อยากหื้อมาหัน ‘บ้านๆ น่านๆ ห้องสมุดและเกสต์โฮม’ ลมหายใจ๋ของป้าต้อม-ชโลมใจ

แหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ ไล่สายตาตามปุยเมฆที่กำลังไหวตัวเชื่องช้า ยื่นมือเปล่ารองหยาดน้ำฝน สูดกลิ่นดินเปียกชุ่ม เมื่อใดที่ไร้เรี่ยวแรง อากัปของผู้เขียนจะเป็นดังว่า เพราะมันทำให้หัวใจดวงน้อยอุ่นขึ้น เหมือนกำลังซุกอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่ แรงกายแรงใจพลันหวนคืน 

เช่นกันกับการล่องขึ้นภาคเหนือในเดือนปลายฝนต้นหนาว บนยอดดอยและป่าสูงนั้นมีสิ่งที่โหยหาอยู่แทบทั้งสิ้น 

หลังลงจากสะปัน เราค้นหาหมุดหมายใหม่ในตัวเมือง จังหวัดน่าน พยายามรื้ออินเทอร์เน็ตดูว่ามีร้านหนังสืออิสระอื่นอีกหรือเปล่า ทว่าคลังสถานที่มีไม่ถึงหยิบมือ ท้ายที่สุดมาลงเอย ณ ‘บ้านๆ น่านๆ ห้องสมุดและเกสต์โฮม’ ที่เลี้ยวเข้าซอยรอบเมืองทิศใต้ไปไม่กี่คืบจะเห็นบ้านไม้สีน้ำตาลหลังใหญ่ ใบไม้ดกเลื้อยปกคลุมเกือบถึงประตู รากอากาศไทรย้อยระโยงระยางราวไฟประดับคืนเทศกาล หากแต่ไร้ซึ่งผู้คน 

หลังบานประตู

เฟรมผ้าใบภาพ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์’ นักเขียนสำนวนเพรียวนมตอกอยู่ข้างบานประตู แฟนตัวยงยืนตาลุกวาวอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะสอดส่องฟากซ้ายมือเห็นชั้นวางหนังสืออยู่ล้น ล้วนแต่ก็เป็นหนังสือให้ยืมทั้งสิ้น สมชื่อห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ส่วนฟากขวามือเป็นหนังสือให้ซื้อ 

เราค่อยๆ เดินขึ้นบันไดชั้นสองด้วยฝีเท้าอย่างแมว เพราะกลัวพื้นไม้จะส่งเสียงออดแอด พลางหันมองหญิงวัยกลางคนที่เดินตามหลัง เธอแนะนำว่าห้องพักสุดทางเดินเป็น ‘ห้องปรารถนา’ ตั้งตามชื่อหนังสือของนักเขียน ‘วรพจน์ พันธุ์พงศ์’ อีกห้องพักหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในห้องสมุด มันถูกใบไม้เขียวห่อหุ้มไว้จนแสงจากบานหน้าต่างแทบจะจมหาย ด้วยเหตุนี้ เจ้าของสถานที่จึงให้ชื่อว่า ‘ห้องใบไม้’ 

ทั้งสองห้องมีองค์ประกอบหลายอย่างที่เหมือนกัน หนึ่งคือแคร่ที่มีผ้าม่านเป็นฉากหลัง สองคือโต๊ะพร้อมเก้าอี้ไม้ สามคือชั้นวางอุปกรณ์ดริปกาแฟ ผงกาแฟ ขวดแก้วที่เต็มไปด้วยเม็ดน้ำตาล ไฟระย้าดวงเล็กสีเหลืองอุ่นที่เมื่อกดเปิดจะสว่างโร่ และสี่คือหนังสือกองโตใต้โต๊ะทีวี ดูคล้ายกับแหล่งพำนักนักเขียน 

แดดบ่ายโลมไล้พื้นไม้ เงาทอดไหววูบวาบ ส่องกระทบใบหน้าผู้ปั้นห้องสมุดจนเป็นรูปร่าง เธอนั่งไขว้ขาข้างหนึ่งอย่างสบายๆ

“ชื่ออะไรคะ” ผู้มาเยือนเอ่ยถามและเจ้าบ้านตอบ “ครูต้อม เมื่อก่อนเป็นครู ก็เลยติดให้คนเรียกว่าครู แต่หนูเรียกป้าต้อมก็ได้ลูก” 

หลังสบตาทำความรู้จักกัน เราจึงขอแทนเธอว่า ‘ป้าต้อม’ นามเต็ม ‘ชโลมใจ ชยพันธนาการ’ ด้วยความไม่แน่ใจว่าป้าต้อมเป็นคนภาคเหนือโดยกำเนิดหรือเปล่า “อู้กำเมืองได้ก่เจ้า” 

“ได้เจ้า สบายมาก หนูเป๋นคนเมืองก๋า” ป้าต้อมส่งคำถามกลับทั้งยิ้มอ่อน “บ่ใจ้ค่ะ เป๋นคนกรุงเทพค่ะ” 

ที่จริงแล้ว บทความนี้อาจออกมาเป็นภาษาเหนือทั้งแถบด้วยคำขอจากผู้เขียนว่าอยากให้ป้าต้อมอู้กำเมือง เป็นโชคดีที่ป้าต้อมเบรกเอาไว้ก่อน เพราะกลัวว่าเราจะฟังเธอไม่รู้ความ ภาษากลางจึงกลายเป็นจุดเชื่อมโยงให้คนทั้งคู่คุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ 

เมื่อเราถามความเป็นมาของบ้านๆ น่านๆ ป้าต้อมกลอกตาราวนึกย้อนถึงวันแรก “หลังจากได้ที่ตรงนี้มา ป้าตั้งใจจะทำห้องสมุดเป็นประการแรก แต่ยังไม่มีแผนว่าจะทำเมื่อไร ดันมาเกิดเหตุน้ำท่วมเมื่อ พ.ศ.2549 เสียก่อน ป้าก็คิดว่าคงอยู่ไม่ได้แล้ว ต้องดีดบ้าน ยกให้มันสูงขึ้น ปรับปรุงจนได้บ้านสองหลังที่สวยงามถูกใจ แล้วก็เข้าสู่ช่วงที่เมืองน่านกำลังจะมีนักท่องเที่ยว ซึ่งสมัยนั้นก็ถือว่ายังน้อยมากนะ แต่ป้าได้ทำสิ่งที่ตั้งใจแล้ว ก็ให้ชื่อว่า ‘บ้านๆ น่านๆ’ จากเกสต์เฮาส์คุ้นหูกลายเป็นเกสต์โฮม เพราะเราทำห้องสมุดแบบบ้านๆ จริงๆ กฎกติกาของเราไม่ได้เป๊ะ อาจจะทำอะไรผิดพลาด ไม่ถูกต้องตามทฤษฎี เราบ้านๆ นะ โปรดให้อภัยเรา” 

ป้าต้อมหลุดอุทาน หลังจากได้ยินว่าระหว่างทางลงดอย เราพยายามหาห้องสมุดหรือร้านหนังสืออิสระในจังหวัดน่าน หวังจะบันทึกความประทับใจให้มากที่สุดเหมือนเก็บตราแสตมป์ตามอุทยาน ทว่าคำค้นหาขึ้นชื่อห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ เป็นส่วนใหญ่ จะเลื่อนฟีดกี่ครั้งก็เห็นตัวอักษรเดิมปรากฏซ้ำ 

ตามสันดานของคนที่ชอบทำอะไรวนในอ่าง อาจวิ่งแจ้นไปเยือนร้าน ‘กลิ่นหนังสือ’ เหมือนที่เคยไปเมื่อหลายปีที่แล้ว 

น่าเสียดาย ประตูกระจกสีขาวปิดไปอย่างไม่ได้ถูกเปิดออกอีก

“การทำสิ่งเหล่านี้มันใช้ทุนเยอะ ใช้พลังเงิน พลังกาย พลังใจ เพราะมันไม่ได้สร้างรายได้มาก เราทำด้วยแพสชันล้วนๆ เลย จะเห็นว่าเมืองน่านคนมักมาเที่ยวแค่ฤดูท่องเที่ยวซึ่งระยะเวลาสั้นมาก แค่สามเดือนกว่าเอง แล้วหลังจากนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร 

“แต่เป้าหมายของป้าไม่ได้ทำแค่ห้องสมุด จุดประสงค์ของห้องสมุดนี้ก็ไม่เหมือนอย่างภาครัฐทำ เรามีเรื่องการดื่ม การกิน มีกิจกรรมที่ภาครัฐปฏิเสธ มีหนังสือที่ภาครัฐไม่ชอบ จังหวัดอื่นก็มีห้องสมุดเอกชน แต่น้อยนะ ส่วนใหญ่จะเป็นเชิงมูลนิธิ เชิงสมาคมมากกว่า”

หนังสือที่ภาครัฐไม่ชอบคงหนีไม่พ้นหมวดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงที่แตกออกไม่กลืนเป็นจังหวะเดียวกัน 

ป้าต้อมยกหนังสือ ‘ต้องเนรเทศ’ เป็นตัวอย่าง “มันคงไม่มีในห้องสมุดประชาชนหรอก วัฒน์เป็นนักเขียนมากฝีมือ คอยเคลื่อนไหวทางการเมือง มีความคิดความสามารถในการเขียนข่าว เขียนเพลง และเป็นผู้ลี้ภัยที่ไปอยู่ประเทศลาว กัมพูชา สุดท้ายเขาเสียชีวิตที่ปารีส ไม่มีโอกาสจะกลับมาบ้านเรา ถ้าเรื่องเหล่านี้ได้ออกสู่สายตาผู้ที่อาจจะยังไม่เข้าใจการเมืองลึกซึ้งก็จะเข้าใจมากขึ้น มันเป็นการเปิดทรรศนะ” 

เสาปูนเปลือยแปะสติกเกอร์แผ่นเหลือง ‘เขตปลอดเผด็จการ’ แผ่นขาวเป็นสัญลักษณ์ชูสามนิ้วพาดทับด้วยรูปนกพิราบกลางฝ่ามือให้เห็นถึงการหลุดพ้นเป็นอิสระ โปสการ์ดผู้ขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนวางในกล่องไม้ ทั้งลายมือยึกยือ ‘แจก แจก แจก’ ด้วยสีชอล์ก หนังสือเล่มหนาวางตระหง่าน ‘No God No King Only Human’ เป็นอันแจ้งให้ทราบว่าหากใครคิดเผด็จการคงต้องยืนห่างในระยะสิบเมตร 

ในห้องแห่งปรารถนา

เสียงวิทยุตามสายดังกังวานเป็นสัญญาณว่าเวลาเย็นย่ำมาถึงแล้ว ด้วยความถูกคอกับสถานที่ มากไปกว่านั้นคงเป็นหญิงกลางคนใบหน้าขาวสะอาด ทำให้ผู้มาเยือนเปลี่ยนใจเป็นผู้มาอยู่ กุญแจห้องปรารถนาหย่อนลงกลางฝ่ามือ 

แม้รู้ว่าไม่อาจคว้าหนังสือบนชั้นมาอ่านได้ครบทุกเล่มในหนึ่งคืน แต่อย่างน้อยก็ได้เสพสุขชั่วขณะ ม้วนตัวไปมาให้ผ้าห่มสีน้ำเงินลายดอกไม้ห่อหุ้มร่างกาย เอนหัวลงหมอนสีครีมที่ยัดนุ่นอ่อนนุ่ม เกสต์โฮมชั้นสองกว้างขวางก็จริง ทว่ามีห้องพักอยู่สองห้อง นอกเหนือจากนั้นเป็นแหล่งพำนักของหนังสือทั้งสิ้น ดูเหมือนเจ้าของไม่ได้ตั้งใจเปิดเป็นที่พักให้แขกมาแต่แรก  

“ป้าไม่ได้ตั้งใจสร้างชั้นสองให้เป็นเกสต์โฮม เพราะไม่อยากมีภาระ ไม่อยากมีหนี้สิน แต่อยู่ไปอยู่มาก็รู้สึกว่ารายได้ในการเปิดร้านกาแฟและขายหนังสือคงไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้ามีห้องพักหน่อยก็น่าจะดี” 

คำถามหลังจากนั้นคือค่าห้องพักสองห้องจะหล่อเลี้ยงชีพป้าต้อมได้จริงเหรอ เธอว่าหากมีลูกค้าตลอดก็พอแน่ เว้นเสียแต่ “ป้าเป็นคนไม่ค่อยทำการตลาด ขี้เกียจ แล้วก็ไม่ถนัด เป็นจุดอ่อนมากเลย ตั้งแต่ยังเด็กเราถูกสั่งสอนให้เป็นผู้ผลิต ไม่ได้ถูกสอนให้ทำการตลาด เรื่องเหล่านี้ถึงไม่ได้อยู่ในความคิดจิตใจ ป้าคิดว่าอยากมีรายได้เพิ่มสักหน่อยเพื่อนำมาขับเคลื่อนกิจกรรม”

อย่างที่ป้าต้อมเกริ่น คนจะแห่กันมาเมืองน่านในฤดูท่องเที่ยวระยะสั้น เสียงจอแจอยู่ไม่นานก็ซาไป ผู้มีอาชีพค้าขายก็จ๋อย ผ้าฝ้ายแขวนอยู่เต็มราว เครื่องเงิน ปิ่นปักผม ล้วนถูกฝุ่นเกาะ บ้านๆ น่านๆ ก็ตกอยู่ในสภาวะใกล้เคียง จากที่เห็นว่าทั้งหลังมีมนุษย์อยู่สองคนที่นั่งก้นติดเบาะสนทนากัน แต่ป้าต้อมไม่ย่อท้อ หรือจะว่าไม่หวั่นกลัวก็ไม่ผิดนัก

“ถ้าเอาความเงียบมาท้อคงจะท้อทั้งปีนะลูก ป้ารู้โจทย์อยู่แล้วว่าธุรกิจแบบนี้ มันไม่หวือหวาเปรี้ยงปร้างหรอก แต่ป้าต้องการทำสิ่งที่อยู่กับมันแล้วมีความสุข รู้สึกผ่อนคลาย อยากให้การหาเงินและพักผ่อนอยู่ในเรื่องเดียวกัน ป้าเชื่อว่าถ้ามีใครสักคนหรือคนรุ่นใหม่ที่อยากจะทำแบบป้า พวกเขาคงมีพลังมากกว่านี้ ทำได้มากกว่านี้

“จุดอ่อนของที่นี่คือโลเคชันอยู่ในซอย ที่จอดรถน้อย ป้าทำการตลาดไม่เก่ง ถ้าทำให้ดีก็น่าจะมีลูกค้าทั้งปีได้ หลายคนที่บอกป้าว่าอยากทำบ้าง ป้าเชียร์สุดใจเลย เก็บไม้เก่าไว้ เลี้ยงชีพได้สบายเลย ป้ารู้จุดอ่อนตัวเองแต่ไม่มีแรงจะปิดมัน” เธอส่งเสียงหัวเราะให้กำลังวังชาที่เริ่มถดถอย ด้วยอายุขึ้นต้นเลขหกแล้ว

เป็นโชคดีที่บ้านๆ น่านๆ ถูกค้นพบในยุคก่อนสื่อออนไลน์ ช่องโทรทัศน์การท่องเที่ยวทำให้ห้องสมุดออกเฉิดฉาย ทั้งป้าต้อมทำงานอยู่ในแวดวงหนังสือทำให้เกิดการบอกกันปากต่อปาก โชคนั้นติดอยู่ในสถานที่นี้จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ป้าต้อมเรียกเป็นยุคแห่งครี ครีอะไรนะ เราต่อคำว่าครีเอเตอร์ห้อยท้ายให้ เพราะป้าต้อมเรียกอยู่หลายครั้งก็ยังไม่ถูกเสียที ต่างคนต่างก็ขบขันกันให้กับความไม่รู้ไม่ผิดของเธอ 

“ตอนนี้ก็มีวัยรุ่นมานะ แต่ไม่มากเท่าคนวัยทำงาน คนที่มาหลากหลายวัย แต่กลุ่มเด็กเล็กเป็นเป้าหมายของป้า จะเห็นว่าบนชั้นสองมีที่คลาน ที่วิ่ง มีของเล่นชิ้นน้อย ป้าอยากให้เขาได้เห็นบรรยากาศเหล่านี้ อย่างป้าเองก็โตมากับน้าที่ชอบอ่านหนังสือ ชอบแต่งบ้านไม้ ป้าเห็นความงามเหล่านั้นแล้วรู้สึกว่าเข้าท่าดี คนที่มาชอบบอกว่าอยากมีบ้านแบบนี้” 

เราพยักหน้ายิ้ม นึกในใจว่าเราเองก็อยาก

“เสน่ห์ของบ้านๆ น่านๆ คือห้องสมุดที่ไม่แข็ง มันบ้านๆ ตามชื่อ ความเป็นไม้ ต้นไม้ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมทำให้คนที่มารู้สึกผ่อนคลาย อยู่ได้ทั้งวัน เพราะป้าไม่ชอบพลาสติก ดอกไม้พลาสติก หญ้าเทียมก็ไม่ชอบ ป้าเคยถามลูกค้าต่างชาติว่าทำไมถึงเลือกพักที่นี่ เขาบอกเสิร์ชเห็นคำว่า Library คนฝรั่งเศสที่มาก็บอกป้าว่าที่นี่เป็นที่รู้จักในหมู่พวกเขา”

บนชั้นหนังสือไม้

คำว่าห้องสมุดกระตุกให้เราหันหลังไปมองชั้นวางหนังสืออีกครั้ง แหง! ทั้งหมดมากกว่าพันเล่ม น่าอิจฉาที่มันถูกทะนุถนอมอย่างดีจากผู้เป็นเจ้าของ ชั้นวางนิทานก็ดูสะอาดสะอ้านประหนึ่งเป็นกรุสมบัติของเธอ 

“ในส่วนของห้องสมุดที่ให้ยืมฟรี ป้ารับบริจาคมาจากคนทั่วไป ไม่ก็เพื่อนฝูง มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิคณะก้าวหน้า ลูกค้าต่างชาติ แต่ป้าจะบอกก่อนนะว่าหนังสือประเภทไหนที่จะไม่เอา” 

แล้วหนังสือแบบไหนที่ป้าต้อมจะไม่เอา

“ป้าไม่เอาหนังสือธรรมะ หนังสือฮาวทู เพราะในยุคก่อนเขียนไม่เหมือนยุคนี้ที่จะเป็นจิตวิทยา ปรัชญาน่าอ่านมากกว่า”

อีกหนึ่งชื่อที่เราไม่พูดถึงไม่ได้ ‘วรพจน์ พันธุ์พงศ์’ ใช่แค่หนังสือของนักเขียนผู้ช่ำชองการสัมภาษณ์จะเหมาพื้นที่ไปถึงสองชั้นวาง แต่ภาพวาดติดผนังก็มีรูปเขา เฟรมผ้าใบสาดศิลปะแอบสแตรกใต้บันไดก็มีชื่อเขา ห้องพักก็ถูกตั้งตามชื่อหนังสือของเขา กระทั่งหนังสือ ‘เสียงสุดท้าย’ ในห้องสมุดก็มีลายมือประทับอยู่บนหน้าว่างว่ามอบให้ห้องสมุดบ้านๆ น่านๆ ลงลายเซ็นวรพจน์ 2023 

หนังสือของวรพจน์มีเยอะ เพราะคนอื่นเขียนไม่ได้เยอะเท่าเขา (หัวเราะ) อย่างของโตมร ศุขปรีชาก็มีเหมือนกัน ป้าตั้งใจอยากจะมีหนังสือของนักเขียนแต่ละคนให้ครบทุกปก” ป้าต้อมคลายความสงสัย หลังจากได้ยินเสียงหวีดของแฟนตัวยง ทั้งคำถามคะยั้นคะยอว่าทำไมหนังสือวรพจน์ถึงมีอยู่มากโข 

ความคาดหวังกระจิริดคงเป็นการบังเอิญพบวรพจน์ในถิ่นที่อยู่ของเขา หรือไม่ก็เห็นร่างผอมบางเยื้องกรายเข้ามาในห้องสมุด เผื่อว่าจะมีลายเซ็นติดกลับกรุงเทพให้ชื่นใจ แต่เรื่องตลกร้ายหนึ่งคือผู้เขียนไม่อาจทำตามความปรารถนาของตัวเองได้ ความปรารถนาที่ว่าจะตื่นมารับแสงเช้า ทั้งที่หลับใหลอยู่ในห้องปรารถนาแท้ๆ กว่าจะนวยนาดลงจากเตียง เข็มนาฬิกาก็ชี้ใกล้เลขสิบเอ็ดแล้ว  

กลายเป็นว่าป้าต้อมส่ายหน้าหัวเราะ วรพจน์เพิ่งขี่มอเตอร์ไซค์จากไปเมื่อครู่ก่อน   

เราเองก็ส่ายหน้าตาม สงสัยยังไม่ถึงคราวได้พบกัน ก่อนจะกลับมาอยู่กับคู่สนทนาตรงหน้า ไล่คำถามว่าเธอชอบอ่านหนังสือแบบไหน

“ถึงตอนนี้แล้ว ป้าอ่านได้ทุกอย่าง อ่านได้เรื่อยๆ เลย แล้วแต่ภาวะความคิดและความรู้สึกของเราในช่วงเวลานั้น หนังสือมันจะเคลื่อนไปตามวัย 

“ถ้าถามถึงหนังสือที่อยากแนะนำ ป้าอยากให้อ่านงานสัมภาษณ์ มันจะได้เห็นความคิดของผู้คน งานความเรียงที่เกี่ยวกับชีวิต เหตุการณ์บ้านเมือง หนังสือประวัติศาสตร์ บทกวี งานแปล สำนักพิมพ์สมมติ สำนักพิมพ์บางลำพู 

“ถ้าเป็นนักเขียนสมัยใหม่จับใจวัยรุ่นก็ของสำนักพิมพ์ P.S.Publishing ป้าเอามาวาง โห! ขายได้! มันโดนใจวัยรุ่น ภาษาเขาเหวี่ยงไปหมด” 

ถึงป้าต้อมจะไม่เชี่ยวชาญการตลาด แต่วางใจได้เลยว่าเธอไม่เคยตกเทรนด์หนังสือ

บ้านชโลมใจ

เสียงตามสายดังขึ้นอีกครั้งในมื้อเที่ยง เป็นสัญญาณว่าใกล้หมดเวลาเสพสุขของเราเสียแล้ว ด้วยต้องเก็บกระเป๋ากลับเข้าเมืองกรุง กลายร่างจากนักท่องเที่ยวเป็นนักล่าเดดไลน์ เราคว้าหนังสือสามเล่ม สมุดจดหนึ่งเล่มที่เล็งไว้เข้ากระเป๋า พลางถามป้าต้อมว่าหมุดหมายต่อไปของห้องสมุดแห่งนี้คืออะไร 

เธอว่าจะจัดเทศกาล ‘Nan Poesie’ เหมือนในทุกปี เป็นเทศกาลบทกวีที่เริ่มจากความตั้งใจของวรพจน์ เพื่อสร้างพื้นที่ให้บทกวีได้หายใจ ไม่ว่าบทกวีนั้นผลิตออกมาจากใคร เป็นบทกวีประเภทไหนก็จะถูกรับฟัง ภายใต้เงื่อนไขให้เคารพความเป็นมนุษย์ และภายใต้ร่มไม้ของบ้านๆ น่านๆ เรียนเชิญมาป๊ะกันวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569  

กิจกรรมอื่นที่ป้าต้อมยังหมั่นทำอยู่เนืองๆ ก็มี ‘The Library Song’ ว่าด้วยการให้เด็กเล่นดนตรีเปิดหมวกในวันหยุด กิจกรรมเล่านิทานสองภาษา กิจกรรม ‘Book Talk’ เปิดตัวพูดคุยหนังสือ กิจกรรมฉายภาพยนตร์สั้น 

หากเป็นในวันธรรมดา ป้าต้อมจะอยู่บ้านไม้หลังข้างๆ เราแซวว่าเป็นอินโทรเวิร์ตหรือเปล่า เธอปฏิเสธเสียงนุ่มบอกไม่ใช่หรอก แค่ที่ไหนไม่อยากไปก็ไม่ไป เนื้อแท้ออกจะเป็นคนผจญสังคมเสียด้วยซ้ำ

บ้านๆ น่านๆ ห้องสมุดและเกสต์โฮมไม่ได้ให้เพียงรายได้หล่อเลี้ยงชีพป้าต้อม แต่ยังให้พลังงานซึ่งในขณะเดียวกันก็ดันลดพลังงาน 

“มันเหมือนเวลาเราทำอะไรซ้ำๆ บ่อยๆ แล้วรู้สึกจำเจ ถึงช่วงเวลาหนึ่ง ความงามที่เคยเห็นว่างามก็อาจจะลดลงไปบ้าง แต่มันไม่ได้หมดไป เราก็ต้องหาช่องทางเติมฟืนเติมไฟให้ตัวเอง ไม่หยุดนิ่งอยู่ตรงนี้ นอกจากอยู่กับหนังสือก็จะอยู่กับลูกค้า เป็นบาริสต้า เล่นโยคะ 

“ป้ายังเจ็บป่วยจากน้ำท่วมไม่หาย เพราะต้องฟื้นฟูห้องสมุด ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ชอบใช้ร่างกายจนลืมว่าตัวเองอายุเท่าไร ดึกแล้วง่วงแล้วแต่ก็อยากเห็นภาพห้องสมุดที่มันสำเร็จ ทุกอย่างก็กลับมาย้ำเตือนว่าอย่านะเธอ อย่าฝืนนะ” 

ฟังดูแล้ว บ้านๆ น่านๆ ไม่ได้เป็นแค่ห้องสมุดสำหรับป้าต้อมใช่ไหม

ป้าต้อมหลับตายิ้ม “มันเป๋นลมหายใจ๋”

ห้วงสุดท้ายของบทสนทนา หญิงวัยกลางคนแอบกระซิบมาว่าห้องพักในฤดูท่องเที่ยวจับจองกันยากหน่อยนะ อย่างนั้นแล้ว เราขอกระตุ้นต่อมความอยากให้ผู้อ่านร้องโหยหาบ้านๆ น่านๆ ขึ้นอีกสักนิด ด้วยคำชักชวนจากผู้เป็นเจ้าของ “อยากหื้อมาหันห้องสมุดบ้านๆ แบบเมืองน่าน” 

AUTHOR