น้ำมันก๊าด ไม้ขีด บรรลัย! อภิมหาวายป่วงเทศกาลดนตรี Woodstock ‘99

เทศกาลดนตรีหนึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1969 ครึ่งล้านกว่าชีวิตหลั่งไหลเข้ามาปักหลักรอคอยมหกรรมดนตรีบนฟาร์มวัวที่เมืองเบเธล รัฐนิวยอร์ก ด้วยชื่อเทศกาลชวนฝัน ‘ประสบการณ์แห่งยุคกุมภ์ 3 วันของการเข้าครองสันติภาพและเสียงเพลง’ แต่ภายหลังชื่อก็ถูกตัดให้สั้นกระจิริดเป็น ‘Woodstock ‘69’ เทศกาลอันเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านกรอบเดิมของคนยุค 60 

ฟังดูจะราบรื่นเหมือนเทศกาลแหวกขนบทั่วไป หากแต่มันเต็มไปด้วยความโกลาหล หลังจากสถานที่จัดงานถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ฝนซัดซาถล่มไม่เหมือนพยากรณ์คาดไว้ว่าแสงแดดจะแจ่มใส บัตรราคาสูงจนเกินเอื้อมสำหรับหน่วยเงินในยุคนั้น แต่ผู้คนกลับทะลักเข้ามาจนแทบจะแย่งออกซิเจนกันหายใจ 

เซ็กซ์ ยาเสพติด ร็อกแอนด์โรล และโคลนที่เปียกแฉะไปทั้งผืนดิน!

ความบ้าคลั่งทั้งหมดถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พ็อปคัลเจอร์ด้วยฐานะคอนเสิร์ตในตำนาน

มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง เพราะมันไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

เด็กอายุ 27 ที่คิดจะเดิมพัน

เทศกาล ‘Woodstock ‘69’ เริ่มขึ้นจากไอเดียของชายสี่คนที่กำลังมองหาโอกาสใหญ่ในการลงทุน จอห์น โรเบิร์ต, โจเอล โรเซนแมน, อาร์ตี้ คอร์นเฟลด์ และไมเคิล แลง ซึ่งพวกเขาล้วนอายุไม่เกิน 27 ปีกันทั้งสิ้น 

แลงเคยมีประสบการณ์การจัด Miami Music Festival ในปี 1968 เขาว่ามันประสบความสำเร็จแบบจับต้องได้เลยทีเดียว ส่วนคอร์นเฟลด์เป็นรองประธานที่อายุน้อยที่สุดใน Capitol Records ขณะที่โรเบิร์ตและโรเซนแมนมีอาชีพเป็นนักธุรกิจที่กำลังลุยสร้างสตูดิโอบันทึกเสียงกลางแมนแฮตตัน ทั้งสี่รวมตัวกันก่อตั้งบริษัทภายใต้ชื่อ Woodstock Ventures, lnc.

พวกเขาตัดสินใจเดิมพันด้วยสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เพราะมันคือการจัดงานเทศกาลดนตรีที่มีสเกลมหาศาล ‘Creedence Clearwater Revival’ เป็นวงดนตรีแรกที่ร่วมกระโดดขึ้นเรือลำนี้ เพียงแค่การเซ็นสัญญาของวงแรกก็มากพอที่จะดึงดูดนักดนตรีแถวหน้าคนอื่นๆ ให้เข้ามาผลักเทศกาลนี้ไปถึงจุดหมาย

แผนแรกของพวกเขาทั้งสี่เริ่มจากการจัดงานที่ Howard Mills Industrial Park เมืองวอล์กคิลล์ รัฐนิวยอร์ก ทุกอย่างดูกำลังไปได้สวย แต่แล้วจู่ๆ ทางการเมืองวอล์กคิลล์ก็เริ่มหวั่นใจ พลันถอยหนีออกจากดีลอย่างไม่ลังเล ถึงขั้นออกกฎหมายใหม่ไม่ให้จัดคอนเสิร์ตในพื้นที่ของเมือง เรียกว่าเป็นการปิดประตูใส่เหล่า ‘Woodstock’ เข้าดังปัง ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิดยอมแพ้ ทั้งพยายามออกตระเวนตามหาสถานที่ใหม่ แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่ค้นพบที่ที่เหมาะสม 

หนึ่งเดือนก่อนเกิดเทศกาล ‘แม็กซ์ ยาสเกอร์’ ชาวนาประจำฟาร์มวัววัย 49 ปีก็ยื่นมือเข้ามาพลิกทุกสิ่ง เขาเสนอให้เช่าที่ดินบางส่วนของฟาร์มแถบ White Lake เมืองเบเธล ท่ามกลางภูเขา Catskill อันเขียวชอุ่ม มันช่างเงียบสงบ แต่เหล่า ‘Woodstock’ ไม่คิดว่าที่นี่จะรองรับคนจำนวนหลักแสนได้ 

พวกเขาเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น! หุ้นส่วนทั้งสี่นายกำลังประสาทกิน พวกเขาจึงกระโจนคว้าโอกาสนี้ ทั้งจ่ายราคาตามที่ยาสเกอร์เรียกร้องโดยไม่คิดต่อรอง จริงอยู่ว่าสถานที่และศิลปินมีพร้อม ทว่าสิ่งต่อไปที่ต้องจัดการยังอีกมากโข

โลจิสติกส์นรกแตก

พวกเขาต้องตอกรั้วกั้นเพิ่ม ก่อร่างประตูทางเข้า บูทขายบัตร เวทีโคตรกว้าง ร้านอาหาร ห้องน้ำ เต็นท์พยาบาล ทั้งหมดเริ่มนับจากศูนย์ แถมต้องเสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือน เป็นไปได้ด้วยหรือที่จะสร้างระบบจัดการและวางแผนทรัพยากรทุกอย่างให้ทันเวลา แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะก่อนเริ่มงานไม่กี่วัน ผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้ามาแล้ว ทั้งที่รั้ว ประตูทางเข้า บูทขายบัตร มันยังสร้างไม่เสร็จ!

แลงเล่าย้อนในบทสัมภาษณ์ The Telegraph ว่าเขาต้องพยายามทำทุกทางเพื่อสร้างรั้วกับประตูให้เสร็จ แต่ดันต้องเลือกสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือผู้คนที่กำลังเข้ามา เขาต้องดูแลคนเหล่านั้น ต้องมีโชว์ให้ดู ถึงต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญให้ดี แม้มันจะทำได้ยากเหลือเกินในเวลานั้น

ทุกสิ่งบีบรัด เหนือการควบคุม แลงและหุ้นส่วนทั้งสามไม่อาจเก็บค่าเข้าเทศกาลได้ ด้วยระบบจัดการที่ล้มไม่เป็นท่า พวกเขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด 

ขอประกาศให้ ‘Woodstock ‘69’ เป็นคอนเสิร์ตฟรี!

จากแรกเริ่มที่คาดการณ์ว่าจะมีคนเข้าร่วมราวห้าหมื่นคน แต่เมื่อถึงวันที่ 13 สิงหาคมกลับมีคนเข้าร่วมถึงหนึ่งล้านชีวิต ถนนหลวงทุกเส้นกลายเป็นอัมพาต รถจอดสนิทเหมือนหัวเทียนหัก คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปล่อยพาหนะตัวเองคาไว้ตรงนั้น แล้วเดินเท้าเข้ามาแทนแม้มันจะไกลจนเล่นเอาปากห้อยก็ตาม 

ฟาร์มวัวที่มีแต่เสียงร้องมอ! มอ! กำลังจะกลายเป็นสนามประวัติศาสตร์ของเสียงเพลง 

ในปี 1969 นั้นเป็นปีแห่งภาพสะท้อนยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ประเทศอเมริกากำลังจมลึกอยู่ในสงครามเวียดนาม บรรดาหนุ่มสาวหัวขบถที่เกลียดอีกประเทศเข้าไส้ ไหนจะประเทศตัวเองอีกต่างหากราวกับว่าไม่มีที่ไหนที่พอดีกับพวกเขาเลย มันเต็มไปด้วยการประท้วงจากขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมือง ความไม่สงบ การปะทะ และเสียงตะโกนที่ไม่เคยถูกรับฟัง

เมื่อเทศกาลดนตรี ‘Woodstock ‘69’ เกิดขึ้นฟรีในจังหวะที่พอดิบพอดี มันจึงกลายเป็นสถานที่แห่งการหนี หนีจากความรุนแรง การเมือง โลกภายนอกที่บีบรัด เพื่อแย่งกันกระโดดเข้าไปในโลกดนตรี แต่เมื่ออยู่ข้างในนั้นแล้ว ผู้คนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และกอดคอกันอย่างกลมเกลียวเหมือนมีเทพีเสรีภาพสถิตอยู่ในร่าง ต่อให้ฝนจะกระหน่ำซัด พื้นรองเท้าเปื้อนโคลนข้นคลั่ก อาหาร น้ำ สุขาภิบาลไม่อาจรองรับไหว

ถึงอย่างนั้นก็ยังเกิดความอลหม่านเข้ามาไม่หยุดยั้ง แม้บรรดาทีมแพทย์อาสาที่ประจำการอยู่ในเต็นท์พยาบาลจะรายงานว่าอาการบาดเจ็บของผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง บ้างอาหารเป็นพิษ เท้าเปื่อย เท้าเป็นแผล แต่กลับมีผู้หญิงอย่างน้อยแปดคนที่แท้งลูก วัยรุ่นรายหนึ่งเสียชีวิตจากการถูกรถแทรกเตอร์ทับ และอีกรายหนึ่งเสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด เพราะไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่มากพอ ตำรวจนอกเวลางานถูกสั่งห้ามเข้ามาดูแล คาดกันว่ามีตำรวจไม่ถึงสิบกว่านายต่อฝูงชนครึ่งล้าน

เมื่อทุกอย่างใกล้จะเอาไม่อยู่ ผู้จัดงานจึงหันไปพึ่งกลุ่มคอมมิวนิตี ‘Hog Farm’ ฟาร์มหมูสายฮิปปีจากนิวเม็กซิโก ชายนาม ‘เววี่ เกรวี่’ คือผู้นำของกลุ่ม เขาเข้ามาประกาศวิธีรักษาความสงบที่ฝูงชนต้องหันมาเชื่อฟัง เป็นการรักษาความสงบแบบไม่ใช้กำลัง แต่หากใครก่อเรื่องจะถูกน้ำโซดาสาดหน้า หรือไม่ก็โดนก้อนพายขว้างเข้าที่เบ้าตา นอกจากนั้น ‘Hog Farm’ ยังจัดสนามเด็กเล่น ครัวอาหาร และเต็นท์พิเศษสำหรับดูแลคนที่หลุดโลกจากฤทธิ์ยาให้แบบฟรีๆ อีกด้วย พวกเขาไม่ใช้กระบองทุบหัว ไม่ใช้อาวุธ แต่ทั้งหมดดำเนินไปภายใต้ความใจกว้าง ด้วยความเชื่อที่ว่ามนุษย์ย่อมดูแลกันเองได้ เมื่อต้องอยู่ร่วมกัน

ท้ายที่สุด ‘Woodstock ‘69’ ก็ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 สิงหาคม หลังจากศิลปิน ‘จิมิ เฮนดริกซ์’ ก้าวขาลงจากเวที 

ฟาร์มวัวกลับมาส่งเสียงร้องมอ! มอ! อีกครั้งโดยปราศจากผู้คน

ทิ้งไว้เพียงคติ “Make love, not war.” สถิตอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง

ปลดเปลื้องบุปผาชน

และแล้ว ‘Woodstock’ ก็หวนกลับมาอีกครั้งในปี 1999 ภายใต้งานรำลึกครบรอบ 30 ปีของ ‘Woodstock ‘69’ ก่อนที่มันจะสูญสิ้นไปอย่างไม่มีวันฟื้นตื่นไม่ต่างกับอุดมการณ์ที่ถูกทำลายล้างจนมลายหาย

เมื่อสารคดี HBO เรื่องใหม่ย้อนกลับไปขุดเทศกาล ‘Woodstock ‘99’ คนรุ่นใหม่จำนวนมากเพิ่งได้รู้จักหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ล่มสลายได้อย่างเละเทะที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้ชายทั้งสี่ที่สร้างอุดมการณ์ขึ้นมาอยากให้มันถูกจดจำว่าเป็นเทศกาลแห่งสันติภาพ ความรัก และความสุข ทว่าทุกสิ่งที่โลกเห็นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

เทศกาล ‘Woodstock ‘99’ ถูกจัดขึ้นใหม่ที่ Griffiss Air Force Base ฐานทัพอากาศปลดประจำการในกรุงโรม รัฐนิวยอร์ก ผู้ที่ Anti-Woodstock ถูกรวมไว้ที่นี่อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกสิ่งที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณบุปผาชนในปี 1969 ถูกรวมไว้ที่นี่แล้ว ผู้จัดงานทีมเก่าเหลือเพียง ‘ไมเคิล แลง’ คนเดียวเท่านั้น ผู้จัดงานทีมใหม่ที่เข้ามาจึงโละอุดมการณ์เก่าออก ด้วยการรีดเงินทุกดอลลาร์จากผู้ร่วมงาน ตั้งแต่ราคาบัตรสุดโหดไปจนถึงน้ำเปล่าหนึ่งขวด โลเคชันถูกปักไว้บนพื้นยางมะตอยร้อนระอุกลางเดือนกรกฎาคม ไลน์อัพศิลปินถูกจัดอย่างไร้ทิศทาง ตารางขึ้นแสดงโชว์เละเทะ ฝูงชนที่เข้ามาไม่ใช่บุปผาชนอีกแล้ว พวกเขาคือฝูงชนที่เกรี้ยวกราดและอยากระเบิดโลก
สิ่งที่เหลืออยู่หลังจากงานจบลงคือพื้นที่ไหม้เกรียม ข่าวหน้าหนึ่งขึ้นพาดหัวถึงการล่วงละเมิดทางเพศ มันเป็นความทรงจำที่แทบไม่มีใครอยากย้อนกลับไปหาอีก 

‘Woodstock ‘99’ ไม่ได้ถูกจดจำในฐานะเทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ แต่ในฐานะภัยพิบัติแห่งยุค 

ด้วยผู้เข้าร่วมงานกว่าสองแสนคนรวมทีมงานอีกหนึ่งหมื่นกว่าชีวิต ทำให้พื้นที่จัดงานกลายเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของรัฐนิวยอร์กอย่างชั่วคราว ขณะที่อุณหภูมิพุ่งสูงแตะปลาย 80 °F บางรายงานบอกว่าทะลุถึง 100 °F ผู้ร่วมงานจำนวนมากไม่ได้เตรียมน้ำดื่มมาเองตามคำแจ้งเตือน เมื่อพวกเขาซื้อน้ำจึงเจอเข้ากับน้ำเปล่าราคาขวดละ 4 ดอลลาร์ แม้จะมีน้ำพุฟรีให้ดื่ม แต่คิวกลับยาวเหยียดเหมือนกำลังต่อขึ้นเครื่องเล่นในดิสนีย์แลนด์ แถมน้ำพุบางจุดก็ถูกทุบจนพังด้วยความหงุดหงิด กลายเป็นแอ่งน้ำท่วมขนาดเล็ก สถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นว่าทนายของผู้ร่วมงานบางส่วนขู่ฟ้องผู้จัดงานในข้อหาประมาทเลินเล่อ

ยิ่งไปกว่านั้น เวทีหลักสองเวทีอยู่ห่างกันถึง 1.5 ไมล์ ผู้คนต้องเดินข้ามรันเวย์เดือดท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ‘The Baltimore Sun’ รายงานว่ากลางคันของสุดสัปดาห์นั้นมีผู้เข้ารับการรักษาจากภาวะลมแดดและขาดน้ำมากกว่า 700 คน บริเวณโรงเก็บเครื่องบินร้างกลายเป็นไม่กี่จุดที่พอจะมีร่มเงา และฝูงชนจำนวนมหาศาลจึงไปรวมตัวกันที่เวที Emerging Artists ไม่ใช่เพราะอยากดูโชว์ แต่เพราะอยากหนีแดด

จุดชนวนความโกลาหล

การเปลือยกายหรือการไม่ใส่เสื้อผ้านั้นเกิดขึ้นจริงในเทศกาล ‘Woodstock ‘69’ แต่มันเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเสรีภาพและวัฒนธรรมฮิปปี พวกเขามองว่าร่างกายเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ใช่สิ่งน่าอาย หรือวัตถุให้ใครครอบครอง หลายคนเลือกถอดเสื้อเพราะอากาศร้อน ฝนตก โคลนเลอะ หรืออยากปลดเปลื้องตัวเองจากกรอบศีลธรรมจอมปลอมของสังคมอเมริกันยุคสงคราม สิ่งสำคัญคือการเปลือยกายในปี 1969 ไม่ได้มาพร้อมเสียงเรียกร้อง การคุกคาม สายตาที่ต้องการครอบงำ มันเป็นการเลือกปัจเจกเฉพาะบุคคล เพราะในพื้นที่นั้นผู้คนรู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ตรงกันข้ามกับเทศกาล ‘Woodstock ‘99’ ภาพของการเปลือยกายกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ปลอดภัย ผู้หญิงจำนวนมากเผชิญกับแรงกดดันจากฝูงชน ถ้อยคำตะโกนอย่าง “Show your tits!” ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเรียกว่าเป็นเสียงพื้นหลังของงานก็ว่าได้ การเปลือยในบริบทนี้ไม่ใช่เพื่อบ่งบอกเสรีภาพ หากแต่เป็นผลจากอำนาจ ความก้าวร้าว และบรรยากาศที่ทำให้การปฏิเสธกลายเป็นเรื่องยาก ยิ่งไปกว่านั้นภาพร่างกายของผู้หญิงยังถูกถ่ายและเผยแพร่โดยไม่ได้รับความยินยอม ทั้งถูกถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ทางการของเทศกาล 

ปี 1969 ร่างกายคือการต่อต้านอำนาจ แต่ในปี 1999 ร่างกายกลับกลายเป็นพื้นที่ที่อำนาจเข้ายึดครองอย่างโหดร้าย

ทั้งปัญหายังถูกซ้ำเติมด้วยความแออัดขั้นรุนแรง ในยุคที่ยังไม่มีชิปฝังในสายรัดข้อมือ ผู้คนหลายพันหลั่งไหลเข้างานด้วยบัตรปลอม เพื่อเลี่ยงค่าบัตรที่แพงถึง 157 ดอลลาร์ และพุ่งเป็น 180 ดอลลาร์หนึ่งวันก่อนเริ่มงาน สื่อท้องถิ่นรายงานว่าการ์ดสามารถยึดบัตรปลอมได้ถึง 50 ใบต่อชั่วโมงต่อประตูเดียว แม้งานจะไม่ได้ขายบัตรหมดโควตา 250,000 ใบ แต่ก็ไม่มีทางรู้ว่ามีคนแอบเข้างานกี่คน และสิ่งนั้นทำลายแผนงานด้านโลจิสติกส์ไปมากแค่ไหน  

‘Woodstock ‘99’ จบลงไปแบบนั้น แม้จะมีใครพยายามจัดเทศกาล ‘Woodstock’ ขึ้นใหม่หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว

ร่องรอยสันติภาพ

หลายคนตั้งคำถามว่าเทศกาล ‘Woodstock’ จะยังมีที่ยืนในโลกดนตรีหรือเปล่า และคำตอบนั้นชัดเจนขึ้นในปี 2006 เมื่อชื่อ ‘Woodstock’ ปรากฏอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในฐานะเทศกาลดนตรีขนาดมหึมา หากแต่ในฐานะอนุสรณ์แห่งความทรงจำ ต้องยอมรับว่ามันไม่ได้ช่วยชุบชีวิตหรือจิตวิญญาณแห่งสันติภาพในปี 1969 ขึ้นมา เพียงเป็นการย้ำเตือนว่าเทศกาล ‘Woodstock’ ไม่สามารถถูกจัดซ้ำ และไม่ควรถูกจัดในรูปแบบเดิมอีกแล้ว

ศูนย์ศิลปะอย่าง ‘Bethel Woods Center for the Arts’ เปิดตัวเป็นทางการบนเนินเขาเดียวกันกับฟาร์มวัวของยาส์การ์ สถานที่ซึ่งเคยจัดงาน ‘Woodstock ‘69’ มันถูกแปลงสภาพให้กลายเป็นฮอลล์คอนเสิร์ตกลางแจ้งที่มีที่นั่งราว 5,000 ที่นั่ง ภายในซ่อนพิพิธภัณฑ์ยุค 60 เพื่อบอกเล่าสงครามเวียดนาม ขบวนการต่อต้านวัฒนธรรมอเมริกัน และเทศกาล ‘Woodstock’ ในความทรงจำ นับเป็นการเก็บเทศกาลแห่งปีนั้นไว้ในรูปแบบที่ปลอดภัย ในรูปแบบที่คงจิตวิญญาณข้างในไว้ได้มากกว่า

เทศกาล ‘Woodstock’ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นอีกหลังปี 1999 สะท้อนบทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์ดนตรีสมัยใหม่ ‘Woodstock’ นั้นไม่ได้ล้มเหลวเพราะดนตรีเสื่อมมนต์ขลัง แต่เพราะโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว สิ่งที่เคยเกิดขึ้นได้ในปี 1969 ไม่อาจถูกทำซ้ำในยุคที่ความโกรธ ความเหลื่อมล้ำ และธนบัตรกลืนกินอุดมคติ การเปิด Bethel Woods ในปี 2006 จึงเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘Woodstock’ ควรถูกจดจำมากกว่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นจริง

เทศกาลดนตรีแห่งบุปผาชนในคราวนั้นไม่ได้ตายลง มันแค่ถูกถอนออกจากปฏิทินเทศกาล แต่ถูกสตัฟฟ์ไว้ในตู้กระจกประวัติศาสตร์แทนที่จะนำออกมาให้เสี่ยงจะถูกทำลายอีกครั้ง 

หากจะมีใครสรุปเทศกาลดนตรี ‘Woodstock’ ได้ดีที่สุด เขาผู้นั้นก็คือยาสเกอร์ ชาวนาเจ้าของผืนดินที่ช่วยให้ตำนานเกิดขึ้นจริง เขาเคยทิ้งถ้อยคำเรียบง่ายไว้ในเทศกาลต่อหน้าฝูงชนครึ่งล้าน ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็นคำจารึกแห่งยุคสมัย

“พวกคุณได้พิสูจน์อะไรบางอย่างให้โลกเห็น สิ่งสำคัญที่พวกคุณพิสูจน์คือเด็กๆ ครึ่งล้านคนที่นี่ และผมเรียกพวกคุณว่าเด็ก เพราะผมมีลูกที่อายุมากกว่าพวกคุณ เด็กหนุ่มสาวครึ่งล้านคนสามารถมารวมตัวกัน มีสามวันที่เต็มไปด้วยความสนุกและเสียงดนตรีโดยไม่มีอะไรอื่นเลย นอกจากความสนุกและเสียงดนตรี

“ขอพระเจ้าอวยพรพวกคุณทุกคน”

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก