส์ <a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">One Way Ticket</a> ที่จะพาไปสำรวจชีวิตของคนที่ตัดสินใจไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-1024x1024.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134973" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/DD5CA165-85F7-40D3-BD6F-D33DD2B3CFB1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time</strong><br><strong>ความฝันของคนที่เชื่อว่าการศึกษาในต่างประเท</strong>ศ<strong>ทำให้เสียงของตัวเองดังขึ้นได้</strong></h3>



<p>การพาตัวเองไปเรียนหนังสือในดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างสหรัฐอเมริกา คือความฝันของนิ้งตั้งแต่จำความได้ เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้ตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่เราเริ่มสนทนากัน</p>



<p>“ด้วยความที่สมัยเรายังเด็กไม่มีสื่อมาก เวลาดูละคร เห็นตัวละครเดินทางกลับมาจากเมืองนอก สวยๆ เราอยากเป็นคนคนนั้น ก็คิดว่าวันหนึ่งฉันต้องทำให้ได้&nbsp;</p>



<p>“อีกอย่างคือเราเป็นเด็กชนชั้นกลาง เรียนโรงเรียนต่างจังหวัด เราจึงเชื่อว่าการศึกษาสามารถเลื่อนระดับชนชั้นของเราได้ ถ้าจบมามีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้ามันน่าจะทำให้เสียงของเรามีคนฟังมากขึ้น ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในการแสดงความคิดเห็นและพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มา”</p>



<p>ตอนแรกนิ้งไม่มั่นใจว่าความฝันของตัวเองจะเป็นจริงได้ยังไง เพราะที่บ้านไม่เคยมีใครไปเรียนต่อเมืองนอกมาก่อน&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="540" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1873.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134987" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1873.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1873-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1873-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>“บ้านเราเป็นครอบครัวคนไทย-จีนชนชั้นกลาง เปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างเล็กๆ อยู่จังหวัดตรัง พ่อไม่ได้จบมหาวิทยาลัย แม่เรียนจบรามฯ เราก็ไม่รู้ว่าการไปเรียนเมืองนอกมันเป็นไปได้หรือเปล่า ตอนแรกเราลงเรียนบัญชีที่ธรรมศาสตร์ตามคำแนะนำที่เขาอยากให้กลับมาดูแลกิจการต่อ แต่สุดท้ายก็ซิ่วไปนิเทศฯ จุฬาฯ เพราะเราไม่ชอบเรียนวิชาบัญชี เลยพยายามค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ เราเลยลองเลือกเรียนนิเทศฯ ไปก่อน”&nbsp;</p>



<p>หลังจากเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ นิ้งทำงานกราฟิกดีไซน์อยู่ที่นิตยสารแห่งหนึ่ง ชีวิตที่ต้องทำงานดึกดื่นข้ามคืน แต่ได้เงินเดือน 15,000&nbsp; ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพอย่างที่ควร ทำให้นิ้งหวนกลับไปนึกถึงความฝันในการเรียนต่อต่างประเทศอีกครั้ง</p>



<p>“ทีแรกความฝันมันมอดไปแล้วตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเราได้ไปเห็นความจริงของชีวิต เห็นความแตกต่างทางชนชั้น และเริ่มรู้สึกว่าการไปเรียนเมืองนอกไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับเรา เพราะที่บ้านก็ไม่มีเงิน จนกระทั่งทำงานได้สักพัก เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะทำงานอย่างนี้ไปตลอดชีวิตเหรอ เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร อายุของเราก็มากขึ้น เวลาผ่านไปทุกวัน”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="525" height="394" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1749.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134974" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1749.jpg 525w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1749-300x225.jpg 300w" sizes="(max-width: 525px) 100vw, 525px" /></figure></div>



<p>นิ้งจึงตัดสินใจวางแผนเพื่อออกเดินทาง โดยเธอตั้งเป้าหมายไว้ว่าใน 3 ปีจะต้องได้ทำตามฝันสำเร็จ เริ่มจากลาออกจากงานประจำเพื่อมาเป็นฟรีแลนซ์ เก็บเงินไปเรียนภาษา สมัครทุนที่เหมาะกับตัวเอง ในขณะที่ต้องพยายามคุยกับคนในครอบครัวไปด้วย</p>



<p>“แม่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง คะยั้นคะยอให้กลับไปช่วยงานที่บ้าน เราก็บอกว่าขอไปเรียนก่อน ขอเรียนโท 2 ปีนะ เขาก็ยังไม่ให้ เราเลยไม่พูด ดื้อเงียบ เพราะมันไม่มีประโยชน์ ยังไงเขาก็ไม่อยากให้เราไปอยู่ดี”&nbsp;</p>



<p>จนวันหนึ่งที่เธอได้รับจดหมายตอบกลับจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียให้เข้าศึกษาปริญญาโทด้านจิตวิทยาตามที่นิ้งตั้งเป้าหมายไว้ เพราะเธออยากเรียนในสิ่งที่ทำให้เข้าใจตัวเองและได้เอาประโยชน์มาช่วยเหลือคนอื่น ความดีใจทำให้เธอรีบไปบอกเรื่องราวทั้งหมดกับที่บ้านทันที</p>



<p>“จริงๆ จำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่ชัดเจน แต่ตอนได้รับจดหมายตอบรับคือดีใจมาก และอยากบอกข่าวนี้ให้ที่บ้านรู้ว่าเราทำได้แล้วนะ ซึ่งก็เหมือนกับว่าเรามัดมือชกเขา (หัวเราะ) แต่ ณ ช่วงเวลานั้น แม้ว่าพ่อและแม่จะไม่อยากให้เราไปมากแค่ไหน แต่ลึกๆ เราก็รู้สึกและสัมผัสได้ว่าเขาดีใจกับความสำเร็จก้าวแรกนี้ของเราจริงๆ</p>



<p>“สิ่งที่เกิดขึ้นคือทุกคนรีบระดมเงินมาช่วยกันเพื่อส่งให้เราไปเรียนปริญญาโทให้ได้”&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="767" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900-1024x767.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134993" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900-1024x767.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900-768x575.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900-600x449.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1900.jpg 1478w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time</strong><br><strong>เท้าแตะผืนแผ่นดินที่รู้ว่าเสียงของเรามีคุณค่า</strong></h3>



<p>หลังจากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าเธอสามารถพาตัวเองมาเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาได้แล้ว นิ้งได้เจอกับเรื่องราวและประสบการณ์อะไรบ้างในระยะเวลา 10 ปีที่เธอเรียนและทำงานในอเมริกา ให้คำตอบของเธอต่อไปนี้ช่วยไขข้อสงสัยของเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading">จำความรู้สึกของก้าวแรกที่แตะพื้นแผ่นดินอเมริกาได้ไหม</h4>



<p>โอ้มายก็อด ใช่เลย (หัวเราะ) ยังจำความรู้สึกแรกที่เหยียบแผ่นดินอเมริกาตรงตรวจคนเข้าเมืองได้เลย เรานึกถึงอเมริกันดรีม มันเป็นความรู้สึกที่เกินจริงมากๆ ฉันมาถึงแล้ว และกำลังเริ่มต้นทำตามความฝันให้เป็นจริง</p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่วงแรกที่มาอยู่มันเป็นแบบที่คิดไว้ตอนแรกไหม</h4>



<p>ไม่ (หัวเราะ) มันก็มีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามคาดและคาดไม่ถึงผสมกัน ก่อนหน้านี้เรามีความ idealize หรือ romanticize ความเป็นต่างประเทศ เราวาดภาพไว้ว่าการมาอเมริกาคือฉันจะได้ผจญภัย ฉันจะได้มาต่อสู้เพื่อลำแข้งตัวเอง ฉะนั้นฉันจะหาเพื่อนฝรั่ง ฉันจะได้พูดภาษาอังกฤษ&nbsp;</p>



<p>แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็คือประเทศประเทศหนึ่ง (หัวเราะ) มีด้านมืดและด้านสว่าง เช่น การมีเพื่อนเป็นฝรั่ง มันก็แล้วแต่ดวงด้วยว่าเราจะเจอคนแบบไหน ไม่ได้อยากเหมารวมว่าทุกคนเป็นแบบนี้นะ แต่การจะหาฝรั่งที่มีบุคลิก การมองโลก และการใช้ชีวิตคล้ายๆ กับเราก็ค่อนข้างยาก แล้วคนนั้นก็ต้องมีความตระหนักเรื่อง racism พอสมควร เราถึงจะรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วย เพราะจริงๆ แล้วที่นี่ก็ยังมีเรื่องการแบ่งแยกและเหยียดสีผิวอยู่ค่อนข้างมาก</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1869-768x1024.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134985" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1869-768x1025.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1869-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1869-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1869.jpg 850w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงของคุณเป็นยังไง ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย</h4>



<p>ช่วงฝึกงานเราจะต้องไปเจอคนไข้ แล้วที่ปรึกษาของเราจะมาดูเพื่อให้คะแนน ซึ่งบางครั้งก็เกิดเหตุการณ์ที่คนไข้ขอเปลี่ยนตัวเรา บางคนไม่บอกว่าเพราะอะไร แต่บางคนบอกตรงๆ เลยว่า “Because you’re asian.” หรือ “Because of your accent.”</p>



<p>เราร้องไห้หนักมาก เพราะมันไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว และเราก็กังวลด้วยว่าที่ปรึกษาจะประเมินให้เราไม่ผ่านหรือเปล่า เราจะเป็นนักจิตวิทยาได้ไหม จะมีใครมาหาฉันหรือเปล่า ลามไปถึงการตั้งคำถามกับตัวเองว่าฉันผิดตรงไหน ฉันไม่เก่งหรือเปล่า&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-1024x1024.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134969" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/5B2FE5CB-3707-4D68-87B8-4B4574E89BC8-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วคุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง</h4>



<p>โชคดีมากที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยช่วยเหลือ คือเขาเป็นคนขาวที่ตระหนักในประเด็น racism เขาจึงเข้าใจเรา บางเคสที่คนไข้ขอเปลี่ยนตัว เขาไม่ให้เปลี่ยนเลย เพราะเขาเชื่อในตัวเรา&nbsp;</p>



<p>เขาบอกว่า เรายังมี internalized racism อยู่ นั่นคือการเหยียดไม่ได้เกิดจากแค่เขาเหยียดเรา แต่เราก็ยังรับเอาทัศนคติของคนอื่นมากดตัวเองไปด้วย เราจึงคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ คิดว่าตัวเองด้อยกว่าคนขาว และรู้สึกกลัวไปหมด จนไม่กล้าให้คำปรึกษาและบำบัดคนขาวอยู่ช่วงหนึ่งเลย</p>



<p>ที่ปรึกษาของเราบอกว่าถ้ายิ่งกลัว ก็ยิ่งต้องเจอ เอาชนะความกลัวในใจ แล้วให้เอาชนะ internalized racism ให้ได้ ตอนนั้นเขาฟีดแบ็กกับเราเลยว่า ตอนให้คำปรึกษาเรานั่งห่อไหล่เพราะความกลัว ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อความมั่นใจ เริ่มจากนั่งตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง มันจะรู้สึกถึงพลัง แรกๆ มันอาจจะยังมีความกลัวอยู่ แต่สักพักจะชิน&nbsp;</p>



<p>พอเปลี่ยนแปลงข้างนอกแล้ว มันทำให้เรารู้สึกถึงข้างในว่าเสียงเรามันดังนะ เราเชื่อในตัวเองมากขึ้น แล้วเราก็ค่อยๆ ก้าวข้ามผ่านความกลัวมาจากการเจอเคสที่หลากหลาย เหมือนเราได้รับข้อมูลใหม่ เพราะถ้ากลัว ไม่ยอมไปไหน ข้อมูลมันก็จะวนลูปเดิม</p>



<p>ซึ่งเราว่าการมาเรียนหรือมาทำงานที่เมืองนอก สิ่งสำคัญคือเราต้องมีคนที่เคียงข้างเรา เขาอาจจะเป็นแม่ พ่อ น้องสาว ป้า หรือคนที่อยู่ที่นี่ ต้องมีสักคนที่สามารถอยู่เคียงข้างเราได้แหละ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="765" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-1024x765.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134986" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-1024x765.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-300x224.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-768x573.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-1536x1147.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871-600x448.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1871.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณคิดยังไงกับการที่บางคนบอกว่า ไปอยู่อเมริกาเราก็เป็นได้แค่พลเมืองชั้นสองที่ถูกกีดกันจากคนอเมริกัน<strong>&nbsp;</strong></h4>



<p>ถูกในเรื่องที่ว่าเราเป็นพลเมืองชั้นสอง จริงๆ อาจจะเป็นชั้นสามด้วยซ้ำ ทุกสังคมมันมีความไม่เท่าเทียมหรือความไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว เราว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก</p>



<p>แต่ด้วยระบบของอเมริกา แม้ว่าเราเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่เราสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้เท่ากับคนอเมริกันทุกคน ตัวอย่างเช่น การฉีดวัคซีนในช่วงโควิด-19 เรานับเป็นกลุ่มแรกที่ต้องได้ฉีดพร้อมหมอคนอเมริกันตั้งแต่กุมภาฯ แล้ว เพราะต้องเจอกับคนไข้ การได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องหรือทรัพยากรที่ดีเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะ นึกภาพว่าถ้าเราอยู่ไทย เป็นพลเมืองไทยก็จริง แต่การเข้าถึงทรัพยากรของเราเท่ากันไหม&nbsp;</p>



<p>โอเคว่าปัญหาด้านทัศนคติของคนอเมริกันบางคนยังมี แต่ส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญคือ เราต้องมองให้ดีว่าเราจะไปอยู่จุดไหนของสังคมด้วย เพราะเราอาจจะต้องเลือกที่ที่เขาให้ความสำคัญและตระหนักรู้เรื่องเหยียดเชื้อชาติ เหยียดสีผิว เวลาเราเลือกที่ทำงาน เลือกที่อยู่ เราต้องรู้สึกปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาเราโชคดีที่อยู่ในสังคมที่คนขาวตระหนักเรื่อง racism ซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่าเสียงของเรามีค่า</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1868.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134984" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1868.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1868-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1868-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1868-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แต่เมื่อต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาติโดยตรง มันทำให้คุณอยากกลับบ้านไหม&nbsp;</h4>



<p>ตอนฝึกงานเราคิด จริงๆ ก็มีหลายครั้งที่คิดว่าอยากกลับบ้าน เพราะครอบครัวก็อยู่ที่นู่น เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากเอาความรู้ไปพัฒนาบ้านเมือง ช่วยเหลือคนอื่น แต่ช่วงเวลานี้เราก็เริ่มกลับมาคิดถึงความเป็นไปได้ในแง่การเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวมากขึ้น เพราะเราเองก็เป็นคนธรรมดา บ้านไม่ได้รวย ถ้าจะกลับไปจริงๆ เราก็อยากแน่ใจว่าเราและครอบครัวสามารถอยู่ได้โดยไม่อดตาย</p>



<p>อีกอย่างที่สำคัญคือเราเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เราก็รู้สึกดีที่ได้มาอยู่ในสังคมที่เขาให้ความสำคัญกับเรา อยู่ในที่ที่เสียงของเรามีค่า งานของเรามีค่า ทุกวันนี้เรารู้สึกมีความมั่นใจในการออกเสียงแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ถึงแม้เราอาจจะมีเชื้อชาติและวัฒนธรรมแตกต่างจากคนอื่น</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="740" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1863.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134981" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1863.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1863-300x231.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1863-768x592.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1863-600x463.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ในอีกมุมหนึ่ง มีราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับการไปมีชีวิตที่ดีในอเมริกาไหม</h4>



<p>เป็นคำถามที่ดีมาก เราเคยโพสต์เรื่องนี้ลงเฟซบุ๊กตอนเรียนจบปริญญาเอกว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้างตลอด 7 ปีในการพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าเราจบปริญญาเอกแล้วมันคือความสำเร็จ คำถามคือเบื้องหลังมันมีอะไรที่เราต้องจ่ายไปบ้าง</p>



<p>ย้อนกลับไปตอนเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยให้ทุนเพียงบางส่วน แต่ส่วนใหญ่ของค่าเทอมและค่ากินอยู่ ทางครอบครัวเราต้องส่งเงินมาให้&nbsp; ดังนั้นเรามีความรู้สึกผิดในตัวว่าพ่อ แม่ และน้องสาว 2 คนต้องเสียสละให้เราได้มาทำตามความฝัน ดังนั้นเราต้องประสบความสำเร็จ เป้าหมายคือเรียนให้จบปริญญาเอก เพราะที่นี่เรียนฟรีในบางสาขา พอเรียนจบ เราอยากทำงานที่นี่เพื่อครอบครัวต่อด้วย เราจึงต้องทุ่มเทเวลาและทุกอย่าง เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราเรียนจนสุขภาพทรุดโทรม กินแต่มาม่า ไม่มีเวลาดูแลร่างกาย&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="945" height="709" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1858.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134977" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1858.jpg 945w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1858-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1858-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1858-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 945px) 100vw, 945px" /></figure>



<p>แต่สิ่งที่เราเสียใจมากที่สุดในราคาที่ต้องจ่ายคือวันที่พ่อกับยายเสีย แต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันในช่วงเวลาสุดท้าย</p>



<p>ตอนปริญญาเอกปี 2 อยู่ๆ พ่อเราก็ล้มป่วยและเกิดอาการหัวใจวายกะทันหัน เข้าโรงพยาบาลตอนเช้า และเสียตอนกลางคืน เขาจากไปโดยไม่มีสัญญาณใดๆ ล่วงหน้า ตอนนั้นเราอยู่ที่นี่ ทำอะไรไม่ถูก เราตกใจมาก เลยต้องรีบบินกลับไปงานศพ</p>



<p>หลังงานศพเราเพิ่งรู้ว่าพ่อเป็นหนี้หลายล้าน เขาเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียว แม่กับน้องสาวก็ไม่รู้ เราจึงยิ่งรู้สึกผิดว่าฉันทิ้งพ่อแม่มาทำตามความฝันโดยที่ไม่สนใจเขาเลย ตอนที่รู้เราช็อกจนมีอาการตื่นตระหนก วิตกกังวล ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง พอตั้งสติได้เราก็คุยกับน้องสาวว่าจะทำยังไงต่อไป แวบแรกเราคิดว่าจะลาออกจากที่เรียน ส่วนน้องจะลาออกจากที่ทำงาน</p>



<p>แต่คำถามคือมันจะเป็นไปได้หรือเปล่าที่เราจะเริ่มต้นใหม่ เพราะไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่มันเริ่มจากติดลบ แถมยังไม่มีใครรู้เรื่องการทำงานที่ร้านเลย สุดท้ายด้วยอะไรหลายๆ อย่างเลยตัดสินใจปล่อยเซ้ง&nbsp;</p>



<p>ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โคตรยากลำบากในชีวิต ความรู้สึกผิดมันมหาศาล การปล่อยเซ้งทำให้ครอบครัวเรารู้สึกเหมือนเสียสิ่งสำคัญ เพราะมันคือร้านที่พ่อสร้างมาทั้งชีวิต อีกอย่างคือเราไม่ได้เซ้งแค่ร้าน แต่บ้านเราก็อยู่ที่ตึกนั้นด้วย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทดสอบจิตใจมากๆ กว่าที่พวกเราจะสามารถผ่านมันมาได้ในที่สุด</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="854" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1899-1.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134992" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1899-1.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1899-1-300x267.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1899-1-768x683.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1899-1-600x534.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณทำยังไงเพื่อก้าวข้ามจุดนั้นและกลับมาเดินต่อในทางที่เลือก</h4>



<p>ในเมื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับความเจ็บปวด ยอมรับความผิดพลาดของเรา ขณะเดียวกันก็ไม่ไปจมอยู่กับมัน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไปไหนไม่ได้เลย&nbsp;</p>



<p>เรามองตามความเป็นจริง มองความเป็นไปได้ และผลที่จะตามมา แน่นอนว่าการเรียนต่อปริญญาเอกมันยังไม่เห็นผลในตอนนี้ แต่มันคือการลงทุนระยะยาวที่เราคาดเดาอนาคตได้ อีกอย่างน้องสาวก็มีการงานที่ดีอยู่ มันเลยเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด</p>



<p>เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในตอนนี้ที่แม่และป้ายังอยู่ จะทำยังไงเพื่อใช้เวลาและให้ความรักกับเขา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="767" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896-1024x767.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134989" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896-1024x767.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896-768x575.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896-600x449.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1896.jpg 1478w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เหตุการณ์ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจกลับมาเรียนและทำงานต่อที่อเมริกา</h4>



<p>เราไม่รู้ว่าจะใช้ถูกหรือผิดได้ไหม เพราะในความเป็นจริงมันไม่มีอะไรถูก-ผิด แต่เรารู้สึกว่าทุกวันนี้ การทำงานที่เรารักและถนัดทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสุข ความสบายใจ และมีความหวัง</p>



<p>ด้วยระบบการทำงานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ทำให้คำว่า work-life balance มีอยู่จริงในอเมริกา เช่น ทำงาน 8 โมงครึ่งถึง 5 โมง เราจึงมีเวลามากพอเพื่อดูแลตัวเองและให้เวลากับครอบครัว นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ โดยรวมแล้วจึงตอบโจทย์พื้นฐานคุณภาพชีวิตที่คนทั่วไปพึงมี</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1867.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134983" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1867.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1867-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1867-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1867-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<hr class="wp-block-separator"/>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Good to Declare</strong></h3>



<p>ในปีที่ 10 ของการใช้ชีวิตต่างแดน นิ้งมีคำแนะนำอะไรที่เป็นแบบฉบับตามประสบการณ์ของตัวเองบ้าง เราชวนเธอมาแชร์คำตอบกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับอเมริกา</h4>



<p>เพราะภาพจำของอเมริกาคือดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเท่าเทียม หลายคนอาจคิดว่าที่นี่มีกฎหมายมากมายที่คุ้มครองเรา แต่ทัศนคติจริงๆ ของคนในสังคมมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป อย่างเรื่องเพศหรือสีผิว เราทำงานด้านนี้จึงเห็นเรื่องทำนองนี้เยอะ เช่น เพศชายได้รับการเลื่อนตำแหน่งมากกว่าเพศหญิง ทรานส์เจนเดอร์ก็ยังถูกกีดกัน หมอเอเชียก็ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเท่าหมอคนขาว หรือบางมหาวิทยาลัยที่เอาเรื่องความหลากหลายมาใช้โฆษณา แต่ในรายละเอียดยังมีเกณฑ์รับเข้าเรียนที่ไม่เหมือนกัน</p>



<p>เรื่อง racism ยังเป็นรากของปัญหาหลายอย่างที่นี่ แม้ว่าเขาพยายามแก้ไข แต่ก็ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำ อีกยาวไกลที่จะก้าวผ่านมันไปได้</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่อเมริกา</h4>



<p>ความเป็น individualism สูงมาก ที่นี่คืออยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ กินข้าวคนเดียว ทำอะไรคนเดียว ถ้ายังไม่ชินก็อาจจะรู้สึกเหงา ไม่มีเพื่อน หรือสงสัยว่าฉันทำผิดอะไร แต่พออยู่ไปจะรู้ว่ามันเป็นธรรมชาติของที่นี่ เขาเป็นแบบนี้กันตั้งแต่เด็ก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">อเมริกาเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของคุณไปบ้าง</h4>



<p>เยอะมาก อันดับแรกคัลเจอร์เปลี่ยนตัวเรา อย่างที่เล่าเรื่องการนั่งตัวตรงและความมั่นใจ&nbsp;</p>



<p>อีกอย่างคือเรื่องการแสดงความคิดเห็น บอกความต้องการของตัวเอง เราจะเคยชินกับความอะไรก็ได้ ไม่กล้าแสดงความเห็น หรือไม่บอกสิ่งที่ต้องการ เพราะบอกไปแล้วไม่มีใครฟังเราเลยไม่พูด แต่อยู่ที่นี่เราต้องพูด&nbsp;</p>



<p>อย่างตอนเลือกโปรเจกต์ทำวิจัย อาจารย์มีหัวข้อเยอะมาก เพื่อนก็ยกมือเลือก เราไม่กล้า กลัวไปแย่งเพื่อนแล้วเขาหาว่าเสนอหน้า เรามักจะตอบอาจารย์ว่าเลือกอะไรมาให้ก็ได้ แล้วก็ไม่ได้หัวข้อที่อยากทำ พอเป็นแบบนี้บ่อยๆ อาจารย์พูดประโยคหนึ่งที่เรายังจำได้ทุกวันนี้คือ</p>



<p>“Chonlada, here in the U.S. culture, you will never get what you want if you do not ask for it.”&nbsp;</p>



<p>อีกเหตุการณ์คือเราไปปาร์ตี้ เพื่อนถามว่า What do you want to drink? ก็ให้เลือกโค้ก น้ำเปล่า แอลกอฮอล์ เราตอบว่า Up to you. เพื่อนงงว่าทำไมต้องให้ฉันเลือกให้ อยากได้อะไรก็พูดไปเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1857.jpg" alt="นิ้ง ชลลดา" class="wp-image-134976" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1857.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1857-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1857-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/IMG_1857-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าอเมริกาเหมาะกับคนแบบไหน</h4>



<p>เหมาะกับคนทุกแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเราไปอยู่จุดไหนในอเมริกาที่ทำให้เรามีความสุข คนที่ปรับตัวได้ก็จะอยู่รอดได้&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">สิ่งที่เจอในอเมริกาและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง</h4>



<p>ก่อนอื่นเราคิดว่าทุกสังคมมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของสังคมนั้นๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมกันในด้านต่างๆ จนบางครั้งอาจถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา และมีคนยอมรับไปกับความเป็นไปของสังคม จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีเท่าที่ควร แต่ด้วยระบบที่ค่อนข้างแข็งแรงของอเมริกา ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิในการออกความเห็น ตรวจสอบปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนา ทั้งต่อสังคมเล็กๆ ไปจนถึงการขับเคลื่อนในระดับประเทศ&nbsp;</p>



<p>เราจึงอยากเห็นประเทศบ้านเกิดของเราเองมีระบบที่เข้มแข็งมากขึ้น เสียงของเราไม่ว่าจะมาจากไหน ก็ควรจะได้รับฟังมากขึ้น&nbsp;</p>



<hr class="wp-block-separator"/>



<p>ติดตามเรื่องราวและชีวิตของนิ้งในอเมริกาได้ที่ <a href="https://www.facebook.com/happenningooo/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">h a p p e n : n i n g</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-ning/">ชีวิตในอเมริกาของ นิ้ง ชลลดา ดินแดนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคุณค่าของเสียงตัวเอง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การเริ่มต้นใหม่ในต่างแดนของ อ้น–ธนู ทองเพชร หนุ่มใต้ผู้เปิดแชนแนลสอนทำอาหารที่สวีเดน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-aon/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[คาลิล พิศสุวรรณ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 29 May 2021 12:15:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ครัวหนุ่มใต้ประเทศสวีเดน]]></category>
		<category><![CDATA[อ้น-ธนู ทองเพชร]]></category>
		<category><![CDATA[สวีเดน]]></category>
		<category><![CDATA[sweden]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134360</guid>

					<description><![CDATA[<p>“สวัสดีครับโผม” คู่สนทนาตรงหน้าเอ่ยทักทายเราเป็นภาษาใต้ผ่านหน้าจอ zoom จากอีกซีกโลกหนึ่ง&#160; อ้น–ธนู ทองเพชร คือชื่อจริงของชายคนดังกล่าว ชายหนุ่มวัย 39 ที่ใครๆ ต่างก็พากันรู้จักเขาในนาม ‘ครัวหนุ่มใต้ ประเทศสวีเดน’ หนึ่งในแชนแนลยูทูบสอนทำอาหารใต้ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้ 13 ปีคือระยะเวลาที่อ้นอาศัยอยู่ที่สวีเดน ประเทศที่แค่เพียงได้ยินก็ชวนให้นึกถึง Ikea อากาศหนาว และสิทธิสวัสดิการที่เท่าเทียม ไม่เพียงเท่านั้น สวีเดนยังขึ้นชื่อเรื่องของอากาศที่บริสุทธิ์ แม่น้ำที่ใสสะอาด และธรรมชาติสีเขียวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา คงไม่เป็นการพูดเกินจริงนักหากจะบอกว่าสวีเดนคือประเทศในฝันของใครหลายคน ในซีรีส์ One Way Ticket ตอนที่สอง เราถือโอกาสชวนพี่บ่าวจากเมืองพังงา ผู้ตัดสินใจโบกมือลาบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ในภาคพื้นทวีปเหนือกว่าหนึ่งทศวรรษมาบอกเล่าเรื่องราวของเขา นับตั้งแต่วันวานอันมืดหม่นในเมืองไทย จวบกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจบินไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวีเดน Departure Time ชายติดยาผู้ปรารถนาจะเริ่มต้นใหม่ “ผมสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันตอนที่ผมอายุได้ 13 ปี” อ้นเท้าความถึงอดีตอันห่างไกลของเขา&#160; “ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ ม.1 แต่สุดท้ายก็เรียนไม่จบ เลยเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่กับการหาลูกตาลโตนดขายเลี้ยงชีพอยู่ประมาณ 4-5 เดือนจนวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจหนีไปทำงานที่ภูเก็ต” แม้ว่าพังงาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขากับภูเก็ตจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกัน แต่ด้วยความที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เม็ดเงินสะพัดสูงกว่ามาก ไม่แปลกหากอ้นจะมองว่าสู้ไปตายดาบหน้าที่ภูเก็ตย่อมจะดีกว่าติดแหง็กอยู่ที่พังงาเป็นไหนๆ&#160; แน่นอนว่าการจะเอาตัวรอดในเมืองท่องเที่ยวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุ 13 ด้วยแล้ว [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-aon/">การเริ่มต้นใหม่ในต่างแดนของ อ้น–ธนู ทองเพชร หนุ่มใต้ผู้เปิดแชนแนลสอนทำอาหารที่สวีเดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>“สวัสดีครับโผม” คู่สนทนาตรงหน้าเอ่ยทักทายเราเป็นภาษาใต้ผ่านหน้าจอ zoom จากอีกซีกโลกหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>อ้น–ธนู ทองเพชร คือชื่อจริงของชายคนดังกล่าว ชายหนุ่มวัย 39 ที่ใครๆ ต่างก็พากันรู้จักเขาในนาม ‘ครัวหนุ่มใต้ ประเทศสวีเดน’ หนึ่งในแชนแนลยูทูบสอนทำอาหารใต้ที่กำลังมาแรงที่สุดในตอนนี้</p>



<p>13 ปีคือระยะเวลาที่อ้นอาศัยอยู่ที่สวีเดน ประเทศที่แค่เพียงได้ยินก็ชวนให้นึกถึง Ikea อากาศหนาว และสิทธิสวัสดิการที่เท่าเทียม ไม่เพียงเท่านั้น สวีเดนยังขึ้นชื่อเรื่องของอากาศที่บริสุทธิ์ แม่น้ำที่ใสสะอาด และธรรมชาติสีเขียวที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา คงไม่เป็นการพูดเกินจริงนักหากจะบอกว่าสวีเดนคือประเทศในฝันของใครหลายคน</p>



<p>ในซีรีส์ <a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">One Way Ticket</a> ตอนที่สอง เราถือโอกาสชวนพี่บ่าวจากเมืองพังงา ผู้ตัดสินใจโบกมือลาบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ในภาคพื้นทวีปเหนือกว่าหนึ่งทศวรรษมาบอกเล่าเรื่องราวของเขา นับตั้งแต่วันวานอันมืดหม่นในเมืองไทย จวบกระทั่งวันที่เขาตัดสินใจบินไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สวีเดน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121449-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-134378" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121449-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121449-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121449-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121449.jpg 1108w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>ชายติดยาผู้ปรารถนาจะเริ่มต้นใหม่</strong></h3>



<p>“ผมสูญเสียพ่อแม่ไปพร้อมๆ กันตอนที่ผมอายุได้ 13 ปี” อ้นเท้าความถึงอดีตอันห่างไกลของเขา&nbsp;</p>



<p>“ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ ม.1 แต่สุดท้ายก็เรียนไม่จบ เลยเปลี่ยนมาใช้ชีวิตอยู่กับการหาลูกตาลโตนดขายเลี้ยงชีพอยู่ประมาณ 4-5 เดือนจนวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจหนีไปทำงานที่ภูเก็ต”</p>



<p>แม้ว่าพังงาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขากับภูเก็ตจะเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกัน แต่ด้วยความที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เม็ดเงินสะพัดสูงกว่ามาก ไม่แปลกหากอ้นจะมองว่าสู้ไปตายดาบหน้าที่ภูเก็ตย่อมจะดีกว่าติดแหง็กอยู่ที่พังงาเป็นไหนๆ&nbsp;</p>



<p>แน่นอนว่าการจะเอาตัวรอดในเมืองท่องเที่ยวย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุ 13 ด้วยแล้ว อ้นเริ่มต้นจากการทำงานอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในคาเฟ่กลางคืน คอยล้างจาน เช็ดส้วม นวดแขกไปเรื่อยๆ จนผ่านไป 4-5 ปีเขาถึงได้ย้ายตามเพื่อนไปหางานใหม่แถวหาดป่าตองที่ไม่เพียงจะได้เงินมากกว่าเท่านั้น แต่ยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ</p>



<p>“ที่ป่าตองฝรั่งเยอะมาก แต่ผมพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย ต้องอาศัยการเขียนตัวเลขบนกระดาษสื่อสารเอา แต่ผมก็พยายามฝึกฝนภาษาอยู่เรื่อยๆ จากความจำจนพอจะสื่อสารได้บ้าง”</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="720" height="720" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398.jpg" alt="" class="wp-image-134379" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121398-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 720px) 100vw, 720px" /></figure></div>



<p>พอเขาเริ่มจะพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษได้ นอกจากที่เขาจะใช้ทักษะการสนทนาภาษาต่างประเทศไปกับการโน้มน้าวลูกค้าให้มาเช่าเจ็ตสกีกับเขาแล้ว เขายังได้ลองจีบนักท่องเที่ยวประเทศต่างๆ ที่พบเจอริมหาดจนมีแฟนหลายคน แถมในช่วงเวลาเดียวกันนี้อ้นยังเริ่มออกเที่ยวกลางคืนเป็นประจำกระทั่งชีวิตต้องเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด</p>



<p>“ตอนนั้นได้เงินมาเท่าไหร่ผมเอาไปซื้อยาหมด วนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดอยู่ 5-6 ปี จนผมย้ายกลับมาอยู่บ้านที่พังงาอีกครั้ง ปรากฏว่าทุกคนที่บ้านเกลียดขี้หน้าผมมาก เรียกผมว่าไอ้ขี้ยา มันโกรธนะ แต่เราก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ได้แค่เก็บมาคิดเรื่อยๆ จนอยู่มาวันหนึ่งผมก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาบรรดาแฟนเก่าที่เคยคบกันมา บอกไปตรงๆ ว่า มีใครอยากจะให้ผมไปอยู่ด้วยไหม ผมอยากจะเลิกยาเสพติด อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ ปรากฏว่าแฟนชาวสวีเดนเขายินดีจะให้ผมไปอยู่ด้วย”</p>



<p>หลังจากแฟนสาวตกปากรับคำ อ้นก็ดำเนินเรื่องของวีซ่าสวีเดนโดยทันที ซึ่งในปี 2551 กระบวนการขอวีซ่ายังไม่ได้ซับซ้อนวุ่ยวายนัก หลังจากส่งเอกสารต่างๆ จนเสร็จสรรพ เขาเล่าว่าสถานทูตโทรศัพท์มาสัมภาษณ์เขาแค่หนึ่งเดียว ก่อนจะโทรศัพท์ไปหาแฟนสาวที่สวีเดนของเขาเพื่อจะยืนยันว่าหญิงสาวเป็นแฟนของอ้นจริงๆ “ตอนนั้นขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาแป๊บเดียวมากๆ มันง่ายมากๆ” อ้นเน้นย้ำกับเรา</p>



<p>จนพอทุกอย่างแล้วเสร็จ เขาก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินและหนีออกจากประเทศไทยโดยทันที ในเดือนมีนาคมที่แดดเมืองไทยกำลังร้อนระอุได้ที่ หนุ่มใต้ออกเดินทางอีกครั้ง โบยบินสู่อีกโลกหนึ่งที่ห่างไกลราวกับความฝัน ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีอะไรรอเขาอยู่บ้างที่สวีเดน</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time</strong></h3>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>สู่ชีวิตใหม่ในดินแดนแห่งความเท่าเทียม</strong></h3>



<p>จากชายหนุ่มที่ชีวิตผูกพันอยู่กับชายหาดและอากาศร้อนมาโดยตลอด แต่พออยู่ๆ วิถีชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลงกะทันหันจากการต้องไปอยู่ในประเทศเขตหนาว แน่นอนว่ามันย่อมจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ต่อจากนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับอ้น ว่าด้วยชีวิตของเขาที่เปลี่ยนไปในประเทศสวีเดน<strong>&nbsp;</strong></p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-134380" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121450.jpg 1477w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณจดจำความทรงจำแรกตอนที่ก้าวลงจากเครื่องบินที่สวีเดนได้ไหมว่าเป็นยังไง</h4>



<p>ตอนนั้นอากาศหนาวมาก ขาผมสั่นไปหมด แล้วช่วงนั้นผมเพิ่งจะเลิกเสพยาได้ไม่นาน ร่างกายยังไม่กลับมาเป็นปกติ มันเลยทรมานมากๆ ช่วงเดือนมีนาคมที่ผมไปถึงยังอยู่ในช่วงฤดูหนาวของสวีเดน หิมะมันเลยยังตกอยู่ นั่นเลยเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นหิมะ</p>



<p>พอถึงที่นั่น พ่อของแฟนผมเขาก็ขับรถมารับถึงสนามบินใหญ่ที่เมืองสต็อกโฮล์ม ซึ่งจากสนามบินไปถึงบ้านของแฟนผมต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 5 ชั่วโมง อยู่ในเมืองขนาดกลางชื่อ Linköping แต่จริงๆ แล้วบ้านของเขาจะอยู่นอกตัวเมืองไปอีกหน่อย เป็นบ้านนอกนั่นแหละ เพียงแต่คำว่าบ้านนอกของที่นี่ก็ไม่ได้เหมือนที่ไทย เพราะมันมีทุกอย่าง มีห้างสรรพสินค้าเหมือนในเมืองใหญ่ แค่คนจะไม่พลุกพล่านเท่าไหร่ แถมสภาพแวดล้อมที่เมืองนี้ยังบริสุทธิ์มากๆ มีทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา จำได้ว่าช่วงแรกๆ ที่ผมไปถึง ตอนนั้นนอกจากผมแล้วน่าจะมีคนไทยอยู่อีกแค่คนเดียว แต่ปัจจุบันที่ Linköping น่าจะมีคนไทยอยู่ประมาณสิบกว่าคนแล้ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">มันมีอาการอยากยาบ้างไหมในช่วงแรกๆ ที่ไปถึง แล้วคุณรับมือกับมันยังไง</h4>



<p>มีสิ แน่นอนเลย ผมสู้กับมันหนักมากโดยการออกกำลังกาย เริ่มจากวิดพื้นอยู่กับบ้าน ใส่เสื้อหนาๆ ออกไปวิ่งในหมู่บ้าน แต่มันลำบากมากๆ เพราะเรายังไม่ชินกับอากาศหนาว หายใจลำบาก สูดลมหายใจเข้าทีมันเย็นไปถึงในปอด ช่วงแรกๆ ผมเลยยังวิ่งได้ไม่ไกล แต่ผมก็เริ่มปรับตัวไปเรื่อยๆ จนพอผ่านไปหนึ่งเดือนก็เริ่มชินกับอากาศหนาว</p>



<p>แฟนผมไม่บอกใครในครอบครัวเขาเลยนะว่าผมติดยา แต่ผมคิดว่าคุณพ่อเขาคงสงสัยบ้างแหละ เพราะบุคลิกผมช่วงแรกๆ มันแปลกๆ คนติดยามันจะมีความหลุกหลิกบางอย่าง กับคอมันจะเกร็งๆ ใช้เวลาอยู่หลายปีเหมือนกันนะกว่าพฤติกรรมพวกนี้จะหายสนิท</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-134381" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/122358602_2566207303671415_4575051918890744120_n.jpg 1416w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วอย่างการเรียนภาษาล่ะ คุณเริ่มต้นเรียนภาษาสวีดิชได้ยังไง</h4>



<p>เล่าก่อนว่า ครั้งแรกที่ผมมาสวีเดน ผมมาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ตอนนั้นเลยยังไม่สามารถทำอะไรได้มาก จนพอสามเดือนผ่านไป ผมบินกลับมาไทยอีกครั้งเพื่อขอวีซ่า แต่รอบนี้วีซ่าที่ผมขอเป็นวีซ่าสำหรับอยู่อาศัยในสวีเดน ซึ่งทำให้ผมสามารถยื่นขอเลข 4 ตัวจากสวีเดนได้แล้ว อธิบายง่ายๆ มันคือเลขประจำตัวประชาชนนั่นแหละ ซึ่งพอได้เลข 4 ตัวมา ผมก็สามารถที่จะไปเรียนหนังสือและรับจ้างทำงานง่ายๆ ได้&nbsp;</p>



<p>ผมใช้เวลาเรียนภาษาสวีเดนอยู่เกือบสองปี ปวดหัวมาก (หัวเราะ) มันยากนะ ออกเสียงก็ไม่ได้ ภาษาก็ยาก&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ท้อบ้างไหม มีความคิดอยากจะกลับมาไทยบ้างหรือเปล่า</h4>



<p>ท้อสิ เคยคิดว่าหรือกลับไปอยู่ไทยดี แต่พอนอนคิดอยู่ 2-3 คืนก็นึกได้ว่า แม่ง ก็ต้องสู้สิวะ ถ้ากลับบ้านไปก็ติดยาเหมือนเดิมอีก ทีคนอื่นยังอยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้วะ หรืออย่างแฟนผมพอเห็นว่าผมไปเรียนภาษาสวีดิช เขาก็จะพูดภาษาสวีดิชกับเราอย่างเดียว ไม่พูดภาษาอังกฤษกับเราเลย เพราะเขารู้ว่าเราจำเก่ง เลยพยายามพูดบ่อยๆ จนเราจำไปเอง</p>



<p>อีกอย่างที่ช่วยเรื่องภาษาผมได้มากๆ คือการมีลูก หลังจากอยู่ที่นั่นได้สองปีผมก็มีลูกคนแรก ผมก็เลยมีโอกาสได้ฝึกพูดกับลูกระหว่างที่เลี้ยงดูเขา แล้วพอเราเริ่มรู้จักคนมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เลยได้มีโอกาสใช้ภาษามากขึ้นด้วย จนวันหนึ่งผมก็สามารถสื่อสารภาษาสวีดิชคล่องแคล่วไปเอง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-134384" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121400.jpg 1477w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">เชื่อว่าช่วงแรกๆ ที่ไปถึงคุณน่าจะต้องเจอคัลเจอร์ช็อกบ้าง ช่วยเล่าประสบการณ์คัลเจอร์ช็อกของคุณให้ฟังหน่อยได้ไหม</h4>



<p>เยอะมาก อย่างการแต่งตัว ที่โน่นเขาจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ กัน ซึ่งเราชินกับการใส่เสื้อผ้าแค่ชิ้นเดียว ไม่พอยังต้องแต่งตัวแบบเขา ช่วงแรกๆ มันเลยจะไม่ชิน อีกอย่างที่เราตื่นเต้นมากๆ คือแอปเปิล เพราะทุกบ้านเขาปลูกแอปเปิลกันหมด แล้วมันอร่อยด้วย ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงผมไปเก็บแอปเปิลกินไม่ยั้งเลย กินหมดทั้งแอปเปิลลูกเล็กลูกใหญ่จนแฟนผมหาว่าบ้า ใครเขากินแอปเปิลลูกเล็กๆ กัน เพราะมันเปรี้ยว แต่สำหรับผม รสชาติมันเหมือนมะม่วงบ้านเราน่ะ ยิ่งเอาไปจิ้มกับเกลือหรือกะปิก็ยิ่งอร่อย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วอย่างเรื่องการทำงานล่ะ ช่วงแรกๆ ที่ไปถึงคุณทำงานอะไร แล้วอาชีพในปัจจุบันของคุณคืออะไร</h4>



<p>พออยู่ไปได้สักพักและเริ่มจะสื่อสารได้ ผมก็เริ่มต้นรับจ้างตักหิมะให้กับเพื่อนบ้าน หนาวก็หนาว สั่นก็สั่น แต่ผมก็สู้ อีกอย่างคือเงินดีด้วย ยิ่งถ้ามีบ้านไหนจ้างช่วงค่ำๆ ก็ยิ่งได้เงินเยอะ ข้อดีของการรับจ้างตักหิมะคือ มันทำให้พบว่าสังคมที่นี่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมมาก ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ต่ำต้อยอย่างการตักหิมะหรือขัดห้องน้ำ ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและให้เกียรติซึ่งกันและกันหมด</p>



<p>โชคดีอีกอย่างว่าคนที่นี่เขาชอบเรียกใช้งานผมด้วย เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคนทำงานเร็ว ไม่เหมือนกับคนสวีเดนซึ่งเขาจะค่อนข้างเซฟร่างกายตัวเองมากๆ คนที่นี่เลยจะทำงานช้าๆ ไม่กดดันตัวเอง ต่างไปจากเราที่สู้งานกว่าและทุ่มเทอย่างเต็มที่ อย่างบริษัทที่ผมทำงานอยู่ในปัจจุบันก็เป็นเพราะผมเคยมีโอกาสไปรับจ้างตัดหญ้าที่บ้านของเจ้านาย ซึ่งพอเขาเห็นว่าเราขยันก็เลยรับไปทำงานในบริษัทของเขาซึ่งเป็นโรงงานเหล็ก ตำแหน่งที่ผมทำอยู่คือการเจียรเหล็ก ซึ่งผมก็ทำงานที่นี่มาได้ 5-6 ปีแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121451-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-134382" width="NaN" height="NaN" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121451-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121451-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121451-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121451.jpg 1108w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อย่างที่คุณบอกว่าช่วงแรกๆ ที่ไปถึงยังไม่ค่อยมีคนไทยมากนัก อยากรู้ว่าในสายตาของคนที่นั่น เขามองคนไทยยังไง</h4>



<p>คนที่นี่ชอบคนไทยมาก อย่างในหมู่บ้านผม เพื่อนบ้านเคยไปเที่ยวเมืองไทยมาทั้งนั้น แล้วผมก็มีโอกาสได้ไปทำอาหารให้กับโรงเรียนที่ลูกๆ ผมเรียนอยู่ด้วย เพราะคุณครูและนักเรียนที่นั่นเขาอยากกินอาหารไทย ผมไปทำข้าวผัด ปอเปี๊ยะ ผัดไทย และแกงจืดให้กิน ทุกคนประทับใจกันใหญ่ ผู้คนในหมู่บ้านเขาเลยจะชอบผมกันหมด</p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากที่ย้ายไปอยู่สวีเดน คุณมีโอกาสได้กลับมาเมืองไทยบ้างไหม</h4>



<p>ตอนที่ผมย้ายมาอยู่นี่ผมไม่ได้บอกใครที่บ้านเลย เหมือนตอนเด็กๆ ที่เราหนีไปภูเก็ตนั่นแหละ คืออยู่ๆ ก็หายไปเฉยๆ จนหลังจากที่ผมอยู่สวีเดนได้ 3 ปี ตอนนั้นลูกสาวคนแรกของผมอายุได้ 7 เดือน ผมรู้สึกคิดถึงบ้านก็เลยตัดสินใจกลับไปพังงาพร้อมกับแฟนและลูก ปรากฏว่าพอทุกคนที่บ้านเห็นผมก็พากันตกใจ พ่อเฒ่าถึงกับร้องไห้เพราะเขาคิดว่าผมตายไปแล้ว ส่วนน้องสาวก็เล่าให้ฟังว่าคนที่บ้านเห็นผมในฝันจนคิดว่า วิญญาณผมกลับมาหลอก บางคนถึงกับไปทำบุญให้ผมด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ดีใจมากที่ได้เห็นผมอีกครั้ง ซึ่งผมก็บอกเขาไปว่าไม่อยากบอกใครจนกว่าผมจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองได้ใหม่ พอหลังจากนั้นผมก็กลับประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ 2-3 ปีครั้ง&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">แล้วแชนแนลหนุ่มใต้ ประเทศสวีเดนของคุณล่ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า คุณเริ่มต้นแชนแนลนี้ได้ยังไง</h4>



<p>ผมไม่ใช่คนทำอาหารเก่งอะไรเลยนะ แต่อาศัยความจำจากที่เคยเห็นพ่อครัวทำอาหารสมัยที่ยังอยู่ภูเก็ต พยายามดัดแปลงไปเรื่อยๆ จากวัตถุดิบที่หาได้จากที่นี่ เพราะมันไม่มีอาหารใต้ขาย ทำไปเรื่อยๆ มีลงรูปอาหารในเฟซบุ๊กบ้าง จากนั้นก็เริ่มถ่ายคลิปทำอาหารเล่นๆ อย่างช่วงแรกๆ ผมยังพูดภาษากลางอยู่นะ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ เลยมานั่งคิดๆ ว่าเราเองก็เป็นคนใต้ ทำอาหารใต้ ทำไมไม่พูดภาษาใต้ล่ะ ราวๆ ปี 2018 ผมถึงตัดสินใจเปิดเพจครัวหนุ่มใต้สวีเดนและถ่ายวิดีโอมาเรื่อยๆ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121403-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-134383" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121403-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121403-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121403-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/121403.jpg 1108w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">คุณไปหาวัตถุดิบทำอาหารใต้มาจากไหน</h4>



<p>อย่างที่บอกว่า บางอย่างผมก็ต้องดัดแปลงจากวัตถุดิบที่หาได้จากที่นี่ เช่นปลาเค็มก็ต้องใช้ปลาที่นี่มาหมักกับเกลือเอา หรือบางทีก็ฝากคนไทยที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ไทยซื้อมาให้บ้าง แต่อีกอย่างที่พิเศษมากๆ คือที่นี่มีรถบัสซูเปอร์มาร์เก็ตขายวัตถุดิบสำหรับทำอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งเขาก็จะขับไปยังเมืองต่างๆ ที่มีคนไทย คนจีน และคนเวียดนามอาศัยอยู่ เพราะเจ้าของเป็นคนเวียดนามที่พูดภาษาไทยได้ ซึ่งในรถก็จะมีวัตถุดิบเยอะมาก อย่างมาม่า สะตอ ปลีกล้วยเขาก็มี หรืออย่างทุเรียน มังคุด เงาะ เขาก็ขาย</p>



<h4 class="wp-block-heading">หลังจากไปอยู่สวีเดนสิบกว่าปี คุณมีความคิดอยากจะย้ายกลับมาอยู่ที่ไทยบ้างไหม</h4>



<p>ถ้าผมจะคิด ก็คงจะเป็นตอนที่ผมอายุ 50 กว่าแล้ว เพราะตอนนั้นจะได้เงินเกษียณจากที่นี่แล้ว แต่อาจเป็นในลักษณะว่า ตอนหน้าหนาวเราก็กลับไปอยู่ไทย แต่พอฤดูร้อนก็ค่อยกลับมาอยู่ที่นี่ อะไรแบบนั้น</p>



<p>แต่ถ้าถามว่ามีความคิดจะกลับไปอยู่ไทยถาวรไหม ผมไม่คิดเลยนะ เพราะว่าผมใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปี มีครอบครัวที่นี่ แถมยังได้สัญชาติสวีเดนแล้วด้วย ถามว่าได้สัญชาติสวีเดนดีตรงไหน ดีตรงที่เราสามารถไปได้ทั่วโลก ไม่ต้องขอวีซ่า สมมติว่าผมจะไปอังกฤษก็ไปได้เลยขอแค่มีเงิน หรืออย่างสวัสดิการที่นี่ก็ดีมาก อย่างผมเคยผ่าตัดก็ได้รับการผ่าตัดฟรีๆ ไม่ต้องเสียเงินเลย นอนฟรี รักษาฟรีหมด หรืออย่างตอนที่กลับมาพักรักษาตัวที่บ้านผมก็ยังได้เงินอยู่ตลอด รัฐบาลเขาจ่ายให้เพราะเราทำงานและเสียภาษี ภาษีที่นี่แพงมากแต่มันจะมาสบายตอนเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออย่างตอนที่ผมมีลูก รัฐบาลเขาก็จ่ายเงินค่าเลี้ยงดูให้ทั้งพ่อและแม่ เพราะเขามองว่าช่วงที่ลูกเพิ่งเกิดใหม่ๆ พ่อกับแม่ต้องอยู่กับลูก อย่างพ่อก็จะได้สิทธิช่วงเลี้ยงดูลูก 1 เดือนเต็มๆ ไม่ต้องไปทำงาน ส่วนแม่ก็ได้สิทธิอยู่บ้านกับลูก 1 ปี 4 เดือน ไม่ต้องไปขอเลย เงินเข้าบัญชีเราอัตโนมัติ มันง่ายมากๆ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-134385" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/80878745_2310323115926503_3529672632876138496_n.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p class="has-text-align-center">_________</p>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Good to Declare&nbsp;</strong></h3>



<p>ในฐานะที่ใช้ชีวิตอยู่สวีเดนมานานกว่า 13 ปี เราเลยถือโอกาสชวนอ้นมาให้คำแนะนำเล็กๆ ไว้เป็นคู่มือสำหรับคนไทยที่อยากจะเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่สวีเดนบ้าง </p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสวีเดน</strong></h3>



<p>ผมคิดว่าไม่มีนะ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่สวีเดน</strong></h3>



<p>เรื่องภาษา เพราะแม้ว่าในเมืองหลวงคนส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้ก็จริง แต่ถ้านอกเมืองหลวงออกมาหน่อยคนก็จะไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกันแล้ว เพราะฉะนั้นมันเลยจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณจะไปอยู่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สวีเดนเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของคุณบ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>จากคนก้าวร้าวเกเร ผมก็กลายเป็นคนเรียบร้อยขึ้นมา (หัวเราะ) ยิ่งพอได้มีเพื่อนเป็นคนที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นคนเฮฮา สนุกสนานขึ้นมา เพราะคนที่นี่เขาเป็นมิตรกับเรามาก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าสวีเดนเหมาะกับคนแบบไหน</strong></h3>



<p>ผมคิดว่าก็เหมาะกับคนทุกวัยนะ สวีเดนไม่ใช่ประเทศที่ปรับตัวยากเลย เพราะคนที่นี่เขาชอบคนไทย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่เจอในสวีเดนและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง&nbsp;</strong></h3>



<p>ผมชอบการแยกขยะของคนที่นี่ เขาให้ความสำคัญกับการแยกขยะมาก แบ่งชัดเจนเลยว่าขยะประเภทไหนควรจะถูกจัดการแบบใด เมืองที่สวีเดนเลยสะอาด แทบจะไม่มีขยะให้เห็น อีกอย่างที่ผมชอบของที่นี่คือน้ำประปาดื่มได้ แค่เปิดก๊อกก็สามารถเอาแก้วน้ำมารองดื่มได้ทันที สะดวกมากๆ&nbsp;</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-aon/">การเริ่มต้นใหม่ในต่างแดนของ อ้น–ธนู ทองเพชร หนุ่มใต้ผู้เปิดแชนแนลสอนทำอาหารที่สวีเดน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ชีวิตในไต้หวันที่ แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์ เลือกที่จะดับเครื่องชนและเดินหน้าต่อ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/one-way-ticket-prae/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 May 2021 12:50:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[One Way Ticket]]></category>
		<category><![CDATA[Taiwan]]></category>
		<category><![CDATA[made in taiwan]]></category>
		<category><![CDATA[แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์]]></category>
		<category><![CDATA[ย้ายประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[ไต้หวัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=133598</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายประเทศในหมู่หนุ่มสาวชาวไทยที่กำลังร้อนระอุ จะด้วยเหตุผลเรื่องการเมืองหรือการฝันใฝ่ในชีวิตที่ดีพร้อมกว่าก็ตามแต่ ‘ไต้หวัน’ ประเทศเกาะเล็กๆ ไม่ไกลจากไทยจัดเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่หลายคนสนใจ&#160; ประเทศที่ประชาธิปไตยผลิบาน รัฐบาลโปร่งใส คุณภาพชีวิตที่ดีด้วยระบบขนส่งสาธารณะและค่าครองชีพที่ไม่สูงจนเกินไป วิถีชีวิตเรียบง่ายที่แวดล้อมด้วยภูเขาและทะเล หรือจะด้วยเหตุผลแค่ที่นี่มีชานมไข่มุกร้านอร่อยให้ลองได้ไม่เบื่อทุกวัน ทั้งหมดทำให้ไต้หวันเป็นความฝันของชาว #ย้ายประเทศ ที่ดูเป็นจริงได้ไม่ยาก ในซีรีส์ One Way Ticket ตอนนี้ เราเลยชวน แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์ คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ Made in Taiwan ซึ่งว่าด้วยวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตแบบคนไต้หวันแท้ๆ มาแชร์ประสบการณ์ตรงของเธอ ในฐานะคนที่มุ่งมั่นตั้งใจว่าจะย้ายมาใช้ชีวิตในไต้หวันให้ได้ตั้งแต่สมัยมัธยม กระทั่งวันนี้ที่เธอทำตามเป้าหมายได้สำเร็จลุล่วง โดยไม่นึกลังเลว่าจะกลับไปยังที่ที่จากมาอีกเลย Departure Timeไต้หวันคือความรักสมัยมัธยม ย้อนกลับไปสมัยมัธยม ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นหรือศิลปินจากประเทศเกาหลีใต้ แพรกลับพบว่าตัวเองสนใจเรื่องราวของไต้หวันทุกแขนง เริ่มตั้งแต่ซีรีส์ นักแสดง ไปจนถึงวงการนักเขียน นักวาด และหนังสือ เธอมีงานของจิมมี่ เลี่ยว นักวาพภาพประกอบชาวไต้หวันชื่อดังเป็นงานในดวงใจ&#160; พอเริ่มศึกษาประเทศเล็กๆ แต่รุ่มรวยด้วยสิ่งน่าหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ แพรก็ตั้งใจว่าอยากมาลองใช้ชีวิตในประเทศไต้หวันนี้นานๆ แม้ว่าชื่อของไต้หวันจะยังแทบไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยเลยก็ตามในตอนนั้น ถึงจะโดนครอบครัวเบรกไว้ไม่ให้มาเรียนต่อปริญญาตรีที่ไต้หวันตามความตั้งใจแรก แต่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย แพรก็หาโอกาสเข้าร่วมโครงการ AIESEC โครงการอาสาสมัครของเยาวชนและนักศึกษาจากทุกมุมโลก โดยเลือกมาทำค่ายภาษาอังกฤษที่เมืองซินจู๋ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-prae/">ชีวิตในไต้หวันที่ แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์ เลือกที่จะดับเครื่องชนและเดินหน้าต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายประเทศในหมู่หนุ่มสาวชาวไทยที่กำลังร้อนระอุ จะด้วยเหตุผลเรื่องการเมืองหรือการฝันใฝ่ในชีวิตที่ดีพร้อมกว่าก็ตามแต่</p>



<p>‘ไต้หวัน’ ประเทศเกาะเล็กๆ ไม่ไกลจากไทยจัดเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่หลายคนสนใจ&nbsp;</p>



<p>ประเทศที่ประชาธิปไตยผลิบาน รัฐบาลโปร่งใส คุณภาพชีวิตที่ดีด้วยระบบขนส่งสาธารณะและค่าครองชีพที่ไม่สูงจนเกินไป วิถีชีวิตเรียบง่ายที่แวดล้อมด้วยภูเขาและทะเล หรือจะด้วยเหตุผลแค่ที่นี่มีชานมไข่มุกร้านอร่อยให้ลองได้ไม่เบื่อทุกวัน ทั้งหมดทำให้ไต้หวันเป็นความฝันของชาว #ย้ายประเทศ ที่ดูเป็นจริงได้ไม่ยาก</p>



<p>ในซีรีส์ <a href="https://adaymagazine.com/category/series/one-way-ticket/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">One Way Ticket</a> ตอนนี้ เราเลยชวน แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์ คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ <a href="https://adaymagazine.com/category/life/culture/made-in-taiwan/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Made in Taiwan</a> ซึ่งว่าด้วยวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตแบบคนไต้หวันแท้ๆ มาแชร์ประสบการณ์ตรงของเธอ ในฐานะคนที่มุ่งมั่นตั้งใจว่าจะย้ายมาใช้ชีวิตในไต้หวันให้ได้ตั้งแต่สมัยมัธยม กระทั่งวันนี้ที่เธอทำตามเป้าหมายได้สำเร็จลุล่วง โดยไม่นึกลังเลว่าจะกลับไปยังที่ที่จากมาอีกเลย</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-133607" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวในไทเป.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Departure Time<br>ไต้หวันคือความรักสมัยมัธยม</strong></h3>



<p>ย้อนกลับไปสมัยมัธยม ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นคลั่งไคล้วัฒนธรรมญี่ปุ่นหรือศิลปินจากประเทศเกาหลีใต้ แพรกลับพบว่าตัวเองสนใจเรื่องราวของไต้หวันทุกแขนง เริ่มตั้งแต่ซีรีส์ นักแสดง ไปจนถึงวงการนักเขียน นักวาด และหนังสือ เธอมีงานของจิมมี่ เลี่ยว นักวาพภาพประกอบชาวไต้หวันชื่อดังเป็นงานในดวงใจ&nbsp;</p>



<p>พอเริ่มศึกษาประเทศเล็กๆ แต่รุ่มรวยด้วยสิ่งน่าหลงใหลมากขึ้นเรื่อยๆ แพรก็ตั้งใจว่าอยากมาลองใช้ชีวิตในประเทศไต้หวันนี้นานๆ แม้ว่าชื่อของไต้หวันจะยังแทบไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยเลยก็ตามในตอนนั้น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-133599" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ก่อนไปไต้หวัน.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ถึงจะโดนครอบครัวเบรกไว้ไม่ให้มาเรียนต่อปริญญาตรีที่ไต้หวันตามความตั้งใจแรก แต่ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย แพรก็หาโอกาสเข้าร่วมโครงการ AIESEC โครงการอาสาสมัครของเยาวชนและนักศึกษาจากทุกมุมโลก โดยเลือกมาทำค่ายภาษาอังกฤษที่เมืองซินจู๋ (Hsinchu) ที่ทำให้เธอประทับใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และคุณภาพชีวิตของคนไต้หวันที่ได้เจอแม้จะไม่ใช่เมืองหลวงอย่างไทเป อย่างทางเท้าที่กว้างขวางเป็นระเบียบ เดินได้สบาย หรือการได้ไปเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยขนส่งสาธารณะโดยไม่ต้องหงุดหงิดกับปัญหารถติด สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายถ้าไม่มีรถยนต์ในประเทศไทย</p>



<p>ประสบการณ์หนึ่งเดือนครึ่งบอกแพรว่าคุณภาพชีวิตดีๆ ที่ลงตัวหาได้จริงในไต้หวัน และทำให้ยิ่งมั่นใจว่านี่แหละคือประเทศที่ฉันอยู่ได้และอยากอยู่ต่อไปอีกนานๆ ไต้หวันจึงกลายเป็นตัวเลือกเดียวในการมาเรียนต่อปริญญาโทเพื่อสานต่อความฝันของเด็กหญิงคนนั้นให้สำเร็จ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-1024x577.jpg" alt="" class="wp-image-133614" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-1024x577.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-1536x866.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-2048x1155.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/AIESEC-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>อีกหนึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้การย้ายออกจากประเทศไทยของแพรมาถึงเร็วขึ้นอาจไม่ต่างจากที่ใครหลายคนรู้สึกอยู่ในตอนนี้ นั่นคือปัญหาคุณภาพชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ในประเทศไทย (ที่รวมกันแล้วใหญ่โต) ตั้งแต่ทางเท้าน้ำกระเซ็น ขนส่งสาธารณะที่ประเมินเวลาไม่ได้ รถติด และความปลอดภัยในชีวิตที่ทำให้แพรเริ่มตั้งคำถามถึงเงินภาษีที่จ่ายไปในแต่ละเดือน</p>



<p>“ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอยู่ประเทศไทยแล้วเราไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติสุข ทำไมชีวิตเรามันยากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ตอนเด็กเราคิดว่าประเทศไทยมันน่าจะดีกว่านี้ถ้ามีการจัดการที่ดี แต่เวลาผ่านไป ประเทศไทยไม่ได้เจริญขึ้น แต่มันแย่ลง เราเลยคิดว่าถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อไป อีก 5 ปี 10 ปี จะเป็นยังไง ถ้าเราเกษียณ เราจะเป็นยังไง เราน่าจะอยู่ไม่ได้เลยรู้สึกว่ารีบพาตัวเองออกไปดีกว่าก่อนที่อะไรๆ จะแย่กว่านี้” แพรเล่าให้ฟังถึงเหตุผลลึกๆ ในใจ</p>



<p>ฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 แพรเคลียร์ข้าวของส่วนตัวที่บ้าน โละของสะสมทิ้ง และบริจาคหนังสือต่างๆ ที่มีอยู่ที่ไทย แล้วตัดสินใจหอบกระเป๋าพร้อมความฝันยิ่งใหญ่ บินมาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ (National Chengchi University) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการย้ายมาไต้หวันจนถึงตอนนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-133611" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-1536x1536.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย2.jpg 1674w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Arrival Time<br>ไต้หวัน vs. ไทยแลนด์ เหมือนใกล้แต่ก็ไม่เหมือนกัน</strong></h3>



<p>หลังจากใช้ชีวิตที่ไต้หวันด้วยสถานะนักเรียนปริญญาโทอยู่ 2 ปี แพรใช้เวลาหลังเรียนจบอีกหนึ่งปีเพื่อหางานประจำจนได้รับ work visa ถูกต้องตามกฎหมายในฐานะ Marketing Specialist ของบริษัททำแอพพลิเคชั่นแห่งหนึ่งในไต้หวัน&nbsp;</p>



<p>เป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้วที่ความตั้งใจในการอยู่ไต้หวันของแพรค่อยๆ เป็นจริงมากขึ้นทีละนิด และต่อจากนี้คือบทสนทนาว่าด้วยวิธีการย้ายมาอยู่ไต้หวันในแบบฉบับของเธอ</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-133604" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2-768x1024.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2-225x300.jpg 225w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2-1152x1536.jpg 1152w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2-600x800.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง2-2.jpg 1256w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">เมื่อตั้งใจแต่แรกว่าจะไม่ได้แค่มาเรียนต่อแล้วก็กลับ อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าเราจะสามารถอยู่ที่ไต้หวันต่อได้ยาวๆ</h4>



<p>เราไม่มีความมั่นใจเลย แค่มีแพลนคร่าวๆ ว่าเราจะเริ่มหางานทำตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ประเทศไต้หวัน หลังจากเรียนจบปริญญาโท เราจะมีเวลาหนึ่งปีที่สามารถต่อวีซ่าได้ครั้งละ 6 เดือน เพื่อที่จะเรียนภาษาต่อหรือหางาน เราก็คิดแค่ว่าภายในหนึ่งปีนั้นต้องหางานให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็กลับไทย แค่นั้นเลย&nbsp;</p>



<p>แต่สมมติว่าต้องกลับจริงๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ได้อะไรกลับไปนะ เพราะในอนาคตถ้าเราอยากจะกลับมาหางานที่ไต้หวันอีก อย่างน้อยเราก็มีประสบการณ์ที่นี่แล้ว การที่เราเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในไต้หวันก็การันตีได้ว่าเรามีเครดิตที่ดีที่บริษัทไต้หวันจะเรียกเราอีกครั้ง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133605" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3-600x450.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง3-3.jpg 1477w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ก่อนมาคุณโน้มน้าวครอบครัวยังไง เพราะการย้ายประเทศน่าจะเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน</strong></h4>



<p>จริงๆ แล้วแพรบอกที่บ้านว่าอยากมาอยู่ไต้หวันตั้งแต่ตอนมัธยม แต่ตอนนั้นเขาก็คงมองว่าเราพูดเรื่อยเปื่อย แล้วก็โดนป๊าเบรกว่าให้เรียนปริญญาตรีที่ไทยก่อน ถ้าอยากไปก็ค่อยไปตอนปริญญาโท&nbsp;</p>



<p>แต่การได้มา AIESEC ที่ไต้หวันในระหว่างที่เรียนปริญญาตรี ก็เหมือนจุดประกายเราอีกครั้ง คราวนี้เราพูดจริงจังเลยว่าแพรจะมาเรียนที่ไต้หวันและจะมาหางานทำต่อ เขาก็คงได้ยินเราพูดถึงไต้หวันบ่อยและนานมากจนเริ่มเข้าใจว่าเราคงอยากมาจริงๆ</p>



<p>ก่อนมา แพรคุยฟุ้งกับที่บ้านไว้เยอะมากๆ ว่าถ้ามาไต้หวันจะต้องสอบให้ได้ทุนรัฐบาล จะต้องมีคอลัมน์ของตัวเองที่เขียนเกี่ยวกับไต้หวันเพราะตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนเล่าเท่าไหร่ จะหาของเข้ามาขายด้วยดีไหม ซึ่งพอได้มาที่นี่แล้วเราก็ค่อยๆ ทำให้เขาเห็นว่าเราทำตามที่พูดได้จริง อาจจะไม่ทุกอย่างแต่ก็เกือบทุกอย่าง เขาก็คงมองว่ามันทำได้ว่ะ ถ้าอย่างนั้นจะทำอะไรก็ทำ&nbsp;</p>



<p>จากที่ช่วงแรกแพรพอจะสัมผัสได้ว่าเขาอยากให้เรากลับไทย เพราะเขาชอบถามว่าจะไม่กลับมาแล้วเหรอ จะหางานอยู่นั่นจริงๆ เหรอ แต่ช่วงนี้ก็น่าจะชินกันแล้วเพราะแพรก็มานานมากแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาโทรไปก็ไม่ค่อยมีใครอยากคุยกับแพรแล้ว (หัวเราะ) แม่เองก็บอกว่าถ้าอยู่ที่นี่แล้วดีกว่าก็อยู่ไปสิ&nbsp;</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133610" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/วิวแถวๆ-มหาลัย1-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<h4 class="wp-block-heading">ช่วงแรกที่มาเรียนต่อที่ไต้หวันเริ่มวางแผนชีวิตในการอยู่ที่นี่ต่อยังไง</h4>



<p>จะว่ามีแผนก็มี แต่ไม่ได้ถึงกับจริงจังและต้องทำให้ได้ขนาดนั้น อย่างภาษาจีน ผ่านไปปีกว่าแล้วภาษาจีนแพรก็ยังเท่าเดิมคือยังไม่ถึงขั้นที่หางานทำแล้วเขาจะรับ กว่าจะได้เรียนภาษาจีนแบบฟูลไทม์ก็ตอนปีสองช่วงที่เริ่มเขียนทีสิส&nbsp;</p>



<p>นอกนั้นก็พยายามออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อนไต้หวัน ไปเต้นสวิง ทำความรู้จักกับคนเยอะๆ เพื่อดูว่าเขาทำอะไรกัน โดยเฉพาะปีแรกที่แพรมาจะไม่ค่อยแฮงเอาต์กับคนไทยเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะตอนนั้นคนไทยยังมากันน้อยด้วย อาจจะมีคอมมิวนิตี้ของคนไทยอยู่บ้างแต่เราก็ไม่ได้เอาตัวเองเข้าไป</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-133615" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0437-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>การแฮงเอาต์กับคนไต้หวันช่วยให้เราเข้าใจและกลมกลืนไปกับประเทศนี้มากขึ้นไหม</strong></h4>



<p>การแฮงเอาต์มีส่วนเยอะนะ อย่างช่วงแรกๆ เราพบว่าเวลาคนไต้หวันชวนไปเที่ยวเขาก็จะชวนปุบปับ ซึ่งตอนนั้นแพรก็ไม่ได้ถามด้วยว่าจะไปไหน ปรากฏว่าเพื่อนพาไปปีนเขาที่แอดเวนเจอร์มากๆ&nbsp;</p>



<p>ทีแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าการปีนเขาของคนไต้หวันนี่ทำไปเพื่ออะไร เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเดินไปเรื่อยๆ จนสุดทางแล้วก็เดินกลับ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าคนไต้หวันไปปีนเขาก็เพื่อแค่ไปเดินและดูวิว นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ การเดินเขาน่าจะเป็นความไต้หวันอย่างหนึ่งที่พออยู่ไปเราก็ค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจมากขึ้น</p>



<p>แง่อื่นแพรไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ คนไต้หวันก็บอกว่าสำเนียงที่เราพูดคล้ายคนไต้หวันมาก อาจเพราะตอนเด็กๆ เราฟังเพลงหรือดูซีรีส์ไต้หวันเยอะด้วย อีกอย่างคือโครงหน้าเราก็คล้ายคนไต้หวันมาก ยิ่งพอเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน พ่อแม่ อากงอาม่า ก็เป็นคนแต้จิ๋วมันเลยต่อกันติดง่ายขึ้น เขาจะชวนคุยว่าคนจีนที่เมืองไทยเป็นยังไง ภาษาแต้จิ๋วเป็นยังไง แพรมักจะมีบทสนทนาแบบนี้กับคนไต้หวันบ่อยๆ&nbsp;</p>



<p>และด้วยความที่แพรมาเรียนต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เวลาไปกินข้าวกับคนไต้หวันเขาก็จะคุยกันเรื่องนี้ อัตลักษณ์ของคนไต้หวัน การเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ เราก็ได้เรียนรู้ผ่านตรงนี้ว่าคนไต้หวันมีความคิดยังไง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="556" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-1024x556.jpg" alt="" class="wp-image-133625" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-1024x556.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-300x163.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-768x417.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-1536x833.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-2048x1111.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_9852-600x326.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อยู่ไต้หวันมาเกือบ 4 ปี คิดว่าคนไต้หวันมีมุมมองต่อคนไทยยังไง</h4>



<p>ช่วงแรกๆ ที่มา แพรรู้สึกว่าคนไต้หวันมองคนไทยดีมาก เขาจะคิดว่าประเทศไทยดีอยู่แล้วทำไมต้องมาเรียนต่อที่ไต้หวัน เราก็ให้เหตุผลไปว่าสำหรับเรา ไต้หวันมีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันในสังคมมากกว่าหลายประเทศในเอเชีย&nbsp;</p>



<p>หรือเวลาไปเดินตลาด พอบอกว่าเราเป็นคนไทย คนไต้หวันก็จะตกใจว่าทำไมมาไต้หวันล่ะ เมืองไทยดีมากเลยนะ ฉันชอบเมืองไทย เศรษฐกิจก็ดีเพราะเขาจะเทียบกันแค่ว่า GDP ของไทยดีกว่าไต้หวันในตอนนั้น</p>



<p>แต่ในมุมที่เหมือนจะดีนั้น เราก็สัมผัสได้ถึงมายด์เซตบางอย่าง เช่น จะชอบถูกถามว่าเธอเป็นคนไทยเหรอ ทำไมขาวจัง ทำไมพูดภาษาอังกฤษเก่ง ซึ่งเรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจเหยียดหรอก แต่เขายังมองว่าคนไทยต้องดำ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ หรือบางทีเราไปไหนกับเพื่อนคนไทยแล้วพูดภาษาไทยกัน พอพนักงานภาคบริการได้ยินก็จะไม่เฟรนด์ลี่กับเราเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเวลาเราพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน อันหลังนี้เจอไม่บ่อยแต่ก็เจอ ก็ไม่รู้ว่าทำไมนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133613" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/ห้องสมุดสาธารณะที่มีหนังสือภาษาไทยด้วย2-2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาไหมในการอยู่ไต้หวัน</h4>



<p>แพรมองว่าไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ขนาดนั้น เพราะคนส่วนมากที่เจอก็เป็นประเภทที่อาจสงสัยบ้าง เผลอแสดงอะไรที่เหมือนจะเหยียดนิดๆ แต่ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้ตั้งใจหรอก เรารู้สึกว่าคนไต้หวันถามเพราะเขาไม่รู้จริงๆ พออธิบายเขาก็พร้อมจะรับฟังและเข้าใจ บางคนก็ขอโทษเรากลับด้วย&nbsp;</p>



<p>ส่วนคนที่แสดงท่าทีออกมาเลยว่าไม่ชอบ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดอะไรกับเขา โดยรวมคนไต้หวันก็ยังเฟรนด์ลี่ เข้าถึงง่ายและพยายามช่วยเหลือเราตลอด อาจจะมีแค่สัก 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่อาจจะแสดงทีท่าไม่ดีกับเรา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133621" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0870-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ดูเหมือนว่าการปรับตัวจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคุณ แล้วเคยมีช่วงเวลาไหนที่รู้สึกนอยด์หรืออยากล้มเลิกความตั้งใจและย้ายกลับประเทศไทยบ้างไหม</h4>



<p>เยอะมาก (ลากเสียง) ตอนแรกๆ ที่เรามามันจะมีแต่อะไรใหม่ๆ น่าสนใจ อยากเรียนรู้ไปหมดเลยใช่ไหม แต่พอช่วงใกล้จบเทอมแรกและต้องทำงานไฟนอลจึงเริ่มเห็นปัญหาบางอย่าง&nbsp;</p>



<p>หนึ่ง–เราเองยังปรับตัวไม่ทันกับงานวิชาการที่ไม่เคยทำ อ่านเปเปอร์ก็ไม่เข้าใจ เขียนก็ไม่ออก อีกใจก็กลัวว่าถ้าเกรดไม่ถึงแล้วจะโดนตัดทุนหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>สอง–มันเป็นจุดที่เราเริ่มมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง เวลาเห็นเพื่อนที่ไทยทำงานโปรเจกต์ต่างๆ ที่น่าสนุก ถ้าเรายังอยู่ไทยเราก็คงจะได้ทำโปรเจกต์นั้นด้วย มันทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ สิ่งที่เราอยากทำมันจะทำได้จริงๆ ไหมนะ ถึงมันจะเป็นทางที่เราเลือกเองมันก็มีความลังเลอยู่ ตอนนั้นเลยมีความคิดว่า เอ๊ะ หรือเรียนจบจะกลับไทย แต่พอช่วงปิดเทอมที่ได้กลับไทยไปสั้นๆ ได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ก็เหมือนได้กลับไปชาร์จพลัง พอกลับมาที่นี่ก็โอเคขึ้น พร้อมสู้ต่อ</p>



<p>อีกครั้งที่เกิดความรู้สึกนี้คือช่วงหลังเรียนจบที่หางานไม่ได้สักที ตอนแรกเราคิดว่าภายใน 6 เดือนแรกเราก็น่าจะหาได้แหละ แต่แพรไปสัมภาษณ์รอบที่ 1 รอบที่ 2 รอบที่ 3 หลายบริษัทมากแล้วสุดท้ายก็ไม่ผ่าน เลยคิดว่าหรือกลับไปหางานที่ไทยน่าจะง่ายกว่านะ&nbsp;</p>



<p>ถ้าถามว่าที่นี่มีงานที่เราทำได้ไหม มันมี แต่มันอาจจะไม่ใช่งานที่เราชอบขนาดนั้น ขณะเดียวกันมันก็มีงานที่น่าสนุกอยู่ที่เมืองไทยเยอะไปหมดเลย แถมเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆ แต่ว่าสุดท้ายก็ได้งานในบริษัทที่ทำปัจจุบันก่อนก็เลยไม่ได้กลับแล้ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-133618" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-2048x1152.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/DJI_0657-600x338.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">กระบวนการหางานทำที่ไต้หวันมีความยากยังไงบ้าง สำหรับคนไทย</h4>



<p>มันยาก (ถอนหายใจ) จะให้พูดยังไง ช่วงแรกๆ แพรก็ไม่ได้หางานที่เน้นตลาดไทยด้วยเพราะคิดว่าเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้นและอยากจะลองโฟกัสตลาดอื่นดูบ้าง แต่มันก็ยากด้วยเรื่องภาษาจีน ตอนที่เริ่มหางาน ภาษาจีนของแพรก็ยังไม่ได้ดีมาก เราจะไปแข่งกับคนไต้หวันหรือคนชาติอื่นๆ ยังไง สมมติว่าถ้าเราอยากหางานตำแหน่งเดียวกันที่เมืองไทยอาจจะยังพอมีโอกาส แต่ที่นี่ไม่ใช่สนามแข่งที่เราเป็นเจ้าภาพด้วยซ้ำ</p>



<p>อีกอย่างคือบริษัทในไต้หวันส่วนใหญ่ยังค่อนข้าง traditional กว่าไทย สมมติแพรสมัครตำแหน่งมาร์เก็ตติ้งก็ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 1-2 ปี พอเราไปสัมภาษณ์และบอกว่าประสบการณ์ที่เรามีพอ adapt กับการตลาดได้นะ แต่เขาอยากได้คนทำการตลาดด้านชิ้นส่วนไอทีมาก่อน ซึ่งมันเจาะจงและเฉพาะทางลงไปอีก มันทำให้เราอดคิดในใจไม่ได้ว่า แล้วจะเรียกฉันมาทำไม เพราะเจอแบบนี้หลายครั้งมาก หรือบางบริษัทก็ยังมีมายด์เซตว่าถ้าเป็นผู้หญิงน่าจะทำงานด้านไอทีไม่ได้ เขาก็คัดใบสมัครเราออกแล้ว เราเลยคิดว่าที่ไทยน่าจะเปิดกว้างกว่า ชิลล์กว่า&nbsp;</p>



<p>และสำหรับคนที่อยากย้ายสายงานแบบแพร ถ้าอยู่ที่ไทยก็คงง่ายกว่านี้ ด้วยความที่ประสบการณ์เราคืองานสื่อล้วนๆ หลายบริษัทก็จะมองว่าเราไม่ได้มีประสบการณ์ในสายมาร์เก็ตติ้งโดยเฉพาะ และปริญญาโทเราก็เลือกเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นคณะที่ทำอะไรไม่ได้เลยในไต้หวัน มันก็ทำให้ยิ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่เรียนด้าน MBA หรือนิเทศศาสตร์โดยตรงก็อาจมีเครดิตมากกว่า&nbsp;</p>



<p>หรืออย่างช่วงสัปดาห์นี้ที่ต้อง work from home แพรก็ทำใจไว้แล้วว่ามันคงไม่เหมือนที่ไทย และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะ HR เพิ่งส่งมาบอกว่าต้องตอกบัตรเข้า-ออกงานอยู่นะ และต้องเขียนรายงานด้วยว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133623" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_7509-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">นอกจากเรื่องจุกจิกเล็กๆ น้อยๆ ในวัฒนธรรมการทำงานแบบไต้หวัน เคยเจอเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ไหวกับไต้หวันไหม</h4>



<p>แพรเคยเจอปัญหาใหญ่มากๆ คือการถูกเอาเปรียบสัญญาจ้าง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นลงข่าวที่เมืองไทยเลย ตอนนั้นทำให้เรารู้สึกว่าไต้หวันนี่ก็ใช่ย่อยนะ มันยังมีนายจ้างแบบนี้อยู่จริงๆ ในไต้หวัน และมีเยอะมากด้วย แต่โดยรวมแล้วยังเป็นเรื่องเล็ก เรายังไม่ได้จนตรอกขนาดนั้น เพราะเรายังรู้ว่าต้องจัดการยังไงต่อเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับตัวเอง&nbsp;</p>



<p>แต่ก็อยากเตือนคนอื่นเหมือนกันว่า ถ้าบังเอิญมาเจอนายจ้างไต้หวันที่เขี้ยวมากๆ บางคนจะเข้มงวดยิ่งกว่าที่ไทยอีก เช่น ถ้าหัวหน้ายังไม่กลับบ้านก็ห้ามกลับก่อนหัวหน้า โชคดีที่บริษัทของแพรไม่เป็น&nbsp;</p>



<p>ส่วนเรื่องสัญญาที่ไม่ถูกต้อง เราก็เห็นว่ารัฐบาลไต้หวันเองก็พยายามจะแก้ไข อย่างตอนนั้นแพรไม่ได้แจ้งความแต่มีผู้หวังดีส่งเรื่องไปให้ตำรวจ อยู่ๆ ก็มีตำรวจติดต่อมาว่าอยากจะเข้ามาเป็นพยานไหม ก็แสดงให้เห็นว่าเขายังแอ็กทีฟ เมื่อมีคนแจ้งเรื่องแล้วมันไม่ได้หายไป เลยคิดว่าต่อให้มีเรื่องอะไร เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ยังช่วยเหลือเราอยู่ มันก็ยังมีความหวังมากกว่าอยู่ไทยนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133622" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0887-2-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่าการย้ายมาไต้หวันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว และทำให้มั่นใจว่าเรายังอยู่ที่นี่ต่อได้แบบยาวๆ</h4>



<p>ก็คงเป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เราอยู่ที่นี่ เวลาออกจากบ้านเราไม่ต้องเจอทางเท้าที่มีน้ำกระเด็นหรือแคบจนเดินไม่ได้ เราไม่ต้องรอรถเมล์นานแถมไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ คุณภาพก็ไม่ดี ที่สำคัญคือคือเวลาเห็นสลิปเงินเดือน ก็รู้สึกเลยว่าอยู่ต่อได้แน่นอน (หัวเราะ)</p>



<p>แพรพยายามหาบาลานซ์ให้ตัวเองด้วยการแบ่งงานเป็นสองอย่าง ระหว่างงานที่สร้างเงิน กับงานที่สร้างความสุข เราทำงานฟูลไทม์ในไต้หวันเป็นงานที่สร้างเงิน ซึ่งมันก็เหนื่อย และเอาเข้าจริงก็ไม่ใช่งานที่เราทำด้วยความรักขนาดนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังรับงานที่ไทยด้วย เป็นงานที่ตัวเองอยากทำจริงๆ นั่นคือการเผยแพร่ไต้หวันในมุมที่ไม่ใช่เรื่องกินเรื่องเที่ยวให้คนรู้จัก ตรงนี้ก็เป็นงานที่ช่วยชุบชูใจตัวเองแม้จะไม่ได้ทำเงินขนาดนั้น&nbsp;</p>



<p>สมัยเรียนจบใหม่ๆ เราอาจคิดว่างานที่ทำต้องเป็นงานที่ฉันรัก แต่เราก็เรียนรู้ว่างานที่รักไม่ได้ทำให้เรามีเงินขึ้นมา</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133603" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/เที่ยวนอกเมือง1-3-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<h4 class="wp-block-heading">ทั้งที่คุณสามารถกลับไปทำงานที่สนุกและชอบจริงๆ ที่ประเทศไทยก็ได้ ทำไมถึงยอมแลกสิ่งนี้เพื่ออยู่ที่ไต้หวันต่อ</h4>



<p>เพราะมันคือเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้แต่แรกแล้วว่าเราอยากใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน ถึงตอนนั้นได้กลับไทยจริงๆ ก็คิดว่าคงจะเอนจอยชีวิตในไทยแค่ 1-2 ปี</p>



<p>ก่อนมาไต้หวันแพรก็ดับเครื่องชนสุดๆ ใช้เงินทั้งหมดที่ตัวเองมีและใช้เงินที่บ้านอีกหลายส่วนเลย มันจึงไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ลงทุนไปกับสิ่งนี้ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ช่วยเรา เลยรู้สึกว่าถ้าที่บ้านยังสนับสนุนเราขนาดนี้ก็ต้องไปต่อ การขายของตัวเองทิ้งก็เหมือนการป้องกันตัวเองในอนาคตว่าจะถอยกลับมาไม่ได้แล้วนะ ถ้ามันยังมีทางให้ไปเราก็ยังต้องไปต่อ</p>



<h4 class="wp-block-heading">ทุกวันนี้เวลามองกลับไปที่ไทยแล้วรู้สึกยังไง</h4>



<p>เรายังเชื่อว่าสักวันหนึ่งมันคงต้องเปลี่ยน เวลาที่มีการลงชื่อเรียกร้องต่างๆ ก็พยายามเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในนั้น หรือเวลาเราเขียนงานก็พยายามใส่อุดมการณ์ของตัวเองลงไปในงานเขียน ไม่ได้ถึงกับไม่สนใจแล้ว แค่เราไม่ได้อยากอยู่แบบนั้นแล้ว แต่เรายังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-133620" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-1024x768.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-300x225.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-768x576.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-1536x1152.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-2048x1536.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/05/IMG_0847-600x450.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<hr class="wp-block-separator is-style-default"/>



<h3 class="has-text-align-center wp-block-heading"><strong>Good to Declare</strong></h3>



<p>ในฐานะคนที่ผูกพันกับไต้หวันตั้งแต่ตอนเรียนที่ประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน เราจึงชวนแพรมาให้คำแนะนำเล็กๆ ไว้เป็นคู่มือสำหรับคนที่มีไต้หวันเป็นจุดหมายปลายทางที่จะไปใช้ชีวิตในอนาคต</p>



<p>ต่อไปนี้คือประสบการณ์ในระยะเวลาเกือบ 4  ปี ที่แพรแนะนำไว้กับเรา</p>



<h4 class="wp-block-heading">เรื่องที่คนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับไต้หวัน</h4>



<p>อาหารไต้หวันอร่อย ต้องเตือนไว้ก่อนเลยว่าไม่ใช่นะคะ และอาหารค่อนข้างมีตัวเลือกน้อย พอเรากินซ้ำไปซ้ำมาก็เบื่อ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้ก่อนมาอยู่ไต้หวัน</strong></h4>



<p>ค่าเช่าบ้านแพง ต้องเตรียมใจว่าราคาไม่เหมือนที่กรุงเทพฯ นะ มันแพงกว่ามาก และต้องเตรียมเงินด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>ไต้หวันเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของแพรไปบ้าง</strong></h4>



<p>แพรชอบออกนอกบ้านมากขึ้นเพราะมันมีอะไรหลายอย่างให้ทำ ออกไปหานิตยสารอ่านเล่นในห้องสมุด ออกไปสวนสาธารณะ ไปเดินเล่นริมแม่น้ำ วิ่งจ๊อกกิ้ง ไปปลูกผักหรือเดิน flea market ใกล้บ้าน ไปดูงานอาร์ตในพิพิธภัณฑ์ เพราะถ้าอยู่ไทยแถวบ้านแพรก็ไม่มีอะไรยกเว้นเข้าเมืองก็ไปห้าง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>คิดว่าไต้หวันเหมาะกับคนแบบไหน</strong></h4>



<p>คนที่ outgoing ชอบออกไปเจอธรรมชาติ ลุยๆ น่าจะชอบไต้หวัน เพราะมันมีธรรมชาติอยู่ทุกที่ ต่อให้อยู่ไทเป นั่งรถเมล์ไปแป๊บเดียวก็ปีนเขาได้</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>สิ่งที่เจอในไต้หวันและอยากให้ประเทศไทยมีแบบนี้บ้าง</strong></h4>



<p>ขนส่งสาธารณะที่ดีมีคุณภาพ ครอบคลุมตั้งแต่รถเมล์ รถไฟใต้ดิน (MRT) รถไฟ รถไฟความเร็วสูง ที่ราคาถูกและทุกคนสามารถเข้าถึงได้จริงๆ</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/one-way-ticket-prae/">ชีวิตในไต้หวันที่ แพร–วรรษมน โฆษะวิวัฒน์ เลือกที่จะดับเครื่องชนและเดินหน้าต่อ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
