ก่อน K-Pop จะถือกำเนิด ‘บทเพลงอารีรัง’ เคยขับขานในอดีตกาล บันทึกการเดินทางของนักศึกษาเกาหลีรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด

ก่อนที่ปรากฏการณ์ดนตรีเกาหลี K-Pop จะโหมกระหน่ำทั่วโลกเฉกเช่นคลื่นเสียงไร้พรมแดน ใครจะรู้ว่ารากเหง้านั้นเดินทางมาจากความหลงใหลในทวีปยุโรป

หากย้อนกลับไปในปลายคริสต์ศตวรรษ 19 ร่องรอยความสัมพันธ์ทางดนตรีและวัฒนธรรมดังว่าก็ปรากฏแจ่มชัดแล้ว ทั้งกาลเก่ากว่าจะเป็นชื่อประเทศเกาหลีเหมือนปัจจุบัน พวกเขาเคยปวารณาตัวเองว่าเป็นประเทศโชซ็อน ขณะนั้นมีกลุ่มนักศึกษาจำนวนเจ็ดคนที่สร้างความสนใจให้กับผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดด้วยเสียงขับร้อง หนังสือพิมพ์แห่งยุคถึงขั้นบันทึกว่าพวกเขาตกหญิงสาวได้จำนวนไม่น้อยเลย

คำถามก็คือนักศึกษาเกาหลีมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.1986 

ชะตาพัดพา

‘อิม บยองกู’ อายุ 19 ปี ‘อี บอมซู’ อายุ 24 ปี ‘คิม ฮุนชิก’ อายุ 27 ปี ‘อัน จองชิก’ อายุ 23 ปี ‘อโย บยองฮยอน’ อายุ 26 ปี และนักศึกษาอีกหนึ่งคนซึ่งไม่ปรากฏชื่อ พวกเขาลักเงินจำนวน 400 วอนจากธนาคารแห่งหนึ่งในเกาหลีไป ก่อนจะหลบหนีออกนอกประเทศ และเดินทางไปยังเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา แต่เงินที่ลักมากลับละลายหายเพราะค่าเดินทางอย่างรวดเร็ว ทั้งความไม่รู้ภาษาอังกฤษของพวกเขาก็ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อจนตรอกอย่างไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งพาใคร เหล่านักศึกษาจึงตัดสินใจไปที่สถานกงสุลญี่ปุ่น เพื่อให้ช่วยส่งโทรเลขถึง ‘ซอ กวังบอม’ ราชทูตและอัครราชทูตพิเศษเกาหลีประจำสหรัฐอเมริกา 

แต่โชคกลับเข้าข้างพวกเขาอย่างน่าประหลาด เพราะกวังบอมเข้าอกเข้าใจชะตากรรมของคนวัยหนุ่มสาว ด้วยตัวเขาเองก็เคยเป็นผู้หลบหนีออกจากประเทศ เพราะความจำเป็นทางการเมืองมาก่อน 

กวังบอมถือเป็นหนึ่งในชาวเกาหลีกลุ่มแรกที่เริ่มเหยียบย่างเข้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อปี ค.ศ. 1883 ในฐานะคณะทูตพร้อมกับ ‘มิน ยองอิก’ นักการทูตและเสนาบดีแห่งโชซ็อน หลังเสร็จสิ้นภารกิจกวังบอมเดินทางกลับสู่ประเทศบ้านเกิด ตัวเขามีบทบาทสำคัญในขบวนการปฏิรูปช่วงปลายราชวงศ์โชซ็อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และการกลับประเทศบ้านเกิดในคราวนี้ก็ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการพยายามเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ซึ่งผลคือล้มเหลวทำให้ถูกบีบออกนอกประเทศ กวังบอมจึงกลายเป็นผู้ลี้ภัยไปอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาหวนกลับมาที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้งในฐานะราชทูตและอัครราชทูตพิเศษเกาหลีประจำประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1896 

ด้วยเหตุนี้กวังบอมจึงเข้าใจนักศึกษาทั้งเจ็ดดี ทั้งเขายังยินดีหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ ด้วยปรารถนาจะตั้งรกรากบนแผ่นดินอเมริกาให้เป็นบ้านหลังใหม่ เขาทำการประสานงานกับมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดเพื่อให้นักศึกษาทั้งเจ็ดได้เข้าเรียน

ไม่นานหนังสือพิมพ์ ‘The Washington Post’ ฉบับปีค.ศ.1896 ก็ลงรายงานข่าวการมาถึงของนักศึกษาเกาหลีโดยพาดหัวข่าวว่า “นักศึกษาเกาหลีเจ็ดคน ณ โฮเวิร์ด ผู้หลบหนีออกจากบ้านเพื่อมาศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกเขาล้วนเป็นบุตรหลานจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น แม้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลยสักคำ แต่ก็จะได้รับการอุปการะค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากรัฐมนตรีของประเทศเกาหลี” ข่าวฉบับนั้นตีความเรื่องราวของนักศึกษาผู้หลบหนีให้กลายเป็นความโลดโผนและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน ทั้งทิ้งท้ายว่าชายหนุ่มทุกคนล้วนเป็นทายาทแห่งตระกูลสูงศักดิ์ พวกเขาเคยถูกส่งตัวไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นมาก่อน ทว่าแทนที่จะพำนักอยู่ที่นั่น แต่พวกเขากลับใคร่อยากแสวงหาการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาแทน เนื้อความในหนังสือพิมพ์มิได้เอ่ยถึงการลักทรัพย์อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง หากกล่าวเป็นนัยๆ ว่ามีเพียงรัฐมนตรีและผู้หลบหนีเท่านั้นที่ล่วงรู้เนื้อหาแท้จริงของจดหมายโต้ตอบกลับ

 ‘The Washington Post’ ยังระบุอีกว่ากวังบอมเป็นผู้อุปการะนักศึกษากลุ่มนี้ด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเขา อย่างไรก็ตามหลักฐานอื่นก็ชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดมีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติกลุ่มนี้ 

นักประวัติศาสตร์ ‘เรย์ โลแกน’ ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ดอธิบายไว้เมื่อวันที่ 29 เมษายน ปี ค.ศ. 1896 

“รัฐมนตรีเกาหลีได้ยื่นคำร้องด้วยตนเองต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ขอให้จัดหาห้องพักสำหรับเยาวชนเกาหลี และคณะกรรมการมีมติให้ใช้ห้องพักในอาคารคลาร์ก ฮอลล์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งหมดจะต้องได้รับการชำระเรียบร้อย โดยรัฐมนตรีเกาหลีตกลงจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งให้เหรัญญิกเป็นผู้จัดหา” และในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1896 คณะกรรมการได้บันทึกว่าห้องพักดังกล่าวถูกจัดเตรียมพร้อมสำหรับนักศึกษาเกาหลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

บทความชิ้นเดียวกันของ ‘The Washington Post’ เขียนประกอบอีกว่าอาจารย์บางคนของมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดเริ่มสนใจนักศึกษาเกาหลีกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ถึงขั้นมีแผนจะดูแลพวกเขาให้ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ระหว่างปิดเทอมฤดูร้อน นักศึกษาทั้งเจ็ดจะถูกส่งไปพักอยู่กับครอบครัวของอาจารย์ เพื่อช่วยให้พวกเขาได้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง เพราะในเวลานั้น พวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลย การพูดคุยจึงเป็นไปอย่างขรุขระ ต้องอาศัยท่าทาง มือไม้ คำศัพท์งูๆ ปลาๆ ที่พวกเขาเก็บมาระหว่างเดินทางข้ามทวีป 

แม้จะเหลือบันทึกไม่มากแล้วว่านักศึกษาเกาหลีทั้งเจ็ดใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดอย่างไร หรือหลังจากนั้นพวกเขาเดินทางไปที่ไหน แต่เรื่องเล่าที่หลงเหลืออยู่อย่างตรงกันอย่างหนึ่งบอกกันว่าสิ่งที่พวกเขาทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุดนั้นคือเสียงเพลง 

ต้นบ๊วยผลิบาน

ในคืนแรกที่พวกเขาเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด งานสังสรรค์ต้อนรับเล็กๆ ก็ถูกจัดขึ้น หญิงสาวนับสิบคนยืนรายล้อมพยายามขอให้พวกเขาร้องเพลง แม้พวกเขาจะพยายามปฏิเสธว่าไม่สามารถร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่คำตอบก็เรียบง่ายว่าไม่เป็นไร ร้องเพลงภาษาเกาหลีของพวกคุณออกมา เราอยากฟัง 

เพลง ‘Suwanee River’ และบทเพลงตะวันตกอื่นๆ ถูกร้องสลับด้วยทำนองของอีกฟากโลก มันเป็นเสียงเพลงพื้นบ้านเกาหลีที่ไม่เคยมีใครในมหาวิทยาลัยได้ยินมาก่อน 

หนังสือพิมพ์ลงสรุปว่าคืนนั้นเป็นประสบการณ์ที่แสนพิเศษสำหรับทุกคน เพราะนี่คือครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ดพบเจอชาวเกาหลีผ่านเสียงเพลงของพวกเขา

จริงอยู่ว่าการร้องเพลงของนักศึกษาทั้งเจ็ดในแรกเริ่มจะเกิดจากการร้องขอ เพราะบรรดาหญิงสาวที่อยากฟังเสียงเพลงของดินแดนไกลโพ้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป โฮเวิร์ดกลายเป็นสถานที่ที่นักศึกษาทั้งเจ็ดคุ้นเคย การร้องเพลงก็ไม่ได้เกิดจากการร้องขออีกต่อไปแล้ว

วันที่ 24 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1896 ‘อลิซ ซี. เฟลตเชอร์’ นักชาติพันธุ์ดนตรีชาวอเมริกันเชิญนักศึกษาเกาหลีสามจากเจ็ดคนไปที่บ้านของเธอ เพื่อบันทึกเสียงเพลงพื้นบ้านเกาหลีเป็นครั้งแรก และเพลงนั้นมีชื่อว่า ‘อารีรัง’ (Arirang) 

ผลงานที่ผ่านมาของเฟลตเชอร์ทั้งหมดถูกทุ่มให้กับดนตรีชนพื้นเมืองอเมริกัน ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าเพราะอะไรเธอถึงหันมาสนใจเสียงเพลงจากคาบสมุทรเกาหลี บันทึกส่วนตัวของเธอก็ไม่ได้อธิบายเหตุผลนั้นไว้ ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับเสียงที่ถูกบันทึกลงแผ่น แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบันทึกนั้นบอกเล่าได้ดีว่าเพลงที่ขับร้องมีถ้อยคำใดปรากฏอยู่ 

แผ่นเสียงแรกของ ‘อัน จองชิก’

เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 500 ปี โอบล้อมด้วยหุบเขานับไม่ถ้วนตั้งตระหง่าน

เก่าแก่ไม่ต่ำกว่า 500 ปี คำอธิษฐานให้ความดีงามทั้งปวง ไม่เก่าแก่ ไม่โรยราไปตามกาลเวลา

ในคืนที่แสงจันทร์ส่องงาม บทสรรเสริญยิ่งใหญ่ขับขานถวายแด่กษัตริย์

ต้นบ๊วยผลิบานจากหุบเขานับไม่ถ้วน เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ในปัจจุบันที่มีอายุกว่า 500 ปี 

เก่าแก่ยิ่งกว่าราชวงศ์ในปัจจุบัน

คำอธิษฐานเพื่อความดีของผู้คน ในคืนที่แสงจันทร์ยังคงงดงามเช่นเดิม

แม้บันทึกของเฟลตเชอร์จะเป็นคำแปลของเนื้อเพลงเสียส่วนใหญ่ แต่เธอก็แยกมันไว้ชัดเจนว่าช่วงใดของการบันทึกเสียงเป็นเพลงรัก ทั้งหลายเพลงยังถูกจัดอยู่ในหมวดเพลงรักจนไม่น่าแปลกที่เธอจะตั้งชื่อเสียงบันทึกว่า ‘Love Song Ar-ra rang’ และไม่มีใครล่วงรู้ว่าแผ่นบันทึกเสียงทั้งหมดของเฟลตเชอร์ถูกเผยแพร่ออกไปมากน้อยเพียงใด หรือมันสร้างแรงกระเพื่อมอะไรให้แก่ยุค

ขณะที่เกิดการบันทึกเสียงเพลงอารีรังนั้น กวังบอมก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในฐานะผู้ลี้ภัยเช่นเคย ทั้งเขายังปฏิเสธคำสั่งของรัฐบาลที่เรียกตัวให้เดินทางกลับประเทศเกาหลี กวังบอมเผชิญกับวัณโรคเรื้อรังอย่างที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเขาเสียชีวิตลงเมื่อใด แต่มีรายงานว่านักศึกษาเกาหลีทั้งเจ็ดเดินทางไปเยี่ยมกวังบอมอยู่เสมอกระทั่งในวาระสุดท้ายของเขา 

การยื่นมือเข้าช่วยเหลือของกวังบอมในคราวนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและนักศึกษาทั้งเจ็ดคนแน่นแฟ้นเกินกว่าเอกสารทางการจะบันทึกเพื่อบรรยายได้ ทว่าหลักฐานที่มีก็มากพอจะยืนยันได้ว่าชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อยเรียกประเทศสหรัฐอเมริกาว่าบ้านเกิด และเสียงเพลงจากคาบสมุทรเกาหลีก็ทำให้ชาวอเมริกันต้องหยุดฟังมาแต่เนิ่นนานแล้ว 

ในปี ค.ศ. 2012 สื่อข่าว ‘Korea Joongang Daily’ ลงระบุถึงชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ค้นพบแผ่นบันทึกเสียงเพลงอารีรังจากปี ค.ศ. 1896 

‘จอง ชางกวาน’ รองประธานกลุ่มวิจัยดนตรีเกาหลีโบราณเป็นผู้บูรณะ และเผยแพร่ไฟล์เพลงสมัยใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดของเพลงอารีรังซึ่งนักศึกษาเกาหลีทั้งสามเคยขับร้อง มันถูกเก็บอยู่ในหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามานานถึง 111 ปี เสียงบันทึกถูกอัดลงบนกระบอกขี้ผึ้ง 6 กระบอก จำนวน 16 เพลง และผลงานดังกล่าวออกเผยแพร่เป็นรูปแบบซีดีเมื่อปี ค.ศ. 2007 

พรมแดนโชซ็อน

‘โรเบิร์ต โพรวีน’ ศาสตราจารย์กิตติคุณคณะดนตรี มหาวิทยาลัยแมริแลนด์เปิดเผยถึงการมีอยู่ของเสียงบันทึกในงานประชุมดนตรีพื้นบ้านเกาหลี 

“ใน 11 เพลงนั้น มีเพลงอารีรังอยู่ 3 เพลง รวมความยาวทั้งหมดประมาณ 11 นาที แต่ก็น่าเสียดายมาก เพราะสภาพของเสียงย่ำแย่จนแทบแยกเนื้อร้องไม่ออก นอกจากท่อนที่ร้องว่าอารีรัง อารีรัง อาราริโย

“ผมใช้เงินส่วนตัวของตัวเองประมาณ 30 ล้านวอนผลิตซีดีออกมาประมาณ 4,000 แผ่นแจกฟรีให้กับทั้งบุคคล และองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดี ‘อี มยองบัก’ สถานีโทรทัศน์ กลุ่มศึกษาดนตรีพื้นบ้าน รวมถึงนักวิชาการด้านภาษาและเกาหลีศึกษา ทั้งผมยังเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี ‘บารัก โอบามา’ ขอให้มอบเสียงบันทึกเหล่านี้ให้กับองค์กรของประเทศเกาหลี

“เหนือสิ่งอื่นใด ผมอยากเห็นการผลิตซีดีเพลงอารีรังให้มากขึ้น และถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางกว่านี้ ความจริงก็คือแม้อารีรังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ห้ามจับต้องของยูเนสโกแล้ว แต่แทบไม่มีซีดีอารีรังที่ทำอย่างดีพอให้ชาวเกาหลีนำไปมอบให้ชาวต่างชาติเพื่อแนะนำบทเพลงนี้แก่โลกภายนอก 

“ผมยังอยากเห็นคอนเทนต์ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับอารีรังเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือการแสดงรูปแบบต่างๆ ที่สามารถพาเพลงบทนี้ออกไปสู่เวทีโลกให้ผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้รู้จักและรับฟังมันจริงๆ”

 ในปี ค.ศ. 2017 เสียงเพลงอารีรังได้หวนกลับมาอีกครั้ง มันโผล่ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกนำมาจัดแสดงชั่วคราวใน ‘Seoul Arirang Festival’ ครั้งที่ 5 และในปัจจุบันก็ยังสามารถขอเข้าฟังบันทึกเสียงทั้งหกแผ่นได้ที่ ‘Library of Congress’ ภายในห้องอ่านงาน ‘Folklife Reading Room’

แน่นอนว่าอีกแรงขับเคลื่อนที่พาบทเพลงอารีรังมาไกลอย่างที่เราไม่พูดถึงไม่ได้ แม้มันจะดูเล็กน้อยแต่มหาศาลเหลือเกินคือบรรดาผู้คนที่ส่งเสียงให้แก่ศิลปินในคราวนั้น พวกเขาคือ ‘แฟนด้อม’

มันเป็นศัพท์ที่ถูกเรียกคนที่หลงใหลด้านกีฬาเป็นหลัก ก่อนที่ความหมายจะค่อยๆ ขยายออกไปสู่ทุกสิ่งที่ผู้คนคลั่งไคล้ พจนานุกรม ‘Merriam-Webster’ ระบุว่าศัพท์แฟนด้อมถูกใช้มาแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1903 หากเป็นแฟนด้อมทางดนตรี มันเติบโตขึ้นในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการถือกำเนิดวัฒนธรรมดนตรีสมัยนิยม ศูนย์กลางอยู่ที่ความหลงใหลร่วมกันของผู้ฟังที่มีต่อศิลปิน วงดนตรี หรือแนวเพลงใดแนวเพลงหนึ่ง แฟนเพลงไม่ได้เป็นเพียงผู้เสพงานดนตรีเท่านั้น ทว่าพวกเขาทุ่มเททั้งเวลา พลังใจ และอารมณ์ความรู้สึกให้แก่สิ่งที่พวกเขารัก ทั้งแฟนด้อมยังเป็นแรงผลักสำคัญที่ช่วยพาศิลปินให้ไปไกลมากขึ้น สร้างแรงกระเพื่อม ปลุกกระแสให้แก่วงการเพลง 

เราเห็นกันได้จากชัดเจนจากยุคที่แทบทั้งโลกคลั่งไคล้วงดนตรี ‘The Beatles’ ศิลปิน ‘Taylor Swift’ ไปจนถึง ‘Nicki Minaj’ ชัดเจนรู้ว่าแฟนด้อมนั้นเป็นพลังแห่งวัฒนธรรมอย่างแท้จริง 

คัลเจอร์ที่รัก

ปัจจุบันที่โลกออนไลน์เชื่อมเราทุกคนเข้าหากันในพริบตา สิ่งหนึ่งที่เติบโตไวไม่แพ้ไฟอันลุกลามจนโชกโชนคือแฟนด้อม ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนที่รัก อินจัด คลั่งไคล้ พวกเขาไม่ได้แค่ชอบหรือหวีดกรี๊ดด้วยหวังจะให้ศิลปินเป็นที่พักพิงใจ แต่รู้สึกเหมือนการค้นพบใครคนนั้นคือบ้านหนึ่งหลังสำหรับพวกเขา มันกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยคนข้างนอกบ้านอาจจะไม่ใจดีกับเรา เป็นพื้นที่ของคนเหงา คนเครียด กระทั่งคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร เพราะพวกเขาได้ลองเป็นอะไรสักอย่างผ่านแฟนอาร์ต การคอสเพลย์ การเมาท์ยาวสองร้อยทวิตแบบที่ไม่ต้องรู้สึกผิด และสิ่งสำคัญก็คือพวกเขามีเพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนกัน อันบอกให้รู้ว่าจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วนะ

หากมองลึกลงไปแฟนด้อมเป็นเหมือนจุดตัดความหวานของพ็อปคัลเจอร์และสุขภาพจิตใจ เพราะโลกสมมติที่ใครหลายคนมองว่าไร้สาระ มันช่วยให้ใครอีกหลายคนลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง ลองนึกภาพคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันเลย แต่เมื่อมีคำว่า BTS, Harry Potter, Marvel หรือ Blackpink โผล่ขึ้นมาเท่านั้นแหละ จากแปลกหน้าก็กลายเป็นเพื่อนสนิทได้ไม่ยาก หัวใจของแฟนด้อมคือที่ที่เราเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ หวีดเสียงดังได้แบบไม่ต้องลดระดับเสียง 

การดำดิ่งเข้าไปในแฟนด้อมที่รักยังคล้ายการพักจากโลกความจริงชั่วคราว เพราะงานที่หนักหน่วง ข่าวบ้านเมืองที่ทำเอากุมขมับ ชีวิตก็ระเนระนาดจนแทบควบคุมอะไรไม่ได้ แต่เมื่อได้หายเข้าไปในโลกที่เราคุ้นเคย โลกที่มีตัวละครโปรด เพลงโปรด หรือศิลปินที่รัก ความกังวลทั้งหลายก็ถูกวางลงไปชั่วขณะ แฟนด้อมจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีของการหนีโลกชนิดสร้างสรรค์ อย่างการเขียนแฟนฟิก วาดภาพแฟนอาร์ตก็เป็นพื้นที่การปลดปล่อยตัวตนแบบสุดทางนะ เพราะเราจะได้เล่าเรื่องใหม่ในแบบของตัวเอง ได้ลองเป็นอะไรสักอย่างที่โลกภายนอกอาจไม่ค่อยเปิดพื้นที่ให้ บางตัวตน บางอัตลักษณ์ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในกระแสนิยมนั้นมีที่ยืนชัดเจนเสมอในแฟนดอม 

ทั้งสิ่งที่ตามมาคือการฝึกทักษะประเภทที่เราแทบไม่รู้ตัว การเขียน วาดศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับคนอื่น หลายคนเริ่มต้นมันขึ้นมาจากความรักล้วนๆ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้ความมั่นใจในตัวเอง ได้พัฒนาตัวเอง ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นด้วย

แน่นอนมันก็เหมือนทุกอย่างในชีวิตที่ดำเนินไปโดยต้องไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาท แฟนด้อมเองก็มีด้านที่ต้องระวัง เช่น ความอินที่มากเกินไป บรรยากาศอันเป็นพิษในโลกออนไลน์ที่ทำให้พื้นที่อบอุ่นกลายเป็นสนามรบ การถกเถียงสนุกสนานกลายเป็นการโจมตี เพราะอย่างนั้นการสื่อสารแบบเคารพกันและกันก็เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แฟนด้อมยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่พักใจ ไม่ใช่ที่ที่เราทำร้ายกันเอง

ผลจากงานวิจัยยังบอกด้วยนะว่าคนจำนวนมากมองว่าการเป็นแฟนคลับคือเรื่องเท่ 

แหม! จะให้บอกว่าไม่เท่ได้อย่างไร ในเมื่อการรักอะไรสักอย่างและทำเพื่อสิ่งนั้นจนสุดใจ มันเป็นอะไรที่โคตรจะจริงใจและโคตรจะเท่เลยว่าไหม

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก