<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ปฏิกาล ภาคกาย, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/patikal-phakguy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/patikal-phakguy/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sat, 02 May 2020 12:39:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>7 ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของ GOLDCITY จากรองเท้านักเรียนสู่สนีกเกอร์ที่ออกแบบโดยจิตต์สิงห์ สมบุญ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/goldcity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิกาล ภาคกาย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Apr 2020 02:00:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Business]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้าผ้าใบ]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้า]]></category>
		<category><![CDATA[แฟชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[a brand story]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=95939</guid>

					<description><![CDATA[<p>ว่ากันว่าการสร้างภาพจำเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรชัดเจน ยังอาจแปลได้ว่าผู้คนจดจำผลิตภัณฑ์ของเราได้ และนึกถึงสินค้าของเราเป็นตัวเลือกแรกๆ  การมุ่งมั่นสร้างภาพจำจึงอาจเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้สร้างแบรนด์ จริงอยู่ว่า GOLDCITY มีภาพจำอันเด่นชัดเป็นรองเท้านักเรียน ยิ่งดูจากอายุอานามของธุรกิจที่ในปีนี้ครบรอบ 70 ปี รองเท้า GOLDCITY ก็อยู่คู่กับนักเรียนไทยมาไม่รู้กี่รุ่น  แต่ สุเมธ จินาพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท โกลด์ซิตี้ ฟุตเทค จำกัด หรือทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์รองเท้าแบรนด์นี้อาจไม่ได้คิดเช่นนั้น เปล่า, สุเมธไม่ได้จะบอกว่าต่อไปนี้ GOLDCITY จะเลิกผลิตรองเท้านักเรียน เขายังคงผลิตต่อไปและตั้งใจให้มันคงอยู่คู่นักเรียนไทยไปอีกนาน แต่ก็เช่นเดียวกับนักเรียนที่ต้องเติบโตไปสู่ช่วงวัยอื่น ถึงเวลาแล้วที่ GOLDCITY ในวันนี้จะสลัดภาพจำของความเป็นรองเท้านักเรียน แล้วสร้างภาพจำใหม่ๆ ในก้าวถัดไป ลองกลับมาทบทวนแต่ละก้าวของแบรนด์ บางทีอาจทำให้เรารู้ว่าก้าวถัดไปเป็นก้าวที่สำคัญขนาดไหน &#160; ก้าวที่ 1 ก้าวแรกสู่โรงเรียน แม้คนส่วนใหญ่จะมีภาพจำเกี่ยวกับ GOLDCITY ว่าเป็นรองเท้านักเรียน แต่หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน GOLDCITY ผลิตรองเท้าหลายประเภท มีหมดตั้งแต่รองเท้าคัตชู รองเท้าแตะ รองเท้าวิ่ง หรือรองเท้ากีฬา เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตลาดผู้ใช้รองเท้าผ้าใบส่วนใหญ่คือเด็กนักเรียน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/goldcity/">7 ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของ GOLDCITY จากรองเท้านักเรียนสู่สนีกเกอร์ที่ออกแบบโดยจิตต์สิงห์ สมบุญ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ว่ากันว่าการสร้างภาพจำเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ เพราะนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรชัดเจน ยังอาจแปลได้ว่าผู้คนจดจำผลิตภัณฑ์ของเราได้ และนึกถึงสินค้าของเราเป็นตัวเลือกแรกๆ </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การมุ่งมั่นสร้างภาพจำจึงอาจเป็นภารกิจสำคัญสำหรับผู้สร้างแบรนด์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จริงอยู่ว่า GOLDCITY มีภาพจำอันเด่นชัดเป็นรองเท้านักเรียน ยิ่งดูจากอายุอานามของธุรกิจที่ในปีนี้ครบรอบ 70 ปี รองเท้า GOLDCITY ก็อยู่คู่กับนักเรียนไทยมาไม่รู้กี่รุ่น </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ สุเมธ จินาพันธ์ กรรมการบริหาร บริษัท โกลด์ซิตี้ ฟุตเทค จำกัด หรือทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์รองเท้าแบรนด์นี้อาจไม่ได้คิดเช่นนั้น</span></p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="size-full wp-image-95969 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/B3A4364-e1587544051146.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><br />
เปล่า, สุเมธไม่ได้จะบอกว่าต่อไปนี้ GOLDCITY จะเลิกผลิตรองเท้านักเรียน เขายังคงผลิตต่อไปและตั้งใจให้มันคงอยู่คู่นักเรียนไทยไปอีกนาน แต่ก็เช่นเดียวกับนักเรียนที่ต้องเติบโตไปสู่ช่วงวัยอื่น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงเวลาแล้วที่ GOLDCITY ในวันนี้จะสลัดภาพจำของความเป็นรองเท้านักเรียน แล้วสร้างภาพจำใหม่ๆ ในก้าวถัดไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ลองกลับมาทบทวนแต่ละก้าวของแบรนด์ บางทีอาจทำให้เรารู้ว่าก้าวถัดไปเป็นก้าวที่สำคัญขนาดไหน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 1 </b><b>ก้าวแรกสู่โรงเรียน</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้คนส่วนใหญ่จะมีภาพจำเกี่ยวกับ GOLDCITY ว่าเป็นรองเท้านักเรียน แต่หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2493 จนถึงปัจจุบัน GOLDCITY ผลิตรองเท้าหลายประเภท มีหมดตั้งแต่รองเท้าคัตชู รองเท้าแตะ รองเท้าวิ่ง หรือรองเท้ากีฬา เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตลาดผู้ใช้รองเท้าผ้าใบส่วนใหญ่คือเด็กนักเรียน ประกอบกับผู้ผลิตรองเท้านักเรียนในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีไม่มาก ผู้คนจึงมีภาพจำว่า GOLDCITY เป็นผู้ผลิตรองเท้านักเรียน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในทางหนึ่ง ภาพจำดังกล่าวทำให้แบรนด์แข็งแรง สินค้าขายได้โดยผู้บริหารรุ่นก่อนไม่จำเป็นต้องใช้งบไปกับการตลาดมากมาย แต่ในทางหนึ่ง นั่นก็ทำให้ภาพจำของ GOLDCITY ถูกยึดโยงอยู่กับรองเท้านักเรียนมากเกินไป จนกลายเป็นเรื่องน่าหวั่นใจสำหรับสุเมธ จินาพันธ์ ทายาทผู้เล็งเห็นว่าโลกของรองเท้าผ้าใบมีอะไรมากกว่าในโรงเรียน</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 2 </b><b>ก้าวแรกด้วยความเกลียด ก้าวถัดไปด้วยความรัก</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจฟังดูเหมือนพล็อตที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สุเมธยืนยันว่าเขาเกลียดรองเท้ายิ่งกว่าอะไรดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยความที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้สุเมธต้องอยู่กับรองเท้าแทบจะตลอดเวลา แถมในช่วงที่เขายังเด็ก เป็นช่วงที่พ่อกับแม่ยังต้องก่อร่างสร้างตัว เด็กชายสุเมธจึงรู้สึกว่ารองเท้าเข้ามาแย่งความรักของพ่อกับแม่ไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถูกผลักดันให้เข้าไปทำงานกับฝ่ายผลิต นั่นหมายความว่าเขาต้องมานั่งออกแบบรองเท้า—สิ่งที่เขาเกลียดอีกด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เกลียดแบบไหนได้อย่างนั้น อาจเป็นคำพูดที่เข้ากับเรื่องราวของสุเมธได้ดี แต่ถ้าใช้ชีวิตต่อไปด้วยความเกลียดชัง สุเมธก็อาจถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่พอใจตลอดชีวิต เขาจึงตั้งหลักให้กับตัวเองแล้วคิดเสียใหม่ ว่าต่อไปนี้จะไม่ทำในสิ่งที่รัก แต่เขาจะรักในสิ่งที่ทำ</span></p>
<p><img decoding="async" class="wp-image-95977 size-full aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/B3A4260-e1587545279322.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 3 </b><b>ก้าวสู่รุ่นที่ 3</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ถึงจะรักในสิ่งที่ทำแล้ว แต่สุเมธก็คิดว่าเขาไม่ใช่สนีกเกอร์เฮดหรือผู้เชี่ยวชาญในรองเท้าผ้าใบถึงขั้นรู้ชื่อรุ่นรู้ปีผลิตอย่างละเอียด สุเมธเชื่อว่าเขาเป็นเหมือน sneaker consult มากกว่า คือสามารถให้คำแนะนำ หาทางแก้ปัญหาให้กับผู้ที่อยากผลิตรองเท้าผ้าใบได้ เพราะนอกจากจะทำงานในฝ่ายผลิต สุเมธยังได้ดูแลฝ่ายขาย รวมถึงติดต่องานรับจ้างผลิตกับแบรนด์รองเท้าจากต่างประเทศ ซึ่งสุเมธบอกว่าโรงงานที่ตั้งอยู่ในมหาชัย จังหวัดสมุทรสาครนี้ผลิตรองเท้าให้กับแทบทุกทวีปในโลกแล้ว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อาจด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเวลาต้องมารับบทบาทเป็นกรรมการบริหาร สุเมธถึงคิดว่าเขาน่าจะนำความรู้ที่ได้เหล่านั้นมาปรับใช้กับ GOLDCITY ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะโละภาพจำที่ผู้คนมีเกี่ยวกับ GOLDCITY ทั้งหมด แล้วสร้างขึ้นใหม่ในวันวัยที่รองเท้ายี่ห้อนี้ยืนระยะมาได้ 70 ปี</span></p>
<p><img decoding="async" class="size-full wp-image-95970 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/B3A4400-e1587544118512.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 4 </b><b>ก้าวแห่งการยอมรับ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ สุเมธนึกจะปรับภาพจำของแบรนด์ก็จะปรับได้ เพราะต่อให้เขาจะนั่งแท่นกรรมการบริหาร แต่ในมุมของผู้ใหญ่ สุเมธก็ยังเป็นลูกหลานที่เคยวิ่งเล่นในโรงงานอยู่ดี ต่อให้เขาจะนำข้อเท็จจริงทางการตลาดมาแสดงให้ดูว่ารองเท้าผ้าใบแฟชั่นกำลังยึดหัวหาดรองเท้าผ้าใบในประเทศไทย (หรือแทบจะทั้งโลก) ผู้ใหญ่ก็ยังไม่แน่ใจว่า GOLDCITY ควรจะกระโดดเข้าร่วมในสนามแห่งนี้กับเขาด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความที่ไม่ใช่คนที่ถูกปัดแล้วยอมแพ้ สุเมธจึงเอาแนวคิดที่มีไปใช้ซุ่มสร้างโปรเจกต์ใหม่ ผลิตรองเท้าผ้าใบที่แตกต่างจาก GOLDCITY อย่างชัดเจน และก็เป็นโปรเจกต์นี้เองที่พิสูจน์ให้รุ่นก่อนๆ ได้เห็นว่ารุ่นที่ 3 คนนี้มีของ เพราะ G-PLUS เป็นรองเท้าผ้าใบที่ได้การตอบรับน่าพึงพอใจ จนทำให้แนวความคิดปรับภาพจำ GOLDCITY ไม่มีใครคัดค้านอีกต่อไป</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 5 </b><b>ก้าวนี้คือก้าวใหม่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">จากที่เคยถูกจดจำว่าเป็น ‘รองเท้านักเรียน GOLDCITY’ มาวันนี้สุเมธต้องการขีดฆ่าคำว่ารองเท้านักเรียนทิ้ง แล้วเปลี่ยนคำนำหน้าเสียใหม่เป็น ‘รองเท้าผ้าใบ GOLDCITY’</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อย่างที่บอกว่าเขายังไม่ทิ้งรองเท้านักเรียน สุเมธยังมีความคิดว่าจะปรับเปลี่ยนรองเท้านักเรียนให้เป็นแฟชั่นมากขึ้น แต่นั่นก็ยังไม่พอ สุเมธต้องการนำเอาความเป็นแฟชั่นเข้ามาจับกับ GOLDCITY ให้มากกว่านี้ โดยเขาต้องการให้ผู้คนหยิบ GOLDCITY มาใส่ในช่วงเวลาไหนของชีวิตก็ได้ สวมใส่แล้วมั่นใจ พร้อมออกไปทำกิจกรรมได้ทุกอย่าง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">อีกทั้งเขายังเล็งเห็นว่าการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงของรุ่นก่อนๆ จะเห็นได้ว่า GOLDCITY ใช้การตลาดน้อย จะมีก็เพียงการโฆษณาผลิตภัณฑ์บางรุ่น หรือต่อให้มีภาพถ่ายสินค้าก็เป็นแค่การถ่ายรองเท้าแล้วจบไป สุเมธเชื่อว่าทุกอย่างต้องคิดใหม่ทำใหม่ ตั้งแต่การถ่ายภาพประชาสัมพันธ์ที่ควรแสดงให้เห็นว่ารองเท้าคู่นี้ใส่กับเสื้อผ้าสไตล์ไหนได้ นอกจากนี้เขายังต้องการจะสื่อสารกับผู้คนว่า GOLDCITY คือใคร และ GOLDCITY ที่ทุกคนเคยเข้าใจว่าผลิตแต่รองเท้านักเรียนนั้น วันนี้พวกเขากำลังทำอะไร</span></p>
<pre style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-95972 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/86998334_2517745965159463_6079356161142816768_o-e1587544625811.jpg" alt="" width="675" height="675" /></pre>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 6 </b><b>ก้าวไปกับนักออกแบบ</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">แม้จะเชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้ามากเพียงใด แต่สุเมธก็รู้ตัวว่าหากอยากให้ GOLDCITY เป็นรองเท้าแฟชั่นที่รองรับได้ทุกไลฟ์สไตล์ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการออกแบบจากใครสักคนที่เชี่ยวชาญเพียงพอ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จิตต์สิงห์ สมบุญ เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เขาเคยฝากผลงานออกแบบและศิลปะไว้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งผลงานเหล่านั้นได้เตะตาสุเมธมานานแล้ว เมื่อต้องการผลิตรองเท้าโมเดลใหม่เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 70 ปี และเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับภาพลักษณ์องค์กรให้เป็นที่จดจำ ชื่อของจิตต์สิงห์จึงถูกนึกถึงเป็นชื่อแรก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากการพูดคุยสู่การตกลงร่วมมือกัน ผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษ GC70TH ซึ่งเกิดจากการที่จิตต์สิงห์มองกลับไปยังช่วงเวลาที่ผ่านมาของ GOLDCITY แล้วนึกเปรียบเทียบถึงการสะสมตะกอนซ้อนทับจากห้วงเวลาของชั้นดินชั้นหิน ที่บอกกล่าวความเป็นมาเกี่ยวกับสภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของโลก </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้ เลข 70 ที่ปรากฏในชื่อรุ่นจึงไม่ได้หมายถึงแค่เพียงวาระ 70 ปีของ GOLDCITY หากยังถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ด้วยการที่รองเท้ามีขอบถึง 7 ชั้น สื่อถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น แล้วยังหมายรวมถึง 70s ยุคที่รองเท้าผ้าใบเฟื่องฟูไปทั่วทั้งโลก ส่วน TH นั้นก็หมายถึงการที่รองเท้ารุ่นนี้ผลิตจากแบรนด์คนไทย ดีไซน์โดยนักออกแบบไทย ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ในประเทศไทย </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่การขายนั้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศไทย เพราะสุเมธตั้งใจว่าจะทำให้คนไทยและคนเอเชียสวมใส่รองเท้าผ้าใบ GOLDCITY ให้ได้</span></p>
<pre style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-95976 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/B3A4229-e1587545273824.jpg" alt="" width="675" height="450" /></pre>
<p>&nbsp;</p>
<h3><b>ก้าวที่ 7 </b><b>ก้าวไปในทุกที่</b></h3>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยการร่วมงานกับลูกค้าหลากหลายประเทศ ทำให้สุเมธมีเป้าหมายระยะยาวว่าจะขยับขยายฐานลูกค้าของ GOLDCITY ไปสู่ระดับสากล โดยเป้าหมายแรกเริ่มนั้น เขาตั้งเป้าไว้ที่คนเอเชีย ซึ่งทุกวันนี้ GOLDCITY ได้ทำการค้นคว้าเรื่องสรีระเท้าของคนเอเชียเตรียมไว้แล้ว </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น สุเมธก็ยังไม่ลืมตลาดในไทย เพราะจากการสังเกตของตัวเขาเอง สุเมธก็ยอมรับว่า GOLDCITY ไม่อยู่ในการรับรู้ของชาวไทยมานานมากแล้ว ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นผลดีตรงที่เขาสามารถนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่ในแง่หนึ่งเขาก็ไม่อยากที่จะล้มล้างสิ่งที่รุ่นก่อนๆ ทำมา เขายังคงตั้งใจจะเก็บสิ่งเดิมๆ เอาไว้ เพียงแต่ต้องต่อยอดและพัฒนาให้ดีกว่าเดิม </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">GOLDCITY จึงจะมีทั้งรองเท้าผ้าใบแฟชั่น (ที่สุเมธแง้มว่าวางแผนจะต่ออีกหลายรุ่น) รองเท้าผ้าใบนักเรียน ไปจนถึงรองเท้าอื่นๆ ที่พร้อมจะทำขึ้นมาตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย และตอบสนองต่อความต้องการในทุกช่วงเวลาของชีวิต</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เหมือนที่ญี่ปุ่นมีบริษัทอายุมากกว่าร้อยปี สุเมธก็หวังว่า GOLDCITY จะไปถึงจุดจุดนั้นได้</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จุดที่คนไทยจะได้ใส่รองเท้าของ GOLDCITY ไปอีกหลายรุ่น จุดที่มีภาพจำว่า GOLDCITY คือผู้ผลิตรองเท้า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">และเมื่อนึกถึงรองเท้า คุณก็จะไม่นึกถึงสิ่งใด </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจาก GOLDCITY</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-95973 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/04/B3A4442-e1587544846395.jpg" alt="" width="675" height="450" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/goldcity/">7 ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของ GOLDCITY จากรองเท้านักเรียนสู่สนีกเกอร์ที่ออกแบบโดยจิตต์สิงห์ สมบุญ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ชวนพิสูจน์ 5 ทริกที่สายดื่มคิดว่าจะช่วยให้รอดด่าน</title>
		<link>https://adaymagazine.com/drink-dont-drive/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิกาล ภาคกาย]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 26 Dec 2019 10:00:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[branded content]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[drink don't drive]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มไม่ขับ]]></category>
		<category><![CDATA[สสส.]]></category>
		<category><![CDATA[advertorial]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=85062</guid>

					<description><![CDATA[<p>เข้าสู่ช่วงปลายปีเมื่อไหร่ นอกจากการเคาต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าแล้ว เรายังจะได้เห็นการนับยอดผู้ประสบอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล ซึ่งต่อให้กวดขันกันมากเท่าไหร่ รณรงค์กันเพียงไหน อุบัติเหตุบนท้องถนนก็ยังเกิด และเอาเข้าจริงไม่ต้องถึงช่วงเทศกาลก็ได้ ไม่ว่าวันไหนก็ล้วนเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ โดยหนึ่งในต้นสายปลายเหตุเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นเครื่องดื่มมึนเมา ที่ต่อให้แทบทุกคนจะมีวลีติดหูอย่าง ‘ดื่มไม่ขับ’ ไว้เตือนใจ แต่พอแอลกอฮอล์เข้าเส้นเลือด หลายคนก็พากันนั่งหลังพวงมาลัยแล้วเลือกที่จะขับขี่รถยนต์ด้วยตัวเอง หนำซ้ำยังมีความรู้คู่ความเมาที่ไม่รู้ไลฟ์โค้ชคนไหนเป็นผู้ริเริ่ม แต่ที่แน่ๆ คือคนดื่มที่มียานพาหนะต่างท่องจำชุดความเชื่อเหล่านี้ฝังใจว่าทำเช่นนี้แล้วจะรอดปลอดภัย คุณตำรวจประจำด่านต้องปล่อยผ่าน และไม่ว่าบ้านจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ไปถึง ว่าแล้วเราเลยติดต่อไปหาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ผู้ใจดีช่วยไขข้อสงสัยให้กับเราดังต่อไปนี้ 1. ดื่มนมเปรี้ยวไม่ช่วยให้หายเมา พ.ร.บ.จราจรทางบกระบุไว้ว่า &#8216;ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าดื่มแล้วขับ มีความผิดทางกฎหมาย อาจติดคุก ถูกปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจยังต้องรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติเพื่อบำเพ็ญประโยชน์&#8217; ด้วยเหตุนี้คนดื่มแล้วขับจึงเหมือนมีมิสชั่นให้ต้องทำก่อนกลับบ้าน คือตรวจสอบว่าถนนเส้นที่ต้องขับผ่านจะมีด่านตรวจแอลกอฮอล์หรือไม่ ซึ่งบางคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าขับไปคือถูกจับแน่ ถ้าไม่ใช้บริการเรียกคนอื่นมาขับแทนก็ขอนั่งอยู่ต่อไปจนกว่าจะหายเมาดีกว่า แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำเช่นนี้ มีหลายคนเช่นกันที่รู้ตัวว่าเมา รู้ว่าต้องเจอด่านแน่ๆ แต่ก็ขอฝืนขับไปเผชิญหน้า เพราะเชื่อว่าตัวเองนั้นมีเคล็ดลับดี ต่อให้ต้องเป่ายังไงก็รอด ตำนานเล่าขานกันว่าต่อให้มึนเมาแค่ไหน หากดื่มนมเปรี้ยวหรือน้ำเยอะๆ ก็จะช่วยให้ผ่านด่านไปได้ฉลุย จึงเป็นเหตุผลที่ถ้าใครผ่านไปร้านสะดวกซื้อแถวสถานบันเทิงในยามค่ำคืนก็จะเห็นภาพบุคคลหน้าแดงๆ มีลมหายใจเมาๆ ต่อแถวซื้อนมเปรี้ยวและน้ำเปล่ากันเป็นแถบ ซึ่งถ้าใครลองแล้วรอดก็อาจแสดงว่าวันนั้นดื่มแอลกอฮอล์มาไม่มากพอ แต่ถ้าใครลองแล้วไม่รอดก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะตำนานดังกล่าวนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด! ด้วยความที่เครื่องตรวจจับนั้นสแกนหาแอลกอฮอล์จากลมหายใจส่วนลึกที่สัมผัสเส้นเลือดฝอยในถุงลมปอด ทำให้นมเปรี้ยวหรือน้ำเปล่าไม่มีผลต่อการทำให้คนเมากลายเป็นคนไม่เมาได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drink-dont-drive/">จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ชวนพิสูจน์ 5 ทริกที่สายดื่มคิดว่าจะช่วยให้รอดด่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="p1"><span class="s1">เข้าสู่ช่วงปลายปีเมื่อไหร่ นอกจากการเคาต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าแล้ว เรายังจะได้เห็นการนับยอดผู้ประสบอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล ซึ่งต่อให้กวดขันกันมากเท่าไหร่ รณรงค์กันเพียงไหน อุบัติเหตุบนท้องถนนก็ยังเกิด และเอาเข้าจริงไม่ต้องถึงช่วงเทศกาลก็ได้ ไม่ว่า</span><span class="s2">วันไหน</span><span class="s1">ก็ล้วนเกิดอุบัติเหตุเป็นประจำ โดยหนึ่งในต้นสายปลายเหตุเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นเครื่องดื่มมึนเมา ที่ต่อให้แทบทุกคนจะมีวลีติดหูอย่าง ‘ดื่มไม่ขับ’ ไว้เตือนใจ แต่พอแอลกอฮอล์เข้าเส้นเลือด </span><span class="s2">หลายคน</span><span class="s1">ก็พากันนั่งหลังพวงมาลัยแล้วเลือกที่จะขับขี่รถยนต์ด้วยตัวเอง</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">หนำซ้ำยังมีความรู้คู่ความเมาที่ไม่รู้ไลฟ์โค้ชคนไหนเป็นผู้ริเริ่ม แต่ที่แน่ๆ คือคน</span><span class="s2">ดื่ม</span><span class="s1">ที่มียานพาหนะต่างท่องจำชุดความเชื่อเหล่านี้ฝังใจว่าทำเช่นนี้แล้วจะรอดปลอดภัย คุณตำรวจประจำด่านต้องปล่อยผ่าน และไม่ว่าบ้านจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ไปถึง</span></p>
<p>ว่าแล้วเราเลยติดต่อไปหาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ผู้ใจดีช่วยไขข้อสงสัยให้กับเราดังต่อไปนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85339" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-1164067833.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-1164067833.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-1164067833-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-1164067833-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>1. ดื่มนมเปรี้ยวไม่ช่วยให้หายเมา</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s2"> พ.ร.บ.จราจรทางบกระบุไว้ว่า </span><span class="s1"><i>&#8216;ผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าดื่มแล้วขับ มีความผิดทางกฎหมาย อาจติดคุก ถูกปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจยังต้องรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติเพื่อบำเพ็ญประโยชน์&#8217;</i></span></p>
<p class="p2"><span class="s1"><i> </i>ด้วยเหตุนี้</span><span class="s3">คนดื่มแล้วขับ</span><span class="s1">จึงเหมือนมีมิสชั่นให้ต้องทำก่อนกลับบ้าน คือตรวจสอบว่าถนนเส้นที่ต้องขับผ่านจะมีด่านตรวจแอลกอฮอล์หรือไม่ ซึ่งบางคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าขับไปคือถูกจับแน่ ถ้าไม่ใช้บริการเรียกคนอื่นมาขับแทนก็ขอนั่งอยู่ต่อไปจนกว่าจะหายเมาดีกว่า</span></p>
<p class="p3"><span class="s1">แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำเช่นนี้ มีหลายคนเช่นกันที่รู้ตัวว่าเมา รู้ว่าต้องเจอด่านแน่ๆ แต่ก็ขอฝืนขับไปเผชิญหน้า เพราะเชื่อว่าตัวเองนั้นมีเคล็ดลับดี ต่อให้ต้องเป่ายังไงก็รอด</span></p>
<p class="p2"><span class="s1"> ตำนานเล่าขานกันว่าต่อให้มึนเมาแค่ไหน หากดื่มนมเปรี้ยวหรือน้ำเยอะๆ ก็จะช่วยให้ผ่านด่านไปได้ฉลุย จึงเป็นเหตุผลที่ถ้าใครผ่านไปร้านสะดวกซื้อแถวสถานบันเทิงในยามค่ำคืนก็จะเห็นภาพบุคคลหน้าแดงๆ มีลมหายใจเมาๆ ต่อแถวซื้อนมเปรี้ยวและน้ำเปล่ากันเป็นแถบ ซึ่งถ้าใครลองแล้วรอดก็อาจแสดงว่าวันนั้นดื่มแอลกอฮอล์มาไม่มากพอ แต่ถ้าใครลองแล้วไม่รอดก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะตำนานดังกล่าวนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด!</span></p>
<p class="p2"><span class="s1"> ด้วยความที่เครื่องตรวจจับนั้นสแกนหาแอลกอฮอล์</span><span class="s4">จากลมหายใจส่วนลึกที่สัมผัสเส้นเลือดฝอยในถุงลมปอด</span><span class="s1"> ทำให้นมเปรี้ยวหรือน้ำเปล่าไม่มีผลต่อการทำให้คนเมากลายเป็นคนไม่เมาได้ ยิ่งถ้าดื่มแอลกอฮอล์มาเยอะๆ ด้วยแล้ว ต่อให้ซัดนมเปรี้ยวหรือน้ำเปล่าเป็นลังก็ไม่อาจเปลี่ยนผลใดๆ</span></p>
<p class="p3"><span class="s3">นอกจากนี้ยังมีคนที่</span><span class="s1">ยืนยันว่าจะไม่เป่า ต่อให้คุณตำรวจเรียกร้องเพียงใดก็ไม่ยอม ซึ่งบอกเลยว่าการกระทำเช่นนี้ยิ่งมัดตัวให้ไม่ได้กลับบ้าน เพราะเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิกักตัวไว้ตรวจสอบและสันนิษฐานว่าผู้ที่อิดออดคนนี้ดื่มแล้วขับ ทำให้</span><span class="s5">จะได้รับโทษ คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพักใช้ใบอนุญาตขับรถไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรืออาจเพิกถอนใบอนุญาตได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85338" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-935297570.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-935297570.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-935297570-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-935297570-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p1"><span class="s1"><b>2. งีบหลับไม่ช่วยให้หายเมา</b></span></h3>
<p class="p2"><span class="s1">อาจเพราะเวลาง่วงนอน การงีบหลับจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว เพียงแค่สิบนาทีก็ช่วยให้หายล้าได้ จึงมีบางคนนำวิธีนี้ไปประยุกต์ใช้กับการดื่มสุรา โดยหวังว่าการพักสายตาจะช่วยรีเซตให้หายเมาเป็นปลิดทิ้ง</span></p>
<p class="p2"><span class="s1">แต่ต้องบอกเลยว่าการงีบสิบนาทีไม่ช่วยอะไร ครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่พอ หนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ไหว เพราะมี</span><span class="s2">ข้อมูลบ่งชี้</span><span class="s1">ว่าการดื่มเบียร์ขนาด 500 มิลลิลิตร สำหรับคนที่มีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 60 กิโลกรัมขึ้นไป กว่าที่แอลกอฮอล์จะหายเป็นปลิดทิ้งต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมง หรือถ้าเกิน 1,500 มิลลิลิตรต้องใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง! </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ที่สำคัญถ้านอนไปแล้วแอลกอฮอล์จะสลายช้ากว่าตอนตื่นอีก คือถ้าจะงีบเพื่อหวังให้แอลกอฮอล์หาย </span> <span class="s2">สู้ตัดสินใจเลิกขับแล้วนอนยาวเลยดีกว่า อย่างไรก็ตามหาก</span><span class="s1">คุณกระดกแอลกอฮอล์เยอะเกินไป วันรุ่งขึ้นก็อาจยังมีตกค้างอยู่ในเลือด ส่งผลให้สติของเราในวันถัดมาขาดหายไปบ้างก็ได้</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85336" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-464856572.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-464856572.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-464856572-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-464856572-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p8"><span class="s1"><b>3. เดินตัวตรงได้ไม่ได้แปลว่าไม่เมา</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1"> หลายครั้งหลายหนเวลาดื่มเหล้าเรามักคิดว่าตัวเองเป็นผู้อยู่เหนือความเมา ก็ถ้าหากยังไม่เดินเซ คำนวณเลขไหว ทำไมถึงจะขับรถกลับบ้านไม่ได้ </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ขอบอกว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจเช่นนั้น เพราะต่อให้ภายนอกจะดูไหว แต่ความจริงแล้วภายในอย่างสมองกำลังปั่นป่วนไม่ใช่น้อย </span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> การดื่มเบียร์ขนาด 500 มิลลิลิตร เพียงแค่ 1-2 กระป๋อง ทำให้เราคิดอะไรได้ช้าลง เพราะแอลกอฮอล์ได้เข้าไปปั่นป่วนเปลือกสมอง (cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ การใช้เหตุผล และถ้าดื่มมากขึ้นไปเป็น 3-6 กระป๋อง แอลกอฮอล์จะทำให้สมองส่วนหลัง (cerebellum) ใช้งานติดขัด ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล เดินเป๋ไปเป๋มา และถ้ามากกว่า 6 กระป๋องขึ้นไป hippocampus สมองส่วนที่เกี่ยวกับความทรงจำก็จะถูกแอลกอฮอล์เข้ายึด ทำให้จำอะไรไม่ค่อยได้ เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง ยืนไม่ค่อยไหว แล้วถ้ายังกินไม่หยุดอีกก็อาจส่งผลให้สมองเป็นอัมพาต ซึ่งขั้นนี้ถือว่าน่ากลัวมากๆ เพราะอาจส่งผลถึงชีวิต</span></p>
<p class="p1"><span class="s2">ทางออก</span><span class="s1">ที่ดี</span><span class="s2">คือดื่มไม่ขับ </span><span class="s1">ไม่ใช่ดื่มแต่น้อย</span><span class="s2">และคิดเอาเองว่า</span><span class="s1">ขับรถกลับบ้านได้ เพราะต่อให้ดื่มน้อยเพียงไหน แอลกอฮอล์ก็มีผลต่อสมอง กระทบถึงการตัดสินใจ ซึ่งบางครั้งการตัดสินใจช้าแค่เพียงเสี้ยววินาทีเราก็อาจแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว</span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85133" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961.jpeg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961.jpeg 2249w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961-300x200.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961-768x512.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961-1024x683.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/pexels-photo-544961-600x400.jpeg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p8"><span class="s1"><b>4. กิน-ดื่มใกล้บ้านก็ประมาทไม่ได้</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">เวลาพูดเรื่อง</span><span class="s2">ดื่ม</span><span class="s1">ไม่ขับ หลายคนอาจคิดถึงแค่การเดินทางระยะไกล อารมณ์แบบเดินทางออกต่างจังหวัดหรือกลับบ้านที่ไกลกว่า 20 กิโลเมตรขึ้นไป แต่ความจริงแล้วไม่ว่าจะเดินทางใกล้หรือไกลก็ไม่มีใครควรดื่มแล้วขับทั้งนั้น </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ผลสำรวจของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่าอุบัติเหตุกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นบนถนนสายรอง อันหมายถึงถนนตามเขตหมู่บ้าน เทศบาล หรือทางหลวงชนบท และเมื่อมีการเก็บสถิติจากอุบัติเหตุ (โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์) ในโรงพยาบาลก็พบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของจุดเกิดเหตุมักอยู่ห่างจากบ้านหรือที่พักของผู้ประสบเหตุไม่เกิน 5 กิโลเมตร </span></p>
<p class="p2"><span class="s1">ด้วยความที่อยู่ใกล้บ้าน ใครหลายคนเลยคิดว่าดื่มนิดดื่มหน่อยคงไม่เป็นไร ขับขี่แป๊บเดียว</span><span class="s2">หรือไม่สวมหมวกนิรภัยก็ได้เดี๋ยว</span><span class="s1">ก็ถึงบ้านแล้ว แต่ก็เพราะความใกล้บ้านนี่แหละที่ทำให้ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น เพราะในทางหนึ่งความอยู่ใกล้นิดเดียวก็ทำให้เราประมาทขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว </span></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-85343" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-474752734.jpg" alt="" width="645" height="430" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-474752734.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-474752734-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/12/GettyImages-474752734-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 645px) 100vw, 645px" /></p>
<h3 class="p8"><span class="s1"><b>5. ดื่มแล้วขับตอนอายุไม่ถึง 20 ก็ได้รับโทษ</b></span></h3>
<p class="p1"><span class="s1">อีกหนึ่งความ</span><span class="s2">เข้าใจผิด</span><span class="s1">ที่ไม่รู้มาได้ยังไงว่า ถ้าอายุยังน้อยอยู่ เป็นผู้เยาว์ หากถูกจับจากการดื่ม</span><span class="s2">แล้วขับอาจไม่ได้รับโทษ</span><span class="s1">หรือได้รับโทษน้อยกว่า</span></p>
<p class="p1"><span class="s1"> โทษดื่มแล้วขับนั้นไม่มีการละเว้นให้กับใคร ความจริงยิ่งอายุน้อยยิ่ง</span><span class="s2">เสี่ยง</span><span class="s1">ได้รับโทษด้วย เพราะจากเดิมที่จะถือว่าเมาสุราเมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเจ้าหน้าที่เช็กอายุแล้วพบว่ายังไม่ถึง 20 ปี เกณฑ์การเมาสุราจะถูกปรับให้เหลือเพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กินไม่เยอะก็ถูกปรับ</span><span class="s2">อยู่ดี</span><span class="s1"> แถมโทษที่ได้ก็จะเหมือนผู้ใหญ่เลย</span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p class="p3"><span class="s3">เห็นได้ว่าไม่ว่าจะพยายามยังไง ถ้าดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้ว</span><span class="s1">มีความเสี่ยงมากมาย ทั้งเสี่ยงต่อชีวิตของตัวเราเองและผู้ร่วมใช้ท้องถนน</span></p>
<p class="p4"><span class="s3">ดังนั้น</span><span class="s1">คิดให้ดีก่อนดื่ม และที่สำคัญคือดื่มไม่ขับ จะได้กลับบ้านปลอดภัยนะ</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/drink-dont-drive/">จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ชวนพิสูจน์ 5 ทริกที่สายดื่มคิดว่าจะช่วยให้รอดด่าน</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Maho Rasop 2019 เทศกาลดนตรีที่เริ่มนับหนึ่งและอยากไปให้ถึงร้อย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/maho-rasop-2019/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิกาล ภาคกาย]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Oct 2019 13:05:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร]]></category>
		<category><![CDATA[มหรสพ]]></category>
		<category><![CDATA[Seen Scene Space]]></category>
		<category><![CDATA[MAHO RASOP]]></category>
		<category><![CDATA[Maho Rasop Festival]]></category>
		<category><![CDATA[ศรัณย์ ภิญญรัตน์]]></category>
		<category><![CDATA[พิมพ์พร เมธชนัน]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยสุ โกมารทัต]]></category>
		<category><![CDATA[เทศกาลดนตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[HAVE YOU HEARD?]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=76700</guid>

					<description><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปปลายปี 2018 คอดนตรีบ้านเราน่าจะได้ยินข่าวคราวของเทศกาลดนตรีสดใหม่ที่ในเวลานั้นหลายคนอาจสงสัยว่าจะออกมาหน้าไหน เพราะชื่อของเทศกาลก็ดันไปสอดคล้องกับภาพจำว่าต้องเป็นการแสดงแบบไทยๆ แต่พอไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินก็ต้องเกาหัวแกรกๆ ด้วยวงดนตรีเหล่านั้นล้วนข้ามฟ้าข้ามทะเลมาจากต่างแดน แล้วที่สำคัญ บางวงฉันก็ยังไม่รู้จักอีก เทศกาลนี้คงไม่เหมาะกับฉัน/ผม/เราแล้วแหละมั้ง บางคนอาจคิดเช่นนั้น แต่บางคนก็ไม่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 Maho Rasop Festival เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีใครคาดหมายวันนั้นทั้งวัน ภาพถ่าย ข้อความ คำบอกเล่า วิดีโอคลิป ที่พูดถึงเทศกาลนี้ปรากฏขึ้นเต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก (อย่างน้อยก็ในของผม) และราวกับธรรมเนียมของการชมคอนเสิร์ต หลังเทศกาลรูดม่านปิดฉากไป ผู้คนต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ ไชโยโห่ร้อง ปรบมือเป่าปาก เรียกร้องให้เทศกาลนี้กลับมาแสดงต่ออีกครั้ง ไม่ต้องรอนาน ไม่ทันผ่านพ้นหนึ่งสัปดาห์ คณะผู้จัดอันประกอบด้วย HAVE YOU HEARD? (กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร และพิมพ์พร เมธชนัน), Seen Scene Space (ปิยสุ โกมารทัต) และฟังใจ (ศรัณย์ ภิญญรัตน์) เหล่าโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป ก็ต้อนรับเสียงอังกอร์เหล่านั้นด้วยการประกาศล่วงหน้า 1 [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/maho-rasop-2019/">Maho Rasop 2019 เทศกาลดนตรีที่เริ่มนับหนึ่งและอยากไปให้ถึงร้อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ย้อนกลับไปปลายปี 2018 คอดนตรีบ้านเราน่าจะได้ยินข่าวคราวของเทศกาลดนตรีสดใหม่ที่ในเวลานั้นหลายคนอาจสงสัยว่าจะออกมาหน้าไหน เพราะชื่อของเทศกาลก็ดันไปสอดคล้องกับภาพจำว่าต้องเป็นการแสดงแบบไทยๆ แต่พอไล่สายตาดูรายชื่อศิลปินก็ต้องเกาหัวแกรกๆ ด้วยวงดนตรีเหล่านั้นล้วนข้ามฟ้าข้ามทะเลมาจากต่างแดน แล้วที่สำคัญ บางวงฉันก็ยังไม่รู้จักอีก</p>
<p>เทศกาลนี้คงไม่เหมาะกับฉัน/ผม/เราแล้วแหละมั้ง</p>
<p>บางคนอาจคิดเช่นนั้น แต่บางคนก็ไม่</p>
<p>17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 Maho Rasop Festival เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีใครคาดหมายวันนั้นทั้งวัน ภาพถ่าย ข้อความ คำบอกเล่า วิดีโอคลิป ที่พูดถึงเทศกาลนี้ปรากฏขึ้นเต็มโซเชียลเน็ตเวิร์ก (อย่างน้อยก็ในของผม) และราวกับธรรมเนียมของการชมคอนเสิร์ต หลังเทศกาลรูดม่านปิดฉากไป ผู้คนต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ ไชโยโห่ร้อง ปรบมือเป่าปาก เรียกร้องให้เทศกาลนี้กลับมาแสดงต่ออีกครั้ง</p>
<p>ไม่ต้องรอนาน ไม่ทันผ่านพ้นหนึ่งสัปดาห์ คณะผู้จัดอันประกอบด้วย HAVE YOU HEARD? (กิรตรา พรหมสาขา ณ สกลนคร และพิมพ์พร เมธชนัน), Seen Scene Space (ปิยสุ โกมารทัต) และฟังใจ (ศรัณย์ ภิญญรัตน์) เหล่าโปรโมเตอร์คอนเสิร์ตที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป ก็ต้อนรับเสียงอังกอร์เหล่านั้นด้วยการประกาศล่วงหน้า 1 ปีว่า Maho Rasop 2019 จะกลับมาอย่างแน่นอน</p>
<p>เทศกาลได้เสียงตอบรับดี คนที่ไปแล้วอยากไปอีก คนที่พลาดไปตั้งตารอ</p>
<p>ทุกอย่างเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกสิ่งดูเหมือนจะง่ายขึ้นสำหรับพวกเขา แต่แล้วก็คงเหมือนแพลนชีวิตที่ไม่เคยได้ดังใจ หนึ่งปีที่ผ่านมาเรื่องราวที่คาดไม่ถึงประเดประดังเข้าใส่ทีมงาน Maho Rasop เป็นเหตุให้ผมต้องนัดพบกับ <strong>ศรัณย์ ภิญญรัตน์</strong> หนึ่งในทีมผู้จัด เพื่อถามถึงความพร้อมของเทศกาลที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77841" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>การประกาศล่วงหน้า 1 ปี แถมเพิ่มเป็น 2 วัน ถือเป็นการตั้งใจตั้งแต่แรกหรือเป็นการตัดสินใจหลังจากจบงานปีที่แล้ว</strong></p>
<p>เอาจริงๆ ก็ก้ำกึ่ง คือตอนคุยกันเรื่อง Maho Rasop กับพี่ๆ ทีม HAVE YOU HEARD? และ Seen Scene Space เราต่างมีความคิดว่า Maho Rasop คือโปรเจกต์ระยะยาว แต่ด้วยความที่เป็นครั้งแรก เลยไม่มีใครแน่ใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะประสบความสำเร็จไหม ผลตอบรับจะดีหรือเปล่า</p>
<p>พอจบงานครั้งแรก เราเห็นว่าคนที่มามีความสุขมาก และในแง่ของผู้จัดอย่างเราตั้งแต่จัดคอนเสิร์ตมา 4-5 ปี Maho Rasop คืองานที่ผลตอบรับดีที่สุด เลยมั่นใจว่าจัดครั้งต่อไปได้ หลังจากพักเหนื่อยกัน 1-2 วันก็คุยกันว่าจะจัดต่อ แต่จะทำยังไงให้มันดีขึ้น ก็เพิ่มเป็น 2 วัน เพราะหนึ่งในปัญหาของปีที่แล้วคือเรามีลิสต์วงดนตรีอยู่ในใจเยอะมาก แล้วเรารู้สึกว่าหนึ่งวันมันแน่นเกินไป หลายคนบ่นว่าดูไม่ครบ แต่สุดท้ายวงปีนี้ก็เยอะอยู่ดี (หัวเราะ)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-large wp-image-77831" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4-1024x683.jpg" alt="" width="1024" height="683" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/Type-C_Default-Thumbnail_6x4-1-4.jpg 1800w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></p>
<p><strong>ประกาศล่วงหน้านานขนาดนี้มีผลดียังไง</strong></p>
<p>มีเวลาเตรียมตัวและสื่อสารกับผู้คนเยอะขึ้น อย่างครั้งที่แล้วกว่าจะประกาศอะไรได้ก็กลางปีแล้ว แถมยังต้องใช้เวลาไปกับการบิลด์ว่าไลน์อัพเหล่านั้นดียังไง ต้องอธิบายด้วยว่า Maho Rasop คือเทศกาลอะไร ทุกอย่างเลยอีรุงตุงนัง แต่คราวนี้มันเคลียร์ขึ้น พูดชื่อ Maho Rasop ออกไป คนเริ่มรู้แล้วว่าคืออะไร บรรยากาศเป็นแบบไหน การดีลกับวงดนตรีก็ไม่ลำบากเหมือนปีก่อน เพราะต่อให้ก่อนหน้านี้ HAVE YOU HEARD? กับ Seen Scene Space จะเคยจัดคอนเสิร์ตวงต่างประเทศ แต่พอเป็นเทศกาลแล้วมันเป็นคนละเรื่องกัน พอมาครั้งนี้เราคุยกับวง ส่งอีเมลคุยกับเอเจนต์ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเลย ส่งวิดีโอของครั้งก่อนไปให้ดู เขาก็เข้าใจทันทีว่ามันเป็นยังไง ประกอบกับไลน์อัพครั้งที่แล้วมีวงใหญ่ๆ อย่าง Slowdive, The Vaccines หรือ Miami Horror ก็ทำให้คำถามที่เขามีลดน้อยลงไปเยอะ</p>
<p>พอทุกอย่างสมูทกว่าเดิม เราก็มีเวลาไปทำเรื่องอื่นได้ อย่างปีนี้ก็มีพาร์ตเนอร์เพิ่มขึ้น กิจกรรมในงานก็มากขึ้น มีบูทให้คนมาเพนต์หน้า มีพื้นที่ให้คนมาตัดผม มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน คือเรามีเวลาคิดว่าจะทำงานให้ professional และสนุกกว่าเดิมได้ยังไง</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77856 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46492094_287335408560408_591426638860779520_o-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<div id="attachment_77848" style="width: 2058px" class="wp-caption aligncenter"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-77848" class="wp-image-77848 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46456178_287337048560244_1342365038790311936_o-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /><p id="caption-attachment-77848" class="wp-caption-text">facebook.com/MahoRasopFestival</p></div>
<p><strong>เหมือนสเกลของงานจะใหญ่ขึ้น</strong></p>
<p>ใช่ๆ มันใหญ่ขึ้นทุกอย่างเลย คือเราผลิตของทีเดียวเหมือนเดิมแหละ แต่มันมีเรื่องที่ต้องดูแลเยอะขึ้น เช่นจำนวนศิลปินคูณสอง แน่นอนว่าสิ่งที่จะตามมาคือเรื่องที่พัก เรื่องการเดินทาง เรื่องการขอวีซ่า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามทุกอย่างจะกลายเป็น 2 เท่า เราก็ต้องแก้ตรงนั้น เรียกว่ามีหน้าที่ให้ต้องรับผิดชอบมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77836" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง3-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง3-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง3-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p><strong>ด้วยหน้าที่เหล่านี้ทำให้พอถึงวันงานจริงๆ คุณได้ดูโชว์ต่างๆ บ้างไหม</strong></p>
<p>แทบไม่ได้ดูอะไรเลย วันงานทุกอย่างเป็นสแนปช็อตไปหมด คือต่อให้เตรียมงานดีแค่ไหนก็จะมีปัญหาให้เราแก้เยอะแบบไม่น่าเชื่อ</p>
<p>Maho Rasop เป็นการรวมตัวของโปรโมเตอร์ 3 เจ้าก็จริง แต่ทุกคนก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ อย่างปีที่แล้วก็เกิดปัญหาว่าพวกเราไม่ได้ตัดสินใจร่วมกัน เพราะบางคนต้องคอยไปแก้ไขเรื่องอื่น ปีนี้เราเลยถ่ายโอนหน้าที่ไปยังแผนกอื่นหรือหาซัพพลายเออร์มาช่วยซัพพอร์ต เพื่อพวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน คอยแก้ปัญหาอย่างเดียว และอีกส่วนก็เพื่อเราจะได้เดินดูงาน ได้คุยกับคน ได้พยายามซึมซับ ได้อยู่ในมุมมองเดียวกับคนดูมากขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77838" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน2-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน2-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน2-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน2-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ความสนุกในการจัดเทศกาลคืออะไร</strong></p>
<p>เราอยากถ่ายทอดประสบการณ์ คือเราเคยไปเทศกาลพวกนี้มา ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา แล้วมันโคตรสนุก เราอยากให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์แบบนั้นโดยที่ไม่ต้องลำบากบินไปดูนอกประเทศ ซึ่งจากที่เห็นผลตอบรับในปีที่แล้วมันก็ตอบโจทย์ส่วนตัวของเราที่อยากให้คนมาสนุก ให้คนรู้สึกว่าบ้านเรามีเทศกาลแบบนี้สักที</p>
<p>แต่ในขณะเดียวกันนี่ก็ยังไม่ใช่ภาพที่คิดไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีหลายอย่างมากที่ต้องพัฒนาต่อไป ตอนนี้ไม่ว่าเรื่องไลน์อัพ ประสบการณ์ กิจกรรมต่างๆ ในงานมันอาจจะได้สัก 60 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่เราอยากให้เป็น ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่เราต้องจัด Maho Rasop ต่อ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้งานมันดีขึ้น ไลน์อัพโตขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่ง ถ้าตอบแบบเท่ๆ หน่อยก็จะบอกว่ามันคือเรื่องของการทำให้เศรษฐกิจของประเทศเราดีขึ้น เพราะถ้าเทศกาลนี้ใหญ่จริงมันก็สามารถดึงชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานและอาจทำให้ความเข้าใจของชาวต่างชาติที่มีต่อกรุงเทพฯ เปลี่ยนไป เหมือนเทศกาล SXSW (South by Southwest) ที่ทำให้เมืองออสตินในรัฐเท็กซัสกลายเป็นเมืองที่โคตรเท่ ปลายทางไกลๆ เราอยากให้ Maho Rasop ปรับภาพลักษณ์ของเมืองไปในทางนั้น แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ เราก็ต้องปรับปรุงให้ Maho Rasop ดีขึ้นทุกๆ ปีก่อน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="wp-image-77846 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o.jpg 1568w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46412003_286264738667475_2191960516841177088_o-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /></p>
<div id="attachment_77855" style="width: 1578px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-77855" class="wp-image-77855 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o.jpg" alt="" width="1568" height="1044" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o.jpg 1568w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o-768x511.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o-1024x682.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46373923_286264775334138_2688680781773012992_o-600x399.jpg 600w" sizes="(max-width: 1568px) 100vw, 1568px" /><p id="caption-attachment-77855" class="wp-caption-text">facebook.com/MahoRasopFestival</p></div>
<p><strong>ปีที่แล้วชาวต่างชาติมาร่วมงานเยอะไหม</strong></p>
<p>ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้เยอะขึ้นอีก ชาวมาเลเซียกับอินโดนีเซียซื้อบัตรเยอะมาก สิงคโปร์กับญี่ปุ่นก็พอมี อาจเพราะไลน์อัพเราโตขึ้นเลยเริ่มดึงดูดคนจากประเทศเพื่อนบ้านได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี แต่อยู่ๆ ก็มีอีกเทศกาลเกิดขึ้นมา คุณและทีมงานต้องปรับแผนอะไรบ้างไหม</strong></p>
<p>จริงๆ เราอยากใช้เวลาเลือกหรือคุยกับวงมากกว่านี้ แผนตอนแรกคืออยากขายบัตร early bird ตอนที่ไลน์อัพเกือบจะครบแล้วด้วยซ้ำ เพื่อให้คนดูตัดสินใจได้ทันทีก่อนที่บัตรจะขึ้นราคา แต่ความเป็นจริงเราต้องประกาศไลน์อัพแรกเร็วกว่าที่วางแผนไว้ (มิถุนายน 2019) เพราะเราทำเป็นมองไม่เห็นอีกเทศกาลหนึ่งไม่ได้</p>
<p>เราไม่สามารถพูดได้ว่าใครคิดอะไรอยู่ แต่โดยปกติแล้ว การจัดงานชนกันไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตามมันไม่ดีกับใครเลย ไม่ดีกับทั้งผู้จัด ไม่ดีกับทั้งคนดู ซึ่งเราก็เห็นข้อความในโซเชียลฯ ที่หลายคนบอกว่าไม่รู้จะไปเทศกาลไหนดี</p>
<p>บรรยากาศของเทศกาลดนตรีน่าจะดีกว่านี้ได้ ถ้ามันมีการพูดคุยกันเพื่อหาทางทำยังไงก็ได้ให้ผู้ชมได้ผลประโยชน์สูงสุด ก็ได้แต่หวังว่าปีหน้าคงไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77842" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>แล้ว Maho Rasop จงใจจัดงานให้คาบเกี่ยวกับ Clockenflap (เทศกาลดนตรีในฮ่องกง จัดวันที่ 22-24 พฤศจิกายน) หรือเปล่า</strong></p>
<p>จงใจ คือต้องบอกก่อนว่า Maho Rasop เป็นเทศกาลใหม่ แล้วสเกลก็เล็กกว่าที่อื่นๆ มาก ถ้าเราอยากได้วงที่ดี วงที่ดัง วงที่มีชื่อเสียง แน่นอนว่าราคาย่อมแพง เราไม่สามารถจ้างให้เขาบินมาเพื่อเราโดยตรงได้ เราต้องหวังว่าเขาจะมาทัวร์เอเชีย มาทัวร์เทศกาลหลักๆ แถวนี้ แล้วเราค่อยแทรกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทัวร์ของเขา</p>
<p>อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศเรามีช่วงที่ฝนไม่ตกอยู่ไม่กี่เดือน ทีนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมันมีเทศกาลอะไรบ้างล่ะที่จัดอยู่ เราก็เลยเลือก Clockenflap เพราะนอกจากจะเป็นเทศกาลที่จัดเป็นประจำในช่วงเดือนพฤศจิกายน พวกเรายังรู้จักกับผู้จัดและรู้ว่าสามารถแชร์ไลน์อัพกับเขาได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77839" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน3-1.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน3-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน3-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวนอน3-1-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><strong>ไม่กลัวว่าจะเป็นการแย่งกลุ่มลูกค้าต่างชาติกันเอง</strong></p>
<p>ไม่นะ เพราะเท่าที่คุยกับทาง Clockenflap เขาก็บอกว่าไม่ว่าเทศกาลอะไรก็ตามกลุ่มเป้าหมายหลักก็ต้องเป็นคนท้องถิ่น แล้วอีกอย่างเซนส์การเลือกวงระหว่างเรากับเขาก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ด้วยความที่ Clockenflap เป็นงานสเกลใหญ่กว่าเรามาก เขาเลยมีวิธีเลือกวงที่ถ้าไม่กึ่งไปทางแมสเลย ก็จะมีความเป็นศิลปินระดับตำนานมากๆ ซึ่งเขาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยทางการเงิน ทำอะไรก็ได้แล้ว ยังไม่ต้องประกาศไลน์อัพบัตรก็ขายได้ เขาเลยสามารถยื่นประสบการณ์ที่มันยูนีคมากๆ ให้กับคนดูได้ แต่ของเรายังต้องบาลานซ์อยู่ เรายังไปไม่ถึงจุดที่จะเลือกใครมาก็ได้ เลยต้องมีทั้งวงที่คนอยากดูกับวงที่คนดูอาจจะไม่รู้จัก แต่เราอยากให้เขาดูเพราะเป็นวงที่โชว์ดีมาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แต่ก็มีหลายคนเลยที่บอกว่าไม่รู้จักวงที่ Maho Rasop เลือกมา</strong></p>
<p>เรายังมีความเชื่อมั่นว่าคงไม่ถึงขั้นไม่มีคนรู้จักเลยสักวง ถ้ารู้จักสัก 2-3 วงแล้วพร้อมที่จะเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เราว่าคนที่มาแล้วจะอยากกลับมาอีก เรามั่นใจว่าสิ่งที่ offer ให้นั้นมากกว่าแค่วงที่มาเล่น อย่างปีที่แล้วคนพูดถึง Oddisee เยอะมาก ทั้งที่ตอนแรกคนก็ไม่รู้จัก แต่ตอนนี้ทุกคนอยากดู Oddisee อีกรอบ เราเชื่อว่าปีนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก แล้วพอมันเกิดขึ้นซ้ำๆ คำที่ว่าไม่รู้จักก็จะเริ่มหายไป</p>
<p>โอเค ยังมีคนจำนวนมากพูดว่า เฮ้ย วงอะไรวะไม่รู้จัก แต่ปีนี้เราเห็นคนจำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่เยอะมาก และเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับปีที่แล้วเลยก็คือ พวกเขาพูดว่าต้องรีบไปทำการบ้านแล้ว ต้องไปตามฟังแล้วว่า Maho Rasop เลือกใครมา เขาคือใคร วงเหล่านี้เจ๋งยังไง</p>
<p>จริงอยู่ว่าเหตุผลหนึ่งในการเลือกวงมาเล่นคือเพราะผู้คนรู้จัก แต่อีกเหตุผลหนึ่งของพวกเราก็คือเลือกวงที่ดี ต่อให้คุณไม่รู้จัก แต่ถ้ามางานนี้คุณจะประทับใจ เพราะเราเชื่อมั่นว่า performance ของวงที่ดีนั้นมีเสน่ห์บางอย่างที่ต้องสัมผัสด้วยการดูสดเท่านั้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-77851 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o.jpg" alt="" width="2048" height="1365" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46508565_286944555266160_2706168643061809152_o-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" /></p>
<div id="attachment_77852" style="width: 2029px" class="wp-caption alignnone"><img loading="lazy" decoding="async" aria-describedby="caption-attachment-77852" class="wp-image-77852 size-full" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o.jpg" alt="" width="2019" height="1346" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o.jpg 2019w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/46480043_286944565266159_5146179691798855680_o-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 2019px) 100vw, 2019px" /><p id="caption-attachment-77852" class="wp-caption-text">facebook.com/MahoRasopFestival</p></div>
<p><strong>การที่ช่วงหลังๆ บ้านเรามีคอนเสิร์ตเยอะมาก มันส่งผลต่อตัวเทศกาลบ้างไหม</strong></p>
<p>มีๆ สังเกตสิหลังๆ คนเลือกมากขึ้น ไม่รีบซื้อบัตรแล้ว เขาอาจคิดว่ามันไม่หมดหรอก หรือไม่ก็อาจต้องเลือกว่าจะดูอะไร</p>
<p>ด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่แล้ว เวลาจะทำอะไรเขาก็ต้องเลือกมากขึ้น เขาอาจมีงบในใจว่าฉันดูคอนเสิร์ตได้กี่ครั้งต่อปี สมมติปีหนึ่งจะดู 10 ครั้ง แต่มันมี 30 งาน เขาก็เลือกได้แค่ 1 ใน 3</p>
<p>เราเองก็แค่ต้องทำงานของเราให้มันดี ให้มันดึงคนได้ จากนั้นก็ต้องมั่นใจว่าคนที่เขามาเทศกาลของเราจะได้ประสบการณ์ที่ดีกลับไปจริงๆ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-77834" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง1-1.jpg" alt="" width="450" height="675" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง1-1.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/10/แนวตั้ง1-1-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 450px) 100vw, 450px" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/maho-rasop-2019/">Maho Rasop 2019 เทศกาลดนตรีที่เริ่มนับหนึ่งและอยากไปให้ถึงร้อย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“การทำหนังต้องอาศัยเคมี” The Chemistry of Movie หนังสือที่ทำให้นวพลเข้าใจการทำหนัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/nawapol-and-the-chemistry-of-movie/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ปฏิกาล ภาคกาย]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Apr 2019 13:26:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[The Chemistry of Movie]]></category>
		<category><![CDATA[The Chemistry of Movie : มหา'ลัยเหมืองแร่]]></category>
		<category><![CDATA[การทำหนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=60068</guid>

					<description><![CDATA[<p>“เราสนใจภาพยนตร์มานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ทางเข้าไป ตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ได้อยู่สตูดิโอแล้วต้องทำยังไง จะไปหากล้องฟิล์มจากไหน สมัยนั้นยังไม่มีกล้อง DSLR ด้วยซ้ำ มีแต่กล้อง Handycam ซึ่งก็ทำหนังได้แค่บางประเภท เปรียบกับตอนนี้ก็เหมือนเอากล้องมือถือไปถ่ายหนัง คือพอใช้ได้ เผลอๆ กล้องมือถืออาจจะดีกว่า “ตอนเรียนปี 3 เราทำหนังสั้นครั้งแรก เราไม่ได้เรียนมาหรอก เพื่อนในแวดวงนี้ก็ไม่มี ช่วงแรกๆ ก็ต้องเริ่มเอง โดยวิธีคิดแบบชาวบ้านมาก จะทำหนังต้องมีอะไรบ้าง อ๋อ กล้องไง นักแสดงใช่มั้ย มีบ้านเป็นโลเคชั่น แล้วต้องมีอะไรอีก นับไปเรื่อยๆ แล้วเราต้องถ่ายอะไรบ้างวะ โอเค ต้องมีภาพในใจก่อนว่าจะถ่ายอะไรบ้าง ก็วาดเอาไว้ ซึ่งเราทำไปโดยไม่รู้หรอกว่านี่คือการแตกช็อต ช่วงนั้นมันเหมือนกับว่ายิ่งอยากทำหนังแต่ไม่ได้อยู่ในวงการหนังเท่าไร เรายิ่งต้องขวนขวายมากขึ้น อย่างตอนฝึกงานที่ a day ถ้ามีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้กำกับก็จะไป หรือถ้าเจอหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็จะอ่าน “ครั้งแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้เราไม่ได้ซื้อนะ นึกว่าเป็นหนังสือเบื้องหลัง พอไปลองเปิดดูแล้วเห็นเป็นบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับผู้คนตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ และพูดถึงช่วงเริ่มต้นของ GTH เราก็คิดว่ากูจะอ่านได้มั้ยวะ ดูเป็นธุรกิจมากๆ แล้วโปรยคือ ‘จากกองถ่ายถึงห้องประชุมกรรมการบริษัท’ กับ ‘ไม่ได้สอนแค่ชีวิต แต่คือสูตรใหม่ธุรกิจหนังไทย’ คืออะไรวะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nawapol-and-the-chemistry-of-movie/">“การทำหนังต้องอาศัยเคมี” The Chemistry of Movie หนังสือที่ทำให้นวพลเข้าใจการทำหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p class="Default">“เราสนใจภาพยนตร์มานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ทางเข้าไป ตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ได้อยู่สตูดิโอแล้วต้องทำยังไง จะไปหากล้องฟิล์มจากไหน สมัยนั้นยังไม่มีกล้อง DSLR ด้วยซ้ำ มีแต่กล้อง Handycam ซึ่งก็ทำหนังได้แค่บางประเภท เปรียบกับตอนนี้ก็เหมือนเอากล้องมือถือไปถ่ายหนัง คือพอใช้ได้ เผลอๆ กล้องมือถืออาจจะดีกว่า</p>
<p class="Default">“ตอนเรียนปี 3 เราทำหนังสั้นครั้งแรก เราไม่ได้เรียนมาหรอก เพื่อนในแวดวงนี้ก็ไม่มี ช่วงแรกๆ ก็ต้องเริ่มเอง โดยวิธีคิดแบบชาวบ้านมาก จะทำหนังต้องมีอะไรบ้าง อ๋อ กล้องไง นักแสดงใช่มั้ย มีบ้านเป็นโลเคชั่น แล้วต้องมีอะไรอีก นับไปเรื่อยๆ แล้วเราต้องถ่ายอะไรบ้างวะ โอเค ต้องมีภาพในใจก่อนว่าจะถ่ายอะไรบ้าง ก็วาดเอาไว้ ซึ่งเราทำไปโดยไม่รู้หรอกว่านี่คือการแตกช็อต ช่วงนั้นมันเหมือนกับว่ายิ่งอยากทำหนังแต่ไม่ได้อยู่ในวงการหนังเท่าไร เรายิ่งต้องขวนขวายมากขึ้น อย่างตอนฝึกงานที่ <i>a day </i>ถ้ามีโอกาสไปสัมภาษณ์ผู้กำกับก็จะไป หรือถ้าเจอหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็จะอ่าน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60138 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-6.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-6.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-6-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-6-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default">“ครั้งแรกที่เห็นหนังสือเล่มนี้เราไม่ได้ซื้อนะ นึกว่าเป็นหนังสือเบื้องหลัง พอไปลองเปิดดูแล้วเห็นเป็นบทสัมภาษณ์ เกี่ยวกับผู้คนตำแหน่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ และพูดถึงช่วงเริ่มต้นของ GTH เราก็คิดว่ากูจะอ่านได้มั้ยวะ ดูเป็นธุรกิจมากๆ แล้วโปรยคือ ‘จากกองถ่ายถึงห้องประชุมกรรมการบริษัท’ กับ ‘ไม่ได้สอนแค่ชีวิต แต่คือสูตรใหม่ธุรกิจหนังไทย’ คืออะไรวะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นเราก็อยากรู้ว่าธุรกิจภาพยนตร์เป็นยังไง กับอยากรู้ว่าทำไมคนเราถึงชอบดูภาพยนตร์แบบนี้ แต่ไม่ชอบดูภาพยนตร์แบบนั้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เล่าทั้งเรื่องธุรกิจ พฤติกรรม และวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60144 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-38.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-38.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-38-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-38-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60141 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-20.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-20.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-20-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-20-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default">“เราอ่าน <i>The Chemistry of Movie </i>แล้วไม่ได้รู้สึกว่าหนังสือมันเขียนมาให้เราโปร GTH แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้เข้าใจว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องเกี่ยวข้องกับคนเยอะขนาดไหนมากกว่า เพราะสมัยก่อนเรานึกไม่ออกหรอกว่า Executive Producer, Producer หรือ Line Producer คืออะไร แล้วการที่ภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ คุณก็ต้องมีพฤติกรรมที่เข้ากัน และแน่นอนว่าหลายครั้งก็ต้องเกิดความขัดแย้ง พอเราอ่านอะไรพวกนี้เยอะๆ ก็จะเห็นว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกันทุกอย่าง ข้อดีก็คือเราได้รู้ไปด้วยว่าเขาแก้ไขปัญหายังไง หรือทางออกของแต่ละเรื่องมันคืออะไร ทั้งในเชิงของการเป็นคนทำภาพยนตร์และในเชิงของการทำธุรกิจ</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60145 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-40.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-40.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-40-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-40-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>“แต่ตอนที่อ่าน เราก็ไม่ได้เข้าใจทุกอย่างหรอกนะ ตอนนั้นอ่านด้วยความรู้สึกว่ารู้ไว้แล้วสนุกดี ไม่ได้อ่านจบแล้วอยากเป็นโปรดิวเซอร์ ยังอยากเป็นผู้กำกับเหมือนเดิม พอเรียนจบเลยกำหนดเวลาให้ตัวเองหนึ่งปี ไปลองทำอะไรเกี่ยวกับภาพยนตร์ หนังสั้นบ้าง วิดีโอพรีเซนต์บ้าง แต่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ เลยขอไปฝึกงานเขียนบทที่ GTH ซึ่งเขาก็จะมีวันที่เปิดคอร์สสอนจริงจัง ช่วงไหนไม่มีบทให้เขียน เขาก็จะให้อ่านบทที่คนส่งเข้ามา เราก็จะเห็นว่าบทที่เวิร์กไม่เวิร์กเป็นยังไง แล้วก็ได้เจอกับคนตำแหน่งต่างๆ ที่เคยอ่านเจอในหนังสือ ซึ่งต่อให้ตอนที่อ่านเราจะไม่เข้าใจ แต่ก็เหมือนมีความรู้พื้นฐานติดตัวไปว่าคนที่ทำงานตำแหน่งนี้ เขาทำอะไร สนใจเรื่องแบบไหน เขาจะคุยเรื่องอะไรกัน</p>
<p class="Default">“เรามาได้ใช้ข้อมูลในหนังสือจริงๆ ก็ตอนทำภาพยนตร์ของตัวเองอย่าง <i>36 </i>ที่ต่อให้เป็นภาพยนตร์คนละสเกลกับ GTH ก็สามารถเอาเรื่องที่อ่านมาประยุกต์ใช้ได้ หรือกว่าจะเข้าใจเรื่องราวในหนังสือมากขึ้นก็ช่วงหลังๆ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ได้โปรดิวซ์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตัวเอง คือบางอย่างก็ยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การรู้โครงสร้างพื้นฐานทำให้เรารับมือกับสิ่งนั้นได้ดีขึ้น</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class=" wp-image-60140 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-15.jpg" alt="" width="550" height="825" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-15.jpg 450w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-15-200x300.jpg 200w" sizes="(max-width: 550px) 100vw, 550px" /></p>
<p class="Default">“จริงๆ มาดูชื่อหนังสืออีกทีแล้วเราชอบนะ เพราะเราว่าการทำภาพยนตร์ต้องอาศัยเคมีมากๆ มันคือการทำงานกับคน ซึ่งคุณต้องหาสูตรที่ถูกต้องของตัวเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนทำกับคนเก่งๆ คนนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ เราอาจทำงานแล้วเข้ากันไม่ได้ก็ได้ ก็ต้องหาคนอื่นที่ซิงก์กัน เราว่ามันเหมือนกับที่เขาเรียกความรักว่า chemistry นั่นแหละ มันเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องของคนสองคน กองถ่ายก็ปาไปร้อยคนแล้ว ฝ่ายโปรดิวซ์กับฝ่ายออฟฟิศอีกร้อยคน คนดูอีกล้านคน แล้วสิ่งที่ใช้ได้ปีนี้ ปีหน้าอาจจะใช้ไม่ได้ หรือสิ่งที่ใช้ไม่ได้ในปีนี้ อาจใช้ได้ปีหน้าก็ได้</p>
<p class="Default">“กว่าจะเข้าใจแบบนี้ได้ก็ต้องอยู่กับมันประมาณหนึ่ง ต้องเปิดใจเรียนรู้ ไม่งั้นถ้าเราเอาแต่ไปโวยวาย ก็อาจจะไม่เข้าใจและหาทางออกให้มันไม่ได้ แต่ยิ่งเราเข้าใจและรู้เท่าทันมันเท่าไหร่ เราก็ยิ่งหาโมเดลใหม่ๆ ให้สิ่งที่เราทำได้มากขึ้น หมายถึงสร้างโปรเจกต์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นไปได้ อาจจะไม่ได้กำไรมหาศาล แต่ไม่เจ๊งและโอเคกับทุกคน เพราะต่อให้ทำหนังแมสหรืออินดี้ ใครจะอยากขาดทุน ลึกๆ แล้วก็อยากมีคนดูทั้งนั้นแหละ แต่เราก็ต้องดูด้วยว่าตัวเองทำอะไร คนดูคือใคร มันเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ แล้วค่อยๆ ปรับหาความเป็นไปได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60137 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-5.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-5.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-5-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-5-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60136 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-4.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-4.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-4-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p class="Default">“หนังสือเล่มนี้บอกเราว่าภาพยนตร์คือพาณิชย์ศิลป์ เราคิดว่าการรู้ทั้งเรื่องพาณิชย์กับศิลป์เป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็อยู่ที่คุณเองว่าจะเน้นหนักทางไหน งานนี้คุณอาจเน้นศิลป์มากกว่าพาณิชย์ งานหน้าคุณอาจให้น้ำหนักพาณิชย์มากกว่าศิลป์ หรือถ้าคุณทำเป็นงานอดิเรก จะอาร์ตสุดขีดแค่ไหนก็ได้ ไม่มีใครว่า เผลอๆ จะดีกว่าสิ่งที่เราทำด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณจะทำเป็นอาชีพ จะทำให้มันเกิดเป็นวัฏจักรที่คุณอยู่รอดได้ด้วย การรู้ทั้งสองอันก็ดีกว่า</p>
<p class="Default">“เราเองเป็นอย่างหลัง เพราะจะให้ไปทำธุรกิจอื่น เราทำไม่ได้เลย เราขอเลือกทำภาพยนตร์ให้เป็นอาชีพได้แล้วกัน”</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-60143 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-32.jpg" alt="" width="675" height="450" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-32.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-32-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2019/04/The-Readers-Secret-เต๋อ-นวพล-32-600x400.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<hr />
<p class="Default"><i>The Chemistry of Movie : มหา&#8217;ลัยเหมืองแร่</i><i></i></p>
<p class="Default">ผู้เขียน: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/nawapol-and-the-chemistry-of-movie/">“การทำหนังต้องอาศัยเคมี” The Chemistry of Movie หนังสือที่ทำให้นวพลเข้าใจการทำหนัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
