<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/phareusanee/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/phareusanee/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 19 Mar 2026 04:10:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Heart Sell]]></category>
		<category><![CDATA[art toy]]></category>
		<category><![CDATA[heart sell]]></category>
		<category><![CDATA[TwinkleTwinkle]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=186238</guid>

					<description><![CDATA[<p>คืนที่ฟ้าโปร่ง เสียงผู้คนรอบตัวเงียบงัน สายลมร้องหวีดหวิว ราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่บนโลกใหญ่ คืนที่เราเหงาหงอยเซื่องซึม คืนที่เราไร้แรงกำลัง หากแหงนหน้ามองผืนนภาจะเห็นแสงเล็กๆ ส่องประกายวับวาวที่จะกระพริบปริบๆ พร้อมกันกับเปลือกตาเรา เราเรียกมันว่าดวงดาราหรือดวงดาว ดวงดาวเปล่าเป็นก้อนหินอันร้อนระอุในห้วงอวกาศแต่มันทำให้ท้องนภาสว่างไสว ทำให้ดวงจันทร์ใหญ่มีสหายรายล้อม ทำให้ผู้คนมีเพื่อนคอยนำทางเมื่อหลงทิศเหมือนกับว่ามันคอยเฝ้ามองเราอยู่ คอยกระซิบกับเราว่าแม้ยามชีวิตมืดมิดที่สุดก็จะเห็นแสงเล็กๆ ลอดผ่านเสมอ เรามอบเวลาให้แก่ดวงดาวในวัยเยาว์ ก่อนที่เสียงอื้ออึงในวัยผู้ใหญ่จะทำให้เราลืมเลือนมันไป แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ประทับความอบอุ่นที่ดวงดาวมอบให้ติดตัวเธอมาเสมอ ‘Da Xin’ เธอเป็นศิลปินนักวาดภาพประกอบและเป็นผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอย เธอเนรมิตรจักรวาลของดวงดาวขึ้นมา ด้วยความตั้งใจจะรังสรรค์โลกนิทานเปี่ยมจินตนาการ เพื่อเอื้อมมือไปสัมผัสเด็กน้อยที่ยังซ่อนอยู่ในตัวเรา&#160; ‘Twinkle Twinkle’ เริ่มส่องแสงในปี 2020 คาแรกเตอร์ของน้องต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตา เพราะต่างก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เราค้นพบแง่มุมเล็กๆ ของตัวเองที่อาจถูกลืมเลือนไปให้กลับมาเปล่งประกายอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง เหล่า Twinkle Twinkle มีนิสัยร่าเริงและช่างอยากรู้อยากเห็น ทั้งพกความดื้อรั้นติดตัวมาเป็นเสน่ห์ที่น่าเอ็นดู พวงแก้มแดงระเรื่อทำให้ดูเหมือนเด็กที่วิ่งซนตลอดเวลา หากมองในอีกมุมก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังประหม่าอย่างขัดเขิน แม้พวกเขาจะหกล้มหรือร้องกระจองอแง แต่ดวงดาวขี้ดื้อผู้มองโลกในแง่ดีก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาผ่านไปไม่ได้หรอก หากคุณเคยจินตนาการว่าก้อนเมฆที่ฟูฟ่องเป็นรูปปลากำลังกระโดดเหนือผืนฟ้า ไอศกรีมก้อนใหญ่ มังกรพ่นไฟ เป็นอะไรก็ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงดาวของศิลปิน Da Xin ก็เป็นเช่นนั้น แต่เหนืออื่นใดคือพวกมันมีใบหน้ายิ้มปริ่ม ใบหน้าบึ้งตึง ใบหน้าเศร้าสร้อย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชอบล้อเลียนแบบมนุษย์&#160; หลากคอลเลกชันที่ศิลปินออกแบบ บรรดาดวงดาวของเธอออกโลดแล่นเดินทางไปทั่วแผนที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/">Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คืนที่ฟ้าโปร่ง เสียงผู้คนรอบตัวเงียบงัน สายลมร้องหวีดหวิว ราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่บนโลกใหญ่ คืนที่เราเหงาหงอยเซื่องซึม คืนที่เราไร้แรงกำลัง หากแหงนหน้ามองผืนนภาจะเห็นแสงเล็กๆ ส่องประกายวับวาวที่จะกระพริบปริบๆ พร้อมกันกับเปลือกตาเรา</p>



<p>เราเรียกมันว่าดวงดาราหรือดวงดาว</p>



<p>ดวงดาวเปล่าเป็นก้อนหินอันร้อนระอุในห้วงอวกาศแต่มันทำให้ท้องนภาสว่างไสว ทำให้ดวงจันทร์ใหญ่มีสหายรายล้อม ทำให้ผู้คนมีเพื่อนคอยนำทางเมื่อหลงทิศเหมือนกับว่ามันคอยเฝ้ามองเราอยู่ คอยกระซิบกับเราว่าแม้ยามชีวิตมืดมิดที่สุดก็จะเห็นแสงเล็กๆ ลอดผ่านเสมอ เรามอบเวลาให้แก่ดวงดาวในวัยเยาว์ ก่อนที่เสียงอื้ออึงในวัยผู้ใหญ่จะทำให้เราลืมเลือนมันไป แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ประทับความอบอุ่นที่ดวงดาวมอบให้ติดตัวเธอมาเสมอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186247" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/01-6.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>‘Da Xin’</strong> เธอเป็นศิลปินนักวาดภาพประกอบและเป็นผู้สร้างสรรค์อาร์ตทอย เธอเนรมิตรจักรวาลของดวงดาวขึ้นมา ด้วยความตั้งใจจะรังสรรค์โลกนิทานเปี่ยมจินตนาการ เพื่อเอื้อมมือไปสัมผัสเด็กน้อยที่ยังซ่อนอยู่ในตัวเรา&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>‘Twinkle Twinkle’ </strong>เริ่มส่องแสงในปี 2020</p>



<p>คาแรกเตอร์ของน้องต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตา เพราะต่างก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกระจกสะท้อนให้เราค้นพบแง่มุมเล็กๆ ของตัวเองที่อาจถูกลืมเลือนไปให้กลับมาเปล่งประกายอย่างแจ่มชัดอีกครั้ง</p>



<p>เหล่า Twinkle Twinkle มีนิสัยร่าเริงและช่างอยากรู้อยากเห็น ทั้งพกความดื้อรั้นติดตัวมาเป็นเสน่ห์ที่น่าเอ็นดู พวงแก้มแดงระเรื่อทำให้ดูเหมือนเด็กที่วิ่งซนตลอดเวลา หากมองในอีกมุมก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังประหม่าอย่างขัดเขิน แม้พวกเขาจะหกล้มหรือร้องกระจองอแง แต่ดวงดาวขี้ดื้อผู้มองโลกในแง่ดีก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาผ่านไปไม่ได้หรอก</p>



<p>หากคุณเคยจินตนาการว่าก้อนเมฆที่ฟูฟ่องเป็นรูปปลากำลังกระโดดเหนือผืนฟ้า ไอศกรีมก้อนใหญ่ มังกรพ่นไฟ เป็นอะไรก็ได้ไม่มีที่สิ้นสุด ดวงดาวของศิลปิน Da Xin ก็เป็นเช่นนั้น แต่เหนืออื่นใดคือพวกมันมีใบหน้ายิ้มปริ่ม ใบหน้าบึ้งตึง ใบหน้าเศร้าสร้อย เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ชอบล้อเลียนแบบมนุษย์&nbsp;</p>



<p>หลากคอลเลกชันที่ศิลปินออกแบบ บรรดาดวงดาวของเธอออกโลดแล่นเดินทางไปทั่วแผนที่ แปลงกายอยู่ในหลากบทบาท เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางในทุกห้วงอารมณ์ของเรา จุดเริ่มต้นแห่งแสง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186248" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/02-6.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>สว่างหรือคอลเลกชัน<strong> ‘Be a Little Star Series’ </strong>ศิลปินพาเราไปรู้จักกับตัวตนแสนบริสุทธิ์ที่สุดราวเห็นถึงครั้งที่เราเป็นทารก เพราะเหล่าดวงดาวจอมซนปรากฏตัวท่ามกลางสนามเด็กเล่น หลายดวงสวมหมวกแฉกแหลม พวกเขามีความฝันเต็มไปหมด แม้จะไม่รู้ว่าเติบโตไปแล้วจะได้เป็นในสิ่งที่ใจหวังหรือเปล่า แต่ก็เป็นภาพสะท้อนเด็กน้อยในตัวเราทุกคนอย่างเรียบง่ายที่สุด ด้วยพวงแก้มสีแดงระเรื่อและแววตาอันใสซื่อก็เพียงพอจะนำทางเรากลับไปสู่ความสุขที่ไร้เงื่อนไข&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186249" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/03-5.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>บรรดาดวงดาวไม่ได้จำกัดการเดินทางของตัวเองอยู่แค่บนท้องฟ้า ลองทายดูไหมว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ไหนอีก นับหนึ่งถึงร้อยก็ทายไม่ถูกแน่ เพราะพวกเขาโผล่แฉกดาวเหลืองนวลอยู่ในจานขนมหวาน! ในคอลเลกชัน <strong>‘Savor the Moment’</strong> เราจะเห็นถึงท่าทางที่ทั้งแสนจะผ่อนคลาย ทั้งแสนสุขของดาวดวงน้อยผ่านอาหาร ไม่มีอะไรนำทางความสุขได้ดีไปกว่ารสชาติละมุนลิ้นของขนม และการดื่มด่ำกับปัจจุบันขณะหรอกจริงไหม พวกเขาแปลงกายเป็นส่วนหนึ่งในเมนูโปรดที่เราคุ้นเคย ชุดที่สวมใส่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากของอร่อย เช่น มาการอง ขนมปัง โหลน้ำผึ้ง พิซซ่าก็มีด้วย! ดาวหลายดวงนอนแช่ตัวอยู่ในถ้วยกาแฟ หลายดวงแลบลิ้นชิมแยมส้ม ทำให้เรารู้ว่าแค่ลองละเลียดจานโปรดของตัวเองก็พอจะทำให้ใจอิ่มเอมได้แล้วล่ะ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186250" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/04-4.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186251" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/05-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ล่าสุด<strong> ‘Crush On You’</strong> ในปี 2026&nbsp; ศิลปินนำเสนอภาพจำลองของเหล่าดวงดาวผ่านหลากอารมณ์ แต่เมื่อมองแล้วกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกนุ่มนวลได้เช่นเคย แต่ละคาแรกเตอร์เผยถึงการซื่อตรงต่อขวบวัยและความรู้สึกของตัวเอง ทว่าดาวทุกดวงดูกำลังจะตกอยู่ในหลุมรัก ดวงหนึ่งจำแลงกายเป็นกามเทพด้วยใบหน้านึกสงสัยว่าจะปักศรให้ใครดี ดวงหนึ่งโอบอุ้มดอกไม้ในมืออย่างหวงแหนราวว่าเขาเพิ่งได้กลีบสดใหม่มาครอง ดวงหนึ่งเหมือนอยู่ในขวบวัยที่กำลังเรียนรู้ว่าการรักตัวเองเป็นอย่างไร ดวงหนึ่งหลับปุ๋ยอยู่ในเปลือกหอยราวกำลังรักษาหัวใจดวงน้อยที่บาดเจ็บหมาดๆ อยู่&nbsp;</p>



<p>หากไม่เคยเห็นดาวชราภาพก็จะได้เห็นกันในคอลเลกชันดังว่า เพราะมีดาวอยู่สองดวงที่ดูจะอยู่ในวัยบั้นปลาย พวกเขายืนเมียงมองกันด้วยสายตาอันผูกพันเหมือนผันผ่านกาลเวลาแห่งรักมา จนรู้ว่ารักไม่ได้น่าตื่นเต้นอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการมีคู่ครองหรือใครสักคนที่พร้อมจะหมุนวนอยู่ในวงโคจรเดียวกัน แม้ว่าจะแสงจะหม่นลงตามวัยเพียงใดก็ตาม เรียกว่าเป็นคอลเลกชันสื่อถึงความรักที่ตกตะกอนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในเราทุกคน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-186252" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-683x1024.jpg 683w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-200x300.jpg 200w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-768x1152.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-600x900.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3-210x315.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/06-3.jpg 801w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure></div>


<p>ดูแล้ว Twinkle Twinkle จะไม่ใช่แค่อาร์ตทอยให้เราสะสมนะว่าไหม</p>



<p>นอกจากดวงดาวทั้งหลายจะจำลองบทบาทสมมติว่าฉันจะเป็นใครก็ได้แล้ว พวกเขายังปรากฏตัวอยู่ในหลากรูปแบบด้วยนะ ทั้งพวงกุญแจตุ๊กตาขนนุ่มฟู เคสโทรศัพท์กันแรงกระแทก สายห้อยโทรศัพท์ พวกเขาไม่ใช่แค่สินค้าหรือแฟชั่น ด้วยศิลปิน Da Xin ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้เราเห็นถึงสัญลักษณ์ของแสงเล็กๆ ที่จะติดตัวเราไปได้จริงในทุกขณะที่เราใช้ชีวิต ดาวแต่ละดวงมีอารมณ์ บุคลิก ขวบวัย เหมือนมนุษย์ตัวจิ๋ว การเปิดพวกเขาผ่านกล่องสุ่มจึงช่างมีความหมายลึกซึ้ง เพราะมันเป็นห้วงแสนสั้นที่เราหลับตาปี๋ให้กับความไม่แน่นอน เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าดาวเหล่านั้นจะเป็นดาวในฝันของเราหรือเปล่า แต่เราก็พร้อมจะลืมตาต้อนรับดาวที่จักรวาลส่งมาให้เป็นดาวฤกษ์ประจำตัวเรา พวกเขาอาจมีนิสัยเหมือนเราอย่างน่าประหลาด หรืออาจเป็นด้านตรงข้ามในตัวเราที่ถูกหลงลืมไปแล้ว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-186253" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/03/07-3.jpg 1201w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ดาวในคอลเลกชันต่างๆ ตั้งแต่ Be a Little Star Series, Savor the Moment จนถึง Crush On You ต่างสะท้อนชีวิตตามวัยที่เราทุกคนต้องเผชิญ ตั้งแต่วัยไร้เดียงสา การต่อสู้กับความมืดหรือความกลัวในใจ การเรียนรู้ที่จะลิ้มรสของปัจจุบัน กระทั่งการตกหลุมรัก และการเข้าใจรักในวัยที่เติบโตแล้ว การได้เป็นเจ้าของดาวสักดวงหนึ่งจึงเหมือนการประกาศกับตัวเองว่าเราจะเชื่อในแสงสว่างที่เรามี&nbsp;</p>



<p>วันที่โลกช่างวุ่นวายจนเราแทบไม่ได้เงยหน้ามองท้องฟ้าเหมือนอย่างวัยเยาว์ ‘Twinkle Twinkle’ ก็คงเป็นดาวดวงหนึ่งที่หล่นลงมาอยู่บนโต๊ะทำงานของเรา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/twinkle-twinkle-pop-mart/">Twinkle Twinkle วันที่ดาวดวงน้อยอยู่ใกล้เรามากขึ้น คอยพิทักษ์ความไร้เดียงสาและวัยเยาว์แก่ผู้คน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใครสั่งให้แกโกนหนวดอีตาโง่! หนึ่งขนร่วงลงพื้นจุดชนวนสงครามอังกฤษร้อยปี ‘โทมัส ฮอบส์’ ประกาศจงดูอำนาจอันขับเคลื่อนด้วยความจงชังมหาศาลของมนุษย์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/thomas-hobbes-philosophy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Feb 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[philosopher]]></category>
		<category><![CDATA[Thomashobbes]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185921</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการโกนหนวดของกษัตริย์สู่ศตวรรษแห่งสงครามยืดเยื้อ&#160; นี่คือเรื่องราวสุดพลิกผันของเคราย้อยที่ปลุกดาบนับพันให้ชักออกจากฝัก ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่หรือกองทัพมหาศาลเสมอไป หากแต่อาจเริ่มต้นขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ ที่คาดไม่ถึง การตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นรสนิยมส่วนตัวกลับกลายเป็นชนวนของความไม่พอใจ ความแตกแยก และการเปลี่ยนฝ่ายพันธมิตรทางการเมือง เมื่อความสัมพันธ์แตกร้าว การหย่าร้างเกิดขึ้น และการแต่งงานครั้งใหม่ผูกโยงดินแดนอันมั่งคั่งเข้ากับราชบัลลังก์อีกฝั่งหนึ่งของช่องแคบอังกฤษ&#160; จากความรักกลายเป็นความแค้น&#160; จากเคราที่ถูกโกนกลายเป็นคมดาบที่วาววับ แผ่นดินราบเป็นหน้ากลองเหมือนหนวดเพิ่งถูกโกน การอภิเษกสมรสระหว่าง ‘เอเลนอร์แห่งอากีแตน’ และ ‘พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส’ ในปีค.ศ.1137 มิได้เริ่มดุจนวนิยายรัก หากคล้ายพันธมิตรทางการเมืองที่ต้องสมานฉันท์เสียมากกว่า ทำให้แทนที่จะเป็นเพลงเทพนิยายรักหวานชื่นประกอบพิธีสมรส กลับกลายเป็นเสียงสวดมนต์พึมพำดูน่าเศร้าอย่างประหลาด เอเลนอร์เธอเป็นหญิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เปี่ยมรสนิยมทางวัฒนธรรม เธอรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด หลายครั้งก็แข็งขืนต่อกรอบของราชสำนักโดยหาได้ปิดบังอะไร ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ทรงเป็นผู้เคร่งศาสนา รักในความเรียบง่าย ปราศจากชีวิตอันน่าตื่นเต้นโลดโผน เพราะก่อนหน้าชีวิตของพระองค์ถูกกำหนดให้อยู่ในอาราม ก่อนที่จะชะตากรรมจะผลักให้ขึ้นสู่บัลลังก์อย่างไม่คาดคิด&#160; ภรรยาหลงใหลในบทกวี งานฉลองรื่นเริง และเกมการเมือง สามีมีใจให้แก่การสวดภาวนา บำเพ็ญตบะจนถึงขั้นขออภัยบาป ด้วยรู้สึกสำราญกับอาหารบนโต๊ะ ช่างโรแมนติก ช่างเป็นรักที่รื่นรมย์&#160; กระทั่งวันหนึ่งที่ตัวละครลับปรากฏ มันคือมีดโกน! พระเจ้าหลุยส์ยกระดับความเคร่งครัดทางศาสนาของตัวเองขึ้นอีก เขาโกนเคราและผมจนเกลี้ยงเกลาดุจนักบวชราวนักพรต ก่อนหน้าเอเลอนอร์ก็อึดอัดกับวิถีชีวิตที่นับวันยิ่งสมถะของสามีตัวเองอยู่แล้ว เธอประชดประชันด้วยว่าเธอคิดว่าจะได้แต่งงานกับกษัตริย์ไม่ใช่นักบวช!&#160; เมื่อพระเจ้าหลุยส์มุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณ เอเลนอร์จึงยิ่งถอยห่างทางความรู้สึก เธอเฝ้ารอการเพิกถอนการสมรสตามกาลเวลา แต่ทั้งหมดไม่ได้จบที่หนวดเคราใต้คางอันเกลี้ยงเกลาหรอก เพราะหลังเพิกถอนการสมรสแล้ว เอเลอนอร์เข้าพิธีอีกครั้งกับ ‘พระเจ้าเฮนรีที่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thomas-hobbes-philosophy/">ใครสั่งให้แกโกนหนวดอีตาโง่! หนึ่งขนร่วงลงพื้นจุดชนวนสงครามอังกฤษร้อยปี ‘โทมัส ฮอบส์’ ประกาศจงดูอำนาจอันขับเคลื่อนด้วยความจงชังมหาศาลของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จากการโกนหนวดของกษัตริย์สู่ศตวรรษแห่งสงครามยืดเยื้อ&nbsp;</p>



<p>นี่คือเรื่องราวสุดพลิกผันของเคราย้อยที่ปลุกดาบนับพันให้ชักออกจากฝัก</p>



<p>ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่หรือกองทัพมหาศาลเสมอไป หากแต่อาจเริ่มต้นขึ้นจากรายละเอียดเล็กๆ ที่คาดไม่ถึง</p>



<p>การตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นรสนิยมส่วนตัวกลับกลายเป็นชนวนของความไม่พอใจ ความแตกแยก และการเปลี่ยนฝ่ายพันธมิตรทางการเมือง เมื่อความสัมพันธ์แตกร้าว การหย่าร้างเกิดขึ้น และการแต่งงานครั้งใหม่ผูกโยงดินแดนอันมั่งคั่งเข้ากับราชบัลลังก์อีกฝั่งหนึ่งของช่องแคบอังกฤษ&nbsp;</p>



<p>จากความรักกลายเป็นความแค้น&nbsp;</p>



<p>จากเคราที่ถูกโกนกลายเป็นคมดาบที่วาววับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แผ่นดินราบเป็นหน้ากลองเหมือนหนวดเพิ่งถูกโกน</strong></h2>



<p>การอภิเษกสมรสระหว่าง<strong> ‘เอเลนอร์แห่งอากีแตน’</strong> และ<strong> ‘พระเจ้าหลุยส์ที่ 7 แห่งฝรั่งเศส’</strong> ในปีค.ศ.1137 มิได้เริ่มดุจนวนิยายรัก หากคล้ายพันธมิตรทางการเมืองที่ต้องสมานฉันท์เสียมากกว่า ทำให้แทนที่จะเป็นเพลงเทพนิยายรักหวานชื่นประกอบพิธีสมรส กลับกลายเป็นเสียงสวดมนต์พึมพำดูน่าเศร้าอย่างประหลาด เอเลนอร์เธอเป็นหญิงผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เปี่ยมรสนิยมทางวัฒนธรรม เธอรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด หลายครั้งก็แข็งขืนต่อกรอบของราชสำนักโดยหาได้ปิดบังอะไร ขณะที่พระเจ้าหลุยส์ทรงเป็นผู้เคร่งศาสนา รักในความเรียบง่าย ปราศจากชีวิตอันน่าตื่นเต้นโลดโผน เพราะก่อนหน้าชีวิตของพระองค์ถูกกำหนดให้อยู่ในอาราม ก่อนที่จะชะตากรรมจะผลักให้ขึ้นสู่บัลลังก์อย่างไม่คาดคิด&nbsp;</p>



<p>ภรรยาหลงใหลในบทกวี งานฉลองรื่นเริง และเกมการเมือง</p>



<p>สามีมีใจให้แก่การสวดภาวนา บำเพ็ญตบะจนถึงขั้นขออภัยบาป ด้วยรู้สึกสำราญกับอาหารบนโต๊ะ</p>



<p>ช่างโรแมนติก ช่างเป็นรักที่รื่นรมย์&nbsp;</p>



<p>กระทั่งวันหนึ่งที่ตัวละครลับปรากฏ มันคือมีดโกน! พระเจ้าหลุยส์ยกระดับความเคร่งครัดทางศาสนาของตัวเองขึ้นอีก เขาโกนเคราและผมจนเกลี้ยงเกลาดุจนักบวชราวนักพรต ก่อนหน้าเอเลอนอร์ก็อึดอัดกับวิถีชีวิตที่นับวันยิ่งสมถะของสามีตัวเองอยู่แล้ว เธอประชดประชันด้วยว่าเธอคิดว่าจะได้แต่งงานกับกษัตริย์ไม่ใช่นักบวช!&nbsp;</p>



<p>เมื่อพระเจ้าหลุยส์มุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณ เอเลนอร์จึงยิ่งถอยห่างทางความรู้สึก เธอเฝ้ารอการเพิกถอนการสมรสตามกาลเวลา แต่ทั้งหมดไม่ได้จบที่หนวดเคราใต้คางอันเกลี้ยงเกลาหรอก เพราะหลังเพิกถอนการสมรสแล้ว เอเลอนอร์เข้าพิธีอีกครั้งกับ <strong>‘พระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ’ </strong>และเธอยกสินสอดเป็นดินแดนอากีแตนให้แก่พระเจ้าเฮนรี มงกุฎอังกฤษถือครองแผ่นดินฝรั่งเศสมากกว่ากษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศสเสียอีก ด้วยพระเจ้าเฮนรีมีสิทธิ์ถือครองแผ่นดินอองชูและนอร์มังดีอยู่ด้วย พระเจ้าหลุยส์สลัดหัวเกลี้ยงเกลาเรียกว่าลืมภาพนักบวชกันไปก่อนเลย เขาโกรธจัดจนประชาชนเริ่มลับดาบ เตรียมโล่ป้องกัน ด้วยรู้ว่าสงครามกำลังก่อตัวขึ้นแล้วเป็นแน่</p>



<p>ความบาดหมางที่เดือดปุดๆ ในหัวใสๆ ของพระเจ้าหลุยส์ทำให้มีผู้คนล้มตายรวมกันนับล้าน เขาเริ่มจู่โจม ล้อมเมือง เผาหมู่บ้าน เพราะต้องการทวงคืนอำนาจจากประเทศอังกฤษ เกิดเป็นศึกอองชู &#8211; กาเปเซียง ยอดผู้เสียชีวิตจากศึกคราวแรกอยู่ที่หนึ่งถึงสองแสนคน หลังจากยึดคืนผืนดินนอร์มังดีมาได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พึงพอใจ เพราะดินแดนอากีแตนยังอยู่กับประเทศอังกฤษ&nbsp;</p>



<p>ประเทศอังกฤษจึงอ้างสิทธิ์ว่าตัวเขาเองก็มีสิทธิ์เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสเช่นกัน</p>



<p>อย่าฝันเชียว! ประเทศฝรั่งเศสตอกกลับ</p>



<p>เกิดเป็นสงครามการยื้อแย่งผืนดินที่ยืดเยื้อ 116 ปี! ทั้งหมดเกิดขึ้นจากหนึ่งคำถามว่าใครกันที่ควรจะได้ครองดินแดนฝรั่งเศส ราชวงศ์ฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว หรือราชวงศ์อังกฤษที่ได้รับดินแดนส่วนหนึ่งหลังจากเข้าพิธีสมรส หมากรุกฆาตคือการหย่าของเอเลนอร์ กระทั่งมันคร่าชีวิตประชาชนฝรั่งเศสไปสามล้านคน ทั้งหมดอาจไม่เกิดขึ้นหากพระเจ้าหลุยส์ไม่หุนหันตัดผมและโกนเครา จนดูไม่น่าพิสมัยในสายตาของราชินีเอเลนอร์&nbsp;</p>



<p>แต่สาเหตุเป็นเช่นนั้นจริงเหรอ</p>



<p>เราจะอัญเชิญ <strong>‘โทมัส ฮอบส์’ </strong>มาเสวนาถึงสงครามดังกล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185924" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>สภาพของมนุษย์หากปล่อยไว้ตามธรรมชาติ</strong> <strong>ย่อมเป็นสภาพแห่งสงคราม</strong></h2>



<p>หากถามว่าทำไมต้องเป็นฮอบส์ด้วย เพราะตัวเขาเป็นนักปรัชญาผู้เชื่อว่าธรรมชาติมนุษย์ไม่ใช่การจับมือร้องเพลงสามัคคีชุมนุมกัน แต่เป็นการพร้อมที่จะทุบตีกัน เห็นข้อเท็จจริงจากที่ไหนน่ะเหรอ บนท้องถนนบีบแตรปิ๊บ! ปิ๊บ! ใส่รถที่เบียดมาขนาบข้าง ก่อนจะลดกระจกชูนิ้วให้กล้วย และโพล่งเปิดประตูบานใหญ่ลงมาขว้างหมัดใส่กันกลางแจ้ง หรือตัวอย่างง่ายที่สุดก็เมื่อมีใครสักคนจ้องมองคุณด้วยสายตาที่คุณไม่อาจคาดเดาได้ว่าเขาคิดอย่างไร คุณเมียงมองเขา เขาไม่ละสายตาจากคุณ เราให้ไม่เกินห้านาทีที่จะมีฝ่ายหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพว่ามองหน้าหาอะไรคะ</p>



<p><strong>“หากมนุษย์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ต้องระแวงกันเป็นพื้นฐาน แล้วเหตุใดเวลาเดินทางเราจึงพกอาวุธ เหตุใดเมื่อเข้านอนจึงต้องล็อกประตู เหตุใดแม้ในบ้านของตัวเองยังต้องลงกลอน หีบมีฝาปิด มีกำแพงกั้นระหว่างกัน ทั้งหมดไม่ได้บอกแจ่มแจ้งเหรอว่าเราคาดหมายอันตรายจากกันและกันอยู่เสมอ”</strong></p>



<p>นี่คือสิ่งที่นักปรัชญาเช่นฮอบส์พยายามจะสื่อให้เราเห็นว่าโลกคือสงครามของทุกคนกับทุกคน เขาสมมติให้โลกไม่มีตำรวจ ศาล รัฐบาล กฎหมาย ผู้คนมีสิทธิในทุกอย่าง จะหยิบยึดหรือทำร้ายก็ย่อมได้ ไม่ต้องถามกันหรอกว่าฉันขอใช้มือตบฉาดหน้าคุณหน่อยได้ไหม ไม่มีใครไว้ใจใครอย่างแท้จริง ผู้คนระแวงกันไปหมด ชีวิตเราอยู่บนความโดดเดี่ยว ดูลำบาก และแสนจะระห่ำ หลักการง่ายๆ หนึ่งข้อที่ต้องยึดกันไว้ก็คือเอาตัวเองให้รอดก่อน ใช้เหตุผลเพื่อหาทางออกไปสู่สันติภาพ หากว่ามันเป็นไปได้น่ะนะ แต่หากสันติภาพไม่มีจริงขึ้นมาก็จงทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง ไม่ใช่คำแนะนำให้เราเป็นคนเลว แต่เป็นการบอกความจริงว่าหากไม่มีอำนาจกลางกำหนดผู้คน โลกก็คงมีหน้าตาดังว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185926" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-17.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สงครามสำหรับฮอบส์ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่ว่าทรัพยากรขาดแคลน ไม่ใช่เพราะมนุษย์หิวโหยจนยอมเหยียบกันเพื่อเข้าใกล้บ่อน้ำ ไม่ใช่เราเป็นสัตว์ดุร้ายที่เห็นแก่ตัวโดยธรรมชาติอย่างเดียว แต่มันลึกลงไปกว่านั้น สงครามเกิดเพราะมนุษย์เปราะบาง ขลาดกลัว หูเบา และกอดศักดิ์ศรีของตัวเองเหมือนมันเป็นแก้วที่แตกได้ทุกเมื่อ เราถูกปลุกปั่นความคิดได้ง่ายเหลือเกิน พลันจะโกรธเป็นฟืนไฟด้วย หากใครดูหมิ่นเกียรติของเรา แม้มันจะเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วก็ตาม ต้นตอสงครามสำหรับฮอบส์คือความเห็นที่ไม่ตรงกัน เพราะทันทีที่เราไม่เห็นด้วยกับใครอื่นก็จะถูกตีความว่านี่เป็นการท้าทายศักดิ์ศรี ดูถูกทรรศนะของเขา เหยียดหยามความบรรเจิดของเขา จากความต่างของความคิดลุกลามกลายความโกรธนำพาให้เราเคียดแค้นจนกลายเป็นศัตรูต่อมนุษย์ด้วยกัน</p>



<p>ความเห็นทั่วไปในเรื่องความโกรธถูกถอดออกมาจากวาทศิลป์ของฮอบส์ เขาลงความเห็นว่าผู้ที่โกรธง่ายคือผู้ที่คิดว่าตัวเองถูกหมางเมิน ถูกมองข้าม และผู้ที่เชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน เหมือนคนร่ำรวยมองคนยากจน คนสูงศักดิ์มองคนธรรมดา ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับสิ่งที่เขาต้องการมากเป็นพิเศษก็จะโกรธควันออกหูได้ทุกเมื่อ หากตัวเองไม่ได้รับการยกย่องอย่างที่คาดหวัง คนที่เสียใจเมื่อถูกขัดขวาง ถูกต่อต้าน หรือไม่ได้รับการช่วยเหลือก็โกรธง่ายเหมือนกัน</p>



<p>ฉะนั้นแล้วคนป่วย คนยากจน คนมีรัก คนที่ปรารถนาสิ่งหนึ่งแต่กลับไม่ได้มันมาครอง พวกเขามักจะโกรธคนที่ยืนดูเฉยๆ แล้วไม่สะทกสะท้านต่อความเดือดร้อนของพวกเขา คนที่คาดหวังสิ่งดีงามแต่กลับได้รับสิ่งเลวร้ายตอบแทนก็ยิ่งโกรธหนักเข้าไปใหญ่ ความโกรธไม่ได้ลอยมาจากอากาศหรอก แต่มันงอกมาจากความรู้สึกว่าตนถูกดูหมิ่น ถูกเมิน หรือถูกทำให้ผิดหวัง</p>



<p>เห็นไหม สาเหตุจากสงครามร้อยปีอาจไม่ได้เกิดจากการโกนหนวดอย่างเดียว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185931" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผลประโยชน์คือมาตรวัดของความถูกต้อง                                                           อะไรที่ให้กำไรแก่ตน อะไรที่ทำให้ตนได้เปรียบ หรืออยู่รอด                           ย่อมเรียกว่าความถูกต้อง</strong></h2>



<p><strong></strong>อำนาจคือเครื่องมือและทรัพยากรอย่างหนึ่งของมนุษย์ เราโหยหามัน ใคร่ในมัน ด้วยหวังว่ามันจะนำทางเราไปถึงสิ่งที่เราต้องการในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน ชื่อเสียง มิตรสหาย หรืออะไรก็ตาม อำนาจเปล่าเป็นตำแหน่งเป็นกำลังของเรา แต่คือศักยภาพที่เรามีในตัวเอง มนุษย์จึงกระหายมันเหลือเกินจนเป็นที่มาของคำว่าบ้าอำนาจ!</p>



<p>มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของตนเอง และเข้าไปพัวพันกับการแข่งขันแย่งชิงอำนาจรวมถึงทรัพยากรอยู่ตลอดเวลา เมื่อทุกคนต้องการความมั่นคง การได้เปรียบ และหลักประกันให้ชีวิตตน ผลที่ตามมาก็คือการแข่งขันไม่สิ้นสุด การแข่งขันเหล่านั้นเองทำให้เกิดสภาพแห่งสงครามที่ผู้คนถูกผลักให้เผชิญหน้ากันในฐานะคู่แข่งหรือศัตรู มากกว่าจะเป็นมิตรต่อกัน เพราะต่างฝ่ายต่างไม่อาจวางใจได้อย่างแท้จริง</p>



<p>ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่ต่างกันนัก แต่ละรัฐย่อมกระทำไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง เมื่อไม่มีข้อตกลงที่ผูกมัดจริงจัง ไม่มีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ รัฐก็ย่อมพยายามสร้างความได้เปรียบ แข่งขันแย่งชิงดินแดน ทรัพยากร อิทธิพล หรือความเป็นใหญ่ การแข่งขันเช่นนี้ หากไร้หลักประกัน พวกเขาก็พร้อมจะฟาดฟันลงบัญชาให้มันเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ</p>



<p>ประเด็นของฮอบส์จึงชัดเจน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่มีวันจบจำเป็นต้องมีอำนาจกลางที่เข้มแข็งพอจะรักษาระเบียบและค้ำจุนสันติภาพ มนุษย์จะหลุดพ้นจากสภาพคล้ายสงครามได้ก็ต่อเมื่อยอมสละเสรีภาพบางส่วนของตัวเองเพื่อแลกกับการคุ้มครองจากรัฐ เพราะเมื่อไม่มีโครงสร้างที่คอยยับยั้งแรงผลักดันต่ำๆ ของเรา ความหวาดระแวงและการแข่งขันก็จะพาเราเข้าสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ระบบการเมืองที่มั่นคงและมีอำนาจเพียงพอจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นของเสถียรภาพในมนุษย์</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185932" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>“เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนตะเกียกตะกายเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ วิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการใช้กำลังและกลอุบาย กำลังหมายถึงพลังทางกายหรือการใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขู่ หรือเอาชนะฝ่ายตรงข้าม อย่างการโจมตีทางทหาร หรือการกระทำใดๆ ที่มุ่งทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอลง เพราะในภาวะที่ไม่มีอำนาจสูงสุดคอยควบคุม สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ก็ไม่ใช่ความดีงามอีกแล้ว แต่คือความสามารถในการบังคับให้อีกฝ่ายยอมจำนนต่างหาก”</strong></p>



<p>ปรัชญาของฮอบส์เปล่ามีไว้ประดับหน้าหนังสือ แต่เพื่อเตือนให้เราเข้าใจธรรมชาติของผู้คนและสังคม ในขณะที่ผู้คนถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตนและความต้องการเอาตัวรอด มันก็ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งได้เสมอโดยไม่ยากเลย ฮอบส์ทำให้เราตระหนักการเป็นนักคิดที่รอบคอบอย่างมีเหตุผล รู้ทันคำพูดตัวเอง และไม่ปล่อยให้ความหลงตัวเอง หรืออารมณ์เดินนำหน้าเหตุผล หากทำได้จริงทั้งสังคมและตัวเราก็จะเข้าสู่ความมั่นคงที่ดีกว่าการปล่อยให้ความไม่รู้ หรือแรงปรารถนาทางอารมณ์ทั้งหลายเข้าครอบงำ เหมือนอย่างความโกรธของเอเลนอร์ที่เห็นสามีตัวเองโกนหนวดจนเหมือนนักพรต เหมือนอย่างความโกรธของพระเจ้าหลุยส์ที่เห็นผืนดินตัวเองถูกครอบครอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185930" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>หากคนสองคนปรารถนาสิ่งเดียวกัน ซึ่งทั้งคู่ไม่อาจครอบครองด้วยกันได้    พวกเขาก็ย่อมกลายเป็นศัตรูกัน</strong></h2>



<p>คนที่มนุษย์มักโกรธก็คือคนที่เยาะเย้ยเขา หรือทำให้เขาเป็นตัวตลก&nbsp;</p>



<p>คนที่แสดงความดูหมิ่นไม่ว่ารูปแบบใด&nbsp;</p>



<p>คนที่เหยียดสิ่งที่เราอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจศึกษา และยิ่งเราไปได้ไม่ไกล เรายิ่งโกรธหนักเมื่อถูกดูแคลน&nbsp;</p>



<p>คนเราโกรธเพื่อนมากกว่าคนแปลกหน้า&nbsp;</p>



<p>โกรธคนที่เคยให้เกียรติแล้วหยุดให้ โกรธคนที่ไม่ตอบแทนน้ำใจ โกรธเพื่อนที่ทำร้ายหรือไม่ทำดีต่อเรา โกรธคนที่ไม่ฟังคำวิงวอน&nbsp;</p>



<p>โกรธคนที่ยังร่าเริงหรือเฉยเมยในยามเราทุกข์ โกรธคนที่ก่อความเดือดร้อนแก่เราแต่ตัวเองไม่สะทกสะท้าน โกรธคนที่เต็มใจฟังหรือคอยดูความอัปยศของเรา โกรธคนที่เมินเราเฉพาะต่อหน้าคู่แข่ง ต่อหน้าคนที่เราชื่นชม คนที่เราอยากให้ชื่นชมเรา คนที่เราเคารพ หรือคนที่เคารพเรา โกรธคนที่ควรช่วยเราแต่เขาไม่ช่วย โกรธคนที่พูดเล่นในเวลาที่เราเอาจริง&nbsp;</p>



<p>โกรธแม้กระทั่งคนที่ลืมเรา หรือลืมชื่อของเรา&nbsp;</p>



<p><strong>ความโกรธนำไปสู่อะไรต่อมิอะไรได้มากมายกว่าที่เราคิด</strong></p>



<p><strong>ประการทั้งหมดก็มีฉะนี้แล</strong></p>



<p><strong>ว่าแล้วก็โกนหนวดกันสักหน่อยไหม</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/thomas-hobbes-philosophy/">ใครสั่งให้แกโกนหนวดอีตาโง่! หนึ่งขนร่วงลงพื้นจุดชนวนสงครามอังกฤษร้อยปี ‘โทมัส ฮอบส์’ ประกาศจงดูอำนาจอันขับเคลื่อนด้วยความจงชังมหาศาลของมนุษย์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรากวัดแกว่งปากกาก่อร่างความงดงามล้อมรอบผู้คน พบปะ 10 กวีผู้สลักรอยในวรรณกรรมด้วยลีลาเป็นเอกลักษณ์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/the-history-of-poets/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Feb 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[Poetry]]></category>
		<category><![CDATA[Poem]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185800</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในกาลเก่าบทกวีเคยเป็นเครื่องมือทางประวัติศาสตร์อันแยบยล ที่ใช้ถักทอความคิด ความเชื่อของผู้คน ด้วยถ้อยแถลงอันชาญฉลาด ปัจจุบันมันกลับถูกลดทอนให้เป็นประโยคโรแมนติกสำหรับวันวาเลนไทน์ หลายครั้งบทกวีถูกเข้าใจผิดว่ามีไว้เพื่อความรักหรือคนหัวใจสีชมพูที่คิดอยากมอบประโยคสักสองสามบรรทัดให้แก่ใครสักคน แต่บทกวีมีอะไรมากกว่าคำคล้องจองไม่กี่คำ เบื้องหลังถ้อยคำงดงามเหล่านั้นมันซ่อนอารมณ์ที่ผูกโยงกับผู้อ่านอย่างล้ำลึก และมีพลังที่จะปลอบประโลมใจผู้อ่าน บทกวีเป็นยานพาหนะที่พาเราข้ามเวลา เล่าอารยธรรมที่เกือบสูญหายให้กลับมาปะติดปะต่อกัน เปิดเปลือยความรู้สึกเบื้องลึกของผู้เขียน เรียกคืนความทรงจำหวานปนขม ปลุกให้ผู้คนตระหนักถึงการเมือง หรือแม้แต่การกระซิบให้เราเงี่ยหูฟังว่าโปรดมีชีวิตต่อไป&#160; “Don&#8217;t give up, please don&#8217;t give way, Even if the cold burns, Even if fear bites, Even if the sun sets, And the wind goes silent, There is still fire in your soul, There is still life in your dreams.” [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-history-of-poets/">เรากวัดแกว่งปากกาก่อร่างความงดงามล้อมรอบผู้คน พบปะ 10 กวีผู้สลักรอยในวรรณกรรมด้วยลีลาเป็นเอกลักษณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในกาลเก่าบทกวีเคยเป็นเครื่องมือทางประวัติศาสตร์อันแยบยล ที่ใช้ถักทอความคิด ความเชื่อของผู้คน ด้วยถ้อยแถลงอันชาญฉลาด ปัจจุบันมันกลับถูกลดทอนให้เป็นประโยคโรแมนติกสำหรับวันวาเลนไทน์ หลายครั้งบทกวีถูกเข้าใจผิดว่ามีไว้เพื่อความรักหรือคนหัวใจสีชมพูที่คิดอยากมอบประโยคสักสองสามบรรทัดให้แก่ใครสักคน แต่บทกวีมีอะไรมากกว่าคำคล้องจองไม่กี่คำ เบื้องหลังถ้อยคำงดงามเหล่านั้นมันซ่อนอารมณ์ที่ผูกโยงกับผู้อ่านอย่างล้ำลึก และมีพลังที่จะปลอบประโลมใจผู้อ่าน</p>



<p>บทกวีเป็นยานพาหนะที่พาเราข้ามเวลา เล่าอารยธรรมที่เกือบสูญหายให้กลับมาปะติดปะต่อกัน เปิดเปลือยความรู้สึกเบื้องลึกของผู้เขียน เรียกคืนความทรงจำหวานปนขม ปลุกให้ผู้คนตระหนักถึงการเมือง หรือแม้แต่การกระซิบให้เราเงี่ยหูฟังว่าโปรดมีชีวิตต่อไป&nbsp;</p>



<p><strong>“Don&#8217;t give up, please don&#8217;t give way, Even if the cold burns, Even if fear bites, Even if the sun sets, And the wind goes silent, There is still fire in your soul, There is still life in your dreams.”</strong></p>



<p><strong>อย่ายอมแพ้เลยนะ แม้ความหนาวจะเผาไหม้ผิวกาย แม้ความกลัวจะกัดกินหัวใจ แม้ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไป และแม้สายลมจะไม่พัดพาจนส่งเสียงแสนเงียบงัน</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>อู่กำเนิดเกิดบทกวี</strong></h2>



<p><strong></strong>ก่อนปีคริสต์ศักราช 1850 คราวที่ที่อยู่อาศัยของผู้คนล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐตากแดดร้อนระอุ นอกเหนือจากพวกเขาจะคิดค้นวิถีเกษตรกรรมแล้ว ตัวอักษร ณ ดินแดนเมโสโปเตเมียโบราณ<strong> ‘มหากาพย์กิลกาเมช’ </strong>วรรณกรรมชิ้นแรกของโลกก็กำเนิดล้อขึ้นมาด้วยภาษาอัคคาเดียนที่เราในยุคปัจจุบันไม่อาจเข้าใจ มันถูกจารึกลงบนแผ่นดินเหนียวอันเป็นเสรีภาพทางวรรณศิลป์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เล่าขานถึงกษัตริย์ สหาย ความปรารถนาของมนุษย์ และมหาอุทกภัยที่ถล่มล้างแผ่นดิน</p>



<p>จากจุดนั้นเองที่บทกวีหลายรูปแบบแผ่ซ่านไหลเข้าสู่ยุคสมัยอื่น มันถูกจัดระเบียบให้อยู่ในสัมผัสและโครงสร้างที่แข็งแรง แม้ว่าการประพันธ์บทกวีจะชะงักลงไปในยุคสงคราม หรือยุคที่ผู้มีอำนาจและทรัพย์สินเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้จับมือรู้จักมัน แต่บทกวีก็ดิ้นได้เพราะมันถูกปลดปล่อยให้มีชีวิตอีกครั้งในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือยุคกลาง&nbsp;</p>



<p>เมื่อมหากาพย์ทั้งหลายของบทกวีถูกค้นพบใหม่ ไฟมันก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง</p>



<p>นักกวีหลายคนล่อนจ้อนความรู้สึกของตัวเองด้วยภาษาอันเป็นเอกลักษณ์จนทรงอิทธิพลต่อยุคสมัย ตัวตนของพวกเขาถูกจารึกไว้จนยากจะเลือนหาย พวกเขาบันทึกความเป็นมนุษย์ที่สอดไส้ความรู้สึกนึกคิดลงไป กระทั่งโลกทั้งใบที่โอบล้อมกายพวกเขา&nbsp;</p>



<p>แม้เวลาจะพัดผ่านไปเป็นทศวรรษหรือศตวรรษแล้ว แต่ถ้อยคำของพวกเขาก็ยังจุดประกายจินตนาการในผู้คนอย่างไม่รู้จบ&nbsp;</p>



<p><strong>ขอเชิญผู้อ่านพบปะ 10 นักกวีผู้เลื่องลือผ่านผลงานอันน่าจดจำที่สุดของพวกเขา ดำดิ่งไปกับตัวอักษรที่จะขับร้องจังหวะให้เราร่ายระบำในท่วงทำนอง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185802" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-13.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘โฮเมอร์’ </strong>ไม่ปรากฏข้อมูลปีเกิดและปีเสียชีวิต&nbsp;</p>



<p>แทบจะไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงแน่ชัดถึงกวีชาวกรีกผู้แสนยิ่งใหญ่ ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนคริสตกาลเสียอีก ที่จริงแล้วตัวตนของเขาก็ยังถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการอยู่เสมอว่ามหากาพย์ที่ถูกยกให้เป็นผลงานของเขา มันเป็นของเขาคนเดียวจริงหรือเปล่า ผู้คนว่ากันว่าเขาทิ้งชื่อและตัวตนไว้ในงานเขียนผ่านตัวละครนักขับกลอนตาบอด ‘เดโมโดคอส’ ใน ‘โอดิสซี’</p>



<p>แม้ตัวตนของโฮเมอร์จะคลุมเครือ ทว่ามหากาพย์ว่าด้วยการล่มสลายของกรุงทรอย และเหตุการณ์หลังจากนั้นก็ส่งอิทธิพลต่อเหล่านักเขียนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น<strong> ‘เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน’</strong> หรือ <strong>‘เจมส์ จอยซ์’&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“Any moment might be our last. Everything is more beautiful because we&#8217;re doomed. You will never be lovelier than you are now. We will never be here again.”</strong></p>



<p><strong>ทุกขณะที่มีอาจเป็นขณะสุดท้ายของเรา ทุกสิ่งจึงงดงามยิ่งขึ้นเพราะเราต่างถูกกำหนดให้ต้องสูญสลาย เธอจะไม่มีวันงดงามไปกว่าที่เป็นอยู่ และพวกเราจะไม่มีวันได้ยืนอยู่ที่นี่ในขณะเหล่านี้อีกแล้ว</strong></p>



<p><strong></strong>ลายเซ็นสำคัญของโฮเมอร์คือการใช้คำเปรียบเปรยและการอุปมาอุปไมยที่แจ่มชัดราวภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการเล่าเรื่องด้วยวิธีเริ่มต้นจากกลางเหตุการณ์ ก่อนจะไล่ย้อนกลับไปถึงความหลัง เป็นเทคนิคที่ทำให้วรรณกรรมและกวีของเขาน่าดึงดูด ทั้งมันแสนจะทรงพลัง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185806" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน’</strong> ค.ศ.1803 &#8211; 1882</p>



<p>เอเมอร์สันเคยอุปสมบทอยู่ในคริสตจักร ก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางบทบาทนักบวชและหันหลังให้แท่นเทศนาในสามปีให้หลัง เขาเลือกเส้นทางการเขียนแทน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะนำพาให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งขบวนการ ‘Transcendentalism’ ในประเทศสหรัฐฯ ผ่านผลงานยุคแรกอย่าง ‘Nature 1836’ ที่เปิดประตูความคิดใหม่ให้แก่ยุคสมัย&nbsp;</p>



<p>“<strong>Comfort on difficult days, smiles when sadness intrudes, rainbows to follow the clouds, laughter to kiss your lips, sunsets to warm your heart, hugs when spirits sag, beauty for your eyes to see, friendships to brighten your being, faith so that you can believe, confidence for when you doubt, courage to know yourself, patience to accept the truth, love to complete your life, This is my wish for you.”</strong></p>



<p><strong>สบายใจในวันแสนยากลำบาก ผลิยิ้มเมื่อความเศร้าแทรกซึมเข้ามา สายรุ้งจะปรากฏหลังเมฆหม่น เสียงหัวเราะจุ๊บลงริมฝีปาก ตะวันผิงไฟอุ่นหัวใจ โอบกอดยามจิตวิญญาณร้าวระบม มองความงดงามให้ดวงตาได้ชื่นชม มิตรภาพอันจะเติมแสงสว่างให้ชีวิต ศรัทธาที่ทำให้เชื่อ จงมั่นใจแม้เกิดความสงสัย กล้าที่จะรู้จักตน อดทนที่จะรับความจริง และโปรดมีรักเพื่อชีวิตอันสมบูรณ์ ถ้อยความทั้งหมดเป็นคำอธิษฐานที่ผมมอบให้คุณ</strong></p>



<p><strong></strong>เอเมอร์สันถือเป็นนักเขียนชาวอเมริกันที่เลือกสำรวจแนวคิด ตำนาน ปรัชญาจากตะวันออกกลางและเอเชียให้ประทับอยู่ในงานเขียน มันปรากฏชัดอยู่ในบทกวี <strong>‘Brahma’ </strong>และ <strong>‘Persian Poetry’ </strong>ทั้งหมดสะท้อนการมองโลกผ่านสายตาอันกว้างไกลของเขา&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ด้วยความเป็นหนุ่มสาวจึงจมดิ่งอยู่ในความพลาดพลั้ง</strong>                                             <strong>ฉันตกหลุมรักความเศร้าอย่างไม่อาจต้าน</strong></h2>



<p><strong>‘เอ็ดการ์ แอลลัน โพ’</strong> ค.ศ.1809 &#8211; 1849</p>



<p>บทกวีที่เลื่องลือที่สุดของโพ ‘The Raven’ ที่กล่าวถึงความตายและการสูญเสียคล้ายผลงานที่ผันผ่านมาของเขา ด้วยลายเซ็นในเรื่องสยองขวัญและดูเป็นปริศนา <strong>‘The Cask of Amontillado’ </strong>และ <strong>‘The Tell-Tale Heart’</strong></p>



<p><strong></strong>โพเริ่มเขียนบทกวีเมื่อเขาแตกหนุ่ม มันเป็นเรื่องน่าประหลาดที่แม้ว่าผลงานของเขาจะโด่งดังไปทั่วโลก แต่แรกเริ่มเขากลับได้รับกำไรจากงานเขียนน้อยเหลือเกิน น้อยจนต้องยังชีพตัวเองด้วยการทำงานแก้ไขบทความในนิตยสารฟิลาเดลเฟียและนิวยอร์ก&nbsp;</p>



<p><strong>“Every moment of the night. Forever changing places and they put out the star-light with the breath from their pale faces.”</strong></p>



<p><strong>ทุกขณะของรัตติกาล สถานที่หมุนเวียนเปลี่ยนไม่สิ้นสุด และพวกเขาก็ดับแสงดาวนั้น ด้วยลมหายใจจากใบหน้าอันซีดเซียว&nbsp;</strong></p>



<p>เห็นไหม จากที่เราเรียกกันว่าเรื่องสยองสองบรรทัดอาจแปรเป็นกวีสยองสองบรรทัดด้วยน้ำหมึกจากโพ และแม้ชีวิตของเขาจะต้องปากกัดตีนถีบอยู่เรื่อย แต่ถ้อยคำของเขาสร้างร่องรอยความงดงามแบบหลอนประสาทราวกับตัวเขายังไม่จากไปไหน ราวว่าตัวเขายังส่งเสียงหวีดหวิวทุกครั้งที่หนังสือของเขาถูกเปิดขึ้น</p>



<p><strong></strong><strong>‘วอลต์ วิทแมน’</strong> ค.ศ. 1819 &#8211; 1892</p>



<p>วิทแมนเคยทำงานเป็นนักข่าว เขาเป็นที่รู้จักจากการเป็นคนสุดโต่ง ยึดชีวิตไปตามความคิดตัวเอง ถ่มถึงประเด็นสังคมอย่างสิทธิในผู้หญิง การอพยพ หรือแรงงาน&nbsp;</p>



<p>ผลงาน ‘Leaves of Grass’ ที่เขียนขึ้นโดยกวีชาวนิวยอร์กอย่างวิทแมนนั้นสร้างชื่อให้แก่เขา ด้วยสไตล์ภาษาเฉพาะตัว ดูมีน้ำเสียงทุ้มต่ำทะลักออกจากตัวอักษรเสมอ&nbsp;</p>



<p><strong>“I am the poet of the Body and I am the poet of the Soul, The pleasures of heaven are with me and the pains of hell are with me, The first I graft and increase upon myself, the latter I translate into a new tongue.”</strong></p>



<p><strong>ฉันคือนักกวีแห่งร่างกาย และฉันคือนักกวีแห่งจิตวิญญาณ ความสุขจากสวรรค์อยู่กับฉัน และความทุกข์จากนรกก็อยู่กับฉันเช่นกัน ความสุขนั้นฉันเพิ่มพูนให้ตัวฉันเอง ส่วนความทุกข์นั้น ฉันแปลงมันเป็นถ้อยคำใหม่</strong></p>



<p>ทั้งวิทแมนยังส่งแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียน ‘เรย์ แบรดบิวรี’ หรือแม้แต่ศิลปินอย่าง ‘ลานา เดล เรย์’ จากบทกวีของเขา<strong> ‘I sing the body electric’ </strong>เรียกได้ว่าวิทแมนคือนักกวีที่ปลดปล่อยตัวตนมนุษย์ออกมาอย่างแท้จริง จนผู้อ่านสัมผัสได้ถึงร่างกายและจิตวิญญาณในตัวเอง ทั้งพลังชีวิตและความงดงามที่เราต่างก็มีมันอยู่ภายใน</p>



<p><strong>‘เอมิลี ดิกคินสัน’</strong> ค.ศ.1830 &#8211; 1886</p>



<p>หลังจากเธอเสียชีวิตลง กวีเล่มแรกของเธอก็ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์จนเข้าสู่ค.ศ.1955 สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเธอมักจะเขียนอยู่ในความโดดเดี่ยวของตัวเอง หรือไม่ส่งผลงานไปที่ไหนเลย นักวิชาการหลายคนสันนิษฐานว่าเธออาจมีอาการหวาดกลัวการออกนอกบ้าน&nbsp;</p>



<p>เธอโดดเด่นจากการเขียนกวีสั้น กระชับ ใช้เครื่องหมายวรรคตอน รวมถึงการเล่นคำผสานกับจังหวะกวีที่ไม่ธรรมดา ดิกคินสันมักจะเขียนถึงชีวิต ความตาย ความรัก ธรรมชาติ กระทั่งปรัชญาที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนในก้นบึ้งหัวใจตัวเอง&nbsp;</p>



<p><strong>“How happy is the little stone that rambles in the road alone, And doesn&#8217;t care about careers, And exigencies never fears. Whose coat of elemental brown, A passing universe put on, And independent as the sun, Associates or glows alone, Fulfilling absolute decree In casual simplicity.”</strong></p>



<p><strong>หินก้อนเล็กนั้นจะมีความสุขเพียงใดกับการเดินเร่ไปตามถนนอย่างลำพัง และมันไม่ต้องสนใจหน้าที่การงาน ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรเลย ผิวสีน้ำตาลของมันเป็นสิ่งที่จักรวาลผ่านมาสวมใส่ให้ มันเป็นอิสระเหมือนดวงอาทิตย์ ส่องประกายแม้อยู่โดดเดี่ยว ดูสมบูรณ์ด้วยมันเดินไปตามกฎอันเรียบง่ายของธรรมชาติ</strong></p>



<p>จำนวนผลงานของดิกคินสันมีมากกว่า 1,700 บท แต่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ระหว่างเธอมีชีวิตมีเล็กน้อยเท่านั้น และหลังจากเธอหมดลมหายใจไป เธอก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักกกวีผู้เปลี่ยนโฉมวรรณกรรมอเมริกันและบทกวีสมัยใหม่ เธอเป็นต้นแบบของนักเขียนที่แสดงให้เห็นว่าพลังของคำพูดเป็นอย่างไร แม้ว่าจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว&nbsp; และความคิดทั้งหลายของเรานั้นสามารถที่จะยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จงหันหน้าเข้าแสงอาทิตย์อยู่เสมอ                                                                                 เงาทั้งหลายจะหลบซ่อนอยู่ข้างหลังเรา</strong></h2>



<p><strong>‘วิลเลียม บัตเลอร์ เยตส์’</strong> ค.ศ.1865 &#8211; 1939</p>



<p>เยตส์เกิดที่ไอร์แลนด์และเติบโตในกรุงลอนดอน บทกวีของเขาถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน ‘Dublin University Review’ ปีค.ศ.1885 ผลงานของเขาจะสอดไส้ตำนาน โบราณคดีพื้นบ้าน และบทกวีเพลงพื้นเมืองประจำประเทศ เหตุเพราะเยตส์มีความสนใจยิ่งในศาสตร์ลึกลับ<br><strong>“Faeries, come take me out of this dull world, For I would ride with you upon the wind, Run on the top of the dishevelled tide, And dance upon the mountains like a flame.”</strong></p>



<p><strong>เหล่านางฟ้าเอ๋ย โปรดพาฉันออกไปจากโลกอันแสนน่าเบื่อ ฉันอยากขี่ไปกับพวกเธอท่ามกลางสายลม วิ่งฉิวอยู่บนยอดคลื่นที่กระจัดกระจายออก และเต้นรำบนภูเขาดุจเปลวไฟไสว</strong></p>



<p>ในค.ศ.1890 หลังเยสต์กลับไปที่กรุงลอนดอน เขาช่วยก่อตั้งกลุ่มกวีชื่อ ‘Rhymer’s Club’ ขึ้นมาเพื่อพบปะสมาชิกและแลกเปลี่ยนงานเขียนกัน และความเห็นของสมาชิกในกลุ่มนี้เองที่มีส่วนช่วยให้เยสต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมแห่งค.ศ.1923</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185804" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘โรเบิร์ต ฟรอสต์’</strong> ค.ศ.1874 &#8211; 1963</p>



<p>ฟรอสต์เป็นกวีอเมริกันผู้โด่งดัง จากการสะท้อนชีวิตและภูมิทัศน์ของนิวอิงแลนด์ผ่านบทกวีโดยใช้สำนวนสนทนาเป็นหลัก เขาหลีกเลี่ยงรูปแบบบทกวีดั้งเดิมและการสัมผัสคำในตอนท้าย ทำให้บทกวีของเขาเข้าถึงง่ายแต่ยังคงความลึกซึ้ง ผลงานเด่นของเขาเช่น <strong>‘Fire and Ice’</strong> และ <strong>‘The Road Not Taken’ </strong>มันกลายเป็นบทกวีคลาสสิกที่ยังถูกอ้างอิงและศึกษาในปัจจุบันอยู่</p>



<p>ชีวิตของฟรอสต์ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการเสียชีวิตของพ่อเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่สำคัญที่ทำให้เขาย้ายที่อยู่ไปยังรัฐแมสซาชูเซตส์พร้อมกับแม่และน้องสาว ทั้งประสบการณ์ชีวิตและความใกล้ชิดกับธรรมชาติที่เขาพบได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่งานเขียน</p>



<p><strong>“Never be bullied into silence. Never allow yourself to be made a victim. Accept no one’s definition of your life, define yourself.”</strong></p>



<p><strong>อย่าให้ใครถ่มถุยคุณจนต้องตกอยู่ในความเงียบ อย่าอนุญาตให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อ อย่ายอมรับถ้อยคำนิยามชีวิตของคุณจากใครคนอื่น จงนิยามตัวคุณเอง</strong></p>



<p>ตลอดอาชีพการงาน ฟรอสต์ได้รับเกียรติยศมากมาย รวมถึงรางวัล ‘Pulitzer’ ถึงสี่ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเวลานั้น เขาได้รับตำแหน่งกวีแห่งชาติของสหรัฐฯ แบบไม่เป็นทางการจากประธานาธิบดี ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ เพราะผลงานของฟรอสต์ไม่เพียงแต่สะท้อนชีวิตตนและธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนความคิด ปรัชญา และความเป็นมนุษย์ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในกวีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185803" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-8.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘ปาโบล เนรูดา’ </strong>ค.ศ.1904 &#8211; 1973</p>



<p>ตามมาติดๆ กับหนึ่งในนักกวีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ชายผู้นี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ค.ศ.1971&nbsp;</p>



<p>เนรูดาเริ่มเขียนเมื่อยังเยาว์วัย ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในชิลี ส่วนใหญ่จะเป็นความรักแสนโรแมนติกลุกลามไปยันความทุกข์ยากของสังคมและการเมือง เขาเลือกใช้พลังแห่งกวีสะท้อนความโหดร้ายของสงครามกลางเมืองสเปนลงใน<strong> ‘Our Hearts’</strong> และถ่ายทอดความรัก ความใคร่ ความปรารถนาแห่งตนผ่าน<strong> ‘Twenty Love Poems’ </strong>ซึ่งเป็นผลงานที่มีอิทธิพลสูง ทั้งเขายังเคยเขียนบทกวีสรรเสริญผู้นำคอมมิวนิสต์ ซึ่งมันทำให้เกิดการวิจารณ์ต่อเขาอย่างกระหึ่มในแวดวงสังคมและการเมือง แง่ดีคือตัวเขากลายเป็นคนซับซ้อนจากสายตาคนนอก ยิ่งดูน่าค้นหาให้ลึกลงไปอีกจากความเป็นผู้มีความคิดหลากมิติ แต่นอกเหนือจากบทกวีและการมีอยู่ของเขาที่น่าสนใจแล้ว การสิ้นชีวิตของเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยข้อสงสัยว่าเขาถูกวางยาพิษหรือเปล่า ชีวประวัติของเนรูดายังถูกพูดถึงเนืองๆ จากนักวิชาการและเหล่าสาธารณชน&nbsp;</p>



<p><strong>“Well, now If little by little you stop loving me, I shall stop loving you, Little by little If suddenly you forget me, Do not look for me. For I shall already have forgotten you, If you think it long and mad the wind of banners that passes through my life, And you decide to leave me at the shore of the heart where I have roots, Remember That on that day, at that hour, I shall lift my arms, And my roots will set off to seek another land.”</strong></p>



<p><strong>หากคุณค่อยๆ เลิกรักฉัน ฉันก็จะค่อยๆ เลิกรักคุณเช่นกัน หากวันหนึ่งคุณลืมเลือนฉันไป ไม่ต้องกลับมาตามหาฉันอีก เพราะคราวนั้นฉันก็คงลืมคุณไปแล้ว หากคุณคิดว่าสายลมแห่งความสับสนที่พัดผ่านชีวิตของฉัน มันช่างดูบ้าคลั่งและแสนจะยาวนานเกินไป กระทั่งคุณตัดสินใจทอดทิ้งฉันไว้ในห้วงเวลานั้น ฉันจะยกแขนขึ้นเพื่อถอนรากตัวเองออกจากที่นี่ และออกเดินทางไปหาผืนดินใหม่</strong></p>



<p>เนรูดาเป็นนักกวีผู้ผสมผสานความงามทางภาษาเข้ากับอารมณ์ของตน และสภาพความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว บทกวีของเขามอบความโรแมนติก ความโหดร้ายให้ผู้คนได้เห็น ทำให้เขากลายเป็นนักกวีผู้ทรงอิทธิพลของชิลีและของโลกเช่นกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คุณอาจตัดต้นถอนโคนดอกไม้ทุกหย่อมหญ้</strong>า                                                            <strong>แต่คุณไม่อาจยั้งการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ</strong></h2>



<p><strong>‘มายา แองเจลู’</strong> ค.ศ.1928 &#8211; 2014</p>



<p>แองเจลูเป็นศิลปินหลากรูปแบบ ทั้งการแสดงบนเวที โลดแล่นในจอโทรทัศน์ แต่การเขียนของเธอกลายเป็นที่น่าจับตาที่สุด โดยเฉพาะคอลเลกชันบทกวี ค.ศ.1971<strong> ‘Just Give Me a Cool Drink of Water ’fore I Diiie’ </strong>เธอได้รับเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ ด้วยเพราะผลงานของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความยุติธรรม ความเสมอภาค และความเข้มแข็งในการเป็นมนุษย์ เธอเป็นนักกวีคนที่สองต่อจากฟรอสต์ที่ได้ขึ้นเวทีกล่าวบทกวี <strong>‘On the Pulse of Morning’ </strong>ในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ&nbsp;</p>



<p><strong>“Pretty women wonder where my secret lies. I&#8217;m not cute or built to suit a fashion model&#8217;s size But when I start to tell them, they think I&#8217;m telling lies. I say, It&#8217;s in the reach of my arms, The span of my hips, The stride of my step, The curl of my lips. I&#8217;m a woman Phenomenally. Phenomenal woman, That&#8217;s me.”</strong></p>



<p><strong>หญิงสาวผู้งดงามหลายคนสงสัยว่าฉันมีความลับซ่อนอยู่ที่ไหนหรือเปล่า ฉันไม่ได้น่ารักหรือมีรูปร่างเหมือนนางแบบแฟชัน แต่เมื่อฉันเริ่มบอกความลับ พวกเธอกลับคิดว่าฉันพูดโกหก ฉันบอกอะไรไปรู้ไหม ความงามทั้งหลายอยู่ที่ความยาวแขนของฉัน สะโพกโค้งเป็นสัดส่วน จังหวะการก้าวเดิน และรอยยิ้มของฉัน ฉันคือผู้หญิงที่โคตรล้ำเลิศ ผู้หญิงล้ำเลิศนี่แหละคือฉันเอง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185805" style="width:754px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘ซิลเวีย แพลท’ </strong>ค.ศ.1932 &#8211; 1963</p>



<p>นักกวีหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในขบวนการกวีนิพนธ์สารภาพ (Confessional Poetry) เป็นสไตล์การเขียนที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดอันเข้มข้นของเธอ และจิตใจที่แสนเข้มแข็ง&nbsp;</p>



<p>ผลงานเด่นอย่าง <strong>‘Ariel’</strong> ถูกตีพิมพ์หลังเธอจากโลกไปแล้ว และมันมีแรงกระเพื่อมสูงมากด้วยภาวะโรคซึมเศร้าที่เธอเผชิญ เมื่อชีวิตแต่งงานแตกสลาย</p>



<p><strong>“I do not love. I do not love anybody except myself. That is a rather shocking thing to admit. I have none of the selfless love of my mother. I have none of the plodding, practical love I am, to be blunt and concise, in love only with myself, my puny being with its small inadequate breasts and meager, thin talents. I am capable of affection for those who reflect my own world.”</strong></p>



<p><strong>ฉันไม่รักใคร ฉันไม่รักใครเลยนอกจากตัวเอง นี่คงเป็นสิ่งที่ฟังดูน่าช็อกสำหรับใครหลายคน ฉันไม่มีรักแบบไร้เงื่อนไขเหมือนแม่ ฉันไม่มีรักที่ดูเป็นจริงเหมือนคนอื่น ฉันรักแค่ตัวเอง ทั้งร่างกายเล็กๆ ของฉัน หน้าอกเล็กๆ ที่ไม่สมบูรณ์แบบ และพรสวรรค์ที่มีอยู่อย่างเบาบางเหลือเกิน ฉันอาจมีรักและเอาใจใส่คนอื่นได้ แต่คงกับเฉพาะคนที่เห็นโลกของฉันอย่างลึกซึ้งจริงๆ&nbsp;</strong></p>



<p>ทั้งบทกวีใหม่หรือกวีโบราณ กวีเสรีหรือกวีที่ริเริ่มทดลอง เราท้าให้คุณเขียนมันอย่างอิสระ</p>



<p>นั่งลงในห้อง นั่งบนม้านั่งในสวน หรือที่ใดก็ได้ตามใจ ลองสัมผัสกระดาษอีกสักครั้ง ปลดปล่อยถ้อยคำในใจให้ออกมาโลดแล่น ปลดปล่อยความรู้สึกที่ร้ายกาจที่สุดให้ออกมาวิ่งพลุกพล่าน ปลดปล่อยจินตนาการที่ใครก็ว่ามันบ้าคลั่ง ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ&nbsp;</p>



<p>ดื่มด่ำซึมซับถ้อยคำเหล่านั้น ผลิยิ้มให้กับมัน ร้องไห้ไปกับมัน ร่ำร้องร่ายระบำไปกับบทกวี</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/the-history-of-poets/">เรากวัดแกว่งปากกาก่อร่างความงดงามล้อมรอบผู้คน พบปะ 10 กวีผู้สลักรอยในวรรณกรรมด้วยลีลาเป็นเอกลักษณ์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผมบอกเลยว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่ วิวาทะในคดีอยุติธรรมอันร้อนฉ่าระหว่างผู้พิพากษาและลูกความ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/karl-marx/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[philosopher]]></category>
		<category><![CDATA[Karlmarx]]></category>
		<category><![CDATA[Capitalism]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185662</guid>

					<description><![CDATA[<p>ศาลคือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยกฎหมายที่อยู่เหนือหัวประชาชน และด้วยการเฝ้ารอว่าโทษจะออกผลเป็นสถานหนักหรือเบาท่ามกลางใจที่ลุ้นระทึกพลางสำนึกผิดว่าไม่น่าเลย หากเราไม่เคยกระทำผิดร้ายแรงปานนั้นก็คงนึกภาพในศาลไม่ออกนัก แต่อาจจะเห็นกันบ่อยอยู่ในภาพยนตร์หรือละครที่ผู้พิพากษาตอกค้อนไม้กระแทกบนโต๊ะเพื่อบอกให้คนเบื้องล่างหุบปากและฟังเขาก่อน คิ้วที่ขมวดเป็นปมบ่งถึงความเคร่งขรึมสุดจะจริงจังว่านี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นหากแต่จำเลยติดเล่น แสร้งพูดไม่เป็นคำ บ้วนน้ำลายใส่ อมพะนำความจริงอยู่ในปาก หากสมมติให้คุณเป็นผู้พิพากษา คุณจะมีวิธีสนทนากับเขาอย่างไร ศาลอเมริกันนั้นบันทึกแทบทุกคำพูดที่เปล่งออกมาในห้องพิจารณาคดี ถอดคำต่อคำลงในใบกระดาษชนิดว่าไม่มีประโยคใดจะรอดพ้นไปจากน้ำหมึกของผู้บันทึก และในบรรดาบทสนทนาหยาบคายทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในศาลคือการปะทะกันระหว่างผู้พิพากษาแห่งรัฐจอร์เจีย ‘ไบรอัน เดอรัม’ และจำเลย ‘เดนเวอร์ เฟนตัน อัลเลน’ มันช่างตลกร้าย น่าหัวเราะ และปะปนไปด้วยความบ้าบิ่น จนการพิจารณาคดีดังกล่าวกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ใครต่างกล่าวขานถึง คำเตือน ใจความถัดไปอาจไม่น่าอ่านสำหรับผู้ที่มีหัวใจละเอียดลออ หรือพูดจาหวานนุ่ม เพราะเราจะเผยบทสนทนาที่โคตรจะหยาบโลน ก่อนเข้าเรื่อง เราจะสรุปให้สั้นๆ ว่าในปี ค.ศ. 2016 นายอัลเลนถูกคุมขังจากคดีข่มขู่ก่อการร้าย ทั้งระหว่างกำลังรับโทษ เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายเพื่อนนักโทษจนสิ้นชีวิต และถูกตั้งข้อหาเพิ่ม เวทีเดือดที่เกิดขึ้นในชั้นศาลเป็นเพราะนายอัลเลนมีปัญหากับทนายที่ศาลแต่งตั้งให้ เขาบอกกับผู้พิพากษาเดอรัมก่อนพิจารณาคดีไม่กี่วันว่าต้องการเปลี่ยนทนาย เดอรัมแจ้งว่าเขาไม่มีสิทธิ์เลือกทนายเอง ต้องใช้ทนายที่รัฐจัดหามาให้ อัลเลนจึงอธิบายเหตุผลที่เขาต้องการเปลี่ยนทนาย ข้อหนึ่งทนายเคยล่วงละเมิดทางเพศเขา ข้อสองทนายส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยราวกับว่าเขามีสภาพจิตไม่ปกติ ข้อสามทนายไม่ให้เขาเข้าถึงเอกสารสำคัญฉบับใดเลย ไม่ว่าจะเป็นรายงานตำรวจ รายงานชันสูตรศพ หรือแม้กระทั่งรายงานผู้ตรวจสอบศพ ผู้พิพากษาเดอรัมถามทนายของนายอัลเลนว่ามอบเอกสารทุกฉบับให้แก่ลูกความหรือเปล่า ทนายตอบว่าให้ครบแล้ว แต่อัลเลนยืนกรานว่าเขาเห็นแค่เอกสารฟ้องร้องสี่หน้าที่อธิบายข้อกล่าวหา เดอรัมจึงตอบว่าอาจเป็นไปได้ที่ทนายไม่มีเอกสารอื่นที่เขาต้องการ นี่คือสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ของนายอัลเลนปะทุขึ้น บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำว่าเวรตะไล “นี่มันคดีฆาตกรรมนะ” นายอัลเลนยืนประกาศออกไมค์เสียงแข็ง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/karl-marx/">ผมบอกเลยว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่ วิวาทะในคดีอยุติธรรมอันร้อนฉ่าระหว่างผู้พิพากษาและลูกความ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ศาลคือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยกฎหมายที่อยู่เหนือหัวประชาชน และด้วยการเฝ้ารอว่าโทษจะออกผลเป็นสถานหนักหรือเบาท่ามกลางใจที่ลุ้นระทึกพลางสำนึกผิดว่าไม่น่าเลย</p>



<p>หากเราไม่เคยกระทำผิดร้ายแรงปานนั้นก็คงนึกภาพในศาลไม่ออกนัก แต่อาจจะเห็นกันบ่อยอยู่ในภาพยนตร์หรือละครที่ผู้พิพากษาตอกค้อนไม้กระแทกบนโต๊ะเพื่อบอกให้คนเบื้องล่างหุบปากและฟังเขาก่อน คิ้วที่ขมวดเป็นปมบ่งถึงความเคร่งขรึมสุดจะจริงจังว่านี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นหากแต่จำเลยติดเล่น แสร้งพูดไม่เป็นคำ บ้วนน้ำลายใส่ อมพะนำความจริงอยู่ในปาก หากสมมติให้คุณเป็นผู้พิพากษา คุณจะมีวิธีสนทนากับเขาอย่างไร</p>



<p>ศาลอเมริกันนั้นบันทึกแทบทุกคำพูดที่เปล่งออกมาในห้องพิจารณาคดี ถอดคำต่อคำลงในใบกระดาษชนิดว่าไม่มีประโยคใดจะรอดพ้นไปจากน้ำหมึกของผู้บันทึก และในบรรดาบทสนทนาหยาบคายทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นในศาลคือการปะทะกันระหว่างผู้พิพากษาแห่งรัฐจอร์เจีย <strong>‘ไบรอัน เดอรัม’ </strong>และจำเลย <strong>‘เดนเวอร์ เฟนตัน อัลเลน’ </strong>มันช่างตลกร้าย น่าหัวเราะ และปะปนไปด้วยความบ้าบิ่น จนการพิจารณาคดีดังกล่าวกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ใครต่างกล่าวขานถึง</p>



<p><strong>คำเตือน</strong></p>



<p><strong>ใจความถัดไปอาจไม่น่าอ่านสำหรับผู้ที่มีหัวใจละเอียดลออ หรือพูดจาหวานนุ่ม เพราะเราจะเผยบทสนทนาที่โคตรจะหยาบโลน</strong></p>



<p>ก่อนเข้าเรื่อง เราจะสรุปให้สั้นๆ ว่าในปี ค.ศ. 2016 นายอัลเลนถูกคุมขังจากคดีข่มขู่ก่อการร้าย ทั้งระหว่างกำลังรับโทษ เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายเพื่อนนักโทษจนสิ้นชีวิต และถูกตั้งข้อหาเพิ่ม เวทีเดือดที่เกิดขึ้นในชั้นศาลเป็นเพราะนายอัลเลนมีปัญหากับทนายที่ศาลแต่งตั้งให้ เขาบอกกับผู้พิพากษาเดอรัมก่อนพิจารณาคดีไม่กี่วันว่าต้องการเปลี่ยนทนาย เดอรัมแจ้งว่าเขาไม่มีสิทธิ์เลือกทนายเอง ต้องใช้ทนายที่รัฐจัดหามาให้ อัลเลนจึงอธิบายเหตุผลที่เขาต้องการเปลี่ยนทนาย</p>



<p>ข้อหนึ่งทนายเคยล่วงละเมิดทางเพศเขา ข้อสองทนายส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยราวกับว่าเขามีสภาพจิตไม่ปกติ ข้อสามทนายไม่ให้เขาเข้าถึงเอกสารสำคัญฉบับใดเลย ไม่ว่าจะเป็นรายงานตำรวจ รายงานชันสูตรศพ หรือแม้กระทั่งรายงานผู้ตรวจสอบศพ</p>



<p>ผู้พิพากษาเดอรัมถามทนายของนายอัลเลนว่ามอบเอกสารทุกฉบับให้แก่ลูกความหรือเปล่า ทนายตอบว่าให้ครบแล้ว แต่อัลเลนยืนกรานว่าเขาเห็นแค่เอกสารฟ้องร้องสี่หน้าที่อธิบายข้อกล่าวหา เดอรัมจึงตอบว่าอาจเป็นไปได้ที่ทนายไม่มีเอกสารอื่นที่เขาต้องการ</p>



<p>นี่คือสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ของนายอัลเลนปะทุขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทสนทนาที่เต็มไปด้วยคำว่าเวรตะไล</strong></h2>



<p><strong>“นี่มันคดีฆาตกรรมนะ” </strong>นายอัลเลนยืนประกาศออกไมค์เสียงแข็ง “<strong>คุณกลับมาบอกผมว่าเอกสารสำคัญมีแค่เอกสารฟ้องร้องสี่หน้าเนี่ย” </strong>เขาพยายามปฏิเสธที่จะขึ้นศาลกับทนายที่รัฐจัดหาให้</p>



<p>ผู้พิพากษาเดอรัมบอกเขาว่าเช่นนั้นก็คงเหลือทางเลือกเดียว นายอัลเลนจะต้องสู้คดีเอง ทำให้ลูกความตาเบิกโพลง <strong>“นี่คุณกำลังบอกผมว่าเมื่อผมต้องสู้เอง คุณจะตัดสินว่าผมผิดเลยใช่ไหม”</strong> เดอรัมตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าใช่</p>



<p><strong>“เออ ผมกลายเป็นคนขัดคำสั่งศาลไปเลย”</strong> อัลเลนตะโกน</p>



<p>เดอรัมพูดเสียงต่ำ<strong> “ฟังผมก่อน”</strong></p>



<p><strong>“ห่าราก” </strong>อัลเลนตะโกน</p>



<p>เดอรัมค่อยๆ เพิ่มระดับเสียงในลำคอ <strong>“ฟังผมก่อน”</strong></p>



<p><strong>“ห่าราก”</strong> อัลเลนยังคงตะโกน</p>



<p>เดอรัมพยายามข่มอารมณ์ <strong>“ฟังผมก่อน”</strong></p>



<p><strong>“ไปบำเรอตัวเองซะไป”</strong> เมื่ออัลเลนสบถประโยคดังกล่าว ทุกอย่างก็ขาดผึง</p>



<p><strong>“อย่างนั้นผมขอตัดสินว่าคุณขัดคำสั่งศาล คุณจะต้องโทษจำคุกยี่สิบวัน และหากคุณพูดอะไรอีก ผมจะเพิ่มอีกยี่สิบวันสำหรับทุกถ้อยคำ” </strong>เดอรัมคาดโทษด้วยความหนักแน่น</p>



<p>อัลเลน <strong>“เวรตะไล”</strong></p>



<p>เดอรัม<strong> “สี่สิบวัน”</strong></p>



<p>อัลเลน<strong> “แม่ง!”</strong></p>



<p>เดอรัม<strong> “หกสิบวัน”</strong></p>



<p>อัลเลน<strong> “ไปบำเรอตัวเองซะไป”</strong></p>



<p>เดอรัม<strong> “หนึ่งปี”</strong></p>



<p>อัลเลน<strong> “หมายถึงพ่อคุณเหรอ”</strong></p>



<p>เดอรัม<strong> “สิบปี!”</strong></p>



<p>อัลเลน <strong>“โกรธเหรอ”</strong></p>



<p>เดอรัม <strong>“ให้ตายเถอะ”</strong></p>



<p>อัลเลน <strong>“ดูๆ หน้าแดงแจ๋แล้ว”</strong></p>



<p>เดอรัม <strong>“ฟังผม!”</strong></p>



<p>อัลเลน<strong> “นี่มันศาลจิงโจ้ชัดๆ ทำไมคุณไม่ปีนขึ้นบัลลังก์แล้วกระโดดดึ๋งๆ ไปเลยล่ะ ฉิบหายจริงๆ”</strong></p>



<p>คำภาษาอังกฤษ Kangaroo Court ใช้เรียกศาลที่ไม่เป็นธรรม หรือศาลที่ตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม&nbsp;</p>



<p>เดอรัม <strong>“ผมขอบอกเลยนะว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่”</strong></p>



<p>อัลเลน <strong>“ผมจะสับครอบครัวคุณเป็นชิ้นๆ เลยเอาไหม”</strong></p>



<p>เดอรัม <strong>“หากคุณกลับมาในห้องพิจารณาคดีวันจันทร์หน้าแล้วยังประพฤติตนเช่นนี้อีก คุณจะไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีแน่”</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูดหรือคุณไม่ได้รับสิทธิ์ที่จะให้พูด</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185677" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/1-11.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>การถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่งดำเนินไปต่ออีกหลายนาทีก่อนที่เดอรัมจะตัดสินใจยุติการไต่สวน และให้นำตัวอัลเลนออกจากห้อง ต่อมาเดอรัมก็ขอถอนตัวออกจากคดีของนายอัลเลน ทั้งออกมาแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนั้น และผู้ช่วยอัยการกล่าวว่านายอัลเลนเข้าโจมตีเพื่อนร่วมห้องเพราะหวังอยากเป็นหัวหน้านักโทษในเรือนจำ</p>



<p><strong>“เขาเป็นคนอันตรายมาก”</strong> ผู้ช่วยอัยการกล่าว <strong>“และเขาต้องติดคุกไปตลอดชีวิตเท่านั้น”</strong></p>



<p>การไต่สวนคดีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นทั้งความสุดโต่งและความปั่นป่วนในชั้นศาล ระบบยุติธรรมของสหรัฐฯ ถูกอ้างถึงกันว่าเป็นระบบที่พังย่อยยับไปพักใหญ่ เพราะใช่ว่าจะเห็นเหตุการณ์ผู้พิพากษาและจำเลยตะโกนด่าทอใส่กันเหมือนเด็กทะเลาะกันได้ง่ายๆ</p>



<p>ผู้พิพากษาเองก็ประพฤติตนอย่างขาดความยับยั้งชั่งใจราวกับว่าหน้ากากแห่งความยุติธรรมหลุดออกจากใบหน้าเขาไปชั่วคราว การอ่านบันทึกไต่สวนคดีดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผู้คนเห็นจำเลยที่นิสัยหยาบคายที่สุด แต่ยังได้เห็นผู้พิพากษาที่เอาแต่ใจที่สุดเช่นกัน และหากมองให้ลึกลงไปเราจะเห็นคำถามสำคัญหลายอย่างของจำเลยที่ถูกชั้นศาลมองข้าม เช่น ทำไมทนายของนายอัลเลนไม่มีรายงานชันสูตรศพ ทั้งที่จะต้องเข้าห้องพิจารณาคดีในสัปดาห์ถัดไปแล้ว เพราะคดีฆาตกรรมนั้นต้องมีการเตรียมตัวของทุกฝ่ายอย่างเข้มข้น เหตุใดหลักฐานสำคัญที่นายอัลเลนควรได้รับถึงไม่อยู่ในมือเขา</p>



<p>มันสะท้อนให้เห็นว่าทนายสาธารณะจากรัฐก็กระทำผิดพลาดโดยไม่สนใจหน้าที่พื้นฐานของตัวเอง นายอัลเลนจึงต้องงัดอาวุธสุดท้ายออกมาคือคำพูดที่จะช่วยยื้อเวลาให้แก่ตัวเขา แม้ว่ามันจะดูบ้าบิ่นมากก็ตาม ส่วนทนายยังยืนเฉยเมยขณะที่นายอัลเลนก่อปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะทนายเขาควรจะรับผิดชอบด้วยการหาวิธีเข้าแทรกแซงช่วยเหลือ ออกคำเตือนแก่ลูกความ หรือขอความเมตตาจากผู้พิพากษาเสียมากกว่า</p>



<p>ผู้พิพากษาเองก็ทำผิดจริยธรรมด้วยการคาดโทษว่านายอัลเลนจะถูกตัดสินว่าผิดแน่ หากเขาเลือกที่จะสู้ด้วยตัวเองอย่างไร้ทนาย ทั้งที่นายอัลเลนยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าหลักฐานทั้งหมดจะพิสูจน์ได้ว่าเขากระทำความผิด คดีของนายอัลเลนจึงบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง เช่น เมื่อจำเลยพยายามยืนหยัดเพื่อสิทธิตามรัฐธรรมนูญของตน ศาลกลับไม่สนใจ และทนายสาธารณะส่วนใหญ่นั้นมักไร้คุณภาพ การมีทนายไม่ได้หมายความว่าคดีจะเป็นธรรมต่อตัวลูกความเสมอไป หลายครั้งการที่ลูกความได้ทนายไร้คุณภาพมาเคียงกายก็ทำให้เขาเสียเปรียบ ทนายสาธารณะต้องยอมรับว่าระบบของพวกเขากำลังขาดทรัพยากรบุคคลจนไม่อาจให้บริการตามมาตรฐานขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญได้</p>



<p>นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพูดถึง <strong>‘Civil Gideon’</strong> หรือการได้รับสิทธิ์ทนายฟรีเฉพาะจำเลยคดีอาญา แต่หลายคนชี้ให้เห็นว่าคดีแพ่งอย่างการถูกไล่ออก ถูกไล่ที่ทำงาน หรือถูกโกงค่าแรงก็ต้องแลกกับเดิมพันที่สูงไม่ต่างกัน ทำให้เกิดการเสนอให้ขยายสิทธิ์ทนายฟรีจนครอบคลุมคดีแพ่งด้วย</p>



<p>คดีของนายอัลเลนเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทนายสาธารณะล้มเหลวในการทำหน้าที่ เมื่อผู้พิพากษาตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม และย้ำเตือนว่าการที่คุณกระทำผิด ต่อให้ได้รับโอกาสใหม่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับผลอันยุติธรรม หรือกลับมามีชีวิตชื่นมื่นอีกครั้งเพราะประพฤติตนดีขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>มองชนชั้นผ่านเลนส์ของผู้มาก่อนกาล</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185667" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong>เรายกตัวอย่างคดีของนายอัลเลนขึ้นมาไม่ใช่เพื่ออยากให้ผู้อ่านเห็นถึงความพิเรนทร์ในชั้นศาลอย่างเดียว แต่อยากให้เห็นถึงรากปัญหาในระบบปกครองระหว่างประชาชนที่ไม่ได้มีอำนาจปกครอง และประชาชนผู้มีอำนาจปกครอง เพราะตำแหน่งหน้าที่ที่สูงใหญ่กว่าพลเมืองด้วยกัน</p>



<p>นักปรัชญาที่ถูกนิยามให้เป็นนักปฏิวัติมากกว่าอย่าง <strong>‘คาร์ล มาร์กซ์’</strong> ผู้ที่พยายามรื้อถอนโครงสร้างด้วยปัญญาและความสามารถทางการเขียนของตน จนเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดคอมมิวนิสต์ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20</p>



<p>แม้ว่าเขาจะฝึกตนให้เป็นนักปรัชญาเพราะมีปริญญาเอกด้านปรัชญาโบราณ แต่ผลงานเขียนของเขาเต็มไปด้วยปรัชญาสารพัดเรื่อง ตั้งแต่มนุษย์กับสังคม ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การวิพากษ์สังคมทุนนิยม ภาพของรัฐสมัยใหม่ และภาพอนาคตคอมมิวนิสต์ ไหนจะเป็นการที่เขาพยายามถกเถียงกับนักคิดรุ่นเดียวกันและก่อนหน้าอีก</p>



<p>งานในยุคแรกเริ่มของมาร์กซ์มักพูดถึงความทุกข์ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสังคมที่ไม่อาจเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ว่าผู้คนจะเบ่งบานอย่างไร แต่เป็นการคอยกดขี่จนทำให้ผู้คนถูกบิดเบือนไปจากความเป็นมนุษย์มากกว่า มาร์กซ์สนใจทุนนิยมสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการไล่เก็บกำไรและทรัพย์สินกันอย่างไม่ปรานี เขาว่าต้นตอนั้นเกิดจากการที่กรรมกรถูกเอาเปรียบ หัวหน้าไม่เห็นความถูกต้องทางศีลธรรม ขาดอุดมคติและความเข้าใจจนโครงสร้างในการทำงานล่มสลาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185674" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ในด้านของรัฐสมัยใหม่ มาร์กซ์มองว่าประวัติศาสตร์จะเดินทางต่อไปผ่านการผลิต และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของผู้คน ขณะเดียวกันมันก็พ่วงมาด้วยความขัดแย้งระหว่างชนชั้น จนในที่สุดอาจนำไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ มาร์กซ์เชื่อว่าระบบใหม่นั้นจะเกิดขึ้นได้จากกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่แม้จะต้องล่มสลายอีกกี่ครั้ง มันก็จะมีผู้ปลุกให้ระบบเหลวแหลกตื่นขึ้นมาอย่างมีชีวิตใหม่เสมอ</p>



<p><strong></strong><strong>“</strong><strong>Freeman and slave, patrician and plebeian, lord and serf, guild-master and journeyman, in a word, oppressor and oppressed, stood in constant opposition to one another, carried on an uninterrupted, now hidden, now open fight, a fight that each time ended, either in a revolutionary reconstitution of society at large, or in the common ruin of the contending classes.”</strong></p>



<p><strong></strong><strong>ไอพวกเสรีชนกับทาส ไอพวกผู้ดีกับปุถุชน ไอลอร์ดกับไพร่ ไอหัวหน้าช่างกับลูกมือ สั้นๆ เลยนะ มันคือผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ที่ยืนตรงข้ามกันตลอดเวลา ต่อสู้กันชนิดไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวหลบซ่อน เดี๋ยวเปิดเผยความร้ายกาจ แต่การอวสานมีอยู่สองอย่าง หากสังคมทั้งมวลไม่เกิดการปฏิวัติขึ้นใหม่ ทั้งสองชนชั้นก็จะแตกหักล่มสลายไปด้วยกัน</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ใครจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185670" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>มาร์กซ์ไม่ได้จงชังเพราะเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรในโรงงานทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้นหรือเข้ามาเป็นสิ่งแปลกประหลาดในชีวิตมากขึ้น แต่เขาจงชังความสัมพันธ์ทางสังคมเพราะต้องตกอยู่ภายใต้ทุนนิยมมากกว่า คนงานถูกบังคับให้ใช้แรงงานเกินกำลัง ถูกกดดันให้เป็นเครื่องจักรชิ้นหนึ่งในระบบเพื่อคนร่ำรวย</p>



<p>ก่อนหน้าจะเกิดทุนนิยมขึ้น ผู้คนก็โดดเดี่ยวกันมากอยู่แล้วด้วยการถูกกดขี่ทางศาสนาหรือขุนนาง ยิ่งในสังคมแบ่งชนชั้นกันโทงๆ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ คนต้องแยกตัวเองออกจากสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น ออกจากเพื่อนร่วมงาน ออกจากสังคมโดยรอบ มันเป็นความทุกข์ที่เห็นกันเต็มตาของสังคมทุนนิยม</p>



<p>มาร์กซ์ว่าความเสรีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากกฎหมายหรือสิทธิทางการเมือง ใช่ มันดีที่คุณมีสิทธิ์โหวต เปล่งเสียง ป้องกันตัวจากการถูกทำร้าย แต่สิทธิ์เหล่านั้นไม่พอหรอก มันช่วยเหลือเราได้อย่างมากคือไม่ให้เราถูกทำร้ายภายใต้ระบบทั้งปวง เราเปล่ามีอิสระในชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมเพราะท้ายที่สุดก็ยังต้องหาเช้ากินค่ำกันต่อไป</p>



<p>สำหรับมาร์กซ์แล้วความไม่โดดเดี่ยวของผู้คนคือการทำงานที่มีความหมายแก่ชีวิต การมีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การคอยพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าเราจะอยากวาดภาพ เขียนหนังสือ หรือทำภาพยนตร์สั้นสักเรื่อง หากทำได้โดยไม่ลำบากตัวเองและรู้สึกมีเสรีมากขึ้นเราก็คงจะมีอิสระอย่างแท้จริง และมาร์กซ์เชื่อว่าการปฏิวัติของชนชั้นแรงงานคือทางออกเดียวที่จะนำพาเราทุกคนไปถึงจุดหมายนั้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185675" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ปรัชญาการเมืองของมาร์กซ์ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทั้งปวง ไม่ว่าจะคุณค่าทางการเมือง ระบบการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง เราจะเข้าใจแก่นหลักของมันได้ด้วยการวิเคราะห์เรื่องพื้นฐาน หลักการสำคัญ จุดหมาย และเส้นทางของการเมือง หากอยากปฏิรูปการเมืองจริงๆ ต้องมองให้ลึกซึ้งถึงชีวิตของผู้คนก่อนจะไปสู่คุณค่าทางการเมือง ระบบการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมือง</p>



<p>มาร์กซ์เปลี่ยนทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่ครั้งใหญ่ด้วยการย้ายจุดศูนย์กลางการเมืองจากรัฐและกฎหมายดั้งเดิมเข้าสู่เศรษฐกิจ เผยให้เห็นถึงธรรมชาติของอำนาจกดขี่ในระบบทุนนิยม และหัวใจทฤษฎีทางการเมืองของมาร์กซ์คือเรื่องของชนชั้นและการต่อสู้ระหว่างชนชั้น</p>



<p><strong>“เพราะเมื่อเกิดการแบ่งชนชั้นแรงงานขึ้นมา แต่ละคนก็จะมีสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำเฉพาะตัวโดยที่ไม่อาจหนีพ้น คุณจะเป็นคนค้าขาย นักการเมือง หรือแม้แต่นักวิจารณ์ตัวยงก็ได้ แต่คุณต้องอยู่ในบทบาทนั้นไปตลอดชีวิตหากไม่อยากเสียช่องทางการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง”</strong></p>



<p><strong>“แต่ในสังคมคอมมิวนิสต์ไม่มีใครถูกจำกัดด้วยขอบเขตพวกนั้น ทุกคนสามารถเก่งในสิ่งที่อยากทำ ระบบใหญ่จะช่วยเหลือจัดการทั้งหมดได้ คุณอาจจะเป็นแม่ค้าในยามเช้า ตกบ่ายนั่งเล่นริมตลิ่ง วิจารณ์ภาพยนตร์เมื่อเข้ามื้อค่ำตามใจตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอดชีวิต”</strong></p>



<p><strong>“คอมมิวนิสต์สำหรับผมไม่ใช่แค่สภาพสังคมที่สมบูรณ์แบบโดยต้องรอให้ความจริงเผยตัวตลอดเวลา แต่คอมมิวนิสต์คือการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ มันจะล้มล้างสภาพโลกสังคมทั้งหมดในปัจจุบัน และเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวที่ผมกล่าวมันจะเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่พวกเรามีอยู่ ณ ปัจจุบัน”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/karl-marx/">ผมบอกเลยว่าคุณมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะโง่ได้เต็มที่ วิวาทะในคดีอยุติธรรมอันร้อนฉ่าระหว่างผู้พิพากษาและลูกความ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อัลแบร์ กามูส์ เจ้าพ่อความคิดอันว่าชีวิตเรานี่แม่งโคตรไร้สาระปรัชญาแห่งการรู้ตัวว่าต้องตายแต่ก็ยังอยากมีความหมาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/albert-camus/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Feb 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[writer]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[philosopher]]></category>
		<category><![CDATA[AlbertCamus]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185601</guid>

					<description><![CDATA[<p>“Don’t walk in front of me; I may not follow. Don’t walk behind me; I may not lead. Just walk beside me, and be my friend.” อย่าเดินนำหน้าผม เพราะผมอาจก้าวตามคุณไม่ทัน อย่าเดินอยู่ข้างหลังผม เพราะผมอาจไม่ใช่คนที่นำทางได้ดีนัก แค่เดินเคียงข้างผมในฐานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว แหม! ฟังดูโรแมนติกมากเลยพ่อหนุ่ม เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประโยคหวานผ่านหูผ่านตากันมา ‘อัลแบร์ กามูส์’ (Albert Camus) คือเจ้าของข้อความ และเจ้าพ่อแห่งการกบฏต่อความคิดอันว่าชีวิตคนเรานั้นเปี่ยมไปด้วยความหมาย ถึงอย่างนั้นเขาก็ปฏิเสธการฆ่าตัวตายทางกาย ด้วยมองว่ามันคือการยอมแพ้อย่างไร้ความหมาย การกบฏของเขาคือการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปแม้รู้ทั้งรู้ว่าโลกช่างอยุติธรรม ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีคำตอบที่แท้จริงใดๆ ให้แก่เราเลย&#160; การที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าระหว่างการใฝ่หาความหมายในการมีอยู่ของตัวเอง และการไม่ได้รับคำตอบจากจักรวาลเป็นภาวะที่กามูส์เรียกว่า ‘ความไร้สาระ’ (the absurd) ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือปัญหาโคตรจะเบสิกของการดำรงอยู่ Should I kill [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/albert-camus/">อัลแบร์ กามูส์ เจ้าพ่อความคิดอันว่าชีวิตเรานี่แม่งโคตรไร้สาระปรัชญาแห่งการรู้ตัวว่าต้องตายแต่ก็ยังอยากมีความหมาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“Don’t walk in front of me; I may not follow. Don’t walk behind me; I may not lead. Just walk beside me, and be my friend.”</strong></p>



<p><strong>อย่าเดินนำหน้าผม เพราะผมอาจก้าวตามคุณไม่ทัน อย่าเดินอยู่ข้างหลังผม เพราะผมอาจไม่ใช่คนที่นำทางได้ดีนัก แค่เดินเคียงข้างผมในฐานะเพื่อนก็เพียงพอแล้ว</strong></p>



<p>แหม! ฟังดูโรแมนติกมากเลยพ่อหนุ่ม เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประโยคหวานผ่านหูผ่านตากันมา <strong>‘อัลแบร์ กามูส์’ (Albert Camus) </strong>คือเจ้าของข้อความ และเจ้าพ่อแห่งการกบฏต่อความคิดอันว่าชีวิตคนเรานั้นเปี่ยมไปด้วยความหมาย</p>



<p>ถึงอย่างนั้นเขาก็ปฏิเสธการฆ่าตัวตายทางกาย ด้วยมองว่ามันคือการยอมแพ้อย่างไร้ความหมาย การกบฏของเขาคือการดำรงชีวิตอยู่ต่อไปแม้รู้ทั้งรู้ว่าโลกช่างอยุติธรรม ไม่สมเหตุสมผล และไม่มีคำตอบที่แท้จริงใดๆ ให้แก่เราเลย&nbsp;</p>



<p>การที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้าระหว่างการใฝ่หาความหมายในการมีอยู่ของตัวเอง และการไม่ได้รับคำตอบจากจักรวาลเป็นภาวะที่กามูส์เรียกว่า ‘ความไร้สาระ’ (the absurd) ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือปัญหาโคตรจะเบสิกของการดำรงอยู่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Should I kill myself, or have a cup of coffee (?)</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผมควรจะจากไปให้สิ้นเรื่อง หรือชงกาแฟดื่มสักแก้วดี</strong></h2>



<p><strong></strong>มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ย้อนแย้งในตัวเองเสมอ หนึ่งนาทีที่แล้ว หัวใจเราอาจเอ่อล้นด้วยพลังชีวิต ความหมาย และจุดหมายราวกับว่ามีเหตุผลให้ก้าวเดินต่อไป แต่ชั่วครู่ถัดมากลับเหลือไว้ด้วยเสียงที่คอยรบกวนใจว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราทำไปทั้งหมดอาจไม่สลักสำคัญ ไม่ยิ่งใหญ่ และไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้เลยด้วยซ้ำ จนอาจไม่มีสิ่งใดในชีวิตที่สำคัญพอให้เราเชื่ออีก&nbsp;</p>



<p>กามูส์หลงใหลในความไม่สอดคล้องเหล่านี้ของมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1942 เขาจึงได้สำรวจหลักการทั้งหมดด้วยการเขียน<strong> ‘ตำนานซิซีฟัส’ (The Myth of Sisyphus)</strong> ทั้งเริ่มต้นคำถามที่แสนกระตุกจิตกระชากใจผู้อ่าน&nbsp;</p>



<p><strong>“เราควรฆ่าตัวตายหรือไม่ หากรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายอย่างแท้จริง” </strong>เปรียบเป็นนัยว่าการดำรงอยู่ของเราคุ้มค่าหรือเปล่า&nbsp;</p>



<p>กามูส์พาผู้อ่านไปสัมผัสกับความสามัญแสนธรรมดาของชีวิตประจำวันได้อย่างแยบคาย ชีวิตอันหมุนเวียนเป็นจังหวะซ้ำเดิม&nbsp;</p>



<p><strong>“ตื่นนอน นั่งรถ สี่ชั่วโมงในสำนักงาน ทานอาหาร สี่ชั่วโมงในสำนักงานอีกครั้ง ทานอาหาร หลับใหล จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดำเนินไปในจังหวะเดียวกันไม่รู้จบ เราเดินบนเส้นทางนี้ได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก กระทั่งวันหนึ่งที่มีคำถามผุดขึ้นมาว่าเราทำไปเพื่ออะไร ทุกสิ่งจึงเริ่มสั่นคลอนท่ามกลางความอ่อนล้าของเรา และปะปนไปด้วยความพิศวงในตัวเอง”</strong></p>



<p><strong></strong>เขาเปรียบสภาพของมนุษย์เหมือนกับตัวละครซิซีฟัสผู้โชคร้าย เพราะล่วงเกินเทพเจ้าอย่างรุนแรงทำให้ถูกลงโทษด้วยการแบกหินมหึมาขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อจะเห็นมันกลิ้งกลับลงมาอีกครั้งทันทีที่ถึงจุดสูงสุดแล้ว ซิซีฟัสต้องเดินลงมาเริ่มต้นแบกหินขึ้นไปใหม่อีกครั้ง และเขาต้องทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชั่วนิรันดร์&nbsp;</p>



<p><strong></strong>กามูส์เขียนเปรียบเปรยถึงกรรมกรยุคปัจจุบัน <strong>“แรงงานก็ต้องทำงานเดิมทุกวันไปตลอดชีวิต และชะตากรรมของพวกเขาก็ไม่ได้ไร้สาระน้อยไปกว่าชะตากรรมของซิซีฟัสเลย”</strong> แต่ความไร้สาระที่กามูส์เอ่ยถึงไม่ได้อยู่แค่ในตารางชีวิตอันซ้ำซากหรือการแบกหินขึ้นยอดเขาเท่านั้น มันลึกซึ้งลงไปอีก&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185626" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/2-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>เขากำลังพูดถึงสภาพหนึ่งที่มนุษย์แทบทุกคนต้องประสบ คือห้วงเวลาที่เราต่างถามตัวเองว่าเราทำทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร เราวนซ้ำกับการตื่น ทำงาน กิน นอน และเริ่มใหม่ เหมือนผลักก้อนหินขึ้นสู่ยอดเขาทุกวัน ทั้งที่รู้ว่ามันจะกลิ้งลงมาอีก กามูส์เรียกมันว่าความไร้สาระ ใช่เพราะชีวิตไม่มีค่า แต่เพราะโลกไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูปมาให้เรามากกว่า เขาไม่ได้ชวนให้เราสิ้นหวังหรือยอมแพ้ ตรงกันข้ามที่เขาเชื่อว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คือการเลือกจะมีชีวิตต่อไป เราอาจไม่รู้ว่าการมีอยู่ของเรามีความหมายอะไร แต่เราก็ยังดื่มกาแฟ ตกหลุมรัก เหน็ดเหนื่อย ล้มเหลว เริ่มต้นใหม่ในทุกเช้าที่เห็นแสงอาทิตย์ สำหรับกามูส์นี่ก็มากพอแล้วที่จะบอกว่าการมีอยู่ของมนุษย์นั้นคุ้มค่า</p>



<p>กามูส์ยอมรับอย่างซื่อตรงว่าเขาเองก็ไม่รู้หรอกว่าโลกมีความหมายอะไรอีก เพราะถึงจะมีมันก็เป็นความหมายที่เราไม่มีวันเข้าใจ ไม่มีวันเอื้อมถึง มนุษย์เข้าใจได้เฉพาะสิ่งที่มือได้สัมผัส สิ่งที่ขัดขวางเรา สิ่งที่ทำให้เราล้มและลุกขึ้นมา โลกจึงกลายเป็นพื้นที่ประหลาดที่ความกระหายอยากรู้ความหมายการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์พุ่งชนเข้ากับความเงียบอันไร้เหตุผลของจักรวาล จุดพุ่งชนหรือจุดปะทะนั้นคือความไร้สาระ เราสร้างกรอบความคิด ความเชื่อ อุดมคติขึ้นมาเพื่อรองรับชีวิตตัวเอง ประหนึ่งการสร้างบ้านบนไหล่เขา เดี๋ยววันหนึ่งมันก็พังทลายลง แต่เราก็จะก่อมันขึ้นใหม่อีกครั้ง</p>



<p>เรายืมปรัชญาของอริสโตเติลมาขับเคลื่อนตัวเอง พึ่งพิงความสงบของศาสนาพุทธ รู้ทั้งรู้ว่าจะลืมในไม่ช้า ทว่าก็ดันดื้อดึงจะมีชีวิตต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>I do not believe in God and I am not an atheist.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผมไม่ใช่คนศรัทธาในพระเจ้าและผมก็ไม่ใช่คนสิ้นศรัทธาไปซะทีเดียว</strong></h2>



<p><strong></strong>กามูส์ต้องการให้เราตระหนักว่าเมื่อโลกไม่ตอบคำถามของเรา การเลือกทุกอย่างในชีวิต และคุณค่าทั้งหมดที่เรายึดถือก็ล้วนเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น หากเราเลือกโผกอดลัทธิหรือความเชื่อใดอย่างสุดโต่ง หลอกตัวเองว่ามันคือความจริงแท้ทั้งที่มันปลอบประโลมเราได้แค่ชั่วคราว หมายความว่าเรากำลังฆ่าตัวตายในเชิงปรัชญาอยู่ เพราะเราไม่อาจทนกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้ ถึงได้ยอมมอบตัวกับคำปลอบของหลักคำสอน การเสาะหาชีวิตในแบบของคนอื่น กามูส์แนะนำให้เราคิดว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ทั้งที่โลกเป็นเช่นนั้นเสียมากกว่า เราไม่ควรจำนนต่อภาพลวง ความสิ้นหวัง หรือการทำลายตัวเอง แต่ควรเลือกอยู่กับมันให้ได้&nbsp;</p>



<p>นับเป็นความขบถที่กามูส์บังคับให้เราเผชิญหน้ากับความมืดมัวใต้จิตใจ และไม่ยอมรับคำปลอบโยนใจแสนหวานละมุน เพราะเราควรอยู่กับปัจจุบันอย่างรู้เท่าทันมัน เป็นอิสระจากมัน</p>



<p>ตัวละครซิซีฟัสที่กามูส์สร้างขึ้นไม่ได้ถูกกำหนดมาให้เรามองเขาเป็นเหยื่อผู้น่าสงสาร แต่เป็นฮีโรในโศกนาฏกรรม เป็นคนที่รู้ดีว่าชะตากรรมของตัวเองนั้นโหดร้ายและไร้ทางหลุดพ้น แต่ก็เลือกจะมีชีวิตต่อไป ทุกครั้งที่หินกลิ้งลงมามันตอกย้ำว่าความพยายามทั้งหมดของเขาไร้ผล ทว่าแทนที่จะทรุดตัวลงอย่างจำนน ซิซีฟัสกลับเดินลงเขาเพื่อแบกมันขึ้นสู่ยอดเขาอีกครั้ง แล้วคราวนั้นเองที่ซิซีฟัสรู้ลึกซึ้งถึงชะตากรรมอันไร้สาระของตัวเอง เป็นวินาทีเดียวกันที่ความสุขในใจของเขาผลิออก เพราะเขารู้แล้วว่านี่คือชีวิตของเขา หินก้อนนี้เป็นของเขา ชะตากรรมนี้เป็นของเขา เขาเลือกจะเดินขึ้นลงวนเวียนไปเพื่อเย้ยพระเจ้าและขบถต่อความไร้สาระของโชคชะตา&nbsp;</p>



<p>กามูส์บอกว่าเราต่างก็มีโอกาสเช่นเดียวกับซิซีฟัส ทุกครั้งที่ชีวิตมีอันต้องพังทลายลง ทุกสิ่งมืดบอดราวจะไม่มีทางสว่างได้อีก คำถามไม่ใช่ว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร แต่คือเราจะลุกขึ้นใหม่อีกครั้งไหม&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185627" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/4-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p><strong></strong>ลองนึกถึงยุโรปช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบดู เมื่อโลกกำลังกลายเป็นโลกของมหามวลชน ทั้งผู้คน ระบบ เครื่องจักร ต่างก็มากขึ้น แต่ความเป็นคนกลับค่อยๆ หายไป ความรู้สึกแปลกแยก และถูกลดทอนคุณค่าเริ่มทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก และยิ่งเมื่อฟาสซิสต์ ระบอบเผด็จการ เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมคนปรากฏขึ้น ความกลัวต่อชะตากรรมเราก็ยิ่งทวีความรุนแรง กามูส์อยู่ตรงนั้น เขาเห็นทุกอย่าง และรู้เลยว่านี่คือเรื่องที่เขาต้องเขียน</p>



<p>ไม่ว่าจะเป็นผลงานไหนของเขา ผู้อ่านจะเห็นความแปลกแยกพ่วงด้วยความไร้มนุษยธรรมซ่อนอยู่เสมอ โลกที่เทคโนโลยี ทุนนิยม สิ่งนานาเข้าครอบงำทำให้ชีวิตเราเต็มไปด้วยกิจวัตรซ้ำซาก ตัวละครซิซีฟัสที่กามูส์สร้างขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่บนยอดเขา แต่เขาปรากฏตัวอยู่ในสายพานการผลิต หลังโต๊ะทำงาน ระบบราชการทั้งปวง มันทำให้เราด้านชา ค่อยๆ เปลี่ยนจากมนุษย์ผู้เป็นอิสระกลายเป็นสิ่งมีชีวิตไร้วิญญาณ</p>



<p><strong>“I have no idea what&#8217;s awaiting me, or what will happen when this all ends. For the moment I know this: there are sick people and they need curing.”</strong></p>



<p><strong>ผมไม่รู้เลยว่าอะไรจะรอผมอยู่ข้างหน้า และก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง มันจะเหลืออะไรไว้ให้เรา แต่ในห้วงเวลานี้ ผมรู้เพียงอย่างเดียวคือมีผู้คนที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ตรงหน้า และพวกเขาต้องได้รับการเยียวยา</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>I love life – that’s my real weakness.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผมรักชีวิต นี่คือจุดอ่อนที่แท้จริงของผม</strong></h2>



<p>เฮ้! ผมกามูส์นะ ตัวจริงเสียงปลอมเลย เพราะมีคนกำลังเล่าเรื่องของผมด้วยน้ำเสียงของเขาอยู่ ถึงเสียงของผมจะไม่ได้เหมือนกับเขา แต่ผมว่าคุณสัมผัสถึงจิตวิญญาณของผมได้นะ ยิ่งเกิดวันอังคารคงเซนส์แรงน่าดูจนอาจเห็นควันจางๆ จากซิการ์ในมือผมแน่&nbsp;</p>



<p>รู้ไหม เหตุผลที่คนยังพูดถึงผมอยู่ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ผมเขียนไว้หรอก แต่มันรวมถึงวิธีที่ผมเลือกจะมีชีวิตอยู่ด้วย ผมพยายามใช้ชีวิตให้ตรงกับสิ่งที่ตัวเองคิดและเขียน ผมไม่ได้ฝากไว้แค่ถ้อยคำ แต่ท่าทางการยืนหยัด และการปฏิเสธความรุนแรงของผมก็เช่นกัน คุณอาจจะมองว่ามันเป็นอะไรที่ธรรมดามาก ในเมื่อคิดไม่ออกว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ก็แค่มีชีวิตอยู่ต่อไป หรือไม่ก็ตายห่าไปก็ได้จริงไหม&nbsp;</p>



<p>ขออภัยด้วยหากผมเผลอสบถอะไรหยาบคายออกไป หวังว่าจะทันการ</p>



<p>อันความยุติธรรม เสรีภาพ ความอดทน การเคารพความเป็นมนุษย์ และไม่ยอมศิโรราบต่ออำนาจที่กดขี่เรา ผมเขียนมันแทรกอยู่ในผลงานแทบทั้งหมดด้วยภาษาที่โคตรทื่อ กระชับ ไม่ฟุ่มเฟือย แต่ผมก็ไม่ได้ปิดช่องให้ความรู้สึกไหลเข้ามานะ ผมแค่อยากให้เหตุผลกับอารมณ์อยู่ร่วมกันมากกว่า เพราะผมไม่เคยเชื่อว่ามนุษย์ต้องเลือกว่าจะใช้ความคิดหรือความรู้สึกนำทางมากกว่ากัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185628" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/3-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>สิ่งที่ผมอยากฝากไว้กับคนในยุคสมัยนี้ที่สุดเป็นอะไรที่เรียบง่ายแต่ก็ยากยิ่ง&nbsp;</p>



<p>เราสามารถมองโลกอย่างรู้เท่าทันมันได้นะ คุณเห็นความอยุติธรรม ความโหดร้าย และความไร้ความหมายของมันได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนเย็นชาหรือขี้ประชดชีวิตไปเสียทั้งหมดหรอก คุณอาจจะอยู่อย่างมีความหวังริบหรี่มากก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดูแคลนศักดิ์ศรี เสรีภาพ หรือความเป็นมนุษย์ของตัวเอง อย่างที่ผมเคยกล่าว&nbsp;</p>



<p><strong>“หน้าที่ของนักเขียน อาจจะหน้าที่มนุษย์ทุกคน คือการไม่โกหกต่อสิ่งที่ตนรู้ และไม่ยอมร่วมมือกับการกดขี่”</strong></p>



<p>ถ้อยคำที่ว่าไปคือสิ่งที่ผมพยายามทำให้ได้ในชีวิตจริง และหากจะให้ผมพูดอย่างซื่อสัตย์กับคุณ สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจมากที่สุดคือคุณไม่มีทางมีความสุขได้หากคุณไม่มีเงิน ผมไม่ชอบอะไรที่มันผิวเผิน และไม่ชอบความโรแมนติกที่หลอกตัวเองด้วย ผมชอบการมีสติรู้ตัว มันจึงทำให้ผมสังเกตเห็นสิ่งที่เราทุกคนมีอยู่ในตัวเองอย่างความเย่อหยิ่งทางจิตวิญญาณ น่าแปลกที่ผู้คนมักคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น โดยเฉพาะประเภทที่บอกว่าเงินไม่จำเป็นต่อความสุข พูดออกมาได้! มันทั้งโง่ ทั้งไม่จริง และทำให้เห็นความขี้ขลาดด้วย เพราะมันเป็นคำปลอบใจของคนที่ไม่อยากยอมรับความจริงต่างหาก หรือไม่ก็เป็นคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ขาดแคลนอะไร การมีความสุขสำหรับพวกเขาถึงไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แค่ยอมรับชะตากรรมร่วมในฐานะมนุษย์ด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้เสนอตนเสียสละเป็นวีรบุรุษหรอก</p>



<p>หากคุณตั้งใจจะมีความสุข คุณต้องอาศัยเวลา ความสุขนั้นต้องใช้เวลา และใช้มากด้วย ไหนจะความอดทนในการรอคอยอันยาวนานอีก ไฉนเรากลับใช้ชีวิตแทบทั้งหมดไปกับการหาเงิน นี่! ปัญหาที่ทำให้ผมสนใจจริงๆ คือการมีเงินและมีเวลา คนร่ำรวยคือคนที่มีเวลามากพอจะมีความสุข เพราะทุกอย่างที่เราทำก็เพื่อให้ตัวเองมีความสุขในการดำรงอยู่ ต่อสู้กับโลกที่ล้อมตัวเราด้วยความรุนแรง งี่เง่า และความโหดร้าย ประโยคหนึ่งเลยนะที่จะวัดว่าทั้งหมดที่ผมพูดไปมันจริงไหม&nbsp;</p>



<p><strong>“ประเทศชาติใดที่มีความสุข ประเทศชาตินั้นย่อมไม่มีประวัติศาสตร์ให้จดจำ”</strong></p>



<p>เอาเป็นว่าก่อนจะลาจากกันไปเพื่อให้คุณไปใช้ชีวิตต่อ ผมอยากแถลงอะไรเล็กน้อย&nbsp;</p>



<p><strong>“จงยอมให้ตัวเองกลัวเถอะ มันจะเป็นผลดีกับคุณนะ สูบบุหรี่บ้าง เงยหน้ามองเพดานอย่างว่างเปล่า เอาหัวโขกกำแพงสักครั้ง ปฏิเสธจะพบใครบางคน วาดรูป เขียนหนังสือ กลัวให้มากขึ้นไปอีก ปล่อยให้สมองเล็กจ้อยของคุณไม่ต้องทำอะไรหน่อยก็ได้&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“ผมไม่สนว่าคุณจะเลือกทางไหน แต่ขอให้คุณอยู่กับความกลัวนั้นอย่างสุดหัวใจ คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสทุกสิ่งในโลกนี้หรอก เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดขอให้คุณมอบความยุติธรรมแก่จิตวิญญาณของตัวเอง และมีประสบการณ์กับการเป็นตัวคุณเองก็พอ”</strong></p>



<p>ชีวิตมันอาจจะไม่มีความหมายตั้งแต่แรก ไม่ต้องดำลงไปค้นหาความหมายให้มันหรอก สิ่งสำคัญคือการเลือกมีชีวิตต่ออย่างสง่างามต่างหาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185629" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/02/5-1.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>อ๋อ! ลืมไปเลยว่าจะบอกคุณหน่อย ลมหายใจผมหยุดอยู่ในปี ค.ศ. 1960 น่ะ</p>



<p>ตัวผมไม่ศรัทธาในพระเจ้าเสียด้วย ลองทายดูไหมว่าผมจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก&nbsp;</p>



<p>ก็คงอยู่ที่ว่าคุณเชื่อในอะไร</p>



<p>หากคำตอบคือไม่รู้ ผมแนะนำว่าลองเชื่อในตัวเองดูสักครั้งก็จะดี</p>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/albert-camus/">อัลแบร์ กามูส์ เจ้าพ่อความคิดอันว่าชีวิตเรานี่แม่งโคตรไร้สาระปรัชญาแห่งการรู้ตัวว่าต้องตายแต่ก็ยังอยากมีความหมาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ก่อน K-Pop จะถือกำเนิด ‘บทเพลงอารีรัง’ เคยขับขานในอดีตกาล บันทึกการเดินทางของนักศึกษาเกาหลีรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด</title>
		<link>https://adaymagazine.com/arirang/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[K-POP]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185528</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนที่ปรากฏการณ์ดนตรีเกาหลี K-Pop จะโหมกระหน่ำทั่วโลกเฉกเช่นคลื่นเสียงไร้พรมแดน ใครจะรู้ว่ารากเหง้านั้นเดินทางมาจากความหลงใหลในทวีปยุโรป หากย้อนกลับไปในปลายคริสต์ศตวรรษ 19 ร่องรอยความสัมพันธ์ทางดนตรีและวัฒนธรรมดังว่าก็ปรากฏแจ่มชัดแล้ว ทั้งกาลเก่ากว่าจะเป็นชื่อประเทศเกาหลีเหมือนปัจจุบัน พวกเขาเคยปวารณาตัวเองว่าเป็นประเทศโชซ็อน ขณะนั้นมีกลุ่มนักศึกษาจำนวนเจ็ดคนที่สร้างความสนใจให้กับผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดด้วยเสียงขับร้อง หนังสือพิมพ์แห่งยุคถึงขั้นบันทึกว่าพวกเขาตกหญิงสาวได้จำนวนไม่น้อยเลย คำถามก็คือนักศึกษาเกาหลีมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1986&#160; ชะตาพัดพา ‘อิม บยองกู’ อายุ 19 ปี ‘อี บอมซู’ อายุ 24 ปี ‘คิม ฮุนชิก’ อายุ 27 ปี ‘อัน จองชิก’ อายุ 23 ปี ‘อโย บยองฮยอน’ อายุ 26 ปี และนักศึกษาอีกหนึ่งคนซึ่งไม่ปรากฏชื่อ พวกเขาลักเงินจำนวน 400 วอนจากธนาคารแห่งหนึ่งในเกาหลีไป ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศ และเดินทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา แต่เงินที่ลักมากลับละลายหายเพราะค่าเดินทางอย่างรวดเร็ว ทั้งความไม่รู้ภาษาอังกฤษของพวกเขาก็ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อจนตรอกอย่างไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร เหล่านักศึกษาจึงตัดสินใจไปที่สถานกงสุลญี่ปุ่น เพื่อให้ช่วยส่งโทรเลขถึง ‘ซอ กวังบอม’ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/arirang/">ก่อน K-Pop จะถือกำเนิด ‘บทเพลงอารีรัง’ เคยขับขานในอดีตกาล บันทึกการเดินทางของนักศึกษาเกาหลีรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ก่อนที่ปรากฏการณ์ดนตรีเกาหลี K-Pop จะโหมกระหน่ำทั่วโลกเฉกเช่นคลื่นเสียงไร้พรมแดน ใครจะรู้ว่ารากเหง้านั้นเดินทางมาจากความหลงใหลในทวีปยุโรป</p>



<p>หากย้อนกลับไปในปลายคริสต์ศตวรรษ 19 ร่องรอยความสัมพันธ์ทางดนตรีและวัฒนธรรมดังว่าก็ปรากฏแจ่มชัดแล้ว ทั้งกาลเก่ากว่าจะเป็นชื่อประเทศเกาหลีเหมือนปัจจุบัน พวกเขาเคยปวารณาตัวเองว่าเป็นประเทศโชซ็อน ขณะนั้นมีกลุ่มนักศึกษาจำนวนเจ็ดคนที่สร้างความสนใจให้กับผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดด้วยเสียงขับร้อง หนังสือพิมพ์แห่งยุคถึงขั้นบันทึกว่าพวกเขาตกหญิงสาวได้จำนวนไม่น้อยเลย</p>



<p>คำถามก็คือนักศึกษาเกาหลีมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร</p>



<p>จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1986&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185534" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-9.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ชะตาพัดพา</strong></h2>



<p>‘อิม บยองกู’ อายุ 19 ปี ‘อี บอมซู’ อายุ 24 ปี ‘คิม ฮุนชิก’ อายุ 27 ปี ‘อัน จองชิก’ อายุ 23 ปี ‘อโย บยองฮยอน’ อายุ 26 ปี และนักศึกษาอีกหนึ่งคนซึ่งไม่ปรากฏชื่อ พวกเขาลักเงินจำนวน 400 วอนจากธนาคารแห่งหนึ่งในเกาหลีไป ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศ และเดินทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา แต่เงินที่ลักมากลับละลายหายเพราะค่าเดินทางอย่างรวดเร็ว ทั้งความไม่รู้ภาษาอังกฤษของพวกเขาก็ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อจนตรอกอย่างไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร เหล่านักศึกษาจึงตัดสินใจไปที่สถานกงสุลญี่ปุ่น เพื่อให้ช่วยส่งโทรเลขถึง ‘ซอ กวังบอม’ ราชทูตและอัครราชทูตพิเศษเกาหลีประจำสหรัฐอเมริกา&nbsp;</p>



<p>แต่โชคกลับเข้าข้างพวกเขาอย่างน่าประหลาด เพราะกวังบอมเข้าอกเข้าใจชะตากรรมของคนวัยหนุ่มสาว ด้วยตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้หลบหนีออกจากประเทศ เพราะความจำเป็นทางการเมืองมาก่อน&nbsp;</p>



<p>กวังบอมถือเป็นหนึ่งในชาวเกาหลีกลุ่มแรกที่เริ่มเหยียบย่างเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อปี ค.ศ. 1883 ในฐานะคณะทูตพร้อมกับ ‘มิน ยองอิก’ นักการทูตและเสนาบดีแห่งโชซ็อน หลังเสร็จสิ้นภารกิจกวังบอมเดินทางกลับสู่ประเทศบ้านเกิด ตัวเขามีบทบาทสำคัญในขบวนการปฏิรูปช่วงปลายราชวงศ์โชซ็อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการกลับประเทศบ้านเกิดในคราวนี้ก็ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ซึ่งผลคือล้มเหลวทำให้ถูกบีบออกนอกประเทศ กวังบอมจึงกลายเป็นผู้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาหวนกลับมาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้งในฐานะราชทูตและอัครราชทูตพิเศษเกาหลีประจำประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1896 </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185535" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-10.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>ด้วยเหตุนี้กวังบอมจึงเข้าใจนักศึกษาทั้งเจ็ดดี ทั้งเขายังยินดีหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ ด้วยปรารถนาจะตั้งรกรากบนแผ่นดินอเมริกาให้เป็นบ้านหลังใหม่ เขาทำการประสานงานกับมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดเพื่อให้นักศึกษาทั้งเจ็ดได้เข้าเรียน</p>



<p>ไม่นานหนังสือพิมพ์ ‘The Washington Post’ ฉบับปีค.ศ.1896 ก็ลงรายงานข่าวการมาถึงของนักศึกษาเกาหลีโดยพาดหัวข่าวว่า <strong>“นักศึกษาเกาหลีเจ็ดคน ณ โฮเวิร์ด ผู้หลบหนีออกจากบ้านเพื่อมาศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาล้วนเป็นบุตรหลานจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น แม้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลยสักคำ แต่ก็จะได้รับการอุปการะค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากรัฐมนตรีของประเทศเกาหลี” </strong>ข่าวฉบับนั้นตีความเรื่องราวของนักศึกษาผู้หลบหนีให้กลายเป็นความโลดโผนและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน ทั้งทิ้งท้ายว่าชายหนุ่มทุกคนล้วนเป็นทายาทแห่งตระกูลสูงศักดิ์ พวกเขาเคยถูกส่งตัวไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นมาก่อน ทว่าแทนที่จะพำนักอยู่ที่นั่น แต่พวกเขากลับใคร่อยากแสวงหาการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาแทน เนื้อความในหนังสือพิมพ์มิได้เอ่ยถึงการลักทรัพย์อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง หากกล่าวเป็นนัยๆ ว่ามีเพียงรัฐมนตรีและผู้หลบหนีเท่านั้นที่ล่วงรู้เนื้อหาแท้จริงของจดหมายโต้ตอบกลับ</p>



<p> ‘The Washington Post’ ยังระบุอีกว่ากวังบอมเป็นผู้อุปการะนักศึกษากลุ่มนี้ด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ตามหลักฐานอื่นก็ชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดมีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติกลุ่มนี้ </p>



<p>นักประวัติศาสตร์ ‘เรย์ โลแกน’ ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดอธิบายไว้เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี ค.ศ. 1896&nbsp;</p>



<p>“รัฐมนตรีเกาหลีได้ยื่นคำร้องด้วยตนเองต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ขอให้จัดหาห้องพักสำหรับเยาวชนเกาหลี และคณะกรรมการมีมติให้ใช้ห้องพักในอาคารคลาร์ก ฮอลล์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมดจะต้องได้รับการชำระเรียบร้อย โดยรัฐมนตรีเกาหลีตกลงจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งให้เหรัญญิกเป็นผู้จัดหา” และในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1896 คณะกรรมการได้บันทึกว่าห้องพักดังกล่าวถูกจัดเตรียมพร้อมสำหรับนักศึกษาเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&nbsp;</p>



<p>บทความชิ้นเดียวกันของ ‘The Washington Post’ เขียนประกอบอีกว่าอาจารย์บางคนของมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดเริ่มสนใจนักศึกษาเกาหลีกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ถึงขั้นมีแผนจะดูแลพวกเขาให้ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ระหว่างปิดเทอมฤดูร้อน นักศึกษาทั้งเจ็ดจะถูกส่งไปพักอยู่กับครอบครัวของอาจารย์ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพราะในเวลานั้น พวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างขรุขระ ต้องอาศัยท่าทาง มือไม้ คำศัพท์งูๆ ปลาๆ ที่พวกเขาเก็บมาระหว่างเดินทางข้ามทวีป </p>



<p>แม้จะเหลือบันทึกไม่มากแล้วว่านักศึกษาเกาหลีทั้งเจ็ดใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดอย่างไร หรือหลังจากนั้นพวกเขาเดินทางไปที่ไหน แต่เรื่องเล่าที่หลงเหลืออยู่อย่างตรงกันอย่างหนึ่งบอกกันว่าสิ่งที่พวกเขาทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุดนั้นคือเสียงเพลง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185536" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-8.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ต้นบ๊วยผลิบาน</strong></h2>



<p>ในคืนแรกที่พวกเขาเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด งานสังสรรค์ต้อนรับเล็กๆ ก็ถูกจัดขึ้น หญิงสาวนับสิบคนยืนรายล้อมพยายามขอให้พวกเขาร้องเพลง แม้พวกเขาจะพยายามปฏิเสธว่าไม่สามารถร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่คำตอบก็เรียบง่ายว่าไม่เป็นไร ร้องเพลงภาษาเกาหลีของพวกคุณออกมา เราอยากฟัง </p>



<p>เพลง ‘Suwanee River’ และบทเพลงตะวันตกอื่นๆ ถูกร้องสลับด้วยทำนองของอีกฟากโลก มันเป็นเสียงเพลงพื้นบ้านเกาหลีที่ไม่เคยมีใครในมหาวิทยาลัยได้ยินมาก่อน&nbsp;</p>



<p>หนังสือพิมพ์ลงสรุปว่าคืนนั้นเป็นประสบการณ์ที่แสนพิเศษสำหรับทุกคน เพราะนี่คือครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดพบเจอชาวเกาหลีผ่านเสียงเพลงของพวกเขา</p>



<p>จริงอยู่ว่าการร้องเพลงของนักศึกษาทั้งเจ็ดในแรกเริ่มจะเกิดจากการร้องขอ เพราะบรรดาหญิงสาวที่อยากฟังเสียงเพลงของดินแดนไกลโพ้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป โฮเวิร์ดกลายเป็นสถานที่ที่นักศึกษาทั้งเจ็ดคุ้นเคย การร้องเพลงก็ไม่ได้เกิดจากการร้องขออีกต่อไปแล้ว</p>



<p>วันที่ 24 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1896 ‘อลิซ ซี. เฟลตเชอร์’ นักชาติพันธุ์ดนตรีชาวอเมริกันเชิญนักศึกษาเกาหลีสามจากเจ็ดคนไปที่บ้านของเธอ เพื่อบันทึกเสียงเพลงพื้นบ้านเกาหลีเป็นครั้งแรก และเพลงนั้นมีชื่อว่า ‘อารีรัง’ (Arirang)&nbsp;</p>



<p>ผลงานที่ผ่านมาของเฟลตเชอร์ทั้งหมดถูกทุ่มให้กับดนตรีชนพื้นเมืองอเมริกัน ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าเพราะอะไรเธอถึงหันมาสนใจเสียงเพลงจากคาบสมุทรเกาหลี บันทึกส่วนตัวของเธอก็ไม่ได้อธิบายเหตุผลนั้นไว้ ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับเสียงที่ถูกบันทึกลงแผ่น แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบันทึกนั้นบอกเล่าได้ดีว่าเพลงที่ขับร้องมีถ้อยคำใดปรากฏอยู่&nbsp;</p>



<p><strong>แผ่นเสียงแรกของ ‘อัน จองชิก’</strong></p>



<p>เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 500 ปี โอบล้อมด้วยหุบเขานับไม่ถ้วนตั้งตระหง่าน</p>



<p>เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 500 ปี คำอธิษฐานให้ความดีงามทั้งปวง ไม่เก่าแก่ ไม่โรยราไปตามกาลเวลา</p>



<p>ในคืนที่แสงจันทร์ส่องงาม บทสรรเสริญยิ่งใหญ่ขับขานถวายแด่กษัตริย์</p>



<p>ต้นบ๊วยผลิบานจากหุบเขานับไม่ถ้วน เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ในปัจจุบันที่มีอายุกว่า 500 ปี&nbsp;</p>



<p>เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ในปัจจุบัน</p>



<p>คำอธิษฐานเพื่อความดีของผู้คน ในคืนที่แสงจันทร์ยังคงงดงามเช่นเดิม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185537" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-7.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p>แม้บันทึกของเฟลตเชอร์จะเป็นคำแปลของเนื้อเพลงเสียส่วนใหญ่ แต่เธอก็แยกมันไว้ชัดเจนว่าช่วงใดของการบันทึกเสียงเป็นเพลงรัก ทั้งหลายเพลงยังถูกจัดอยู่ในหมวดเพลงรักจนไม่น่าแปลกที่เธอจะตั้งชื่อเสียงบันทึกว่า<strong> ‘Love Song Ar-ra rang’</strong> และไม่มีใครล่วงรู้ว่าแผ่นบันทึกเสียงทั้งหมดของเฟลตเชอร์ถูกเผยแพร่ออกไปมากน้อยเพียงใด หรือมันสร้างแรงกระเพื่อมอะไรให้แก่ยุค</p>



<p>ขณะที่เกิดการบันทึกเสียงเพลงอารีรังนั้น กวังบอมก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยเช่นเคย ทั้งเขายังปฏิเสธคำสั่งของรัฐบาลที่เรียกตัวให้เดินทางกลับประเทศเกาหลี กวังบอมเผชิญกับวัณโรคเรื้อรังอย่างที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาเสียชีวิตลงเมื่อใด แต่มีรายงานว่านักศึกษาเกาหลีทั้งเจ็ดเดินทางไปเยี่ยมกวังบอมอยู่เสมอกระทั่งในวาระสุดท้ายของเขา&nbsp;</p>



<p>การยื่นมือเข้าช่วยเหลือของกวังบอมในคราวนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนักศึกษาทั้งเจ็ดคนแน่นแฟ้นเกินกว่าเอกสารทางการจะบันทึกเพื่อบรรยายได้ ทว่าหลักฐานที่มีก็มากพอจะยืนยันได้ว่าชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อยเรียกประเทศสหรัฐอเมริกาว่าบ้านเกิด และเสียงเพลงจากคาบสมุทรเกาหลีก็ทำให้ชาวอเมริกันต้องหยุดฟังมาแต่เนิ่นนานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ในปี ค.ศ. 2012 สื่อข่าว ‘Korea Joongang Daily’ ลงระบุถึงชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ค้นพบแผ่นบันทึกเสียงเพลงอารีรังจากปี ค.ศ. 1896&nbsp;</p>



<p>‘จอง ชางกวาน’ รองประธานกลุ่มวิจัยดนตรีเกาหลีโบราณเป็นผู้บูรณะ และเผยแพร่ไฟล์เพลงสมัยใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดของเพลงอารีรังซึ่งนักศึกษาเกาหลีทั้งสามเคยขับร้อง มันถูกเก็บอยู่ในหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามานานถึง 111 ปี เสียงบันทึกถูกอัดลงบนกระบอกขี้ผึ้ง 6 กระบอก จำนวน 16 เพลง และผลงานดังกล่าวออกเผยแพร่เป็นรูปแบบซีดีเมื่อปี ค.ศ. 2007&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พรมแดนโชซ็อน</strong></h2>



<p>‘โรเบิร์ต โพรวีน’ ศาสตราจารย์กิตติคุณคณะดนตรี มหาวิทยาลัยแมริแลนด์เปิดเผยถึงการมีอยู่ของเสียงบันทึกในงานประชุมดนตรีพื้นบ้านเกาหลี&nbsp;</p>



<p><strong>“ใน 11 เพลงนั้น มีเพลงอารีรังอยู่ 3 เพลง รวมความยาวทั้งหมดประมาณ 11 นาที แต่ก็น่าเสียดายมาก เพราะสภาพของเสียงย่ำแย่จนแทบแยกเนื้อร้องไม่ออก นอกจากท่อนที่ร้องว่าอารีรัง อารีรัง อาราริโย</strong></p>



<p><strong>“ผมใช้เงินส่วนตัวของตัวเองประมาณ 30 ล้านวอนผลิตซีดีออกมาประมาณ 4,000 แผ่นแจกฟรีให้กับทั้งบุคคล และองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดี ‘อี มยองบัก’ สถานีโทรทัศน์ กลุ่มศึกษาดนตรีพื้นบ้าน รวมถึงนักวิชาการด้านภาษาและเกาหลีศึกษา ทั้งผมยังเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี ‘บารัก โอบามา’ ขอให้มอบเสียงบันทึกเหล่านี้ให้กับองค์กรของประเทศเกาหลี</strong></p>



<p><strong>“เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากเห็นการผลิตซีดีเพลงอารีรังให้มากขึ้น และถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางกว่านี้ ความจริงก็คือแม้อารีรังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ห้ามจับต้องของยูเนสโกแล้ว แต่แทบไม่มีซีดีอารีรังที่ทำอย่างดีพอให้ชาวเกาหลีนำไปมอบให้ชาวต่างชาติเพื่อแนะนำบทเพลงนี้แก่โลกภายนอก&nbsp;</strong></p>



<p><strong>“ผมยังอยากเห็นคอนเทนต์ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับอารีรังเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือการแสดงรูปแบบต่างๆ ที่สามารถพาเพลงบทนี้ออกไปสู่เวทีโลกให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้รู้จักและรับฟังมันจริงๆ”</strong></p>



<p>&nbsp;ในปี ค.ศ. 2017 เสียงเพลงอารีรังได้หวนกลับมาอีกครั้ง มันโผล่ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกนำมาจัดแสดงชั่วคราวใน ‘Seoul Arirang Festival’ ครั้งที่ 5 และในปัจจุบันก็ยังสามารถขอเข้าฟังบันทึกเสียงทั้งหกแผ่นได้ที่ ‘Library of Congress’ ภายในห้องอ่านงาน ‘Folklife Reading Room’</p>



<p>แน่นอนว่าอีกแรงขับเคลื่อนที่พาบทเพลงอารีรังมาไกลอย่างที่เราไม่พูดถึงไม่ได้ แม้มันจะดูเล็กน้อยแต่มหาศาลเหลือเกินคือบรรดาผู้คนที่ส่งเสียงให้แก่ศิลปินในคราวนั้น พวกเขาคือ <strong>‘แฟนด้อม’</strong></p>



<p>มันเป็นศัพท์ที่ถูกเรียกคนที่หลงใหลด้านกีฬาเป็นหลัก ก่อนที่ความหมายจะค่อยๆ ขยายออกไปสู่ทุกสิ่งที่ผู้คนคลั่งไคล้ พจนานุกรม ‘Merriam-Webster’ ระบุว่าศัพท์แฟนด้อมถูกใช้มาแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 หากเป็นแฟนด้อมทางดนตรี มันเติบโตขึ้นในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการถือกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีสมัยนิยม ศูนย์กลางอยู่ที่ความหลงใหลร่วมกันของผู้ฟังที่มีต่อศิลปิน วงดนตรี หรือแนวเพลงใดแนวเพลงหนึ่ง แฟนเพลงไม่ได้เป็นเพียงผู้เสพงานดนตรีเท่านั้น ทว่าพวกเขาทุ่มเททั้งเวลา พลังใจ และอารมณ์ความรู้สึกให้แก่สิ่งที่พวกเขารัก ทั้งแฟนด้อมยังเป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยพาศิลปินให้ไปไกลมากขึ้น สร้างแรงกระเพื่อม ปลุกกระแสให้แก่วงการเพลง&nbsp;</p>



<p>เราเห็นกันได้จากชัดเจนจากยุคที่แทบทั้งโลกคลั่งไคล้วงดนตรี ‘The Beatles’ ศิลปิน ‘Taylor Swift’ ไปจนถึง ‘Nicki Minaj’ ชัดเจนรู้ว่าแฟนด้อมนั้นเป็นพลังแห่งวัฒนธรรมอย่างแท้จริง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185538" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-8.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>คัลเจอร์ที่รัก</strong></h2>



<p>ปัจจุบันที่โลกออนไลน์เชื่อมเราทุกคนเข้าหากันในพริบตา สิ่งหนึ่งที่เติบโตไวไม่แพ้ไฟอันลุกลามจนโชกโชนคือแฟนด้อม ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนที่รัก อินจัด คลั่งไคล้ พวกเขาไม่ได้แค่ชอบหรือหวีดกรี๊ดด้วยหวังจะให้ศิลปินเป็นที่พักพิงใจ แต่รู้สึกเหมือนการค้นพบใครคนนั้นคือบ้านหนึ่งหลังสำหรับพวกเขา มันกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยคนข้างนอกบ้านอาจจะไม่ใจดีกับเรา เป็นพื้นที่ของคนเหงา คนเครียด กระทั่งคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เพราะพวกเขาได้ลองเป็นอะไรสักอย่างผ่านแฟนอาร์ต การคอสเพลย์ การเมาท์ยาวสองร้อยทวิตแบบที่ไม่ต้องรู้สึกผิด และสิ่งสำคัญก็คือพวกเขามีเพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนกัน อันบอกให้รู้ว่าจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วนะ</p>



<p>หากมองลึกลงไปแฟนด้อมเป็นเหมือนจุดตัดความหวานของพ็อปคัลเจอร์และสุขภาพจิตใจ เพราะโลกสมมติที่ใครหลายคนมองว่าไร้สาระ มันช่วยให้ใครอีกหลายคนลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง ลองนึกภาพคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันเลย แต่เมื่อมีคำว่า BTS, Harry Potter, Marvel หรือ Blackpink โผล่ขึ้นมาเท่านั้นแหละ จากแปลกหน้าก็กลายเป็นเพื่อนสนิทได้ไม่ยาก หัวใจของแฟนด้อมคือที่ที่เราเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ หวีดเสียงดังได้แบบไม่ต้องลดระดับเสียง&nbsp;</p>



<p>การดำดิ่งเข้าไปในแฟนด้อมที่รักยังคล้ายการพักจากโลกความจริงชั่วคราว เพราะงานที่หนักหน่วง ข่าวบ้านเมืองที่ทำเอากุมขมับ ชีวิตก็ระเนระนาดจนแทบควบคุมอะไรไม่ได้ แต่เมื่อได้หายเข้าไปในโลกที่เราคุ้นเคย โลกที่มีตัวละครโปรด เพลงโปรด หรือศิลปินที่รัก ความกังวลทั้งหลายก็ถูกวางลงไปชั่วขณะ แฟนด้อมจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีของการหนีโลกชนิดสร้างสรรค์ อย่างการเขียนแฟนฟิก วาดภาพแฟนอาร์ตก็เป็นพื้นที่การปลดปล่อยตัวตนแบบสุดทางนะ เพราะเราจะได้เล่าเรื่องใหม่ในแบบของตัวเอง ได้ลองเป็นอะไรสักอย่างที่โลกภายนอกอาจไม่ค่อยเปิดพื้นที่ให้ บางตัวตน บางอัตลักษณ์ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในกระแสนิยมนั้นมีที่ยืนชัดเจนเสมอในแฟนดอม&nbsp;</p>



<p>ทั้งสิ่งที่ตามมาคือการฝึกทักษะประเภทที่เราแทบไม่รู้ตัว การเขียน วาดศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับคนอื่น หลายคนเริ่มต้นมันขึ้นมาจากความรักล้วนๆ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้ความมั่นใจในตัวเอง ได้พัฒนาตัวเอง ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นด้วย</p>



<p>แน่นอนมันก็เหมือนทุกอย่างในชีวิตที่ดำเนินไปโดยต้องไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท แฟนด้อมเองก็มีด้านที่ต้องระวัง เช่น ความอินที่มากเกินไป บรรยากาศอันเป็นพิษในโลกออนไลน์ที่ทำให้พื้นที่อบอุ่นกลายเป็นสนามรบ การถกเถียงสนุกสนานกลายเป็นการโจมตี เพราะอย่างนั้นการสื่อสารแบบเคารพกันและกันก็เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แฟนด้อมยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่พักใจ ไม่ใช่ที่ที่เราทำร้ายกันเอง</p>



<p><strong>ผลจากงานวิจัยยังบอกด้วยนะว่าคนจำนวนมากมองว่าการเป็นแฟนคลับคือเรื่องเท่&nbsp;</strong></p>



<p><strong>แหม! จะให้บอกว่าไม่เท่ได้อย่างไร ในเมื่อการรักอะไรสักอย่างและทำเพื่อสิ่งนั้นจนสุดใจ มันเป็นอะไรที่โคตรจะจริงใจและโคตรจะเท่เลยว่าไหม</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/arirang/">ก่อน K-Pop จะถือกำเนิด ‘บทเพลงอารีรัง’ เคยขับขานในอดีตกาล บันทึกการเดินทางของนักศึกษาเกาหลีรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่มีสารเสพติดใดพาผมล่องลอยมากเท่าโต๊ะเขียน ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน นักเฉือนการเมืองด้วยต้นฉบับปั่นหัวบรรณาธิการ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/hunter-s-thompson-gonzo-journalism/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185477</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี กำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมว่าผมทำไปเพื่ออะไร ก็เพราะชีวิตของผมมันมีความหมายแล้ว&#160; ผมเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่วัยละอ่อน ก่อนจะเข้าไปอยู่ในแวดวงนักข่าว พร้อมไปกับการรับใช้ชาติให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ หลังปลดประจำการจึงออกเดินทางไปทั่วประเทศ เขียนสารพัดเรื่องส่งสู่นิตยสารหลายหัว ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาวิธีเขียนด้วยการเอาตัวเองเข้าไปขลุกอยู่ในเรื่อง ผมแหวกกฎที่คนว่ากันว่านักข่าวไม่ควรออกความเห็นของตน และควรวางตัวเป็นกลาง ผมไม่ถนัดทำอะไรพวกนั้นเลย ผมถึงให้กำเนิด ‘Gonzo Journalism’ เต็มหน้าหนังสือ ‘Fear and Loathing in Las Vegas’ ใครจะเชื่อว่ามันดังระเบิดชนิดที่ว่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับผมด้วยซ้ำ&#160; ผม ‘นายฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน’ กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการต่อต้านโดยปริยาย ผมใช้ชีวิตอย่างไม่เคยผ่อนคันเร่ง ทั้งยาเสพติด อาวุธปืน และงานเขียนที่ไม่เคยประนีประนอมแก่อำนาจหรือใครหน้าไหน แต่ความหลงใหลพวกนั้นก็ทิ้งร่องรอยหนักหน่วงใช่เล่น สุขภาพผมพังลงเป็นระยะๆ&#160; ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี Too weird to live, too rare to die! แปลกเกินกว่าจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป พิเศษเกินกว่าจะตายไปง่ายๆ ผมเกิดที่เมืองลุยวิลล์ รัฐเคนทักกี วันที่เกิดก็ไม่ต้องสนใจหรอกนะ เพราะผมไม่ได้อยู่เป่าเทียนอีกต่อไปแล้ว พ่อผมเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาทำงานเป็นนายหน้าประกัน ก่อนจะกลับสู่อ้อมอกจักรวาลขณะผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แม่ผมเป็นคนติดเหล้าขั้นหนัก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hunter-s-thompson-gonzo-journalism/">ไม่มีสารเสพติดใดพาผมล่องลอยมากเท่าโต๊ะเขียน ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน นักเฉือนการเมืองด้วยต้นฉบับปั่นหัวบรรณาธิการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี</p>



<p>กำลังสงสัยอยู่ใช่ไหมว่าผมทำไปเพื่ออะไร</p>



<p>ก็เพราะชีวิตของผมมันมีความหมายแล้ว&nbsp;</p>



<p>ผมเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่วัยละอ่อน ก่อนจะเข้าไปอยู่ในแวดวงนักข่าว พร้อมไปกับการรับใช้ชาติให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ หลังปลดประจำการจึงออกเดินทางไปทั่วประเทศ เขียนสารพัดเรื่องส่งสู่นิตยสารหลายหัว ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาวิธีเขียนด้วยการเอาตัวเองเข้าไปขลุกอยู่ในเรื่อง ผมแหวกกฎที่คนว่ากันว่านักข่าวไม่ควรออกความเห็นของตน และควรวางตัวเป็นกลาง ผมไม่ถนัดทำอะไรพวกนั้นเลย ผมถึงให้กำเนิด <strong>‘Gonzo Journalism’</strong> เต็มหน้าหนังสือ <strong>‘Fear and Loathing in Las Vegas’ </strong>ใครจะเชื่อว่ามันดังระเบิดชนิดที่ว่าไม่ได้ตายไปพร้อมกับผมด้วยซ้ำ&nbsp;</p>



<p>ผม <strong>‘นายฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน’ </strong>กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการต่อต้านโดยปริยาย ผมใช้ชีวิตอย่างไม่เคยผ่อนคันเร่ง ทั้งยาเสพติด อาวุธปืน และงานเขียนที่ไม่เคยประนีประนอมแก่อำนาจหรือใครหน้าไหน แต่ความหลงใหลพวกนั้นก็ทิ้งร่องรอยหนักหน่วงใช่เล่น สุขภาพผมพังลงเป็นระยะๆ&nbsp;</p>



<p>ผมปิดฉากชีวิตตัวเองเมื่ออายุหกสิบเจ็ดปี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185480" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-7.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Too weird to live, too rare to die!</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แปลกเกินกว่าจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พิเศษเกินกว่าจะตายไปง่ายๆ</strong></h2>



<p>ผมเกิดที่เมืองลุยวิลล์ รัฐเคนทักกี วันที่เกิดก็ไม่ต้องสนใจหรอกนะ เพราะผมไม่ได้อยู่เป่าเทียนอีกต่อไปแล้ว พ่อผมเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาทำงานเป็นนายหน้าประกัน ก่อนจะกลับสู่อ้อมอกจักรวาลขณะผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม แม่ผมเป็นคนติดเหล้าขั้นหนัก เธอหมดตัว และถูกทิ้งให้รับมือกับลูกชายที่แสนเจ้าเสน่ห์ ทั้งแก่นแก้วเกินจะแก้ได้เช่นผม บวกกับน้องชายหัวทุยอีกสองคน&nbsp;</p>



<p>ผมเติบโตมากับเส้นทางซุกซน ใช้ชีวิตเสเพลอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่รักในการทดสอบขีดจำกัดของทุกสิ่งตลอดเวลา แต่ในตอนนั้นผมเองก็มีสิ่งตรงข้ามที่ชอบทำเหลือเกิน คือการนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ และดูเหมือนผมจะทำมันได้ดีพอสมควรเลยนะ ฮ่า ฮ่า บ้าจริง ผมมีพรสวรรค์ด้วยหรือ</p>



<p>อาจจะมีก็ได้ เพราะระหว่างนั้นผมได้รับเลือกให้เข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกชมรมวรรณกรรมเก่าแก่ ‘Athenaeum Literary Association’ แม่ง! เต็มไปด้วยลูกหลานของผู้มีฐานะ ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เคยเข้ากับคนพวกนั้นได้ ทั้งงานเขียนของผมก็เช่นกัน ผมมักจะเขียนลงในจดหมายข่าวของชมรมด้วยถ้อยคำประชดประชัน และจุดไฟใส่คนอ่านอยู่เสมอ พลางขัดเกลาฝีมือการเขียนของตัวเองให้แหลมคมไปพร้อมกับการสร้างชื่อในฐานะพวกเกกมะเหรกเกเร กิจกรรมนอกหลักสูตรของผมเริ่มไต่ระดับจากเรื่องไร้พิษภัย อย่างการเอารถบรรทุกฟักทองไปเทกระจาดที่หน้าโรงแรม ขโมยของ ทำลายทรัพย์สิน ผมปล้นด้วยนะ และตอนนั้นเองที่อาวุธอันตรายเช่นปืนทำให้ผมหลงใหล ผมหลงใหลมันมากพอกับรสชาติของยาเสพติด แอลกอฮอล์ทั้งหลายแหล่ที่ผมบอกคุณแล้วว่านี่คือรสนิยมอันจะติดตัวผมไปตลอดลมหายใจ</p>



<p>ในปีสุดท้ายของการเรียน ผมยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฎหมายแบบไม่ต้องสงสัยจากการกระทำฉาวโฉ่ของตัวเอง ทั้งโดนไล่จับอยู่หลายครั้ง ความซวยพวกนั้นทำผมกระเด็นออกจากชมรมวรรณกรรม แถมโบนัสเป็นการเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในกรงขังสองสามสัปดาห์&nbsp;</p>



<p>ผู้พิพากษาในคดีปล้นก็หวังดีกับผมเหลือเกิน เขาอยากช่วยปลดเปลื้องนิสัยอันเลวร้ายของผมให้หายเป็นปลิดทิ้งจึงเสนอทางเลือกมาให้ นี่! นายจะเข้าคุกยาวๆ หรือจะไปอยู่ในกองทัพ ผมเลือกอย่างหลังเพราะดูน่าสนุกกว่า ทำให้ในปี 1956 เครื่องแบบของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกสวมลงบนร่างกายผม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185481" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-8.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>No, this is not a good town for psychedelic drugs.&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Reality itself is too twisted.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ไม่ เมืองนี้ไม่ต้องพึ่งยาอะไรทั้งนั้น&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>แค่ความเป็นจริงของมันก็หลอนเกินพอแล้ว</strong></h2>



<p><strong></strong>หลังฝึกขั้นพื้นฐานเสร็จ ผมก็ถูกส่งไปประจำการที่ฐานทัพอากาศเอ็กลิน รัฐฟลอริดา ขอบอกเลยนะว่ากฎระเบียบโคตรแข็งกระด้างจนแทบหายใจไม่ออก ผมก็เลยเอาตัวรอดด้วยการหาทางเข้าไปเป็นบรรณาธิการกีฬาของหนังสือพิมพ์ฐานทัพ ‘Command Courier’ ด้วยการยื่นผลงานเขียนที่ผมเคยสร้าง แต่แหม! ผมกลับกลายเป็นภาระแก่ผู้บังคับบัญชาไปเสียได้ แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นพวกที่อึดถึกที่สุดของฐาน ในปี 1958 ผมก็เลยถูกปลดประจำการก่อนกำหนดน่ะ&nbsp;</p>



<p>ชีวิตชายชาติทหารของผมจบลงตรงนั้น&nbsp;</p>



<p>แต่ใครจะรู้ว่าเส้นทางนักข่าวระดับตำนานกำลังอ้าปากรอผมอยู่</p>



<p>ผมระเหเร่ร่อนไปทั่วประเทศ ทำงานให้แก่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเล็กๆ ไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเคยเป็นเด็กจัดต้นฉบับให้สื่อ ‘Time’ อยู่พักหนึ่ง เคยไปอยู่เปอร์โตริโกทำงานให้นิตยสารกีฬา อาศัยเวลาว่างเขียนงานของตัวเอง งานชนิดที่เป็นเลือดเนื้อของนายฮันเตอร์จริงๆ อย่างนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ <strong>‘The Rum Diary’</strong> แน่นอน โดนสำนักพิมพ์ปฏิเสธความเป็นตัวเองสิครับ ปฏิเสธกันเป็นว่าเล่นต่อเนื่องสิบปีเลย กว่ามันจะได้ออกมาสู่สายตาคนจริงๆ ก็ปี 1988 โน่น&nbsp;</p>



<p>นิสัยบ้าบิ่นของผมทำให้ต้องตกงานบ่อยก็จริง แต่เวลาเดียวกันนั้น มันก็ทำให้พวกนอกคอกทั้งประเทศรักผมนะ ตอกย้ำให้เห็นว่าผมเป็นนักข่าวที่ไม่เกรงกลัวใคร มีสิทธิ์มีเสียงเป็นของตัวเอง และในปี 1965 ผมก็ได้เขียนบทความให้ ‘The Nation’ ด้วยหัวเรื่อง <strong>‘Hell’s Angels’ </strong>กลายเป็นที่ฮือฮาทันตาจนผมได้ทะยานไปเซ็นสัญญาเขียนหนังสือ ให้ตาย! ผมเข้าไปฝังตัวอยู่กับแก๊งมอเตอร์ไซค์นรกพวกนั้นเป็นปี เกือบโดนพวกมันฆ่าทิ้งตอนท้ายด้วย แต่ผมก็รอดออกมาได้พร้อมหนังสือเล่มใหม่ <strong>‘Hell’s Angels: The Strange and Terrible Saga of the Outlaw Motorcycle Gangs’</strong> ที่ตีพิมพ์ในปี 1967 เรื่องเล่าจากมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบหลอนประสาทเช่นผมทำให้ยิ่งกลายเป็นตัวเด่นในวงการ และได้เปิดผัสสะการเขียนสไตล์ใหม่ที่เขาเรียกกันว่า <strong>‘Gonzo Journalism’&nbsp;</strong></p>



<p>ผมนำรายได้ไปซื้อที่ดินแถวชานเมืองแอสเพน รัฐโคโลราโด ขลุกตัวอยู่กับภรรยาและลูกชายหนึ่งคน หากคุณคิดว่าผมจะลงหลักปักฐานแล้ว คิดผิดถนัดเลย! ผมเดินทางไม่หยุดหย่อน รับงานเขียนให้นิตยสารแบบที่มือไม่เคยได้พักผ่อน เล่าเรื่องฮิปปี สงครามเวียดนาม การเลือกตั้งประธานาธิบดี ทุกอย่างผ่านสายตากวนตีน ไม่เคารพใคร ไม่ก้มหัวให้ความศักดิ์สิทธิ์ใด อันว่ามันคือตัวตนที่แท้จริงของผม</p>



<p><strong>“The most consistent and ultimately damaging failure of political journalism in America has its roots in the clubby and cocktail personal relationships that inevitably develop between politicians and journalists.”</strong></p>



<p><strong>ความล้มเหลวที่ฝังรากลึกที่สุดและทำลายล้างวารสารศาสตร์การเมืองอเมริกันได้มากที่สุด คือความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมคลับ แบบชนแก้วค็อกเทล แบบหัวเราะกันในงานเลี้ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างนักการเมืองกับนักข่าว</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185482" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Jesus Creeping God! Is there a priest in this tavern?&nbsp;</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>I want to confess! I&#8217;m a fucking sinner!</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>พระเยซูเจ้าคือผู้คืบคลานที่น่าขนลุกเอาเรื่อง! มีบาทหลวงอยู่ในโรงเหล้านี่ไหม</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผมอยากสารภาพบาป! ผมเป็นคนบาปฉิบหายเลย!&nbsp;</strong></h2>



<p>ในบรรดางานทั้งหมดของผม มีชิ้นที่โด่งดังและสำคัญโคตรๆ อยู่ชิ้นหนึ่ง <strong>‘The Kentucky Derby Is Decadent and Depraved’ </strong>ผมจะนิยามว่ามันโคตรเละเทะชนิดว่าตั้งใจจะเละเทะ โดยขอยอมรับอย่างไม่เขินอายว่าผมลำเอียงสุดชีวิตเลย มันไม่ใช่การเขียนรายงานแข่งม้า แต่มันคือประสบการณ์ร้อนฉ่าที่ผมได้ไปนั่งอยู่กลางฝูงชนประเภทเมามาย เหน็ดเหนื่อย ประสาท! ผมเขียนด้วยเลนส์การมองประเทศสหรัฐฯ ที่อาศัยอยู่ผ่านสนามแข่งม้า มันได้รับการตีพิมพ์ใน ‘Scanlan’s Monthly’ เดือนมิถุนายน ปี 1970 งานชิ้นนี้ถูกยกย่องว่าเป็นจุดแตกหักของวงการสื่อ ทั้งถูกนับว่าเป็นตัวอย่างแรกของสิ่งที่ถูกเรียกว่า <strong>‘Gonzo Journalism’</strong> ดังที่ผมบอกไปข้างต้น</p>



<p>แต่ต่อให้ผมจะประสบความสำเร็จขนาดไหน</p>



<p>ไอ้สันดานนักก่อกวนของผมก็ไม่เคยปิดปากเงียบ</p>



<p>ปีเดียวกันนั้น ผมตัดสินใจป่วนระบบการเมืองอีกครั้ง ด้วยการลงสมัครเป็นนายอำเภอ ณ เขตพิทคิน รัฐโคโลราโด ชื่อพรรคผมก็โคตรเจ๋ง ‘Freak Power’ ฮ่า ฮ่า นโยบายพรรคของผมคือการผ่อนปรนคดียาเสพติด เปลี่ยนชื่อเมืองจากแอสเพนเป็นแฟตซิตี เลิกปูพื้นถนนด้วยยางมะตอยโดยให้เป็นการปลูกหญ้าแทน&nbsp;</p>



<p>ผลคือผมแพ้! แพ้อย่างฉิวเฉียดเสียด้วย แต่เรื่องราวการหาเสียงของผมทั้งหมดก็ประทับอยู่ในงานเขียน <strong>‘The Battle of Aspen’</strong> เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งผมยังทำหน้าที่บรรณาธิการข่าวการเมืองระดับชาติจนถึงปี 1999 เลยนะ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมได้รับมอบหมายจาก ‘Sports Illustrated’ ให้ไปทำข่าวการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ ‘Mint 400’ กลางทะเลทรายเนวาดา แหง! ผมก็ไปดูการแข่งขันจริงๆ น่ะแหละ ทว่าสิ่งที่เขียนออกมาแทบไม่ข้องเกี่ยวกับกีฬาเลย มันกลายเป็นเรื่องเล่าการเมายา หลุดโลก และดูควบคุมอะไรไม่ได้ เหมือนอย่างเคยที่งานเขียนของผมถูกปฏิเสธ แต่เรื่องน่าขันคือมันไปโผล่ในสื่อ ‘Rolling Stone’ แทน ถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน และถูกขยายให้กลายเป็นหนังสือที่ทำให้คนรู้จักผมมากที่สุด <strong>‘Fear and Loathing in Las Vegas: A Savage Journey to the Heart of the American Dream’</strong> โดยสำนักพิมพ์ ‘Random House’ ทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นงานเขียนคลาสสิกสมัยใหม่ ถึงขั้นนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1998 กำกับโดย ‘Terry Gilliam’ นำแสดงโดย ‘Johnny Depp’ จะบอกให้ว่าเขาเป็นแฟนงานของผม และเราก็สนิทกันมากทีเดียว</p>



<p>คราวนั้นกราฟชีวิตของผมกำลังทะยานขึ้นสู่จุดสูง ทั้งชื่อเสียงและสารพัดสารควบคุมทุกชนิดที่ผมชอบประเดประดังเข้ามา แต่ผมก็ยังไม่หยุดรับงานต่อไปคือการทำข่าวติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดี บทความก็ยังเต็มไปด้วยความร้อนแรง การเสียดสี อารมณ์ขันที่โคตรเป็นพิษ ก่อนมันจะถูกรวมเล่มเป็น <strong>‘ Fear and Loathing on the Campaign Trail ’72’</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185483" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>I knew a Buddhist once, and I&#8217;ve hated myself ever since.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ผมเคยรู้จักชาวพุทธคนหนึ่ง และผมก็เกลียดตัวเองตลอดนับแต่นั้นมา</strong></h2>



<p>และแล้วชีวิตที่เหยียบคันเร่งโดยไม่เคยถอนของผมก็เริ่มเอาคืน งานเขียนของผมสะดุด ผลงานเริ่มร่วงหล่น&nbsp;</p>



<p>ปี 1974 ผมถูกส่งตัวไปซาอีร์เพื่อทำข่าวศึกมวยระดับตำนาน ‘Rumble in the Jungle’ แต่ผมไม่เคยไปดูการขึ้นชกเลย ผมเลือกใช้เวลาลอยตัวอยู่ในสระน้ำโรงแรม โยนกัญชาลงไปในนั้นราวปอนด์ครึ่งได้ บทความไม่เคยถูกเขียน โครงการอื่นที่กำลังเริ่มต้นอย่างจริงจังถูกทิ้งกลางทางเหมือนซากรถข้างถนน ดูราวว่าทุกสิ่งกำลังสะบัดผมให้พ้นตัว ไม่ต่างจากภรรยาของผมที่เลือกเดินจากไปเช่นกัน&nbsp;</p>



<p>ในบั้นปลายชีวิตผมก็ยังคงเขียนอยู่ แต่ผลงานที่ถูกตีพิมพ์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นงานจากยุคก่อนหน้าที่ตัวผมใช้ภาษาอันคมเข้มและดุดันกว่า ผมแต่งงานใหม่อีกครั้งกับผู้ช่วยที่อยู่ข้างกาย ถ่ายทอดหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติที่โคตรจะเละเทะและพร่ำเพ้อของตัวเอง<strong> ‘Kingdom of Fear’</strong> อันได้รับการตีพิมพ์จาก ‘Simon &amp; Schuster’</p>



<p>เมื่อถึงปี 2005 ผมก็ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง รู้สึกผิดหวังกับโลกอย่างหาที่สุดไม่ได้ เหน็ดเหนื่อยกับวัยชรา แบกร่างกายที่เต็มไปด้วยปัญหาสุขภาพ ผมโคตรจะหน่ายกับทุกอย่างเลย หน่ายเสียจนวันที่ 20 กุมภาพันธ์ของปีนั้น ผมใช้อาวุธอันตรายที่ตัวเองหลงใหลในทางที่ผิด ท่ามกลางพิธีอำลาส่วนตัวก็มีเพื่อนและแฟนงานของผมหลายร้อยคนมาร่วมยืนอยู่&nbsp;</p>



<p>เถ้ากระดูกของผมถูกยิงขึ้นฟ้าจากปืนใหญ่</p>



<p>เพลง Mr. Tambourine Man ของ Bob Dylan เปิดคลอเบา</p>



<p><strong>“Sleep late, have fun, get wild, drink whiskey and drive fast on empty streets with nothing in mind but falling in love and not getting arrested!”</strong></p>



<p><strong>นอนสาย รักสนุก ปล่อยตัวให้บ้าหน่อย ดื่มวิสกี้ ทั้งขับรถเร็วบนถนนว่างเปล่าโดยไม่คิดอะไรเลย นอกจากจะตกหลุมรัก และอย่าโดนจับ!</strong></p>



<p>คติประจำใจของผมสถิตทั่วในผู้คน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185484" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-6.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Hunter S. Thompson’s Letter </strong><strong>for those of us feeling a little lost.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จดหมายจากนายฮันเตอร์แด่ผู้ที่รู้สึกหลงทาง</strong></h2>



<p><strong></strong>ในเดือนเมษายนปี 1958 เมื่อผมอายุ 22 ปี ผมเคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงเพื่อนเพื่อตอบคำขอที่เขาต้องการคำแนะนำเรื่องชีวิต และจดหมายฉบับดังกล่าวก็ถูกรวบรวมไว้ใน ‘Letters of Note’ ซึ่งมันมาจากก้นบึ้งหัวใจของผม</p>



<p><strong>22 เมษายน 1958, 57 ถนนเพอร์รี นิวยอร์กซิตี้</strong></p>



<p><strong>เพื่อนที่รัก</strong></p>



<p>นายถามหาคำแนะนำเหรอ อา! นี่เป็นอะไรที่โคตรจะมนุษย์เลยนะ และในขณะเดียวกันก็โคตรอันตราย เพราะการให้คำแนะนำกับคนที่ถามผมว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร มันใกล้เคียงกับการดึงอีโก้บ้าคลั่งของตัวเองให้คนอื่น เหมือนผมกำลังชี้นิ้วที่สั่นระริกบอกนายว่านี่คือทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นทางเลือกสุดท้ายของชีวิตนาย มีแต่คนเขลาที่กล้าทำ แต่ผมไม่ใช่คนเขลา ผมแค่เคารพความจริงใจในคำถามของนาย&nbsp;</p>



<p>ขอให้นายจำไว้ว่าทั้งหมดที่ผมเขียนถัดจากนี้อาจเป็นความจริงของใครคนหนึ่ง และเป็นหายนะของใครอีกคนหนึ่ง ผมไม่ได้มองโลกผ่านสายตาของนาย ทั้งนายก็ไม่ได้มองโลกผ่านสายตาของผม เพราะหากผมให้คำแนะนำแบบเจาะจงแก่นาย มันก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาบอดที่กำลังจูงคนตาบอด</p>



<p><strong>“จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือคำถามที่ควรคิดต่อว่านายจะทนรับลูกศรอันแหลมคมและเคราะห์กรรมอันโหดร้ายของโชคชะตาต่อไป หรือจะลุกขึ้นสู้กับคลื่นที่ซัดสาดปัญหาเข้ามาหา”</strong> เชกสเปียร์เคยกล่าวไว้ และใช่! นี่คือคำถามจริงๆ ว่านายจะปล่อยตัวลอยไปตามกระแส หรือว่ายน้ำไปหาจุดหมาย มันเป็นทางเลือกที่เราทุกคนต้องตัดสินใจในวันใดวันหนึ่ง น้อยคนเหลือเกินที่จะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดอยู่ แต่นายลองนึกถึงการตัดสินใจอะไรก็ตามในชีวิตที่จะส่งผลต่ออนาคตของตัวเองดูนะ</p>



<p>แต่ว่าหากไม่มีเป้าหมาย แล้วจะว่ายไปทำไม นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามจริงไหม แน่นอนว่าการลอยไปตามกระแสอย่างมีความสุขย่อมดีกว่าการว่ายไปท่ามกลางความไม่แน่นอน แล้วมนุษย์จะพบเป้าหมายได้อย่างไร จะพบได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่การวิ่งไล่ที่สูญเปล่า จุดหมายที่ดูจะมีรสหวานเมื่อได้ลิ้มลองและดูจะไร้แก่นสารคือคำตอบ</p>



<p>ในอีกแง่หนึ่งชีวิตก็เหมือนโศกนาฏกรรมอยู่นะ เราเอาแต่พยายามทำความเข้าใจจุดหมายแทนที่จะทำความเข้าใจตัวเองเสียอีก แล้วก็ปล่อยให้มันเรียกร้องอะไรจากเราอยู่เรื่อยๆ จากนั้นเราก็ทำตามมัน ปรับตัวให้เข้ากับแนวคิดที่ไม่รู้ว่าถูกต้องจริงหรือเปล่า สมมติว่าในวัยเยาว์ นายบอกว่าอยากเป็นนักดับเพลิง ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่าตอนนี้นายคงไม่อยากเป็นนักดับเพลิงแล้ว ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะมุมมองของนายเปลี่ยนไป ไม่ใช่อาชีพนักดับเพลิงหรอกที่เปลี่ยน แต่เป็นตัวของนายเอง&nbsp;</p>



<p>มนุษย์ทุกคนคือผลรวมของปฏิกิริยาที่มีต่อประสบการณ์นั้น เมื่อประสบการณ์ที่นายพบต่างออกไปและเพิ่มพูนขึ้น นายก็กลายเป็นอีกคนหนึ่ง มุมมองของนายเปลี่ยนไป วนไปเช่นนี้ไม่สิ้นสุด มันจะไม่ดูโง่หรอกเหรอ หากเราพยายามปรับเปลี่ยนทั้งชีวิตให้ตรงกับข้อเรียกร้องจากความฝัน หรือจุดหมายที่เราตั้งใจ ทั้งมุมมองของเราก็เปลี่ยนไปทุกวัน แล้วจะหวังอะไรจากมันได้ นอกจากโรคประสาทเหมือนคนที่ควบม้าไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง&nbsp;</p>



<p>พูดให้สั้นที่สุด นายไม่ควรอุทิศชีวิตให้กับความฝันหรือการไปถึงจุดหมายที่ถูกตั้งไว้ล่วงหน้า แต่จงเลือกวิถีชีวิตที่รู้แน่ว่าจะมีความสุขกับมัน จุดหมายเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือการเคลื่อนไหวไปสู่มันมากกว่า&nbsp;</p>



<p>มันคุ้มหรือเปล่าที่จะทิ้งสิ่งที่มีอยู่เพื่อมองหาสิ่งที่ดีกว่า ผมไม่รู้ ใครจะตัดสินใจได้ หากไม่ใช่ตัวนายเอง แต่แค่นายตัดสินใจจะมองหาก็ก้าวไปได้ไกลมากแล้ว และหากผมไม่หยุดก็คงเขียนหนังสือได้เป็นเล่มเลย นี่เป็นวิธีการมองโลกของผมนะ ผมบังเอิญคิดว่ามันใช้ได้กับคนส่วนใหญ่ แต่นายอาจไม่คิดอย่างนั้น เราทุกคนต้องสร้างคติของตัวเอง</p>



<p>ส่วนไหนที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลก็ชี้ให้ผมเห็นได้อย่างเต็มที่เลย ผมแค่ต้องการบอกนายว่ามันไม่จำเป็นเลยที่เราจะจำนนต่อตัวเลือกที่ชีวิตยื่นให้อย่างที่เรากำลังเป็นอยู่ ยังมีตัวเลือกอีกมาก ไม่มีใครจำเป็นต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำไปตลอดชีวิต</p>



<p>แต่หากท้ายที่สุดชีวิตของนายลงเอยแบบนั้น ก็ขอให้นายโน้มน้าวตัวเองเสียว่านายจำเป็นต้องทำมัน นายจะไม่เดียวดายหรอก มีคนอีกมากมายอยู่เป็นเพื่อนนาย&nbsp;</p>



<p><strong>พอก่อนแล้วกันนะ จนกว่าผมจะได้ข่าวจากนายอีกครั้ง และผมก็ยังคงเป็น&nbsp;</strong></p>



<p><strong>เพื่อนของนาย&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ฮันเตอร์</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/hunter-s-thompson-gonzo-journalism/">ไม่มีสารเสพติดใดพาผมล่องลอยมากเท่าโต๊ะเขียน ฮันเตอร์ เอส. ทอมป์สัน นักเฉือนการเมืองด้วยต้นฉบับปั่นหัวบรรณาธิการ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 17 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[EXPERIENCES]]></category>
		<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Artist Talk]]></category>
		<category><![CDATA[artist talk]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185417</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เสื้อตัวโปรดเหรอ” “ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก” สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&#160; หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&#160; ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว “สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่” ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า ‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&#160; จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>“เสื้อตัวโปรดเหรอ”</strong></p>



<p><strong></strong><strong>“ใช่ นี่เพิ่งซื้อมาก็ใส่เลยนะ เห่อมาก”</strong></p>



<p>สเวตเตอร์สีเทาเขียนนำด้วย ‘TOKYO MELODY’ ขึ้นบรรทัดถัดไปด้วย ‘un film sur RYUICHI SAKAMOTO’ ริวอิจิคือศิลปินที่หนุ่มแว่นชื่นชอบเป็นพิเศษ เห็นได้จากโพสต์เฟซบุ๊กที่เขาลงสถานะชื่นชมเมื่อปี 2018 หลายครั้งติดต่อกันและในครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023&nbsp;</p>



<p>หนุ่มแว่นอาจจะรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ก็ได้ว่าความเป็นเขาก็มีคนชื่นชอบเป็นพิเศษเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p>ใช่เพราะรายชื่อผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสในประเทศไทยมีเขาเป็นหนึ่งในนั้น แต่เพราะเขายืนระยะในวงการภาพยนตร์มาร่วม 13 ปีแล้ว</p>



<p><strong>“สิ่งที่เราทำมันก็จะเลือกกลุ่มคนดูประมาณหนึ่ง ความหวังในฐานะคนทำเราก็คิดว่าคงจะมีกลุ่มคนดูจำนวนมากพอให้เราทำในสิ่งที่ถนัดไปได้เรื่อยๆ พูดแล้วมันเหมือนโอ้ย! อินดี้เนอะ แต่ว่าจริงๆ คนทุกคนก็คงต้องการสิ่งนี้เปล่าวะ เราก็อยากเป็นตัวของตัวเอง มีคนชอบในแบบที่เราเป็น นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ (หัวเราะ) ทำมา 13 ปี 9 เรื่องก็ยังมีคนให้ทำอยู่”</strong></p>



<p>ตัวเขาคงรู้ดีที่สุดว่านี่เป็นโชคหรือพรสวรรค์ เพราะเขาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์อันไม่ได้เข้าเค้าการทำภาพยนตร์เลย ทว่า <strong>‘เต๋อ &#8211; นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ </strong>ก็ได้กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวไปเสียแล้ว&nbsp;</p>



<p>จากภาพยนตร์ ‘Fast and Feel Love เร็วโหดเหมือนโกรธเธอ’ พ่วงเพลงประกอบ ‘เดี๋ยวจะทำตามความฝัน’ สู่<strong> ‘Human Resource พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’&nbsp;</strong></p>



<p>เต๋อตอบเองกับปากว่าภาพยนตร์ที่ทำเปลี่ยนไปตามนิสัยและวัยของตัวเอง เอ! เขายังติดอยู่ในลูปทุนนิยมอย่างออกไปตามทางฝันไม่ได้หรือเปล่านะ นี่ก็อายุจวนจะสี่สิบกลางแล้ว&nbsp;</p>



<p>เช่นนั้นขอมอบหน้าที่ให้ผู้อ่านเป็นคนพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ของเขาไว้ ณ ที่นี้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185426" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/01-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยึดมั่นใน KPI&nbsp;</strong></h2>



<p>ผลงานที่ผ่านมาของนายเต๋อออกฉายในโรงภาพยนตร์ชนิดปีเว้นปี กระแสตวัดหน้าขึ้นสูงเพราะลูกเล่นบทภาพยนตร์เฉพาะตัว เช่น ‘Mary is happy, Mary is happy.’ อันรวบรวมโควตนิยมในโซเชียลมีเดียมาใส่การสนทนาตลอดเรื่อง กับมวลบรรยากาศเงียบเชียบแทบจะไร้ดนตรีประกอบฉาก ทำให้ทุกครั้งที่ประโยคของตัวละครจบลง ผู้ชมต้องเผลอหยุดหายใจเพื่อคิดตาม&nbsp;</p>



<p>หรือภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ที่ดำเนินเรื่องด้วยกิจวัตรของหนุ่มฟรีแลนซ์คลั่งรับงานกระทั่งผื่นขึ้นคอลามลงแก้มก้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทว่าเขาก็ยังหามโน้ตบุ๊กแนบไปกับร่างกายคล้ายผีดิบเดินเข้าออกโรงพยาบาล และภาพยนตร์อื่นที่ไล่หลังมาติดๆ อย่างไม่เคยละทิ้งกลิ่นอายความเป็นตัวเอง จนใครต่อใครต่างก็ชี้นิ้วเมื่อโปสเตอร์เรื่องใหม่ถูกกางออกโดยไม่ทันเห็นชื่อผู้กำกับ “นี่มันหนังเต๋อ!”&nbsp;</p>



<p>เว้นเสียแต่ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ เรื่องล่าสุดของเขาที่กินระยะไปเกือบสามปีจึงทำให้อดถามหาสาเหตุไม่ได้</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’</strong> <strong>ทิ้งเวลาจากภาพยนตร์เก่านานกว่าปกติ</strong> <strong>เป็นเพราะคุณตั้งใจหายไปไหม</strong></p>



<p>ไม่ๆ (หัวเราะ) โดยปกติจะเว้นทำหนังปีเว้นปี จริงๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มันอีนุงตุงนังหน่อยก็เลยเว้นไปถึงสามปี</p>



<p><strong>คิดว่ากระแสในวงการภาพยนตร์ของคุณเป็นอย่างไร</strong></p>



<p>ก็เป็นปกติแบบที่ผ่านมา ภาพยนตร์ที่เราทำมันค่อนข้างเฉพาะกลุ่มที่จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ เป็นมาตั้งแต่เรื่องแรกแล้ว เป็นมาตลอดเลย แต่ในฐานะคนทำงานเราก็ทำเท่าที่ทำได้ เราไม่ใช่คนที่เดี๋ยวเรื่องต่อไปเราจะทำให้ทุกคนชอบ เราจะคิดแต่ว่าเราอยากเล่าเรื่องอะไร เล่าด้วยวิธีแบบไหน ตัวละครแบบไหน เราไม่ได้คิดว่าคนกำลังอยากดูอะไร ควรจะดูอะไร หรือเขาสนใจอะไรอยู่</p>



<p><strong>คนเขาบอกไหมว่าไม่ชอบอะไรในภาพยนตร์ของเรา</strong></p>



<p>เขาอาจจะไม่ชอบสไตล์ เรื่อง หรือตัวละคร จริงๆ เราไม่ได้ติที่เขาจะไม่ชอบ แต่เวลาเราไม่ชอบอะไรสักอย่าง เราแค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราเฉยๆ แต่จะไม่แบบเฮ้ย! ทำไมน้องไม่ทำแบบนี้วะ ทำไมน้องไม่เปลี่ยนวิธี มันก็แค่ไม่ใช่ทางเราเฉยๆ ยุคนี้ชอยส์ให้เลือกสิ่งที่ชอบมันมีมหาศาลมากเลย ถ้าไม่ชอบเรื่องนี้ก็ไปดูเรื่องอื่น ส่วนตัวเราจะมองเป็นค่ากลางมากกว่าไม่ถึงกับขั้นคอขาดบาดตาย ค่อนข้าง Feel Free กับมันเลย&nbsp;&nbsp;</p>



<p><strong>คุณรับมืออย่างไรกับคอมเมนต์เหล่านั้น</strong></p>



<p>จริงๆ เราก็รับมือมาตลอด 13 ปีที่ทำหนังมาเลยนะ ยกตัวอย่างเรื่อง Mary is happy ที่มันบูมขึ้นมาแล้วมีคนไม่ชอบ เป็นไปตามยุคสมัยที่จะมันขึ้นเรื่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่เราจะเอ! นี่เป็นความคิดเห็นที่ต้องเทคไหมนะ มันก้ำกึ่งระหว่างว่าเราควรจะปรับตามเขาไหม เราคงไว้ได้ไหม ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า หรือควรจะฟังเขาบ้าง เราว่ามันเกิดกับคนสร้างสรรค์ทุกคนเลย แล้วทุกคนก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับจิตใจตัวเองเพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นคนส่งงานออกสู่สาธารณะ ยิ่งโตเราก็ยิ่งพบว่าการแยกแยะคอมเมนต์ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปะนะ ยิ่งแยกได้มากขึ้นก็จะยิ่งจัดการได้มากขึ้น&nbsp;</p>



<p>ยุคเราอินเทอร์เน็ตมันยังไม่ยากขนาดนี้ ยุคนี้อาจจะยากกว่านิดหน่อย แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้วิธีที่จะดีลกับคอมเมนต์เหล่านี้ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลานะ เราอาจจะอยู่กับมันได้มากขึ้น ใช้คำว่าอยู่กับมันก็ไม่เชิง เรียกว่าเป็นธรรมชาติของมันดีกว่า เพราะเราและคนอื่นไม่มีวันรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำวันนี้แล้วมันไม่เวิร์ก จริงๆ มันอาจจะกำลังเดินทางอยู่ก็ได้ มันกำลังพัฒนาจนกว่าจะไปถึงจุดที่เวิร์ก ซึ่งถ้าเราไม่ะัฒนาแล้วให้จบ ก็ไม่มีทางรู้ว่าเวิร์กไหม เผอิญเราเป็นคนดื้อนิดหน่อย เราอยากพัฒนาไปจนกว่าจะถึงจุดที่มันสิ้นสุดลงว่าแม่งไม่เวิร์กจริงด้วย ก็ให้จบไปแล้วกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185427" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/02-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คิดว่าภาพยนตร์ที่ทำมา เปลี่ยนไปตามนิสัยของคุณไหม</strong></p>



<p>ก็ใช่นะ ดูจะเปลี่ยนไปตามวัย สมมติสิบปีที่แล้วก็จะเป็นคำถามแบบวัยรุ่นหน่อยว่าความทรงจำเราจะอยู่ได้ไหม ในเมื่อไม่มีกล้องถ่ายรูปแล้ว หรือตัวเราเองที่ปัจจุบันนั่งดูหนังรักวัยรุ่นก็จะไม่ค่อยอินแล้ว คือกูผ่านมาหมดแล้ว (หัวเราะ) เราจะชอบหนังรักที่โตขึ้น สัมพันธ์กับความเป็นจริง โรแมนติกน้อยกว่านั้น หนังแต่ละเรื่องที่ทำมันบันทึกความคิด ความอ่านของเรา ณ ขณะนั้น เราไม่ได้ทำหนังตามโจทย์ เราทำตามคำถามที่ตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะหันไปทำหนังที่ไม่ถนัด</p>



<p><strong>สารตั้งต้นของภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คืออะไร</strong></p>



<p>เราทำหนัง ‘Die Tomorrow’ เกี่ยวกับความตายไปแล้ว ด้วยวัยที่เติบโตขึ้นด้วยทำให้พลิกมาเป็นขั้วตรงข้ามเรื่องการเกิดคือ ‘Human Resource’ คำถามที่ว่าอยากมีลูกไหมไม่ได้มาในวัย 40 ปีหรอก อาจจะมาก่อนหน้านั้นด้วย อย่างตอนเขียนบทจะทำให้เราได้ฟังความคิดคนเยอะมาก ทุกคนจะมีเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมถึงอยากมีลูกหรือไม่อยากมี ข้อสรุปก็ยังหาไม่ได้นะ&nbsp;</p>



<p>หนังเรื่องนี้มันเลยกลายเป็นคำถามที่ทำให้คนกลับไปคิดต่อมากกว่า แต่เราไม่ได้จบที่ถามตัวเองว่าอยากมีไหม เราคิดไปถึงเรื่องการเกิดเลย เราเกิดมาบนโลกใบนี้ แล้วเรามาทำอะไรกันวะ ชีวิตเราเนื้อแท้มันคืออะไร เนี่ย! แค่เรื่องการเกิดมันก็สัมพันธ์กับการเมือง เศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเรื่อง ‘Human Resource’ ให้คนคิดถึงชีวิตที่เรามีอยู่&nbsp;</p>



<p>เพราะพล็อตเรื่องคือผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังท้อง คล้ายๆ กับเขาจะพาพนักงานใหม่เข้ามาในบริษัทที่ชื่อโลก ขณะเดียวกันเขาก็เป็น HR หน้าที่ปกติก็ต้องทัดทานคนเข้ามาอยู่ใหม่ในบริษัท หนังจะเล่าทั้งสองเรื่องขนานกันไปด้วยลักษณะที่คล้ายกัน ถามว่าทำไมต้องเป็น HR ก็เพราะนางเอกมีความลังเลว่าจะพาลูกมาเกิดหรือเปล่า เขาก็หยิบคำถามนี้เข้ามาในชีวิตประจำวันของตัวเอง</p>



<p>ทั้ง HR เป็นเหมือนคนกลางระหว่างคนนอกกับคนที่จะเข้ามาทำงาน เขาจะเป็นคนที่เห็นโลกรอบๆ ครบทุกด้าน ซึ่งยิ่งเห็นมากเท่าไรก็จะยิ่งคิดเยอะ เกิดคำถามเยอะขึ้นมากเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ทนแรงกดดันได้สูง</strong></h2>



<p><strong></strong>เมื่อลงแรงไปกับอาชีพใดอาชีพหนึ่งย่อมหมายความว่าเรามีทักษะด้านนั้นพอสมควร (?)&nbsp;</p>



<p>พนักงานหลายคนอาจเริ่มต้นจากศูนย์ถึงหนึ่งด้วยการส่งผลงานจำนวนหยิบมือยื่นสมัคร บริษัทที่รักในการทดลองและฝึกปรือมากกว่าความช่ำชองยื่นโอกาสให้ ต่างฝ่ายจับมือพูดคติ “เราอยู่กันแบบครอบครัว” แม้ไม่รู้ว่าเมื่อร่วมเป็นสมาชิกแล้ว บทบาทที่ได้รับจะสำคัญต่อแผนผังต้นไม้ขนาดไหน แต่สัญชาตญาณกระตุกให้ทราบว่าตราบใดที่อยู่ในสถานะระยะทดลองงาน ย่อมถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ&nbsp;</p>



<p>กระทั่งฝึกปรือตนจนเรียกได้ว่ามีทักษะอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ทว่าเมื่อเกิดโปรเจกต์ใหม่ขึ้น อย่างไรเสียก็ยังถูกนับว่าเป็นตัวอ่อนเสมอ เช่นกันกับนายเต๋อที่อยู่ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์มากกว่าสิบเรื่องดังมือฉมัง เขาน้อมรับว่าทุกกระบวนการในภาพยนตร์ล่าสุดนั้นยากจนต้องเอ๊ะ&nbsp;</p>



<p>เพราะศัพท์คำว่า ‘ใหม่’ ย่อมพ่วงมากับ ‘การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด’&nbsp;</p>



<p>แต่วันหนึ่งตัวอ่อนจะเติบใหญ่ได้แน่ หากทนแรงกดดันระหว่างทางได้สูงจริงไหม</p>



<p><strong>ภาพยนตร์ ‘Human Resource’ มีความข้องเกี่ยวกับภาพยนตร์ ‘ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ’ ไหม</strong></p>



<p>ไม่เชิง มันก็ยังพูดถึงเรื่องชีวิตและการทำงาน แต่ฟรีแลนซ์มันคือสิบปีที่แล้ว เราจะมองโลกการทำงานในท่าทีที่สนุกว่านี้ ไม่ตึงขนาดนี้ แต่เมื่อเราโตขึ้นแล้ว วิธีมองโลกการทำงานก็เปลี่ยนไป อีกอย่างคือตอนนี้มันตึงมาก คนเริ่มตั้งคำถามกับระบบการทำงานมากขึ้น เพราะตอนที่ทำฟรีแลนซ์นี่คือไม่มีคำว่า Work-life balance เป็นศูนย์เลย ยังคิดอยู่เลยว่าตั้งชื่อเรื่องว่าฟรีแลนซ์ได้ไหมวะ ยังเป็นอะไรที่ใหม่มากว่าเราไม่ต้องทำงานประจำก็ได้นะ ออกมารับงานด้วยตัวเองโดยที่คนไม่รู้เงื่อนไขของมันว่าฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการนะ มันใหม่ซะจนเป็นหนังได้เลย ค่อนข้างแตกต่างกับเรื่อง ‘Human Resources’&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-185428" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/03-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>คุณทำการรีเสิร์ชอย่างไร</strong></p>



<p>สมมติคุยกับคุณพ่อคุณแม่ มันจะมีเรื่องที่อยู่เหนือการอธิบายแบบไม่ใช่เหตุผลนะว่าทำไมถึงอยากมีลูก เขาก็ตอบแค่อยากมี (หัวเราะ) ที่น่าสนใจคือคนที่มีลูกไปแล้ว บางทีเขาก็มีความกลัว ความกังวล แต่เขาพูดไม่ได้ เพราะเขาเป็นแม่ไปแล้ว คือคุณทำอะไรต้องห้ามลังเล มันเป็นความสมัครใจที่คุณเลือกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราเลือกอะไรบางอย่างแล้วจะไม่กลัว สมมติเราอยากทำงานนี้มานาน เกิดวันหนึ่งได้ทำก็ใช่ว่าจะไม่กลัว เราคงคิดว่าจะทำได้หรือเปล่า&nbsp;</p>



<p><strong>ระหว่างเขียนบทมีอะไรที่เปลี่ยนมุมมองคุณไปเลยไหม</strong></p>



<p>เราพบว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่ได้มีคำตอบว่ะ ปกติเวลาเขียนบทแล้วตัวละครเกิดปัญหา เราก็ต้องมีวิธีแก้ให้เขาไปต่อ แต่เรากลับหามันไม่เจอ คือมีคำถามแต่ไม่แน่ใจในคำตอบ อาจจะเกเรกับการทำหนังนิดหน่อยนะ เพราะคนดูจะคุ้นชินกับการทำหนังแล้วมีทางออกให้ตัวละคร เราพยายามบอกว่าหนังเรื่องนี้มันคือคำถาม คำตอบมันอยู่ที่มึงว่ะ ถ้ามาดูกับเพื่อนแล้วต้องลองไปคุยกันนะ ไม่งั้นไม่ได้คำตอบ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ ที่เราตอบคำถามให้กับหนัง เรากลับไปดูแล้วก็รู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดนะ แต่ชีวิตมันก็คงประมาณนี้&nbsp;</p>



<p><strong>คุณตบตีกับตัวเองเรื่องอะไรมากที่สุดระหว่างทำภาพยนตร์</strong></p>



<p>จริงๆ การทำหนังแล้วมีวิธีให้ออกมา Happy หรือ Bad มันค่อนข้างง่ายเลย แต่เรื่องนี้เหมือนเราเล่นอีกท่าหนึ่ง คุณต้องทำให้บาลันซ์ว่ามีคำถามนะ แล้วก็ต้องสร้างพื้นที่ให้มากพอเพื่อคนดูเขาจะได้แสดงความคิดเห็น เหมือนสร้างบรรยากาศแบบควันขึ้นมา ฟีลว่าบรรยากาศแบบนี้ พี่ว่าอย่างไรครับ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>ความกังวลในชีวิตมันเป็นควันสำหรับเราจริงๆ ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูเกิดความรู้สึกเหล่านี้ในตัวเองด้วย นึกภาพคนออกจากโรงก็อาจจะเหม่อว่าเอ๊ะ! ที่ออกมานี่วิญญาณหรือร่างกายนะ บอกตรงๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือคำถามและพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้คนได้คิด เวลาฉายขึ้นจอก็จะเฟรมให้คนดูได้เห็นว่าคุณอาจจะเคยอยู่ในห้องประชุมแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ แต่คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นคุณเป็นอย่างไร อาจจะพบคำตอบขึ้นมาก็ได้นะ แค่ตอนนั้นไม่มีเวลาที่มองมันจริงๆ&nbsp;</p>



<p><strong>กระบวนการไหนในการทำภาพยนตร์เรื่องนี้ยากที่สุดสำหรับคุณ</strong></p>



<p>มันยากทุกกระบวนการเลย ถ้าเป็นการเขียนบทเราจะเอ๊ะกับตัวเองว่ามันได้หรือเปล่า แต่ก็ต้องเขียนไปก่อน ตอนดูฟุตเทจก็ต้องดูใหม่ทั้งหมด เราดูว่าหนังมันควรถูกพรีเซนต์ออกไปอย่างไร กูตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่ นอกจากเราจะมีธงในใจมาก่อนเลยว่ากูอยากพูดเรื่องนี้ แต่กับเรื่องนี้คือเราเก็บๆ ไว้ก่อน เพราะคำถามตั้งต้นมันยากพอสมควร ถ้าไม่ใช่เราก็ต้องกล้าที่จะรื้อใหม่เหมือนเล่นเลโก้ ที่เคยคิดว่าจะเป็นตอนจบก็เอามาอยู่ข้างหน้า มันสับไปสับมาได้ถึงขั้นนั้นเลย</p>



<p><strong>คุณวางรูปแบบการถ่ายไว้อย่างไร</strong></p>



<p>เราวางเฟรมที่ 3:2 เหมือนเรื่อง ‘How to ทิ้ง’ แต่ก็เป็นเฟรมประเภทที่โฟกัสคนมากกว่าฉากหลัง โฟกัสถึงความอึดอัดที่เขามีในห้องประชุม ในบ้าน เราต้องถ่ายให้ติดเรื่องในใจเขา เพราะตัวละครไม่ได้มีบทพูดอะไรกันมากทำให้ต้องบันทึก Facial Expression หรือการที่ดวงตาขยับนิดหน่อย หนังมันค่อนข้างต้องใช้เวลาเลย เหมือนดูภาพที่พิพิธภัณฑ์จนได้เห็นรายละเอียด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185429" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/04-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ในพาร์ตของ Art Direction วางไว้อย่างไร</strong></p>



<p>วางไว้ให้มันมีความบลูส์หน่อย ปกติหนังไทยเราจะใช้สีสันสดใส แต่ในเมืองที่เราถ่ายทอดออกมา เรารู้สึกถึงความยะเยือก อย่างออฟฟิศที่เหมือนไม่มีคนอยู่ จริงๆ มีนะ สถานที่ที่เราไปถ่ายเป็นออฟฟิศแบ่งให้เช่า สัดส่วนแคบๆ เงียบมากเลย มีคนทำงานอยู่สองสามคน ที่เหลือเป็นเสียงแอร์ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>บรรยากาศบางอย่างเซตอัปขึ้นมายากมาก เราพยายามไม่ทำอะไรให้มันแฟนซีซึ่งขัดกับปกติของเรามากเลยที่จะหาสถานที่ได้ตามใจ แต่ครั้งนี้เราไม่ได้เป็นคนกำหนด สถานที่เป็นคนกำหนดเรา อยู่ที่จะถ่ายอย่างไรให้ยังมีความสวยงามในภาพยนตร์ ส่วนตัวค่อนข้างมั่นใจว่าหนังเรื่องนี้บันทึกตรอกซอกซอยและถนนของกรุงเทพไว้มากที่สุดแล้ว อีกอย่างที่มากกว่าความสวยงามของ Art Direction ก็คือเรื่องบรรยากาศ คนอาจจะไม่ค่อยรู้ตัวว่าซอยที่เราอยู่ก็มีผลต่อการกำหนดทิศทางชีวิตเราเหมือนกัน&nbsp;</p>



<p><strong>หลังจากภาพยนตร์ตัดต่อเสร็จสมบูรณ์ คุณดูแล้วรู้สึกอย่างไร</strong></p>



<p>รู้สึกว่าน่าจะได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะอีกครึ่งหนึ่งมันก็อยู่ที่คนดู เราคิดแค่ว่าคำถามที่อยากถามครบถ้วนหรือยัง ปกติจะต้องเป็นเชิงว่าดูแล้วซึ้งไหมครับ ตลกหรือเปล่า แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เลย เหมือนเราจัดแสดงนิทรรศการ คอยดูว่าตำแหน่งที่จัดวางโอเคหรือยัง จริงๆ ก็อยากให้มีคนมาดูเยอะๆ นะ ถ้าเกิดว่าเจอคนดูที่ถูกกลุ่ม เขาอาจจะทำให้คนที่ไม่อยากดูรู้สึกอยากดูมากขึ้นก็ได้ด้วยประสบการณ์ที่เขาได้รับ&nbsp;</p>



<p><strong></strong><strong>ภาพยนตร์เป็นไปอย่างที่เราคิดไหมหรือมันบียอนด์ไปมากกว่านั้นอีก</strong></p>



<p>ก็คงจะรู้ได้เมื่อหนังถูกฉาย อย่างที่ปล่อยเทรลเลอร์ออกไปก็เริ่มมีกระแสตอบรับ มันทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว การที่เขาหยิบประเด็นจากช็อตเดียวมาพูดคุยกัน เกิดความเห็นที่มากมาย เราว่ามันกระเด็นออกมาข้างนอกแล้ว&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ยินดีต้อนรับพนักงานใหม่สู่โลกการทำงาน</strong></h2>



<p>รู้ไหมตัวอ่อนที่เปรียบดังพนักงานใหม่จะต้องเจออะไร (?)</p>



<p>โลกใบใหม่ ชีวิตใหม่ วิถีใหม่ คำถามใหม่&nbsp;</p>



<p>เราจะผิวปากหลังจากใบปริญญาออกเพื่อต้อนรับอนาคตอันใกล้ที่เขาว่ากันว่ามันจะสดใสและสุขสบาย ทั้งที่เขาเหล่านั้นกำลังพูดอวยพรด้วยสีหน้าอิดโรย ทั้งรอยย่นบนหน้าผากมากกว่าสิบเส้น เส้นเลือดบวมปูดประปรายตามน่องขา ถุงใต้ตาม่วงเขียว ไหล่ห่อไม่ผ่าเผย หรือนี่คือความสดใสและสุขสบายฉบับใหม่&nbsp;</p>



<p>เดี๋ยวก็รู้คำตอบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185430" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/05-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>จากที่คุณบอกว่าโลกการทำงานในปัจจุบันตึงขึ้นเป็นเพราะคุณไปเจออะไรมา</strong></p>



<p>เราอาจจะไม่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อน แต่จริงๆ ก็ไม่เกี่ยวกับพนักงานประจำหรอก เราคิดว่าความรู้สึกมันอาจไม่ได้ต่างกันมาก แค่ออกมาคนละรูปแบบ ฟรีแลนซ์อาจจะเครียดกว่างานประจำด้วยซ้ำ เหมือนเราตกงานตลอดเวลา ทันทีที่ส่งงานเสร็จคือตกงานเลย คอยสมัครงานใหม่เรื่อยๆ ขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำโฆษณา ต้องทำงานกับบริษัท คุณก็จะเห็นวิธีคิดอีกแบบ มีความทุกข์กันคนละแบบ</p>



<p>เราว่าเกี่ยวกับปรัชญาการทำงานมากกว่า เช่น เฮ้ย! คุณอย่าลืมพัฒนาตัวเองนะ เดี๋ยวตกขบวน หรือกูจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างเลยไหมวะ หรือไม่เรียนรู้ก็ได้ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แต่คุณก็จะรู้สึกอยู่ดีว่าวันที่คุณไม่เรียน ไอ้นั่นก็อาจจะเรียนอยู่ แล้วคุณก็ตกขบวนอยู่ดี&nbsp;</p>



<p>มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการทำงาน ระบบทุนนิยมที่ทำให้คนต้องวิ่งตลอดเวลา ซึ่งเราว่าตอนนี้หนักกว่าสิบปีที่แล้วมากๆ เลย อย่างเฮ้ย! น้องทำสิ่งนี้เป็นหรือยัง ถ้ายังทำไม่เป็นไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่คนนั้นเขาทำเป็นก็จ้างพี่เขา แล้วน้องก็ออกไป หรืออยู่ดีๆ ก็ต้องเกษียณก่อน 30 ปี เราจะได้ยินเรื่องพวกนี้กันอยู่ตลอดเวลาแบบกระหน่ำสุดๆ&nbsp;</p>



<p>อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญคือความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยถูกถ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าคุณไม่ทำในสิ่งที่เขาบอก คุณจะไม่มีวันมีชีวิตที่ดีได้เลย คุณอาจจะต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะแม่งไม่มีชอยส์ มีงานที่ทำแล้วได้เงินกับงานที่ทำแล้วไม่ได้เงินเลย เราว่าทางถูกปิดลงเรื่อยๆ เข้มข้นขึ้น ทำงานไม่เร็วพอก็จะใช้เอไอ ถ้าเอไอมันเร็วกว่าคุณก็ตกงาน โห! ทุกวันนี้ยังเร็วไม่พออีกเหรอ มันเป็นเรื่องของระบบและวัฒนธรรมที่ทุกคนจะรู้สึกเหนื่อยขึ้นอัตโนมัติ&nbsp;</p>



<p><strong>ถ้าต้องไปเป็นพนักงานประจำ คุณอยากทำงานอะไร</strong></p>



<p>ทำอะไรเหรอ ทำ a day (หัวเราะ) เราคิดว่าถ้าไม่ได้ทำหนังก็คงจะเขียนอะไรสักอย่าง เป็นแอดมินเพจ&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อคุณเจอคำถามเบสิกของ HR คือทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน คุณจะตอบว่าอะไร</strong></p>



<p>เซอร์มาก (เต๋อถอนหายใจ) คำถามง่ายมากแต่เราไม่เคยตอบเลย กูจะตอบว่าอะไรดีวะ ตอบยากเพราะงานส่วนใหญ่ที่เขาโทรมาคือเหมือนเราได้เข้าทำงานแล้ว&nbsp;</p>



<p>ก็เพราะว่างานทุกอย่างที่เราทำมามันบอกทุกอย่างที่เราทำได้แล้ว ลองดูจากงานที่เราทำก่อนค่อยคิดว่ามันเหมาะสมกับสิ่งที่พี่ต้องการหรือเปล่า แม่ง! ไม่ได้งานแน่เลย (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p><strong>ในทางกลับกัน หากคุณเป็น HR จะรับคนแบบไหนเข้ามาทำงานด้วย</strong></p>



<p>อาชีพผู้กำกับก็เหมือนเป็น HR อยู่ตลอดเวลานะ เพราะเราต้องเลือกคนเข้ามาแสดง จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ความเก่งก็เรื่องหนึ่ง แต่เราชอบเลือกคนที่เข้ากันได้มากกว่า มายด์เซตคล้ายกัน บีตใกล้เคียงกัน ความเก่งหรือทักษะค่อยพัฒนาได้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับระหว่างทางมากเป็นพิเศษ เพราะหนังเรื่องหนึ่งใช้เวลาเป็นปีเลย มันจะเห็นกันตอนมีปัญหานะว่าเราแก้ด้วยกันได้ไหม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>บทชีวิตโดยนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์</strong></h2>



<p><strong></strong>นายเต๋อนั่งกลางเบาะที่นั่งแดงเลือดหมูในโรงภาพยนตร์ที่จอไม่ฉาย ไฟเหลืองส่องเรื่อลงกลางกบาลเขา อุณหภูมิเย็นเฉียบอย่างที่ผู้ร่วมเบาะไม่รู้มาก่อนจนต้องกระชับเสื้อแนบกาย แต่ดูเหมือนหนุ่มแว่นจะรู้ สเวตเตอร์สีเทาและกางเกงขายาวปิดรองเท้าถึงได้คลุมร่างเขาอยู่&nbsp;</p>



<p>นัยน์ตามองเผินๆ ผ่านกรอบนั้นคล้ายจะว่างเปล่า อันต้องจดจ้องลึกเข้าไปจึงจะเห็นร่องรอยประสบการณ์ที่ผันผ่าน ทั้งความคิดแตกฉานที่ยังคงแผ่กิ่งก้านออกไปได้อีก&nbsp;</p>



<p>อาจเพราะเขาไม่เคยหยุดตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ หรืออาจไม่เคยหาคำตอบได้กับความเป็นมนุษย์ มันถึงกลายเป็นบ่อเกิดภาพยนตร์ทั้งหมดของนายเต๋อที่ชวนให้เห็นความเป็นมนุษย์&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="684" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-185431" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-1024x684.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-768x513.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-600x401.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/06-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>ภาพยนตร์ที่ผ่านมารวมถึงเรื่องนี้ก็ยังสอดแทรกการทำงานเข้ามาอยู่ มันเป็นเพราะคุณยังหลุดออกจากลูปการทำงานไม่ได้หรือเปล่า</strong></p>



<p>การทำงานมันอยู่คู่กับเราทุกวันเลย เป็นเพื่อนที่ติดตัวเรามา เราเป็นคนที่คิดกับเรื่องนี้เยอะมาก พยายามจะหาที่ทางเหมาะสมเพื่อจะอยู่กับมันได้ วนเวียนกับคำถามที่ว่าจะอยู่กับมันได้อย่างไร หนังแต่ละเรื่องของเรามักจะมาจากชีวิตหรือการทำงาน ขณะทำก็พยายามค้นหาคำตอบไปด้วย เมื่อหนังจบก็จะได้คำตอบบางอย่างที่บางครั้งก็เปลี่ยนวิธีและพฤติกรรมเราไปเลย&nbsp;</p>



<p>อย่างเรื่อง ‘ฟรีแลนซ์’ เราก็ตั้งใจว่าจะไม่รับงานมากขนาดนี้อีกแล้ว หรือเรื่อง ‘Die Tomorrow’ เป็นการกลับไปคิดเรื่องเบสิกที่สุดของชีวิตคือความตาย คนมักจะบอกว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ควรพูดถึง แต่เรากลับรู้สึกว่าทำไมถึงคุยเรื่องนี้ไม่ได้ในเมื่อมันอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด สุดท้ายเราก็แค่เข้าใจว่าความตายเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ เราควรจะใช้ชีวิตในวันนี้และตอนนี้ให้ดี ยังคิดอยู่เลยว่าทำหนังเรื่องนี้แม่งคุ้มว่ะ มันทำให้ชีวิตจริงเราดีขึ้น เราหวังว่าสิ่งที่เราทำไปจะทำให้คนดูได้รับสิ่งนี้เหมือนกัน</p>



<p><strong>คุณมองความเป็นมนุษย์ว่าอย่างไร</strong></p>



<p>เรามองมนุษย์เหมือนสัตว์ตัวหนึ่งนะ แต่คนชอบคิดว่าพวกเรานี่แม่งสุดยอดไปเลย จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากสัตว์อื่น เพราะเราคิดว่าเราสุดยอดเนี่ยมันจึงนำมาซึ่งปัญหา (หัวเราะ) อย่างเจอภัยธรรมชาติก็ยังแก้ไม่ได้ เจอเรื่องในใจก็ยังเป็นทุกข์อยู่ เราติดกับดักความเก่งว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ควรจะทำให้ได้สิ</p>



<p>ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ จากการทำหนังแต่ละเรื่อง บางครั้งเราได้พบว่าคนเราอ่อนแอมากเลย เราอยากเอาชนะให้ได้แต่เราก็ไม่ได้ชนะทุกเรื่อง อย่าง ‘Human Resource’ ก็ตั้งคำถามว่าถ้าจะให้คนเกิดมา คุณอยากให้เขาเกิดมาทำไม หรือแม้กระทั่งว่าเราเกิดมาทำไมจะถูกตั้งขึ้นอัตโนมัติ</p>



<p><strong>การทำภาพยนตร์ ‘Human Resource’ คุณได้คำตอบให้ตัวเองไหมว่าเกิดมาทำไม</strong></p>



<p>ตอบยากนะ สมมติเรามีคำตอบหนึ่ง เราก็ดันไม่แน่ใจว่านี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดหรือเปล่า เพราะนอกจากมันจะสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ การเมือง ก็ลามไปความเชื่อ ศาสนาอีก เราเขียนสคริปต์แล้วพยายามเขียนคำตอบลงไปก็จะกลับมาคุยกับตัวเองว่าเหรอวะ</p>



<p><strong>หลังภาพยนตร์ฉายวันแรก คุณจะโพสต์เฟซบุ๊กว่าอะไร</strong></p>



<p>ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงบอกว่าเข้าแล้วนะครับ แต่เรื่องนี้คงโพสต์จากสิ่งที่คนคิดเห็นกันมากกว่า เช่น คุณเห็นซอยหรือออฟฟิศแบบที่เราเห็นไหม คุณคิดอย่างไรกับการทำงาน 6 วัน เราว่ามันน่าดิสคัสกัน ขออย่างเดียวคุยกันดีๆ นะ (หัวเราะ)&nbsp;</p>



<p>นายเต๋อสาธยายความเป็นตัวเองมาจนแทบหมดเปลือกแล้ว คุณจะรับเขาเข้าร่วมงานด้วยหรือเปล่า แต่หากเงื่อนไขบริษัทคือต้องทำงานหกวันต่ออาทิตย์ แน่นอนว่าคุณจะเสียพนักงานศักยภาพล้นเหลือไปหนึ่งคน เพราะเขาผันผ่านการเป็นฟรีแลนซ์มาแล้ว ทั้งบอกกับตัวเองว่าจะไม่บ้างานจนร่างกายผุกร่อนถึงขั้นนั้นอีกแล้ว&nbsp;</p>



<p>ไม่เป็นไร หากคุณไม่รับเขาไว้พิจารณา เราเชื่อว่าเดี๋ยวเขาก็จะปูทางใหม่เพื่อไปตามทางฝันของตัวเองต่ออยู่ดี อย่าลืมกาปฏิทินสำหรับภาพยนตร์ ‘Human Resource’ ที่จะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ในวันที่ 29 มกราคม</p>



<p>หวังให้คุณค้นพบสถานที่ทำงานอันประจวบเหมาะในโลกทุนนิยมเส็งเคร็ง&nbsp;</p>



<p>หากไม่อาจหาพบแต่คุณยังมีชีวิตรอดไปได้อีกหนึ่งวันก็นับว่าดีมากแล้ว</p>



<p>ยินดีต้อนและยินดีรับพนักงานทุกท่านสู่วังวนไม่สิ้นสุด</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/ter-nawapol-human-resource/">ภาพยนตร์เพื่อพนักงานใหม่ ‘Human Resource’ โดย ‘เต๋อ &#8211; นวพล’ ขอผู้ชมโปรดรับไว้พิจารณา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความหมายของการมีลมหายใจ และถ้อยคำสุดท้ายจาก 20 ผู้สร้างประวัติศาสตร์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/last-words-of-great-historical-figures/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185361</guid>

					<description><![CDATA[<p>คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าก่อนลมหายใจสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จะหมดลง พวกเขาคิดอะไรกันอยู่ คำพูดของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความอาลัย ความหวัง หรืออารมณ์ขันนะ คำตอบก็คือทุกอย่างนั้นปะปนกัน และบางประโยคก็ยังตราตรึงผู้คนมาจนถึงวันนี้&#160; จาก ‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’ ถึง ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ แม้ว่าก่อนหน้าพวกเขาจะสร้างอะไรไว้มากมายให้แก่โลก แต่เมื่อถึงคราวไร้เรี่ยวแรงกลับเอ่ยออกมาได้ไม่กี่ถ้อยคำ นี่คือ 20 ถ้อยคำสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ The sadness will last forever. ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป ‘มารี อ็องตัวแน็ต’&#160; พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางเป็นราชินีองค์สุดท้ายของประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเกิดการปฏิวัติขึ้น ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระนางต้องเผชิญทั้งข้อกล่าวหาร้ายแรง และคำวิพากษ์วิจารณ์นับไม่ถ้วน หลายต่อหลายคนเชื่อว่าพระนางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศัตรูของชาติ แถมยังถูกขนานนามใหม่จาก ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ เป็น ‘มาดามเดฟิซิต’ จากการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางวิกฤติการเงินที่กำลังคุกคามประเทศ ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1793 ขณะกำลังก้าวขึ้นแท่นประหาร พระนางเผลอไปเหยียบเท้าของเพชฌฆาตโดยไม่ได้ตั้งใจ และถ้อยคำสุดท้ายก่อนใบมีดกิโยตินจะตกลงมา &#8220;Pardon me, sir. I did not do [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/last-words-of-great-historical-figures/">ความหมายของการมีลมหายใจ และถ้อยคำสุดท้ายจาก 20 ผู้สร้างประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าก่อนลมหายใจสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จะหมดลง พวกเขาคิดอะไรกันอยู่ คำพูดของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความอาลัย ความหวัง หรืออารมณ์ขันนะ คำตอบก็คือทุกอย่างนั้นปะปนกัน และบางประโยคก็ยังตราตรึงผู้คนมาจนถึงวันนี้&nbsp;</p>



<p>จาก <strong>‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’ </strong>ถึง <strong>‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’</strong> แม้ว่าก่อนหน้าพวกเขาจะสร้างอะไรไว้มากมายให้แก่โลก แต่เมื่อถึงคราวไร้เรี่ยวแรงกลับเอ่ยออกมาได้ไม่กี่ถ้อยคำ นี่คือ 20 ถ้อยคำสุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>The sadness will last forever.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185364" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-4.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘มารี อ็องตัวแน็ต’&nbsp;</strong></p>



<p>พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางเป็นราชินีองค์สุดท้ายของประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเกิดการปฏิวัติขึ้น ตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระนางต้องเผชิญทั้งข้อกล่าวหาร้ายแรง และคำวิพากษ์วิจารณ์นับไม่ถ้วน หลายต่อหลายคนเชื่อว่าพระนางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศัตรูของชาติ แถมยังถูกขนานนามใหม่จาก ‘มารี อ็องตัวแน็ต’ เป็น ‘มาดามเดฟิซิต’ จากการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางวิกฤติการเงินที่กำลังคุกคามประเทศ</p>



<p>ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ.1793 ขณะกำลังก้าวขึ้นแท่นประหาร พระนางเผลอไปเหยียบเท้าของเพชฌฆาตโดยไม่ได้ตั้งใจ และถ้อยคำสุดท้ายก่อนใบมีดกิโยตินจะตกลงมา</p>



<p><strong>&#8220;Pardon me, sir. I did not do it on purpose.&#8221;</strong></p>



<p><strong>ขอโทษด้วยนะท่าน ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ</strong></p>



<p><strong>‘เลโอนาร์โด ดา วินชี’&nbsp;</strong></p>



<p>ในฐานะศิลปินแห่งยุคเรเนซองส์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่ง แทบจะไม่มีใครบนโลกที่ไม่รู้จักชื่อของชายหนุ่มผู้นี้ ผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานอย่างภาพโมนาลิซาและอาหารมื้อสุดท้าย อันเป็นภาพที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทว่าภายใต้ความยิ่งใหญ่เหล่านั้น เลโอนาร์โดคือผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่รักในความไม่สมบูรณ์แบบเป็นที่สุด เขาไม่เคยพึงพอใจกับผลงานของตัวเองอย่างแท้จริงเลย กระทั่งในวินาทีสุดท้ายของชีวิตบนเตียงมรณกรรม ความรู้สึกนั้นก็ยังไม่เลือนหายไปอยู่ดี ทำให้ถ้อยคำสุดท้ายของเขาช่างสะท้อนตัวตนเหลือเกิน</p>



<p><strong>&#8220;I have offended God and mankind because my work did not reach the quality it should have.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินพระเจ้าและมวลมนุษย์ เพราะผลงานของข้าพเจ้าไม่อาจงดงามได้อย่างที่ควรจะเป็น</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’&nbsp;</strong></p>



<p>คีตกวีที่ได้รับการยกย่องและเคารพอย่างสูง เบโธเฟนคือผู้สร้างสรรค์บทเพลงอมตะอย่าง Fur Elise ซิมโฟนีหมายเลข 9 และ Moonlight Sanata หลายผลงานของเขาถูกสร้างขึ้นระหว่างที่ประสาทการได้ยินค่อยๆ เลือนหายลง จนเมื่ออายุได้ 40 ปี เขาก็สูญเสียการได้ยินไปอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>เกือบยี่สิบปีต่อมา เบโธเฟนจากไปด้วยภาวะตับล้มเหลว และในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ขณะรอไวน์ที่สั่งไว้ซึ่งมันมาถึงช้าเกินไป เขาก็ทิ้งถ้อยคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงกึ่งขมขื่นกึ่งอารมณ์ขัน</p>



<p><strong>&#8220;Pity, pity, too late!&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>น่าเสียดาย น่าเสียดาย มันสายเกินไปแล้ว</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘วินเซนต์ แวน โก๊ะ’&nbsp;</strong></p>



<p><strong></strong>เจ้าของผลงานราตรีประดับดาวและดอกทานตะวันอันมีชื่อเสียง เขาเป็นหนึ่งในจิตรกรแนว Post-Impressionism ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ ใครเลยจะรู้ว่าเบื้องหลังสีสันของภาพวาดอันสวยสดงดงามนั้นเต็มไปด้วยการต่อสู้กับสุขภาพจิต เขาถึงขั้นเคยเฉือนหูบางส่วนของตัวเองเพื่อมอบเป็นของขวัญ และมันก็ทำให้อาการทั้งหมดยิ่งทรุดหนักลง&nbsp;</p>



<p>ในปี ค.ศ.1888 วินเซนต์ตัดสินใจเดินไปบนเส้นทางศิลปินตามคำแนะนำของน้องชายผู้เป็นที่รักอย่าง ‘ธีโอ’ แม้ว่าวินเซนต์จะอยู่กับอาชีพนี้ได้เพียงหนึ่งทศวรรษ แต่เขากลับสร้างผลงานไว้มากกว่า 2,000 ชิ้น และในวาระสุดท้ายของชีวิต คำพูดที่เขาฝากไว้กับ ‘ธีโอ’ ฟังดูแสนจะเรียบง่าย ทว่ามันกลับหนักอึ้งอย่างถึงที่สุด&nbsp;</p>



<p><strong>“The Sadness will last forever”</strong></p>



<p><strong>ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185366" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘ฟรีดา คาห์โล’&nbsp;</strong></p>



<p>เธอเป็นที่รู้จักจากการวาดภาพเหมือนของตนเอง และผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติผสมเข้ากับวัฒนธรรมเม็กซิกัน งานศิลปะของฟรีดามักแตะต้องประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องความตาย ร่างกายมนุษย์ อัตลักษณ์ทั้งหลายทั้งปวง ทั้งมันดูจะสอดคล้องเข้ากับชีวิตจริงของเธออย่างน่าประหลาด</p>



<p>ฟรีดาเริ่มต้นเส้นทางศิลปินหลังจากเธอประสบอุบัติเหตุอันเลวร้ายทางรถบัส ทำให้ศิลปะกลายเป็นที่พึ่งพิง เป็นหนทางเยียวยาให้แก่เธอในช่วงที่ต้องฟื้นฟูร่างกาย เมื่ออายุย่างเข้า 47 ปี ฟรีดาก็จากไปด้วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด คำพูดสุดท้ายที่เธอฝากไว้นั้นเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข</p>



<p><strong>&#8220;I joyfully await the exit, and I hope never to return.&#8221;</strong></p>



<p><strong>ฉันรอคอยการจากไปด้วยความยินดี และหวังว่าจะไม่ต้องหวนกลับมาอีก</strong></p>



<p><strong>‘โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี’</strong></p>



<p>นักการเมืองและนักกฎหมายชาวอเมริกันที่ถูกลอบสังหารขณะมีอายุได้ 42 ปีเท่านั้น เขาตกอยู่ในชะตาเดียวกันกับพี่ชาย ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’ อดีตประธานาธิบดี ในคืนที่กำลังเฉลิมฉลองชัยชนะที่โรงแรมแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส ท่ามกลางความโกลาหลที่ตัวเองแทบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาก็ยังแสดงความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นด้วยคำพูดสุดท้าย&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;Is everybody okay? Everything&#8217;s going to be okay.&#8221;&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ทุกคนโอเคดีไหม ทุกอย่างจะไม่เป็นไรนะ</strong></p>



<p><strong>‘สตีฟ จ็อบส์’</strong></p>



<p>แน่นอนว่าใครก็รู้จักเขา แม้กระทั่งเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังกดโทรศัพท์ยี่ห้อผลไม้สีแดง สตีฟมีอายุขัยได้ 56 ปี เนื่องด้วยภาวะตับอ่อนล้มเหลว หลังจากที่เขาต่อสู้กับโรคร้ายมานานถึงแปดปี จากคำบอกเล่าของ ‘โมนา ซิมป์สัน’ ผู้เป็นน้องสาว ก่อนสตีฟจะจากไปไม่นาน เขาค่อยๆ มองไปรอบห้องก่อนจะมองหน้าสมาชิกในครอบครัวที่ยืนล้อมรอบเตียง คำพูดสั้นๆ สุดท้ายที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเข้าใจ จนกว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอธิบาย&nbsp;</p>



<p><strong>&nbsp;&#8220;Oh, wow. Oh, wow. Oh, wow.&#8221;</strong></p>



<p><strong>โอ้! ว้าว โอ้! ว้าว โอ้! ว้าว</strong></p>



<p><strong>‘แฟรงก์ ซินาตรา’</strong></p>



<p>เจ้าของฉายา ‘Chairman of the board’ และ ‘Ol’ Blue Eyes’ ด้วยดวงตาสีฟ้าอันโดดเด่นและบทบาทผู้ก่อตั้งค่ายเพลง ‘Reprise Records’ แฟรงก์คือหนึ่งในนักร้องนักแสดงผู้โด่งดังประจำศตวรรษที่ 20 แม้ใครอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อของเขา แต่แน่ใจได้เลยว่าแทบทุกคนเคยได้ยินเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ในเพลง ‘Fly Me to the Moon’ แต่ถ้อยคำสุดท้ายของเขากลับดูห่างไกลจากเวทีและแสงสปอตไลต์ ขณะที่ภรรยาของเขาขอร้องให้เขาสู้กับโรคหัวใจต่อไป แฟรงก์ก็พึมพำขึ้นมาด้วยเสียงแผ่วเบา&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;I&#8217;m losing.&#8221;</strong></p>



<p><strong>ผมกำลังแพ้แล้ว</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>Have I played the part well? Then applaud, as I exit.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฉันเล่นบทบาทของตัวเองได้ดีหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นก็ขอเสียงปรบมือขณะที่ฉันเดินออกจากฉากด้วย</strong></h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185368" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘จอร์จ ออร์เวลล์’&nbsp;&nbsp;</strong></p>



<p>ผู้ประพันธ์หนังสือเลื่องชื่ออย่าง ‘Animal Farm’ และ ‘1984’ จอร์จเป็นนักเขียนผู้ถ่ายทอดโลกดิสโทเปียได้อย่างเข้มข้น ผลงานของเขาวิพากษ์อำนาจ การคอร์รัปชัน และลัทธิเผด็จการอย่างตรงไปตรงมา จนมันกลายเป็นผลงานคลาสสิกในวรรณกรรมการเมือง</p>



<p>ในบั้นปลายชีวิตของจอร์จ เขาก็ยังคงเขียนหนังสืออยู่ขณะที่ต้องต่อสู้กับวัณโรคเช่นกัน ปลายปากกาของเขาหยุดลงที่หน้าสุดท้ายของหนังสือเล่ม ‘1984’ และคำพูดสุดท้ายของเขาก็อยู่ในต้นฉบับที่ส่งให้สำนักพิมพ์&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;At 50, everyone has the face he deserves.”</strong></p>



<p><strong>เมื่ออายุ 50 ทุกคนจะมีใบหน้าที่เขาสมควรได้รับ</strong></p>



<p>อันมีความหมายลึกล้ำว่าทุกสิ่งที่คุณทำในวันนี้ล้วนเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตที่คุณจะใช้ในวันพรุ่งนี้ ทุกสิ่งที่คุณทำในวันนี้จะถูกสลักลงบนใบหน้าของคุณเมื่ออายุ 50 ปี ทุกเสียงหัวเราะ หยาดน้ำตา การดูถูกเหยียดหยาม การเยาะเย้ยถากถาง การมองโลกในแง่ดี ทุกอย่างจะปรากฏในทุกริ้วรอย คุณอาจพยายามฉีดโบท็อกซ์เพื่อลบล้างมันออกไป แต่ท้ายที่สุดมันก็ยังคงอยู่</p>



<p>หากคุณใช้ชีวิตด้วยเสียงหัวเราะตลอดเวลา ใบหน้าของคุณก็จะคงรอยยิ้มแห่งความสุขไว้ให้ทุกคน แม้กระทั่งตอนอายุ 50 ปี แต่หากคุณใช้ชีวิตด้วยอารมณ์บึ้งตึงตลอดเวลา ใบหน้าของคุณก็จะยังคงบึ้งตึงอยู่เช่นนั้น</p>



<p><strong>‘ออกุสตุส’&nbsp;</strong></p>



<p>หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ออกตาเวียน’ เขาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน หลังการล่มสลายของอียิปต์ภายใต้การปกครองของ ‘พระนางคลีโอพัตรา’ และ ‘มาร์ก แอนโทนี’ เขาก็ได้ทำการผนวกอียิปต์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโดยสมบูรณ์&nbsp;</p>



<p>ในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ออกุสตุสได้กล่าวถ้อยคำเป็นการส่วนตัวต่อกลุ่มสหายใกล้ชิด</p>



<p><strong>&#8220;Have I played the part well? Then applaud, as I exit.&#8221;&nbsp;</strong></p>



<p><strong>ฉันเล่นบทบาทของตัวเองได้ดีหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นก็ขอเสียงปรบมือ ขณะที่ฉันเดินออกจากฉากด้วย</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185367" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong>‘วลาดีมีร์ นาโบคอฟ’&nbsp;</strong></p>



<p>นักเขียนชาวรัสเซีย &#8211; อเมริกัน ผู้ประพันธ์ผลงานไว้มากมาย หนึ่งในนั้นคือนวนิยาย ‘Lolita’ อันโด่งดังที่เนื้อเรื่องว่าด้วยอาจารย์วรรณกรรมที่ลักพาตัวลูกเลี้ยงวัย 12 ปีไป เนื้อหาทั้งหมดนั้นเต็มไปด้วยประเด็นความอ่อนไหวและขัดแย้ง มันถูกตีพิมพ์ครั้งแรกที่กรุงปารีสไปพร้อมกับความกังวลว่าจะถูกแบนในสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า แต่ในเวลาต่อมา วลาดีมีร์ก็แปลนวนิยายของเธอเป็นภาษารัสเซียด้วยตัวเอง เพราะอยากให้ถ้อยคำและน้ำเสียงเป็นไปอย่างที่ตั้งใจ</p>



<p>เธอจากไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบในวัย 78 ปี และถ้อยคำสุดท้ายของเธอก็ยังมีแต่ความหลงใหลในสัตว์ปีกเช่นผีเสื้อ มันช่างงดงามและล่องลอยสมกับเป็นเธอ&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;A certain butterfly is already on the wing.&#8221;</strong></p>



<p><strong>ผีเสื้อตัวหนึ่งจะโบยบินขึ้นไปแล้ว</strong></p>



<p><strong>‘แฮเรียต ทับแมน’</strong></p>



<p>เธอเป็นที่รู้จักจากบทบาทสำคัญใน ‘Underground Railroad’ อันเป็นเครือข่ายเส้นทางลับที่เธอใช้พาทาสเพื่อหลบหนีสู่เสรีภาพ แฮเรียตนั้นเกิดมาในฐานะทาส และเธอต้องเผชิญกับความโหดร้ายนานัปการ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่ศีรษะจากการถูกลูกตุ้มโลหะหนักกระแทกใส่ จากเดิมที่มันจะถูกใช้เพื่อขว้างใส่ทาสอีกคนแต่กลับเป็นเธอที่ได้รับแทน&nbsp;</p>



<p>หลังจากหลบหนีได้สำเร็จ แฮเรียตตั้งใจอุทิศชีวิตที่เหลือของเธอเพื่อคอยช่วยเหลือผู้อื่นให้เป็นอิสระ เธอสิ้นลมไปกับโรคปอดบวม และคำพูดสุดท้ายของเธอก็เปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและความหวังอยู่ดังเดิม&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>I go away to prepare a place for you, that where I am you also may be.</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ฉันจะจากไปก่อนเพื่อเตรียมที่ไว้ให้พวกเธอ เพื่อว่า ณ ที่ที่ฉันอยู่ พวกเธอจะได้อยู่ด้วย</strong></h2>



<p><strong>A dying man can do nothing easily.</strong></p>



<p><strong>คนใกล้ตาย ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้โดยง่าย</strong></p>



<p><strong>‘อมีเลีย เอียร์ฮาร์ต’&nbsp;</strong></p>



<p>หากเอ่ยชื่อของเธอ ใครหลายคนอาจนึกถึงนักบินหญิงผู้หายสาบสูญไปกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อ ค.ศ.1937 และไม่มีใครพบเธออีกเลย อมีเลียหลงใหลการบินตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งเธอได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาด้วยฐานะนักบินหญิงคนแรกที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกใน ค.ศ.1928</p>



<p>แต่ระหว่างการบินใน ค.ศ.1937 คลื่นวิทยุก็ได้บันทึกเสียงสุดท้ายของเธอไว้โดยที่ไม่ทันได้ตอบกลับ</p>



<p><strong>&#8220;We are on the line 157 337. We will repeat this message. We will repeat this on 6210 kilocycles. Wait.&#8221;</strong></p>



<p><strong>พวกเราอยู่บนเส้น 157-337 เราจะส่งข้อความนี้ซ้ำที่ความถี่ 6210 กิโลไซเคิล รอด้วยนะ</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘เบนจามิน แฟรงคลิน’</strong></p>



<p><strong></strong>หนึ่งในบรรพชนผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นผู้ร่วมร่างและลงนามในประกาศอิสรภาพ เบนจามินเติบโตมากับบทบาทความเป็นผู้นำ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักการเมือง แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ และนักคิดค้นอะไรต่อมิอะไรอีกมาก</p>



<p>ขณะที่เขานอนอยู่บนเตียงเพื่อรอหลับตาเป็นครั้งสุดท้าย ลูกสาวของเขาก็ขอให้เขาขยับร่างกาย แฟรงคลินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย หากอ่านกันซ้ำสองก็จะได้ความหมายแฝง</p>



<p><strong></strong><strong>&#8220;A dying man can do nothing easily.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>คนใกล้ตาย ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้โดยง่าย</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185369" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<p><strong></strong><strong>‘เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์’&nbsp;</strong></p>



<p>นักประพันธ์ผู้เขียน A Farewell to Arms, The Sun Also Rises และ The Old Man and the Sea ทั้งหมดเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้คว้ารางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1953 และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1954 ทว่าไม่กี่ปีต่อมา เออร์เนสต์ก็เลือกจะจากไปด้วยน้ำมือตัวเองขณะอยู่ที่บ้าน และภรรยากำลังหลับใหลอยู่ชั้นบน ถ้อยคำสุดท้ายที่บันทึกไว้ได้คือถ้อยคำอันอ่อนโยนที่เขาพูดกับเธอ&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;Goodnight, my kitten.&#8221;</strong></p>



<p><strong>ราตรีสวัสดิ์นะ ลูกแมวน้อยของฉัน</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘จอห์น เวย์น’</strong></p>



<p><strong></strong>ไอคอนแห่งอเมริกันฮอลลีวูดยุคทอง เขาเป็นที่จดจำจากบทบาทคลาสสิกในภาพยนตร์ The Searchers, Stagecoach และ Red River ความโด่งดังของเขามากเสียจนสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน (AFI) ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในดาราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการในปี ค.ศ. 1999 แต่จอห์นไม่ได้อยู่เห็นเกียรติยศที่เขาได้รับ เขาจากไปก่อนหน้านั้นถึงสองทศวรรษ และถ้อยคำสุดท้ายที่ทิ้งไว้ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องชื่อเสียงที่สร้างขึ้นหรือจอเงินที่เคยไปโลดแล่น แต่เป็นคำตอบกลับให้แก่ลูกสาว เมื่อเธอถามว่าเขายังจำเธอได้หรือเปล่า</p>



<p><strong>&#8220;Of course, I know who you are. You’re my girl. I love you.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>แน่นอน พ่อรู้ว่าหนูคือใคร หนูคือเด็กผู้หญิงของพ่อ พ่อรักหนูนะ</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘วินสตัน เชอร์ชิลล์’&nbsp;</strong></p>



<p>อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร บุคคลสำคัญในศตวรรษ 20 ผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอังกฤษ เขาผันผ่านสงคราม การเมือง และแรงกดดันของโลกมาอย่างต่อเนื่องและช่างยาวนาน</p>



<p>วินสตันจากไปด้วยภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และผู้ที่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของเขาก็คือลูกเขย จะว่ามันฟังดูเรียบง่ายก็ได้ จะว่ามันฟังดูตลกร้ายก็ได้เช่นกัน&nbsp;</p>



<p><strong>&#8220;I&#8217;m bored with it all.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>ฉันเบื่อทุกอย่างแล้ว</strong></p>



<p><strong></strong>คงเป็นการแสดงให้เห็นว่าในที่สุดก็ได้เวลาวางภาระทั้งหมดอันหนักอึ้งลงเสียที</p>



<p><strong></strong><strong>‘เอมิลี ดิกคินสัน’&nbsp;</strong></p>



<p><strong></strong>กวีผู้ลือชื่อที่สุดในอเมริกา แต่ความน่าฉงนก็คือตลอดเวลาที่เอมิลีมีชีวิตอยู่ ผลงานของเธอแทบจะไม่เป็นที่รู้จักเลย เธอตีพิมพ์เพียงจดหมายหนึ่งฉบับและบทกวีแค่ 10 บทจากราว 1,800 บทเสียด้วยซ้ำ เธอเลือกที่จะอยู่อย่างสันโดษ ถึงขั้นพูดคุยกับผู้คนผ่านประตูห้องนอนที่ปิดอยู่&nbsp;</p>



<p>เธอฝากถ้อยคำสุดท้ายให้แก่หลานสาว และมันดูเหมือนบทกวีบรรทัดสุดท้ายที่เธอจะบรรจงเขียนขึ้นมาได้ขณะยังมีเรี่ยวแรง</p>



<p><strong></strong><strong>&#8220;I must go in, the fog is rising.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>ฉันต้องเข้าไปแล้ว หมอกกำลังลอยขึ้น</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘เอลวิส เพรสลีย์’&nbsp;</strong></p>



<p><strong></strong>ราชาร็อกแอนด์โรลที่มีเส้นทางชีวิตแสนยากลำบาก เขาเติบโตมากับความยากจนข้นแค้น ถูกบรรดาเพื่อนรังเกียจเดียดฉันท์ และความโดดเดี่ยวนั้นเองที่พาเขาเข้าสู่โลกของดนตรี ก่อนจะกลายเป็นนักร้องในตำนาน แต่ระหว่างนั้น เอลวิสดันใช้สารเสพติดมากเกินไปและมีปัญหาการกินจนส่งผลให้เขาจากไปกะทันหันด้วยอาการหัวใจวาย แพทย์ตรวจพบว่าหัวใจของเอลวิสขยายใหญ่กว่าปกติถึงสองเท่า คนสุดท้ายที่อยู่กับเขาในคราวนั้นคือแฟนสาว และเขาก็พูดออกมาประโยคเดียว</p>



<p><strong>&#8220;I&#8217;m going to the bathroom to read.&#8221;</strong></p>



<p><strong></strong><strong>ผมจะไปเข้าห้องน้ำแล้วอ่านหนังสือนะ</strong></p>



<p><strong></strong><strong>‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’</strong></p>



<p><strong></strong>นักฟิสิกส์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุด เขาคือผู้พัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพ สมการมวล และพลังงาน ทั้งผลงานของเขาได้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อจักรวาลไปตลอดกาล เมื่อเส้นเลือดใหญ่ในร่างกายแตกจนคร่าชีวิตของอัลเบิร์ตไป นักวิทยาศาสตร์ถึงกับผ่าสมองของเขาเพื่อศึกษาดูที่มาของความเป็นอัจฉริยะ&nbsp;</p>



<p>แต่ครั้นจะถามถึงคำพูดสุดท้ายของเขา มันก็ดันเป็นปริศนามาจนถึงวันนี้เสียอย่างนั้น เพราะเขาพูดภาษาเยอรมันกับพยาบาลซึ่งเธอไม่เข้าใจ</p>



<p>ในวินาทีก่อนจะหมดลมหายใจ ทั้งตำแหน่ง ชื่อเสียง ความมั่งคั่งทั้งหลายถูกถอดออกจนหมด พวกเขากลายเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง</p>



<p>คราวนั้นเองสำนวนที่ว่าสูงต่ำก็เท่ากันเมื่อลงโลงจึงปรากฏ</p>



<p>เช่นกันกับความหมายของการมีลมหายใจ</p>



<p>อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย หากถามถึงปัจจุบันขณะของผู้อ่าน คิดว่ามันคุ้มค่าหรือยัง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/last-words-of-great-historical-figures/">ความหมายของการมีลมหายใจ และถ้อยคำสุดท้ายจาก 20 ผู้สร้างประวัติศาสตร์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>น้ำมันก๊าด ไม้ขีด บรรลัย! อภิมหาวายป่วงเทศกาลดนตรี Woodstock ‘99</title>
		<link>https://adaymagazine.com/woodstock-music-festival-1969-1999/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Jan 2026 11:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[a day]]></category>
		<category><![CDATA[witch a boo]]></category>
		<category><![CDATA[woodstock]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=185235</guid>

					<description><![CDATA[<p>เทศกาลดนตรีหนึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1969 ครึ่งล้านกว่าชีวิตหลั่งไหลเข้ามาปักหลักรอคอยมหกรรมดนตรีบนฟาร์มวัวที่เมืองเบเธล รัฐนิวยอร์ก ด้วยชื่อเทศกาลชวนฝัน ‘ประสบการณ์แห่งยุคกุมภ์ 3 วันของการเข้าครองสันติภาพและเสียงเพลง’ แต่ภายหลังชื่อก็ถูกตัดให้สั้นกระจิริดเป็น ‘Woodstock ‘69’ เทศกาลอันเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านกรอบเดิมของคนยุค 60&#160; ฟังดูจะราบรื่นเหมือนเทศกาลแหวกขนบทั่วไป หากแต่มันเต็มไปด้วยความโกลาหล หลังจากสถานที่จัดงานถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ฝนซัดซาถล่มไม่เหมือนพยากรณ์คาดไว้ว่าแสงแดดจะแจ่มใส บัตรราคาสูงจนเกินเอื้อมสำหรับหน่วยเงินในยุคนั้น แต่ผู้คนกลับทะลักเข้ามาจนแทบจะแย่งออกซิเจนกันหายใจ&#160; เซ็กซ์ ยาเสพติด ร็อกแอนด์โรล และโคลนที่เปียกแฉะไปทั้งผืนดิน! ความบ้าคลั่งทั้งหมดถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พ็อปคัลเจอร์ด้วยฐานะคอนเสิร์ตในตำนาน มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เพราะมันไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เด็กอายุ 27 ที่คิดจะเดิมพัน เทศกาล ‘Woodstock ‘69’ เริ่มขึ้นจากไอเดียของชายสี่คนที่กำลังมองหาโอกาสใหญ่ในการลงทุน จอห์น โรเบิร์ต, โจเอล โรเซนแมน, อาร์ตี้ คอร์นเฟลด์ และไมเคิล แลง ซึ่งพวกเขาล้วนอายุไม่เกิน 27 ปีกันทั้งสิ้น&#160; แลงเคยมีประสบการณ์การจัด Miami Music Festival ในปี 1968 เขาว่ามันประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้เลยทีเดียว ส่วนคอร์นเฟลด์เป็นรองประธานที่อายุน้อยที่สุดใน Capitol [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/woodstock-music-festival-1969-1999/">น้ำมันก๊าด ไม้ขีด บรรลัย! อภิมหาวายป่วงเทศกาลดนตรี Woodstock ‘99</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เทศกาลดนตรีหนึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1969 ครึ่งล้านกว่าชีวิตหลั่งไหลเข้ามาปักหลักรอคอยมหกรรมดนตรีบนฟาร์มวัวที่เมืองเบเธล รัฐนิวยอร์ก ด้วยชื่อเทศกาลชวนฝัน ‘ประสบการณ์แห่งยุคกุมภ์ 3 วันของการเข้าครองสันติภาพและเสียงเพลง’<strong> </strong>แต่ภายหลังชื่อก็ถูกตัดให้สั้นกระจิริดเป็น ‘Woodstock ‘69’<strong> </strong>เทศกาลอันเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านกรอบเดิมของคนยุค 60&nbsp;</p>



<p>ฟังดูจะราบรื่นเหมือนเทศกาลแหวกขนบทั่วไป หากแต่มันเต็มไปด้วยความโกลาหล หลังจากสถานที่จัดงานถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ฝนซัดซาถล่มไม่เหมือนพยากรณ์คาดไว้ว่าแสงแดดจะแจ่มใส บัตรราคาสูงจนเกินเอื้อมสำหรับหน่วยเงินในยุคนั้น แต่ผู้คนกลับทะลักเข้ามาจนแทบจะแย่งออกซิเจนกันหายใจ&nbsp;</p>



<p>เซ็กซ์ ยาเสพติด ร็อกแอนด์โรล และโคลนที่เปียกแฉะไปทั้งผืนดิน!</p>



<p>ความบ้าคลั่งทั้งหมดถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พ็อปคัลเจอร์ด้วยฐานะคอนเสิร์ตในตำนาน</p>



<p>มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เพราะมันไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185236" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-768x768.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-600x600.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/1.jpg 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>เด็กอายุ 27 ที่คิดจะเดิมพัน</strong></h2>



<p><strong></strong>เทศกาล ‘Woodstock ‘69’ เริ่มขึ้นจากไอเดียของชายสี่คนที่กำลังมองหาโอกาสใหญ่ในการลงทุน จอห์น โรเบิร์ต, โจเอล โรเซนแมน, อาร์ตี้ คอร์นเฟลด์ และไมเคิล แลง ซึ่งพวกเขาล้วนอายุไม่เกิน 27 ปีกันทั้งสิ้น&nbsp;</p>



<p>แลงเคยมีประสบการณ์การจัด Miami Music Festival ในปี 1968 เขาว่ามันประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้เลยทีเดียว ส่วนคอร์นเฟลด์เป็นรองประธานที่อายุน้อยที่สุดใน Capitol Records ขณะที่โรเบิร์ตและโรเซนแมนมีอาชีพเป็นนักธุรกิจที่กำลังลุยสร้างสตูดิโอบันทึกเสียงกลางแมนแฮตตัน ทั้งสี่รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ Woodstock Ventures, lnc.</p>



<p>พวกเขาตัดสินใจเดิมพันด้วยสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เพราะมันคือการจัดงานเทศกาลดนตรีที่มีสเกลมหาศาล ‘Creedence Clearwater Revival’ เป็นวงดนตรีแรกที่ร่วมกระโดดขึ้นเรือลำนี้ เพียงแค่การเซ็นสัญญาของวงแรกก็มากพอที่จะดึงดูดนักดนตรีแถวหน้าคนอื่นๆ ให้เข้ามาผลักเทศกาลนี้ไปถึงจุดหมาย</p>



<p>แผนแรกของพวกเขาทั้งสี่เริ่มจากการจัดงานที่ Howard Mills Industrial Park เมืองวอล์กคิลล์ รัฐนิวยอร์ก ทุกอย่างดูกำลังไปได้สวย แต่แล้วจู่ๆ ทางการเมืองวอล์กคิลล์ก็เริ่มหวั่นใจ พลันถอยหนีออกจากดีลอย่างไม่ลังเล ถึงขั้นออกกฎหมายใหม่ไม่ให้จัดคอนเสิร์ตในพื้นที่ของเมือง เรียกว่าเป็นการปิดประตูใส่เหล่า ‘Woodstock’ เข้าดังปัง ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิดยอมแพ้ ทั้งพยายามออกตระเวนตามหาสถานที่ใหม่ แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่ค้นพบที่ที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>หนึ่งเดือนก่อนเกิดเทศกาล ‘แม็กซ์ ยาสเกอร์’ ชาวนาประจำฟาร์มวัววัย 49 ปีก็ยื่นมือเข้ามาพลิกทุกสิ่ง เขาเสนอให้เช่าที่ดินบางส่วนของฟาร์มแถบ White Lake เมืองเบเธล ท่ามกลางภูเขา Catskill อันเขียวชอุ่ม มันช่างเงียบสงบ แต่เหล่า ‘Woodstock’ ไม่คิดว่าที่นี่จะรองรับคนจำนวนหลักแสนได้&nbsp;</p>



<p>พวกเขาเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น! หุ้นส่วนทั้งสี่นายกำลังประสาทกิน พวกเขาจึงกระโจนคว้าโอกาสนี้ ทั้งจ่ายราคาตามที่ยาสเกอร์เรียกร้องโดยไม่คิดต่อรอง จริงอยู่ว่าสถานที่และศิลปินมีพร้อม ทว่าสิ่งต่อไปที่ต้องจัดการยังอีกมากโข</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185238" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/2.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>โลจิสติกส์นรกแตก</strong></h2>



<p><strong></strong>พวกเขาต้องตอกรั้วกั้นเพิ่ม ก่อร่างประตูทางเข้า บูทขายบัตร เวทีโคตรกว้าง ร้านอาหาร ห้องน้ำ เต็นท์พยาบาล ทั้งหมดเริ่มนับจากศูนย์ แถมต้องเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน เป็นไปได้ด้วยหรือที่จะสร้างระบบจัดการและวางแผนทรัพยากรทุกอย่างให้ทันเวลา แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนเริ่มงานไม่กี่วัน ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาแล้ว ทั้งที่รั้ว ประตูทางเข้า บูทขายบัตร มันยังสร้างไม่เสร็จ!</p>



<p>แลงเล่าย้อนในบทสัมภาษณ์ The Telegraph ว่าเขาต้องพยายามทำทุกทางเพื่อสร้างรั้วกับประตูให้เสร็จ แต่ดันต้องเลือกสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือผู้คนที่กำลังเข้ามา เขาต้องดูแลคนเหล่านั้น ต้องมีโชว์ให้ดู ถึงต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญให้ดี แม้มันจะทำได้ยากเหลือเกินในเวลานั้น</p>



<p>ทุกสิ่งบีบรัด เหนือการควบคุม แลงและหุ้นส่วนทั้งสามไม่อาจเก็บค่าเข้าเทศกาลได้ ด้วยระบบจัดการที่ล้มไม่เป็นท่า พวกเขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด&nbsp;</p>



<p>ขอประกาศให้ ‘Woodstock ‘69’ เป็นคอนเสิร์ตฟรี!</p>



<p>จากแรกเริ่มที่คาดการณ์ว่าจะมีคนเข้าร่วมราวห้าหมื่นคน แต่เมื่อถึงวันที่ 13 สิงหาคมกลับมีคนเข้าร่วมถึงหนึ่งล้านชีวิต ถนนหลวงทุกเส้นกลายเป็นอัมพาต รถจอดสนิทเหมือนหัวเทียนหัก คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปล่อยพาหนะตัวเองคาไว้ตรงนั้น แล้วเดินเท้าเข้ามาแทนแม้มันจะไกลจนเล่นเอาปากห้อยก็ตาม&nbsp;</p>



<p>ฟาร์มวัวที่มีแต่เสียงร้องมอ! มอ! กำลังจะกลายเป็นสนามประวัติศาสตร์ของเสียงเพลง&nbsp;</p>



<p>ในปี 1969 นั้นเป็นปีแห่งภาพสะท้อนยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ประเทศอเมริกากำลังจมลึกอยู่ในสงครามเวียดนาม บรรดาหนุ่มสาวหัวขบถที่เกลียดอีกประเทศเข้าไส้ ไหนจะประเทศตัวเองอีกต่างหากราวกับว่าไม่มีที่ไหนที่พอดีกับพวกเขาเลย มันเต็มไปด้วยการประท้วงจากขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมือง ความไม่สงบ การปะทะ และเสียงตะโกนที่ไม่เคยถูกรับฟัง</p>



<p>เมื่อเทศกาลดนตรี ‘Woodstock ‘69’ เกิดขึ้นฟรีในจังหวะที่พอดิบพอดี มันจึงกลายเป็นสถานที่แห่งการหนี หนีจากความรุนแรง การเมือง โลกภายนอกที่บีบรัด เพื่อแย่งกันกระโดดเข้าไปในโลกดนตรี แต่เมื่ออยู่ข้างในนั้นแล้ว ผู้คนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และกอดคอกันอย่างกลมเกลียวเหมือนมีเทพีเสรีภาพสถิตอยู่ในร่าง ต่อให้ฝนจะกระหน่ำซัด พื้นรองเท้าเปื้อนโคลนข้นคลั่ก อาหาร น้ำ สุขาภิบาลไม่อาจรองรับไหว</p>



<p>ถึงอย่างนั้นก็ยังเกิดความอลหม่านเข้ามาไม่หยุดยั้ง แม้บรรดาทีมแพทย์อาสาที่ประจำการอยู่ในเต็นท์พยาบาลจะรายงานว่าอาการบาดเจ็บของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง บ้างอาหารเป็นพิษ เท้าเปื่อย เท้าเป็นแผล แต่กลับมีผู้หญิงอย่างน้อยแปดคนที่แท้งลูก วัยรุ่นรายหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกรถแทรกเตอร์ทับ และอีกรายหนึ่งเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด เพราะไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่มากพอ ตำรวจนอกเวลางานถูกสั่งห้ามเข้ามาดูแล คาดกันว่ามีตำรวจไม่ถึงสิบกว่านายต่อฝูงชนครึ่งล้าน</p>



<p><strong></strong>เมื่อทุกอย่างใกล้จะเอาไม่อยู่ ผู้จัดงานจึงหันไปพึ่งกลุ่มคอมมิวนิตี ‘Hog Farm’ ฟาร์มหมูสายฮิปปีจากนิวเม็กซิโก ชายนาม ‘เววี่ เกรวี่’ คือผู้นำของกลุ่ม เขาเข้ามาประกาศวิธีรักษาความสงบที่ฝูงชนต้องหันมาเชื่อฟัง เป็นการรักษาความสงบแบบไม่ใช้กำลัง แต่หากใครก่อเรื่องจะถูกน้ำโซดาสาดหน้า หรือไม่ก็โดนก้อนพายขว้างเข้าที่เบ้าตา นอกจากนั้น ‘Hog Farm’ ยังจัดสนามเด็กเล่น ครัวอาหาร และเต็นท์พิเศษสำหรับดูแลคนที่หลุดโลกจากฤทธิ์ยาให้แบบฟรีๆ อีกด้วย พวกเขาไม่ใช้กระบองทุบหัว ไม่ใช้อาวุธ แต่ทั้งหมดดำเนินไปภายใต้ความใจกว้าง ด้วยความเชื่อที่ว่ามนุษย์ย่อมดูแลกันเองได้ เมื่อต้องอยู่ร่วมกัน</p>



<p>ท้ายที่สุด ‘Woodstock ‘69’ ก็ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม หลังจากศิลปิน ‘จิมิ เฮนดริกซ์’ ก้าวขาลงจากเวที&nbsp;</p>



<p>ฟาร์มวัวกลับมาส่งเสียงร้องมอ! มอ! อีกครั้งโดยปราศจากผู้คน</p>



<p>ทิ้งไว้เพียงคติ “Make love, not war.” สถิตอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185239" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/3.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ปลดเปลื้องบุปผาชน</strong></h2>



<p><strong></strong>และแล้ว ‘Woodstock’ ก็หวนกลับมาอีกครั้งในปี 1999 ภายใต้งานรำลึกครบรอบ 30 ปีของ ‘Woodstock ‘69’ ก่อนที่มันจะสูญสิ้นไปอย่างไม่มีวันฟื้นตื่นไม่ต่างกับอุดมการณ์ที่ถูกทำลายล้างจนมลายหาย</p>



<p>เมื่อสารคดี HBO เรื่องใหม่ย้อนกลับไปขุดเทศกาล ‘Woodstock ‘99’ คนรุ่นใหม่จำนวนมากเพิ่งได้รู้จักหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ล่มสลายได้อย่างเละเทะที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ชายทั้งสี่ที่สร้างอุดมการณ์ขึ้นมาอยากให้มันถูกจดจำว่าเป็นเทศกาลแห่งสันติภาพ ความรัก และความสุข ทว่าทุกสิ่งที่โลกเห็นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง</p>



<p>เทศกาล ‘Woodstock ‘99’ ถูกจัดขึ้นใหม่ที่ Griffiss Air Force Base ฐานทัพอากาศปลดประจำการในกรุงโรม รัฐนิวยอร์ก ผู้ที่ Anti-Woodstock ถูกรวมไว้ที่นี่อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณบุปผาชนในปี 1969 ถูกรวมไว้ที่นี่แล้ว ผู้จัดงานทีมเก่าเหลือเพียง ‘ไมเคิล แลง’ คนเดียวเท่านั้น ผู้จัดงานทีมใหม่ที่เข้ามาจึงโละอุดมการณ์เก่าออก ด้วยการรีดเงินทุกดอลลาร์จากผู้ร่วมงาน ตั้งแต่ราคาบัตรสุดโหดไปจนถึงน้ำเปล่าหนึ่งขวด โลเคชันถูกปักไว้บนพื้นยางมะตอยร้อนระอุกลางเดือนกรกฎาคม ไลน์อัพศิลปินถูกจัดอย่างไร้ทิศทาง ตารางขึ้นแสดงโชว์เละเทะ ฝูงชนที่เข้ามาไม่ใช่บุปผาชนอีกแล้ว พวกเขาคือฝูงชนที่เกรี้ยวกราดและอยากระเบิดโลก<br>สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากงานจบลงคือพื้นที่ไหม้เกรียม ข่าวหน้าหนึ่งขึ้นพาดหัวถึงการล่วงละเมิดทางเพศ มันเป็นความทรงจำที่แทบไม่มีใครอยากย้อนกลับไปหาอีก&nbsp;</p>



<p>‘Woodstock ‘99’ ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ แต่ในฐานะภัยพิบัติแห่งยุค&nbsp;</p>



<p>ด้วยผู้เข้าร่วมงานกว่าสองแสนคนรวมทีมงานอีกหนึ่งหมื่นกว่าชีวิต ทำให้พื้นที่จัดงานกลายเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของรัฐนิวยอร์กอย่างชั่วคราว ขณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงแตะปลาย 80 °F บางรายงานบอกว่าทะลุถึง 100 °F ผู้ร่วมงานจำนวนมากไม่ได้เตรียมน้ำดื่มมาเองตามคำแจ้งเตือน เมื่อพวกเขาซื้อน้ำจึงเจอเข้ากับน้ำเปล่าราคาขวดละ 4 ดอลลาร์ แม้จะมีน้ำพุฟรีให้ดื่ม แต่คิวกลับยาวเหยียดเหมือนกำลังต่อขึ้นเครื่องเล่นในดิสนีย์แลนด์ แถมน้ำพุบางจุดก็ถูกทุบจนพังด้วยความหงุดหงิด กลายเป็นแอ่งน้ำท่วมขนาดเล็ก สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นว่าทนายของผู้ร่วมงานบางส่วนขู่ฟ้องผู้จัดงานในข้อหาประมาทเลินเล่อ</p>



<p>ยิ่งไปกว่านั้น เวทีหลักสองเวทีอยู่ห่างกันถึง 1.5 ไมล์ ผู้คนต้องเดินข้ามรันเวย์เดือดท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ‘The Baltimore Sun’ รายงานว่ากลางคันของสุดสัปดาห์นั้นมีผู้เข้ารับการรักษาจากภาวะลมแดดและขาดน้ำมากกว่า 700 คน บริเวณโรงเก็บเครื่องบินร้างกลายเป็นไม่กี่จุดที่พอจะมีร่มเงา และฝูงชนจำนวนมหาศาลจึงไปรวมตัวกันที่เวที Emerging Artists ไม่ใช่เพราะอยากดูโชว์ แต่เพราะอยากหนีแดด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1081" height="1080" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185240" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/4.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1081px) 100vw, 1081px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>จุดชนวนความโกลาหล</strong></h2>



<p><strong></strong>การเปลือยกายหรือการไม่ใส่เสื้อผ้านั้นเกิดขึ้นจริงในเทศกาล ‘Woodstock ‘69’ แต่มันเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเสรีภาพและวัฒนธรรมฮิปปี พวกเขามองว่าร่างกายเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ใช่สิ่งน่าอาย หรือวัตถุให้ใครครอบครอง หลายคนเลือกถอดเสื้อเพราะอากาศร้อน ฝนตก โคลนเลอะ หรืออยากปลดเปลื้องตัวเองจากกรอบศีลธรรมจอมปลอมของสังคมอเมริกันยุคสงคราม สิ่งสำคัญคือการเปลือยกายในปี 1969 ไม่ได้มาพร้อมเสียงเรียกร้อง การคุกคาม สายตาที่ต้องการครอบงำ มันเป็นการเลือกปัจเจกเฉพาะบุคคล เพราะในพื้นที่นั้นผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเป็นตัวของตัวเอง</p>



<p>ตรงกันข้ามกับเทศกาล ‘Woodstock ‘99’ ภาพของการเปลือยกายกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ปลอดภัย ผู้หญิงจำนวนมากเผชิญกับแรงกดดันจากฝูงชน ถ้อยคำตะโกนอย่าง “Show your tits!” ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเรียกว่าเป็นเสียงพื้นหลังของงานก็ว่าได้ การเปลือยในบริบทนี้ไม่ใช่เพื่อบ่งบอกเสรีภาพ หากแต่เป็นผลจากอำนาจ ความก้าวร้าว และบรรยากาศที่ทำให้การปฏิเสธกลายเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้นภาพร่างกายของผู้หญิงยังถูกถ่ายและเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม ทั้งถูกถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ทางการของเทศกาล&nbsp;</p>



<p>ปี 1969 ร่างกายคือการต่อต้านอำนาจ แต่ในปี 1999 ร่างกายกลับกลายเป็นพื้นที่ที่อำนาจเข้ายึดครองอย่างโหดร้าย</p>



<p>ทั้งปัญหายังถูกซ้ำเติมด้วยความแออัดขั้นรุนแรง ในยุคที่ยังไม่มีชิปฝังในสายรัดข้อมือ ผู้คนหลายพันหลั่งไหลเข้างานด้วยบัตรปลอม เพื่อเลี่ยงค่าบัตรที่แพงถึง 157 ดอลลาร์ และพุ่งเป็น 180 ดอลลาร์หนึ่งวันก่อนเริ่มงาน สื่อท้องถิ่นรายงานว่าการ์ดสามารถยึดบัตรปลอมได้ถึง 50 ใบต่อชั่วโมงต่อประตูเดียว แม้งานจะไม่ได้ขายบัตรหมดโควตา 250,000 ใบ แต่ก็ไม่มีทางรู้ว่ามีคนแอบเข้างานกี่คน และสิ่งนั้นทำลายแผนงานด้านโลจิสติกส์ไปมากแค่ไหน&nbsp;&nbsp;</p>



<p>‘Woodstock ‘99’ จบลงไปแบบนั้น แม้จะมีใครพยายามจัดเทศกาล ‘Woodstock’ ขึ้นใหม่หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-185241" style="width:750px" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-1024x1024.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-300x300.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-150x150.jpg 150w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-768x767.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-600x599.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-24x24.jpg 24w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-48x48.jpg 48w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5-96x96.jpg 96w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2026/01/5.jpg 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>


<h2 class="wp-block-heading has-text-align-center"><strong>ร่องรอยสันติภาพ</strong></h2>



<p><strong></strong>หลายคนตั้งคำถามว่าเทศกาล ‘Woodstock’ จะยังมีที่ยืนในโลกดนตรีหรือเปล่า และคำตอบนั้นชัดเจนขึ้นในปี 2006 เมื่อชื่อ ‘Woodstock’ ปรากฏอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะเทศกาลดนตรีขนาดมหึมา หากแต่ในฐานะอนุสรณ์แห่งความทรงจำ ต้องยอมรับว่ามันไม่ได้ช่วยชุบชีวิตหรือจิตวิญญาณแห่งสันติภาพในปี 1969 ขึ้นมา เพียงเป็นการย้ำเตือนว่าเทศกาล ‘Woodstock’ ไม่สามารถถูกจัดซ้ำ และไม่ควรถูกจัดในรูปแบบเดิมอีกแล้ว</p>



<p>ศูนย์ศิลปะอย่าง<strong> </strong>‘Bethel Woods Center for the Arts’ เปิดตัวเป็นทางการบนเนินเขาเดียวกันกับฟาร์มวัวของยาส์การ์ สถานที่ซึ่งเคยจัดงาน ‘Woodstock ‘69’ มันถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นฮอลล์คอนเสิร์ตกลางแจ้งที่มีที่นั่งราว 5,000 ที่นั่ง ภายในซ่อนพิพิธภัณฑ์ยุค 60 เพื่อบอกเล่าสงครามเวียดนาม ขบวนการต่อต้านวัฒนธรรมอเมริกัน และเทศกาล ‘Woodstock’ ในความทรงจำ นับเป็นการเก็บเทศกาลแห่งปีนั้นไว้ในรูปแบบที่ปลอดภัย ในรูปแบบที่คงจิตวิญญาณข้างในไว้ได้มากกว่า</p>



<p>เทศกาล ‘Woodstock’ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นอีกหลังปี 1999 สะท้อนบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีสมัยใหม่ ‘Woodstock’ นั้นไม่ได้ล้มเหลวเพราะดนตรีเสื่อมมนต์ขลัง แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้ในปี 1969 ไม่อาจถูกทำซ้ำในยุคที่ความโกรธ ความเหลื่อมล้ำ และธนบัตรกลืนกินอุดมคติ การเปิด Bethel Woods ในปี 2006 จึงเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘Woodstock’ ควรถูกจดจำมากกว่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นจริง</p>



<p>เทศกาลดนตรีแห่งบุปผาชนในคราวนั้นไม่ได้ตายลง มันแค่ถูกถอนออกจากปฏิทินเทศกาล แต่ถูกสตัฟฟ์ไว้ในตู้กระจกประวัติศาสตร์แทนที่จะนำออกมาให้เสี่ยงจะถูกทำลายอีกครั้ง&nbsp;</p>



<p>หากจะมีใครสรุปเทศกาลดนตรี ‘Woodstock’ ได้ดีที่สุด เขาผู้นั้นก็คือยาสเกอร์ ชาวนาเจ้าของผืนดินที่ช่วยให้ตำนานเกิดขึ้นจริง เขาเคยทิ้งถ้อยคำเรียบง่ายไว้ในเทศกาลต่อหน้าฝูงชนครึ่งล้าน ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นคำจารึกแห่งยุคสมัย</p>



<p><strong>“พวกคุณได้พิสูจน์อะไรบางอย่างให้โลกเห็น สิ่งสำคัญที่พวกคุณพิสูจน์คือเด็กๆ ครึ่งล้านคนที่นี่ และผมเรียกพวกคุณว่าเด็ก เพราะผมมีลูกที่อายุมากกว่าพวกคุณ เด็กหนุ่มสาวครึ่งล้านคนสามารถมารวมตัวกัน มีสามวันที่เต็มไปด้วยความสนุกและเสียงดนตรีโดยไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากความสนุกและเสียงดนตรี</strong></p>



<p><strong>“ขอพระเจ้าอวยพรพวกคุณทุกคน”</strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/woodstock-music-festival-1969-1999/">น้ำมันก๊าด ไม้ขีด บรรลัย! อภิมหาวายป่วงเทศกาลดนตรี Woodstock ‘99</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
