<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ชญานิน เตียงพิทยากร, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author471/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author471/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Sun, 31 Oct 2021 09:54:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>รัฐเลี้ยงผี &#8211; Aswang สารคดีตีแผ่ความชั่วร้ายของรัฐบาลฟิลิปปินส์</title>
		<link>https://adaymagazine.com/aswang/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 Oct 2021 09:54:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Doc]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[Philippines]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[aswang]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[Documentary Club]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=149885</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#160;&#160; ก่อนได้พิสูจน์คุณภาพหนังผ่านสายตาตัวเองในโรงภาพยนตร์ ผมคุ้นชื่อและติดตามความคืบหน้าของ Aswang อยู่แล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ทั้งได้ยินจากมิตรสหายแอ็กทิวิสต์ผู้ใกล้ชิดฟิลิปปินส์ว่า กำลังมีผู้กำกับหญิงทำหนังเรื่องสงครามยาเสพติด เมื่อเป็นหนังสารคดีที่คนทำถือกล้องลงพื้นที่ไปเสี่ยง จับประเด็นร้อนปัจจุบันที่โลกกำลังจับตา (และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของฟิลิปปินส์ในสายตาโลก เรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนในสนามการเมือง) ก็ไม่แปลกที่จะเห็นชื่อ Aswang ในข่าวหนังอิสระหรือสารคดีโลกแทบไม่เว้นแต่ละเดือน เพราะได้รับทั้งความสนใจและเงินทุนสนับสนุนจากทั่วทุกสารทิศ &#160; อย่างที่เกริ่นไปเมื่อสักครู่ เป้าหมายหลักในหนังสารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของ Alyx Ayn Arumpac คือนโยบายสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte ที่ทำให้เกิดการล่าสังหารหรือ ‘ฆ่าตัดตอน’ ชาวฟิลิปปินส์โดยเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้วรวมกว่าสองหมื่นคน ในช่วงสองปีแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง (Aswang ถ่ายทำเสร็จในช่วงเวลาดังกล่าว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกแถลงว่า ได้เริ่มการสอบสวนขั้นต้นเกี่ยวกับกรณีสังหารที่พัวพันกับนโยบายสงครามยาเสพติดว่าเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่)   เช่นเดียวกับสื่อที่ตั้งคำถามกับรัฐบาลฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง (และกลายเป็นศัตรูทางการเมืองของดูเตอร์เต) หนังมองว่า เป้าหมายของนโยบายนี้คือคนยากจนที่อาศัยอยู่ในสลัมหรือชุมชนแออัด คนที่ตายรายวันบนท้องถนนหรือถูกจับยัดคุกคือผู้ใช้ยาเสพติด คนจนที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตนอกจากต้องเข้าสู่วงจรค้ายาระดับล่าง หรือใครก็ได้ (ต่อให้ ‘คลีน’) ที่บังเอิญมีชีวิตหรือพื้นเพทางสังคมอยู่ในอาณาเขตที่รัฐบาลต้องการกวาดล้าง เป้าหมายปลายกระบอกปืนของตำรวจฟิลิปปินส์ไม่เคยและไม่มีวันใช่พวกพ่อค้ายาที่มีชีวิตสุขสบายร่ำรวย หรือผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงเบื้องหลังธุรกิจยาเสพติด &#160; Aswang พาคนดูเข้าไปยืนอยู่ใกล้ชิดชีวิตและได้สัมผัสความรู้สึกของคนฟิลิปปินส์ที่ต้องแบกรับผลกระทบจากนโยบายสงครามยาเสพติดผ่านสองเส้นเรื่องหลัก ภาพของความรุนแรง แสงแฟลชกล้องสื่อ เลือดนอง และศพบนท้องถนนในย่านคนจน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aswang/">รัฐเลี้ยงผี &#8211; Aswang สารคดีตีแผ่ความชั่วร้ายของรัฐบาลฟิลิปปินส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>&nbsp;&nbsp; ก่อนได้พิสูจน์คุณภาพหนังผ่านสายตาตัวเองในโรงภาพยนตร์ ผมคุ้นชื่อและติดตามความคืบหน้าของ <em>Aswang</em> อยู่แล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี ทั้งได้ยินจากมิตรสหายแอ็กทิวิสต์ผู้ใกล้ชิดฟิลิปปินส์ว่า กำลังมีผู้กำกับหญิงทำหนังเรื่องสงครามยาเสพติด เมื่อเป็นหนังสารคดีที่คนทำถือกล้องลงพื้นที่ไปเสี่ยง จับประเด็นร้อนปัจจุบันที่โลกกำลังจับตา (และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของฟิลิปปินส์ในสายตาโลก เรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนในสนามการเมือง) ก็ไม่แปลกที่จะเห็นชื่อ <em>Aswang</em> ในข่าวหนังอิสระหรือสารคดีโลกแทบไม่เว้นแต่ละเดือน เพราะได้รับทั้งความสนใจและเงินทุนสนับสนุนจากทั่วทุกสารทิศ</p>



<p>&nbsp; อย่างที่เกริ่นไปเมื่อสักครู่ เป้าหมายหลักในหนังสารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของ Alyx Ayn Arumpac คือนโยบายสงครามยาเสพติดของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte ที่ทำให้เกิดการล่าสังหารหรือ ‘ฆ่าตัดตอน’ ชาวฟิลิปปินส์โดยเจ้าหน้าที่รัฐไปแล้วรวมกว่าสองหมื่นคน ในช่วงสองปีแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง (<em>Aswang</em> ถ่ายทำเสร็จในช่วงเวลาดังกล่าว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮกแถลงว่า ได้เริ่มการสอบสวนขั้นต้นเกี่ยวกับกรณีสังหารที่พัวพันกับนโยบายสงครามยาเสพติดว่าเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่)</p>



<p>  เช่นเดียวกับสื่อที่ตั้งคำถามกับรัฐบาลฟิลิปปินส์อย่างต่อเนื่อง (และกลายเป็นศัตรูทางการเมืองของดูเตอร์เต) หนังมองว่า เป้าหมายของนโยบายนี้คือคนยากจนที่อาศัยอยู่ในสลัมหรือชุมชนแออัด คนที่ตายรายวันบนท้องถนนหรือถูกจับยัดคุกคือผู้ใช้ยาเสพติด คนจนที่ไม่มีทางเลือกในชีวิตนอกจากต้องเข้าสู่วงจรค้ายาระดับล่าง หรือใครก็ได้ (ต่อให้ ‘คลีน’) ที่บังเอิญมีชีวิตหรือพื้นเพทางสังคมอยู่ในอาณาเขตที่รัฐบาลต้องการกวาดล้าง เป้าหมายปลายกระบอกปืนของตำรวจฟิลิปปินส์ไม่เคยและไม่มีวันใช่พวกพ่อค้ายาที่มีชีวิตสุขสบายร่ำรวย หรือผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงเบื้องหลังธุรกิจยาเสพติด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="960" height="517" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ASWANG005.jpg" alt="Aswang" class="wp-image-149889" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ASWANG005.jpg 960w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ASWANG005-300x162.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ASWANG005-768x414.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ASWANG005-600x323.jpg 600w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<p>&nbsp; <em>Aswang</em> พาคนดูเข้าไปยืนอยู่ใกล้ชิดชีวิตและได้สัมผัสความรู้สึกของคนฟิลิปปินส์ที่ต้องแบกรับผลกระทบจากนโยบายสงครามยาเสพติดผ่านสองเส้นเรื่องหลัก ภาพของความรุนแรง แสงแฟลชกล้องสื่อ เลือดนอง และศพบนท้องถนนในย่านคนจน ผ่านชายผู้เป็นเจ้าของบริการจัดการศพ (funeral service) ที่ตัวเขากับทีมต้องออกรถเพื่อรับร่างไร้ชีวิตจากข้างถนนรอบๆ กรุงมะนิลาแทบทุกวัน และนับวันยิ่งต้องออกรถถี่ขึ้น เพราะจำนวนศพที่มากขึ้นตามอำนาจกับอาวุธที่อยู่ในมือตำรวจ ส่วนภาพของความสิ้นหวังกับผลกระทบระยะยาวในชุมชนคนชั้นล่างเล่าผ่านชีวิตของ Jomari เด็กชายวัยสิบขวบที่ต้องใช้ชีวิตลำพังหลังพ่อแม่ติดคุกด้วยข้อหาค้ายา</p>



<p>&nbsp; โจมารีที่ชีวิตขาดผู้ใหญ่ดูแลอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มเรื่อง ยิ่งต้องโดดเดี่ยวเมื่อเพื่อนรุ่นพี่ที่คอยช่วยเหลือเขาคนหนึ่งคือ Kian Loyd delos Santos กลายเป็นเหยื่อคนสำคัญของการฆ่าตัดตอน (มีพยานแวดล้อมและกล้องวงจรปิดถ่ายติดภาพตำรวจลากร่างเขาซึ่งไม่มีทางสู้ ขัดกับแถลงหลังเกิดเหตุที่บอกว่าตำรวจยิงเพื่อป้องกันตัว เกิดกระแสประท้วงครั้งใหญ่ทั้งออนไลน์ บนท้องถนน และในสภา งานศพของซานโทสมีผู้เข้าร่วมหลักพันเพื่อแสดงออกว่าต่อต้านการใช้อำนาจของตำรวจ) การกวาดล้างคนยากจนเข้าคุกหรือคร่าชีวิต ‘พวกขี้ยา’ทำให้ชีวิตที่ไม่เห็นอนาคตอยู่แล้วยิ่งไร้ทางออก เพราะถึงมีพ่อแม่ก็ใช่ว่าชีวิตของเด็กอย่างเขาจะพ้นวงจรความยากจนได้ ยิ่งนึกภาพตามได้ไม่ยากว่า ตอนนี้มีเด็กอีกกี่ร้อยกี่พันที่ต้องเผชิญสภาวะไร้ทางออกแบบเดียวกัน</p>



<p>&nbsp; เราได้เห็นเด็กๆ ในสลัมเล่นตำรวจจับผู้ร้ายกันข้างน้ำเน่า สิ่งที่สะท้อนออกมาก็มีเพียงความรุนแรงที่ตำรวจทำต่อพ่อแม่หรือคนที่พวกเขารู้จักในละแวกบ้าน พวกเขาถูกทำให้ไม่เห็นอนาคตอะไรไปมากกว่านั้น แต่ก็เห็นมากพอว่า ความรุนแรงและความตายนั่นเองที่แวดล้อมชีวิตตัวเองอยู่จนกลายเป็นสภาวะปกติ (โจมารีพูดกับกล้องครั้งหนึ่งถึงน้ำเน่าที่เพิ่งไปเล่นกับเพื่อนมา บอกว่าเห็นน้ำไหลนิ่งแบบนี้ แต่เรารู้ว่าข้างใต้นั้นมีอะไรอยู่ สองวันหลังซานโทสถูกยิงตาย มีผู้พบศพเด็กชายวัยรุ่นอีกสองคนถูกโยนทิ้งน้ำ หนึ่งในนั้นตายเพราะถูกแทงกว่าสามสิบแผล ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้สังคมฟิลิปปินส์ในนาทีนั้นตั้งคำถามว่า ตำรวจลุแก่อำนาจมากพอที่จะฆ่าคนด้วยความโหดเหี้ยมได้ แค่แปะป้ายว่าคนตายเป็นพวกค้ายา)</p>



<p>&nbsp; ปกติเหมือนภาพความตายที่หนังบันทึกไว้เมื่อติดตามรถตู้ของบริการจัดการศพ ทั้งร่างไร้ชีวิตที่กองอยู่ข้างถนน ไซเรนรถตำรวจ รถพยาบาล ที่กะพริบตามนัดกลางดึก ภาพศพในโลง คนแถวที่เกิดเหตุที่หยิบไม้กวาดทางมะพร้าวมากวาดเลือดสดๆ ลงท่อระบายน้ำ และเสียงคร่ำครวญของคนที่สมาชิกในครอบครัวเพิ่งเป็นเหยื่อฆ่าตัดตอนเมื่อไม่กี่นาทีหรือชั่วโมงก่อน–คนที่บอกว่าตัวเองเลือกดูเตอร์เตมากับมือ แต่กลายเป็นว่ามาฆ่าคนในบ้านเราอย่างเลือดเย็น</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="557" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-1024x557.jpg" alt="Aswang" class="wp-image-149890" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-1024x557.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-300x163.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-768x418.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-1536x835.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-2048x1113.jpg 2048w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/MV5BNTBhN2QxOGMtMzY3OC00OTdjLTk1MWMtNjYzNjlhM2NjOGRkXkEyXkFqcGdeQXVyNTY1MjkwNTY@._V1_-600x326.jpg 600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp; เดือนมกราคม ปี 2019 สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่เอกสารแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในการตรวจค้นหรือจับกุมผู้ต้องสงสัย แต่สุดท้ายคำว่า Tokhang ซึ่งเป็นชื่อภารกิจปฏิบัติการก็ถูกสังคมโยงเข้ากับการฆ่าตัดตอนที่เกิดขึ้นก่อน (และยังคงเกิดขึ้น) อย่างกว้างขวางก่อนประกาศ เพราะเอาเข้าจริงแล้วใครจะเชื่อว่ามีตำรวจคนไหนยังเคารพสิทธิมนุษยชนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อดูเตอร์เตพูดด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนจนผู้ใช้ยาเสพติดในที่สาธารณะอยู่เสมอ (ถึงขั้นเคยพูดว่า ยินดีจะเป็นฮิตเลอร์ที่กวาดล้างพวกขี้ยาได้สักสามล้านคน เท่ากับตอนนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว)</p>



<p>&nbsp; ฉากสำคัญที่ <em>Aswang</em> แสดงให้เห็นแบบซึ่งหน้าว่าตำรวจฟิลิปปินส์ฉวยโอกาสจากอำนาจได้หนักหนาสาหัสแค่ไหน เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับแจ้งว่า สถานีตำรวจแห่งหนึ่งจับคนไปขังไว้ในห้องลับ ไม่ใช่ห้องขังของโรงพัก ในขณะที่ญาติพี่น้องหลายสิบครอบครัวเข้าแจ้งความว่ามีคนหาย เมื่อหนึ่งในกรรมการสิทธิฯ พร้อมกล้องของสื่อมวลชนลงพื้นที่พิสูจน์ก็พบว่าเป็นเรื่องจริง ตำรวจใช้ตู้เอกสารบังประตูห้องลับแคบๆ นอกตึกหลักของโรงพัก ข้างในนั้นคือคนจนกว่า 20-30 ชีวิตที่โดน ‘ลักพาตัว’ มาเรียกค่าไถ่ (ถ้าครอบครัวไม่จ่ายเงิน พวกเขาก็จะตกเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติด) ขังไว้ในห้องที่สภาพแย่ยิ่งกว่าคุก ไม่ต้องถามหาสิทธิตามกระบวนการทางกฎหมายให้เสียเวลา</p>



<p>&nbsp; เลวร้ายกว่านั้น ทั้งที่มีกรรมการสิทธิฯ กับนักข่าวอยู่ถึงที่ ตำรวจหน้าห้องลับเรียกค่าไถ่ไม่ใช่แค่ไม่สำนึก แต่ยังจับเอาคนในนั้นทั้งหมดมาลงบันทึกประจำวัน ทำเอกสารตามขั้นตอน เท่ากับว่าตอนนี้เหยื่อลักพาตัวได้เข้าสู่กระบวนการในฐานะผู้ต้องหาคดียาเสพติด และตำรวจ ‘ทำตามขั้นตอนกฎหมาย’ แล้ว เอาผิดอะไรไม่ได้</p>



<p>&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากความท้าทายของการพาตัวเองลงไปในความขัดแย้งของคนทำหนัง (อย่างเดียวกับที่สารคดีซึ่งกระโจนลงสู่สมรภูมิรบหรือพื้นที่อาชญากรรมมักได้รับการยกย่องสรรเสริญ) และการถ่ายภาพที่หมดจดแต่เย็นชา จนคนดูรับรู้ได้ถึงความรุนแรง ความตาย และความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก (หนังใช้ภาพมุมสูงเพียงไม่กี่ครั้ง สะท้อนชัดถึงภูมิทัศน์ที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างย่านคนมีอันจะกินของกรุงมะนิลา กับพื้นที่รอบนอกซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดหลังประชากรล้นเมืองหลวง) สิ่งที่ <em>Aswang</em> ขับเน้นได้เข้มข้นและโดดเด่นเป็นพิเศษคือ บรรยากาศของความกลัวที่ปกคลุมอยู่ทั่ว เมื่อหนังเลือกเปรียบเทียบสถานการณ์ที่อำนาจรัฐออกใบอนุญาตฆ่าคนจนล้มตายเป็นผักปลา เชื่อมกลับไปถึงประวัติศาสตร์การเมืองและความเชื่อเหนือธรรมชาติที่ใกล้ใจคนฟิลิปปินส์อย่างลึกซึ้งอย่าง ‘aswang’ ที่สำคัญถึงขั้นเป็นชื่อเรื่อง</p>



<p>&nbsp; aswang คือคำที่ชาวฟิลิปปินส์ใช้เรียกปิศาจหรือผีในตำนานพื้นบ้านที่กลายร่างเป็นสัตว์หรืออมนุษย์ได้หลากหลายรูปแบบ (หากอธิบายให้ใกล้เคียงลักษณะที่คนนอกวัฒนธรรมคุ้นเคย aswang เป็นได้ทั้งสัตว์ ปิศาจ ผีกระสือ ผีดูดเลือด แม่มด ผีปอบ) สืบย้อนตำนานความเชื่อความกลัวไปได้ถึงสมัยศตวรรษที่ 16 ผ่านบันทึกของสเปนในสมัยที่ยังเป็นเจ้าอาณานิคม <em>Aswang</em> ใช้บทบรรยายเสียงสถาปนาความเชื่อเรื่องสัตว์จำแลงที่ออกไล่ล่ามนุษย์ เมื่อกล้องเริ่มถอยออกจากตัวละครหลักที่หนังกำลังติดตามหรือเข้าสู่ช่วงผ่านเวลา กลืนความจริงตรงหน้ากับความเชื่อเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อความมืดมิดบนท้องถนนภายใต้นโยบายสงครามยาเสพติดได้เผยให้เห็นเรือนร่างนอนคว่ำหน้าบนพื้นถนน ความตายที่ล่องไหลในแม่น้ำและทะเล เหมือนในวันที่ปิศาจในตำนานเก่าแก่ยังคงออกอาละวาดสร้างความกลัวไปทั่ว</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-149891" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/ss.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp; “เมื่อใดพวกเขาเอ่ยว่ามี aswang อยู่ใกล้ ความหมายที่แท้คือ จงหวาดกลัว” ทว่าคำถามสำคัญคือ คนฟิลิปปินส์จำต้องกลัวปิศาจตนนี้เพราะอิทธิฤทธิ์และความชั่วร้ายโดยเนื้อแท้ หรืออำนาจเหนือหัวที่ฉวยใช้ความเชื่อเหนือธรรมชาติเป็นอาวุธเพื่อกำราบกดขี่?</p>



<p>&nbsp; คล้ายความเชื่อมโยงระหว่างผีปอบกับความรุนแรงทางการเมืองในบริบทไทย aswang เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การเมืองฟิลิปปินส์ตลอดมานับตั้งแต่สมัยอาณานิคม สเปนใช้ตำนานเรื่องเล่าผสมปนกับศาสนาคริสต์เพื่อเปลี่ยนความเชื่อพวกคนเถื่อนใต้ปกครอง สหรัฐอเมริกาใช้ความเชื่อเรื่อง aswang บ่อนเซาะทำลายขบวนการสังคมนิยมในสมัยสงครามเย็น รัฐบาลเผด็จการกฎอัยการศึกของ Ferdinand Marcos ก็อาศัยความกลัวนี้เป็นเครื่องมือกดข่มการเคลื่อนไหวต่อต้าน ศพในสมัยนั้นอาจถูกกรีดแผลเจาะรอยฟันให้ดูเหมือนคนตายเป็นเหยื่อ aswang โหมกระพือความกลัวในชุมชนหรือพื้นที่เสี่ยงทางการเมือง รอยแผลรอยกัดบางครั้งก็พัฒนาเป็นการแปะป้ายศพว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือศัตรูทางการเมือง</p>



<p>&nbsp; ชัดเจนว่าสำหรับ <em>Aswang</em> แล้ว สัตว์จำแลงที่กำลังออกไล่ล่าฆ่าคนบนท้องถนนตอนนี้คือปีศาจที่สวมรอยในคราบมนุษย์ ทำตัวเป็นมือตีนให้อำนาจรัฐที่ต้องการสร้างความกลัว (และจากประวัติศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา) รอยผีกัดกลายเป็นรอยมีด รอยกระสุน ป้ายคอมมิวนิสต์เปลี่ยนเป็นตราบาปว่าไอ้ขี้ยาขยะสังคม</p>



<p>&nbsp; สามปีกว่าหลังหนังจบ ห้าปีเศษหลังนโยบายสงครามยาเสพติด บางแหล่งข้อมูลประเมินว่า มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัดตอนแล้วไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นคน (ในขณะที่ตัวเลขของทางการอยู่ที่ราวหกพัน) เหลือเวลาไม่ถึงปีก่อนฟิลิปปินส์จะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งไม่มีดูเตอร์เตลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า แต่ก็มีทายาทเผด็จการพันธมิตรคนสำคัญที่หลายฝ่ายมองว่าเตรียมตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจ Bongbong Marcos เตรียมท้าชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศ (หลังแพ้เลือกตั้งรองประธานาธิบดีเมื่อสมัยที่แล้ว) สิ่งที่ประชาชนผู้อยู่ฝั่งการเมืองเดียวกับ <em>Aswang</em> เฝ้าจับตาต่อเนื่อง ย่อมหนีไม่พ้นการตัดสินใจของเพื่อนร่วมชาติในเดือนพฤษภาคม ปี 2022</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019-1024x577.jpg" alt="Aswang" class="wp-image-149892" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019-1024x577.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/10/idfa7-h_2019.jpg 1296w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&nbsp; ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างประกายความหวังเล็กๆ ที่จุดวาบขึ้นในความมืดมิดหฤโหดของหนัง อย่างน้อยยังเห็นประชาชนออกมาประท้วงบนท้องถนน หรือการที่ <em>Aswang</em> สร้างประวัติศาสตร์เป็นสารคดีเรื่องแรกที่ชนะทั้งหนังและผู้กำกับยอดเยี่ยมรางวัล Gawad Urian ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ระดับประเทศ เข้าชิงเคียงบ่าเคียงไหล่หนังสองเรื่องที่เปิดหน้าชนประเด็นสงครามยาเสพติดอย่าง <em>Watch List</em> (Ben Rekhi, 2019) กับ <em>A Thousand Cuts </em>(Ramona S. Diaz, 2020) สารคดีชีวิต Maria Ressa ในวันที่เธอกลายเป็นศัตรูทางการเมืองของรัฐบาล ก่อนได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ</p>



<p>&nbsp; หรืออาจเป็นเช่นที่เราต่างตระหนักดีถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์ในประชาคมอาเซียนต้องสาป การประท้วงครั้งใหญ่ท้ายเรื่องอาจเป็นแค่ส่วนน้อยที่คนทำหนังกับมิตรสหายฝั่งเดียวกันอยากเห็นให้พอชโลมใจ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังยินดีมอบใบอนุญาตฆ่าเพราะเห็นว่าพวกขี้ยาเป็นภัยคุกคามขั้นร้ายแรง เหมือนเมื่อครั้งที่กระแสถาโถมโจมตีรัฐบาลทักษิณ ทุกประเด็นไม่ว่าจริงหรือเท็จล้วนมีผล แต่ประเด็นที่แทบไม่สะเทือนคือชีวิตคนที่ตายเพราะนโยบายสงครามยาเสพติดสมัยนั้น</p>



<p>&nbsp; เพราะไม่ว่าจะด้วยกลัวตาย หรือกลัวภัยจากคนที่เราอยากให้ตาย ความกลัวที่อำนาจตะล่อมสร้างและกล่อมเกลาให้เราเชื่อฝังหัวนั่นเอง จะผลักให้ผู้คนยอมศิโรราบเป็นพวกเดียวกับปีศาจ หรือกระทั่งกลายร่างเป็น aswang เสียเอง</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/aswang/">รัฐเลี้ยงผี &#8211; Aswang สารคดีตีแผ่ความชั่วร้ายของรัฐบาลฟิลิปปินส์</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘รัฐที่แคร์หนังหน้ากว่าชีวิตคน’ สารคดีเรือล่มเกาหลีใต้ที่สะท้อนความพังทลายของรัฐ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/sewol/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Aug 2021 13:39:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Doc]]></category>
		<category><![CDATA[Movie Review]]></category>
		<category><![CDATA[south korea]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[sewol]]></category>
		<category><![CDATA[korean documentary]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=143146</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตอนแรกผมขึ้นโครงบทความไว้ ตั้งใจจะเขียนถึงสารคดีเรื่องอื่น จนกระทั่งตื่นมาตอนบ่ายวันที่ 5 กรกฎาคม เห็นภาพแทบไม่ซ้ำมุมกล้องของกลุ่มควันหนาทึบ เห็นบันทึกวินาทีระเบิดจากบ้านหลังหนึ่ง เห็นแผนที่แสดงรัศมี 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร จากโรงงานเคมีต้นเพลิงให้คนปักหมุดเช็กระยะตัวเอง เห็นเพื่อนในเฟรนด์ลิสต์ปิดร้านเก็บของย้ายสัตว์เลี้ยงโน้มน้าวพ่อแม่ให้อพยพเพราะอยู่ในวงรัศมี บางคนต้องเฝ้าสถานการณ์ที่บ้านวันนั้นจากเตียงผู้ป่วยโควิด เห็นอาสาดับเพลิงมีแค่หน้ากากอนามัยใส่ป้องกันเขม่าพิษสารเคมี เห็นประชาชนต้องคอยอัพเดตรายงานสถานการณ์กันเองเพราะแทบไม่มีแจ้งเตือนของทางการ เห็นบางส่วนราชการอ้างเรื่องข้ามเขตช่วงโควิดขัดขวางความช่วยเหลือที่พยายามเข้าพื้นที่ และเห็นคนงานซึ่งถูกกักบริเวณที่แคมป์ในวงรัศมีถูกทหารห้ามอพยพเพราะกลัวคำสั่งนาย  ยิ่งเห็นว่าคนที่พยายามคุยกับทหารเรื่องคนงานในพื้นที่เสี่ยงคือนักการเมืองฝ่ายค้าน (ไม่ใช่นายก อบจ. จากพรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับทหาร) เห็นอารมณ์ท่วมท้นของคนรอบตัวที่ยังตกค้างอยู่หลังประกาศล็อกดาวน์ร้านอาหารตอนตีหนึ่ง และสั่งปิดแคมป์คนงานแบบมีทหารไปคอยเฝ้าแต่ไม่มีรัฐหรือนายทุนเอาข้าวให้เขากินจนคนต้องออกมาดูแลกันเอง เห็นความพยายามเชิดชูเฮลิคอปเตอร์ทหารที่เพิ่งโผล่เข้าฉากหลังเกิดเหตุเกินสิบชั่วโมง เห็นตำรวจพยายามให้ข่าวหลังคนทวงถามถึงรถฉีดน้ำว่าผู้ชุมนุมตอนโน้นทำพังจนออกปฏิบัติการไม่ได้ (แต่พร้อมใช้ทันทีเมื่อมีม็อบช่วงกลางเดือน) ผมก็ยิ่งนึกย้อนไปถึงเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไม่ใช่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม (ข้อนี้ผรุสวาทสาปแช่งอยู่แล้วเป็นกิจวัตร) แต่คือโศกนาฏกรรมเรือเซวอล (MV Sewol) เมื่อเช้าวันที่ 16 เมษายน 2014 ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ และคงไม่มีช่วงเวลาไหนที่ภาพยนตร์สารคดีเกาหลีที่บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นจะสนทนากับคนไทยได้เข้มข้นเท่านาทีนี้ ต่อให้ทั้งสองเรื่องจะทำเสร็จออกฉายคนละช่วงเวลา เล่าเรื่องด้วยคนละน้ำเสียง เลือกเน้นคนละเหตุการณ์ แต่จุดร่วมหลักใหญ่ใจความสำคัญของทั้งคู่คือสิ่งเดียวกัน &#8230;รัฐที่แคร์หนังหน้ามากกว่าชีวิตคน รัฐขัดขวาง&#160; อาจพูดได้ว่า Diving Bell: The Truth [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sewol/">‘รัฐที่แคร์หนังหน้ากว่าชีวิตคน’ สารคดีเรือล่มเกาหลีใต้ที่สะท้อนความพังทลายของรัฐ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตอนแรกผมขึ้นโครงบทความไว้ ตั้งใจจะเขียนถึงสารคดีเรื่องอื่น จนกระทั่งตื่นมาตอนบ่ายวันที่ 5 กรกฎาคม</p>



<p>เห็นภาพแทบไม่ซ้ำมุมกล้องของกลุ่มควันหนาทึบ เห็นบันทึกวินาทีระเบิดจากบ้านหลังหนึ่ง เห็นแผนที่แสดงรัศมี 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร จากโรงงานเคมีต้นเพลิงให้คนปักหมุดเช็กระยะตัวเอง เห็นเพื่อนในเฟรนด์ลิสต์ปิดร้านเก็บของย้ายสัตว์เลี้ยงโน้มน้าวพ่อแม่ให้อพยพเพราะอยู่ในวงรัศมี บางคนต้องเฝ้าสถานการณ์ที่บ้านวันนั้นจากเตียงผู้ป่วยโควิด เห็นอาสาดับเพลิงมีแค่หน้ากากอนามัยใส่ป้องกันเขม่าพิษสารเคมี เห็นประชาชนต้องคอยอัพเดตรายงานสถานการณ์กันเองเพราะแทบไม่มีแจ้งเตือนของทางการ เห็นบางส่วนราชการอ้างเรื่องข้ามเขตช่วงโควิดขัดขวางความช่วยเหลือที่พยายามเข้าพื้นที่ และเห็นคนงานซึ่งถูกกักบริเวณที่แคมป์ในวงรัศมีถูกทหารห้ามอพยพเพราะกลัวคำสั่งนาย </p>



<p>ยิ่งเห็นว่าคนที่พยายามคุยกับทหารเรื่องคนงานในพื้นที่เสี่ยงคือนักการเมืองฝ่ายค้าน (ไม่ใช่นายก อบจ. จากพรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาลที่แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับทหาร) เห็นอารมณ์ท่วมท้นของคนรอบตัวที่ยังตกค้างอยู่หลังประกาศล็อกดาวน์ร้านอาหารตอนตีหนึ่ง และสั่งปิดแคมป์คนงานแบบมีทหารไปคอยเฝ้าแต่ไม่มีรัฐหรือนายทุนเอาข้าวให้เขากินจนคนต้องออกมาดูแลกันเอง เห็นความพยายามเชิดชูเฮลิคอปเตอร์ทหารที่เพิ่งโผล่เข้าฉากหลังเกิดเหตุเกินสิบชั่วโมง เห็นตำรวจพยายามให้ข่าวหลังคนทวงถามถึงรถฉีดน้ำว่าผู้ชุมนุมตอนโน้นทำพังจนออกปฏิบัติการไม่ได้ (แต่พร้อมใช้ทันทีเมื่อมีม็อบช่วงกลางเดือน) ผมก็ยิ่งนึกย้อนไปถึงเมื่อ 7 ปีที่แล้ว</p>



<p>ไม่ใช่รัฐประหาร 22 พฤษภาคม (ข้อนี้ผรุสวาทสาปแช่งอยู่แล้วเป็นกิจวัตร) แต่คือโศกนาฏกรรมเรือเซวอล (MV Sewol) เมื่อเช้าวันที่ 16 เมษายน 2014 ตามเวลาท้องถิ่นเกาหลีใต้ และคงไม่มีช่วงเวลาไหนที่ภาพยนตร์สารคดีเกาหลีที่บันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้นจะสนทนากับคนไทยได้เข้มข้นเท่านาทีนี้ ต่อให้ทั้งสองเรื่องจะทำเสร็จออกฉายคนละช่วงเวลา เล่าเรื่องด้วยคนละน้ำเสียง เลือกเน้นคนละเหตุการณ์ แต่จุดร่วมหลักใหญ่ใจความสำคัญของทั้งคู่คือสิ่งเดียวกัน </p>



<p>&#8230;รัฐที่แคร์หนังหน้ามากกว่าชีวิตคน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รัฐขัดขวาง</strong>&nbsp; </h3>



<p>อาจพูดได้ว่า <em>Diving Bell: The Truth Shall Not Sink with Sewol</em> (2014) ขับเคลื่อนด้วยแรงแค้น และมีสิทธิสูงว่าจะเป็นความแค้นส่วนบุคคล เพราะหนึ่งในผู้กำกับคือ อี ซัง-โฮ (Lee Sang-Ho) เป็นนักข่าวที่ถูกต้นสังกัดไล่ออกด้วยข้อหาใช้อคติกับอารมณ์ส่วนตัวในการทำข่าวกรณีเรือเซวอล เมื่อทำข่าวแบบตัวเองลงช่องไม่ได้ เขาเลยจับมือคนทำหนังสารคดี อาห์น เฮ-รย็อง (Ahn Hae-Ryong) ลงพื้นที่เกาะติดปฏิบัติการช่วยเหลือ ขุดประเด็นเดือดกัดไม่ปล่อยแบบไม่สนข้อครหาว่าเลือกข้างหรือตั้งตัวเป็นศัตรูต่อรัฐ และทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้หนังเสร็จพร้อมฉายเร็วที่สุด หวังท้าชนหักล้างน้ำเสียงกับเนื้อเรื่องในสื่อกระแสหลักเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ตอนนั้น (หนังเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานช่วงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ไม่ถึง 6 เดือนหลังเหตุการณ์)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="716" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/photo497304-716x1024.jpg" alt="" class="wp-image-143205" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/photo497304-716x1024.jpg 716w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/photo497304-210x300.jpg 210w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/photo497304-600x858.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/photo497304.jpg 740w" sizes="(max-width: 716px) 100vw, 716px" /></figure></div>



<p>ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาในห้องตัดต่อรวมถึงวิธีสรุปเรียบเรียงประเด็นอย่างนักข่าวเลือดร้อน ตัวหนังเลยเล่าแบบรายการข่าวที่มีอี ซัง-โฮเป็นพิธีกรหน้ากล้องเกือบตลอดเรื่อง สำหรับคนนอกวัฒนธรรมที่ส่วนใหญ่รับข่าวเรือเซวอลผ่านเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต กัปตันที่ทิ้งเรือเอาตัวรอด ครูใหญ่ที่ฆ่าตัวตายเพราะความรู้สึกผิด หรือวัฒนธรรมการเชื่อฟังอำนาจ (culture of obedience) ที่มีส่วนให้นักเรียนนับร้อยต้องตาย หลักฐานยืนยันข้อกล่าวหาที่หนังมีต่อรัฐบาลกับสื่อมวลชนอาจดูตกหล่นขาดหาย ทั้งด้วยวิธีเล่าเรื่องที่ไม่สมบูรณ์ และด้วยหนังตั้งใจสื่อสารความคิดกับเพื่อนร่วมชาติเป็นหลัก จึงไม่อธิบายซ้ำในสิ่งที่คนเกาหลีใต้ปีนั้นเข้าใจค่อนข้างตรงกันอยู่แล้ว (ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับจุดยืนของหนังหรือไม่)</p>



<p>ตอนดูหนังครั้งแรกเมื่อ 6 ปีก่อน ผมสงสัยหนักว่า &#8216;สื่อกระแสหลักบิดเบือน&#8217; ที่หนังด่าทั้งเรื่องแต่เราไม่เห็นนี่มันแค่ไหน (ในหัวคงเผลอคิดเทียบกับสื่อไทยที่ตอนนั้นถูกเย็บปากสนิท) ค่อยมารู้ทีหลังว่า ช่วงชั่วโมงแรกสื่อหลายหัวรายงานว่าช่วยชีวิตคนบนเรือได้หมดแล้ว ถึงแก้ไขก็ยังผลิตซ้ำข้อมูลทางการที่ผิดพลาดหรือจงใจบิดเบือนโดยไม่ตรวจสอบ นักข่าวเขียนจดหมายสารภาพว่าที่ทำงานละเลยเสียงผู้สูญเสียและไม่ได้ทำข่าวจากที่เกิดเหตุ ต่อมานักข่าวหลายร้อยคนหยุดงานประท้วงการครอบงำสื่อของรัฐ หลังหลายสำนักตั้งใจหลีกเลี่ยงไม่วิจารณ์การสร้างภาพของรัฐบาล</p>



<p>บริบทเรื่องสื่อในภาพกว้างอาจทำงานกับคนเกาหลีเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่สั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจนเป็นสากลคือความรู้สึกสิ้นหวังรุนแรง ทั้งจากครอบครัวผู้เสียชีวิตที่กำลังเศร้าโศก อี ซัง-โฮในหมวกนักข่าวไร้สังกัดที่กำลังโกรธแค้นสิ่งที่รัฐกับอดีตเพื่อนร่วมอาชีพทำ กับเส้นเรื่องหลักของหนังคือเจตนาช่วยเหลือที่กลับถูกรัฐขัดขวางชนิดเอาเป็นเอาตาย</p>



<p>อี จอง-อิน (Lee Jong-In) ผู้เชี่ยวชาญด้านประดาน้ำที่เคยร่วมงานกองทัพสหรัฐฯ และเปิดบริษัทเกี่ยวกับการดำน้ำโดยตรง เมื่อเห็นหลายร้อยชีวิตยังติดอยู่ในเรือ ได้เสนออุปกรณ์ชื่อ diving bell ให้ทางการนำไปใช้ เพราะถังเหล็กนี้ส่งคนลงไปถึงพิกัดที่ต้องการได้เร็วกว่า พาผู้รอดชีวิตขึ้นเหนือน้ำได้ รวมถึงเป็นที่พักหายใจกินข้าวใต้น้ำ ช่วยออมแรงเพิ่มเวลาให้นักดำน้ำไม่ต้องขึ้นผิวน้ำทุกครั้งที่หมดออกซิเจน หนังตามถ่ายความตั้งใจของเขาที่ถูกขวางสุดตัว โดยเฉพาะจากหน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้ (Korean Coast Guard) ซึ่งกำลังต้องการเครดิตกู้หน้าหลังตกเป็นเป้าว่าส่งคนเข้าช่วยเหลือช้าและไร้ประสิทธิภาพ เขาฝืนสู้แรงต้านได้พักใหญ่ก่อนล้มเลิกความพยายาม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="577" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still-1024x577.jpg" alt="" class="wp-image-143207" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still-1024x577.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still-768x433.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/the_truth_shall_not_sink_with_sewol_still.jpg 1296w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ครอบครัวผู้สูญเสียรวมตัวกดดันทางการอย่างหนักหลังทราบข่าวว่าเขาถอนตัว ฝ่ายรัฐที่ยังขว้างงูไม่พ้นคอเลยต้องบากหน้าไปขอให้อี จอง-อินกลับมาร่วมทีมช่วยเหลือ แต่ก็ใช่ว่าอะไรจะดีขึ้น เจ้าหน้าที่รัฐยังขวางสุดกำลังเหมือนเดิม แถมสื่อกระแสหลักยังเขียนข่าวด้อยค่าว่าอุปกรณ์ทำงานล้มเหลว (ทั้งที่ทางการแทบไม่เคยอนุญาตให้ได้ปฏิบัติการจริง) กล่าวหาว่าเขาหิวแสง หากินกับความสูญเสียเพื่อโฆษณาตัวเอง</p>



<p>หนังตั้งข้อกล่าวหาชัดเจนว่ารัฐเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนทั้งที่การช่วยเหลือค้นหาไร้ความคืบหน้า เครดิตเลื่อนขึ้นในวันที่หลายสิบศพยังถือเป็นผู้สูญหายเพราะไม่พบร่างไร้ชีวิต แต่การขัดขวางของรัฐยังไม่หยุดหลังหนังจบ เทศกาลภาพยนตร์ปูซานที่มีชื่อเสียงระดับโลก (ปัจจุบันถือเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย) ถูกนายกเทศมนตรีเมืองปูซานกดดันให้ถอนชื่อหนังโดยอ้างว่า “การเมือง” เกินไป เทศกาลตัดสินใจฉายหนังตามเดิมและถูกรัฐตัดงบสนับสนุนเกือบครึ่งในปีถัดมา, นักข่าวญี่ปุ่นถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากข่าวประธานาธิบดีปัก กึน-ฮเย (Park Geun-Hye) กับผู้นำลัทธิในช่วงเกิดเหตุ, เอกสารสำนักงานข่าวกรองเผยว่ารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางไม่ให้คนประท้วงจากกรณีเรือเซวอล โดยในรายงานไม่พูดถึงการสอบสวนหาสาเหตุ การกู้ซากเรือ หรือเยียวยาผู้สูญเสีย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1-1024x576.jpeg" alt="" class="wp-image-143209" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1-1024x576.jpeg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1-300x169.jpeg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1-768x432.jpeg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1-600x338.jpeg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/90-1.jpeg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>สัญลักษณ์ริบบิ้นเหลืองเพื่อรำลึกโศกนาฏกรรมถูกรัฐจับตาว่าเป็นการต่อต้าน หลังเปลี่ยนขั้วรัฐบาลได้สำเร็จ เอกสารแบล็กลิสต์ที่มีชื่อศิลปินเกาหลีใต้แทบทุกสาขาอาชีพ (เพื่อไม่ให้องค์กรของรัฐสนับสนุน) ของรัฐบาลปัก กึน-ฮเยก็ถูกเปิดโปง ต่อมาสืบพบว่าแบล็กลิสต์นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีเรือเซวอลโดยตรง เมื่อศิลปินที่มีชื่อในลิสต์ส่วนใหญ่ถูกเพ่งเล็งเพราะทำงานที่เกี่ยวข้อง เล่าถึง รำลึก หรือเคยมีส่วนร่วมกับกิจกรรม &#8216;ริบบิ้นเหลือง&#8217;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รัฐหายหัว</strong></h3>



<p><em>In the Absence </em>(2019) ข้ามฟากไปเข้าชิงออสการ์สาขาสารคดีสั้นยอดเยี่ยมในปีเดียวกับที่<em> Parasite</em> เขียนประวัติศาสตร์ หลังจากตัวผู้กำกับ ยี ซึง-จอน (Yi Seung-Jun) เริ่มเป็นที่จดจำด้วยสถานะคนทำสารคดีที่มีหนังน่าสนใจต่อเนื่อง ทั้งการสำรวจชีวิตผู้พิการตาบอดหูหนวกใน <em>Planet of Snail </em>(2011, ผ่านความสัมพันธ์คู่รัก) กับ <em>Wind on the Moon </em>(2014, ผ่านความสัมพันธ์แม่ลูก) และการเมืองเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ใน <em>Crossing Beyond </em>(2018, นักกีฬาสองฝั่งในโอลิมปิกฤดูหนาว) กับ <em>Shadow Flowers</em> (2019, หญิงเกาหลีเหนือสู้กับเกาหลีใต้ที่ไม่ให้เธอกลับประเทศ)</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-724x1024.jpg" alt="" class="wp-image-143206" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-724x1024.jpg 724w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-212x300.jpg 212w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-768x1086.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-1086x1536.jpg 1086w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_-600x849.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/MV5BNDBiZDVlMjQtMmNkYi00ZDQ2LWFkYzUtNGYxOTI0OWFhZjZjXkEyXkFqcGdeQXVyMzgzNjMwMDE@._V1_.jpg 1448w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure></div>



<p>เริ่มถ่ายทำเมื่ออารมณ์ของสังคมเกาหลีใต้เริ่มคลี่คลายลงบ้างแล้ว และเผยแพร่ครั้งแรก 5 ปีหลังเรือเซวอลจมสู่ก้นทะเล หนังจึงเลือกใช้น้ำเสียงนิ่งสงบปนเศร้าเพื่อเล่าย้อนสำรวจเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นภาพกว้าง (ดราม่าทั้งหมดในเรื่อง <em>Diving Bell </em>ถือเป็นประเด็นข้างเคียง) ผ่านการลงพื้นที่บันทึกภาพการเคลื่อนไหวริบบิ้นเหลืองในช่วงปี 2017, สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต นักดำน้ำอาสา และครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกวัยมัธยม รวมถึงใช้ข้อมูลตัวเลขสถิติ ภาพข่าวโทรทัศน์ บันทึกเสียงโทรศัพท์กับวิทยุสื่อสาร วิดีโอคณะกรรมาธิการสอบสวนข้อเท็จจริงของรัฐสภา และคลิปมือถือกับข้อความจากคนบนเรือ</p>



<p>อ่านแล้วอาจรู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรใหม่ แต่หนังก็สามารถใช้เวลาที่มีจำกัดเพียงไม่ถึง 29 นาที แจกแจงความล้มเหลวของรัฐในช่วงเวลานั้นได้ชัดเจนเป็นลำดับ ผ่านการนำเสนอความยอกย้อนของ &#8216;การไม่ปรากฏ&#8217; (absence) ได้ลึกซึ้งคมคาย และชวนคลื่นไส้ในเวลาเดียวกัน</p>



<p>ทั้งปากคำบอกเล่า ทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์ ล้วนชี้ให้เห็น absence ของรัฐที่แสดงตัวชัดตั้งแต่เรือเสียการทรงตัวและเริ่มส่งสัญญาณฉุกเฉิน ในจำนวนผู้รอดชีวิตทั้งหมด 172 คน (จากผู้โดยสาร 476 ชีวิต) เกินครึ่งรอดตายเพราะความช่วยเหลือจากเรือประมงกับเรือพาณิชย์ในบริเวณนั้น ซึ่งเข้าถึงจุดเกิดเหตุก่อนหน่วยยามฝั่งเกาหลีใต้กว่า 40 นาที และถึงยามฝั่งจะเข้าพื้นที่แล้ว ความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าทุลักทุเล, ปัก กึน-ฮเยปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกหลังเกิดเหตุราว 7 ชั่วโมง (มีข่าวตามหลังว่า 7 ชั่วโมงนั้นเธออยู่บ้าน ไม่ได้เข้าทำเนียบประธานาธิบดี) เรียกผู้รับผิดชอบเหตุการณ์เข้าพบ พร้อมกล้องนักข่าวที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าผู้นำประเทศไม่อัพเดตสถานการณ์อย่างไม่น่าให้อภัย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="600" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1.png" alt="" class="wp-image-143213" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1.png 900w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-300x200.png 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-768x512.png 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-600x400.png 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-475x317.png 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-720x480.png 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/6dd60fd13484479f94d2494a32c38b89.jpeg-1-360x240.png 360w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure>



<p>ส่วนสาเหตุที่ทางยามฝั่งเริ่มเดินเครื่องช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในหนังบอกว่าเพราะต้องรอใช้เรือที่ติดตั้งกล้องแล้วเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องความโปร่งใสหรือตั้งใจติดกล้องเพื่อเอาภาพ วีรกรรมของหน่วยยามฝั่งที่หนังติดโบว์ดำให้ก็คือการพากัปตันเรือเซวอลขึ้นฝั่งทั้งที่บนเรือยังเหลือผู้โดยสารอีกร่วมสองร้อย</p>



<p>หนักที่สุดคือเมื่อปัก กึน-ฮเยไปถึงจุดเกิดเหตุ เราเห็นเธอยืนชี้นิ้วสั่งการบนเรืออีกลำจากเรืออีกลำ นักดำน้ำอาสาเล่าว่ามีคำสั่งให้อัดอากาศเข้าเรือเซวอล (ตอนนั้นเหลือแค่ส่วนหัวเรืออยู่เหนือน้ำ) ทีมส่วนใหญ่รู้ว่าถ้าทำเรืออาจจมเร็วกว่าเดิม แต่เมื่อประธานาธิบดีต้องการภาพพวกเขาก็ขัดไม่ได้ กลุ่มหนึ่งตกลงกันว่าแค่ทำท่าให้ดูเหมือนทำก็พอ แต่เพราะการสื่อสารหน้างานในสถานการณ์โกลาหล อีกกลุ่มอัดอากาศเข้าไปจริง แล้วส่วนที่เหลือของเรือก็จมลง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-143211" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/08/IntheAbsence.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในขณะที่คนตะโกนถามว่ารัฐหายหัวไปไหน เกียร์ว่างขนาดนี้จะมีรัฐไว้ทำไม ต่อให้ถามด้วยความชิงชังก็ยังหวังหรือเชื่อลึกๆ ว่าตกต่ำแค่ไหนรัฐก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง แต่หลายครั้งกลับต้องสิ้นหวังรุนแรงเมื่อรัฐโผล่หัวออกมา แล้วตอบคำถามเหล่านั้นด้วยภาวะผู้นำที่ล้มเหลว การใช้อำนาจที่ไร้ประสิทธิภาพ การตัดสินใจที่ส่งผลร้ายในสถานการณ์วิกฤต และวิธีคิดที่ไม่เคยเห็นชีวิตคนเป็นตัวแปรหลักในสมการ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>รัฐจงใจล้มเหลว&nbsp; </strong></h3>



<p>นอกจากครูที่ฆ่าตัวตายเพราะความรู้สึกผิดหลังรอดชีวิตจากเรือเซวอล เวลาส่วนหนึ่งของ <em>In the Absence</em> ได้อุทิศให้อีกหนึ่งนักดำน้ำอาสาที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง เพราะผลกระทบทั้งทางกาย (ไม่สามารถดำน้ำได้อีก) และทางใจ (trauma จากความรู้สึกผิดและการสอบสวนข้อเท็จจริงที่กัดกินตัวตน) หลายครั้งหรือแทบทุกครั้ง ความรู้สึกผิดไม่ได้เกิดกับรัฐที่ล้มเหลวหรือเจตนาเลว กลับเป็นคนธรรมดาที่คิดว่าตัวเองอาจลงมือช่วยอะไรได้บ้าง แต่ก็ยังดีไม่พอ โดยเฉพาะในวิกฤตที่หนักหนายิ่งใหญ่เกินแรงกายแรงใจคนจะแก้ ภายใต้อำนาจของรัฐที่จงใจล้มเหลว</p>



<p>รัฐที่หายหัวปล่อยเกียร์ว่างในยามจำเป็น แต่โผล่หัวมาให้เห็นแค่ตอนขัดขวาง สร้างภาพ และกอบโกย</p>



<p>กว่า 20 ชั่วโมงที่ประชาชนตะโกนถามว่ารัฐหายหัวไปไหนในเหตุการณ์ที่พร้อมข้ามเส้นเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ได้ทุกวินาที แต่เมื่อได้สังเกตความเป็นไปตลอดวันนั้น ความคิดก็แล่นสวนขึ้นมาว่า ปล่อยไอ้รัฐจงใจล้มเหลวน่ารังเกียจมุดหัวอยู่ตรงนั้นอาจเป็นภัยกับทุกคนน้อยที่สุดแล้ว จะแก้ตัวว่าไม่ได้เล่นโซเชียลเลยไม่รู้ว่าเกิดไฟไหม้รุนแรง จะเข้าฉากไปชี้นิ้วแขนค้างให้ตากล้องหลังคุมเพลิงได้ จะใส่สูทเวิร์กฟรอมโฮมทำทรงปิดทองหลังพระ ทนเห็นภาพหน้าด้านน่ารังเกียจก็คงดีกว่าให้คนพวกนี้สร้างผลงานอัดอากาศเอาภาพ โปรยฝนหลวงเอาหน้า แล้วชะล้างสารเคมีให้ไหลลงปนเปื้อนแหล่งน้ำ สร้างภาพแบบที่ทำกับเรื่องวัคซีนและการควบคุมโรคระบาด</p>



<p>ในประเทศยอดติดวันละหมื่นยอดตายวันละร้อยที่แก้ตัวเรื่องวัคซีนไร้คุณภาพด้วยสูตรไขว้หนูทดลอง รวบอำนาจฉุกเฉินแต่ทุกเรื่องติดขั้นตอนราชการยกเว้นปราบม็อบ ขวางเอกชนเพื่อหาซีนให้วัคซีนล้นเกล้า ประเทศที่เตียงคนไข้ไม่พอเท่ากับประชาชนการ์ดตก แสลงใจภาพคนไร้บ้านก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปกวาดล้าง ขายชุดตรวจเชื้อราคาเกินค่าแรงขั้นต่ำ เปิดศูนย์ฉีดวัคซีนกองกระจุกเหมือนอยากสร้างสถิติคลัสเตอร์ใหม่ ยอดคนป่วยสูงไปก็ให้ตรวจเชื้อด้วยวิธีที่ไม่ต้องส่งเลขเข้าระบบ และความตายรายวันบนท้องถนนถูกรัฐบาลปั่นข่าวด้อยค่าว่าจัดฉาก มันก็หวังได้แค่นี้ในตอนนี้</p>



<p><em>In the Absence </em>ทิ้งท้ายกับเราว่า ภายใต้รัฐจงใจล้มเหลวที่ชอบหายหัวและมุ่งมั่นขัดขวาง ย่อมไม่ปรากฏความจริงหรือการคลี่คลายเยียวยาความสูญเสียเจ็บปวด เพราะเรือเซวอลกับร่างไร้ชีวิตถูกทิ้งให้จมอยู่ก้นทะเลตลอดสมัยประธานาธิบดีของปัก กึน-ฮเย จนกระทั่งเธอถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งหลังการชุมนุมต่อต้านและยื่นถอดถอนโดยสมาชิกรัฐสภา (impeachment)– 12 วันหลังจากนั้น ปฏิบัติการกอบกู้ซากเรือจึงได้เริ่มนับหนึ่ง</p>



<p>หากรัฐยังไม่ถูกทำให้ต้องเปลี่ยนโฉมหน้าหรือเจตนาเบื้องลึก ซากประเทศที่เราอยู่ก็ยังต้องจมค้างต่อไปในความบิดเบี้ยวล้มเหลวย่อยยับ</p>



<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td>&#8211; <em>Diving Bell: The Truth Shall Not Sink with Sewol </em>ฉายในไทยครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา (Salaya Doc) ประจำปี 2015 / ปัจจุบันดูได้ที่ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=dhME_nj5CWc">youtube.com/watch?v=dhME_nj5CWc</a><br>&#8211; <em>In the Absence </em>ดูได้ที่ youtube.com/watch?v=Mrgpv-JgH9M</td></tr></tbody></table></figure>



<p></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/sewol/">‘รัฐที่แคร์หนังหน้ากว่าชีวิตคน’ สารคดีเรือล่มเกาหลีใต้ที่สะท้อนความพังทลายของรัฐ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“เมื่อใดสื่อสยบต่อรัฐ เมื่อนั้นรัฐจะข่มเหงประชาชน” &#8211; Collective สารคดีโรมาเนียที่ชวนนึกถึงไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/collective/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Jun 2021 09:41:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Doc]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[corruption]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[oscar]]></category>
		<category><![CDATA[collective]]></category>
		<category><![CDATA[romania]]></category>
		<category><![CDATA[journalism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=134868</guid>

					<description><![CDATA[<p>ตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย แต่ก็ต้องขอบคุณกระแสออสการ์ที่มีส่วนช่วยพา Collective มาถึงโรงหนังเมืองไทย เพราะในสถานการณ์ปกติ ถ้าไม่ใช่เทศกาลภาพยนตร์หรืออีเวนต์พิเศษเป็นครั้งคราว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้จัดจำหน่ายซื้อหนังสัญชาติโรมาเนียมาฉายในโรงขายตั๋ว คูณความยากเพิ่มไปอีกเมื่อเป็นหนังสารคดี Collective สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังโรมาเนียเรื่องแรกที่ข้ามฟากไปถึงเวทีออสการ์ได้สำเร็จ (และเป็นเรื่องที่ 2 ถัดจากสารคดีนอร์ทมาซิโดเนีย Honeyland (2019) ที่ได้เข้าชิงควบทั้งสาขาหนังสารคดีกับหนังต่างประเทศ) ตีแผ่ความฉ้อฉลบิดเบี้ยวชวนสิ้นหวังของประเทศที่มีสถานะเสมือนฐานเหยียบยืนของสหภาพยุโรป สานต่อสิ่งที่คนทำหนังรุ่น Romanian New Wave เริ่มถางทางไว้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 (ทั้งสำรวจโรมาเนียปัจจุบัน สมัยคอมมิวนิสต์ใต้อำนาจ Nicolae Ceaușescu ไปจนถึงตอนที่ประเทศกลายเป็นมือตีนให้นาซี) ด้วยเรื่องจริงที่เหลือเชื่อราวกับหนังฮอลลีวูด ซึ่งเพิ่งถูกเปิดแผลออกเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ความรู้สึกแรกของผมหลังเครดิตจบก็คงคล้ายคนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ (ซึ่งฉายจำกัดโรง) ประมวลจากน้ำเสียงในเนื้อความของบรรดาสเตตัส ทวีต แคปชั่น บทความต่อยอดประเด็น หรือบทวิจารณ์ที่เขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงที่หนังเข้าฉายใหม่ๆ ในช่วงเวลาที่คำถามของหนังคือคำถามเดียวกับที่คนกลุ่มใหญ่ในหมู่ผู้ชมกำลังมองหาคำตอบหรือคำอธิบายอยู่เช่นกัน หนังอะไรวะ คุ้นฉิบหาย โคตรไทยเลย กระจกสะท้อนต่อสื่อมวลชนกระแสหลัก Documentary Club เองก็ทราบความจริงข้อนี้ไม่แพ้ใคร สื่อประชาสัมพันธ์ของหนังเลยตีแสกหน้าความคุ้นที่โคตรไทยด้วยพาดหัวตัวไม้ แถมเปิดตัวหนังด้วยเวทีเสวนาหัวข้อการทำข่าวสืบสวนและการตีแผ่ความจริงของสื่อมวลชน เพื่อเชื่อมสะพานระหว่างโรมาเนียกับประเทศไทยสมัย คสช.-พลังประชารัฐ ประโยค “เมื่อใดสื่อมวลชนสยบยอมต่อรัฐ เมื่อนั้นรัฐจะข่มเหงประชาชน” (ซึ่งตัดมาจากบทสนทนาจริงในหนัง) [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/collective/">“เมื่อใดสื่อสยบต่อรัฐ เมื่อนั้นรัฐจะข่มเหงประชาชน” &#8211; Collective สารคดีโรมาเนียที่ชวนนึกถึงไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย แต่ก็ต้องขอบคุณกระแสออสการ์ที่มีส่วนช่วยพา <em>Collective</em> มาถึงโรงหนังเมืองไทย เพราะในสถานการณ์ปกติ ถ้าไม่ใช่เทศกาลภาพยนตร์หรืออีเวนต์พิเศษเป็นครั้งคราว แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้จัดจำหน่ายซื้อหนังสัญชาติโรมาเนียมาฉายในโรงขายตั๋ว คูณความยากเพิ่มไปอีกเมื่อเป็นหนังสารคดี</p>



<p><em>Collective</em> สร้างประวัติศาสตร์เป็นหนังโรมาเนียเรื่องแรกที่ข้ามฟากไปถึงเวทีออสการ์ได้สำเร็จ (และเป็นเรื่องที่ 2 ถัดจากสารคดีนอร์ทมาซิโดเนีย <em>Honeyland</em> (2019) ที่ได้เข้าชิงควบทั้งสาขาหนังสารคดีกับหนังต่างประเทศ) ตีแผ่ความฉ้อฉลบิดเบี้ยวชวนสิ้นหวังของประเทศที่มีสถานะเสมือนฐานเหยียบยืนของสหภาพยุโรป สานต่อสิ่งที่คนทำหนังรุ่น Romanian New Wave เริ่มถางทางไว้ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 (ทั้งสำรวจโรมาเนียปัจจุบัน สมัยคอมมิวนิสต์ใต้อำนาจ Nicolae Ceaușescu ไปจนถึงตอนที่ประเทศกลายเป็นมือตีนให้นาซี) ด้วยเรื่องจริงที่เหลือเชื่อราวกับหนังฮอลลีวูด ซึ่งเพิ่งถูกเปิดแผลออกเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว</p>



<p>ความรู้สึกแรกของผมหลังเครดิตจบก็คงคล้ายคนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ (ซึ่งฉายจำกัดโรง) ประมวลจากน้ำเสียงในเนื้อความของบรรดาสเตตัส ทวีต แคปชั่น บทความต่อยอดประเด็น หรือบทวิจารณ์ที่เขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงที่หนังเข้าฉายใหม่ๆ ในช่วงเวลาที่คำถามของหนังคือคำถามเดียวกับที่คนกลุ่มใหญ่ในหมู่ผู้ชมกำลังมองหาคำตอบหรือคำอธิบายอยู่เช่นกัน</p>



<p>หนังอะไรวะ คุ้นฉิบหาย โคตรไทยเลย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กระจกสะท้อนต่อสื่อมวลชนกระแสหลัก</strong></h3>



<p>Documentary Club เองก็ทราบความจริงข้อนี้ไม่แพ้ใคร สื่อประชาสัมพันธ์ของหนังเลยตีแสกหน้าความคุ้นที่โคตรไทยด้วยพาดหัวตัวไม้ แถมเปิดตัวหนังด้วย<a href="https://www.youtube.com/watch?v=un6mn6we_k4">เวทีเสวนา</a>หัวข้อการทำข่าวสืบสวนและการตีแผ่ความจริงของสื่อมวลชน เพื่อเชื่อมสะพานระหว่างโรมาเนียกับประเทศไทยสมัย คสช.-พลังประชารัฐ ประโยค “เมื่อใดสื่อมวลชนสยบยอมต่อรัฐ เมื่อนั้นรัฐจะข่มเหงประชาชน” (ซึ่งตัดมาจากบทสนทนาจริงในหนัง) ไม่เพียงเป็นตัวกระตุ้นความสนใจที่เห็นผลได้ชัด ต่อมายังกลายเป็นข้อถกเถียงหลักในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ บทความต่อยอดประเด็น หรือบทสัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยที่เผยแพร่หลังหนังฉายจำนวนมาก</p>



<p>เสมือนว่า <em>Collective</em> รับหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความคับข้องใจที่คนไทยมีต่อนักข่าวหรือสื่อมวลชน “กระแสหลัก” ในภาพรวม และความอึดอัดใจของสื่อมวลชนไทยกลุ่มที่ไม่ได้อยากเป็นไมโครโฟนเชื่องๆ ดังข้อกล่าวหา แต่กำลังเผชิญข้อจำกัดมากมายในช่วงเวลาที่ท้าทาย เพราะคำถามที่ถูกต้องของสื่อมวลชนและการยืนหยัดสืบสวนทำข่าวเพื่อให้ความจริงปรากฏ คือจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมดในช่วงปี 2015-2016 ของโรมาเนีย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="545" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-1024x545.jpg" alt="" class="wp-image-134894" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-1024x545.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-300x160.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-768x409.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-1536x818.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3-600x320.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/3-3.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คืนวันที่ 30 ตุลาคม 2015 เกิดเพลิงไหม้ระหว่างฟรีคอนเสิร์ตที่ไนต์คลับ Colectiv ในกรุงบูคาเรสต์ ซึ่งกลายเป็นอัคคีภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โรมาเนีย ด้วยความแออัดชุลมุนบวกกับตัวอาคารดัดแปลงที่ขาดระบบป้องกันกับทางหนีไฟที่เพียงพอ ทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 28 คน บาดเจ็บอีกร่วม 200 วันที่ 3 พฤศจิกายน ประชาชนเรือนหมื่นจึงออกมาประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาล (ภายใต้ชื่อ #Colectiv Revolution) เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย และนายกเทศมนตรี เพราะเห็นว่าทั้งสามมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อความสูญเสีย หลังปล่อยใบอนุญาตให้ Colectiv ทั้งที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของหน่วยงานดับเพลิง เช้าวันถัดมาคณะรัฐมนตรีประกาศลาออกทั้งชุดเพื่อลดแรงกดดัน (นอกจากกรณีไฟไหม้ นายกยังมีคดีเลี่ยงภาษีจนเสียตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเป็นนายกโรมาเนียคนแรกที่ขึ้นศาลคดีคอร์รัปชั่นขณะดำรงตำแหน่ง) แต่จำนวนผู้ชุมนุมยังคงเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ เรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่กับปฏิรูปเพื่อสลายชนชั้นอำนาจการเมืองเดิม ก่อนได้ ครม.ใหม่เป็นกลุ่มเทคโนแครตที่จะบริหารประเทศให้ครบวาระที่เหลืออยู่ปีเศษแทน</p>



<p>ในขณะที่ผู้บาดเจ็บบางส่วนได้ย้ายไปรักษาตัวต่างแดน รัฐบาลก็เรียกความมั่นใจออกสื่อว่าโรงพยาบาลในประเทศมีความพร้อมและได้มาตรฐานยุโรป แต่ฝีหนองเชื้อโรคใต้ผ้าพันแผลลุ่ยๆ ก็ผุพอง เมื่อคนไข้จากไนต์คลับตายคาเตียงโรมาเนียมากกว่า 30 คนตลอดเดือนพฤศจิกายน หลายรายไม่ได้เจ็บสาหัสหรือโคม่า บางรายขอใบส่งตัวคนไข้ข้ามประเทศแล้วกลับถูกดึงเรื่องไว้–Cătălin Tolontan จากหนังสือพิมพ์กีฬา <em>Gazeta Sporturilor</em> (หรือ <em>The Sports Gazette</em>) ผู้เคยสืบสวนเปิดโปงเครือข่ายทุจริตจนรัฐมนตรีกีฬากับประธานสโมสรฟุตบอลต้องตกเก้าอี้พร้อมขึ้นศาล จึงตั้งทีมข่าวเพื่อสืบประเด็นนี้ เมื่อไม่มีนักข่าวสายตรงหัวไหนตั้งคำถามที่ถูกต้องกับความไม่ชอบมาพากลตรงหน้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-134899" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-1024x576.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-1536x864.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_-600x338.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Magnolia-11698MAG-Full-Image_GalleryBackground-en-US-1612439800587._RI_.jpg 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>น้ำยาฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาลรัฐผูกปิ่นโตสั่งซื้อถูกเจือจางส่วนผสมจนไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียได้จริง สืบความย้อนอดีตก็พบว่าหน่วยข่าวกรองระดับชาติรู้เรื่องมาหลายปีแต่นิ่งเฉย ปล่อยให้ชีวิตคนไข้ต้องเสี่ยงกับสภาพแวดล้อมอย่างจานเพาะเชื้อ ซึ่งแทบไม่ต่างจากสมัยที่หมอ พยาบาลยังไม่เคร่งครัดเรื่องล้างมือฟอกสบู่ บริษัทยาปลอมแปลงเอกสารเพื่อค้ากำไรจากเวชภัณฑ์ไร้คุณภาพ ในขณะที่รัฐก็ล้มเหลวหรือจงใจปล่อยผ่านการตรวจสอบ สถานการณ์ยิ่งเหมือนแล่เนื้อเอาเกลือทา เมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุข (อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง) แถลงรับรองว่ายาฆ่าเชื้อตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 95 หลังเผชิญแรงกดดันให้สอบสวนข้อเท็จจริง ขัดแย้งกับสิ่งที่ทีมข่าวค้นพบอย่างสิ้นเชิง</p>



<p>ทีมข่าวของโตลอนตันกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อย ยิ่งสืบสวนจนพบหรือได้ข้อมูลเพิ่มจากแหล่งข่าวในโรงพยาบาลกับบริษัทยา ยิ่งชวนเคลือบแคลงถึงสายพานการทุจริตในระบบสาธารณสุขที่ทอดยาว (ทำไม “หมอ” ที่เป็นรัฐมนตรีถึงช่วยออกหน้ารับรอง) เมื่อข่าวตีพิมพ์ความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องประชาชนยิ่งออกมาชุมนุมประท้วง จนในที่สุดรัฐมนตรีต้องลาออกและขึ้นศาลพร้อม CEO บริษัทยา รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบยาฆ่าเชื้อตัวปัญหาอีกรอบ คราวนี้พบว่าเจือจางส่วนผสมจริง แต่ไม่ตอบว่าทำไมครั้งก่อนถึงกล้ารับรอง และก่อนคนในคดีจะได้ซัดทอดใครเพิ่ม CEO บริษัทยาก็รถคว่ำตายไปก่อน (คว่ำจริงหรือฆ่าปิดปาก นักข่าวกับประชาชนก็คงสงสัยคล้ายๆ กัน)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ชัดแล้วว่าที่ผ่านมาเราคือแรงหนุนของคำลวง</strong></h3>



<p>ผู้กำกับ Alexander Nanau (<em>Toto and His Sisters</em>, 2014) ฟอร์มทีมลงสนามจริงแทบทันทีที่เกิดคำถาม (ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2015) คำถามถึงความบิดเบี้ยวที่ผู้ชุมนุมซึ่งตะโกนชื่อโตลอนตันเป็นการสดุดี หรือกระทั่งตัวโตลอนตันกับเพื่อนสื่อในทีมก็คงเคยคิดอยู่บ้างว่าพวกนักข่าวมัวแต่ทำอะไร ทำไมเรื่องใหญ่ระดับนี้ต้องรอให้หนังสือพิมพ์กีฬาเป็นตัวเปิดเรื่อง? ยืนยันด้วยประโยคที่เขาให้สัมภาษณ์สื่อภาษาอังกฤษหลายครั้ง ใจความเคียงบ่าเคียงไหล่กับคำที่หนังเลือกเน้นเป็นแรงขับเคลื่อนของทีมข่าวสืบสวน “ชัดแล้วว่าที่ผ่านมา เราคือแรงหนุนของคำลวง”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="533" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Tolo_poster300dpi.jpg" alt="" class="wp-image-134901" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Tolo_poster300dpi.jpg 1000w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Tolo_poster300dpi-300x160.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Tolo_poster300dpi-768x409.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/Tolo_poster300dpi-600x320.jpg 600w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p>ไม่แปลกที่คำถามนี้ทำงานกับผู้ชมและสื่อมวลชนไทยอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราต่างได้เห็นการสร้าง (และทำลาย) ไอดอลจากข่าวคดีฆาตกรรมเด็ก เห็นความเงียบของสมาคมวิชาชีพหลังถูกปาเปลือกกล้วย ฉีดแอลกอฮอล์ใส่หน้า หรือขึ้นบัญชีดำเพราะนั่งไขว่ห้าง เห็นเสื้อกล้ามเอวลอยถูกป้ายยาหม่องเมื่อต้องขึ้นจอโทรทัศน์ เห็นสิ่งที่สื่อก็รู้ว่าช่วยผลิตซ้ำคำลวงให้อำนาจแต่ก็เค้นเขียนออกมาเป็นเนื้อข่าว เห็นวิดีโอถ่ายทอดการปราศรัยของผู้ชุมนุมถูกลบทันควันเมื่อเนื้อหาทำท่าจะสุ่มเสี่ยง (หรืออาจไม่นำเสนอข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น) ในขณะที่การเขียนข่าวบิดเบือนให้ร้ายด้วยข้อมูลเท็จกลับทำได้อย่างเสรี–ข้อเรียกร้องถึงองค์กรสื่อของ<a href="https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/3491403297546223">ฐปณีย์ เอียดศรีไชย</a> หลังปรากฏ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมือง คำวิจารณ์ตรงๆ ถึงสถานะไมโครโฟนเชื่องๆ ที่ขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมของสื่อเก่าในบทสัมภาษณ์ของ<a href="https://www.facebook.com/theisaander/posts/2872979773031379">สุชาดา จักรพิสุทธิ์</a> และเสียงจากสองนักข่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนามซึ่งยืนยันว่าสื่อไทยเซนเซอร์ตัวเองจริง พร้อมตัวอย่างข่าวที่<a href="https://www.the101.world/media-self-censorship">บรรณาธิการ</a>ปัดตกเพื่อรักษา “ความเป็นกลาง” หรือป้องกันการตีความเชื่อมโยงที่ “อ่อนไหว” คือส่วนหนึ่งของตัวอย่างรูปธรรมว่าคำถามนี้รบกวนจิตใจแค่ไหน</p>



<p>ภาพสื่อผู้ไม่สยบยอมอาจฉายแสงกลบมิติอื่นของหนังด้วยบริบทของผู้รับสาร แต่เป้าหมายที่แท้จริงของ <em>Collective</em> คือเหรียญอีกด้านของหนังนักข่าวร่วมสมัยอย่าง <em>Spotlight</em> (Tom McCarthy, 2015), <em>The Post</em> (Steven Spielberg, 2017) หรือ <em>Official Secrets</em> (Gavin Hood, 2019) ซึ่งมีน้ำเสียงเชิดชูสื่อเก่าน้ำดีในอดีตเพื่อสนทนากับอิทธิพลของสื่อใหม่และเฟคนิวส์ นาเนาบอกว่าเขาต้องการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในโรมาเนีย (มากกว่าบันทึกวีรกรรม) จึงเลือกเล่าผ่านสายตานักข่าวสืบสวนที่สอดส่องเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก กล้องของหนังไม่ได้มุ่งตามล่าหาความจริงอย่างสารคดี true crime ทั้งหลาย หากฝังตัวเฝ้าสังเกตคนทำหน้าที่นั้นอีกต่อหนึ่ง ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญเมื่อถ่ายทำไปได้ราว 6 เดือน หลังรัฐมนตรีผู้รับรองยาฆ่าเชื้อต้องลาออก และข่าวลือเริ่มสะพัดเรื่องตัวละครใหม่ที่เซอร์ไพรส์คนทำหนังพอๆ กับคนดู</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="492" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-1024x492.jpg" alt="" class="wp-image-134897" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-1024x492.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-300x144.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-768x369.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-1536x737.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1-600x288.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/pic_1598193675_1cf37fe87a7549f736b1ab7f8851bad5-1.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>Vlad Voiculescu อายุแค่ 32 ปลายๆ ในวันแถลงข่าวเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุข ก่อนหน้านี้เขาใช้ชีวิตทำงานส่วนใหญ่ในออสเตรีย พอเป็นที่รู้จักในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิผู้ป่วย (patients’ rights) และไม่มีบุคลิกแบบ “นักการเมือง” หรือผู้บริหารที่ฝากผีฝากไข้ได้ (โตลอนตันเขียนข่าวสับแหลกว่าตอบคำถามได้พังมาก) แต่การปรากฏตัวของเขาเปิดช่องให้กล้องได้ซอกซอนเข้าถึงระบบผ่านมุมมองผู้มีอำนาจตัดสินใจ (เขาตกลงให้หนังถ่ายได้โดยไม่มีข้อห้าม แต่ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม โดยเฉพาะข้าราชการในกระทรวง ให้ถามความสมัครใจและประเมินความเสี่ยงเอง) สารคดีครึ่งหลังจึงเลือกเน้นภารกิจรื้อระบบสาธารณสุขโรมาเนียภายในเวลาครึ่งปีที่เหลือก่อนเลือกตั้งเป็นเส้นเรื่องหลัก</p>



<p><em>Collective</em> ส่งผ่านตัวละครจากนักข่าวสืบสวนสู่รัฐมนตรีหน้าใหม่อย่างแยบยล ด้วยภาพชวนช็อกที่สุดของเรื่อง เมื่อแพทย์หญิงแฉคลิปวิดีโอผู้ป่วยที่มีหนอนขึ้นแผลคาเตียงคนไข้ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่าต่อให้รัฐบาลลาออก คุณภาพชีวิตผู้ป่วยในโรมาเนียก็ย่ำแย่เลวร้ายเหมือนเดิม หนังใช้ประโยชน์จากพลวัตของสถานการณ์มาลำดับการเล่าเรื่องให้ซ้อนความหมายอีกชั้น เปลี่ยนผ่านจากข่าวใหญ่ในมือโตลอนตันสู่ภารกิจใหญ่ของวอยคูเลสคูที่พาเรื่องไปไกลกว่าเปลวเพลิงเมื่อเดือนตุลาคม เพราะถัดจากนี้ไม่ใช่แค่บันทึกผลลัพธ์ของคลับ Colectiv แต่คือเรื่องส่วนรวม (collective)</p>



<p>แผลเน่าที่หนอนชอนไชวางไข่กัดกินเลือดหนอง ก็เป็นแผลบนเนื้อตัวร่างกายคุณเหมือนกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ความบ่ายเบี่ยงกลับกลอกและคำตอบที่ไม่เคยตอบอะไร</strong></h3>



<p>วิธีจบของ <em>Collective</em> ชวนให้ผมนึกถึงสารคดี <em>The Truth Be Told</em> (พิมพกา โตวิระ, 2007) ซึ่งการชนะคดีหมิ่นประมาทที่ทักษิณ ชินวัตร ฟ้องสื่อมวลชนขณะนั่งเก้าอี้นายก และเข้าร่วมประท้วงขับไล่รัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ (เสื้อเหลือง) ของสุภิญญา กลางณรงค์ จบลงด้วยรัฐประหาร 19 กันยายน 2006–สิ้นหวังใกล้เคียงกับตอนที่ผลการเลือกตั้งปลายปี 2016 ทำให้พ่อของรัฐมนตรีหนุ่มถึงกับปลงตกว่าย้ายประเทศเถอะลูก </p>



<p>คุณมีสิทธิต้องจ่ายใต้โต๊ะตั้งแต่ยามไปจนถึงห้องพักแพทย์เพื่อให้ได้เตียงคนไข้ ข้อนี้คนโรมาเนียทราบดีอยู่ แต่คงไม่ใช่การฉ้อฉลอวดอำนาจอย่างเปิดเผยของหมอระดับผู้บริหารที่ทยอยถูกเปิดโปงหลังคลิปแผลเน่า หรือศักยภาพที่แท้จริงของระบบสาธารณสุข ซึ่งผู้ป่วยแผลไฟไหม้อาการสาหัส 5 คนพร้อมกันถือว่าเกินกำลังรักษาของทั้งประเทศ และไม่มีโรงพยาบาลที่ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายปอดด้วยมาตรฐานสากลได้แม้แต่แห่งเดียว ข้อหลังสุดเป็นเหตุให้วอยคูเลสคูไม่เซ็นใบอนุญาตให้โรงพยาบาลในโรมาเนียเปลี่ยนถ่ายปอด (ต้องส่งตัวข้ามประเทศเท่านั้น) และกลายเป็นประเด็นใหญ่ช่วงใกล้เลือกตั้ง เมื่อพรรคที่เพิ่งลาออกหลังไฟไหม้ใช้เรื่องนี้ปลุกกระแสชาตินิยม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="547" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-1024x547.jpg" alt="" class="wp-image-134898" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-1024x547.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-300x160.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-768x410.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-1536x821.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3-600x321.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/2-3.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นาเนาออกแบบความสิ้นหวังในซีเควนซ์จบด้วย 2 ฉากนั่งรถที่เล่าคู่ขนานกัน วอยคูเลสคูไม่ได้ลงสมัครพรรคไหนแต่ก็ลุ้นผลเลือกตั้งอยู่บนรถ เมื่ออำนาจเก่าชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เท่ากับว่า 6 เดือนในตำแหน่งที่พยายามเปลี่ยนแปลงระบบจากภายในอาจต้องสูญเปล่า ส่วนรถอีกคันเป็นของครอบครัวที่สูญเสียลูกชายวัยรุ่น ผู้รอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้แต่ต้องตายเพราะแผลติดเชื้อเมื่อโรงพยาบาลไม่อนุมัติใบส่งตัวข้ามประเทศ พวกเขากำลังเดินทางไปเยี่ยมหลุมศพ–ปลายทางเดียวกับที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไป หลังการเปิดโปงกลุ่มอำนาจที่รักษาหน้าตาศักดิ์ศรีผลประโยชน์มากกว่าชีวิตคน คล้ายถูกช่วงชิงไปตะล่อมให้ประชาชนช่วยรักษาหน้าให้ใครก็ตามที่อ้างชาติแบบฉาบฉวย </p>



<p>ความพลิกผันตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเศษใน <em>Collective</em> คงทำงานกับผู้ชมในโลกตะวันตกต่างจากในไทยอยู่พอสมควร เพราะเมื่อหนังเริ่มตระเวนฉายตลอดปี 2020 ความล้มเหลวพังพินาศที่เห็นในเรื่องย่อมสร้างบทสนทนากับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวิกฤตโควิด-19 ในยุโรปกับอเมริกาก่อนโลกจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มแรก ในขณะที่หนังเข้าฉายในไทยช่วงโควิดระลอกสอง หลังประเทศผ่านระลอกแรกมาแบบพอถูไถ (แต่เศรษฐกิจพังยับ) และต่อให้สภาพแวดล้อมจะดีชั่วยังไง ภาพลักษณ์ของระบบสาธารณสุขไทยก็ไม่เคยตกต่ำเทียบเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรมาเนีย (ส่วนใครจะให้เครดิตหมอไทยหรือนโยบาย 30 บาทฯ ก็แล้วแต่ประเมินกันเอง) ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครพร้อม ไม่มีใครชนะ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="575" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x575.jpg" alt="" class="wp-image-134900" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-1024x575.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-300x169.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-768x432.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-1536x863.jpg 1536w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600-600x337.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/06/19collective1-videoSixteenByNineJumbo1600.jpg 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>จนกระทั่งโควิดระลอกสามที่เริ่มสั่นคลอนหรืออาจถึงขั้นทุบรื้อทำลายภาพลักษณ์ที่ว่า ประเทศกลายเป็นแหล่งรวมโควิดทุกสายพันธุ์เท่าที่โลกรู้จัก แอพพลิเคชั่นจองคิววัคซีนมีให้เลือกมากกว่ายี่ห้อวัคซีน บางยี่ห้อขาดส่งกลางคันจนต้องเลื่อนนัด ผู้สูงอายุกับผู้ป่วยโรคกลุ่มเสี่ยงที่จองคิวตั้งแต่แรกกลุ่มใหญ่ยังไม่ได้ฉีด แต่ดาราไทยได้ลัดคิวเพื่อหาเสียงให้วัคซีนที่โลกไม่รับรอง บุคลากรทางการแพทย์หน้างานเจอผลข้างเคียงจากวัคซีนตัวนั้น ส่วนคนในรัฐบาลวิ่งหนีไปฉีดวัคซีนตัวอื่น เกิดกรณีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตหลายรายเพราะเข้าไม่ถึงเตียงคนไข้ เกิดคลัสเตอร์หลักหมื่นในคุกที่กรมราชทัณฑ์ปิดบังข้อมูล หลายเดือนก่อนบอกวัคซีนไม่จำเป็น วันนี้บอกมีอะไรก็ฉีดไปเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐก็มัวแต่ฟาดกันไปมา ไปจนถึงปริศนาของการจัดสรรวัคซีน การเลือกวัคซีน และข้อยกเว้นการสั่งซื้อที่เอื้อประโยชน์ให้ “เอกชน” บางรายได้เครดิต ทั้งหมดเกิดขึ้นดำเนินไปภายใต้คำแถลงปกป้องรัฐบาลแต่โทษประชาชนการ์ดตกของเหล่าแพทย์ระดับบริหารที่ถือเป็นใบหน้าของสถานการณ์โควิดในประเทศ</p>



<p>ไม่ต้องเสียเวลานับย้อนไปถึงเรื่องสืบเนื่องจากระลอกแรกทั้งล็อกดาวน์เลี่ยงบาลี ค่าชดเชยที่สุดท้ายธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ให้รายเล็ก สื่อมวลชนกับประชาชนกลุ่มใหญ่ก็เกิดคำถามในใจแล้วว่าระบบสาธารณสุขไทยทำหน้าที่อย่างแพทย์หรือแพทยบริกร ผู้คอยเลือกศัพท์แสงตัวเลขผลวิจัยให้เป็นคุณต่อความล้มเหลวของรัฐ และทั้งหมดนี้เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่ารักษาชีวิตคนหรือกำลังจมตัวเองไปในจานเพาะเชื้อเพื่อเอาหน้าให้ใครเป็นพิเศษ</p>



<p>เมื่อหลายคำถามที่ถูกต้องของสื่อมวลชนไม่ได้อะไรมากกว่าการบ่ายเบี่ยงหรือชุดประโยคลำเลิกบุญคุณ และไม่เคยมีใครรับผิดชอบความกลับกลอกหรือคำตอบที่ไม่เคยตอบอะไร ก็คงได้เวลา (สักทีเถอะ) มองลึกๆ ให้เห็นชัดๆ ว่าหนอนแมลงหรือปรสิตตัวไหนกันแน่ที่รุมกินแผลเราอยู่</p>



<p><em>Collective</em> เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2020 / ปัจจุบันดูได้ที่ <a href="https://documentaryclubthailand.com/doc-club-on-demand/">documentaryclubthailand.com/doc-club-on-demand</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/collective/">“เมื่อใดสื่อสยบต่อรัฐ เมื่อนั้นรัฐจะข่มเหงประชาชน” &#8211; Collective สารคดีโรมาเนียที่ชวนนึกถึงไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/time/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 28 Feb 2021 12:09:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Film]]></category>
		<category><![CDATA[Modern Doc]]></category>
		<category><![CDATA[Series]]></category>
		<category><![CDATA[Road to Oscars]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ชญานิน]]></category>
		<category><![CDATA[review]]></category>
		<category><![CDATA[documentary]]></category>
		<category><![CDATA[moderndoc]]></category>
		<category><![CDATA[time]]></category>
		<category><![CDATA[justice]]></category>
		<category><![CDATA[racism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=124188</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลังผ่านวงจรความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ มาถึงปีที่สิบ พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกคนรักที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลเป็นคู่ชีวิต–Sibil Fox Richardson และ Robert G. Richardson เลือกไม่ทุ่มกำลังทรัพย์จัดงานแต่งหรูหรา แต่หอบเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนทำธุรกิจ วาดหวังให้แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอปที่จะเป็นเจ้าแรกแห่งเมือง Shreveport เป็นประตูสู่เป้าหมาย ความฝัน และการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ครอบครัวได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง แล้วทุกอย่างก็สิ้นหวังพังลงไม่ถึงเดือนก่อนวันเปิดร้าน เมื่อนายทุนที่ลงหุ้นใหญ่ด้วยกันเปลี่ยนใจถอนเงินออกทั้งหมด มืดแปดด้านไร้ทางออกสำหรับผัวเมียหมาดใหม่ที่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับร้านเสื้อ 16 กันยายน 1997 ซิบิลหรือ ‘ฟอกซ์ริช’ ขับรถไปส่งร็อบกับหลานชายวัยรุ่นหน้าเครดิตยูเนียนใกล้บ้าน ใต้มวลหนาหนักของความรู้สึกหมดสิ้นหนทางที่ปกคลุมทุกความเป็นไปได้ ครอบครัวนี้ตัดสินใจปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินก้อนมาต่อชีวิตและธุรกิจ ฟอกซ์เขียนไว้ในหนังสือและเล่าซ้ำด้วยเสียงเมื่อได้ขึ้นพูดต่อสาธารณชน เธอบอกว่าเธอรู้ตัวทันทีที่ก้าวลงจากรถพร้อมปืน รู้ว่าทุกคนกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบที่ต้องจำไปจนตาย&#160; ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ยอดโจรคู่ขวัญบอนนีกับไคลด์ถูกตำรวจจับตาย ฟอกซ์และร็อบถูกจับเป็นด้วยข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ–พวกเขาปล้นเงินมาได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีพนักงานธนาคารหรือลูกค้าได้รับบาดเจ็บ ฟอกซ์ถูกตัดสินจำคุก 13 ปีแต่ได้กลับบ้านหลังติดคุกจริงเพียง 3 ปีครึ่ง แต่ข้อตกลงระหว่างอัยการกับศาลของร็อบเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนจนผิดพลาดและยืดเยื้อจนหมดเงินจ้างทนายความ เขาจึงถูกตัดสินจำคุกถึง 60 ปีโดยไม่รอลงอาญา ไม่สามารถยื่นลดหย่อนโทษขอทัณฑ์บนหรือรับโทษด้วยการคุมประพฤตินอกเรือนจำได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่กินเวลากว่า 20 ปีของนางจิ้งจอก เพื่อทวงคืนชีวิตกับเวลาของสามี พ่อของลูก และครอบครัวที่เธอเพิ่งได้เริ่มสร้าง นอกจากเขียนหนังสือและบอกเล่าการต่อสู้ในคดีของร็อบ ชีวิตทางการเมืองของฟอกซ์เดินหน้าไปในฐานะแอ็กทิวิสต์ เธอมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทั้งเพื่อการปฏิรูปคุก [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time/">&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หลังผ่านวงจรความสัมพันธ์แบบรักๆ เลิกๆ มาถึงปีที่สิบ พวกเขาก็ตัดสินใจเลือกคนรักที่คบหากันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูลเป็นคู่ชีวิต–Sibil Fox Richardson และ Robert G. Richardson เลือกไม่ทุ่มกำลังทรัพย์จัดงานแต่งหรูหรา แต่หอบเงินก้อนใหญ่ไปลงทุนทำธุรกิจ วาดหวังให้แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอปที่จะเป็นเจ้าแรกแห่งเมือง Shreveport เป็นประตูสู่เป้าหมาย ความฝัน และการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ครอบครัวได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124215" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/9-1.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แล้วทุกอย่างก็สิ้นหวังพังลงไม่ถึงเดือนก่อนวันเปิดร้าน เมื่อนายทุนที่ลงหุ้นใหญ่ด้วยกันเปลี่ยนใจถอนเงินออกทั้งหมด มืดแปดด้านไร้ทางออกสำหรับผัวเมียหมาดใหม่ที่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับร้านเสื้อ</p>



<p>16 กันยายน 1997 ซิบิลหรือ ‘ฟอกซ์ริช’ ขับรถไปส่งร็อบกับหลานชายวัยรุ่นหน้าเครดิตยูเนียนใกล้บ้าน ใต้มวลหนาหนักของความรู้สึกหมดสิ้นหนทางที่ปกคลุมทุกความเป็นไปได้ ครอบครัวนี้ตัดสินใจปล้นธนาคารเพื่อเอาเงินก้อนมาต่อชีวิตและธุรกิจ ฟอกซ์เขียนไว้ในหนังสือและเล่าซ้ำด้วยเสียงเมื่อได้ขึ้นพูดต่อสาธารณชน เธอบอกว่าเธอรู้ตัวทันทีที่ก้าวลงจากรถพร้อมปืน รู้ว่าทุกคนกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบที่ต้องจำไปจนตาย&nbsp;</p>



<p>ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ยอดโจรคู่ขวัญบอนนีกับไคลด์ถูกตำรวจจับตาย ฟอกซ์และร็อบถูกจับเป็นด้วยข้อหาปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ–พวกเขาปล้นเงินมาได้ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไม่มีพนักงานธนาคารหรือลูกค้าได้รับบาดเจ็บ ฟอกซ์ถูกตัดสินจำคุก 13 ปีแต่ได้กลับบ้านหลังติดคุกจริงเพียง 3 ปีครึ่ง แต่ข้อตกลงระหว่างอัยการกับศาลของร็อบเกิดสถานการณ์ที่ซับซ้อนจนผิดพลาดและยืดเยื้อจนหมดเงินจ้างทนายความ เขาจึงถูกตัดสินจำคุกถึง 60 ปีโดยไม่รอลงอาญา ไม่สามารถยื่นลดหย่อนโทษขอทัณฑ์บนหรือรับโทษด้วยการคุมประพฤตินอกเรือนจำได้</p>



<p>นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่กินเวลากว่า 20 ปีของนางจิ้งจอก เพื่อทวงคืนชีวิตกับเวลาของสามี พ่อของลูก และครอบครัวที่เธอเพิ่งได้เริ่มสร้าง</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124214" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/8-2.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>นอกจากเขียนหนังสือและบอกเล่าการต่อสู้ในคดีของร็อบ ชีวิตทางการเมืองของฟอกซ์เดินหน้าไปในฐานะแอ็กทิวิสต์ เธอมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทั้งเพื่อการปฏิรูปคุก (prison reform–เรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่และสิทธิมนุษยชนในคุก) และเพื่อล้มเลิกเรือนจำ (prison abolition movement–เรียกร้องให้ลดขนาดคุกกับจำนวนนักโทษ หรือยกเลิกอำนาจของเรือนจำทั้งระบบ แล้วแทนด้วยกระบวนการที่เน้นบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังมากกว่าสำเร็จโทษ) เธอนิยามตัวเองเป็น abolitionist หรือผู้สนับสนุนการล้มเลิกระบบทาส</p>



<p>ต่างไปจาก abolitionist สมัยค้าทาสที่ต่อต้านระบบทาสอย่างตรงไปตรงมา หรือการต่อสู้ในประเด็นแรงงานทาสสมัยใหม่ (modern slavery) เพราะกลุ่มผู้ขับเคลื่อนประเด็นสิทธิคนผิวดำในสหรัฐอเมริกามองว่าคุกอเมริกันที่ถูกแปรรูปจนมีลักษณะคล้ายอุตสาหกรรมเอกชน และทำงานสอดรับกับอคติทางเชื้อชาติสีผิวในกระบวนการยุติธรรมอเมริกันทั้งระบบ (ตำรวจ, อัยการ, ศาล) ที่มองคนผิวดำเป็นอาชญากร คือการใช้กฎหมายสร้างสถานะนักโทษเพื่อเกณฑ์พวกเขากลับสู่ความเป็นทาส แม้จะเลิกทาสไปแล้วตั้งแต่สมัยลินคอล์น–หนังสารคดีอย่าง <a href="https://tubitv.com/movies/372320" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>The House I Live In</em></a> (2012) หรือ <a href="https://www.youtube.com/watch?v=krfcq5pF8u8" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>13<sup>th</sup></em></a> (2016) ไล่เรียงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ นำเสนอข้อมูลสถิติ และเจาะประเด็นปัญหาของคุกอเมริกันที่สัมพันธ์กับเชื้อชาติสีผิวในระดับมหภาคไว้ได้อย่างทรงพลัง</p>



<p>ข้อถกเถียงภายใต้บริบทประวัติศาสตร์เหล่านี้แข็งแรงพอ (ยิ่งอยู่ภายใต้อุณหภูมิทางการเมืองยุคทรัมป์) ที่จะดำรงอยู่อย่างบรรยากาศเบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องเน้นย้ำประเด็นเชื้อชาติสีผิวให้ชัดเจน และนั่นทำให้ Garrett Bradley ตัดสินใจเปลื้องข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย วันเดือนปี หรือกระทั่งท่าทีที่สังคมมีต่อคนผิวดำที่มักเห็นในหนังการเมืองปลุกใจเรียกร้องสิทธิทั่วไปออกจากชีวิตของฟอกซ์แทบทั้งหมด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124213" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/7-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ด้วยสายตากับน้ำหนักมือละเอียดอ่อน เธอเลือกสังเกต บอกเล่า ร่วมเป็นผู้บันทึกชีวิต และ “เวลา”</p>



<p>มากกว่าความเป็นแอ็กทิวิสต์อย่างในหนังเรียกร้องสิทธิส่วนใหญ่ เราได้เห็นตัวตนของฟอกซ์ ริช ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกชายต่างวัยถึงหกคน เป็นเมียที่เฝ้ารอการกลับบ้านของสามี เป็นลูกสาวของแม่ที่เริ่มเฒ่าชรา เป็นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชนที่มีโบสถ์คริสต์เป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ทำทุกอย่างเพื่อประคองโครงสร้างทั้งหมดในชีวิตไว้ระหว่างการต่อสู้อันยาวนาน อาจพูดได้ว่าถ้าไม่ต้องต่อสู้ยาวนานเพื่ออิสรภาพของสามี เธอก็คือผู้หญิงที่ทำงานธรรมดาคนหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน การดำรงตนอย่างผู้หญิงทำงานและแม่ที่ดีก็คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดของการต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในการกลับบ้านของร็อบ</p>



<p>บางเสี้ยวส่วนของชีวิตก็แหลมคมประหนึ่งการเทียบแทนสื่อความของวรรณกรรม ลูกแฝดของฟอกซ์อายุเพียงไม่กี่วันในวันที่แม่เดินเข้าห้องขังและพ่อยังเผชิญกับตัวเลข 60 ปีอย่างมองไม่เห็นทางออก เธอตั้งชื่อพวกเขาว่า Freedom กับ Justus–ทำไมถึงไม่ใช่ Justice เจ้าของชื่อเคยถามในวัยอนุบาล ก็เพราะเราต้องการอิสรภาพ แต่ชีวิตตอนนี้ไม่มีความยุติธรรม เราก็มีแค่เรา (just us) เธอตอบ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124212" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/6-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>แบรดลีย์พบฟอกซ์ครั้งแรกเมื่อปี 2016 ขณะถ่ายสารคดีสั้นเรื่อง <a href="https://vimeo.com/241579722" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Alone</em></a> (2017) ซึ่งเปรียบเสมือนอารัมภบทของ <em>Time</em> ทั้งด้วยประเด็นและสายตาของผู้เล่าเรื่อง (แถมยังมีเสี้ยวส่วนอย่างวรรณกรรมคล้ายกัน) และคล้ายภาคต่อของ <a href="https://play.google.com/store/movies/details/Below_Dreams?gl=US&amp;hl=en&amp;id=VBmXTr714Fg" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><em>Below Dreams</em></a> (2014) สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของเธอ (คนรักของตัวละครหลักใน <em>Below Dreams</em> คือโฟกัสของ<em> Alone</em> หลังฝ่ายชายติดคุกและตกลงแต่งงานกัน) หนังตีแผ่ผลกระทบของคุกที่มีต่อชุมชนคนผิวดำโดยมุ่งสนใจอารมณ์ความรู้สึกอย่างมนุษย์ ปล่อยรายละเอียดวิชาการประวัติศาสตร์เป็นบริบทเบื้องหลังชีวิต และพลังในถ้อยคำของฟอกซ์ผู้ยืนหยัดต่อสู้มาแล้ว 18 ปีในวันที่ทั้งคู่พบกันทำหน้าที่ดังกล่าวได้หมดจด (“แทนที่จะใช้แส้ฟาด พวกนั้นใช้เวลา ใช้ความยากลำบาก”) จนผู้กำกับหญิงตัดสินใจทำสารคดีสั้นอีกเรื่องเพื่อเล่าถึงฟอกซ์โดยตรง</p>



<p>หลังปิดกล้อง แบรดลีย์ได้รับมอบ ‘แคปซูลเวลา’ ของครอบครัวริชาร์ดสัน ตรงข้ามกับความขมขื่นที่ฟอกซ์เลือกบันทึกย้ำเตือนไว้ในการตั้งชื่อลูกแฝดคนเล็ก ม้วนเทป Mini DV ความยาวร่วม 100 ชั่วโมงในกระเป๋าเดินทางสีดำคือความหวังที่เธอไม่ยอมทอดทิ้งตลอดระยะเวลาเกือบสองทศวรรษของการรอคอย ย้อนไกลไปถึงวันที่เธอจูบกับร็อบต่อหน้ากล้องบนรถยนต์ก่อนต้องเดินเข้าคุก ทั้งหมดถูกบันทึกไว้เพื่อชดเชยเวลาที่ร็อบสูญเสียไปในเรือนจำ บันทึกสิ่งที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสหรือมีประสบการณ์ร่วม ภาพเคลื่อนไหวแห่งชีวิตที่ฟอกซ์ไม่เคยเปิดดูเองแม้แต่ครั้งเดียวกลายเป็นชิ้นส่วนและเครื่องมือสำคัญที่แบรดลีย์ใช้พัฒนาสารคดีสั้นเรื่องนี้จนกลายเป็นหนังยาวเรื่อง <em>Time</em>&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124208" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/2-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>&#8216;do time&#8217; และ &#8216;serve time&#8217; คือคำสแลงภาษาอังกฤษทั่วไปที่ใช้แทนการพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าติดคุก (เริ่มใช้แพร่หลายในโลกใต้ดินอเมริกันช่วงทศวรรษ 1860 ทศวรรษเดียวกับที่ลินคอล์นชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีและแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สหรัฐอเมริกาล้มเลิกระบบทาส) การมองเรื่องราวทั้งหมดให้เห็นชีวิตด้วยความใกล้ชิดและสายตาอันละเอียดอ่อนของแบรดลีย์ยิ่งน่าชื่นชม เมื่อเธอเปิดโอกาสให้อารมณ์และความรู้สึกนำพาเรื่องราวทั้งหมด แสดงให้ผู้ชมได้เห็นชัดเจนตรงหน้าว่าไม่ได้มีแค่คนคุกที่ต้อง ‘ชดใช้เวลา’ แต่คนใกล้ชิดรอบข้างผู้ต้องโทษ โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัว ต่างก็ต้องชดใช้เวลาเช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยความหวังเปี่ยมล้น อดทนยืนหยัดสู้ หรือต้องเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน</p>



<p>จากภาพชีวิตที่แบรดลีย์บันทึกเพิ่มเติมเพื่อเสริมเรื่องราวจากม้วนเทปแห่งอดีต เราอาจกล่าวได้ว่าครอบครัวริชาร์ดสันคือบุคคลตัวอย่างในกรณีนี้ พวกเขาชดใช้เวลาด้วยการสร้างครอบครัวให้มั่นคง สร้างชีวิตที่ดีให้ประจักษ์ชัด กิจการของฟอกซ์ดำเนินไปเพื่อการศึกษาของลูกทุกคน (ลูกชายคู่แฝดเรียนมหาวิทยาลัย ลูกชายคนเล็กเป็นนักกีฬาที่เริ่มสร้างชื่อให้โรงเรียน) เพื่อหาเงินจ้างทนายความในการสู้คดี หรืออาจกระทั่งเพื่อสถานะทางสังคมที่จะทำให้ศาลมองพวกเขาต่างจากคนผิวดำอื่นๆ ที่อคติดั้งเดิมบอกว่าเป็นครอบครัวขี้คุกหรืออาชญากรไร้อนาคต</p>



<p>แม้จะรักษาระดับความหวังและต่อสู้อย่างไม่ยี่หระ จนหลายเสียง (รวมถึงแบรดลีย์และหนังเรื่องนี้) ยกย่องเลือดนักสู้ของเธอ แต่การที่ฟอกซ์ต้องเผชิญบททดสอบความอดทนที่กินเวลายาวนานย่อมส่งผลกับสภาพจิตใจ (ในฉากหนึ่งเธอระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ต่อหน้ากล้องหลังคุยโทรศัพท์กับเสมียนศาลด้วยบุคลิกและเสียงที่ผ่านการควบคุมให้ไร้อารมณ์มากที่สุด) ความยอดเยี่ยมของ <em>Time</em> จึงไม่ใช่การยกย่องฟอกซ์ขึ้นเป็นกรณีพิเศษหรือข้อยกเว้น แต่เผยให้เห็นมิติความเป็นมนุษย์ที่สะท้อนไกลไปถึงอีกหลายร้อยหลายพันครอบครัวของผู้ต้องขัง ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดจริง ถูกใส่ความ ศาลตัดสินผิดพลาด หรือเผชิญผลของอคติในระบบกฎหมาย พวกเขาล้วนต้องชดใช้เวลา และหลายครั้งเวลาที่แต่ละชีวิตมีก็น้อยเกินกว่าจะยืนหยัดต้านทานได้นานพอ ก่อนที่ทุกสิ่งจะแตกสลายลงไปตรงหน้า</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124210" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/4-3.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ในโลกภาษาอังกฤษที่กระแสหลักคือน้ำเสียงแบบอเมริกัน ย่อมมีแนวโน้มที่จะอ่าน <em>Time</em> โดยผูกโยงกับบริบทอเมริกัน (เช่นเดียวกับช่วงต้นของบทความนี้ คำถามที่นักข่าวใช้สัมภาษณ์แบรดลีย์ รวมถึงคำตอบเกือบทั้งหมดของเธอเอง) ร็อบกลายเป็นภาพแทนของคนผิวดำที่เผชิญอคติทางเชื้อชาติฝังรากลึก ซึ่งส่งผลเป็นอัตราโทษที่ไม่ได้สัดส่วนกับความผิด และทัศนคติของกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯ ที่ไม่เห็นโอกาสว่าเขาจะกลับคืนสู่สังคมได้–แต่เมื่อ <em>Time</em> เลือกวางตัวเองอยู่อีกด้านของเหรียญในบริบทเดียวกัน การอ่านหนังแบบคนไกลที่อยู่นอกบริบทจึงยิ่งน่าสนใจ</p>



<p>แน่นอนที่สุดว่าการพิจารณาบริบทอย่างตระหนักรู้เป็นคุณสมบัติด้านบวก และสำหรับหลายต่อหลายกรณีการตระหนักรู้คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดจนไม่อาจละทิ้งได้ แต่กำแพงในนามของบริบทก็ปรากฏขึ้นได้เสมอ (กระทั่งกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในบริบทสังคมนั้นๆ เช่น&nbsp;ชาวอเมริกันผิวขาวปัจจุบันบางส่วนสบายใจเมื่อเห็นภาพการเหยียดผิวในหนังที่เล่าเรื่องย้อนยุค เพราะเกิดกำแพงบริบททางความรู้สึกขึ้นว่าความเลวร้ายเหล่านั้นเป็นเรื่องในอดีต) เมื่อแบรดลีย์เลือกปลดเปลื้องบริบทและข้อมูลสถิติออก และประสบความสำเร็จในการเล่าเรื่องของฟอกซ์กับร็อบด้วยน้ำเสียงสากล การต่อสู้ของพวกเขาจึงเป็นเรื่องของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับระบบยุติธรรมที่กำลังสำแดงข้อบกพร่องจากเนื้อใน</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124209" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/3-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>ต่างจากหลายกรณี &#8216;พิเศษ&#8217; หรือ &#8216;ข้อยกเว้น&#8217; ที่เพียบพร้อมน่าสนใจจนถูกหยิบยกมาทำหนังหรือสารคดี หลายครั้งผู้ชมเชื่อมโยงกรณีเหล่านั้นด้วยความรู้สึกว่าเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ในระบบอันส่งผลเฉพาะต่อกรณีนั้นๆ หรือใกล้เคียงกัน (เช่น ตำรวจเหยียดผิว, ผู้พิพากษาอคติ, จับผิดตัว หรือเก็บหลักฐานไม่ครบถ้วน ซึ่งต้องแก้ไขเพื่อให้ระบบกลับมาเป็นธรรม–หรือในกรณีหนังเรียกร้องสิทธิ ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกแวบแรกว่าเป็นเรื่องของ ‘ที่อื่น’) แต่คดีของฟอกซ์กับร็อบไม่เข้าคุณสมบัติเหล่านั้น พวกเขาปล้นธนาคารจริง ทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา รับสารภาพ และไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจผ่านภาษาแบบนักรณรงค์หรือสื่อมวลชน (เช่น แม่ที่ขโมยนมผงเพราะความขัดสน หรือคนจนที่ติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ) อัตราโทษ 60 ปีที่ร็อบได้รับก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะศาลทำเกินอำนาจหน้าที่ (กฎหมายรัฐลุยเซียนาขณะนั้นระวางโทษจำคุกคดีปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธไว้ที่ 5-99 ปี)</p>



<p>การปลดเปลื้องบริบทของแบรดลีย์จึงท้าทายให้เราจับจ้องความเปลือยเปล่าของข้อเท็จจริง เรารู้สึกอย่างไรที่ได้เห็น ‘มนุษย์’ ซึ่ง ‘ทำผิดจริง’ ถูก ‘กระบวนการยุติธรรม’ ตัดสินให้ ‘ชดใช้เวลา’ ด้วยการจำคุกเป็นเวลา 60 ปี และได้เห็นมนุษย์คนอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเวลาที่เขาต้องชดใช้ เรารู้สึกอย่างไรที่กระบวนการยุติธรรมได้พรากเวลาเกือบทั้งชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง</p>



<p>ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเมื่อตัวหนังได้ข้ามบริบทต้นทางมาถึงอีกซีกโลกหนึ่งแล้ว ในขณะเดียวกันกับที่หนังของแบรดลีย์สามารถสื่อสารเรื่องราวของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกาอย่างได้ผล เรามองเห็นความสากลของบริบทในรูปแบบใด</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-1024x683.jpg" alt="Time" class="wp-image-124211" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4-360x240.jpg 360w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/02/5-4.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p>คุกอเมริกันอาจมีประวัติศาสตร์และคุณสมบัติพิเศษไม่เหมือนคุกไหนในโลก ร็อบอาจเป็นคนอเมริกันผิวดำผู้มีชีวิตในบริบทที่ไม่เหมือนชนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศอื่น แล้วคุกของเรามีประวัติศาสตร์อย่างไร นักโทษที่ถูกจองจำส่วนใหญ่ของเราเป็นใคร ตำรวจหรือแขนขาในกระบวนการยุติธรรมของเรามีอคติหรือทำงานเก่งกับผู้ต้องหากลุ่มใดเป็นพิเศษ–เรามองเห็นระบบที่บิดเบี้ยวบกพร่องในบริบทของตัวเองหรือไม่ ความบกพร่องแบบเดียวกับที่ฟอกซ์และแบรดลีย์พูดย้ำเสมอว่าเป็น ‘ชีวิตปกติ’ เมื่อคุณเกิดเป็นคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา</p>



<p>เชื้อชาติ สีผิว ชนชั้น หรือความคิดทางการเมืองแบบใดในบริบทของเราที่กระบวนการยุติธรรมได้ขีดเส้นไว้ให้ชีวิตของพวกเขาต้องสัมพันธ์กับเรือนจำเป็นพิเศษ? พวกเขาอาจเป็นนักโทษคดียาเสพติด พวกเขาอาจเป็นคนจน พวกเขาอาจเป็นคนในกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาอาจเป็นคนไม่มีสัญชาติที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย พวกเขาอาจเป็นนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ–อะไรก็ตามที่เราอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องของ ‘คนอื่น’</p>



<p>และในสังคมที่อาจมองไม่เห็น หรืออาจมองเห็น ตระหนักรู้ แต่ไม่อยู่ในสถานะที่สามารถทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ กระทั่งเกิดสภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่เสมอมาและเสมอไปในกระบวนการยุติธรรม เราทุกคนต่างก็ต้องชดใช้เวลาเช่นเดียวกับ ‘คนอื่น’ เหล่านั้น–We’re all doing time.</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/time/">&#8216;Time&#8217; ในกระบวนการยุติธรรม เวลาเป็นเพียงแค่คำหลอก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>FLU-FOOL (2020 edition) การแสดงที่บันทึกความป่วยไข้กว่าหนึ่งทศวรรษของการเมืองไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/flu-fool/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 09 Jan 2021 12:26:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Creativity]]></category>
		<category><![CDATA[Recommend]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[theatre]]></category>
		<category><![CDATA[B-Floor]]></category>
		<category><![CDATA[play]]></category>
		<category><![CDATA[FLU-FOOL]]></category>
		<category><![CDATA[Democracy]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://adaymagazine.com/?p=118701</guid>

					<description><![CDATA[<p>Flu-O-Less-Sense (2010) = 19 พฤษภาคม 2010 “พฤษภาคม &#8217;53 คุณทำอะไรอยู่ตรงไหนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย?” ธีระวัฒน์ มุลวิไล กำลังช็อก และปฏิกิริยาฉับพลันของเขากับสมาชิกกลุ่มละคร B-Floor Theatre คือการแสดงเรื่องใหม่ชื่อ Flu-O-Less-Sense ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม–หมาด อุ่น กรุ่นควัน เพียงสองเดือนหลังรัฐไทยปฏิบัติการสังหารหมู่กลางเมืองหลวง ซึ่งจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2010 ณ เวทีของโรงละคร Democrazy Theater ซอยสะพานคู่ ใกล้ย่านบ่อนไก่ ถนนพระราม 4 หนึ่งในจุดปะทะรุนแรงที่สุดของกระบวนการสังหารอย่างเป็นระบบครั้งนั้น พวกเขาแสดงในอาคารที่ยังปรากฏรอยกระสุนปืน ข้อความพ่นสีว่าเขตใช้กระสุนจริง ห่างแค่ไม่กี่สิบเมตรจากกองขี้เถ้าของเซเว่นตีนสะพานลอยหน้าปากซอย จากแรงสะเทือนของเหตุการณ์ จากความรู้สึกช็อก จากเสียงปืนและรอยกระสุน จากกลิ่นควันยางรถและอาคารไหม้ จากเสียงคนเจ็บและร่างคนตายเฉียดร้อยศพ การแสดงพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจความตึงเครียดทางการเมืองก่อนหน้าวันแตกหักที่ค่อยๆ ขมวดปมอย่างช้าๆ จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง รัฐประหารปี 2006 สู่การก่อตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมใหญ่และถูกปราบปรามเด็ดขาดในปี 2009 และ 2010 แผลสดบนท้องถนนคือความเจ็บปวดของผู้สูญเสียและใครก็ตามที่ได้เป็นประจักษ์พยานความอำมหิต แต่ก็คือเป้าหมายของการเหยียดหยามสมน้ำหน้าสาแก่ใจของคนอีกมากมายในสังคมที่มอบใบอนุญาตฆ่าให้กับรัฐบาลในขณะนั้น จุดแตกหักที่ธีระวัฒน์ประมวลผลจากบรรยากาศกรุงเทพฯ ตอนนั้นและไฮไลต์เป็นประเด็นหลักคือการตีเส้นแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flu-fool/">FLU-FOOL (2020 edition) การแสดงที่บันทึกความป่วยไข้กว่าหนึ่งทศวรรษของการเมืองไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><b>Flu-O-Less-Sense (2010) = 19 พฤษภาคม 2010</b></p>
<p><b></b> <span style="font-weight: 400;">“พฤษภาคม &#8217;53 คุณทำอะไรอยู่ตรงไหนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย?”</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><b>ธีระวัฒน์ มุลวิไล</b><span style="font-weight: 400;"> กำลังช็อก และปฏิกิริยาฉับพลันของเขากับสมาชิกกลุ่มละคร B-Floor Theatre คือการแสดงเรื่องใหม่ชื่อ <em>Flu-O-Less-Sense</em> ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม–หมาด อุ่น กรุ่นควัน เพียงสองเดือนหลังรัฐไทยปฏิบัติการสังหารหมู่กลางเมืองหลวง ซึ่งจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2010 </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ณ เวทีของโรงละคร Democrazy Theater ซอยสะพานคู่ ใกล้ย่านบ่อนไก่ ถนนพระราม 4 หนึ่งในจุดปะทะรุนแรงที่สุดของกระบวนการสังหารอย่างเป็นระบบครั้งนั้น พวกเขาแสดงในอาคารที่ยังปรากฏรอยกระสุนปืน ข้อความพ่นสีว่าเขตใช้กระสุนจริง ห่างแค่ไม่กี่สิบเมตรจากกองขี้เถ้าของเซเว่นตีนสะพานลอยหน้าปากซอย</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากแรงสะเทือนของเหตุการณ์ จากความรู้สึกช็อก จากเสียงปืนและรอยกระสุน จากกลิ่นควันยางรถและอาคารไหม้ จากเสียงคนเจ็บและร่างคนตายเฉียดร้อยศพ การแสดงพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจความตึงเครียดทางการเมืองก่อนหน้าวันแตกหักที่ค่อยๆ ขมวดปมอย่างช้าๆ จากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง รัฐประหารปี 2006 สู่การก่อตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมใหญ่และถูกปราบปรามเด็ดขาดในปี 2009 และ 2010</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">แผลสดบนท้องถนนคือความเจ็บปวดของผู้สูญเสียและใครก็ตามที่ได้เป็นประจักษ์พยานความอำมหิต แต่ก็คือเป้าหมายของการเหยียดหยามสมน้ำหน้าสาแก่ใจของคนอีกมากมายในสังคมที่มอบใบอนุญาตฆ่าให้กับรัฐบาลในขณะนั้น จุดแตกหักที่ธีระวัฒน์ประมวลผลจากบรรยากาศกรุงเทพฯ ตอนนั้นและไฮไลต์เป็นประเด็นหลักคือการตีเส้นแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ระหว่างความเป็นชนชั้นกลางที่สำแดงซึ่งการเป็นเจ้าของเมืองหลวง กับป้ายตีตราคนเสื้อแดงว่ารากหญ้าบ้านนอกถูกทักษิณหลอกใช้–เป็นเชื้อร้ายที่ต้องชำระล้าง</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“กรุงเทพใจร้าย” บางท่อนจากเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">อายแสงนีออน</span></i><span style="font-weight: 400;"> จึงสะท้อนความหมายได้เลือดเย็นกว่าแค่ความตรากตรำอย่างเนื้อเรื่องซ้ำซากของชีวิตบ้านนอกเข้ากรุง ทำนองเดียวกับ “เราควรกระหยิ่มถึงความดีงาม” ที่เผยให้เห็นว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">สยามเมืองยิ้ม</span></i><span style="font-weight: 400;"> (อีกหนึ่งเพลงจำ) นั้นเหี้ยมเกรียมได้แค่ไหน เมื่อกลุ่มคนกระหยิ่มลงดาบพิพากษาว่าใครกำลัง “ทำอะไรให้ไทยร้าวราน” และไม่ “เคารพสิทธิของไทย” โดยยึดครองการตีความให้นิยามไว้กับตัวว่านับใครหรืออะไรเป็นไทยบ้าง</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-118776" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7962-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" />&nbsp;</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ยิ้มของเหล่าตัวละครค่อยๆ ฉีกกว้างระหว่างบทเพลง จากยิ้มหวานอ่อนโยนกลายเป็นยิ้มฝืนกลืนกินใบหน้า ราวกับมือล่องหนกำลังฉีกริมฝีปากให้เป็นยิ้มสยามที่มันชอบ ราวกับติดไข้ประหลาด พวกเขาเล่นเกมที่คนถือกติกาเปลี่ยนกฎเองทุกตา จานพลาสติกร่วมร้อยใบถูกโยนข้ามโต๊ะไปมา ถูกนักแสดงวิ่งพล่านหมุนควง ส่งเสียงกระทบพื้นต่อเนื่องคล้ายปืนยิงแล้วเงียบดับ แล้วจึงถูกกวาดล้าง ถูกทำลายหลักฐาน–ถูก ‘คลีน’ ออกจากเวที</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทั้งหมดนี้คือความป่วยไข้ของสังคม หรือกรุงเทพฯ ปีนั้นใน<em> Flu-O-Less-Sense</em> (หรืออีกชื่อว่า </span><i><span style="font-weight: 400;">ไข้ประหลาดระบาดไทย</span></i><span style="font-weight: 400;">) ที่ต่อมาทำหน้าที่เป็นเนื้อเรื่องครึ่งแรกของ <em>Flu-Fool</em></span></p>
<p><b>Flu-Fool (2011) = 19 กันยายน 2010</b><b><br />
</b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">“To fool, or not to fool. That is the flu.”</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกลุ่มคนที่ยินดีปรีดากับใบอนุญาตฆ่า ความป่วยไข้ของสังคมไทยหรือกรุงเทพฯ คือโรคร้ายจากการบุกโจมตีของ ‘เชื้อแดง’–ลักษณะเดียวกับที่ </span><a href="https://prachatai.com/journal/2010/05/29327"><b>ธงชัย วินิจจะกูล</b></a><span style="font-weight: 400;"> ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2010 </span><span style="font-weight: 400;">เสียหายใหญ่หลวงต่อภาพลักษณ์ผู้ชุมนุมเสื้อแดงในสายตาชนชั้นกลางไทย</span><span style="font-weight: 400;"> ยิ่งกว่าข้อหาล้มเจ้าที่รัฐบาลกุขึ้นเป็นแผนผังเสียอีก</span><span style="font-weight: 400;">&nbsp;</span><span style="font-weight: 400;">โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับปฏิกิริยาทำนองเดียวกันต่อการเทเลือดประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 16 มีนาคม</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">คำโปรยภาษาอังกฤษข้างตนบนโปสเตอร์ของ<em> Flu-Fool</em> จึงไม่ใช่เพียงการชี้ให้เห็นประเด็นข้อถกเถียงที่เป็นใจความหลักของการแสดง หากยังโต้แย้งนิยามเหยียบย่ำของฝ่ายที่เชียร์ให้ฆ่าเชื้อด้วยยาแรง และให้ความหมายใหม่แก่เชื้อโรคร้ายใน “ร่างกายทางการเมืองไทย” (Thai political body)</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ตัวละครใน Flu ยังคงวิ่งพล่าน ยิ้มสยามหน้าเบี้ยว เล่นเกมที่กติกาไม่เคลียร์ และพูดจาไม่เป็นศัพท์ ประตูเข้า-ออกด้านซ้าย-ขวากับพื้นเวทีของหอประชุมสถาบันปรีดี พนมยงค์ กลายสภาพเป็นพื้นที่ฉายภาพเหตุการณ์การเมืองไทยร่วมสมัย ซึ่งถาโถมโจมตีการรับรู้รวดเร็วรุนแรง แต่ก็ต่อสู้แย่งชิงความจริงกันอย่างอลหม่าน จนสุดท้ายจานพลาสติกก็ต้องเป็นทั้งเสียงปืนและเหยื่อกระสุนที่ถูกกวาดล้าง หลังพักครึ่งการแสดง พวกเขาจึงเผยต้นสายปลายเหตุ–เชื้อร้ายกับความป่วยไข้ไม่ได้แพร่ระบาดรุกรานมาจากภายนอก แต่ฝังลึกรอวันกำเริบอยู่ในเนื้อของความเป็นไทย</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118765 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8063-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /> </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Fool (หรือชื่อเต็ม Fool Alright) เปิดเรื่องด้วย ‘ผีราษฎร’ เหล่าชาย-หญิงชื่อมงคลเคราะห์ร้าย ผู้ถูกเลือกไปฝังทั้งเป็นที่ก้นหลุมใต้เสาหลักเมือง เป็นเครื่องบูชายัญเสริมดวงชะตาพระมหากษัตริย์ ในนามของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกปักรักษาบ้านเมือง แล้วเลื่อนไหลเป็นภาพแทนของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยยุคแรกเริ่ม เมื่อตัวละครร่วมแรงเขียนบางสิ่งบนม้วนกระดาษยาวเหยียด ลำเลียงข้อความและอุดมการณ์ผ่านวงจรที่ออกแบบไว้ซับซ้อนราวค่ายกล ก่อนเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายผ่านเครื่องทำลายเอกสารซึ่งห้อยลงมาจากเพดานสูง–ตัวละครผู้ทรงอำนาจเผยตนบนรถเข็นวีลแชร์ ปลาบปลื้มยินดีกับเศษซาก และอักษรที่ถูกทำลายคือหลัก 6 ประการของคณะราษฎร</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">บรรยากาศทางสองแพร่งอันขมุกขมัวของการเมืองไทยช่วงต้นทศวรรษ 2010 อาจอธิบายได้ด้วยสำนวน “สิ่งเก่ายังไม่ตาย สิ่งใหม่ยังไม่เกิด” (ธีระวัฒน์ใช้คำนี้ในบทสัมภาษณ์) ซึ่งก่อให้เกิดสภาวะแรงเสียดทานรุนแรง เมื่อแรงระเบิดระลอกสำคัญของอาการตาสว่างหรือความกล้าเกิดขึ้นภายใต้การกดทับด้วยอำนาจและความกลัว อันเป็นผลจากฉันทามติทางการเมืองที่มีอิทธิพลของชุดความเชื่อมวลรวมเป็นสารตั้งต้น บางคนอาจมองทะลุตั้งแต่ </span><b>สนธิ ลิ้มทองกุล</b><span style="font-weight: 400;"> ปราศรัยอวดอ้างผ้าพันคอสีฟ้า บ้างเริ่มเชื่อมโยงอะไรได้หลังรัฐประหารปี 2006 เห็นสิ่งที่ไม่คิดจะได้เห็นในงานศพปี 2008 หรือพรั่นพรึงกับการกวาดล้างคนเสื้อแดงปี 2010–แต่ที่สะท้อนบริบทของแรงเสียดทานทางการเมืองที่ Flu-Fool ต้องการเล่าถึงได้ดีที่สุด อาจคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปราวแสงวาบของพลุไฟ ณ แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 กันยายน 2010&nbsp; </span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ครบรอบ 4 เดือนการสังหารหมู่ ครบรอบ 4 ปีรัฐประหารล้มทักษิณ ผู้ชุมนุมมารวมตัวกันหลายพันคน (หรือหลักหมื่น) บริเวณใกล้เคียงมีป้ายโครงการที่ให้ศิลปินหลายสิบชีวิตสร้างผลงานสวยงามเพื่อให้กำลังใจกรุงเทพฯ และอาคารห้างสรรพสินค้าที่ถูกไฟไหม้ สิ่งย้อนแย้งนี้ถูกความอัดอั้นเดือดดาล ‘บอมบ์’ ไม่เหลือซาก ด้วยกราฟฟิตีที่มุ่งเป้าหมายใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ตรงไปตรงมา และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวาทศิลป์อย่างปราศรัยเรื่อง ‘เสียงจากดินถึงฟ้า’ ของ </span><b>ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ</b><span style="font-weight: 400;">–ทุกอย่างถูกลบแทบทันที และนับถึงปัจจุบัน เหตุการณ์นี้อาจถูกบันทึกอย่างเป็นทางการไว้เพียงครั้งเดียว ในบทความของนักวิชาการไทยศึกษาชาวเยอรมัน </span><a href="https://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2013/10/18/anti-monarchy-graffiti-and-royal-wealth-i"><b>Serhat Ünaldi</b></a><span style="font-weight: 400;"> ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าความศักดิ์สิทธิ์เริ่มสิ้นแสงแล้ว&nbsp;</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ข้อความตะโกนท้าทายความศักดิ์สิทธิ์วันนั้น, ความแพร่หลายของการใช้หมุดคณะราษฎร (ต้นฉบับ) กับบริบทประวัติศาสตร์ของการสังหารหมู่ 6 ตุลาฯ อธิบายการเมืองไทยร่วมสมัย, 7 ข้อเสนอของ </span><b>นิติราษฎร์</b><span style="font-weight: 400;">, 8 ข้อเสนอของ </span><b>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล</b><span style="font-weight: 400;">, เวทีอภิปรายวิชาการเรื่องสถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตยในวันที่ 10 ธันวาคม 2010 และการเคลื่อนไหวของ </span><i><span style="font-weight: 400;">คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112</span></i><span style="font-weight: 400;"> (ครก. 112) ที่มีประชาชนเข้าชื่อเกือบ 27,000 คน ต่างเกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กับห้วงเวลาที่กฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างบรรยากาศความกลัวที่เกินตัวบทไปสู่การล่าแม่มด ประชาทัณฑ์ หรือลอบสังหาร–กระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน ยังตัดสินใจ ‘จำหน่าย’ ร่างกฎหมายฯ ฉบับแก้ไขของ ครก. 112 โดยไม่มีการพิจารณาถกเถียงหรือเปิดโอกาสให้ชี้แจงใดๆ ต่อรัฐสภาในปี 2012</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-118777" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_7889-1-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /></b></p>
<p><span style="font-weight: 400;"><em>Flu-Fool</em> (2011) หยิบยืมตำนานกล่องแพนโดร่ามาเล่าในฉากหนึ่ง ด้วยน้ำเสียงที่ยั่วเย้าให้ผู้ชมลองตีความแทนค่า ในทำนองเดียวกับโรคร้ายที่สนทนากับข้อสังเกตเรื่องเชื้อแดงของธงชัย พวกเขาต่อยอดกล่องแพนโดร่า (ซึ่งถูกใช้แทนภาพการเมืองไทยบ่อยพอๆ กับ 6 ตุลาฯ และหมุดคณะราษฎร) จากการเปรียบเทียบที่ </span><b>ณัฐพล ใจจริง</b><span style="font-weight: 400;"> เสนอไว้ในการอภิปราย 10 ธันวาคม 2010 และความยอกย้อนของการแทนค่ามันในเส้นเรื่องการเมืองไทยหลังปฏิวัติ 2475 ว่าแท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่อยู่ในกล่อง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ป่วยไข้ด้วยโรคเขลาถึงที่สุดของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ความพยายามใช้กำลังปิดฝากล่องหรือยัดของที่หลุดออกมากลับเข้าไป แต่เขลาถึงขั้นหลอกตัวเองแล้วบีบให้คนอื่นเชื่อตามว่ากล่องแพนโดร่ายังไม่ถูกเปิดออก บ้างหนักหนาถึงขั้นปฏิเสธว่าไม่มีกล่องแพนโดร่าอยู่จริง ต่อให้เห็นอยู่ตำตา</span></p>
<p><b>Flu-Fool: 2020 Edition (2020) = 19 พฤศจิกายน 2020</b></p>
<p><b></b> <span style="font-weight: 400;">“&#8230;แล้วพฤศจิกายน &#8217;63 ล่ะ? คุณทำอะไรอยู่ตรงไหนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย?”</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เมื่อได้ลองถามความเห็นกลุ่มผู้ชมที่ได้ดูทั้ง <em>Flu-Fool</em> (2011) และ <em>Flu-Fool: 2020 Edition</em> จุดร่วมข้อหนึ่งที่แทบทุกคน (รวมผู้เขียน) ตอบใกล้เคียงกันก็คือ เราไม่ได้รู้สึกว่าการแสดง &#8216;อันตราย&#8217; หรือ &#8216;รุนแรง&#8217; เหมือนคราวก่อน และเหตุผลข้อสำคัญที่ยากจะปฏิเสธก็คือบรรยากาศการเมืองบนท้องถนนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">กราฟฟิตีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2010 เป็นเหมือนรอยแตกที่ถูกเมินเฉยมองข้าม จนต้องไปตามหลักฐานว่าเคยเกิดขึ้นจริงจากบทความลับแลของนักวิชาการต่างชาติ แต่เมื่อภาพของความโกรธแค้นวนกลับมาฉายซ้ำในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 มันคือความรู้สึกร่วมของมวลชนที่เพิ่งบอบช้ำจากการสลายชุมนุมหน้ารัฐสภาด้วยน้ำผสมสารเคมีและแก๊สน้ำตา พร้อมข้อสงสัยว่ารัฐบาลจงใจสร้างสถานการณ์ปะทะเพื่อให้เกิดความสูญเสีย เมื่อผู้ชุมนุมบางส่วนมีแผลจากกระสุนจริง–นอกจากการเผชิญหน้ากับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อประท้วงความรุนแรง แทบทุกบริเวณของพื้นถนน กำแพงวัด เสารถไฟฟ้า ถูกเขียนหรือพ่นทับด้วยข้อความที่เป็นทั้งอารมณ์ ความโกรธแค้น และคำถามทางการเมืองที่มีจุดร่วมกับเมื่อสิบปีก่อน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ภาพตัวละครอายแสงนีออน ฉีกยิ้มสยาม เสียงจานกระทบพื้นแล้วถูกกวาดทิ้ง ผีราษฎรใต้เสาหลักเมือง และอักษรที่ถูกย่อยสลายกลับมาวนซ้ำ แต่ความหมายของทุกฉากฉายชัดยิ่งขึ้นด้วยน้ำเสียงทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย ไม่นับว่าบางองค์ประกอบที่ผ่านการอัพเดตก็ยิ่งชัดเจนแหลมคม</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118766 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8000-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /> </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากวันที่บทวิจารณ์ละครเวทีบางชิ้นเคยเขียนถึง Flu-Fool โดยไม่เอ่ยถึงประเด็นการเมืองเลยแม้แต่คำเดียว (ทั้งที่ในการแสดงก็เห็นหน้า </span><b>อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>สุเทพ เทือกสุบรรณ</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>สรรเสริญ แก้วกำเนิด</b><span style="font-weight: 400;">) ตอนนี้พวกเขาไม่ต้องยืมกล่องแพนโดร่ามาใช้เป็นนิทานเปรียบเทียบอีกแล้ว เมื่อโลกข้างนอกตอนนี้รับรู้การมีอยู่ของกล่องแพนโดร่า แจ่มชัดในสำนึกว่าอะไรเคยอยู่ในกล่องที่เปิดทิ้งไว้มาตั้งแต่ชาติปางก่อน ความเขลาของสังคมที่ต้องการเพิกเฉยเหมือนทศวรรษที่แล้วก็ไม่อาจบรรลุผลได้ง่ายๆ เมื่อของในกล่องกลายเป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์กระแสหลัก กลายเป็นหัวข้อดีเบตในรายการทีวีช่องใหญ่ และสัญลักษณ์ที่เคยดูคุกคามอันตรายก็แทบจะกลายเป็นอุปกรณ์ตลกประกอบฉากหรือมีมประจำวัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">พวกเขาไม่ต้องลดทอนเนื้อความของเอกสารที่ถูกย่อยสลายให้เหลือเพียงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ครั้งนี้พวกเขาพูดได้เต็มปากว่าที่ไหลผ่านวงจรเข้าเครื่องทำลายเอกสารคืออุดมการณ์ในประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 (ซึ่งเมื่อถูกนำเสนอผ่านสื่อแบบลงลึกถึงถ้อยคำก็มักจะ &#8216;เป็นประเด็น&#8217; เสมอมา) รากฐานของรัฐธรรมนูญซึ่งเจตนาให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายอย่างแท้จริง ยิ่งเต็มปากเมื่อเศษซากของประกาศฯ ที่กระจัดกระจายกองอยู่บนพื้น ถูกรองรับไว้ด้วยพานรัฐธรรมนูญที่เทิดไว้เหนือเกล้า และภาพการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของโฆษณาชวนเชื่อจากสองขั้วมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">นอกจากหน้าที่เดิมคือการบันทึกอุณหภูมิของการเมืองไทยช่วงต้นทศวรรษก่อน ในฐานะผู้ประสบภัยโดยตรง (ละครของ B-Floor Theatre สองเรื่องถูกรัฐบาลเผด็จการทหารเพ่งเล็ง หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2014) พวกเขาเพิ่มองค์ประกอบเพื่อสื่อสารถึงห้วงเวลาที่ความกลัวทำให้สังคมแทบจะปิดปากสนิท เมื่อคนกล้าที่เคยส่งเสียงในช่วงไม่กี่ปีก่อนรัฐประหาร หลายคนต้องคดี ถูกจองจำ กลายเป็นผู้ลี้ภัย หรือถูกบังคับสูญหาย ทั้งในช่วงเผด็จการทหารยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จและช่วงที่สังคมจมอยู่กับความโศกศัลย์หลังผลัดแผ่นดิน การแสดงบันทึกถึงพวกเขาไว้ผ่านเสียงกีตาร์ไฟฟ้าทำนองเพลง </span><i><span style="font-weight: 400;">ไม่รักนะ ระวังติดคุก</span></i><span style="font-weight: 400;"> และใบหน้าของผู้ที่ถูกการเมืองไทยคร่าชีวิตหรือการดำรงอยู่ไป เช่น </span><b>เตียง ศิริขันธ์</b><span style="font-weight: 400;"> มาถึง </span><b>พอละจี รักจงเจริญ</b><span style="font-weight: 400;">, </span><b>สุรชัย แซ่ด่าน</b><span style="font-weight: 400;"> และ </span><b>วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์</b></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118764 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8124-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /> </b></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ความหวังของการเรียกร้องอาจเคยดูริบหรี่ไร้วี่แวว เมื่อนักศึกษา 14 ชีวิตที่ติดคุกเพราะต้านรัฐประหารไม่อาจกระตุกผู้คนจากภาวะนิ่งเฉยได้ดังคาด แต่ตอนนี้นักศึกษาที่เคยเรียกชุมนุมแล้วมีคนเข้าร่วมแค่หยิบมือ (แถมครึ่งหนึ่งของหยิบมือยังแสดงตนอย่างผู้สังเกตการณ์มากกว่าเข้าร่วม) กลายเป็นหนึ่งในทีมแกนนำของการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากวันที่สื่อออนไลน์ไม่กล้าถ่ายทอดสดบางปราศรัยเพราะอันตราย จนถึงวันที่เพลงเก่าอายุ 7 ปีของวงดนตรีที่ต้องลี้ภัยกลายเป็นเพลงติดปากประจำม็อบ และการหายตัวไปของแอ็กทิวิสต์กระตุ้นให้คนรู้สึกร่วมจนออกมาเรียกร้องบนท้องถนนได้จริงๆ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ฉากสุดท้ายของ <em>Flu-Fool: 2020 Edition</em> จึงเป็นภาพของความหวังนั้น ความหวังและอารมณ์ร่วมของการต่อสู้เรียกร้องที่ยังคงอยู่ของราษฎร 2563 ท่ามกลางการใช้อำนาจกดดันนักเรียนผ่านคณาจารย์อนุรักษนิยม ข่มขู่นักเคลื่อนไหวผ่านครอบครัวและเครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่น ออกหมายเรียกตั้งข้อหาเยาวชนด้วยคดีความมั่นคงอัตราโทษสูง และการกลับมาอย่างเต็มตัวแต่เปลี่ยนรูปแบบของกฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์ – กรมหลวงเกียกกาย (เป็ดยาง) เสียงประสานขอหมวกขอร่ม น้องไฟซ้อน (ในเรื่องไม่บอกชื่อแต่ขอตั้งให้เอง) ชวนคนดูลุกขึ้นมาแจว ล้วนคือส่วนหนึ่งของร่างกายและจิตวิญญาณใหม่ของการเมืองไทย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในวันที่สัญลักษณ์ของตัวละครทรงอำนาจถูกพลิกคว่ำไว้กลางเวที</span></p>
<p><b><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-118763 aligncenter" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150.jpg" alt="" width="2880" height="1920" srcset="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150.jpg 2880w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-300x200.jpg 300w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-768x512.jpg 768w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-1024x683.jpg 1024w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-600x400.jpg 600w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-475x317.jpg 475w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-720x480.jpg 720w, https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2021/01/IMG_8150-360x240.jpg 360w" sizes="(max-width: 2880px) 100vw, 2880px" /> </b></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/flu-fool/">FLU-FOOL (2020 edition) การแสดงที่บันทึกความป่วยไข้กว่าหนึ่งทศวรรษของการเมืองไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Human Flow : สารคดีชวนทำความเข้าใจชีวิตผู้ลี้ภัยทั่วโลกฉบับไฮไลต์ของ อ้าย เว่ยเว่ย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/movie-human-flow/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/movie-human-flow/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ชญานิน เตียงพิทยากร]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 13 Dec 2017 04:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[movie]]></category>
		<category><![CDATA[refugee]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพยนตร์]]></category>
		<category><![CDATA[Ai Weiwei]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้อพยพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ลี้ภัย]]></category>
		<category><![CDATA[human flow]]></category>
		<category><![CDATA[อ้าย เว่ยเว่ย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/movie-human-flow/</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากเคยผ่านตาข่าวคราวของแวดวงศิลปะโลก (โดยไม่จำเป็นต้องติดตามหรือศึกษาลึกซึ้งแต่อย่างใด) น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยินชื่อหรือกิตติศัพท์ความแสบสันอื้อฉาวของศิลปินจีน &#8216;อ้าย เว่ยเว่ย&#8217; ผู้เชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากโลกยุคอินเทอร์เน็ตเพื่อกระตุ้นความสนใจไปยังตัวเขา สร้างผลงานศิลปะที่ข้ามพรมแดนประเภทของสื่อในประเด็นที่หลากหลายกว้างขวาง และวิดีโอคือหนึ่งในเครื่องมือที่เขาใช้เพื่อสื่อสารและสร้างงานอยู่บ่อยครั้ง ประเด็นร้อนอย่างผู้ลี้ภัยก็เป็นหนึ่งในโฟกัสหลักที่ปรากฏในงานศิลปะของเขา เช่น งานศิลปะจัดวางชื่อ Law of the Journey ที่นำเรือลมขนาด 200 ฟุตมาบรรจุหุ่นผู้ลี้ภัยไว้จนเต็ม สุมเสื้อชูชีพสีส้มที่เก็บกู้จากกรีซกว่า 3,000 ตัวจนเต็มห้องจัดแสดงที่เบอร์ลิน ห่นรูปปั้นเลียนแบบตัวเขาเองด้วยผ้าห่มฟอยล์ที่เอาไว้ให้ผู้อพยพรักษาอุณหภูมิร่างกาย และใช้ร่างกายตนเองเลียนแบบภาพเด็กชายชาวซีเรีย ซึ่งเป็นภาพโศกนาฏกรรมของการอพยพที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่ง, Laundromat ที่นำเสื้อผ้าและข้าวของจุกจิกที่ผู้ลี้ภัยทิ้งไว้ในค่ายชั่วคราวที่กรีซมาจัดแสดงในแกลเลอรีที่นิวยอร์ก, Walk of Compassion ที่ร่วมแสดงกับ Anish Kapoor ในการเดินเท้าเป็นระยะทาง 8 ไมล์ในกรุงลอนดอน และ Good Fences Make Good Neighbors ที่ผลงานศิลปะของเขาจะผุดขึ้นทั่วนิวยอร์กเพื่อวิพากษ์การปิดกั้นพรมแดน เป็นต้น Human Flow คืองานที่ล่วงล้ำเข้าไปในพรมแดนของภาพยนตร์มากที่สุดในชีวิต (อ้าย เว่ยเว่ยทำงานวิดีโอขนาดยาวชิ้นแรกตั้งแต่ปี 2004 และเรื่องนี้ถือเป็นชิ้นที่ 13 ยังไม่นับรวมงานขนาดสั้นอีกจำนวนหนึ่ง) สารคดีขนาดยาวเรื่องนี้ถูกคิดและออกแบบให้เป็น &#8216;หนัง&#8217; ในเซนส์ที่คนทั่วไปรับรู้และจัดประเภทไว้คนละแบบกับวิดีโออาร์ตที่จัดแสดงในแกลเลอรีหรืออีเวนต์ศิลปะ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-human-flow/">Human Flow : สารคดีชวนทำความเข้าใจชีวิตผู้ลี้ภัยทั่วโลกฉบับไฮไลต์ของ อ้าย เว่ยเว่ย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากเคยผ่านตาข่าวคราวของแวดวงศิลปะโลก (โดยไม่จำเป็นต้องติดตามหรือศึกษาลึกซึ้งแต่อย่างใด) น้อยคนนักที่จะไม่เคยได้ยินชื่อหรือกิตติศัพท์ความแสบสันอื้อฉาวของศิลปินจีน &#8216;อ้าย เว่ยเว่ย&#8217; ผู้เชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากโลกยุคอินเทอร์เน็ตเพื่อกระตุ้นความสนใจไปยังตัวเขา สร้างผลงานศิลปะที่ข้ามพรมแดนประเภทของสื่อในประเด็นที่หลากหลายกว้างขวาง และวิดีโอคือหนึ่งในเครื่องมือที่เขาใช้เพื่อสื่อสารและสร้างงานอยู่บ่อยครั้ง</p>
<p>ประเด็นร้อนอย่างผู้ลี้ภัยก็เป็นหนึ่งในโฟกัสหลักที่ปรากฏในงานศิลปะของเขา เช่น งานศิลปะจัดวางชื่อ Law of the Journey ที่นำเรือลมขนาด 200 ฟุตมาบรรจุหุ่นผู้ลี้ภัยไว้จนเต็ม สุมเสื้อชูชีพสีส้มที่เก็บกู้จากกรีซกว่า 3,000 ตัวจนเต็มห้องจัดแสดงที่เบอร์ลิน ห่นรูปปั้นเลียนแบบตัวเขาเองด้วยผ้าห่มฟอยล์ที่เอาไว้ให้ผู้อพยพรักษาอุณหภูมิร่างกาย และใช้ร่างกายตนเองเลียนแบบภาพเด็กชายชาวซีเรีย ซึ่งเป็นภาพโศกนาฏกรรมของการอพยพที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่ง, Laundromat ที่นำเสื้อผ้าและข้าวของจุกจิกที่ผู้ลี้ภัยทิ้งไว้ในค่ายชั่วคราวที่กรีซมาจัดแสดงในแกลเลอรีที่นิวยอร์ก, Walk of Compassion ที่ร่วมแสดงกับ Anish Kapoor ในการเดินเท้าเป็นระยะทาง 8 ไมล์ในกรุงลอนดอน และ Good Fences Make Good Neighbors ที่ผลงานศิลปะของเขาจะผุดขึ้นทั่วนิวยอร์กเพื่อวิพากษ์การปิดกั้นพรมแดน เป็นต้น</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_5.jpg"></p>
<p><em>Human Flow</em> คืองานที่ล่วงล้ำเข้าไปในพรมแดนของภาพยนตร์มากที่สุดในชีวิต (อ้าย เว่ยเว่ยทำงานวิดีโอขนาดยาวชิ้นแรกตั้งแต่ปี 2004 และเรื่องนี้ถือเป็นชิ้นที่ 13 ยังไม่นับรวมงานขนาดสั้นอีกจำนวนหนึ่ง) สารคดีขนาดยาวเรื่องนี้ถูกคิดและออกแบบให้เป็น &#8216;หนัง&#8217; ในเซนส์ที่คนทั่วไปรับรู้และจัดประเภทไว้คนละแบบกับวิดีโออาร์ตที่จัดแสดงในแกลเลอรีหรืออีเวนต์ศิลปะ  </p>
<p>เขาอธิบายจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ใน 3 ระดับ หนึ่งคือความรู้สึกส่วนตัวตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อพ่อแม่ของเขาถูกรัฐบาลจีนเนรเทศไปอยู่มณฑลซินเจียงในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม และต้องใช้ชีวิตในสภาพยากลำบากรวมถึงถูกละเมิดในทุกรูปแบบอยู่เกือบ 20 ปี สองคือการได้ใช้ชีวิตในยุโรป (ในฐานะผู้พลัดถิ่นอีกรูปแบบหนึ่ง หลังติดคุกฟรีที่จีนอยู่ 81 วัน และตัดสินใจย้ายมาอยู่เบอร์ลินหลังได้พาสปอร์ต) ที่ผลักให้เขาพยายามทำความเข้าใจวิกฤติผู้ลี้ภัยที่กำลังกลืนกินทวีปนี้อย่างรุนแรงจนต้องพาตัวเองลงไปสัมผัสพื้นที่จริงให้ได้ ซึ่งนำไปสู่ขั้นที่สามเมื่อลงมือวิจัยค้นหาข้อมูล เขาจึงต้องการลงไปบันทึกทุกพื้นที่ที่เขาสืบค้นเจอไว้ให้เป็นหนัง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_3.jpg"></p>
<p>“นี่คือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ เรากำลังทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลง ทั้งทางสังคมการเมืองกับภูมิอากาศ” เขากล่าว </p>
<p><em>Human Flow </em>จึงเป็นผลงานศิลปะเรื่องผู้ลี้ภัยที่ทะเยอทะยานที่สุดของอ้าย เว่ยเว่ยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทุกสิ่งที่เขาและทีมค้นพบทำให้หนังต้องใช้ทีมงานกว่าสองร้อยคนลงพื้นที่ถ่ายทำใน 23 ประเทศทั่วโลก ด้วยเป้าหมายหลักที่กว้างใหญ่ไพศาล นั่นคือการบรรจุข้อมูล อารมณ์ความรู้สึก และภาพของสถานการณ์เกี่ยวกับการอพยพลี้ภัยในทศวรรษปัจจุบัน ซึ่งเขามองว่าเป็น “ปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกในวินาทีนี้” และเป็น “ความรับผิดชอบร่วมกันที่คนรุ่นปัจจุบันไม่อาจเบือนหน้าหนีได้” ให้ครบถ้วนในหนังเพียงเรื่องเดียวที่สามารถฉายในโรงภาพยนตร์ได้จากฟุตเทจทั่วโลกรวมกว่า 900 ชั่วโมง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_81.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_61.jpg"></p>
<p>หนังผสมผสานและเปลี่ยนโหมดไปมาระหว่างการเป็นสารคดีจับสังเกตในพื้นที่จริงบริเวณค่ายผู้ลี้ภัยหรือชายแดน (ทั้งจากกล้องโทรศัพท์ของอ้าย เว่ยเว่ย กล้องโดรนของทีมงานที่จับภาพมุมสูง และเหตุการณ์ที่อ้ายเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงต่อหน้ากล้อง) การสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยหรือคนจากหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้โดยตรงในหลายสาขา (ซึ่งยิ่งหลีกไม่พ้นการที่แต่ละคนจะได้เวลาเพียงสั้นๆ ด้วยประโยคที่สรุปใจความกระชับ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นในจังหวะนั้นๆ) และเชื่อมทั้งหมดเข้าหากันด้วยข้อเท็จจริงจากสถิติตัวเลข (ที่อาจทั้งชวนช็อกหรือเฉยชา) กับบทกวีหรือคำสำคัญของคนหรือหนังสือสำคัญอันว่าด้วยการลี้ภัยหรือพลัดจากถิ่นฐานบ้านเกิดของตน เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดดำรงอยู่ในเส้นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงเข้าหากันในเชิงประเด็น และส่องสะท้อนซึ่งกันและกันในด้านความหมายกับอารมณ์ความรู้สึก </p>
<p>แน่นอนว่าด้วยความยาว 145 นาทีที่ถือว่ายาวมากแล้วสำหรับการฉายหนังสารคดีที่ปราศจากความตื่นเต้นและเส้นเรื่องชวนติดตามในโรงภาพยนตร์ ย่อมไม่สามารถบรรจุทุกสิ่งที่จำเป็นต่อประเด็นลงไปได้ทั้งหมด เพราะด้วยสเกลของปัญหาที่กินพื้นที่และรายละเอียดซับซ้อนอย่างกว้างขวาง ต่อให้ยาวสัก 14,500 นาทีก็คงไม่พอ (อ้ายเคยทำงานวิดีโอชื่อ Beijing 2003 ซึ่งบันทึกภาพทุกถนนและตรอกซอกซอยในเขตวงแหวนที่สี่ของปักกิ่ง สิริรวมความยาวทั้งหมด 9,000 นาที หรือ 150 ชั่วโมง) ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ปรากฏใน Human Flow จึงยากที่จะหลุดพ้นไปจากการสรุป &#8216;ไฮไลต์&#8217; ของแต่ละพื้นที่ร้อนในโลกของประเด็นผู้ลี้ภัย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_4.jpg"></p>
<p>ด้วยความทะเยอทะยาน กำลังคน และการทุ่มเทเวลาในสถานที่ต่างๆ ถึงผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ได้เป็นอะไรที่กว้างไกลกว่าการเป็นไฮไลต์ แต่ก็ยังเป็นไฮไลต์ที่หนังน้อยเรื่องจะพาคนดูไปถึง ทั้งภาพของเรือที่บรรทุกผู้อพยพที่มาถึงชายฝั่งกรีซกับอิตาลี ผู้อพยพชาวตะวันออกกลางนับพันที่เดินเท้าข้ามพื้นที่ชนบทของกรีซไปยังชายแดนมาซิโดเนีย โดยไม่รู้มาก่อนว่ากำแพงเหล็กกับลวดหนามถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว จนต้องตั้งค่ายกางเตนต์กันชั่วคราวที่สถานีรถไฟบริเวณนั้น ภาพโดรนจากมุมสูงที่เผยให้เห็นสภาพพื้นที่ค่ายผู้ลี้ภัยในรูปแบบต่างๆ บทสัมภาษณ์สะเทือนอารมณ์ของหญิงวัยกลางคนที่ปล่อยโฮต่อหน้ากล้อง เด็กสาววัยรุ่นที่ระบายความรู้สึกเบื่อหน่ายในค่ายที่เยอรมนี ฝันถึงโลกกว้างของเด็กหญิงมัธยมปลายในกาซ่า ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อช่วยเสือที่หลุดจากอียิปต์เข้ามาในปาเลสไตน์ให้ได้กลับสู่ผืนป่า ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์ที่นานาชาติเพิกเฉย กองกำลังติดอาวุธและการชุมนุมประท้วงในปาเลสไตน์ หรือควันไฟที่บังแสงแดดจนมิดในเมืองหนึ่งของอิรัก หลังกองกำลังไอซิส (ISIS) จุดไฟเผาบ่อน้ำมันก่อนล่าถอยไป</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_11.jpg"></p>
<p>Human Flow อาจพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วในการดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากการเป็นแค่ไฮไลต์หรือรวมบันทึกสถิติว่าด้วยผู้อพยพลี้ภัย แต่ความล้มเหลวในข้อนี้ที่หนังเผชิญอยู่ ก็คือภาพสะท้อนชั้นดีว่าปัญหาผู้ลี้ภัยนี้ยากแก่การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในภาพกว้างมากแค่ไหน และพร้อมกันนั้นก็สะท้อนอย่างจริงจังในสิ่งที่อ้าย เว่ยเว่ยเชื่อและต้องการนำเสนอ นั่นคือคนที่ต้องพลัดถิ่นลี้ภัยเหล่านี้ได้ถูกลิดรอนความเป็นมนุษย์ออกไปจนสิ้นในทุกมิติ ข้อจำกัดในเวลาของหนังก็ไม่ต่างอะไรกับข้อจำกัดของพื้นที่สื่อ หรือหน่วยความจำในสมองของพวกเราผู้มีอภิสิทธิ์ในชีวิตเอง ไม่ว่าพวกเขาจะมีเรื่องราวชีวิตที่เข้มข้น ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ หรือผันผวนพลิกผันชวนสะเทือนใจเพียงใด ผู้พลัดถิ่นลี้ภัยเหล่านี้ก็ไม่อาจได้รับการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ได้ ภายใต้นิยามและความสมบูรณ์ในแบบของภาพยนตร์</p>
<p>คนทำหนังที่จัดเจนกว่าอ้าย เว่ยเว่ยคงมีวิธีการขับเน้นให้ไฮไลต์เหล่านั้นสะเทือนอารมณ์ สำคัญยิ่งยวด และเก็บความให้คนดูรู้สึกครบถ้วนสมบูรณ์ได้ แต่วิธีการกับเป้าหมายของ Human Flow ที่เล่าเรื่องในภาพกว้างนั้นต่างจากสารคดีผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่ตระหนักดีถึงข้อจำกัดลักษณะนี้และเลือกโฟกัสไปยังพื้นที่เดียวหรือกลุ่มคนจำนวนน้อยเป็นการเฉพาะ ซึ่งสามารถไปถึงจุดสูงสุดในการเล่าเรื่องหรือพลิกแพลงวิธีนำเสนอเพื่อบันทึกอารมณ์ความรู้สึกให้ครอบคลุมได้มากกว่า และเมื่อพิจารณาถึงอุณหภูมิกับน้ำหนักของเรื่องเล่าผู้ลี้ภัยในทศวรรษปัจจุบัน ยิ่งเป็นเรื่องยากที่การรวบรวมข้อเท็จจริงและขีดเส้นไฮไลต์เรื่องราวที่อ้าย เว่ยเว่ยทำอยู่นี้จะแข็งแรงจนสามารถหลุดพ้นไปจากอิทธิพลของเส้นเรื่องที่โลกกำลังสนใจได้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_9.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_12.jpg"></p>
<p>สิ่งที่ภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลของ Human Flow ทำให้เห็นคือมิติและระดับของปัญหาผู้ลี้ภัยที่ซับซ้อนจนราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญปัญหาเดียวกันอยู่ แม้ว่าคนที่ปรากฏตัวในเรื่องจะถูกกล่าวถึงอย่างกว้างๆ ในนามของผู้พลัดถิ่นหรือผู้ลี้ภัย แต่ความแตกต่างกันในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และรายละเอียดด้านประวัติศาสตร์สังคมการเมือง คือสิ่งที่ขับเน้นให้แต่ละพื้นที่ได้รับความสนใจ การปฏิบัติ หรือสะท้อนความรู้สึกต่อตัวพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เราสามารถพบคนที่เห็นใจชาวซีเรียไปพร้อมๆ กับสาปแช่งชาวโรฮิงญาได้บ่อยครั้งตามคอมเมนต์ใต้ข่าวในเว็บหรือเพจต่างๆ) ไม่ว่าอ้าย เว่ยเว่ยจะพยายามวางน้ำหนักของผู้อพยพจากแต่ละที่ให้เท่ากันในฐานะมนุษย์เพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วปากกาไฮไลต์ของเขาก็หนีไม่พ้นความเข้มข้นของเรื่องเล่าจากซีเรียหรือตะวันออกกลาง มากกว่าอีกพื้นที่หนึ่งอย่างชาวโรฮิงญา หรือชาวแอฟริกันที่หนีภัยความอดอยากและความแห้งแล้งอันเป็นผลจากสภาพภูมิอากาศ </p>
<p>หนังพยายามเสนอคำอธิบายต่อความแตกต่างนี้ไว้อยู่เหมือนกัน โดยย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของวิธีคิดว่าด้วยผู้ลี้ภัยที่เกิดจากยุโรปที่มีอิทธิพลทั้งต่อสหประชาชาติและสหภาพยุโรปจนเป็นบรรทัดฐานมาถึงปัจจุบัน ว่าก็เกิดขึ้นได้โดยมีคำอธิบายทางการเมืองชุดหนึ่งอยู่เบื้องหลัง (หนังระบุว่าเพราะผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าวคือคนที่แปรพักตร์มาจากชาติคอมมิวนิสต์) ซึ่งใช้ไม่ได้ หรือไม่มีใครอยากปรับใช้เพื่ออธิบายผู้ลี้ภัยในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่มันไม่ได้ถูกขีดเส้นไฮไลต์มากเท่ากับส่วนอื่นๆ ของหนังเรื่องนี้ และทำให้หนังพลาดโอกาสที่จะนำเสนอว่าคำอธิบายทางการเมืองที่แตกต่างกันต่อชาวซีเรีย ชาวแอฟริกัน หรือชาวโรฮิงญา มีอำนาจและความสำคัญอย่างไรในภาพกว้างของปัญหาผู้ลี้ภัย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_14.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_15.jpg"></p>
<p>Human Flow ถือเป็นหนังที่ &#8216;มาทีหลัง&#8217; ถ้าเทียบกับผลงานขึ้นหิ้งอันว่าด้วยผู้ลี้ภัยอื่นๆ แต่ด้วยผลลัพธ์สุดท้ายจากโครงสร้างที่อ้าย เว่ยเว่ยวางไว้ สิ่งที่หนังทำหน้าที่ได้ดีที่สุดคือการสถาปนาความรู้พื้นฐานในประเด็นผู้ลี้ภัยโดยไม่ไร้อารมณ์หรือแข็งทื่อจนเกินไปนัก ก่อนที่ผู้กระหายภาพกับเรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะสามารถต่อยอดไปสู่หนังหรือเรื่องเล่าในแพลตฟอร์มอื่นที่เจาะลึกลงไปในมิติอันหลากหลายและซับซ้อนของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจจะส่งเสริมหรือขัดแย้งกับพื้นฐานที่หนังเรื่องนี้ได้สถาปนาเอาไว้ในภายภาคหน้า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/human_flow_7.jpg"></p>
<p><strong>FOOTNOTE: </strong></p>
<ul>
<li>Human Flow เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกในสายประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ หนังไม่ได้รางวัลหลักๆ (รางวัลชนะเลิศเป็นของหนึ่งในหนังเต็งออสการ์ตอนนี้ The Shape of Water ของ Guillermo del Toro) แต่ชนะ 5 รางวัลพิเศษที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนมาแทน &#8211; ขณะนี้ Human Flow กำลังมีลุ้นในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ โดยล่าสุดผ่านเข้าสู่รอบ 15 เรื่องสุดท้ายแล้ว </li>
<li>Human Flow ฉายในประเทศไทยครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์ผู้ลี้ภัยครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 7 และ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะเข้าฉายโรงภาพยนตร์ทั่วไปในวันที่ 21 ธันวาคมนี้</li>
<li>อ้าย เว่ยเว่ย (หรืออาจเฉพาะทีมงานของเขา) ได้เข้ามาถ่ายทำ Human Flow ในประเทศไทยที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราวแม่ละอูน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยบ้านอุ้มเปี้ยมใหม่ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก แต่ได้อยู่ในหนังแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในช่วงที่หนังไล่เรียงภาพเคลื่อนไหวของค่ายผู้ลี้ภัยจากทั่วโลกตอนท้ายเรื่อง (ชาวโรฮิงญาที่หนังสัมภาษณ์ก็อพยพไปทางฝั่งบังคลาเทศ ไม่ใช่ฝั่งอาเซียน)</li>
<li>ในเอกสารสำหรับสื่อมวลชนของหนัง (อ่านได้ที่ <a href="https://www.humanflow.com/press-kit/">https://www.humanflow.com/press-kit/</a>) เขียนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในไทยไว้ย่อๆ ว่า “ประเทศไทย : ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเป้าหมายของผู้ลี้ภัยที่หนีความรุนแรง การกดขี่ และผลกระทบร้ายแรงทางเศรษฐกิจจากเมียนมาร์ ค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนไทยรองรับชนเผ่าราว 102,251 คนตามรายงานของสหประชาชาติ โดยที่ 80% ของจำนวนนี้เป็นชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกวาดล้าง ในปี 2015 ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนลงเรือมาที่ไทยเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ประเทศไทยไม่เคยให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ จึงไม่มีกฎหมายที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน และผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาในไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์”</li>
</ul>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end14.png"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/movie-human-flow/">Human Flow : สารคดีชวนทำความเข้าใจชีวิตผู้ลี้ภัยทั่วโลกฉบับไฮไลต์ของ อ้าย เว่ยเว่ย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/movie-human-flow/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
