<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author514/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Thu, 20 Sep 2018 06:59:44 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>คริสโตเฟอร์ โนแลน และการกอบกู้ 2001 : A Space Odyssey ฉบับปรับปรุงเก่า</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-2001-a-space-odyssey/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-2001-a-space-odyssey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 May 2018 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[คริสโตเฟอร์ โนแลน]]></category>
		<category><![CDATA[คานส์]]></category>
		<category><![CDATA[2001 : A Space Odyssey]]></category>
		<category><![CDATA[การบูรณะภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิล์ม]]></category>
		<category><![CDATA[สแตนลีย์ คูบริก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-2001-a-space-odyssey/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่คานส์ปีล่าสุดนี้ มีงานเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่เป็นสเตตเมนต์แสนยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ แม้ว่าสแตนลีย์ คูบริก จะเป็นผู้กำกับที่เป็นมาสเตอร์และคลาสสิกจนถึงทุกวันนี้ขนาดไหน เขาก็เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับ และไม่เคยมีหนังมาฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ นั่นทำให้เราเข้าใจว่าการได้รางวัลหรือไม่ได้รางวัลนั้นไม่มีผลกระทบใดๆ กับภาพยนตร์หรืองานศิลปะชิ้นนั้น งานที่ดีจะเดินทางข้ามเวลามาได้ด้วยคนดู และในปีนี้ คนที่พาคูบริกและงานของคูบริกข้ามเวลามาคือผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้และอดีตแฟนคลับหนังคูบริกตัวยง, คริสโตเฟอร์ โนแลน ทุกคนรู้ดีว่าโนแลนคลั่งไคล้ความเป็นฟิล์ม 70 มม. ความเป็นจอใหญ่และความเป็นคูบริกสไตล์มากแค่ไหน ทุกอย่างได้ถูกบรรจุอยู่ใน Dunkirk เรียบร้อยหมดแล้วทั้งในตัวเนื้อหาและวิธีการฉาย ในช่วงเวลานั้น โรงภาพยนตร์หลายโรงติดตั้งเครื่องฉายฟิล์ม 70 มม.ไว้เพื่อฉาย Dunkirk โนแลนจึงเกิดไอเดียว่าไหนๆ ก็ติดเครื่องฉายกันไว้แล้ว ทำไมเราไม่เอาหนังที่เคยถูกฉายในระบบ 70 มม. กลับมาฉายอีกครั้ง บทสนทนากับสตูดิโอวอร์เนอร์สจึงเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายลงนามเห็นด้วยว่าหนังเรื่อง 2001 : A Space Odyssey ควรถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง หลังจากที่ไอเดียนี้เคยเกิดขึ้นและถูกระงับไว้เมื่อ 20 ปีก่อน พวกเขาเรียกเวอร์ชั่นนี้ว่า unrestored version โดยปกติการเอาฟิล์มเก่ามาทำบูรณะใหม่ (restoration) นั้นมีเพื่อรักษาสภาพหนังเก่าในฐานะเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ศิลปะและสังคมให้อยู่รอดต่อไป ที่ต้องซ่อมแซมรักษาก็เพราะหนังสมัยก่อนถ่ายด้วยฟิล์ม และบางเรื่องอาจจะเป็นหนังที่ถูกสร้างด้วยทุนที่น้อยหรือถูกเก็บรักษาในสภาพไม่ถูกต้อง ส่งผลให้สภาพของตัวฟิล์มที่มีอยู่แย่ลงเรื่อยๆ ถ้ายังคิดไม่ออกให้ลองคิดว่าเราถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม แต่เก็บฟิล์มไม่ดีก็อาจทำให้ภาพในม้วนฟิล์มนั้นสูญหายไปตลอดกาล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-2001-a-space-odyssey/">คริสโตเฟอร์ โนแลน และการกอบกู้ 2001 : A Space Odyssey ฉบับปรับปรุงเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ที่คานส์ปีล่าสุดนี้ มีงานเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่เป็นสเตตเมนต์แสนยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์</p>
<p>แม้ว่าสแตนลีย์ คูบริก จะเป็นผู้กำกับที่เป็นมาสเตอร์และคลาสสิกจนถึงทุกวันนี้ขนาดไหน เขาก็เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ไม่เคยได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับ และไม่เคยมีหนังมาฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ นั่นทำให้เราเข้าใจว่าการได้รางวัลหรือไม่ได้รางวัลนั้นไม่มีผลกระทบใดๆ กับภาพยนตร์หรืองานศิลปะชิ้นนั้น งานที่ดีจะเดินทางข้ามเวลามาได้ด้วยคนดู และในปีนี้ คนที่พาคูบริกและงานของคูบริกข้ามเวลามาคือผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้และอดีตแฟนคลับหนังคูบริกตัวยง, คริสโตเฟอร์ โนแลน</p>
<p>ทุกคนรู้ดีว่าโนแลนคลั่งไคล้ความเป็นฟิล์ม 70 มม. ความเป็นจอใหญ่และความเป็นคูบริกสไตล์มากแค่ไหน ทุกอย่างได้ถูกบรรจุอยู่ใน <em>Dunkirk </em>เรียบร้อยหมดแล้วทั้งในตัวเนื้อหาและวิธีการฉาย ในช่วงเวลานั้น โรงภาพยนตร์หลายโรงติดตั้งเครื่องฉายฟิล์ม 70 มม.ไว้เพื่อฉาย <em>Dunkirk</em> โนแลนจึงเกิดไอเดียว่าไหนๆ ก็ติดเครื่องฉายกันไว้แล้ว ทำไมเราไม่เอาหนังที่เคยถูกฉายในระบบ 70 มม. กลับมาฉายอีกครั้ง บทสนทนากับสตูดิโอวอร์เนอร์สจึงเริ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายลงนามเห็นด้วยว่าหนังเรื่อง <em>2001 : A Space Odyssey</em> ควรถูกนำกลับมาฉายอีกครั้ง หลังจากที่ไอเดียนี้เคยเกิดขึ้นและถูกระงับไว้เมื่อ 20 ปีก่อน พวกเขาเรียกเวอร์ชั่นนี้ว่า unrestored version</p>
<p>โดยปกติการเอาฟิล์มเก่ามาทำบูรณะใหม่ (restoration) นั้นมีเพื่อรักษาสภาพหนังเก่าในฐานะเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ศิลปะและสังคมให้อยู่รอดต่อไป ที่ต้องซ่อมแซมรักษาก็เพราะหนังสมัยก่อนถ่ายด้วยฟิล์ม และบางเรื่องอาจจะเป็นหนังที่ถูกสร้างด้วยทุนที่น้อยหรือถูกเก็บรักษาในสภาพไม่ถูกต้อง ส่งผลให้สภาพของตัวฟิล์มที่มีอยู่แย่ลงเรื่อยๆ ถ้ายังคิดไม่ออกให้ลองคิดว่าเราถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม แต่เก็บฟิล์มไม่ดีก็อาจทำให้ภาพในม้วนฟิล์มนั้นสูญหายไปตลอดกาล แต่ปัจจุบันเราเอาฟิล์มไปล้างแล้วเราก็สแกนเก็บเข้าคอมพ์เลย ส่วนหนังเก่าๆ พวกนั้นคือภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์มแล้วเก็บไม่ดี และไม่เคยมีใครเคยเอามาสแกนเก็บ จึงมีความอันตรายในการสูญหายไปจากโลกสูงมาก</p>
<p>เวอร์ชั่น restored ปกติทั้งหลายจึงเป็นการเอาฟิล์มเหล่านั้นมาสแกนเข้าคอมพ์ และคลีนจุดที่สกปรกหรือจุดที่ผุพังต่างๆ ที่เกิดจากความเก่าของฟิล์มเหล่านั้น บางครั้งฟิล์มเก็บจนสีซีดเผือด หรือบางซีนฟิล์มมีรอยขูดขีด ช่างซ่อมก็ต้องเอาเทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาทำให้มันกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ คล้ายๆ ใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อปแต่งเติมและลบริ้วรอย เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้หนังเก่าในสภาพสวยหล่อใหม่ขึ้นอีกครั้ง</p>
<p>ทีนี้ปัญหาอยู่ตรงที่บางครั้งก็ซ่อม แต่งเสริม หรือปรับปรุงด้วยวิชั่นแบบคนสมัยใหม่เกินไป ทำให้หนังที่บูรณะใหม่นั้นก็ใหม่เกินไปหรือมู้ดโทนเปลี่ยนไปจากของเดิมมาก เช่น เวลาเราเจอฟิล์มสีซีดมาก พอต้องทำให้มันกลับมาสีสดเหมือนเดิมอีกครั้ง คำว่า &#8216;สีสดเหมือนเดิม&#8217; จะอยู่ในนิยามของใคร บางทีเราเร่งสดเพื่อให้ดูใหม่ แต่ก็ดันสดจนผิดความตั้งใจของผู้กำกับ และบางทีผู้กำกับก็ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเพราะอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้าผู้กำกับยังไม่ตาย เขาอาจจะบอกว่าต้นฉบับนี่มันซีดกว่าที่น้องแก้ไขมานะครับ (นึกให้ง่ายขึ้นคือผู้กำกับอยากให้ได้สีแบบฟิล์มฟูจิ แต่เราดันแก้ไขจนเฉดมันเอียงไปทางฟิล์มโกดัก มันก็ไม่เหมือนกันแล้วนะ)</p>
<p>ความยากคือซ่อมยังไง แก้ไขแค่ไหน ถึงจะได้ตรงกับความต้องการดั้งเดิมของผู้กำกับหรือตรงกับเวอร์ชั่นจริงที่เคยฉายในโรงภาพยนตร์สมัยก่อน นอกจากเราจะมีสีสันของภาพจากต้นฉบับจริงๆ เอาไว้เทียบตาม (ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาไม่ค่อยได้), ดังนั้นการบูรณะฟิล์มเวอร์ชั่น restored อาจจะเป็นเวอร์ชั่นที่ใหม่และต่อชีวิตให้กับหนังเรื่องนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นฉบับที่ดีกว่าหรือตรงตามต้นฉบับอย่างที่ผู้กำกับต้องการจริงๆ</p>
<p>ดังนั้น โนแลนจึงตัดสินใจทำฉบับ unrestored ด้วยความตั้งใจว่า ต้องการเอา <em>2001 : A Space Odyssey</em> มาฉายใหม่แบบที่ตรงตามวิชั่นของคูบริกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และแก้ไขให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เวอร์ชั่นนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความโชคดีที่สตูดิโอวอร์เนอร์สเคยมีโปรเจกต์ทำก๊อปปี้ฟิล์มของหนังเรื่องนี้สำรองเอาไว้เป็นฉบับเก็บรักษาโดยเฉพาะ และการก๊อปปี้นั้นมีโน้ตต่างๆ จากคูบริกคอยกำกับและระบุความต้องการไว้อยู่ด้วย แต่โครงการนั้นทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีงบสนับสนุนต่อ รอบนี้จึงเป็นการสานต่อโครงการนั้นให้เรียบร้อย มันจึงเป็นการก๊อปปี้ฟิล์มฉบับนั้นมาทำต่อ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับระบบดิจิทัล เป็นการจัดการจากตัวฟิล์มโดยแท้จริง อะไรที่จำเป็นต้องซ่อมก็ซ่อม แต่อะไรซ่อมไม่ได้หรือไม่จำเป็นต้องซ่อมก็ปล่อยมันมีรอยบ้าง เป็นร่องรอยของกาลเวลา อันเป็นสิ่งที่ตัวโนแลนเรียกว่า ‘emotional information’ มันคือความบกพร่องที่มากับการล้างฟิล์มและปฏิกิริยาเคมีจริงๆ อันเป็นสิ่งที่การถ่ายทำด้วยดิจิทัลนั้นไม่มีและทดแทนไม่ได้</p>
<p>นี่คือผลดีของการเก็บของต้นฉบับไว้เป็นอย่างดี การเอามาบูรณะอีกครั้งจึงออกมาได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับสุดจนเรียกได้ว่าเป็นฉบับ unrestored คนรุ่นใหม่ก็มีโอกาสได้ชมความสุดขีดด้านความงามของฟิล์ม 70 มม.ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คูบริกต้องการมากที่สุดด้วย</p>
<p><em>2001 : A Space Odyssey</em> ฉบับนี้จะฉายที่คานส์และมีเปิดฉายตามโรงต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน นี่เป็นโอกาสดีที่เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสจะได้ดูหนังเรื่องนี้ หรือจะเป็นคนแก่รุ่นเก่าที่ต้องการย้อนเวลากันอีกครั้ง ไม่ว่าพวกเขาดูแล้วจะชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ หนังเวอร์ชั่นนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ความสำคัญของการรักษาวัฒนธรรมเก่าๆ ก็เพราะหนังเก่าๆ พวกนั้นนั่นแหละที่ทำให้เรามีคริสโตเฟอร์ โนแลน ในทุกวันนี้ไม่ใช่เหรอ</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-2001-a-space-odyssey/">คริสโตเฟอร์ โนแลน และการกอบกู้ 2001 : A Space Odyssey ฉบับปรับปรุงเก่า</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-2001-a-space-odyssey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทรนด์หนังสือเล่มที่น่าจับตาจาก 3 งานหนังสือใหญ่ระดับโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-worldbookfair/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-worldbookfair/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[สิโรตม์ จิระประยูร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 May 2018 10:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[​Frankfurt Book Fair]]></category>
		<category><![CDATA[Hoxton Mini Press]]></category>
		<category><![CDATA[งานหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[อีบุ๊คส์]]></category>
		<category><![CDATA[Bologna Children’s Book Fair]]></category>
		<category><![CDATA[London Book Fair]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-worldbookfair/</guid>

					<description><![CDATA[<p>1 ในโลกธุรกิจหนังสือนานาชาติ มีงานแฟร์สำคัญไม่กี่งานที่จัดวนมาทุกปี เริ่มต้นด้วย Bologna Children’s Book Fair ที่อิตาลี งานหนังสือเด็กที่เน้นการพูดคุยเรื่องลิขสิทธิ์ เนื้อเรื่อง ภาพประกอบ ผู้แต่งทั้งหน้าใหม่ หน้าเดิม จะได้พบกับสำนักพิมพ์ ทั้งยังเป็นเวทีให้นักเขียนใหม่ๆ ที่ไม่ว่าจะมีเอเยนต์หรือไม่มี ได้นำเสนองานของตัวเองและหวังว่าจะตกเป็นเป้าของแมวมองสักที่ ถ้าเป็นนักเขียนที่มีชื่ออยู่แล้ว อาจมีการแข่งประมูลผลงานได้สถิติใหม่ หรือแม้กระทั่งดูดนักเขียนให้ย้ายค่ายกันเลยทีเดียว งานนี้เลยเป็นการวัดกึ๋นบรรณาธิการว่าจะ ‘ตาถึง’ ‘อ่านขาด’ หรือ ‘เห็นแวว’ ชิ้นงานสักชิ้นที่อาจกลายเป็นปรากฏการณ์แบบ Harry Potter หรืองานของนักเขียนชาวอังกฤษที่โดดเด่นเรื่องบทกวีสำหรับเด็กอย่าง Julia Donaldson หรือไม่ งานถัดมาที่เคยถูกเปรียบเป็นมวยรองในเวทีนานาชาตินั่นคือ London Book Fair ก่อนปี 2013 งานนี้ไม่ค่อยมีใครไป เพราะคนมองว่า Frankfurt Book Fair ใหญ่กว่า ครบกว่า ดีกว่า แต่ความเชื่อเหล่านั้นเปลี่ยนไป พร้อมกับการสร้างจุดยืนและการลุกขึ้นต่อสู้ของเหล่าสำนักพิมพ์และร้านหนังสือในอังกฤษที่ถือว่าลอนดอนเป็นหนึ่งในมหานครของหนังสือภาษาอังกฤษ แคมเปญที่อาศัยความร่วมมือทั้งสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และนักเขียน อย่าง Books Are [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-worldbookfair/">เทรนด์หนังสือเล่มที่น่าจับตาจาก 3 งานหนังสือใหญ่ระดับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3 style="text-align: center"><strong>1</strong></h3>
<p>ในโลกธุรกิจหนังสือนานาชาติ มีงานแฟร์สำคัญไม่กี่งานที่จัดวนมาทุกปี </p>
<p>เริ่มต้นด้วย <a href="http://www.bookfair.bolognafiere.it" target="_blank">Bologna Children’s Book Fair</a> ที่อิตาลี งานหนังสือเด็กที่เน้นการพูดคุยเรื่องลิขสิทธิ์ เนื้อเรื่อง ภาพประกอบ ผู้แต่งทั้งหน้าใหม่ หน้าเดิม จะได้พบกับสำนักพิมพ์ ทั้งยังเป็นเวทีให้นักเขียนใหม่ๆ ที่ไม่ว่าจะมีเอเยนต์หรือไม่มี ได้นำเสนองานของตัวเองและหวังว่าจะตกเป็นเป้าของแมวมองสักที่ ถ้าเป็นนักเขียนที่มีชื่ออยู่แล้ว อาจมีการแข่งประมูลผลงานได้สถิติใหม่ หรือแม้กระทั่งดูดนักเขียนให้ย้ายค่ายกันเลยทีเดียว งานนี้เลยเป็นการวัดกึ๋นบรรณาธิการว่าจะ ‘ตาถึง’ ‘อ่านขาด’ หรือ ‘เห็นแวว’ ชิ้นงานสักชิ้นที่อาจกลายเป็นปรากฏการณ์แบบ <em>Harry Potter</em> หรืองานของนักเขียนชาวอังกฤษที่โดดเด่นเรื่องบทกวีสำหรับเด็กอย่าง <a href="http://www.juliadonaldson.co.uk" target="_blank">Julia Donaldson</a> หรือไม่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Bologna_7.jpg"></p>
<p>งานถัดมาที่เคยถูกเปรียบเป็นมวยรองในเวทีนานาชาตินั่นคือ <a href="https://www.londonbookfair.co.uk" target="_blank">London Book Fair</a> ก่อนปี 2013 งานนี้ไม่ค่อยมีใครไป เพราะคนมองว่า Frankfurt Book Fair ใหญ่กว่า ครบกว่า ดีกว่า แต่ความเชื่อเหล่านั้นเปลี่ยนไป พร้อมกับการสร้างจุดยืนและการลุกขึ้นต่อสู้ของเหล่าสำนักพิมพ์และร้านหนังสือในอังกฤษที่ถือว่าลอนดอนเป็นหนึ่งในมหานครของหนังสือภาษาอังกฤษ แคมเปญที่อาศัยความร่วมมือทั้งสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และนักเขียน อย่าง <a href="https://www.booksaremybag.com" target="_blank">Books Are My Bag</a> ก็ถูกคิดขึ้นมา ด้วยอยากให้คนกลับมาสนใจหนังสือเล่มมากขึ้น แต่ผลพลอยได้ยังใหญ่กว่าที่ทีมงานคิดไว้และส่งผลมาจนทุกวันนี้ คือเกิดการตื่นตัวด้านวัฒนธรรมการอ่าน และกระตุ้นให้นักอ่านร่วมกันปกป้องวัฒนธรรมหนังสือ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Olympia-exterior-1138px-x-400px_5.jpg"></p>
<p>งานใหญ่ปิดท้ายปีคือ <a href="https://www.buchmesse.de/en/fbf" target="_blank">Frankfurt Book Fair</a> ที่ใหญ่ทั้งขนาดและคุณภาพ แต่สิ่งนี้กำลังถูกท้าทายจาก London Book Fair เพราะด้วยเวลาที่ผู้ร่วมงานมีจำกัด ในขณะที่ลอนดอนรวมทุกอย่างไว้ภายในฮอลล์เดียว แต่ที่แฟรงเฟริสต์กลับแตกออกเป็น 4-5 ฮอลล์ ถ้าตารางประชุมแน่นขนาดที่เรียกว่า back-to-back โอกาสการเปลี่ยนฮอลล์จึงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากต้องวิ่งร้อยเมตรเลยทีเดียว แถมถ้ามองให้ลึกลงไปจะพบว่าสิ่งที่ตลาดนานาชาติต้องการล้วนมีพร้อมในงานที่ลอนดอน ขณะที่แฟรงเฟริสต์นั้นเต็มไปด้วยตลาดหนังสือเยอรมันมากกว่าครึ่ง</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร งานหนังสือใหญ่ระดับโลกทั้งสามงานนี้ก็ยังเป็นจุดหมายที่คนทำหนังสือต้องไป ในขณะที่ Book Expo America ซึ่งเคยสำคัญกลับค่อยๆ หายไปจากตารางเดินทางของเหล่าคนขายหนังสือทั่วโลกด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อไปร่วมงานที่จัดเพียงสามวัน และส่วนมากยังเน้นแค่ตลาดภายในอเมริกา</p>
<h3 style="text-align: center">2</h3>
<p>สิ่งที่เราเริ่มเห็นในปีนี้คือหนังสือเล่มมีพัฒนาการทิ้งห่างคู่แข่งอย่างอีบุ๊กส์มากขึ้น การนำเอาเอกลักษณ์ของกระดาษมาเป็นตัวเอกผสมผสานกับเทคโนโลยี จึงทำให้หนังสือเล่มทำสิ่งที่อีบุ๊กส์ไม่มีวันจะทำได้ </p>
<p>ลองพิจารณางานของสำนักพิมพ์ Sassi จากอิตาลีที่ต้องร้อง “ว้าว” กันเลย หรืองานเลเซอร์คัตสวยๆของสำนักพิมพ์หนังสือเด็กอย่าง Little Tiger Press หรือ Walker ก็ยิ่งตอกย้ำว่าหนังสือเด็กมีอิทธิพลช่วยพยุงตลาดหนังสือเล่มให้เติบโตได้อย่างไร หรือสำนักพิมพ์หนังสือด้านกราฟิกและศิลปะอย่าง Thames &amp; Hudson และ Laurence King Publishing ที่ปีนี้หนังสือในชุด Spring-Summer 2018 มีการปรับเปลี่ยนมากทีเดียว รวมถึงยังหยิบผลงานของศิลปินดีๆ มาจัดเป็นนิทรรศการ อย่างนิทรรศการ <a href="https://www.brusselsmuseums.be/en/exhibitions/joel-meyerowitz-where-i-find-myself" target="_blank">Where I Find Myself</a> ของช่างภาพสตรีทชาวนิวยอร์ก Joel Meyerowits จากหนังสือ <em>Street Photography</em> หรือสำนักพิมพ์อินดี้ Turnaround ก็เอาหนังสือที่เป็นตัวแทนจำหน่ายออกมาเรียกน้ำย่อยได้มากทีเดียว อาทิ Start Up London ของสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์เฉพาะเรื่องราวของ East London อย่าง <a href="https://www.hoxtonminipress.com" target="_blank">Hoxton Mini Press</a> และงานโฟโต้บุ๊กส์สวยๆ อีกมากมาย </p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/675.jpg"></p>
<p>ใน London Book Fair ปีนี้ กระดาษยังถูกทำให้กลายเป็นวัสดุที่จับต้องได้มากขึ้น เมื่อผสมเข้ากับเทคนิคอย่างเลเซอร์คัตหรือการพับที่วิจิตร เล่มที่แทนคำอธิบายได้ดีคือ <em>This Book is a Planetarium</em> ของสำนักพิมพ์ Chronicle USA เนื้อหาที่หนักแน่นประกอบด้วยแผนภูมิที่สวยงามทำให้หนังสือเล่มหนึ่งมีค่าและน่าเหลือเชื่อว่ากระดาษสามารถทำอะไรได้อีกมากมาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/planetarium10_2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/planetarium2_4.jpg"></p>
<h3 style="text-align: center">3</h3>
<p>อีกสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้คือ Event Leaded ปลายปี 2018 จนถึงปี 2019 มีห้วงเวลาสำคัญ 3 งานประหนึ่งการฟอร์มโครงสร้างให้การทำหนังสือจากนี้ไป </p>
<p>งานแรกในเดือนตุลาคมคือการครบรอบ 75 ปีของ <em>เจ้าชายน้อย</em> สำนักพิมพ์มากมายเอาหนังสือเจ้าชายน้อยออกมาปัดฝุ่น เปลี่ยนหน้าปก หรือทำสินค้าต่อยอดจากหนังสือ งานที่สองช่วงกลางปี 2019 คือครบรอบ 50 ปีของการลงจอดบนดวงจันทร์ ปีนี้เราจึงได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับอวกาศ ระบบสุริยะจักรวาล ดวงดาว เตรียมรับการระลึกถึงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ และงานสุดท้ายในช่วงท้ายปี 2019 คือ 500 ปี Leonardo Da Vinci ที่สำนักพิมพ์ได้นำเสนอปรู๊ฟหนังสือของลีโอนาร์โดในหลายๆ แง่มุมทั้งปรัชญา แนวคิด และสิ่งประดิษฐ์ ไปถึงผลงานด้านศิลปะของเขา</p>
<p>ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าวงการหนังสือเริ่มจะหยิบไทม์ไลน์สำคัญของโลกมาเป็นกรอบในการผลิตบ้างแล้ว เริ่มหาเนื้อหาที่เข้าถึงความสนใจของคนอย่างตรงไปตรงมา และพัฒนาความรู้เดิมให้ยิ่งน่าสนใจผ่านการนำเสนอใหม่ๆ เพื่อให้เป็นที่จดจำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาศัยสิ่งที่คนอ่านรู้จักอยู่แล้วมาเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จแทนที่จะต้องเริ่มจากศูนย์</p>
<p>อีกรูปแบบหนึ่งที่เห็นได้มากขึ้นคือการผสมผสานภาพและพฤติกรรมการอ่านเข้าด้วยกัน วิชวลมักจะได้เปรียบและมีพลังมากกว่าเนื้อหาที่ต้องอาศัยการอ่าน ตั้งแต่ปี 2013 เราเลยเริ่มคุ้นชินกับอินโฟกราฟิกมากขึ้น เห็นเรื่องยากๆ ถูกทำเป็นภาพประกอบหรือแผนภูมิซึ่งทำให้หนังสือน่าสนใจขึ้นอีกมาก เนื้อหาหนักๆ ไม่ได้เป็นเรื่องยากจะเข้าใจอีกต่อไป </p>
<p>อัตลักษณ์ของหนังสือเล่มที่มีคุณภาพทิ้งห่างจากอีบุ๊คส์ไปเรื่อยๆ ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่ อาร์โนลด์ นัวเร่ย์ เจ้านายใหญ่ของ Hachette Livre ที่ว่า <a href="https://www.adaymagazine.com/articles/global-ebooks-challenged-by-prints" target="_blank">‘Ebooks are stupid’</a> สิ่งที่อาร์โนลด์บอกคืออีบุ๊กส์ไม่สามารถสร้างรูปแบบตัวเองให้น่าสนใจไปกว่าหน้าจอธรรมดาเท่านั้น มันจึงเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ และไม่สามารถดึงดูดคนให้กลับมาสนใจอ่านหนังสือได้มากขึ้น</p>
<p>อีบุ๊กส์อาจติดภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้ร้ายในโลกหนังสือ แต่ความเป็นจริงที่ไม่ควรลืมคือ เรายังต้องช่วยรักษาไม่ให้อีบุ๊กส์สูญหายไป เพราะมูลค่าของโลกหนังสือได้รวมอีบุ๊กส์เข้าไปแล้ว</p>
<p>ส่วนผสมที่สมดุลของธุรกิจหนังสือคือการมีร้านหนังสือเป็นศูนย์กลาง ผสมผสานด้วยรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ อีบุ๊กส์ หนังสือเสียง ที่จะช่วยพยุงตลาด และช่วยสมดุลน้ำหนักกับโซเชียลมีเดียที่ดึงเวลาในการอ่าน และเป็นคู่แข่งที่แท้จริงของตลาดหนังสือไปได้</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> <a href="https://www.londonbookfair.co.uk/">londonbookfair.co.uk</a>, <a href="https://amtaleem.com/sharjah-guest-honour-bologna-childrens-book-fair-2020/" target="_blank">amtaleem.com</a>, <a href="http://www.hoxtonminipress.com">hoxtonminipress.com</a>, <a href="http://www.kellianderson.com/">kellianderson.com</a></em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-worldbookfair/">เทรนด์หนังสือเล่มที่น่าจับตาจาก 3 งานหนังสือใหญ่ระดับโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-worldbookfair/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</title>
		<link>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 May 2018 07:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[global review]]></category>
		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>
		<category><![CDATA[Tinder]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Dating]]></category>
		<category><![CDATA[หาคู่]]></category>
		<category><![CDATA[แอปพลิเคชันหาคู่]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/global-facebook-dating/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังจากโดนอัดอย่างหนักกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่จนทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มออกมาพูดทำนองว่าจะเลิกใช้งานเฟซบุ๊กจนกลายเป็นแคมเปญ #deletefacebook ในช่องทางอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าข่าวทุกอย่างดูเงียบลงไปเมื่อมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เป็นเรื่องของการ ‘หาคู่’ นั่นเอง ฟีเจอร์ดังกล่าวถูก Mark Zuckerberg แนะนำครั้งแรกในงาน Facebook Developer Conference (F8) เมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะการขยับของเฟซบุ๊กครั้งนี้อาจจะทำให้ dating app มากมายเจอคู่แข่งตัวเบิ้มแทบจะในทันที แต่ก่อนจะพูดเรื่องฟังก์ชั่นในการหาคู่นั้น เราต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงเลือกจะพัฒนาฟังก์ชั่นนี้ขึ้น เฟซบุ๊กเองได้อธิบายย้อนกลับไปถึงปรัชญาในตัวบริษัทที่ต้องการสร้างให้คนเชื่อมถึงกัน และต่อมาก็กลายเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘ปฏิสัมพันธ์ที่มีค่า (meaningful interaction)’ อันเป็นที่มาของการเลือกปรับปรุงอัลกอริทึมเฟซบุ๊กครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้ใช้เห็นคอนเทนต์ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ (และทำให้หลายคนโอดโอยเพราะโดนลด reach กันอย่างหนัก) และนี่เองเป็นที่มาของการหาคู่ ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว และแน่นอนว่าโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นพื้นที่อย่างดีในการทำให้คนจำนวนมากได้เจอคนอื่นๆ และสร้างโอกาสเจอคนที่ตัวเองชื่นชอบและพัฒนาความสัมพันธ์ได้ ว่ากันตามจริง การหาคู่บนเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทุกวันนี้หลายคนก็แนะนำเพื่อนหรือรู้จักคนใหม่ๆ กันผ่านโลกออนไลน์กันเสียเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ที่ดูจะน่าสนใจก็เพราะครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะทำให้มันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แถมเป็นกิจจะลักษณะอีกต่างหาก ในการโชว์ตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ dating ของเฟซบุ๊กนั้น ผู้ใช้งานจะสร้างโปรไฟล์สำหรับ dating ขึ้นมาแยกจากตัวบัญชีใช้งานหลักและไม่โชว์บนหน้านิวส์ฟีดเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวซึ่งหลายๆ คนก็คงไม่อยากบอกเพื่อนๆ ว่าตัวเองกำลังหาคู่อยู่) จากนั้นผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกดูงานอีเวนต์หรือกลุ่มต่างๆ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/">หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	หลังจากโดนอัดอย่างหนักกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่จนทำให้ผู้ใช้งานหลายคนเริ่มออกมาพูดทำนองว่าจะเลิกใช้งานเฟซบุ๊กจนกลายเป็นแคมเปญ #deletefacebook ในช่องทางอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าข่าวทุกอย่างดูเงียบลงไปเมื่อมีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เป็นเรื่องของการ ‘หาคู่’ นั่นเอง</p>
<p>
	ฟีเจอร์ดังกล่าวถูก Mark Zuckerberg แนะนำครั้งแรกในงาน Facebook Developer Conference (F8) เมื่อวันที่ 1-2 พฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วก็เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะการขยับของเฟซบุ๊กครั้งนี้อาจจะทำให้ dating app มากมายเจอคู่แข่งตัวเบิ้มแทบจะในทันที</p>
<p>
	แต่ก่อนจะพูดเรื่องฟังก์ชั่นในการหาคู่นั้น เราต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่าทำไมเฟซบุ๊กถึงเลือกจะพัฒนาฟังก์ชั่นนี้ขึ้น เฟซบุ๊กเองได้อธิบายย้อนกลับไปถึงปรัชญาในตัวบริษัทที่ต้องการสร้างให้คนเชื่อมถึงกัน และต่อมาก็กลายเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘ปฏิสัมพันธ์ที่มีค่า (meaningful interaction)’ อันเป็นที่มาของการเลือกปรับปรุงอัลกอริทึมเฟซบุ๊กครั้งใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้ใช้เห็นคอนเทนต์ที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ (และทำให้หลายคนโอดโอยเพราะโดนลด reach กันอย่างหนัก) และนี่เองเป็นที่มาของการหาคู่</p>
<p>
	ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักนั้นเป็นความต้องการพื้นฐานทางธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว และแน่นอนว่าโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กถือเป็นพื้นที่อย่างดีในการทำให้คนจำนวนมากได้เจอคนอื่นๆ และสร้างโอกาสเจอคนที่ตัวเองชื่นชอบและพัฒนาความสัมพันธ์ได้</p>
<p>
	ว่ากันตามจริง การหาคู่บนเฟซบุ๊กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทุกวันนี้หลายคนก็แนะนำเพื่อนหรือรู้จักคนใหม่ๆ กันผ่านโลกออนไลน์กันเสียเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ที่ดูจะน่าสนใจก็เพราะครั้งนี้ เฟซบุ๊กจะทำให้มันง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แถมเป็นกิจจะลักษณะอีกต่างหาก</p>
<p>
	ในการโชว์ตัวอย่างการใช้งานเครื่องมือ dating ของเฟซบุ๊กนั้น ผู้ใช้งานจะสร้างโปรไฟล์สำหรับ dating ขึ้นมาแยกจากตัวบัญชีใช้งานหลักและไม่โชว์บนหน้านิวส์ฟีดเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวซึ่งหลายๆ คนก็คงไม่อยากบอกเพื่อนๆ ว่าตัวเองกำลังหาคู่อยู่) จากนั้นผู้ใช้งานก็จะสามารถเลือกดูงานอีเวนต์หรือกลุ่มต่างๆ ที่ตรงกับความสนใจของตัวเองและทำการ ‘unlock’ เพื่อให้คนที่อยู่ข้างในกลุ่มสามารถเห็นโปรไฟล์ที่สร้างขึ้นและนำไปสู่การเกิดบทสนทนาต่อไป</p>
<p>
	ถ้าดูกันแล้ว แน่นอนว่าการหาคู่ของเฟซบุ๊กนั้นต่างจากแอพหาคู่อื่นๆ ที่คนใช้กันอย่างทินเดอร์ที่ใช้งานง่ายๆ ด้วยการปัดซ้ายปัดขวาเลือกคนที่อยากคุย แต่เป็นการเลือกใช้ประโยชน์จากความสนใจต่างๆ ของผู้ใช้งานแต่ละคน ดังที่เห็นว่าคนจะเลือกกลุ่มและหัวข้อที่สนใจเพื่อเผยโปรไฟล์ให้กับคนที่อยู่ในกลุ่มนั้นๆ เท่านั้น และนั่นก็ดูจะเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กถนัด คือการเล่นกับข้อมูลและความสนใจต่างๆ ที่ผู้ใช้งานแต่ละคนเผยระหว่างการใช้งานในทุกวัน</p>
<p>
	แม้ว่าเรื่องของการหาคู่อาจจะดูเป็นเรื่องไม่ใหญ่อะไรนัก และก็ไม่ใช่ฟังก์ชั่นหวือหวาที่จะใช้หาเงินหรือสร้างธุรกิจอะไร แต่สิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือนี่อาจจะเป็นอีกก้าวที่ทำให้เฟซบุ๊กเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของคน ซึ่งแน่นอนว่ามันก็สร้างให้ตัวเฟซบุ๊กมีความสำคัญมากขึ้นกับชีวิตของคนยุคปัจจุบันด้วย</p>
<p>
	นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้เฟซบุ๊กที่จะมีอะไรสนุกๆ ให้ได้เล่นกันมากขึ้น แต่บางคนอาจจะไม่สนุกด้วยเพราะสำหรับบรรดาแอพหาคู่ต่างๆ ที่เคยมีตลาดของตัวเองก็มองว่าเป็นภาวะวิกฤตอยู่พอสมควร อย่างทินเดอร์เองก็หุ้นตกลงไปถึง 17 เปอร์เซ็นต์หลังจากที่เฟซบุ๊กแถลงเปิดตัวฟังก์ชั่นนี้เลยทีเดียว</p>
<p><em><strong>ภาพประกอบ</strong> Nut.Dao</em></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/">หาคู่! เรื่องจริงจังเรื่องถัดไปของ facebook</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/global-facebook-dating/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
