<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วรรษชล  ศิริจันทนันท์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/wassachon/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/wassachon/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Jul 2021 18:57:35 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน : แด่ความรัก ความไม่รัก และการมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงทุกคน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/love-in-five-acts/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรรษชล  ศิริจันทนันท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Jul 2021 15:39:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกการอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Book]]></category>
		<category><![CDATA[เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[วรรณกรรมเยอรมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=138329</guid>

					<description><![CDATA[<p>เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน 1 บางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้หญิงจะมีสักกี่บทบาทให้ต้องเล่นในช่วงชีวิตหนึ่ง นอกจากเป็นลูกสาว เป็นพี่สาว เป็นน้องสาว เป็นเมีย เป็นแม่ ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถเป็นอย่างอื่นได้ด้วยไหม–ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาของตนเองหรือด้วยสายตาของคนอื่น–และเป็นไปได้ไหมว่า ในที่สุดเธอจะมองข้ามการเล่นหรือไม่เล่นบทบาทเหล่านั้นแล้วมุ่งไปสู่การเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้อย่างสนิทใจ หรือการจะเป็นสิ่งอื่นใดจำต้องเริ่มจากการปฏิเสธบทบาทข้างต้นเสียก่อน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเธอต้องยอมรับว่า บทบาทเหล่านั้นได้ตามติดตัวเธอมาตั้งแต่เริ่มมีลมหายใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมาเกิดเอาทีหลัง บทบาทที่ถูกบังคับให้เล่นอาจเกาะกุมจิตใจจนกลายเป็นความคาดหวังที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีต่อตนเอง ไม่ว่าจะหวังให้ตนเล่นบทนั้นให้ดีเท่าเทียมคนอื่นหรือหวังให้ตนกล้าปฏิเสธบทนั้นตั้งแต่แรก เธออาจอยากเป็นแม่ที่ดี อยากเป็นเมียที่ดี อาจไม่อยากเป็นแม่หรือเมียของใครเลย หรือกระทั่งไม่อยากเป็นอะไรเลยแต่จำต้องเป็น และหากเป็นอย่างสุดท้าย เธอจะเหลือตัวเลือกอะไรให้กับชีวิตบ้าง 2 เราเริ่มอ่าน เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน ในวันที่พยายามหนีจากการจำยอมรับบทต่างๆ มายังชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง เป็น 3 วัน 2 คืนที่เรายอมให้เสียงคลื่นที่ได้ยินแต่ไกลโอบกอดเราไว้ และพาเราเข้าไปในโลกของพวกเธอทั้งห้า พวกเธอที่ไม่ได้ต่างจากเราเสียเท่าไหร่ และไม่ได้รับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านมาในชีวิตได้ดีกว่าเรานัก พวกเธอวิ่งหนีออกมา วิ่งกลับเข้าไป กระเสือกกระสนออกมาใหม่ และกระโดดกลับเข้าไปแบบเดียวกับที่เราทิ้งน้ำหนักลงบนเตียงหลังผ่านวันอันเหนื่อยล้า คาดหวังว่าเตียงอุ่นๆ หนาๆ จะรับเราไว้ แต่ไม่เลย มันกลับทำให้เรากระเด้งกระดอนออกมาเพื่อถามตัวเองในท้ายที่สุดว่า สิ่งที่เราต้องการจากการรับบทเหล่านั้นคือการที่เราเล่นบทนั้นได้ดีตามความคาดหวังของสังคมหรือการที่เรารู้สึกควรค่ากับความสัมพันธ์นั้นกันแน่ เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน (Die Liebe im Ernstfall) นวนิยายเยอรมันของ ดาอีเนลา ครีน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/love-in-five-acts/">เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน : แด่ความรัก ความไม่รัก และการมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div style="display: none;">
<p style="display: none;">เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน</div>
<p style="display: none;"><a href="https://adaymagazine.com/"></a></p>
<p style="display: none;"><a href="https://facebook.com/adaymagazine/"></a></p>
</div>



<h6 class="has-text-align-center wp-block-heading">1</h6>



<p>บางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้หญิงจะมีสักกี่บทบาทให้ต้องเล่นในช่วงชีวิตหนึ่ง</p>



<p>นอกจากเป็นลูกสาว เป็นพี่สาว เป็นน้องสาว เป็นเมีย เป็นแม่ ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถเป็นอย่างอื่นได้ด้วยไหม–ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาของตนเองหรือด้วยสายตาของคนอื่น–และเป็นไปได้ไหมว่า ในที่สุดเธอจะมองข้ามการเล่นหรือไม่เล่นบทบาทเหล่านั้นแล้วมุ่งไปสู่การเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้อย่างสนิทใจ</p>



<p>หรือการจะเป็นสิ่งอื่นใดจำต้องเริ่มจากการปฏิเสธบทบาทข้างต้นเสียก่อน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเธอต้องยอมรับว่า บทบาทเหล่านั้นได้ตามติดตัวเธอมาตั้งแต่เริ่มมีลมหายใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมาเกิดเอาทีหลัง</p>



<p>บทบาทที่ถูกบังคับให้เล่นอาจเกาะกุมจิตใจจนกลายเป็นความคาดหวังที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีต่อตนเอง ไม่ว่าจะหวังให้ตนเล่นบทนั้นให้ดีเท่าเทียมคนอื่นหรือหวังให้ตนกล้าปฏิเสธบทนั้นตั้งแต่แรก เธออาจอยากเป็นแม่ที่ดี อยากเป็นเมียที่ดี อาจไม่อยากเป็นแม่หรือเมียของใครเลย หรือกระทั่งไม่อยากเป็นอะไรเลยแต่จำต้องเป็น</p>



<p>และหากเป็นอย่างสุดท้าย เธอจะเหลือตัวเลือกอะไรให้กับชีวิตบ้าง</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-1024x683.jpg" alt="เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน" class="wp-image-138539" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/5-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h6 class="has-text-align-center wp-block-heading">2</h6>



<p>เราเริ่มอ่าน<em> เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน </em>ในวันที่พยายามหนีจากการจำยอมรับบทต่างๆ มายังชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง เป็น 3 วัน 2 คืนที่เรายอมให้เสียงคลื่นที่ได้ยินแต่ไกลโอบกอดเราไว้ และพาเราเข้าไปในโลกของพวกเธอทั้งห้า พวกเธอที่ไม่ได้ต่างจากเราเสียเท่าไหร่ และไม่ได้รับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านมาในชีวิตได้ดีกว่าเรานัก พวกเธอวิ่งหนีออกมา วิ่งกลับเข้าไป กระเสือกกระสนออกมาใหม่ และกระโดดกลับเข้าไปแบบเดียวกับที่เราทิ้งน้ำหนักลงบนเตียงหลังผ่านวันอันเหนื่อยล้า คาดหวังว่าเตียงอุ่นๆ หนาๆ จะรับเราไว้ แต่ไม่เลย มันกลับทำให้เรากระเด้งกระดอนออกมาเพื่อถามตัวเองในท้ายที่สุดว่า สิ่งที่เราต้องการจากการรับบทเหล่านั้นคือการที่เราเล่นบทนั้นได้ดีตามความคาดหวังของสังคมหรือการที่เรารู้สึกควรค่ากับความสัมพันธ์นั้นกันแน่</p>



<p><em>เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน (Die Liebe im Ernstfall) </em>นวนิยายเยอรมันของ ดาอีเนลา ครีน เล่าเรื่องราวชีวิตเสี้ยวหนึ่งของผู้หญิงเยอรมัน 5 คนที่ทาบทับกันไปมาในเมืองไลป์ซิก ฝั่งตะวันออกของประเทศเยอรมนี เธอบางคนพยายามสุดกำลังที่จะเป็นแม่ที่ดี เธออีกคนอยากเป็นลูกที่น่ารักและถูกรัก เธออีกคนทำทุกทางให้เป็นคนรักที่อีกฝ่ายหลงใหลเทิดทูน ส่วนเธออีกคนเพียงอยากเป็นตัวเอง&nbsp;</p>



<p>ภายใต้ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันและรับผิดชอบหน้าที่ของตนอย่างไม่มีที่ติ เธอทั้งห้ากลับประสบความยากลำบากทางจิตใจ การเติมเต็มความคาดหวังของตนเองกลายเป็นความพยายามลมๆ แล้งๆ ที่ไม่ได้นำไปสู่อะไรมากกว่าการทำลายหลากหลายความสัมพันธ์ในชีวิตให้พังครืน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-1024x683.jpg" alt="เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน" class="wp-image-138542" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/10-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยห้าบทย่อย บทหนึ่งเล่าเรื่องราวของเธอคนหนึ่ง บทต่อไปเล่าเรื่องราวของเธออีกคนและอีกคนวนไปจนจบ เราถูกแนะนำให้รู้จักกับ ‘เพาลา’ หญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือที่อยากมีชีวิตเรียบง่ายกับสามีที่เธอรักและลูกเล็กอีกสองคน หากแต่ลูกหนึ่งในนั้นพลันจากไปและอะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม เธอมีเพื่อนสนิทชื่อ ‘ยูดิท’ หมอที่หลงใหลในการขี่ม้า เล่นแอพฯ หาคู่เป็นชีวิตจิตใจ และทำแท้งมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ‘บรีดา’ เป็นแม่ลูกสองและนักเขียนนิยายที่มาขอคำปรึกษาจากยูดิทเกี่ยวกับเนื้อหาเชิงเทคนิคในงานชิ้นใหม่ ‘มาลีกา’ เป็นครูสอนไวโอลินที่ถูกบรีดาแย่งชายคนรักและความฝันที่จะมีลูกกับเขาไปจนเธอไม่เหลือใจให้ใครอีก จนกระทั่ง ‘โยรินเดอ’ นักแสดงดาวรุ่งผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ มาขอพึ่งพา กำแพงในจินตนาการที่กั้นพี่น้องทั้งสองไว้ตลอดมาจึงค่อยๆ ทลายลง</p>



<p>นี่อาจไม่ใช่นิยายที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องหรือโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่การเชื่อมโยงตัวละครทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกันผ่านตัวละครอื่นๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศเล็กๆ ที่แต่ละตัวละครหายใจได้เพราะมีกันและกัน บางคนรักใคร่และชื่นชมอีกฝ่าย บางคนทำร้ายกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ถูกตัดขาดได้โดยสิ้นเชิง วันเดือนปีผ่าน ฤดูกาลผ่าน บางคนเลิกรับบทแม่แต่ก็ยังเป็นแม่ บางคนเลิกเป็นคนรักแต่ก็ยังรัก ชีวิตมนุษย์ก็แบบนี้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้มีชีวิตจิตใจเหลือเกิน</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-138540" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p>บรีดาและมาลีกาเป็นตัวละครที่เรารู้สึกเชื่อมโยงด้วยที่สุดเพราะพวกเธอหลงใหลบางสิ่งในระดับที่มากเกินกว่าตัวละครอื่นและไม่อาจเอาใจออกจากสิ่งนั้นได้ บรีดาหลงรักการเขียนและทุ่มเททั้งชีวิตให้ เธอมีสามีที่รักและมีลูกกับเขาสองคน แต่การตั้งท้องเป็นระยะเวลายาวนานและการเลี้ยงเด็กเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการทำงานของเธอ หลายช่วงเธออยากเลิกทำงานเขียนเพราะการมีลูกก็ทำให้เธอมีความสุขไปอีกแบบ เพียงเพื่อจะตระหนักในท้ายที่สุดว่ามันไม่ใช่ความสุขแบบที่เธอต้องการ และความทุกข์ที่เกิดจากความสัมพันธ์แม่-ลูกและสามี-ภรรยานั้นหนักหนากว่าที่คิด</p>



<p>เมื่อความสัมพันธ์จบลง แม้จะทำใจได้ยากและสติแตกพอประมาณ แต่การชั่งน้ำหนักความสุขทั้งสองแบบก็ทำให้เธอกล้าวางความสุขแบบหนึ่งลง เพื่อที่จะโผเข้าหาความสุขอีกแบบที่เธอเลือกเอง ไม่มีความสุขไหนมีค่ามากกว่ากัน แต่บางครั้ง ทางเลือกเดียวที่เหลือในชีวิตคือเราอาจต้องยอมเจ็บเพื่อทิ้งบางอย่างไปบ้าง ก็เท่านั้น</p>



<p>ส่วนมาลีกามีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งและหลงใหลในตัวคนรักและความคิดเกี่ยวกับการมีลูกและสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์กับเขา มันเป็นภาพที่สวยงามและเติมเต็มความต้องการของเธอได้ เธออยากมีความรักในแบบที่ไม่ได้รับตอนเด็กและอยากทำให้ดีกว่าที่พ่อแม่เคยทำ โดยหารู้ไม่ว่าในเรื่องความสัมพันธ์ บางครั้งเราควบคุมและออกแบบมันไม่ได้ เราอาจทำได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไปแบบไม่รีบร้อน มาลีกาอาจลืมเขาไม่ได้ และอยู่กับแมว น้องสาว กับหลานทั้งสามไปตลอด หรืออาจพบเจอใครอีกคนในวันหนึ่ง เพียงแต่คนรักเก่าก็ยังอยู่ตรงนั้นในใจ และมันไม่ผิดอะไรเลยที่เป็นแบบนั้น&nbsp;</p>



<p>ใช่–บางครั้งเราอาจต้องยอมเจ็บเพื่อทิ้งบางอย่างไปบ้าง เพื่อที่จะอยู่ต่อไป</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-138543" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/13-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-1024x683.jpg" alt="เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน" class="wp-image-138544" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/07/1-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p></p>



<h6 class="has-text-align-center wp-block-heading">3</h6>



<p>เราคิดว่า <em>เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน </em>เป็นเรื่องเล่าที่เฉลิมฉลองการมีชีวิต รวมถึงความสัมพันธ์และความรักในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้สึกควรค่าแก่การโอบรับไว้ แม้มันจะพูดถึงบทบาททางสังคมและหน้าที่ของผู้หญิงในสังคมตะวันตกอย่างไม่อ้อมค้อม แต่เราที่อยู่ในสังคมตะวันออกกลับรู้สึกเข้าถึงได้ไม่ยาก อาจเป็นเพราะจุดร่วมของแต่ละสังคมยังคงเป็นการที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายอุ้มท้องและมักถูกคาดหวังให้ต้องเป็นคนที่เลี้ยงดูลูกมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าในปัจจุบันผู้หญิงจะทำงานได้และจำเป็นต้องทำงานไปด้วย&nbsp;</p>



<p>นอกจากนั้น แม้เป้าหมายหลักของเรื่องเล่านี้คือการพูดถึงความพยายามของผู้หญิงในการทำหน้าที่แม่ ภรรยา และลูกสาว แต่ความอบอุ่นและสายใยของคนที่มีความห่วงใยให้กันกลับอบอวลตลอดทั้งเล่ม ฤดูกาลเป็นอีกตัวละครหลักที่ช่วยเน้นย้ำความรู้สึกเหล่านั้น ความรู้สึกถึงจุดที่ฤดูกาลผันผ่านทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีวงจรของมัน เราอาจผิดหวังในฤดูร้อนของปีหนึ่ง แต่ในฤดูใบไม้ผลิของอีกปีดอกไม้อาจผลิบาน</p>



<p>เสียงลมผิวปากเบาบาง เสียงคลื่นลูกเล็กกระทบฝั่ง เมฆยามเย็นที่ลอยขึ้นไป และพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนลงมา เหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าวันหนึ่งกำลังจะจบลง แต่ใช่หรือไม่ว่าอีกวันหนึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ผู้หญิงคนหนึ่งอาจกำลังเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ที่กำลังจะผ่านไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่องรอยนั้นจะไม่มีอะไรให้เธออยากนึกถึงเลย</p>



<div style="display: none;">
<div style="display: none;">บางทีเราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผู้หญิงจะมีสักกี่บทบาทให้ต้องเล่นในช่วงชีวิตหนึ่ง นอกจากเป็นลูกสาว เป็นพี่สาว เป็นน้องสาว เป็นเมีย เป็นแม่ ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถเป็นอย่างอื่นได้ด้วยไหม—ไม่ว่าจะมองด้วยสายตาของตนเองหรือด้วยสายตาของคนอื่น—และเป็นไปได้ไหมว่า ในที่สุดเธอจะมองข้ามการเล่นหรือไม่เล่นบทบาทเหล่านั้นแล้วมุ่งไปสู่การเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากเป็นได้อย่างสนิทใจ</div>

<div style="display: none;">หรือการจะเป็นสิ่งอื่นใดจำต้องเริ่มจากการปฏิเสธบทบาทข้างต้นเสียก่อน ซึ่งนั่นอาจหมายถึงเธอต้องยอมรับว่า บทบาทเหล่านั้นได้ตามติดตัวเธอมาตั้งแต่เริ่มมีลมหายใจและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมาเกิดเอาทีหลัง</div>

<div style="display: none;">บทบาทที่ถูกบังคับให้เล่นอาจเกาะกุมจิตใจจนกลายเป็นความคาดหวังที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีต่อตนเอง ไม่ว่าจะหวังให้ตนเล่นบทนั้นให้ดีเท่าเทียมคนอื่นหรือหวังให้ตนกล้าปฏิเสธบทนั้นตั้งแต่แรก เธออาจอยากเป็นแม่ที่ดี อยากเป็นเมียที่ดี อาจไม่อยากเป็นแม่หรือเมียของใครเลย หรือกระทั่งไม่อยากเป็นอะไรเลยแต่จำต้องเป็น และหากเป็นอย่างสุดท้าย เธอจะเหลือตัวเลือกอะไรให้กับชีวิตบ้าง</div>

<div style="display: none;">เราเริ่มอ่าน เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน ในวันที่พยายามหนีจากการจำยอมรับบทต่างๆ มายังชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง เป็น 3 วัน 2 คืนที่เรายอมให้เสียงคลื่นที่ได้ยินแต่ไกลโอบกอดเราไว้ และพาเราเข้าไปในโลกของพวกเธอทั้งห้า พวกเธอที่ไม่ได้ต่างจากเราเสียเท่าไหร่ และไม่ได้รับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านมาในชีวิตได้ดีกว่าเรานัก </div>

<div style="display: none;">พวกเธอวิ่งหนีออกมา วิ่งกลับเข้าไป กระเสือกกระสนออกมาใหม่ และกระโดดกลับเข้าไปแบบเดียวกับที่เราทิ้งน้ำหนักลงบนเตียงหลังผ่านวันอันเหนื่อยล้า คาดหวังว่าเตียงอุ่นๆ หนาๆ จะรับเราไว้ แต่ไม่เลย มันกลับทำให้เรากระเด้งกระดอนออกมาเพื่อถามตัวเองในท้ายที่สุดว่า สิ่งที่เราต้องการจากการรับบทเหล่านั้นคือการที่เราเล่นบทนั้นได้ดีตามความคาดหวังของสังคมหรือการที่เรารู้สึกควรค่ากับความสัมพันธ์นั้นกันแน่</div>

<div style="display: none;">เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน (Die Liebe im Ernstfall) นวนิยายเยอรมันของ ดาอีเนลา ครีน เล่าเรื่องราวชีวิตเสี้ยวหนึ่งของผู้หญิงเยอรมันห้าคนที่ทาบทับกันไปมาในเมืองไลป์ซิก ฝั่งตะวันออกของประเทศเยอรมนี เธอบางคนพยายามสุดกำลังที่จะเป็นแม่ที่ดี เธออีกคนอยากเป็นลูกที่น่ารักและถูกรัก เธออีกคนทำทุกทางให้เป็นคนรักที่อีกฝ่ายหลงใหลเทิดทูน ส่วนเธออีกคนเพียงอยากเป็นตัวเอง&nbsp;</div>

<div style="display: none;">ภายใต้ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันและรับผิดชอบหน้าที่ของตนอย่างไม่มีที่ติ เธอทั้งห้ากลับประสบความยากลำบากทางจิตใจ การเติมเต็มความคาดหวังของตนเองกลายเป็นความพยายามลมๆ แล้งๆ ที่ไม่ได้นำไปสู่อะไรมากกว่าการทำลายหลากหลายความสัมพันธ์ในชีวิตให้พังครืน</div>

<div style="display: none;">ประกอบด้วยห้าบทย่อย บทหนึ่งเล่าเรื่องราวของเธอคนหนึ่ง บทต่อไปเล่าเรื่องราวของเธออีกคนและอีกคนวนไปจนจบ เราถูกแนะนำให้รู้จักกับ ‘เพาลา’ หญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือที่อยากมีชีวิตเรียบง่ายกับสามีที่เธอรักและลูกเล็กอีกสองคน หากแต่ลูกหนึ่งในนั้นพลันจากไปและอะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิม เธอมีเพื่อนสนิทชื่อ ‘ยูดิท’ หมอที่หลงใหลในการขี่ม้า เล่นแอปหาคู่เป็นชีวิตจิตใจ และทำแท้งมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ‘บรีดา’ เป็นแม่ลูกสองและนักเขียนนิยายที่มาขอคำปรึกษาจากยูดิทเกี่ยวกับเนื้อหาเชิงเทคนิคในงานชิ้นใหม่ ‘มาลีกา’ เป็นครูสอนไวโอลินที่ถูกบรีดาแย่งชายคนรักและความฝันที่จะมีลูกกับเขาไปจนเธอไม่เหลือใจให้ใครอีก จนกระทั่ง ‘โยรินเดอ’ นักแสดงดาวรุ่งผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ มาขอพึ่งพา กำแพงในจินตนาการที่กั้นพี่น้องทั้งสองไว้ตลอดมาจึงค่อยๆ ทลายลง</div>

<div style="display: none;">นี่อาจไม่ใช่นิยายที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องหรือโครงสร้างที่ซับซ้อน แต่การเชื่อมโยงตัวละครทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกันผ่านตัวละครอื่นๆ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศเล็กๆ ที่แต่ละตัวละครหายใจได้เพราะมีกันและกัน บางคนรักใคร่และชื่นชมอีกฝ่าย บางคนทำร้ายกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ถูกตัดขาดได้โดยสิ้นเชิง วันเดือนปีผ่าน ฤดูกาลผ่าน บางคนเลิกรับบทแม่แต่ก็ยังเป็นแม่ บางคนเลิกเป็นคนรักแต่ก็ยังรัก ชีวิตมนุษย์ก็แบบนี้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้มีชีวิตจิตใจเหลือเกิน</div>

<div style="display: none;">บรีดาและมาลีกาเป็นตัวละครที่เรารู้สึกเชื่อมโยงด้วยที่สุดเพราะพวกเธอหลงใหลบางสิ่งในระดับที่มากเกินกว่าตัวละครอื่นและไม่อาจเอาใจออกจากสิ่งนั้นได้ บรีดาหลงรักการเขียนและทุ่มเททั้งชีวิตให้ เธอมีสามีที่รักและมีลูกกับเขาสองคน แต่การตั้งท้องเป็นระยะเวลายาวนานและการเลี้ยงเด็กเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการทำงานของเธอ หลายช่วงเธออยากเลิกทำงานเขียนเพราะการมีลูกก็ทำให้เธอมีความสุขไปอีกแบบ เพียงเพื่อจะตระหนักในท้ายที่สุดว่ามันไม่ใช่ความสุขแบบที่เธอต้องการ และความทุกข์ที่เกิดจากความสัมพันธ์แม่-ลูกและสามี-ภรรยานั้นหนักหนากว่าที่คิด</div>

<div style="display: none;">เมื่อความสัมพันธ์จบลง แม้จะทำใจได้ยากและสติแตกพอประมาณ แต่การชั่งน้ำหนักความสุขทั้งสองแบบก็ทำให้เธอกล้าวางความสุขแบบหนึ่งลง เพื่อที่จะโผเข้าหาความสุขอีกแบบที่เธอเลือกเอง ไม่มีความสุขไหนมีค่ามากกว่ากัน แต่บางครั้ง ทางเลือกเดียวที่เหลือในชีวิตคือเราอาจต้องยอมเจ็บเพื่อทิ้งบางอย่างไปบ้าง ก็เท่านั้น</div>

<div style="display: none;">ส่วนมาลีกามีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งและหลงใหลในตัวคนรักและความคิดเกี่ยวกับการมีลูกและสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์กับเขา มันเป็นภาพที่สวยงามและเติมเต็มความต้องการของเธอได้ เธออยากมีความรักในแบบที่ไม่ได้รับตอนเด็กและอยากทำให้ดีกว่าที่พ่อแม่เคยทำ โดยหารู้ไม่ว่าในเรื่องความสัมพันธ์ บางครั้งเราควบคุมและออกแบบมันไม่ได้ เราอาจทำได้แค่ปล่อยให้มันเป็นไปแบบไม่รีบร้อน มาลีกาอาจลืมเขาไม่ได้ และอยู่กับแมว น้องสาว กับหลานทั้งสามไปตลอด หรืออาจพบเจอใครอีกคนในวันหนึ่ง เพียงแต่คนรักเก่าก็ยังอยู่ตรงนั้นในใจ และมันไม่ผิดอะไรเลยที่เป็นแบบนั้น&nbsp;</div>

<div style="display: none;">ใช่—บางครั้งเราอาจต้องยอมเจ็บเพื่อทิ้งบางอย่างไปบ้าง เพื่อที่จะอยู่ต่อไป</div>

<div style="display: none;">เราคิดว่า เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน เป็นเรื่องเล่าที่เฉลิมฉลองการมีชีวิต รวมถึงความสัมพันธ์และความรักในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้สึกควรค่าแก่การโอบรับไว้ แม้มันจะพูดถึงบทบาททางสังคมและหน้าที่ของผู้หญิงในสังคมตะวันตกอย่างไม่อ้อมค้อม แต่เราที่อยู่ในสังคมตะวันออกกลับรู้สึกเข้าถึงได้ไม่ยาก อาจเป็นเพราะจุดร่วมของแต่ละสังคมยังคงเป็นการที่ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายอุ้มท้องและมักถูกคาดหวังให้ต้องเป็นคนที่เลี้ยงดูลูกมากกว่าผู้ชาย แม้ว่าในปัจจุบันผู้หญิงจะทำงานได้และจำเป็นต้องทำงานไปด้วย&nbsp;</div>

<div style="display: none;">นอกจากนั้น แม้เป้าหมายหลักของเรื่องเล่านี้คือการพูดถึงความพยายามของผู้หญิงในการทำหน้าที่แม่ ภรรยา และลูกสาว แต่ความอบอุ่นและสายใยของคนที่มีความห่วงใยให้กันกลับอบอวลตลอดทั้งเล่ม ฤดูกาลเป็นอีกตัวละครหลักที่ช่วยเน้นย้ำความรู้สึกเหล่านั้น ความรู้สึกถึงจุดที่ฤดูกาลผันผ่านทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีวงจรของมัน เราอาจผิดหวังในฤดูร้อนของปีหนึ่ง แต่ในฤดูใบไม้ผลิของอีกปีดอกไม้อาจผลิบาน</div>

<div style="display: none;">เสียงลมผิวปากเบาบาง เสียงคลื่นลูกเล็กกระทบฝั่ง เมฆยามเย็นที่ลอยขึ้นไป และพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนลงมา เหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าวันหนึ่งกำลังจะจบลง แต่ใช่หรือไม่ว่าอีกวันหนึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า ผู้หญิงคนหนึ่งอาจกำลังเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ที่กำลังจะผ่านไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าร่องรอยนั้นจะไม่มีอะไรให้เธออยากนึกถึงเลย</div>
</div>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/love-in-five-acts/">เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน : แด่ความรัก ความไม่รัก และการมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงทุกคน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;เราจะปลงไปทำไม ถ้ายังทำอะไรได้&#8217; ป่าน ปัณยวีร์ ศิลปินผู้ใช้ร่างกายตั้งคำถามกับสังคม</title>
		<link>https://adaymagazine.com/panyavee-the-third-person/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรรษชล  ศิริจันทนันท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Nov 2019 12:37:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[The Third Person]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าน ปัณยวีร์]]></category>
		<category><![CDATA[performance art]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=78832</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราว่าศิลปินส่วนมากมีจุดประสงค์อยู่แล้วว่าอยากให้คนดูคิดอะไร” เธอพูด หยิบแก้วไวน์ขึ้นมา แล้วกลืนไวน์แดงลงคอ เราที่ดื่มอยู่เกือบจะสำลัก ถามกลับทันควันว่า “แล้วที่กำลังจะทำนี่คืออะไร” ที่ถามออกไปอย่างนั้น เพราะ ป่าน–ปัณยวีร์ พงศ์สินไทย ศิลปินที่มีการวาดภาพแอ็บสแตรกท์เป็นลายเซ็น เขียนเอาไว้ในคำโปรโมต ‘The Third Person’ งานเพอร์ฟอร์แมนซ์ชิ้นแรกของเธอว่า ‘อยากจะตั้งคำถามกับคนดู’ “อาจจะดูเหมือนแค่ตั้งไปอย่างนั้น แต่มันก็จำเป็น” เธอตอบเร็ว ฉะฉาน มั่นใจ เหมือนงานของเธอไม่มีผิด เธอเคยนิยามตัวเองกับสื่อทุกที่ว่าเธอเป็น abstract painterในความหมายที่ว่าเธอวาดภาพแอ็บสแตร็กท์เป็นอาชีพ และมีรายได้จากสิ่งนี้เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ตัดสินใจออกจากงานในแวดวง social enterprise เมื่อ 5-6 ปีก่อนเพราะมีอาการซึมเศร้า เธอเคยบอกว่าการทำงานเพื่อสังคมทำให้เธอเจอคนหลายแบบ บางคนอยากได้ภาพ บางคนอยากทำงานจริงๆ พอเจอคนที่ทำงานแบบเอาหน้าหรือทำไปอย่างนั้นเธอก็รู้สึกเจ็บปวด จากที่ทำงานเพื่อสังคม ทำวิจัยกับเด็ก จัดงานระดมทุน ทำแคมเปญให้ความรู้ต่างๆ เธอเปลี่ยนมาทำงานศิลปะ เริ่มจากงานเพนต์ผนังห้างเอสพลานาด งานวาดรูปติดผนังห้องลูกค้า งานแสดงในแกลเลอรี งาน live painting ในคอนเสิร์ตและงานดนตรี ไปจนถึงงานศิลปะจัดวางที่เธอเทสีลงไปบนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ทั้งหมดนั้นใช้อารมณ์นำทาง ประกอบกับการเลือกเฉดสีที่เข้มและจัดจ้าน การป้ายสีด้วยมือและปาดขนแปรงหนักๆ ลงบนผ้าใบ รวมถึงการใช้สีปริมาณมากเพื่อนำเอาพลังงานที่พุ่งพล่านอยู่ภายในออกมา เวลาดำเนินมาถึงปีที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/panyavee-the-third-person/">&#8216;เราจะปลงไปทำไม ถ้ายังทำอะไรได้&#8217; ป่าน ปัณยวีร์ ศิลปินผู้ใช้ร่างกายตั้งคำถามกับสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“เราว่าศิลปินส่วนมากมีจุดประสงค์อยู่แล้วว่าอยากให้คนดูคิดอะไร” เธอพูด หยิบแก้วไวน์ขึ้นมา แล้วกลืนไวน์แดงลงคอ เราที่ดื่มอยู่เกือบจะสำลัก ถามกลับทันควันว่า “แล้วที่กำลังจะทำนี่คืออะไร” ที่ถามออกไปอย่างนั้น เพราะ <strong>ป่าน–ปัณยวีร์ พงศ์สินไทย</strong> ศิลปินที่มีการวาดภาพแอ็บสแตรกท์เป็นลายเซ็น เขียนเอาไว้ในคำโปรโมต ‘The Third Person’ งานเพอร์ฟอร์แมนซ์ชิ้นแรกของเธอว่า ‘อยากจะตั้งคำถามกับคนดู’</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79165 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“อาจจะดูเหมือนแค่ตั้งไปอย่างนั้น แต่มันก็จำเป็น” เธอตอบเร็ว ฉะฉาน มั่นใจ เหมือนงานของเธอไม่มีผิด</p>
<p>เธอเคยนิยามตัวเองกับสื่อทุกที่ว่าเธอเป็น abstract painterในความหมายที่ว่าเธอวาดภาพแอ็บสแตร็กท์เป็นอาชีพ และมีรายได้จากสิ่งนี้เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ตัดสินใจออกจากงานในแวดวง social enterprise เมื่อ 5-6 ปีก่อนเพราะมีอาการซึมเศร้า เธอเคยบอกว่าการทำงานเพื่อสังคมทำให้เธอเจอคนหลายแบบ บางคนอยากได้ภาพ บางคนอยากทำงานจริงๆ พอเจอคนที่ทำงานแบบเอาหน้าหรือทำไปอย่างนั้นเธอก็รู้สึกเจ็บปวด</p>
<p>จากที่ทำงานเพื่อสังคม ทำวิจัยกับเด็ก จัดงานระดมทุน ทำแคมเปญให้ความรู้ต่างๆ เธอเปลี่ยนมาทำงานศิลปะ เริ่มจากงานเพนต์ผนังห้างเอสพลานาด งานวาดรูปติดผนังห้องลูกค้า งานแสดงในแกลเลอรี งาน live painting ในคอนเสิร์ตและงานดนตรี ไปจนถึงงานศิลปะจัดวางที่เธอเทสีลงไปบนก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ ทั้งหมดนั้นใช้อารมณ์นำทาง ประกอบกับการเลือกเฉดสีที่เข้มและจัดจ้าน การป้ายสีด้วยมือและปาดขนแปรงหนักๆ ลงบนผ้าใบ รวมถึงการใช้สีปริมาณมากเพื่อนำเอาพลังงานที่พุ่งพล่านอยู่ภายในออกมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79167 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79166 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เวลาดำเนินมาถึงปีที่ 6 ที่เธอทำงานนี้เป็นอาชีพ เธอได้โอกาสในการแสดงงานกับ DesignNation ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน ที่ bacc โดยครั้งนี้เธอเลือกวางผืนผ้าใบไว้ในสตูดิโอ แล้วเดินออกมาทำเพอร์ฟอร์แมนซ์โดยใช้ร่างกายตัวเองเป็นสื่อเป็นครั้งแรกในงานที่ชื่อว่า ‘The Third Person’ เพื่อตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตแบบเป็น ‘บุคคลที่สาม’</p>
<p>“มันคือการใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ต่างๆ มันคือการมองโลกโดยไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่มีปัญหา ไม่ต้องทะเลาะกับใคร ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องพูดทุกอย่างที่คิด ไม่มีใครเจ็บปวด ชีวิตสงบสุข” เธอนิยามการใช้ชีวิตแบบ ‘บุคคลที่สาม’ เอาไว้เช่นนั้น</p>
<p>ครั้งนี้สีอะคริลิกเป็นเพียงตัวละครรอง แต่เรื่องราวที่เธอพบเจอในสังคมเป็นตัวละครหลัก เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงาน และเป็นสิ่งที่ทำให้เธอคิดจนตกผลึกออกมาเป็นคำถามที่ว่า ‘การใช้ชีวิตแบบวางตัวเองไว้นอกความขัดแย้ง เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีจริงหรือ’</p>
<p>ในงานของเธอ เธออาจเป็นคนตั้งคำถาม แต่ในวันนี้ เราอยากให้เธอเป็นคนให้คำตอบ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79168 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ที่คุณบอกว่า </strong><strong>“</strong><strong>เราว่าศิลปินส่วนมากมีจุดประสงค์อยู่แล้วว่าอยากให้คนดูคิดอะไร แต่การตั้งคำถามก็ยังจำเป็น</strong><strong>” อยากให้ขยายความประโยคนี้ให้ฟังหน่อย</strong></p>
<p>เราคิดว่าการคิดงานในเชิง conceptual มันไม่เหมือนการวาดรูปหรือเพนต์รูปที่มีประเด็นว่าภาพที่ออกมาต้องสวยงาม องค์ประกอบต้องได้ แต่พอคุณทำงานที่เป็นคอนเซปต์หนักๆ มันจะบังคับให้คุณต้องผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองเยอะมาก มันต้องมีการอ้างอิงหนังสือ มันต้องอ่านมาแล้ว คิดมาแล้ว แล้วก็กลั่นออกมาว่ามันคืออะไร คนทำได้เกิดการ ‘อ๋อ’ ไปแล้วว่าอันนี้คือแบบนี้นะ บางคนอาจจะทำให้คนอ๋อไปเลย แล้วก็จบไปเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วงานเชิงนี้มันต้องการให้คนคิดเองมากกว่า เพราะมันมีความเป็นไปได้หลายแบบ ประโยคนั้นของเราหมายความว่า ตัวศิลปินมีเป้าหมายอยู่แล้วว่า เขาตั้งคำถามเรื่องนี้เพราะเขาอยากให้คนดูคิดไปทางนั้นทางนี้ ซึ่งทางไหนก็ไม่ผิด แต่เพราะว่ามันกรองมาเยอะ เขาเลยมักมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า เฮ้ย สิ่งนี้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันมีสิ่งนี้เกิดขึ้นนะ</p>
<p>ทีนี้ต่อให้กรองมาแล้วหรือคิดมาแล้ว วิธีเล่าของแต่ละคนก็ยังไม่เหมือนกัน อย่างเราเข้าไปดูงานของบางคนแล้วเราไม่ชอบ เพราะดูแล้วรู้สึกอึดอัด รู้สึกว่าเขาชี้นำแบบไม่แยบยล แล้วเสน่ห์มันหาย เหมือนกับว่าระหว่างทางที่คุณเดินจากหน้าแกลเลอรีไปจนสุดแกลเลอรีเขาดีไซน์มาหมดแล้วว่าสุดท้ายคุณต้องคิดอะไร เราจะไม่ชอบงานแบบนั้น แต่จะชอบงานที่เป็นปลายเปิด เดินย้อนกลับมาแล้วเราก็ยังคิดได้</p>
<p>อย่างงานน้ำแข็งที่เคยทำ (<a href="facebook.com/lowfatartfes/posts/2096524313768650?__tn__=-R" target="_blank" rel="noopener">&#8216;Every Pain is Temporary&#8217;</a> จัดแสดงที่งาน Low Fat Art Fes ปีที่แล้ว) มันก็บอกชัดว่าคือความแปรเปลี่ยนไป ไม่แน่นอน แต่ด้วยความที่มันเป็นน้ำแข็ง มันก็มีเรื่องของความเจ็บปวด มีเสียงน้ำแข็งแตก มีเรื่องของอุณหภูมิ มีเรื่องการละลายของของแข็ง มีการที่สีและรูปทรงเปลี่ยนไประหว่างนั้น ก็แล้วแต่คนจะตีความ เราว่ามันสนุกกว่าที่จะได้คิดเยอะๆ อะไรที่ผ่านการคิดและประมวลผลด้วยตัวเองมันจะจำได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79169 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>นอกจากความแยบยลในการนำเสนอแล้ว คุณคิดว่าอะไรอีกที่เป็นเสน่ห์ของงานศิลปะ</strong></p>
<p>งานศิลปะที่มีเสน่ห์คืองานศิลปะที่ทำให้คนรู้สึก ความรู้สึกกับความสวยงามมันต่างกันนะ เราคิดว่าความสวยงามอาจเกิดจากความแยบยลในการนำเสนอ ส่วนความรู้สึกมันเป็นอีกเรื่อง คนจะรู้สึกก็ต่อเมื่อคนทำสร้างงานด้วยความตั้งใจ แพสชั่น และความซื่อสัตย์กับมุมมองของตัวเอง ถ้างานไหนมันเนี้ยบมากเราก็ต้องรู้สึกได้ว่าคนทำตั้งใจและละเอียดกับมัน ถ้างานไหนมันอารมณ์มาก เราก็ต้องรู้สึกอะไรบางอย่างกับมัน อย่างงานที่ Mori Art Museum ของ Shiota Chiharu ตอนเราเดินเข้าไปในห้องเราก็รู้เลยว่าเขาทุกข์ระทมเนอะ เขาก็คิดมาเยอะเนอะ มันต้องมีมวลนั้นๆ ออกมาจากงาน แต่ถ้าคุณดูงานชิ้นหนึ่งแล้วมันไม่มีมวลอะไรเลย แสดงว่าเมสเซจมาไม่ถึงคุณ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ในการจะส่งเมสเซจไปให้ถึงคนดู คุณใช้กระบวน</strong><strong>การสร้างงานแบบไหน</strong></p>
<p>มันก็ต้องทุ่มเท แล้วก็ต้องคิดให้เยอะ ตั้งใจให้มาก มีสมาธิให้มาก ที่สำคัญต้องจำลองตัวเองเป็นคนดูว่า ถ้าดูงานนี้แล้วจะรู้สึกไหม รู้สึกยังไง วางตัวเองไว้ทั้งสองฝั่ง ทั้งฝั่งคนสร้างงานและฝั่งคนเสพงาน เพราะเวลาเราตั้งใจเล่าแบบหนึ่ง คนใกล้ตัวเราอาจเข้าใจอยู่แล้วว่าเราอยากเล่าอะไร แต่เราต้องลองคิดว่าถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนและไม่เคยรู้เรื่องที่เราจะพูดมาก่อน เขาจะเข้าใจและเข้าถึงได้ไหม ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบงานด้วย</p>
<p>อย่างถ้าเป็นงานเพนติ้ง เราอาจคิดถึงเรื่อง stroke รูปแบบสี จะเลือกแบบไหนให้อิมแพกต์ที่สุด อย่างงานชิ้นหนึ่งที่ทำให้ลูกค้า เราตั้งใจทำเป็นคลื่น ก็ต้องอาศัยการสังเกตการเคลื่อนไหวของคลื่น จะทำยังไงให้รู้สึกถึงพลังของคลื่น แล้วเราถึงจะเอามาตีความให้ออกมาเป็นน้ำหนักพู่กันแบบใดแบบหนึ่งได้ ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เทคนิค การใช้สีของคนคนนั้น</p>
<p>หรืออีกชิ้นหนึ่งที่ตั้งใจทำเป็นปลาคาร์ป เราก็ดูวิดีโอปลาคาร์ปในสวนเซ็นจากมุมท็อป นั่งดูมันว่ายในบ่อปลาไปเรื่อยๆ มองดูกล้ามเนื้อ สังเกตการเคลื่อนไหวของมัน คล้ายกับการวาดรูปคนที่ต้องศึกษาภายวิภาค เราไม่ค่อยมีภาพในหัวเวลาวาดรูป ต่อให้เป็นคลื่นหรือปลาคาร์ป เพราะเราไม่ชอบออกแบบไว้ก่อน อยากให้เป็นการสื่อสารระหว่างเรากับผ้าใบ กับสีที่เราใช้ เพราะฉะนั้นก่อนวาดต้องใช้สมาธิและทบทวนเส้นเรื่องประมาณหนึ่ง ระหว่างวาดอาจจะใช้เวลาน้อย แต่ใช้สมาธิมาก</p>
<p>งาน live painting เราจะออกแบบสี เลือกเทคนิค เลือกเพลง และคิดเรื่องเอาไว้ ส่วนเพอร์ฟอร์แมนซ์เราจะออกแบบแต่ละ sequence ไปล่วงหน้า เพื่อให้งานออกมาครบถ้วนอย่างที่อยากจะสื่อสารที่สุด งานเพอร์ฟอร์แมนซ์มันต่างกับเพนติ้งตรงที่มันไม่มี final product เป็นชิ้นเป็นอันให้คนดูไปนั่งตีความทีหลังได้ ถ้าดูจบแล้วไม่จำมันก็รีรันไม่ได้อีก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79170 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณเริ่มใช้สื่อชนิดอื่นตั้งแต่ขยับจากการวาดบนผ้าใบมาเป็นน้ำแข็ง แต่คราวนี้คุณใช้ร่างกายตัวเองเป็นสื่อ อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นคืออะไร</strong></p>
<p>จุดเริ่มต้นคือเราเริ่มเบื่อการทำงานแบบเดิมๆ แล้ว ต่อให้เป็น live painting มันก็คือการโชว์การเพนต์ คุณตั้งสมาธิไป 10-20 นาที คุณไปวาดมาให้มันเป็นรูปที่สวย ให้คนดูแล้วรู้สึกว่า “เออ มันสวยดี” จากตอนวาดก็ดี มาเป็น live painting ก็ดี พอทำไปเรื่อยๆ มันรู้สึกว่า ทำไมเราต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่ผ้าใบ ทำไมมันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ใช้อย่างอื่นไม่ได้ คนจะจำเราได้ว่า “อ๋อ พี่เขาสาดสีแรงๆ วาดรูปพลังๆ” แต่เราอยากรู้ว่า ถ้าไม่ใช้สีรุนแรงอะไรขนาดนั้นมันสื่อสารได้เหมือนกันหรือเปล่า</p>
<p>เราทำงานนี้มาหกปีแล้ว คนเราควรจะโต เราไม่ควรหากินกับอะไรเดิมๆ เราควรพัฒนางานตัวเอง แล้วเรารู้สึกว่ามันถึงจุดที่เราอยากไปสู่อย่างอื่นแล้ว เราอยากเล่าเรื่องอื่นที่ลึกกว่านี้ มากกว่าว่าภาพนี้ดูแล้วรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เราอยากให้คนกลับบ้านไปแล้วยังคิดอยู่ว่า “งานพี่เขาพูดเรื่องอะไรวะ” หรืองานที่มันสะท้อนเรื่องในสังคมหรือความคิดเห็นของเรา เพราะแค่เพนต์บนผ้าใบมันไม่พอ โอเค มันบอกได้ว่า รูปนี้คืออารมณ์โกรธ แต่ว่ามันก็ไม่ได้บอกว่าคุณโกรธเรื่องอะไร หรือร้องไห้เรื่องอะไร พอมันไม่มีบอกปุ๊บเราเลยคิดว่าเราอยากทำอะไรที่ลึกกว่านี้ กว้างกว่านี้ เอฟเฟกต์กว่านี้</p>
<p>มันถึงจุดที่ศิลปะไม่ใช่เพื่อตัวเองแล้ว หกปีที่แล้วคือใช่ มันคือเรื่องของเรา เรื่องข้างใน เรื่องแบบในไดอารี ชีวิตเรา เคยเศร้ายังไง เคยคิดถึงแม่ที่เสียไปแล้วยังไง แต่ตอนนี้เราอยากถามกับสังคมแล้วว่า มันมีอะไรบ้างที่เราเปลี่ยนได้ หรือมีคำถามอะไรที่เราอยากถาม มีอะไรที่อยากให้คนคิดหรือตระหนักรู้ เราเก็บมาตลอด แต่ยังไม่ถึงจุดที่พร้อมจะทำ พอตอนนี้มีโอกาสก็เลยคิดงานนี้ขึ้นมา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79073 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-7.jpg" alt="" width="675" height="437" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-7-300x194.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-7-600x388.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79123 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-57.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-57.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-57-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-57-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เอาจริงๆ แล้วโอกาสมันก็ไม่ได้มาพร้อมกับทุกอย่าง นี่ก็ยังไม่มีเงินทำอยู่เลย พอไม่มีเงินทำ แต่เป็นงานแบบนี้ มันเลอะไม่ได้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดที่เรามี เช่น เรื่องเงิน โครงสร้าง สถานที่ เราก็ต้องเอาตัวเองมาอยู่ในความเป็นจริงว่า เราทำได้แค่ไหน แล้วจะทำให้มันอิมแพกต์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเงินที่มีและพื้นที่ที่ได้มาได้ยังไง มันก็เลยต้องตัดหลายอย่างออกไปให้เหลือแค่แก่นจริงๆ</p>
<p>เราไม่ได้พยายามจะท่าน้อย เราแค่เปลี่ยน medium ของการวาดรูปมากกว่า รุ่นพี่คนหนึ่งเคยบอกว่าเราคือจิตรกร แต่ก่อนเราก็เรียกตัวเองว่า abstract painter แต่พอเราทำไปถึงจุดหนึ่ง เราถึงรู้ว่าจุดที่เราทำอยู่คือศิลปิน ไม่ใช่คนวาดรูป เพราะเราเริ่มเปลี่ยน medium การเป็นศิลปินแล้วมันต้องไม่มีกำแพงเรื่องนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79077" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-11.jpg" alt="" width="532" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-11.jpg 532w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-11-236x300.jpg 236w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /></p>
<p><strong>จากงานชุด </strong><strong>Creatures (จัดแสดงที่ตึก Eight Thonglor เมื่อไม่กี่ปีก่อน) ที่คุณวาดภาพแอ็บสแตรกท์ตีความจากพฤติกรรมสัตว์ทะเล มาสู่งานชิ้นนี้ที่พูดถึงเรื่องในสังคม อยากรู้ว่ามีเหตุการณ์ไหนที่เป็นจุดเปลี่ยน</strong></p>
<p>ประเด็นเรื่องบุคคลที่สามมันมาจากแฟนเรา แฟนเราเป็นคนที่ไม่ชอบยุ่งกับใคร ไม่ยุ่ง ไม่เอา ไม่เกี่ยว เพื่อนเราหลายคนก็บอกว่าไม่ยุ่ง ไม่อยากยุ่ง แต่ว่ามันทำไปแล้ว มันไม่มีสิทธิที่จะมาบอกว่าไม่ยุ่ง ไม่อยากยุ่ง คุณจะมาบอกว่าขอเป็นคนนอกได้ยังไงในเมื่อการกระทำนั้นมันออกมาจากร่างกายคุณแล้ว หรือคำพูดมันออกมาจากปากคุณแล้ว พอเราเจอแบบนี้หลายๆ ครั้ง ทั้งกับแฟน กับเพื่อน กับคนรอบตัว เราเลยมาคิดว่า ทำไมคนถึงชอบคิดว่าตัวเองจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับอะไร ทั้งที่มันเกิดขึ้นไปแล้วเพราะคุณลงมือทำเอง</p>
<p>อย่างเรื่องการเมืองก็เหมือนกัน ทำไมคนถึงชอบคิดว่าการเมืองไม่เกี่ยวกับตัวเอง เขาขึ้นภาษงภาษีกัน แล้วคุณกินข้าวแพงขึ้น คุณไม่รู้เหรอว่ามันเกี่ยวกับคุณ เขามีเรื่องปิดถนนปิดอะไรกัน คุณดีใจได้หยุด การที่คุณไปเลือกตั้งแล้วเลือกคนที่อาจจะโกงน้อยกว่า แล้วคุณบอกว่ามันโอเค คุณรู้ไหมว่าหนึ่งโหวตของคุณก็ทำให้เกิดภาพใหญ่ที่มันไม่โอเคได้เหมือนกัน หรือการที่คุณไม่ไปเลือกตั้ง สุดท้ายมันก็กลับมากระทบคุณ การที่คุณบอกว่าเราไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย เพื่อนทะเลาะกัน เรื่องของเขา เราก็แค่ไม่ต้องเจอเขาสองคนพร้อมกัน อะไรแบบนี้ เราสงสัยว่าทำไมไม่คิดจะทำสถานการณ์ให้มันดีขึ้น ทั้งที่คุณทำได้ คุณกลัวอะไรกัน ทำไมถึงเฉยเมย แม่เราชอบใช้คำว่าดูดาย ทำไมถึงดูดายสิ่งเหล่านี้แล้วปล่อยให้มันเกิดขึ้นล่ะ</p>
<p>พอมันสะสมมาเรื่อยๆ เราก็ได้ไปอ่านเรื่องเต๋า ซึ่งอาจจะปลงมากขึ้นว่าสิ่งนั้นมันเป็นเช่นนั้นเอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช่ ถ้าคุณอยู่หมู่บ้านเต๋า แต่ถ้าคุณอยู่ในโลกที่ทุกอย่างยังหมุนไปแบบนี้ คุณใช้วิธีคิดแบบเต๋าไม่ได้ การปลงมันไม่ใช่เรื่องของยุคสมัยเรา มันต้องดูด้วยว่าตัวเองทำอะไรได้ และทำไมถึงไม่ทำ อย่างเรื่องมีคนโดนจับ พอคนอื่นโดนจับ ไม่รู้สึกอะไร พอเพื่อนตัวเองโดนจับก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่ก็ไม่ทำอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา เราสงสัยว่า การเป็นคนแบบนี้มันดีจริงเหรอวะ ถ้าเรามีเพื่อน เราไม่อยากมีเพื่อนแบบนี้นะ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79173 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณมองว่าคนส่วนใหญ่ที่มาปะทะกับคุณค่อนข้างเฉยเมยและพยายามกันตัวเองออกไปจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนั้น คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร</strong></p>
<p>เพราะว่าใช้ชีวิตปกติมันง่ายกว่า พอไม่ยุ่งแล้วมันก็ไม่เดือดร้อน คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการถูกตัดสิน และไม่ต้องการตัดสินว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเป็นแบบนี้ก็เลยไม่เอาอะไรเลยดีกว่า เพราะพอทำอะไรสักอย่างไป มันก็เหมือนกับคุณโดนตัดสินไปแล้วว่าจะอยู่ข้างไหน จะเป็นใครในบทบาทที่โลกนี้มีให้คุณเล่น เราว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยน่ารัก</p>
<p>เราเคยอยู่กับแฟนเก่าที่บังคับเราทุกอย่าง เคยมีเจ้านายที่บังคับทุกอย่าง พอวันหนึ่งเราไม่ทำนั่นนี่ให้ เขาก็จะรู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำให้แล้วล่ะ โดนแฟนทำร้ายร่างกาย โดนเจ้านายวีนแตก จนเรารู้สึกว่าตัวเองแย่ ไร้ค่า ก็ไปหาจิตแพทย์อะไรไป หมอก็บอกว่า “คุณต้องสู้เพื่อตัวเองนะ คุณต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง”แต่ก่อนเราจะชอบพูดว่าไม่เป็นไร ยังไงก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เราเลือกที่จะบอกไปเลยว่า ในความเป็นจริงแล้วเราต้องการอะไร</p>
<p>เราว่ามันเป็นความห่วยแตกของยุคสมัยที่หล่อหลอมให้เด็กจำนวนมากโตขึ้นมาเป็นคนแบบนี้ ครูที่บอกว่าอย่าเป็นอย่างนั้นค่ะ อย่าพูดอย่างนี้ค่ะ แล้วก็กลายเป็นว่าคุณโตขึ้นมาเป็นคนห่วยแตก ไม่กล้าก้าวไปทางไหนสักทาง ตัดการเลือกข้างทางการเมืองออกไป มันคงเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แค่เลือกว่าจะอยู่กับเพื่อนกลุ่มไหน คุณก็ไม่กล้าเลือก เลือกว่าจะเป็นคนแบบไหนในสังคม คุณก็ไม่กล้าเลือก จะทำอาชีพอะไร คุณก็ไม่กล้าเลือก สมัครงานที่ไหนได้คุณก็จะเอาอันนั้น ไม่มีตัวตนและจุดยืนอะไรเลยกระทั่งค่านิยมการใช้ชีวิต</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-79104" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-38.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-38.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-38-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-ปัน-38-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>คุณคิดว่าทำไมคุณถึงพร้อมที่จะเป็นคนที่มีจุดยืนและซื่อสัตย์กับตัวเอง</strong></p>
<p>เราพยายามฟิตอินแล้วมันไม่ลงล็อกสักที จนคิดได้ว่าจุดบนโลกนี้ที่เราจะยืนอยู่มันคงต้องเป็นจุดที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราไม่ได้เป็นคนที่ศิลปะมาก เราเป็นคนตลก บ้าแมว ดูมีมขำๆ เวลาไปกินเหล้าเราก็เต้นเรื้อนๆ เวลาทำงานเราก็ทำงาน คือเราไม่มีลุคว่าจะเป็นศิลปิน ต้องขบคิดเรื่องของตัวเอง เขียนเรื่องเศร้า จะเป็นไปทำไม มันเหนื่อย สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ว่าเราเลือกที่จะแตกต่าง แต่มันคืออิสระ มันคือความรู้สึกว่าในที่สุดเราได้เป็นอิสระ</p>
<p>เราคิดว่าอาจเป็นเพราะเราไม่ได้ทำงานประจำมานานแล้วด้วย เราเคยคุยกับรุ่นพี่ที่ทำคินบากุ (ญาดา แก้วบุรี) ช่วงนั้นพี่เขางานน้อย เราก็ถามเขาว่า “พี่เคยคิดจะทำอย่างอื่นไหม”เขาบอก “ไม่เลยว่ะ พี่ไม่รู้จะทำอะไร”แล้วเราก็บอกเขาไปพร้อมๆ บอกตัวเองว่า “เออ เรามาไกลกันเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้วเนอะ” แล้วมันจบแค่นั้น</p>
<p>ตอนนี้ผ่านมา 5-6 ปี เราไม่มีสิทธิเปลี่ยนกลับไปสมัครงานหรือว่าอยู่ในระบบแล้ว เพราะเราสร้างที่ของเราไปแล้ว มันก็มีช่วงเครียดที่ไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง แต่มันก็เกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้ว มีแค่ต้องไปต่อเท่านั้นเลย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-79174 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/11/ป่าน-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ขอบคุณภาพจาก ปองณภัค ฟักสีม่วง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/panyavee-the-third-person/">&#8216;เราจะปลงไปทำไม ถ้ายังทำอะไรได้&#8217; ป่าน ปัณยวีร์ ศิลปินผู้ใช้ร่างกายตั้งคำถามกับสังคม</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kaizen Coffee ร้านกาแฟที่เชื่อว่าถ้าเราจริงใจ คนจะเห็นมันในท้ายที่สุด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/kaizen-coffee-founder/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรรษชล  ศิริจันทนันท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 13 Jul 2019 21:43:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[กาแฟ]]></category>
		<category><![CDATA[founder]]></category>
		<category><![CDATA[café hopping]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[Kaizen]]></category>
		<category><![CDATA[ไคเซน]]></category>
		<category><![CDATA[อานันท์ วัฒนาพร]]></category>
		<category><![CDATA[Kaizen Coffee]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านกาแฟ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=66970</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักที่นี่ คงเข้าใจว่าอาคารกระจกใส 2 ชั้นแห่งนี้คือ ที่ตั้งของร้านกาแฟเปิดใหม่ที่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพด้วยเมล็ดกาแฟจากหลากหลายแหล่งปลูกทั่วโลก อาหารรสชาติดีสำหรับมื้อบรันช์และมื้อกลางวัน รวมทั้งขนมหวานและขนมอบละลานตา ภายใต้การตกแต่งภายในที่ทันสมัย เหมาะกับจังหวะชีวิตกระฉับกระเฉงแบบคนเมือง สำหรับคนที่รู้จักที่นี่อยู่แล้ว คงนึกถึงร้านกาแฟสีขาวขนาดหนึ่งห้องแถวที่เปิดตัวในปี 2558 ในยามที่การดื่มกาแฟทางเลือกยังไม่ติดตลาด และ cafe hopping ยังไม่เป็นเทรนด์ Kaizen Coffee เป็นเจ้าแรกในไทยที่เสิร์ฟกาแฟในรูปแบบ Nitrogen-infused ผ่านการนำเสนอกาแฟ Nitro Cold Brew แบบกดเสิร์ฟจากแทป และออกแบบร้านให้มีความเป็นบาร์ที่คนดื่มกับคนทำกาแฟต้องหันหน้าเข้าหากัน นำไปสู่การทำความรู้จักและการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องกาแฟ แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นโลเคชั่นใหม่ที่เรากำลังจะพูดถึงหรือโลเคชั่นเก่าที่เราผูกพัน สิ่งที่เหมือนเดิมคือความมุ่งมั่นและแพสชั่นอันล้นเหลือของ อานันท์ วัฒนาพร ผู้ก่อตั้งร้าน ในวันแรกที่ร้านเปิด เรารู้จักเขาในฐานะบาริสต้าที่ทำงานในวงการกาแฟที่ซิดนีย์มาหลายปีแต่ยังเป็นหน้าใหม่ในไทย ส่วนในวันนี้ที่ร้านย้ายมายังโลเคชั่นใหม่ เรารู้จักเขาในฐานะเจ้าของร้านกาแฟที่มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนอย่างยิ่ง รวมทั้งเติบโตขึ้นมากจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด 4 ปี Kaizen Coffee ใหม่มีเมล็ดกาแฟให้เลือกรวมกันเกือบสิบตัวสำหรับกาแฟเอสเปรสโซและ hand brew และจากที่เคยมีแค่อาหารว่าง ตอนนี้ที่นี่มีอาหารจานหลักเกือบยี่สิบเมนู ด้วยคอลเลกชั่นขนมปัง sourdough ในแบบยีสต์ธรรมชาติผสมควินัว บริโอช ฟอคาเซีย และอิงลิชมัฟฟิน ผ่านการปรุงที่เติมความเป็นเอเชียเข้าไป และการใช้วัตถุดิบสดใหม่ เช่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaizen-coffee-founder/">Kaizen Coffee ร้านกาแฟที่เชื่อว่าถ้าเราจริงใจ คนจะเห็นมันในท้ายที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักที่นี่ คงเข้าใจว่าอาคารกระจกใส 2 ชั้นแห่งนี้คือ ที่ตั้งของร้านกาแฟเปิดใหม่ที่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพด้วยเมล็ดกาแฟจากหลากหลายแหล่งปลูกทั่วโลก อาหารรสชาติดีสำหรับมื้อบรันช์และมื้อกลางวัน รวมทั้งขนมหวานและขนมอบละลานตา ภายใต้การตกแต่งภายในที่ทันสมัย เหมาะกับจังหวะชีวิตกระฉับกระเฉงแบบคนเมือง</p>
<p>สำหรับคนที่รู้จักที่นี่อยู่แล้ว คงนึกถึงร้านกาแฟสีขาวขนาดหนึ่งห้องแถวที่เปิดตัวในปี 2558 ในยามที่การดื่มกาแฟทางเลือกยังไม่ติดตลาด และ cafe hopping ยังไม่เป็นเทรนด์ Kaizen Coffee เป็นเจ้าแรกในไทยที่เสิร์ฟกาแฟในรูปแบบ Nitrogen-infused ผ่านการนำเสนอกาแฟ Nitro Cold Brew แบบกดเสิร์ฟจากแทป และออกแบบร้านให้มีความเป็นบาร์ที่คนดื่มกับคนทำกาแฟต้องหันหน้าเข้าหากัน นำไปสู่การทำความรู้จักและการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องกาแฟ</p>
<p>แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะเป็นโลเคชั่นใหม่ที่เรากำลังจะพูดถึงหรือโลเคชั่นเก่าที่เราผูกพัน สิ่งที่เหมือนเดิมคือความมุ่งมั่นและแพสชั่นอันล้นเหลือของ <strong>อานันท์ วัฒนาพร </strong>ผู้ก่อตั้งร้าน ในวันแรกที่ร้านเปิด เรารู้จักเขาในฐานะบาริสต้าที่ทำงานในวงการกาแฟที่ซิดนีย์มาหลายปีแต่ยังเป็นหน้าใหม่ในไทย ส่วนในวันนี้ที่ร้านย้ายมายังโลเคชั่นใหม่ เรารู้จักเขาในฐานะเจ้าของร้านกาแฟที่มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนอย่างยิ่ง รวมทั้งเติบโตขึ้นมากจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองตลอด 4 ปี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67014 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-28.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-28.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-28-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-28-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>Kaizen Coffee ใหม่มีเมล็ดกาแฟให้เลือกรวมกันเกือบสิบตัวสำหรับกาแฟเอสเปรสโซและ hand brew และจากที่เคยมีแค่อาหารว่าง ตอนนี้ที่นี่มีอาหารจานหลักเกือบยี่สิบเมนู ด้วยคอลเลกชั่นขนมปัง sourdough ในแบบยีสต์ธรรมชาติผสมควินัว บริโอช ฟอคาเซีย และอิงลิชมัฟฟิน ผ่านการปรุงที่เติมความเป็นเอเชียเข้าไป และการใช้วัตถุดิบสดใหม่ เช่น ไข่ อาหารทะเล ไก่ จากฟาร์มท้องถิ่น ผ่านการสนับสนุนจาก Uncleree Farm ที่มีวัตถุประสงค์ลดขยะ พัฒนาการเกษตร และสนับสนุนเกษตรกร นำเสนออาหารที่ทำให้เกิดการพัฒนา สร้างความแปลกใหม่ และหวังให้ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารจากวัตถุดิบที่ดี</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67027 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-41.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-41.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-41-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-41-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอ ‘ความแปลกใหม่’ ให้กับคนดื่มกาแฟ อย่างการเสิร์ฟเอสเปรสโซเป็นเซตคู่กับกาแฟดำที่รสชาติตรงกันข้าม เพื่อให้ต่อมรับรสของลูกค้าเห็นถึงความแตกต่างของรสชาติกาแฟจากแต่ละแหล่งปลูก การชักชวนเพื่อนในสายงานกาแฟจากต่างประเทศมาเทกโอเวอร์บาร์เป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม หรือการที่ทีมลงมือทำขนมหวานและขนมอบใหม่ๆ กันเองในครัว</p>
<p>ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร คงต้องให้คนเบื้องหลัง Kaizen Coffee ทั้งเก่าและใหม่เล่าให้เราฟัง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67016 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-30.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-30.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-30-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-30-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67005 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-19.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-19.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-19-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-19-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ปรัชญาของร้าน Kaizen Coffee จากวันแรกถึงวันนี้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง</strong></p>
<p>Kaizen Coffee วันแรกเริ่มต้นจากมุมมองของบาริสต้าที่หลงใหลในวัฒนธรรมกาแฟ specialty coffee และนำเอาประสบการณ์จากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการนำเสนอธุรกิจ ในวันนั้นเราอยู่ในช่วงเวลาที่วัฒนธรรมกาแฟในกรุงเทพฯ กำลังก่อตัวจากคนที่หลงใหลในสิ่งเดียวกันและมองหาโอกาสในการสร้างวัฒนธรรมกาแฟบางอย่างที่เหมาะสมกับบ้านเรา แรงผลักดันที่ว่าทำให้ร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีคนทำงานไม่กี่คนสามารถสร้างจุดสนใจได้ มันไม่ใช่ความบังเอิญ ในแต่ละวันเราต้องศึกษา ปรับตัว และแสดงทัศนคติที่ดีของวัฒนธรรมกาแฟสมัยใหม่ตลอดเวลา</p>
<p>ในช่วง 1-2 ปีแรก ดูเหมือนเราจะมีบทบาทเป็นบาริสต้าและผู้ไกด์เทรนด์กาแฟ แต่จริงๆ เราแค่แนะนำอะไรที่ดีให้กับคนที่สนใจ เราพยายามทำให้เพื่อนเริ่มรักการมาคาเฟ่ ในขณะเดียวกัน เราก็มั่นใจว่าเราสามารถแนะนำเรื่องที่เราชอบได้ดี เราแนะนำลูกค้านักท่องเที่ยวในประเทศให้ไปทานกาแฟร้านอื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศ แทบทุกร้านตอนนั้นทำอย่างเดียวกัน การช่วยกันสร้างสังคมกาแฟและสนับสนุนกันเพื่อขยายฐานผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและเสน่ห์ในธุรกิจขนาดเล็กนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67018 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67020 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-34.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-34-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>เมื่อมีผู้บริโภคมากขึ้น ความต้องการของผู้คนมากขึ้น ก็ตามมาด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ในบางที่มีร้านค้ามากกว่าผู้บริโภค บางครั้งบุคลากรก็ยังมีประสบการณ์ไม่มากพอ หรือความเข้าใจในคำว่า specialty coffee อาจจะไม่เหมือนกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเกิดการแข่งขันทางธุรกิจมากกว่าความเข้าใจในแพสชั่นของธุรกิจ เกิดการแข่งขันกันในเรื่องของโลโก้ แบรนดิง การออกแบบถุงกาแฟ การตกแต่งร้านกาแฟ มากกว่าจะใส่ใจในคุณภาพของสินค้าและบริการ</p>
<p>ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคงไม่มีผิดไม่มีถูก เราเพียงพยายามปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดทางธุรกิจโดยไม่ต้องแลกกับสิ่งที่เราเชื่อมั่น เรากลับไปทำความเข้าใจสิ่งที่เราทำ และพบว่าเราอยากให้บ้านใหม่ของเราเป็นมากกว่าการย้ายโลเคชั่น แต่เป็นการลุกขึ้นอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่นในจุดยืนเดิม ปรัชญาของเราวันนี้คือความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ต่อผู้ผลิต และต่อลูกค้า การพัฒนาตัวเองเพื่อสิ่งใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า และก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67000 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-14.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-14.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-14-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-14-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ในความคิดของคุณ สิ่งที่ </strong><strong>‘ใหม่’ ที่สุดของร้าน Kaizen Coffee ในตอนนี้คืออะไร</strong></p>
<p>สิ่งที่ใหม่ที่สุดคงเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้คนดื่มกาแฟ เรามีเอสเปรสโซกับกาแฟดำที่ใช้เป็น cleansing palette วิธีคิดคือเราอยากจะเสิร์ฟเอสเปรสโซเพื่อทำให้คนกินกาแฟแบบหนึ่งแหล่งปลูก (single origin) มากขึ้น และเข้าใจว่ากาแฟไม่ได้มีแค่รสขม หวาน เปรี้ยว แต่มี tasting notes ที่สามารถระบุได้ว่า อันนี้มีรสชาติคล้ายผลไม้ชนิดใด กาแฟจากแหล่งปลูกนี้มีกลิ่นอะไร อาฟเตอร์เทสต์เป็นยังไง เราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบายด้วยคำพูด เราเลยลองดูว่าถ้าสามารถจับคู่กาแฟตัวหนึ่งกับกาแฟอีกตัวหนึ่งได้ล่ะ มันจะทำให้เขาตื่นตาตื่นใจไหม เพราะเราจะไม่มีทางรู้รสชาติได้ชัดเจนหากไม่มีการเปรียบเทียบ ซึ่งนี่เป็นทั้งการทดลองและการเรียนรู้ มีทั้งกลุ่มลูกค้าที่บอกว่ามันแปลกใหม่และลูกค้าที่มองในเชิงมูลค่าว่าสั่งแก้วเดียวได้ 2 แก้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-66990 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67025 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-39.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-39.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-39-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-39-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>พอย้ายมาโลเคชั่นนี้ คุณเพิ่มเมนูอาหารที่จริงจังเข้าไปด้วย อะไรคือไอเดียเบื้องหลัง </strong></p>
<p>ไอเดียเรื่องอาหารถูกพัฒนาช่วงปีที่แล้วหลังจากที่ Kaizen Coffee สาขา Sky Lane สุวรรณภูมิปิดตัวไป เราเริ่มคิดอาหารด้วยไอเดียที่ว่า ถ้าเราเสิร์ฟอาหารที่มีแคเลอรีพอดีสำหรับคนออกกำลังกายล่ะ ถ้าเขาปั่นหนึ่งรอบ เขากินขนมปังชนิดนี้และผลไม้ชนิดนั้น แล้วเขาได้สารอาหารทุกอย่างที่เขาต้องการล่ะ แต่หลังจากทำงานกันไปเรื่อยๆ เราเริ่มรู้สึกชัดเจนว่าคราฟต์คือสิ่งที่อยู่ใน Kaizen Coffee ดั้งเดิมอยู่แล้ว อาหารอาร์ทีซานเลยเกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยผมมองว่ามันคืออาหารในชีวิตประจำวันที่ใช้วัตถุดิบที่เรารู้จักและเพิ่มความใส่ใจเข้าไป ทำให้นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการทำกาแฟและอาหารที่ดีให้คนทานทุกวัน เรายังเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและกำลังใจที่ดีต่อไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-66993 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-7.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-7.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-7-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-7-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ทำไมถึงชวน </strong><strong>Sample Coffee Roasters จากซิดนีย์มาเทกโอเวอร์บาร์</strong></p>
<p>มันเริ่มจากการที่เรามีกาแฟในอุดมคติ กาแฟแบบที่ผมชอบจะเป็นกาแฟที่มีความเป็นผลไม้สูง มีรสหวานตามมา และมีอาฟเตอร์เทสต์ที่ดี Sample Coffee Roasters เป็นโรงคั่วที่คั่วกาแฟได้คงเส้นคงวา ผมชอบสิ่งนั้น ผมหลงใหล ผมพยายามวิ่งตามหาเทสต์ที่คล้ายกัน และความคราฟต์ในการคั่วกาแฟ ความอร่อยของเขากับความอร่อยของเราเป็นสิ่งเดียวกัน กาแฟที่เขาคั่วจะเป็นกาแฟที่ทำให้เราสามารถดื่มเอสเปรสโซได้ยาวขึ้น โดยที่ยัง flavorful และ lively ซึ่งมันมาจากความชำนาญ ความเข้าใจ และความรู้ในความต้องการก่อนการคั่วของพวกเขา</p>
<p>ก่อนหน้านี้เราไม่ได้สื่อสารกันเลย เราซื้อกาแฟจากเขา คุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องธุรกิจในประเทศที่ต่างกัน แต่พอเราเริ่มสื่อสารกัน เราก็เข้าใจภาพเขาและความคิดต่อกาแฟของเขามากขึ้น ทำให้เราไม่สงสัยว่าทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จในการคั่วกาแฟ ผมอยากให้เขามาที่นี่ อยากให้เขามาเห็นตลาด มาเห็นคนที่ชอบกาแฟในแบบเดียวกันกับเขา มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขาควรจะกลับมาอีก และเราน่าจะทำอะไรร่วมกันได้อีก</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-66988 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-2.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-2-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-66991 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>โดยรวมแล้ว</strong><strong>ลูกค้าดูชอบอะไรมากที่สุดใน The New Kaizen</strong></p>
<p>สิ่งที่ลูกค้าแฮปปี้ที่สุดเกี่ยวกับเราที่ได้ยินบ่อยคือ Kaizen Coffee บริการดี แต่ถามว่าเราคิดว่าบริการดีไหม ผมคิดว่าไม่เลย เราทำงานหนักตามแบบร้านกาแฟคอมเมอร์เชียลเพราะเราพยายามไปให้ได้ดีกว่านี้ แต่ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราชอบที่เราเป็นกันเอง เขาจำชื่อและแบรนด์เราได้ ทำให้ Kaizen Coffee เป็นมากกว่าที่ที่พวกเขาเดินเข้ามากินกาแฟ อันนั้นมันคงเป็นสิ่งที่เรายึดเป็นหลักในการทำงานอยู่แล้ว นั่นคือเรื่องของคุณภาพ คัลเจอร์ของร้าน และคนของเรา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67026 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67019 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ใน</strong><strong>ฐานะคนทำกาแฟที่ค่อนข้าง niche เห็นอะไรในวงการกาแฟที่น่าสนใจและน่าจับตามองบ้างไหม</strong></p>
<p>ผมว่าวงการอาหารและเครื่องดื่มกำลังพัฒนาไปมาก อย่างที่บอกว่าเราเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำให้การบริการเป็นอาชีพที่ดีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเป็นธุรกิจที่สร้างอิมแพกต์ให้กับธุรกิจอื่นที่กำลังพยายามทำสิ่งของตัวเองให้ดีที่สุดได้ด้วย ทั้งงานบริการ อุตสาหกรรม คุณภาพของคน การทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ทุกอย่างจะพัฒนาถ้าเราตั้งใจทำงานบริการให้มีเสน่ห์ ประเทศที่เขามีวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่ม เขาไม่ได้แค่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับสตาฟ แต่พวกเขาใส่ใจและให้ความสำคัญกับสตาฟที่ตั้งใจทำงานบริการเพื่อนำสิ่งใหม่มาให้ลูกค้าด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67001 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-15.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-15.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-15-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-15-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-66997 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ผมคิดว่าหลายที่ในประเทศเราก็กำลังพัฒนาไปได้ด้วยกลุ่มคนที่มีแพสชั่นกันงานบริการนี่แหละ แน่นอนว่ามันมีอีกกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากตรงนั้น แต่ผมคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ถ้าจริงใจ คนก็จะเห็นมันในท้ายที่สุด เราดูแลสตาฟ ดูแลคน ดูแลลูกค้า เพื่อให้เขาอยู่กับเราและกลับมาที่ร้านตามที่ทุกธุรกิจควรทำ แต่คนจะเก่งขึ้นได้เพราะสู้กันด้วยคุณภาพไม่ใช่ความหลากหลายของเมนู ถ้าเราชนะในเรื่องของคุณภาพ เราก็จะชนะใจลูกค้า เราจะเป็นคนที่ดีขึ้นและทำอะไรให้กับสังคมได้มากขึ้นด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-67010 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/07/Kaizen-24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p><strong>Kaizen Coffee</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>address</strong> ด้านหน้าคอนโดมิเนียม C Ekkamai 888 ซอยสุขุมวิท 63</p>
<p><strong>hours</strong> ทุกวัน 8:00-18:00 น. (soft opening)</p>
<p><strong>tel.</strong> 098-831-6009</p>
<p><strong>instagram</strong> <a href="https://www.instagram.com/kaizencoffeeco">kaizencoffeeco</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/kaizen-coffee-founder/">Kaizen Coffee ร้านกาแฟที่เชื่อว่าถ้าเราจริงใจ คนจะเห็นมันในท้ายที่สุด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Grazia Gelato and Coffee ความรักและความอร่อยนี้มีอิตาลีเป็นพยาน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/grazia-gelato-and-coffee/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วรรษชล  ศิริจันทนันท์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 22 Feb 2019 19:45:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[อิตาลี]]></category>
		<category><![CDATA[ไอศกรีม]]></category>
		<category><![CDATA[grazia]]></category>
		<category><![CDATA[gelato]]></category>
		<category><![CDATA[เจลาโต]]></category>
		<category><![CDATA[GraziaGelatoandCoffee]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=54782</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางร้านกาแฟนิวเอจในไทยที่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพดีและใส่ใจการผลิตทุกขั้นตอน คาเฟ่ใหม่เอี่ยมที่กินพื้นที่บ้านทั้งหลังอย่าง Grazia Gelato &#38; Coffee ได้เปิดตัวขึ้นบนถนนนครอินทร์โดยไม่มีกาแฟดริปหรือไซฟอนที่หลายคนคุ้นเคย แต่มีจุดเด่นที่เจลาโตเนื้อเนียนและกาแฟรสเข้มที่ทำจากเครื่องเอสเพรสโซที่แม้จะหาได้ทุกหัวมุมถนน แต่เมื่อบวกกับองค์ประกอบแบบอิตาเลียนแท้ ที่นี่จึงกลายเป็นนอสทัลเจียของคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมนี้ได้ไม่ยาก หลังจากจบด้านสื่อสารมวลชนจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกรซ–ธนมาศ อัษฎมงคลพันธ์ ไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา fashion entrepreneurship ที่มิลาน จากที่ไม่ได้ชื่นชอบประเทศนี้มาก่อนแต่เลือกไปเรียนเพราะหลักสูตร เกรซตกหลุมรักเสน่ห์ของชีวิตความเป็นอยู่แบบอิตาเลียนอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจนต้องยกความคราฟต์ด้านวัตถุดิบและความใส่ใจในรายละเอียดมาไว้ที่คาเฟ่ย่านบางกรวยแห่งนี้ เกรซใช้ความรู้จากการเรียนมาทำแผนธุรกิจ แผนการเงิน แผนการตลาด และแผนประชาสัมพันธ์ กลับไปเรียนทำเจลาโตอย่างจริงจังที่เมืองเบอร์กาโม และคิดค้นเบสเจลาโตที่เป็นวีแกนสกัดจากไฟเบอร์ผักผลไม้ 5 ชนิด ไม่มีสารเคมี ไม่ใช้สารคงตัว ไม่มีสารปรุงแต่งทั้งรสและสี เพราะอยากให้คนชิมรับรู้รสชาตินั้นๆ มากที่สุดโดยเปลี่ยนรสชาติไปตามแต่ละวัน ตั้งแต่รสซิกเนเจอร์อย่าง Grazia หรืออะโวคาโดผสมนมอัลมอนด์, ช็อกโกแลต, ช็อกโกแลตชิป, เฟอร์เรโร รอชเชอร์, เฮเซลนัต, ไวต์คอฟฟี่, มัตฉะลาเต้, กรีกโยเกิร์ต, ทุเรียนกะทิ และเสาวรสที่เราชอบมากเป็นพิเศษ นอกจากเจลาโตหลากรส รวมทั้งขนมอบอีกเกือบสิบอย่างที่เกรซอบเองทุกเช้าและพี่ชายอบต่อในรอบถัดๆ ไป เกรซยังได้นิโคลา เอเบร์เล่ แฟนหนุ่มชาวอิตาเลียนซึ่งย้ายมาอยู่ที่ไทยในฐานะหุ้นส่วนและบาริสต้า เข้ามาดูแลเรื่องกาแฟทั้งขั้นตอนการนำเข้าเมล็ดกาแฟเบลนด์จากโบโลญญา คิดเมนูเครื่องดื่มให้ร้านและยืนทำกาแฟด้วยตัวเองทุกแก้ว ทั้งสองคนเจอกันที่คาเฟ่ที่นิโคลาเป็นบาริสต้าอยู่ แต่เพิ่งได้ทำความรู้จักกันหลังเกรซกลับมาเรียนทำเจลาโตจนจบและกำลังจะกลับไทยในอีกไม่กี่วัน “ตอนเรียนโทอยู่ที่มิลาน เกรซมีร้านโปรดร้านหนึ่งชื่อ Serge [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/grazia-gelato-and-coffee/">Grazia Gelato and Coffee ความรักและความอร่อยนี้มีอิตาลีเป็นพยาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="Body">ท่ามกลางร้านกาแฟนิวเอจในไทยที่เสิร์ฟกาแฟคุณภาพดีและใส่ใจการผลิตทุกขั้นตอน คาเฟ่ใหม่เอี่ยมที่กินพื้นที่บ้านทั้งหลังอย่าง Grazia Gelato &amp; Coffee ได้เปิดตัวขึ้นบนถนนนครอินทร์โดยไม่มีกาแฟดริปหรือไซฟอนที่หลายคนคุ้นเคย แต่มีจุดเด่นที่เจลาโตเนื้อเนียนและกาแฟรสเข้มที่ทำจากเครื่องเอสเพรสโซที่แม้จะหาได้ทุกหัวมุมถนน แต่เมื่อบวกกับองค์ประกอบแบบอิตาเลียนแท้ ที่นี่จึงกลายเป็นนอสทัลเจียของคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมนี้ได้ไม่ยาก</p>
<p class="Body">หลังจากจบด้านสื่อสารมวลชนจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>เกรซ–ธนมาศ อัษฎมงคลพันธ์</strong> <b></b>ไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา fashion entrepreneurship ที่มิลาน จากที่ไม่ได้ชื่นชอบประเทศนี้มาก่อนแต่เลือกไปเรียนเพราะหลักสูตร เกรซตกหลุมรักเสน่ห์ของชีวิตความเป็นอยู่แบบอิตาเลียนอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจนต้องยกความคราฟต์ด้านวัตถุดิบและความใส่ใจในรายละเอียดมาไว้ที่คาเฟ่ย่านบางกรวยแห่งนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54982" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia31.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia31.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia31-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia31-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">เกรซใช้ความรู้จากการเรียนมาทำแผนธุรกิจ แผนการเงิน แผนการตลาด และแผนประชาสัมพันธ์ กลับไปเรียนทำเจลาโตอย่างจริงจังที่เมืองเบอร์กาโม และคิดค้นเบสเจลาโตที่เป็นวีแกนสกัดจากไฟเบอร์ผักผลไม้ 5 ชนิด ไม่มีสารเคมี ไม่ใช้สารคงตัว ไม่มีสารปรุงแต่งทั้งรสและสี เพราะอยากให้คนชิมรับรู้รสชาตินั้นๆ มากที่สุดโดยเปลี่ยนรสชาติไปตามแต่ละวัน ตั้งแต่รสซิกเนเจอร์อย่าง <span lang="IT">Grazia </span>หรืออะโวคาโดผสมนมอัลมอนด์, ช็อกโกแลต, ช็อกโกแลตชิป, เฟอร์เรโร รอชเชอร์, เฮเซลนัต, ไวต์คอฟฟี่, มัตฉะลาเต้, กรีกโยเกิร์ต, ทุเรียนกะทิ และเสาวรสที่เราชอบมากเป็นพิเศษ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54968" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia17.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia17.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia17-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia17-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54964" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia13.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia13.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia13-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia13-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">นอกจากเจลาโตหลากรส รวมทั้งขนมอบอีกเกือบสิบอย่างที่เกรซอบเองทุกเช้าและพี่ชายอบต่อในรอบถัดๆ ไป เกรซยังได้<strong>นิโคลา เอเบร์เล่</strong> แฟนหนุ่มชาวอิตาเลียนซึ่งย้ายมาอยู่ที่ไทยในฐานะหุ้นส่วนและบาริสต้า เข้ามาดูแลเรื่องกาแฟทั้งขั้นตอนการนำเข้าเมล็ดกาแฟเบลนด์จากโบโลญญา คิดเมนูเครื่องดื่มให้ร้านและยืนทำกาแฟด้วยตัวเองทุกแก้ว ทั้งสองคนเจอกันที่คาเฟ่ที่นิโคลาเป็นบาริสต้าอยู่ แต่เพิ่งได้ทำความรู้จักกันหลังเกรซกลับมาเรียนทำเจลาโตจนจบและกำลังจะกลับไทยในอีกไม่กี่วัน</p>
<p class="Body">“ตอนเรียนโทอยู่ที่มิลาน เกรซมีร้านโปรดร้านหนึ่งชื่อ Serge Milano เวลาไปจะชอบกินเอสเพรสโซหนึ่งชอตกับขนมคานนอนชิโน (Cannoncino) สี่อัน ไปกินบ่อยมาก พอเวลาผ่านไปก็เกิดความเปลี่ยนแปลง เกรซเลิกกับแฟนแต่ยังบินไปบินมาเพื่อจัดการเรื่องนำเข้ากาแฟกับผงเจลาโต พอกลับไปเราก็กลับไปกินที่นี่เหมือนเดิม” เกรซเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางปีที่แล้ว</p>
<p class="Body">“วันนั้นเราถ่ายวิดีโอลงสตอรีในอินสตาแกรมตามปกติแล้วก็ใส่รูปหัวใจซึ่งมันติดเขาที่ยืนทำกาแฟอยู่ แต่ตอนที่ลงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา หลังจากนั้นก็เกิดการสบตากันหลายครั้ง กลับมาบ้านก็เจอ Message Requests หนึ่งอัน เขาทักมาเป็นอีโมจิตารูปหัวใจก็เลยเข้าไปดูถึงรู้ว่าใคร แล้วก็เริ่มคุยกันในนั้นสองวันก่อนกลับไทย วันรุ่งขึ้นเลยเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เจอกัน แต่ทั้งสองคนเสร็จธุระดึก ทุกร้านปิดหมดแล้วเลยไปลงเอยที่ดิสโกบาร์ที่มีไฟห้าสีวิบวับ เรานั่งด้วยกัน 3 ชั่วโมงแต่ไม่รู้สึกอึดอัดเลย แล้วคุยกันไม่รู้เรื่องด้วยนะเพราะสกิลพูดภาษาอังกฤษเขาเป็นศูนย์ ส่วนอิตาลีเราประมาณ 5 เต็ม 10 เราเลยต้องคุยกันด้วย Google Translate”</p>
<p class="Body">“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมพูดภาษาอังกฤษเลย” นิโคลาเล่าให้เราฟังด้วยภาษาอังกฤษแบบเขินๆ “ถึงจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ตอนนั้นผมมีแต่ความรู้สึกดี เรามองตากัน ยิ้มให้กัน แล้วก็คุยกันเรื่องกาแฟ เรื่องช้อปปิ้ง ไม่มีหยุดเลย พอแยกกันผมแทบจะกระโดดกลับบ้าน คุยกับแท็กซี่เหมือนคนบ้าทั้งที่ปกติเป็นคนคุยไม่เก่ง”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54984" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia33.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia33.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia33-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia33-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54985" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia34.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia34.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia34-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia34-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">“ตอนแรกเรารู้สึกว่าคงแค่ปิ๊งกันธรรมดา วันรุ่งขึ้นกลับไทยก็คงไม่มีอะไรมั้ง แต่ก็รู้สึกนิดๆ ว่าเขาน่ารักดี ไม่เหมือนผู้ชายอิตาลีทั่วไป” เกรซเล่าต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ “พอส่งข้อความคุยกันเราก็เลยบอกเขาว่าเราไม่มีเวลามาเล่นนะ ชีวิตเราต้องเดินไปข้างหน้าแล้วนะ กลับไทยไปก็ต้องไปทำงานแล้ว เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่ได้เล่น”</p>
<p class="Body">“หลังจากนั้น 3 วันเขาบอกว่าเขาจะลาออกจากร้านกาแฟแล้วมาอยู่เมืองไทย เราก็แบบ จะบ้าเหรอ จะทิ้งชีวิตเลยเหรอ บ้าน่า ไม่เชื่อ แต่เขาก็เริ่มทำให้เราเห็นจากที่เขาไม่มีพาสปอร์ตเพราะเป็นคนใน Schengen ไม่เคยออกนอกยุโรปเขาก็ไปทำพาสปอร์ต จองตั๋วเครื่องบิน เราก็แบบเอาแล้วว่ะ มาจริงว่ะ ก่อนเขาจะมาไม่นานเรามีแพลนต้องบินกลับไปคุยงานพอดี เขาก็เลยพาไปบ้านเขา ความรู้สึกก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก”</p>
<p class="Body">นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่เกรซแอบกระซิบมาว่าพอทั้งสองคบกันแล้ว เกรซบังเอิญได้เข้าไปย้อนดูสตอรีในอินสตาแกรมของตัวเองที่ถ่ายที่ร้าน Serge Milano ในปีก่อนหน้าตอนที่ยังเรียนโทอยู่ แล้วพบว่าตัวเองถ่ายติดส่วนใดส่วนหนึ่งของนิโคลาในทุกคลิปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54967" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia16.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia16.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia16-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia16-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">“บางทีก็ติดแขนติดรอยสัก ติดหน้าเขามาตอนที่เขาทำกาแฟ ไม่ก็ตอนที่เขาหยิบขนมคานนอนชิโนมาเสิร์ฟ” เกรซเล่า ส่วนนิโคลานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ใกล้ๆ จนเราอดเขินตามไม่ได้</p>
<p class="Body">หลังจากนิโคลาย้ายมาอยู่เมืองไทย ร้านก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งการก่อสร้าง การตกแต่ง การวางแผนงานการผลิตเจลาโตและขนมอบ รวมถึงการคิดเมนูเครื่องดื่มที่นิโคลาเข้ามาเติมเต็ม เขาบอกว่าในเอเชียอย่างไทยและฮ่องกง ร้านกาแฟหลายร้านมักจะเสิร์ฟกาแฟที่มีคาแร็กเตอร์ซับซ้อนและมีรสเปรี้ยว แต่เขาชอบกาแฟเข้มๆ แน่นๆ แบบอิตาเลียนมากกว่า ส่วนเกรซก็ชอบคาแร็กเตอร์ของเอสเพรสโซแบบอิตาเลียนที่เธอบอกว่า “แค่ใส่น้ำตาลนิดเดียวก็รู้สึกเหมือนดื่มช็อกโกแลตแล้ว”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54977" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia26.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia26.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia26-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia26-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">ถึงจะอยากฟังเสียงของลูกค้าที่ถามหากาแฟแบบอื่น แต่ทั้งสองเลือกที่จะซื่อสัตย์กับความชอบของตัวเองและคงเอกลักษณ์ของการทำเอสเพรซโซแบบอิตาเลียนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เครื่องดื่มของร้านจึงยืนพื้นที่เมนูคลาสสิกที่รสชาติตรงไปตรงมาอย่าง Ristretto, Espresso, Lungo, Macchiato, Marocchino, Americano และ Caffè Latte แต่ที่ทั้งคู่แนะนำที่สุดคือ Cappucino ที่อาจฟังดูธรรมดา แต่เมื่อเราลองแล้วก็ต้องยอมให้กับฟองนมแบบไมโครโฟม คาแร็กเตอร์ของคาปูชิโนแบบอิตาเลียนที่เนียนจนไม่ติดริมฝีปากเมื่อยกดื่ม</p>
<p class="Body">“ถ้าคุณเคยดื่มคาปูชิโนที่อิตาลี คุณจะรู้ว่าด้านบนจะเป็นโฟมสีขาวเนียนแบบนี้เท่านั้น เมืองไทยกับประเทศอื่นอาจจะมีลาเต้อาร์ต แต่ที่ร้านเราไม่มีนะครับ” นิโคลากล่าวก่อนเกรซจะเสริมว่า “เราอยากให้ลองคาปูชิโนจริงๆ ที่ไม่มีลาเต้อาร์ตว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราอยากให้ทุกคนที่เข้ามาที่ร้านรู้สึกเหมือนอยู่ที่อิตาลีมากที่สุด”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54973" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia22.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia22.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia22-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia22-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54975" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia24.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia24.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia24-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia24-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">ส่วนอีกแก้วที่จิบแล้วสดชื่นจนทำให้เราคิดถึงฤดูร้อนที่อิตาลีคือ Shakerato กาแฟดำใส่น้ำตาลทรายแดง เอาไปเชคกับน้ำแข็งท็อปด้วยผงโกโก้ และตกแต่งด้วยเมล็ดกาแฟ เสิร์ฟในแก้วใสทรงสูง นอกจากนั้นยังมี Caffè Freddo Italiano นมอัลมอนด์โฮมเมดในน้ำแข็งเสิร์ฟคู่กับชอตเอสเพรสโซเข้มข้นให้เราได้เทลงไปเองตามใจชอบ ส่วนเมนูไทยสไตล์สำหรับคนที่ชอบกาแฟเย็นรสหวานมันที่นี่ก็มีเสิร์ฟเช่นกัน</p>
<p class="Body">นอกจากเรื่องเจลาโต กาแฟ และขนมอบแล้ว การออกแบบและตกแต่งร้านคืออีกจุดเด่นที่เรียกคนให้แวะเวียนเข้ามาที่ร้านอย่างไม่ขาดช่วงตั้งแต่สามวันแรกที่เปิดร้าน ทั้งภาชนะและของกระจุกกระจิกในตู้กระจกที่ได้มาจากตลาดของวินเทจและญาติของนิโคลา การทำโครงสร้างแบบโค้งเหมือนที่อิตาลี ทั้งคาน เคาน์เตอร์ และโซฟาผ้ากำมะหยี่ในร้านที่มีอยู่นับสิบตัว เจาะผนังเป็นหน้าต่างขนาดใหญ่ให้แสงอาทิตย์เข้ามาลูบไล้ในยามเช้าและยามเย็น คุมโทนสีในทุกมุมของร้าน นำทีมด้วยสีเขียวมะกอกและสีส้มอิฐ รวมทั้งยังตั้งโต๊ะสูงไว้ให้เรายืนจิบกาแฟตามวิถีของชาวอิตาเลียนด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54954" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia3.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia3.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia3-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54963" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia12.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia12.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia12-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia12-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54962" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia11.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia11.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia11-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia11-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">“สิ่งที่เราชอบเหมือนกันอีกอย่างคือสไตล์การแต่งร้านก็เลยไม่มีการทะเลาะกันเกิดขึ้น ถามว่าเอาอันนี้ไหม เอา ชอบอันนี้ไหม ชอบ มันก็เลยลงตัว” เกรซเล่าถึงความสุขในการทำงานกับนิโคลาที่ถึงจะขัดแย้งกันบ้างแต่ก็อยู่ด้วยกันได้ เพราะแพสชั่นที่ทั้งคู่มีให้งานและความรัก</p>
<p class="Body">“เราสองคนไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำธุรกิจกับคนรัก เราแค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ วันไหนใครเหนื่อย อีกคนก็จะตื่นก่อน อีกวันคนหนึ่งอาบน้ำก่อน อีกคนไปคั้นน้ำอัลมอนด์รอ เราว่ามันคือการใช้ชีวิตด้วยกันมากกว่า เวลาทะเลาะกันเราจะแยกกันไปคนละมุม พอผ่านไป 5 นาทีก็จะกลับมาคุยเรื่องงาน เพราะเราทำงานอยู่ เราหยุดคุยกันไม่ได้หรอก อย่างเมื่อวันอาทิตย์มีลูกค้าเยอะมาก พอมาวันจันทร์ก็อยากพักผ่อนก็เลยไปนั่งข้างนอกกัน ซึ่งสุดท้ายก็คุยกันเรื่องงานอยู่ดี คุยกันเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในร้าน เรื่องสเตปต่อไปที่เราอยากจะทำ”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54955" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54959" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia8.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia8.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia8-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia8-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54961" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia10.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia10.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia10-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia10-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Body">ในอนาคตจะมีบูทีกของกาแฟ <span lang="IT">Filicori Zecchini </span>ที่ร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยอยู่บนชั้นสอง นอกจากนั้นทั้งคู่ยังวางแผนทำโรงเรียนสอนทำกาแฟ ทำขนม ทำเจลาโตแคเทอริง และร้านอาหารกับคอกเทลบาร์ที่ชั้นบน เกรซเล่าว่าเป็นความคิดของนิโคลาที่อยากแยกอาหารกับกาแฟให้อยู่คนละพื้นที่ เพราะไม่อยากให้มีกลิ่นอาหารมาปนกับกลิ่นกาแฟ แต่เพราะร้านยังใหม่มากและคนยังไม่พอ ทั้งสองเลยอยากทำมันไปด้วยกันอย่างช้าๆ</p>
<p class="Body">“ผมตัดสินใจมาอยู่เมืองไทยเพราะผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมานาน แล้วพ่อแม่ผมแยกกัน ต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ ส่วนผมก็มาอยู่มิลานคนเดียว พอเธอบอกว่าจะเปิดคาเฟ่ที่นี่แล้วชวนผมมาทำงานผมตอบตกลงทันที ผมรู้สึกว่ามันเพอร์เฟกต์มากแล้วผมก็ไม่มีอะไรจะเสีย” เขาเล่าด้วยสายตามุ่งมั่น “บาริสต้าเป็นอาชีพที่ธรรมดามากที่อิตาลี พอมีโอกาสได้มาทำร้านผมเลยชอบเสนอไอเดียต่างๆ ส่วนเกรซเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น”</p>
<p class="Body">“ผมยังจำได้ว่าคืนแรกที่เจอกันผมเปิดคอมพิวเตอร์ให้เกรซดูรูปไอเดียการออกแบบคาเฟ่แบบที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำที่วินเชนซา บ้านเกิดของผม มันคล้ายกับภาพที่เกรซคิดไว้และร้านเราตอนนี้มากเลย” นิโคลาบอกเราพร้อมยิ้มน้อยๆ แล้วกลับไปประจำที่เครื่องเอสเพรซโซสีดำตัวเก่ง ส่วนเกรซเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์เพื่อตักเจลาโตใส่ถ้วยสีหวานถ้วยแล้วถ้วยเล่าโดยมีนิโคลายืนอยู่ไม่ไกล เป็นภาพที่ทำให้เรานึกถึงอีกสิ่งหนึ่งที่เกรซได้พูดไว้ตอนเราถามว่าหนึ่งปีที่เตรียมงานมามีความสุขกับอะไรที่สุด</p>
<p class="Body">“สิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดก็คือคนนี้แหละ เรารู้สึกว่าถ้าไม่มีเขา ร้านนี้ก็คงไม่เป็นแบบนี้ เพราะเราสร้างมันมาด้วยกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-54986" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia35.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia35.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia35-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/02/grazia35-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<hr />
<p class="Body"><b>Grazia Gelato &amp; Coffee</b></p>
<p class="Body"><strong>address :</strong> 26 หมู่3 ซอยวัดตะเคียน ถนนนครอินทร์</p>
<p class="Body"><strong>hours :</strong> อังคาร-ศุกร์ 8:00-19:00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 10:00-19:00 น. / ปิดวันจันทร์</p>
<p class="Body"><strong>tel.</strong> 082-244-4562</p>
<p class="Body"><strong>instagram :</strong> <a href="https://www.instagram.com/grazia.gelatoandcoffee/">grazia.gelatoandcoffee</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/grazia-gelato-and-coffee/">Grazia Gelato and Coffee ความรักและความอร่อยนี้มีอิตาลีเป็นพยาน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
