<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นักรบ มูลมานัส, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author501/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author501/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Feb 2021 17:54:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>หรือความเป็นเควียร์จะจางไปในภาคสองของหนังเรื่อง Frozen และ Maleficent</title>
		<link>https://adaymagazine.com/queer-in-frozen-and-maleficent/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jan 2020 18:06:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[queer desire]]></category>
		<category><![CDATA[queer identity]]></category>
		<category><![CDATA[Frozen 2]]></category>
		<category><![CDATA[Maleficent: Mistress of Evil]]></category>
		<category><![CDATA[Elsa]]></category>
		<category><![CDATA[Maleficent]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชนเควียร์]]></category>
		<category><![CDATA[Hestia]]></category>
		<category><![CDATA[queer community]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[เควียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=86682</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาคแรกของภาพยนตร์เรื่อง Frozen (2013) และ Maleficent (2014) มีเนื้อหาที่เอื้อต่อการตีความแบบเควียร์ เมื่อหนังทั้งสองเรื่องมีตอนต่อ ผู้ชมก็เฝ้ารอดูการพัฒนาตัวละครเควียร์ด้วยความกระตือรือร้น พร้อมความคาดหวังว่าจะได้เห็น Elsa มีแฟนเป็นผู้หญิง และความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นเดียวกับคู่ Anna และ Kristoff แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะคิดว่าความเป็นเควียร์เจือจางไปในภาคสองของหนังทั้งสองเรื่อง ใน Frozen ภาคแรก เอลซ่าเป็นเจ้าหญิงที่ไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาว พลังพิเศษของเธอกลายเป็นสิ่งประหลาด พ่อแม่ขอให้เอลซ่าซ่อนพลังนี้ไว้ไม่ให้ใครเห็น ทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกจากผู้คนรอบข้าง มีงานศึกษาหลายชิ้นที่สนับสนุนว่าหนังเรื่องนี้เสนอมุมมองแบบเควียร์ หนึ่งในนั้นคือศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษชื่อ Angel Daniel Matos ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมเด็กและเยาวชน มาทอสเสนอว่าความรู้สึกล้มเหลวต่อตัวเองเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เควียร์มักเจอความรู้สึกนี้มากน้อยต่างกันไป แต่ไม่มีสูตรคณิตคิดหาเส้นทางตายตัวว่าเควียร์จะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้ยังไง แต่ละคนต้องปรับเปลี่ยนเอาเองหน้างาน อย่างเอลซ่าพอพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อำนาจที่ยึดโยงเธอไม่ให้เป็นอิสระก็ถดถอย จนกล้าลุกขึ้นมาแหกขนบปลดปล่อยตัวเองและหาจุดกึ่งกลางที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม เมื่อโซ่เส้นใหญ่หลุดพ้นและเอลซ่าเรียนรู้ที่จะรักและเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว ทำไมเอลซ่ายังโสดในตอนต่อภาคสอง ชีวิตเธอควรจะขยับขั้นต่อไปได้แล้ว ตรงนี้อยากเสนอคำอธิบายหรือการตีความ 2 อย่างที่ดูเป็นไปได้ อย่างแรกคือ ‘วัฏจักรชีวิต’ เป็นวิธีคิดที่สุดแสนจะอยู่ในกรอบบรรทัดฐานของคนที่ชอบเพศตรงข้าม (heterosexual norm) เริ่มจากเกิด เรียนหนังสือ มีความรัก ทำงาน และจบลงที่การแต่งงาน การเล่าเรื่องในหนัง Frozen ทั้งสองภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เรื่องราวของแอนนาและของเอลซ่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/queer-in-frozen-and-maleficent/">หรือความเป็นเควียร์จะจางไปในภาคสองของหนังเรื่อง Frozen และ Maleficent</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ภาคแรกของภาพยนตร์เรื่อง <em>Frozen </em>(2013) และ <em>Maleficent </em>(2014) มีเนื้อหาที่เอื้อต่อการตีความแบบเควียร์ เมื่อหนังทั้งสองเรื่องมีตอนต่อ ผู้ชมก็เฝ้ารอดูการพัฒนาตัวละครเควียร์ด้วยความกระตือรือร้น พร้อมความคาดหวังว่าจะได้เห็น Elsa มีแฟนเป็นผู้หญิง และความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นเดียวกับคู่ Anna และ Kristoff แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะคิดว่าความเป็นเควียร์เจือจางไปในภาคสองของหนังทั้งสองเรื่อง</p>
<p>ใน <em>Frozen </em>ภาคแรก เอลซ่าเป็นเจ้าหญิงที่ไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาว พลังพิเศษของเธอกลายเป็นสิ่งประหลาด พ่อแม่ขอให้เอลซ่าซ่อนพลังนี้ไว้ไม่ให้ใครเห็น ทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกจากผู้คนรอบข้าง มีงานศึกษาหลายชิ้นที่สนับสนุนว่าหนังเรื่องนี้เสนอมุมมองแบบเควียร์ หนึ่งในนั้นคือศาสตราจารย์ด้านภาษาอังกฤษชื่อ Angel Daniel Matos ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมเด็กและเยาวชน</p>
<p>มาทอสเสนอว่าความรู้สึกล้มเหลวต่อตัวเองเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เควียร์มักเจอความรู้สึกนี้มากน้อยต่างกันไป แต่ไม่มีสูตรคณิตคิดหาเส้นทางตายตัวว่าเควียร์จะก้าวข้ามอุปสรรคนี้ได้ยังไง แต่ละคนต้องปรับเปลี่ยนเอาเองหน้างาน</p>
<p>อย่างเอลซ่าพอพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว อำนาจที่ยึดโยงเธอไม่ให้เป็นอิสระก็ถดถอย จนกล้าลุกขึ้นมาแหกขนบปลดปล่อยตัวเองและหาจุดกึ่งกลางที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม</p>
<p>เมื่อโซ่เส้นใหญ่หลุดพ้นและเอลซ่าเรียนรู้ที่จะรักและเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว ทำไมเอลซ่ายังโสดในตอนต่อภาคสอง ชีวิตเธอควรจะขยับขั้นต่อไปได้แล้ว ตรงนี้อยากเสนอคำอธิบายหรือการตีความ 2 อย่างที่ดูเป็นไปได้ อย่างแรกคือ ‘วัฏจักรชีวิต’ เป็นวิธีคิดที่สุดแสนจะอยู่ในกรอบบรรทัดฐานของคนที่ชอบเพศตรงข้าม (heterosexual norm) เริ่มจากเกิด เรียนหนังสือ มีความรัก ทำงาน และจบลงที่การแต่งงาน</p>
<p>การเล่าเรื่องในหนัง <em>Frozen </em>ทั้งสองภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เรื่องราวของแอนนาและของเอลซ่า จะเห็นว่าแอนนาใช้ชีวิตตามวัฏจักรที่กล่าวข้างต้น แต่เอลซ่าไม่ใช่ ความคิดอยากให้เอลซ่ามีแฟนหญิงครองคู่กันตลอดไป แฮปปี้เอนดิ้ง คือการยัดเยียดให้เธอใช้ชีวิตตามบรรทัดฐานของสังคม</p>
<p>การจิ้นมโนอยากให้ตัวละครที่เรารักมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าเควียร์ไม่ได้มีชีวิตเป็นลำดับขั้นตอนเดียวกันกับคนที่ชอบเพศตรงข้าม</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87982" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-1.jpg" alt="" width="675" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-1.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-1-203x300.jpg 203w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/7-1-1-600x889.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>นอกจากนี้ความต้องการอยากให้เอลซ่ามีแฟนหญิงอาจมองว่าเป็นการจำกัดให้เธออยู่ในกล่องเพศเพียงกล่องเดียว แอบคิดว่าผู้กำกับพยายามสร้างความคลุมเครือให้ตีความเอลซ่าว่าเป็นได้ทุกอย่าง ทั้งบุคคลที่ไม่ฝักใจทางเพศ (asexual) ชอบสองเพศ (bisexual) ชอบได้ทุกคน ไม่ได้สนใจที่เพศ (pansexual) ชอบเพศหลากหลาย (polysexual) หนังเปิดปลายไว้กว้างๆ ไม่เจาะจงเรื่องแฟน ช่วยกระตุ้นการอ่านความลื่นไหลทางเพศของตัวละคร</p>
<p>ภาพยนตร์เรื่อง <em>Frozen </em>ยังชี้ชวนให้ผู้ชมขบคิดถึงความแตกต่างระหว่างความปรารถนาแบบเควียร์ (queer desire) กับอัตลักษณ์แบบเควียร์ (queer identity) ความปรารถนาแบบเควียร์มีมานานแล้วก่อนเริ่มมีการพูดคุยเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศกันในศตวรรษที่ 20 เสียอีก</p>
<p>เราเคยเห็นจิตรกรรมฝาผนังที่สอดแทรกการแสดงความรักที่ดูผิดแผกไปจากบรรทัดฐาน หรือในสังคมเกษตรกรรมแบบภาพยนตร์ <em>Brokeback Mountain </em>(2005) ที่ตัวละครชายเกิดแรงดึงดูดและมีเพศสัมพันธ์กัน หลังจากนั้นจึงถามว่า <em>“Are we queer now?”</em> รู้เพียงว่ามีความต้องการ แต่ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>อัตลักษณ์แบบเควียร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการเติบโตของสังคมเมือง ก่อนหน้านั้นคนที่มีความปรารถนาแบบเควียร์กระจัดกระจายอยู่คนละแห่งหน ไม่รู้ว่ายังมีคนอื่นที่ชอบแบบเดียวกัน พอย้ายถิ่นฐานมาทำงานในเมืองจึงมองกันไปมองกันมา จิกจนเจอพวกเดียวกัน แล้วค่อยรวมกลุ่มกันสร้างตัวตนทางเพศแบบเควียร์ขึ้น หลังจากนั้นถึงเรียกร้องการตระหนักรู้ การเคารพจากสังคม รวมถึงสิทธิที่เท่าเทียมกัน การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ช่วยทำให้เห็นวิวัฒนาการนี้</p>
<p>ในหนัง <em>Frozen </em>ภาคแรก เอลซ่าพยายามทำความเข้าใจยอมรับแรงปรารถนาแบบเควียร์ของตัวเอง จนสุดท้ายกล้าปลดปล่อยออกมาให้คนอื่นเห็นอย่างในเพลง <em>Let It Go</em> ภาคสองเปิดเรื่องมาให้เอลซ่ารู้สึกโดดเดี่ยว ถึงแม้เธอจะรู้จักตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกขาดอะไรบางอย่างไป เอลซ่าโหยหาเพื่อนที่มีแรงปรารถนาแบบเดียวกัน ซึ่งแอนนาไม่สามารถเติมเต็มตรงนี้ได้ <em>Show Yourself</em>  จึงเป็นเหมือนเพลงชาติของเควียร์ที่เอลซ่าเรียกร้องหาชุมชนเควียร์ <em>“Let me see who you are. Come to me now.”</em> แล้วจึงมีคอรัสร้องตอบรับจากเวิ้งน้ำอันไกลโพ้น</p>
<p>จนกระทั่งเอลซ่าได้พบกับชนเผ่า Northuldra ที่ผนึกจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับป่าเขาลำเนาไพร เชื่อมต่อกับเวทมนตร์และสามารถนำพลังจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เอลซ่ายังรู้ความจริงว่าแม่ของเธอก็เป็นคนจากเผ่านี้ จึงทำให้เอลซ่าเกิดความผูกพันและตัดสินใจอยู่กับ Northuldra และประกอบสร้างชุมชมเควียร์ขึ้น แถมเอลซ่ายังได้รับสถาปนาเป็น ‘ตัวแม่’ ณ ดินแดนแห่งนี้ <em>Frozen 2 </em>จึงเป็นเรื่องของอัตลักษณ์แบบเควียร์แทบทั้งสิ้น</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87984" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-1-2.jpg" alt="" width="675" height="984" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-1-2-206x300.jpg 206w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/3-1-2-600x875.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>โครงเรื่องของภาพยนตร์ <em>Maleficent </em>ทั้งภาคแรกและภาคสองมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ภาคแรกเริ่มจากตัวละครหลักทำความเข้าใจอารมณ์แรงปรารถนาภายในของตัวเอง แล้วภาคสองจึงค่อยๆ พัฒนาและต่อยอดเป็นการแสวงหาชุมชนเพื่อช่วยกันสร้างอัตลักษณ์ทางเพศแบบเควียร์ขึ้น มาเลฟิเซนต์ในภาคแรกโดนผู้ชายเท พอมาพบกับ Aurora ก็ไม่แน่ใจว่ารักหรือเกลียดกันแน่ จนสุดท้ายเข้าใจและยอมรับตัวเองได้ ตอนจบจึงรับออโรร่าเป็นลูกมาอยู่ด้วยกันที่ดินแดน Moors</p>
<p>พอมาตอนต่อภาคสองจะเห็นว่ามาเลฟิเซนต์พยายามตัดขาดจากโลกภายนอก อยากให้โลกนี้มีแค่เธอ ออโรร่า กับสิ่งมหัศจรรย์นางฟ้าตัวเล็กตัวน้อย แต่ก็ล้มเหลว แสดงให้เห็นว่าเควียร์ไม่สามารถแยกไปสร้างโลกยูโทเปียอยู่ต่างหาก ยังไงก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก หัวใจสำคัญคือการหาจุดกึ่งกลางที่สามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่สูญเสียตัวตน มาเลฟิเซนต์ก็ยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่เสวนากับสังคม แต่ก็ต้องยอมโอนอ่อนเพราะรักออโรร่า แต่ก็มีความอึกอักทำตัวไม่ถูกในช่วงแรก</p>
<p>พอเข้าสังคมออโรร่าไม่เข้าใจความประดักประเดิด ยิ่งทำให้มาเลฟิเซนต์รู้สึกแปลกแยก สุดท้ายแล้วเธอก็ตัวคนเดียว ออโรร่าไม่สามารถทดแทนความรู้สึกขาดได้ เธอเป็นพวกเดียวกับราชินี Ingrith กับเจ้าชาย Phillip ที่ไม่มีวันเข้าใจอารมณ์แรงปรารถนาที่แตกต่างของมาเลฟิเซนต์ ความโหยหาพวกเดียวกันสิ้นสุดลงเมื่อมาเลฟิเซนต์ได้มาเจอกับพวก Dark Fey หลัง Conall ช่วยชีวิตเธอและพามาชมรังของพวกเขา เขาพูดกับเธอว่า <em>“We’re Dark Fey. Same as you. We’re all that remains. Unseen here, far away from mankind.”</em> ทั้งสองเชื่อมเข้าด้วยกันโดยง่ายเพราะความเหมือน แบบเดียวกันกับที่เอลซ่ารู้สึกผูกพันกับเผ่า Northuldra</p>
<p><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87986" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-1-1.jpg" alt="" width="706" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-1-1.jpg 706w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-1-1-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/4-1-1-600x850.jpg 600w" sizes="(max-width: 706px) 100vw, 706px" /></p>
<p>คำจำกัดความของเควียร์ขยายกว้างขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง <em>Frozen 2 </em>และ <em>Maleficent: Mistress of Evil </em>เควียร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศ ทว่าใช้เรียกคนที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคมกระแสหลัก ถูกจำแนกให้แตกต่าง ด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ อย่างในหนัง Northuldra และ Dark Fey ก็ถือว่าเป็นเควียร์</p>
<p>แม้มาเลฟิเซนต์ไม่ต้องดูแลออโรร่าอีกต่อไป เพราะมีฟิลลิปมาทำหน้าที่แทน แต่เธอก็ไม่ได้ละทิ้งบทบาทความเป็น ‘แม่’ เสียทั้งหมด เธอกลายเป็นแม่ของพวก Dark Fey ในฉากจบของเรื่องมาเลฟิเซนต์คอยบินประคับประคอง Dark Fey รุ่นเยาว์ เหมือนเป็นการช่วยเหลือเควียร์รุ่นใหม่ให้เติบโตงดงาม การสถาปนาเอลซ่ากับมาเลฟิเซนต์เป็น ‘ตัวแม่’ จึงสร้างข้อถกเถียงได้เหมือนกันถ้าเราอ่านหนังผ่านมุมมองเควียร์</p>
<p>ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น เควียร์ศึกษาเกิดขึ้นในตอนนั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อรณรงค์ความเท่าเทียมทางเพศ การแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นตัวแม่อาจมองได้ว่าเป็นการผลิตซ้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนไม่เท่ากัน แล้วตัวแม่เหล่านี้มีลักษณะร่วมกันที่น่าสนใจ คือเอลซ่าและมาเลฟิเซนต์เป็นเจ้าหญิงผิวขาว มีต้นทุนทางสังคมดี ไม่ใช่หญิงชาวบ้าน แสดงให้เห็นว่าเควียร์ปฏิเสธความเหลื่อมล้ำอย่างหนึ่ง เพื่อไปผูกติดกับอำนาจในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นวงเวียนที่ดิ้นไม่หลุด</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-87987" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-1-2.jpg" alt="" width="675" height="1000" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-1-2.jpg 675w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-1-2-203x300.jpg 203w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2020/01/2-1-2-600x889.jpg 600w" sizes="(max-width: 675px) 100vw, 675px" /></p>
<p>ในอีกมุมหนึ่งการใช้สรรพนาม ‘ตัวแม่’ เป็นการเทิดทูนผู้หญิงไว้บนหิ้งบูชา ตรึงเธอไว้ในกรอบว่าตัวแม่ต้องเป็น ‘แบบอย่าง’ ที่ดีให้กับผู้อื่น ทำผิดทำพลาดอะไรไม่ได้ พวกเธอมีชีวิตเพื่อมวลชน ไม่ใช่เพื่อตัวของตัวเอง ในตำนานกรีกโบราณมีเทพีชื่อ Hestia ผู้คอยเสียสละดูแลทุกคนในครอบครัวโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน คำบรรยายบุคลิกลักษณะของเธอคลุมเครือและรูปวาดของเทพีองค์นี้ก็หายากมาก</p>
<p>พอเราสถาปนาใครสักคนเป็นตัวแม่ ร่างกายจึงไม่ใช่ของเธออีกต่อไป และส่วนใหญ่ต่างคิดว่ารัฐและมวลชนมีสิทธิควบคุมและบงการเหนือเรือนร่างของเธอได้</p>
<p>ส่วนตัวชอบที่เอลซ่ากับมาเลฟิเซนต์ค้นพบชุมชมเควียร์ที่ทั้งคู่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจเรื่องการแต่งตั้งให้เธอเป็นตัวแม่ของกลุ่ม ตัวตนของพวกเธอค่อยๆ เลือนไป เอลซ่ารวมเป็นหนึ่งไปกับน้ำ มาเลฟิเซนต์ผนึกเข้ากับฟ้าและธรรมชาติ อย่างที่เฮสเทียเลือนไปกับความร้อนของเตาเผาไฟ เป็นประเด็นที่อยากชวนคุยกันต่อไปในครั้งหน้า</p>
<p>ความเป็นเควียร์ไม่ได้เจือจางหายไปในหนัง <em>Frozen 2 </em>และ <em>Maleficent: Mistress of Evil </em>แต่หนังเสนอเควียร์ในอีกแง่มุมหนึ่งที่เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความคาดหวังของผู้ชมเท่านั้น ภาคแรกพูดถึงเควียร์ที่เป็นภาวะหรือปรากฏการณ์ภายใน ส่วนภาคสองเน้นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศและการสร้างชุมชนของเควียร์ ซึ่งแน่นอนว่ามีการโยงเอาการเมืองเรื่องเพศเข้ามาด้วย ส่งผลให้มีประเด็นข้อโต้แย้งมากขึ้นกว่าภาคแรกเท่านั้นเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/queer-in-frozen-and-maleficent/">หรือความเป็นเควียร์จะจางไปในภาคสองของหนังเรื่อง Frozen และ Maleficent</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไม่ฟูมฟาย สมัครใจ พูดได้ในที่สาธารณะ : พลังของเรื่องเล่าการ come out หลายรูปแบบในสื่อร่วมสมัย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/about-come-out-and-lgbt-history-month/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาวิน มาลัยวงศ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 26 Oct 2019 16:38:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[life of pride]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ปมเอดิปัส]]></category>
		<category><![CDATA[oedipus complex]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีจิตวิเคราะห์]]></category>
		<category><![CDATA[call me by your name]]></category>
		<category><![CDATA[เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ]]></category>
		<category><![CDATA[LGBTQ]]></category>
		<category><![CDATA[Acceptance]]></category>
		<category><![CDATA[Life of Pride]]></category>
		<category><![CDATA[come out]]></category>
		<category><![CDATA[LGBT History Month]]></category>
		<category><![CDATA[National Coming Out Day]]></category>
		<category><![CDATA[นิรา คงสวัสดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ใบไม้ที่ปลิดปลิว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=77086</guid>

					<description><![CDATA[<p>เดือนตุลาคมถือเป็น LGBT History Month ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและประวัติความเป็นมาของ LGBTQ เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักรู้และเกิดความคิดที่เปิดกว้าง นอกจากนี้วันที่ 11 ตุลาคมของทุกปียังถูกกำหนดให้เป็น National Coming Out Day ของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการแบ่งปันเรื่องราวการค้นพบและการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศ ในประเทศไทย เรื่องเล่าการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของ LGBTQ ที่น่าสนใจในปีนี้หนีไม่พ้น นิรา คงสวัสดิ์ จากละคร ใบไม้ที่ปลิดปลิว เรื่องเริ่มต้นเมื่อชนันธวัช ลูกชายคนเดียวของครอบครัวใฝ่ฝันอยากเป็นผู้หญิงที่สวยงามเหมือนแม่ของเขา ชนันธวัชและแม่ต้องต่อสู้กับความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงจากพ่ออย่างชมธวัช แต่ก็มีชัชวีร์ อาเขย คอยให้กำลังใจและความช่วยเหลือ ชนันธวัชหลงรักอาเขย หากทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไว้เงียบๆ ในใจ หลังจากผ่าตัดแปลงเพศกลายเป็นนิรา คงสวัสดิ์ และกลับมาจากต่างประเทศ จึงค่อยเปิดเผยความรู้สึกที่เก็บงำไว้ตลอดมาให้ชัชวีร์ทราบ ปัญหาใหญ่ของละครเรื่องนี้คือ ฉากเปิดเผยความจริงว่านิราเป็นหญิงข้ามเพศผ่านการเล่าเรื่องแบบโศกนาฏกรรม นิราเป็นดาราดังจึงถูกคู่แข่งขุดคุ้ยภูมิหลังมาแฉ สังคมออนไลน์รับรู้เรื่องการผ่าตัดแปลงเพศของเธอในวงกว้าง จนเกิดผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง พ่อร้องไห้ฟูมฟายไม่ว่าจะด้วยรักหรือรู้สึกผิดก็ตามแต่ เขาพยายามหาทางปกปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับในครอบครัว อาเขยซึมเศร้าปนผิดหวัง ตัวนิราเองก็ดำดิ่งในความมืดมิดของอารมณ์จนถึงขั้นอยากปลิดชีวิตตนเอง ด้านหนึ่งเราชื่นชมฝีมือของ 3 นักแสดงหลัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ชวนให้ LGBTQ สมัครใจเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีของตน ในเมื่อผลลัพธ์มีแต่ความเศร้าหดหู่เต็มไปหมด ผู้ชมสงสารนิรา [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/about-come-out-and-lgbt-history-month/">ไม่ฟูมฟาย สมัครใจ พูดได้ในที่สาธารณะ : พลังของเรื่องเล่าการ come out หลายรูปแบบในสื่อร่วมสมัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดือนตุลาคมถือเป็น LGBT History Month ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและประวัติความเป็นมาของ <a href="https://adaymagazine.com/?s=LGBTQ+" target="_blank" rel="noopener">LGBTQ</a> เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักรู้และเกิดความคิดที่เปิดกว้าง นอกจากนี้วันที่ 11 ตุลาคมของทุกปียังถูกกำหนดให้เป็น National Coming Out Day ของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการแบ่งปันเรื่องราวการค้นพบและการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศ</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในประเทศไทย เรื่องเล่าการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของ LGBTQ ที่น่าสนใจในปีนี้หนีไม่พ้น นิรา คงสวัสดิ์ จากละคร <em>ใบไม้ที่ปลิดปลิว</em> เรื่องเริ่มต้นเมื่อชนันธวัช ลูกชายคนเดียวของครอบครัวใฝ่ฝันอยากเป็นผู้หญิงที่สวยงามเหมือนแม่ของเขา ชนันธวัชและแม่ต้องต่อสู้กับความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงจากพ่ออย่างชมธวัช แต่ก็มีชัชวีร์ อาเขย คอยให้กำลังใจและความช่วยเหลือ ชนันธวัชหลงรักอาเขย หากทำได้เพียงเก็บความรู้สึกไว้เงียบๆ ในใจ หลังจากผ่าตัดแปลงเพศกลายเป็นนิรา คงสวัสดิ์ และกลับมาจากต่างประเทศ จึงค่อยเปิดเผยความรู้สึกที่เก็บงำไว้ตลอดมาให้ชัชวีร์ทราบ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ปัญหาใหญ่ของละครเรื่องนี้คือ ฉากเปิดเผยความจริงว่านิราเป็นหญิงข้ามเพศผ่านการเล่าเรื่องแบบโศกนาฏกรรม นิราเป็นดาราดังจึงถูกคู่แข่งขุดคุ้ยภูมิหลังมาแฉ สังคมออนไลน์รับรู้เรื่องการผ่าตัดแปลงเพศของเธอในวงกว้าง จนเกิดผลกระทบต่อผู้คนรอบข้าง พ่อร้องไห้ฟูมฟายไม่ว่าจะด้วยรักหรือรู้สึกผิดก็ตามแต่ เขาพยายามหาทางปกปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับในครอบครัว อาเขยซึมเศร้าปนผิดหวัง ตัวนิราเองก็ดำดิ่งในความมืดมิดของอารมณ์จนถึงขั้นอยากปลิดชีวิตตนเอง</span></p>
<div id="erdyt-6a5070a8be677" data-id="JK43JqS6o20" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-JK43JqS6o20-6a5070a8be677" data-vid="JK43JqS6o20" data-src="https://www.youtube.com/embed/JK43JqS6o20?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/JK43JqS6o20/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้านหนึ่งเราชื่นชมฝีมือของ 3 นักแสดงหลัก แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเล่าเรื่องแบบนี้ไม่ชวนให้ LGBTQ สมัครใจเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีของตน ในเมื่อผลลัพธ์มีแต่ความเศร้าหดหู่เต็มไปหมด ผู้ชมสงสารนิรา แต่ความสงสารอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับความเข้าใจ LGBTQ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โศกนาฏกรรมกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีกว่าตัวละครที่กำลังประสบเคราะห์กรรม เน้นการเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้ชมมีความพึงพอใจในชีวิตเพราะเห็นคนที่ทุกข์มากกว่า ความสงสารจึงแฝงนัยความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในสังคม ฉากการ come out ในละคร <em>ใบไม้ที่ปลิดปลิว</em> มอบความ ‘เป็นเอก’ ให้ผู้ชมที่เป็นจุดศูนย์กลาง และหยิบยื่นความ ‘เป็นอื่น’ ให้ตัวละคร LGBTQ นิราเป็นเพียงเครื่องมือเติมเต็มความสุขสร้างความอิ่มเอมแก่ผู้ชม</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ที่แย่กว่านั้นคือการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของนิราไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ เธอถูกแฉและเรื่องของเธอกลายเป็นวาระแห่งชาติในสังคมออนไลน์ ทุกคนพร้อมเข้าไปก้าวก่าย แม้นิราจะไม่ยินยอมแต่เธอก็โต้ตอบอะไรไม่ได้ แสดงให้เห็นว่านิราถูกลิดรอนสิทธิเหนือเรือนกายของตัวเอง ผู้รุกล้ำถูกลงโทษในตอนจบของเรื่อง แต่ใช่ว่าตัวละคร LGBTQ จะมีจุดจบดีกว่า นิราต้องจมอยู่ในภาวะไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงแค่หนี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แต่สิ่งที่ละคร <em>ใบไม้ที่ปลิดปลิว</em> ทำได้ดีคือการผูกปมเอดิปัสเข้ากับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ ลูกชาย และอาเขย ชวนให้เรามองปมเอดิปัสในมิติอื่นที่แตกต่างออกไป ปมเอดิปัสเป็นการใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ตามแนวทางของฟรอยด์ เพื่อตีความอารมณ์และความคิดของตัวละครผู้ชายว่าทำไมรักแม่มากและปรารถนาให้พ่อออกไปให้พ้นจากชีวิตของตนและแม่ เมื่อเด็กผู้ชายไม่สามารถครอบครองแม่ได้จึงหันเหไปแสวงหาความรักจากหญิงอื่น ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ถูกวิจารณ์ว่าขาดความสม่ำเสมอเพราะใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่รักเพศตรงข้ามเพียงอย่างเดียว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แล้วเราจะนำปมเอดิปัสมาประยุกต์ใช้กับนิยามความรักเพศเดียวกันของ LGBTQ ได้ยังไงเป็นคำถามที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ก็มีผู้สนับสนุนว่าสามารถทำได้ โดยอธิบายว่าเด็กชายไม่จำเป็นต้องเห็นแม่เป็นของรัก (love object) และมองพ่อเป็นศัตรูแค่อย่างเดียว เด็กชายสามารถเห็นพ่อเป็นของรักได้ด้วยเช่นกัน ทว่าเมื่อรักพ่อแล้วถูกตอบสนองด้วยความกลัวหรือความอาย จึงไม่กล้าแสดงออกและหันไปรักชายผู้อื่นแทน ซึ่งในละครก็คือชัชวีร์ที่เป็นอาเขย  </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">การถ่ายทอดภาพการ come out ของ LGBTQ ในสื่อร่วมสมัยของประเทศไทยแม้ว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีบางจุดที่ไม่ขาดก็เกิน ขาดความพอดี อย่างในซีรีส์เรื่อง <em>เขามาเชงเม้งข้างๆ หลุมผมครับ </em>ฉากที่ธันวาบอกแม่ว่าเขาอาจจะชอบเพศเดียวกัน ถึงแม่ยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ดราม่าน้ำตาแตกเท่ากรณีของนิรา แต่ก็สร้างความหนักหน่วงทางอารมณ์มากพอให้รู้สึกว่าการ come out ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม </span></p>
<p>&nbsp;</p>
<blockquote>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">แล้วภาพการเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีแบบไหนที่เราต้องการ</span></p>
</blockquote>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำตอบคืออยากได้แบบง่ายๆ สบายๆ ไม่ตึงเครียด ไม่ต้องสอดแทรกดราม่าอะไรมากมาย เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าผลิตซ้ำการกดทับให้ LGBTQ รู้สึกแย่กับการ come out ของตน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">มีตัวอย่างงาน 2 ชิ้นที่ถ่ายทอดการ come out ได้น่าสนใจมาก ชิ้นแรกเป็นหนังโฆษณาจาก McCafé ของแมคโดนัลด์ชื่อเรื่อง &#8216;Acceptance&#8217; ที่ออกอากาศในปี 2016 (ประมาณ 1 ปีก่อนสภาฯ ไต้หวันให้การรับรองกฎหมายการแต่งงานเพศเดียวกันเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย) โฆษณาเปิดฉากที่ร้าน McCafé แห่งหนึ่ง พ่อกับลูกชายนั่งดื่มกาแฟกันอยู่ ลูกชายเลือกสารภาพว่าชอบเพศเดียวกันโดยเขียนเป็นตัวอักษรบนแก้วกาแฟ ต่อมาพ่อเขียนตอบว่ายอมรับได้ ดนตรีประกอบช่วงท้ายก็ไม่ได้แสดงว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่จนเกินเลยมากไป</span></p>
<div id="erdyt-6a5070a8be6a4" data-id="oqLFpbFiulY" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-oqLFpbFiulY-6a5070a8be6a4" data-vid="oqLFpbFiulY" data-src="https://www.youtube.com/embed/oqLFpbFiulY?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/oqLFpbFiulY/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">เรามักจะเห็นการเสนอภาพการ come out ในพื้นที่ส่วนตัวจนชินตา เกิดขึ้นในบ้านหรือห้องมิดชิด เช่นโฆษณาของโคคา-โคล่าที่ออกแคมเปญ &#8216;ยิ่งเปิดใจ ยิ่งใกล้กัน&#8217; เมื่อตอนต้นปีนี้ ลูกชายพาหนุ่มมาบ้านแล้วบอกแม่ว่าเป็นแฟนกันระหว่างทานข้าวท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นบนโต๊ะอาหาร นับเป็นความก้าวหน้าและความกล้าหาญของสื่อในประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งที่โฆษณาของ McCafé เหนือกว่าแคมเปญ &#8216;ยิ่งเปิดใจ ยิ่งใกล้กัน&#8217; คือ การสร้างให้บทสนทนาระหว่างพ่อลูกมีฉากหลังเป็นพื้นที่สาธารณะอย่างร้านกาแฟ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและเพศวิถีในพื้นที่สาธารณะได้ ดื่มกาแฟสักแก้วสองแก้วแล้วคุยกัน </span></p>
<div id="erdyt-6a5070a8be6b9" data-id="HBI00UXh1Jw" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-HBI00UXh1Jw-6a5070a8be6b9" data-vid="HBI00UXh1Jw" data-src="https://www.youtube.com/embed/HBI00UXh1Jw?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/HBI00UXh1Jw/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">การยอมรับจากครอบครัวในพื้นที่ส่วนตัวและสิทธิเสรีภาพของ LGBTQ ในพื้นที่สาธารณะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน สื่อรณรงค์เรื่องแรกมากกว่าอย่างหลังและพูดถึงซ้ำๆ ชี้ชวนให้สังคมเชื่อว่าการยอมรับจากครอบครัวสำคัญกว่า ควรมาก่อน แต่หนังโฆษณาจาก McCafé ชิ้นนี้แสดงว่าสิทธิและเสรีภาพของ LGBTQ ในพื้นที่ส่วนรวมก็จำเป็นไม่แพ้กันและสามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับการยอมรับจากครอบครัว สังคมมีหน้าที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยและความไว้วางใจให้แก่ LGBTQ พวกเขาควรรู้สึกสะดวกใจในการเปิดเผยตัวตนและอารมณ์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเจอกับความเกลียดชังและการดูถูก</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวอย่างอีกชิ้นหนึ่งที่นำเสนอการ come out ของ LGBTQ ได้อย่างแยบยลคือภาพยนตร์เรื่อง <em>Call Me by Your Name</em> เผยแพร่ในปี 2017 ตอนท้ายของเรื่องที่ลูกชาย Elio เปิดใจคุยกับพ่อเรื่องความรักที่เขามีต่อเพศเดียวกัน พ่อแนะนำให้เอลิโอเก็บรักษาความรู้สึกนี้ไว้เพราะเป็นสิ่งที่มีค่า และยอมรับกับลูกชายว่าครั้งหนึ่งตัวเองก็เคยเกือบมีความสัมพันธ์รักเพศเดียวกัน แต่มีอะไรบางอย่างหักห้ามไว้ไม่ให้เขาสานสัมพันธ์ต่อ </span></p>
<div id="erdyt-6a5070a8be6c7" data-id="BFEqwSdfw7w" class="erd-youtube-responsive" style="display:block;position:relative;clear:both;width:100%;max-width:100%;margin-left:auto;margin-right:auto;"><div style="padding-bottom:56.25%;"><div class="erd-ytplay" id="erdytp-BFEqwSdfw7w-6a5070a8be6c7" data-vid="BFEqwSdfw7w" data-src="https://www.youtube.com/embed/BFEqwSdfw7w?loop=1&#038;autoplay=1&#038;rel=0" data-allowfullscreen="true"><img decoding="async" src="https://i.ytimg.com/vi/BFEqwSdfw7w/hqdefault.jpg" alt="YouTube video" /></div></div></div>
<p><span style="font-weight: 400;">ผู้กำกับ Luca Guadagnino ถ่ายฉากนี้โดยใช้มุมข้ามไหล่ (over the shoulder shot) เน้นการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาของตัวละคร ประเด็นที่น่าสนใจคือตอนแรกพ่อเหมือนจะมีอำนาจมากกว่า รู้มากกว่า ตอนเอลิโอเดินเข้ามาในห้องเงาสะท้อนของเขาปรากฏขึ้นในกระจก สื่อว่าพ่อเห็นและรู้จักความปรารถนาในตัวลูกชายทะลุปรุโปร่ง หลังจากนั้นพ่อก็แสดงความอ่อนแอออกมา ยอมรับว่าตัวเองขี้ขลาด อำนาจสลับขั้วมาอยู่ที่เอลิโอ พ่อสารภาพว่าอิจฉาที่ลูกชายรู้และซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ความรู้สึกของตนเองตั้งแต่ยังอายุน้อย การที่พ่อลูกสลับกันอ่อนแอและผลัดกันมีอำนาจทำให้ผู้ชมที่เป็น LGBTQ รู้ซึ้งถึงพลังและคุณค่าของตน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เรื่องเล่าการ come out หลากหลายรูปแบบช่วยลบล้างภาพจำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งของ LGBTQ ให้หมดไป ทั้งยังส่งเสริมให้ LGBTQ ตระหนักรู้ว่าการเปิดเผยตัวตนอาจนำมาซึ่งความเศร้า แต่ก็มีโอกาสสร้างความสุขความเข้าใจเช่นกัน เรื่องอาจไม่เลวร้ายเสมอไป</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บทสนทนาว่าด้วยการ come out ควรเกิดขึ้นได้ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะด้วยท่าทีที่เป็นมิตร เรื่องราวเหล่านี้เป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับอคติและการครอบงำทางความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/about-come-out-and-lgbt-history-month/">ไม่ฟูมฟาย สมัครใจ พูดได้ในที่สาธารณะ : พลังของเรื่องเล่าการ come out หลายรูปแบบในสื่อร่วมสมัย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Agnes of God : เมื่อแม่ชีกลายเป็น ‘แม่คน’ เมื่อเหตุผลปะทะศรัทธา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/theatre-agnes-of-god/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/theatre-agnes-of-god/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[นักรบ มูลมานัส]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Mar 2018 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[theatre]]></category>
		<category><![CDATA[ศศิธร พานิชนก]]></category>
		<category><![CDATA[Agnes of God]]></category>
		<category><![CDATA[Peel the Limelight]]></category>
		<category><![CDATA[Peter O’Neil]]></category>
		<category><![CDATA[สิรี ริ้วไพบูลย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/theatre-agnes-of-god/</guid>

					<description><![CDATA[<p>กำกับ: Peter O’Neilสถานที่: Peel the Limelight Studio 1 ปี 2014, สำนักชีแห่งหนึ่งในเมือง Rieti ประเทศอิตาลี Roxana Rodriguez แม่ชีวัย 31 ปีถูกนำส่งโรงพยาบาลกะทันหันหลังจากปวดท้องอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดทารกเพศชายโดยมิได้คาดหมายมาก่อน แม่ชีให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองตั้งครรภ์ มันแค่รู้สึกเจ็บท้องเท่านั้น” เธอตั้งชื่อลูกชายว่าฟรานซิสตามพระนามของพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน ในตอนนี้ โรซานนากล่าวว่า เธอรู้สึกถึงความเป็น ‘แม่’ มากกว่าเป็น ‘แม่ชี’ เสียแล้ว บาทหลวง Benedetto Falcetti เชื่อว่าแม่ชีผู้นี้เริ่มตั้งครรภ์ขณะกลับไปต่ออายุพาสปอร์ตที่เอลซัลวาดอ บ้านเกิดของเธอ และพ่อของเด็กน่าจะเป็นคนรักเก่าของเธอ 2 ปี 2011, จังหวัดชุมพร ประเทศไทย ด.ญ.สุ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในชุมพร เพื่อจะได้อยู่ดูแลช่วยเหลือยายซึ่งบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดเดียวกัน แม่ชีสุให้การว่า ตนถูกพระสมชาย พระลูกวัดวัย 42 ข่มขืนกระทำชำเราในห้องเก็บของของวัดหลายครั้ง แต่ตนไม่กล้าบอกใคร จนกระทั่งเริ่มเกิดอาการคลื่นไส้และรอบเดือนไม่มาติดต่อกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/theatre-agnes-of-god/">Agnes of God : เมื่อแม่ชีกลายเป็น ‘แม่คน’ เมื่อเหตุผลปะทะศรัทธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong></strong><strong>กำกับ:</strong> Peter O’Neil<br /><b style="background-color: initial">สถานที่:</b> Peel the Limelight Studio</p>
<h3 style="text-align: center"><strong>1</strong></h3>
<p style="text-align: center"><em>ปี 2014, สำนักชีแห่งหนึ่งในเมือง Rieti ประเทศอิตาลี</em></p>
<p>Roxana Rodriguez แม่ชีวัย 31 ปีถูกนำส่งโรงพยาบาลกะทันหันหลังจากปวดท้องอย่างรุนแรง ก่อนที่เธอจะให้กำเนิดทารกเพศชายโดยมิได้คาดหมายมาก่อน แม่ชีให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองตั้งครรภ์ มันแค่รู้สึกเจ็บท้องเท่านั้น”</p>
<p>เธอตั้งชื่อลูกชายว่าฟรานซิสตามพระนามของพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน ในตอนนี้ โรซานนากล่าวว่า เธอรู้สึกถึงความเป็น ‘แม่’ มากกว่าเป็น ‘แม่ชี’ เสียแล้ว</p>
<p>บาทหลวง Benedetto Falcetti เชื่อว่าแม่ชีผู้นี้เริ่มตั้งครรภ์ขณะกลับไปต่ออายุพาสปอร์ตที่เอลซัลวาดอ บ้านเกิดของเธอ และพ่อของเด็กน่าจะเป็นคนรักเก่าของเธอ</p>
<h3 style="text-align: center">2</h3>
<p style="text-align: center"><em>ปี 2011, จังหวัดชุมพร ประเทศไทย</em></p>
<p>ด.ญ.สุ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี  ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในชุมพร เพื่อจะได้อยู่ดูแลช่วยเหลือยายซึ่งบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดเดียวกัน แม่ชีสุให้การว่า ตนถูกพระสมชาย พระลูกวัดวัย 42 ข่มขืนกระทำชำเราในห้องเก็บของของวัดหลายครั้ง แต่ตนไม่กล้าบอกใคร จนกระทั่งเริ่มเกิดอาการคลื่นไส้และรอบเดือนไม่มาติดต่อกัน 2 เดือน เมื่อตัดสินใจบอกกับแม่และซื้อแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์จากร้านขายยามาตรวจ ผลปรากฏว่าเธอตั้งครรภ์มา 1 เดือนแล้ว </p>
<h3 style="text-align: center">3</h3>
<p style="text-align: center"><em>ปี 2015, ชายฝั่งรัฐฟลอริดา</em></p>
<p>จากการวิเคราะห์ DNA ของปลาฉนากกว่า 190 ตัวบริเวณชายฝั่งของรัฐฟลอริดา นักวิทยาศาสตร์พบว่าปลาตัวเมียปรับตัวให้สามารถสืบพันธ์ุได้โดยไม่ต้องอาศัยปลาเพศผู้ได้ ในทางวิทยาศาสตร์เรียกวิธีดังกล่าวว่า Parthenogenesis ซึ่งเป็นการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าพืชและสัตว์มีกระดูกสันหลังบางชนิดอย่างมังกรโคโมโดและฉลามหัวค้อนใช้การสืบพันธุ์วิธีนี้ด้วย แต่ก็พบว่าสัตว์มีกระดูกสันหลังที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบนี้มักจะไม่แข็งแรงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา</p>
<p>Parthenogenesis มีที่มาจากคำว่า pathenos ในภาษากรีก มีความหมายว่า บริสุทธิ์ และคำว่า genesis แปลว่าการสร้างขึ้นหรือการกำเนิด Parthenogenesis จึงมีความหมายตามคำศัพท์ว่า &#8220;การกำเนิดอันบริสุทธิ์&#8221;</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/573.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/478.jpg"></p>
<h3 style="text-align: center">4</h3>
<p style="text-align: center"><em>ปี 2018, Peel the Limelight Studio กรุงเทพมหานคร</em></p>
<p>ในโรงละครขนาด 60 ตารางเมตร รองรับผู้ชมได้ไม่กี่สิบคน ครึ่งหนึ่งของห้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสำนักนางชีที่ปิดตายจากโลกภายนอกและอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นห้องตรวจของจิตแพทย์</p>
<p>เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อมีคนพบทารกกลายเป็นศพในสำนักชี ผู้ให้กำเนิดเด็กน้อยคือแม่ชี Agnes วัย 21 ปี เธอค่อนข้างจะเป็นคน ‘พิเศษ’ เพราะแอกเนสนั้นแสนซื่อบริสุทธิ์ยิ่งกว่าผ้าขาว โลกของเธอไม่ได้กว้างใหญ่ไปกว่าขอบรั้วของอาศรม อย่าว่าแต่จะไปมีอะไรกับใครเลย แม่ชีสาวไม่รู้ประสีประสา เธอไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ไม่รู้จักโลกภายนอก ไม่รู้จักการร่วมเพศ และไม่รู้ว่าเด็กเกิดมาได้อย่างไรด้วยซ้ำ</p>
<p>แม่ชีมาเรียม คุณแม่อธิการผู้ปกครองอารามเป็นผู้นำแอกเนสมาพบจิตแพทย์ตามคำสั่งศาล 90 นาทีของการแสดงดำเนินไปกับการควานหาคำตอบว่าทารกกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไรและใครเป็นคนฆ่าเด็ก</p>
<p>โลกเร้นลับหลังบานประตูที่ปิดมิดชิดมักเป็นที่สนอกสนใจของผู้คนภายนอกเสมอ <em>Agnes of God</em> คือบทละครที่โด่งดังของ John Pielmeier นักเขียนบทชาวอเมริกัน ตัวบทเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1978 และได้สร้างเป็นละครบรอดเวย์หลายครั้ง และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1985 กำกับโดย Norman Jewlson</p>
<p>ล่าสุด คณะละคร Peel the Limelight นำโดย Peter O’Neil และ Jaime Zúñiga ผู้สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงละครเวทีระดับโลกมาหลายสิบปี ได้หยิบบทละครเรื่องนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้งโดยแสดงเป็นภาษาอังกฤษประกอบซับไตเติลภาษาไทย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/372.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/955.jpg"></p>
<p>นักแสดงและผู้ชมอยู่ในพื้นที่ที่ห่างกันแค่เอื้อมมือในห้องเหลี่ยมสีดำขนาดย่อม เข้ากันดีกับการจำลองเขตพรตหรือขอบเขตของอารามที่ถูกล้อมด้วยกำแพงอย่างมิดชิดเพื่อแยกเหล่านักพรตหญิงออกจากโลกภายนอก แม่ชีที่อาศัยในเขตพรตเรียกกันว่าชีลับหรือชีมืด ด้วยเธอเหล่านั้นอุทิศทั้งชีวิตที่เหลือเพื่อรับใช้พระเจ้าในเขตแดนของอาราม หันหลังให้กับญาติมิตร ตัดขาดจากโลกภายนอก (สำนักเช่นนี้ีมีอยู่ในไทยด้วย เช่น อารามคาร์แมล ถนนคอนแวนต์ ย่านสีลม) </p>
<p>ในฉากที่เรียบง่ายมีนักแสดงหญิงเพียง 3 คน ได้แก่ Claire Stanley ผู้ชนะรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Bangkok Theatre Festival 2017, ฮีน-ศศิธร พานิชนก ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Thailand National Film Association Awards และสิรี ริ้วไพบูลย์ ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Bangkok Theatre Festival 2015 ด้วยฝีไม้ลายมือที่ไม่ธรรมดาของพวกเธอทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความปั่นป่วนของคลื่นอารมณ์กับความคิดที่ซัดสาดเข้าหากันไปมา บรรยากาศหมอกมัวของความหม่นหมองทำให้ทั้งสมองและหัวใจของผู้ชมตื่นตัวเต็มที่</p>
<p>จุดเด่นของบทละครเรื่องนี้คือการตั้งคำถามกับความยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อของมนุษย์ ในขณะที่แม่ชีแอกเนส (แสดงโดย สิรี ริ้วไพบูลย์) เชื่อในพระเจ้าสุดกายสุดใจ เรื่องที่ผู้อื่นคิดว่าเหนือธรรมชาติและอธิบายไม่ได้กลับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับเธอ แอกเนสทั้งล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคต และได้ยินเสียงของทูตสวรรค์ ตัวละครคู่ตรงข้ามของเธอคือ Dr.Martha (แสดงโดย ศศิธร พานิชนก) จิตแพทย์ประจำศาล ในสมัยเด็ก มาร์ทาเสียเพื่อนคนหนึ่งไปด้วยอุบัติเหตุ ซิสเตอร์ที่โรงเรียนบอกว่าเคราะห์ร้ายนั้นเกิดเพราะเธอขาดสวดมนต์ในตอนเช้า มาร์ธาตั้งคำถามว่าทำไมพระเจ้าไม่เอาชีวิตของเธอไปทั้งๆ ที่เธอก็ขาดสวดมนต์เหมือนกัน ประสบการณ์ชีวิตหลายอย่างทำให้เธอหันหลังให้ศาสนา และมุ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางจิตใจด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และถือตรรกะเหตุผลแทนพระเจ้าองค์เดิม</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1341.jpg"></p>
<p>ตัวละครสุดท้ายคือ แม่ชีอาวุโสมาเรียม (แสดงโดย Claire Stanley) ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งทางโลกและทางธรรมมาแล้ว เธอผ่านการเป็นแม่คนมาก่อน รวมถึงผ่านประสบการณ์ทั้งรักและศรัทธาอย่างเอ่อล้นจนถึงการหมดศรัทธาเกือบทิ้งศาสนาไว้เบื้องหลัง แม่ชีมาเรียมเหมือนจะมีมุมมองทั้งสองด้าน เธอเห็นว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ศาสนามีทั้งด้านที่ปลอบโยนและทารุณ ผู้คนสมัยใหม่ไม่เชื่อในปาฏิหาริย์อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เธอยังยืนยันการใช้ทั้งเหตุผลและศรัทธาในการปกป้องสิ่งที่ตนเองเชื่อ</p>
<p>ถึงแม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอารามนักบวชในคริสตศาสนาดูจะห่างไกลสังคมไทยเหลือเกิน แต่เราอย่าลืมว่าสังคมที่เราอยู่ก็ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อนานัปการ (ที่อาจจะรุนแรงกว่าสังคมอื่นด้วยซ้ำ) ความศรัทธาสุดประมาณที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับตรรกะเหตุผลและการตั้งคำถาม หรือการยึดมั่นในกฎเกณฑ์โดยที่ไม่เหลือที่ยืนให้กับมนุษยธรรม ย่อมนำไปสู่จุดจบที่ไร้ทางออก เหตุการณ์เช่นนี้หรือเปล่าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในบ้านเกิดเมืองนอนของเราเอง</p>
<p><em>Agnes of God </em>แสดงรอบแรกในวันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากล ไม่ใช่เพื่อการเฉลิมฉลอง แต่ชวนให้สังคมพินิจพิเคราะห์เบื้องหน้าและฉากหลังของความเป็นผู้หญิง ในขณะที่โลกตื่นตัวกับแคมเปญอย่าง #MeToo หรือ #TimesUp หลายคนกล่าวว่านี่เป็นแสงสว่างของพลังการต่อต้านการคุกคามทางเพศ ละครเวทีเรื่องนี้เลือกที่จะส่องสำรวจพื้นที่ภายในหลืบเงาที่แสงนั้นยังสาดส่องเข้าไปไม่ถึง แน่นอนว่าน่าจะยังคงมีผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดนั้นอย่างหวาดผวา และเราก็ไม่เคยมองเห็นพวกเธอเหล่านั้นเลย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/855.jpg"></p>
<hr id="horizontalrule">
<p style="text-align: center"><em><span>Agnes of God โดย Peel the Limelight จะจัดแสดงอีก 2 รอบ ในวันพฤหัสบดีที่ 22 และศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2561 ที่ Peel the Limelight Studio ชั้น 2 อาคาร Jasmine City BTS อโศก </span></em></p>
<p style="text-align: center"><em><span>ติดตามข่าวสารของการแสดงได้ที่ facebook | </span><a href="https://www.facebook.com/peelthelimelight /" target="_blank">Peel the Limelight</a></em></p>
<p><a href="http://www.peelthelimelight.com">http://www.peelthelimelight.com</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/theatre-agnes-of-god/">Agnes of God : เมื่อแม่ชีกลายเป็น ‘แม่คน’ เมื่อเหตุผลปะทะศรัทธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/theatre-agnes-of-god/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
