<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วรรษมน ไตรยศักดา, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author467/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link></link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 04:47:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>YED Talks : คุยเรื่องทอล์กแห่งความล้มเหลวจากปากโน้ต Dudesweet</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-note-yed-talks/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-note-yed-talks/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Dec 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[Dudesweet]]></category>
		<category><![CDATA[โน้ต Dudesweet]]></category>
		<category><![CDATA[TED Talks]]></category>
		<category><![CDATA[YED Talks]]></category>
		<category><![CDATA[งานทอล์ก]]></category>
		<category><![CDATA[Your Every Devastated]]></category>
		<category><![CDATA[อีเวนต์]]></category>
		<category><![CDATA[event]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-note-yed-talks/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็น TED Talks ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ มากมาย ทอล์กจากสปีกเกอร์หลายคนบนเวทีนี้ต่างถูกแชร์บนหน้าเฟซบุ๊กพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนฟังได้นำไปใช้ต่อยอดในชีวิต แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิวส์ฟีดเฟซบุ๊กของใครหลายคนกลับปรากฏทอล์กที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วสงสัยว่ามันคืออะไร (วะ) ชื่อที่พอดูผ่านๆ อาจคล้ายกับ TED Talks แต่เปล่าเลย, นี่คือ YED Talks ทอล์กที่นิยามตัวเองตรงข้ามกับ TED Talks อย่างสิ้นเชิง YED ย่อมากจาก ‘Your Every Devastated’ ทอล์กนี้คือเวทีพูดที่นิยามเรื่องราวของสปีกเกอร์ว่าจะไม่สร้างแรงบันดาลใจใดๆ และยังทำให้คุณรู้สึกแย่กับชีวิตตัวเองเข้าไปอีก ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (9 ธันวาคม 2560) ทอล์กครั้งนี้จะกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 เดือน ฟังดูเป็นตัวเลขที่ประสบความสำเร็จจนทำให้เราสงสัยว่าทอล์กที่นิยามว่าทำให้คนดูรู้สึกแย่ แต่ทำไมความนิยมที่พวกเขาได้รับกลับสูงจนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เมื่อคืนเรามีโอกาสได้มานั่งคุยถึงเบื้องหลัง YED Talks กับ โน้ต-พงษ์สรวง คุณประสพ หรือที่ใครหลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘โน้ต Dudesweet’ เจ้าพ่อปาร์ตี้กับบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังเวที ทอล์กที่สุดจะพิเศษนี้ และเนื่องในโอกาสที่เราพูดกันเรื่อง YED Talks เราจึงไปคุยกับโน้ตที่ออฟฟิศของ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-note-yed-talks/">YED Talks : คุยเรื่องทอล์กแห่งความล้มเหลวจากปากโน้ต Dudesweet</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็น TED Talks ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ มากมาย ทอล์กจากสปีกเกอร์หลายคนบนเวทีนี้ต่างถูกแชร์บนหน้าเฟซบุ๊กพร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนฟังได้นำไปใช้ต่อยอดในชีวิต</p>
<p>แต่เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นิวส์ฟีดเฟซบุ๊กของใครหลายคนกลับปรากฏทอล์กที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วสงสัยว่ามันคืออะไร (วะ) ชื่อที่พอดูผ่านๆ อาจคล้ายกับ TED Talks แต่เปล่าเลย, นี่คือ <strong>YED Talks</strong> ทอล์กที่นิยามตัวเองตรงข้ามกับ TED Talks อย่างสิ้นเชิง</p>
<p>YED ย่อมากจาก ‘Your Every Devastated’ ทอล์กนี้คือเวทีพูดที่นิยามเรื่องราวของสปีกเกอร์ว่าจะไม่สร้างแรงบันดาลใจใดๆ และยังทำให้คุณรู้สึกแย่กับชีวิตตัวเองเข้าไปอีก ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (9 ธันวาคม 2560) ทอล์กครั้งนี้จะกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 8 เดือน ฟังดูเป็นตัวเลขที่ประสบความสำเร็จจนทำให้เราสงสัยว่าทอล์กที่นิยามว่าทำให้คนดูรู้สึกแย่ แต่ทำไมความนิยมที่พวกเขาได้รับกลับสูงจนเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet8.jpg" /></p>
<p>เมื่อคืนเรามีโอกาสได้มานั่งคุยถึงเบื้องหลัง YED Talks กับ <strong>โน้ต-พงษ์สรวง คุณประสพ </strong>หรือที่ใครหลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘โน้ต Dudesweet’ เจ้าพ่อปาร์ตี้กับบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังเวที ทอล์กที่สุดจะพิเศษนี้ และเนื่องในโอกาสที่เราพูดกันเรื่อง YED Talks เราจึงไปคุยกับโน้ตที่ออฟฟิศของ Dudesweet ผ่านบรรยากาศแบบฉันเพื่อนท่ามกลางควันบุหรี่และเบียร์ขวดเล็กที่เขานิยามว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด YED Talks และการสนทนาที่เป็นรูปแบบของ YED Talks จริงๆ</p>
<p>เอาล่ะ, มาเริ่มพูดเรื่อง YED กันได้เลย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet1.jpg" /></p>
<p><strong>YED Talks ครั้งแรก จุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน<br />
</strong>เอาจริงๆ ตอนแรกเราอยากทำแค่เล็กๆ 30 คนแล้วก็ชวนเพื่อนๆ มากัน คือตอนนั้นชีวิตเราดาวน์มาก งานไม่มี ปาร์ตี้ที่จัดคนก็ไม่มา มันเป็นช่วงที่แบบว่าเอาไงกับชีวิตดีวะ เราเลยคุยกับเพื่อนที่อยากจะบ่นๆ เรื่องความเหี้ยของชีวิตเหมือนกัน เราเลยคิดว่า เออ มาจัดทอล์กกันมั้ย ชวนเพื่อนมา นั่งเม้ากัน มีไมค์ตัวนึง แล้วก็ทำเลียนแบบ TED Talk ทุกอย่างเลย จงใจล้อ เราก็ทำเป็นอีเวนต์ในเฟซบุ๊กขึ้น ชวนเพื่อนกันเองเนี่ยแหละ ตอนนั้นประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน แต่ทีนี้กูเสือกตั้งสาธารณะไง พอหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา เช้าเห็นคนแชร์ประมาณพันกว่า คนอยากมา เราก็คิดว่าฉิบหายแล้ว เอาไงดี สุดท้ายก็เออๆ เปิดใหญ่ไปเลยแล้วกัน</p>
<p><strong>กลายเป็นการเสือกตั้งสาธารณะที่ดีเฉยเลย<br />
</strong>เออใช่ หลังจากนั้นเราก็เปิดจองตั๋วไป 200 ใบ ปรากฏว่าตั๋วหมดภายใน 3 วัน ตกใจนะ แบบเฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ เราก็คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ เอาเลยแล้วกัน ทีนี้ความเหี้ยต่อมา คือไอ้วันที่เราแพลนว่าจะจัดวันแรก คุณตาเราเสีย มันก็เลยต้องเลื่อนไป ทีนี้ช่วงงานศพ มันตลกดีตรงที่เราเห็นภาพงานทอล์กตอนที่ไปเคาะโรงแล้วมองมาที่แขก เราคิดว่าอ๋อ ทอล์กมันคงมีนั่งกันแบบนี้แหละมั้ง มันก็ไม่น่าจะยากนี่หว่า งานศพยังจัดได้เลย พอเสร็จงานศพเราเลยทำให้เป็นเรื่องเป็นราว จัดงานครั้งแรกที่ช่างชุ่ย บัตรทั้งหมดประมาณ 500 ใบ</p>
<p><strong>บัตรหมดมั้ย<br />
</strong>หมด ไม่พอด้วย แต่ที่นั่งมันได้แค่นั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet4.jpg" /></p>
<p><strong>ฟีดแบ็กโอเคเลยมั้ยจากครั้งแรก เพราะตอนนี้ 8 เดือน จัด 3 รอบก็ถือว่าถี่อยู่<br />
</strong>โอเคเลย เราคิดว่ามันประสบความสำเร็จเพราะบรรยากาศ มันได้ความดิบ ความถ่อย เราถ่ายวิดีโอเก็บไว้ แต่ให้สิทธิ์การเผยแพร่กับสปีกเกอร์ซึ่งไม่มีใครยอมให้เผยแพร่เลย (หัวเราะ) คนที่มาพูด YED Talks เขาเลยพูดได้เต็มที่ เราถือว่า YED Talks ไม่มีคำหยาบนะ ทุกอย่างนั้นคือภาษา ทุกคนก็พูดกับเพื่อนแบบนี้</p>
<p><strong>เราเลยต่อยอดโมเดลจากครั้งแรกมาจนถึงครั้งนี้<br />
</strong>ใช่ รอบนี้บัตรก็เพิ่งหมดไปเมื่อบ่ายนี้เอง เออจะว่าไปก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำทอล์กเหมือนกันนะ ทำไปทำมาก็เพลินดี ไอ้ตอนแรกก็คิดว่ามันง่าย พอมาจริงๆ แม่งจัดยากกว่าปาร์ตี้อีกนะทอล์กเนี่ย เพราะปาร์ตี้คนที่มาเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนอกจากการเต้นใช่มั้ย แต่เนี่ยเค้าคาดหวังไง ยิ่งคนเยอะ โปรดักชั่นมันก็ต้องเยอะตาม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet5.jpg" /></p>
<p><strong>แต่ละครั้งเราเลือกหัวข้อมาคุยยังไง<br />
</strong>มันเกิดจากเราคุยกันเองกับเพื่อนเนี่ยแหละ เวลาใครไปเจออะไรมาเหี้ยๆ เราก็จะรู้สึกว่าเฮ้ย อันนี้เอาไปทำ YED Talks ได้นะ อย่างประเด็นครั้งนี้เรื่อง ‘เรียนตามใจพ่อแม่’ มันเกิดจากการรับสมัครงานของเราเอง มี 2 คนที่ส่งมาแต่บอกว่าเรียนไม่ตรง ที่บ้านให้เรียนอย่างอื่น หรืออย่างเรื่อง ‘เกิดมาไม่สวย’ มันก็เกิดจากอินเนอร์ของเราที่โดนคนปาดผู้ชายเพราะมันสวยกว่า คือมันเป็นเรื่องชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปเนี่ยแหละ</p>
<p><strong>ครั้งนี้ที่หัวเรื่องใหญ่พูดเรื่องเจนเนอเรชั่นและความต่างของเจนฯ นี่ก็เป็นเรื่องที่โน้ตสัมผัสมาใช่มั้ย<br />
</strong>มันเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงและมีคนส่งเข้ามา ตัวเราไม่ได้มีปัญหากับคนต่างเจนหรอก คือเราแค่ชอบกัดเจนวาย เพราะมันสนุกดี แต่คือเราทำปาร์ตี้นึกออกมั้ย เราเจอคนหลายเจนอยู่แล้ว มันไม่มีการเกลียดกันหรอก กัดๆ กันไป กัดไปกัดมาแบบนี้ เอาฮา คนที่ดันมาซีเรียสแล้วไม่มีอารมณ์ขันก็ช่วยไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet3.jpg" /></p>
<p><strong>YED Talks ครั้งนี้ครั้งที่ 3 แล้ว อนาคตเราเห็นภาพมันใหญ่ขึ้นมั้ย<br />
</strong>หมดครั้งนี้ก็ไม่รู้จะจัดเมื่อไหร่แล้วนะ (หัวเราะ) หลังๆ มา หาสปีกเกอร์ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใครจะอยากมาพูดเรื่องแย่ๆ ของตัวเองล่ะใช่มั้ย มันหายากกว่าคนที่อยากจะมาพูดเรื่องประสบความสำเร็จไง คือเดี๋ยวนี้มีนักพูดเยอะนะ แต่ทุกครั้งที่เราเปิดรับสมัครเราจะตัดกลุ่มนี้ทิ้งก่อนเลย</p>
<p><strong>อ้าว ทำไมล่ะ<br />
</strong>เราว่าเสน่ห์ของ YED Talks คือคนที่จะมาพูดเวทีนี้มันจะมีความแบบ เอาเว้ย พูดแม่งไปเลยแล้วกัน เสี่ยงไปเลย แต่อย่างนักพูด เขาจะเป็นสไตล์คล้ายๆ กัน มุกคล้ายๆ กัน เราเลยตัดกลุ่มนี้ออกไปกลุ่มแรก เราคิดว่าคนที่มาพูด เวลาเขามาพูดปัญหา เขาเข้าใจมันดีจริงๆ เพราะเขาไม่ได้ปรุงแต่ง โอเค เรามีแก้ปัญหาการตื่นเวทีของคนที่ไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่อย่างเอาทีมงาน TED Talks ที่เรารู้จักให้มาช่วยฝึก แต่สุดท้ายสิ่งสำคัญที่เราอยากได้มันคือความจริงใจ คนที่มาพูดเขาเข้าใจดีกับความล้มเหลว มันจะต่างออกไปนะกับนักพูดที่เตรียมตัวมา</p>
<p><strong>ทำไมเราสนใจการพูดเรื่องความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ<br />
</strong>คือเรารู้สึกว่าความสำเร็จกับความล้มเหลวมันมีคุณค่าเท่ากัน ถ้าเรามอง YED Talks นี่จริงๆ มันก็เหมือนเรานั่งดื่มเบียร์และถกปัญหาชีวิตกันแบบนี้แหละ แต่เราแค่เล่นใหญ่ไง แทนที่จะนั่งดื่มอย่างเดียว เราก็เอาไมค์ให้มึงไปเลย ซึ่งพอมาจัดจริงๆ สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มคือพอเรามองปัญหาเป็นเรื่องขบขัน ชีวิตมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ เอง ไม่ต้องใครหรอก ดูอย่างชีวิตเราเองก็ได้ ตอนนี้ก็โอเคแล้ว ลงตัวแล้ว ไม่กลับไปดาวน์แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet7.jpg" /></p>
<p><strong>เหมือนทอล์กนี้ก็ตอบสนองตัวเราเองด้วย<br />
</strong>ใช่ ตอนแรกทำเพื่อตัวเองเลยนะ ช่วงนั้นเราดาวน์มาก จนคิดว่าเออ กูแย่ได้ขนาดนี้เลย แต่พอชีวิตมันแตะก้นหลุมแล้ว มันก็มีทางเดียวคือต้องปีนขึ้นมาใหม่ มึงก็เลือกเอาว่าจะปีนขึ้นมาหรือจะตายอยู่ข้างล่าง ดังนั้นทอล์กนี้มันเลยเหมือนเวทีระบายอารมณ์ คือไม่ต้องมามีฟอร์ม ไม่ต้องมามีมาด และก็ไม่มีคนมาตัดสินเรื่องเรา ทุกคนไม่ได้มาพูดเรื่องความดีของตัวเอง เขามาพูดกันเรื่องความล้มเหลว แล้วเอาเข้าจริงเราก็ชอบเสน่ห์ของเรื่องราวผิดพลาด</p>
<p><strong>อะไรคือเสน่ห์ของความผิดพลาดที่โน้ตว่า<br />
</strong>เพราะมันทำให้เราไม่คาดหวังว่าต้องประสบความสำเร็จตลอดเวลาไง คือแม่งเป็นความกดดันนะ เอาง่ายๆ ทุกวันนี้เวลาเล่นเฟซบุ๊ก มีวันไหนมั้ยที่ไม่มีคนแชร์คำคมคนที่ประสบความสำเร็จ เราถูกบิวต์ตลอดว่าต้องเป็นแบบนั้น จนมันกลายเป็นความกดดันมากเกินไป กลายเป็นว่าถ้ามึงไม่ประสบความสำเร็จคือเรื่องน่าอาย จริงๆ มันไม่น่าอายหรอก มึงจะมาอายอะไรกับความล้มเหลวของตัวเอง เราคิดมาตลอดว่าถ้ามึงยอมรับปัญหาได้ มึงก็จะหายป่วย จะหายป่วยได้ถ้ายอมรับว่าป่วยก่อน นึกออกมั้ย</p>
<p><strong>เหมือนจริงๆ แล้วเราก็จงใจให้</strong><strong>สปีกเกอร์</strong><strong style="background-color: initial;">และงาน YED Talks ซ่อนเมสเสจเหล่านี้ไว้<br />
</strong>เอาจริงๆ นะ โน เปล่าเลยว่ะ (หัวเราะ) คือถ้าใครมาเขาก็ได้ของเขาเองแหละ</p>
<p><strong>คำถามสุดท้าย ไหนๆ ก็คุยเรื่อง YED Talks แบบ YED Talks แล้ว ขอลงทั้งหมดนี้แบบไม่ตัดคำหยาบเลย โน้ตสะดวกมั้ย<br />
</strong>โอเคสิ แต่นี่ก็ไม่ได้พูดหยาบนะ นี่คือภาษา คนปกติก็พูดกันแบบนี้ (หัวเราะ)</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/note-Dudesweet9.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>น่าเสียดายที่บัตรงาน YED Talks x Heineken &#8220;(GEN) z through the world&#8221; หมดเกลี้ยงแล้ว แต่ติดตามรายละเอียดของงานครั้งหน้า (ถ้ามี) ได้ที่เพจ <a href="https://www.facebook.com/dudesweetworld/" target="_blank" rel="noopener">Dudesweet</a></em></p>
<p><em style="background-color: initial;"><strong>ภาพ </strong>วรรษมน ไตรยศักดา</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-note-yed-talks/">YED Talks : คุยเรื่องทอล์กแห่งความล้มเหลวจากปากโน้ต Dudesweet</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-note-yed-talks/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>happening and friends : การเดินทางครั้งใหม่ของ happening ที่จะชวนเพื่อนพ้องศิลปินไทยออกไปให้โลกเห็น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-vip-happeningandfriends/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-vip-happeningandfriends/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ภาณุพันธ์ วีรวภูษิต]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 30 Nov 2017 12:32:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[นิตยสาร]]></category>
		<category><![CDATA[happening shop]]></category>
		<category><![CDATA[happening]]></category>
		<category><![CDATA[วิภว์ บูรพาเดชะ]]></category>
		<category><![CDATA[happeningandfriends.com]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะบันเทิง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-vip-happeningandfriends/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่เพียงเป็นออฟฟิศบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น แต่ a day กับนิตยสาร happening ที่นำโดยบรรณาธิการบริหาร วิภว์ บูรพาเดชะ เราผูกพันกันมานาน แอบติดตามข่าวคราวความเป็นไปของนิตยสารศิลปะบันเทิงเชิงสร้างสรรค์ที่มีจุดยืนชัดเจนนี้ตั้งแต่ลุกขึ้นมาเป็นนิตยสารหัวแรกๆ ที่ประกาศทำฉบับ 3 เดือนด้วยเนื้อหาคอนเซปต์จัดและหนักแน่นในแต่ละเล่ม รวมไปถึงร้าน happening shop ก็เป็นร้านที่เราแวะเข้าดูสินค้าน่ารักๆ เป็นประจำทุกครั้งที่ไปหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พอได้ข่าวว่า happening จะเดินทางมาถึงฉบับที่ 111 พร้อมคอนเซปต์ &#8216;Go-inter&#8217; เล่าเรื่องของศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์ว่าทำยังไงให้ผลงานเจ๋งๆ ของไทยเราไปถึงสายตาชาวต่างชาติได้ทั่วโลก นี่คือเรื่องที่เราสนใจลำดับแรก และตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อรู้ว่า happening กำลังจะเปิดตัวเว็บไซต์ happeningandfriends.com ที่เสิร์ฟทั้งเนื้อหารื่นรมย์ใจและเป็นร้านค้าออนไลน์ให้เราเลือกซื้อสินค้าดีไซน์เท่ๆ ที่วางขายในร้าน happening shop ได้แบบส่งถึงหน้าบ้าน และความตื่นเต้นสุดท้ายที่เราว่าบ้ามากคือ เว็บไซต์นี้พร้อมให้อ่านได้ถึง 4 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น (ลองกดคลิกเข้าไปดูแล้วพบว่าเนื้อหาทุกหน้าถูกแปลเป็น 4 ภาษาจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่ประวัติของคนเขียนคอลัมน์นั้นๆ) เพื่อนซี้ happening มองเห็นอะไรและกำลังจะทำอะไร นี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เราอยากให้ทุกคนรู้ไปพร้อมกับเรา ทำไมวางคอนเซปต์ของ happeningandfriends.com [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-vip-happeningandfriends/">happening and friends : การเดินทางครั้งใหม่ของ happening ที่จะชวนเพื่อนพ้องศิลปินไทยออกไปให้โลกเห็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่เพียงเป็นออฟฟิศบ้านใกล้เรือนเคียงเท่านั้น แต่ a day กับนิตยสาร happening ที่นำโดยบรรณาธิการบริหาร <strong>วิภว์ บูรพาเดชะ</strong> เราผูกพันกันมานาน แอบติดตามข่าวคราวความเป็นไปของนิตยสารศิลปะบันเทิงเชิงสร้างสรรค์ที่มีจุดยืนชัดเจนนี้ตั้งแต่ลุกขึ้นมาเป็นนิตยสารหัวแรกๆ ที่ประกาศทำฉบับ 3 เดือนด้วยเนื้อหาคอนเซปต์จัดและหนักแน่นในแต่ละเล่ม รวมไปถึงร้าน happening shop ก็เป็นร้านที่เราแวะเข้าดูสินค้าน่ารักๆ เป็นประจำทุกครั้งที่ไปหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT16.jpg" /></p>
<p>พอได้ข่าวว่า happening จะเดินทางมาถึงฉบับที่ 111 พร้อมคอนเซปต์ &#8216;Go-inter&#8217; เล่าเรื่องของศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์ว่าทำยังไงให้ผลงานเจ๋งๆ ของไทยเราไปถึงสายตาชาวต่างชาติได้ทั่วโลก นี่คือเรื่องที่เราสนใจลำดับแรก และตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อรู้ว่า happening กำลังจะเปิดตัวเว็บไซต์ <a href="http://happeningandfriends.com/" target="_blank" rel="noopener">happeningandfriends.com</a> ที่เสิร์ฟทั้งเนื้อหารื่นรมย์ใจและเป็นร้านค้าออนไลน์ให้เราเลือกซื้อสินค้าดีไซน์เท่ๆ ที่วางขายในร้าน happening shop ได้แบบส่งถึงหน้าบ้าน และความตื่นเต้นสุดท้ายที่เราว่าบ้ามากคือ เว็บไซต์นี้พร้อมให้อ่านได้ถึง 4 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน และญี่ปุ่น (ลองกดคลิกเข้าไปดูแล้วพบว่าเนื้อหาทุกหน้าถูกแปลเป็น 4 ภาษาจริงๆ ไม่เว้นแม้แต่ประวัติของคนเขียนคอลัมน์นั้นๆ)</p>
<p>เพื่อนซี้ happening มองเห็นอะไรและกำลังจะทำอะไร นี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เราอยากให้ทุกคนรู้ไปพร้อมกับเรา</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture11.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมวางคอนเซปต์ของ happeningandfriends.com ว่าให้มีทั้งคอนเทนต์ให้อ่านและร้านค้าออนไลน์ด้วย<br />
</strong>ต้องไล่มาอย่างนี้ครับ เราเริ่มทำนิตยสารกันเมื่อ 10 ปีก่อนและก็ค้นพบว่ามันไม่ง่ายซะทีเดียวในการทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ เพราะเราเป็นสื่อที่พูดเรื่องศิลปะ ภาพยนตร์ เพลง ไม่ใช่สื่อแมสสุดๆ เราเลยต้องทำงานอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ เสวนา เวิร์กช็อป จนเราก็มีคอนเนกชั่นกับค่ายหนัง ค่ายเพลง แบรนด์ดีไซน์เล็กๆ ที่มาออกอีเวนต์ร่วมกัน เรารู้สึกว่าคงจะดีถ้ามีร้านที่รวมคนเหล่านี้ไว้ด้วยกัน ขายนิตยสารเราเองด้วย และขายสินค้าที่พูดถึงในสื่อเราด้วย ก็เริ่มทำร้าน happening shop ตอนเข้าปีที่ 6 และเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมาก็เปิดสาขาสองที่ช่างชุ่ย</p>
<p>การทำร้านให้ประสบการณ์กับเราหลายอย่าง เราได้เห็นหน้าตาคนที่ชอบงานแบบนี้ และอีกส่วนคือเราได้เจอคนที่เรานึกไม่ถึงว่าจะสื่อสารกับเขา คือคนต่างชาติ ในร้าน happening shop ก็มีลูกค้าทุกชาติทั้งจีน ญี่ปุ่น ยุโรป บางเดือนเยอะกว่าคนไทยอีก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-41.jpg" /></p>
<p>ช่วงหลังๆ เรามีโอกาสได้ไปต่างประเทศเยอะขึ้น ทำหนังสือกับประเทศญี่ปุ่นบ้าง ก็พบว่ากระแสศิลปะที่นั่นถือเป็นงานแมสนะ อย่างที่ญี่ปุ่น แบรนด์ทุกแบรนด์เริ่มเอาศิลปะกลับเข้าหาตัวเอง แบรนด์ไหนมีตึกของตัวเองก็จะมีแกลเลอรีอยู่ข้างล่าง พอถึงจุดหนึ่งที่ธุรกิจพัฒนาไปเรื่อยๆ มันจะไปถึงจุดนี้แหละ คือความรู้สึกที่เป็นแก่นมากขึ้น และสิ่งที่สื่อสารได้ก็คือศิลปะ สอดคล้องกับที่ happening shop ก็มีห้างติดต่อมาเยอะว่าให้ไปเปิดสาขาที่นั่นที่นี่ไหม แต่เราก็ไม่ได้ไปเพราะอาจไม่เหมาะสมด้วยพื้นที่หรือราคา ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เราพบว่ามีกลุ่มคนที่น่าจะสนใจเรื่องศิลปะในเมืองไทยมากกว่าแค่เมืองไทยแล้วล่ะ ชอบมีลูกค้าญี่ปุ่นเดินมาถามว่ามีอัลบั้มเพลงไทยอะไรน่าสนใจบ้าง เราเลยคิดว่านี่เป็นโจทย์ท้าทายที่เราจะเอาศิลปินไทยไปให้คนต่างชาติรู้จักด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-2.jpg" /></p>
<p><strong>เลยเป็นอีกเหตุผลว่าต้องทำเว็บไซต์ให้ครบ 4 ภาษาทั้งไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น<br />
</strong>เราค้นพบว่าโลกออนไลน์สำคัญมากขึ้นแต่เราค่อนข้างช้า ก็เล็งๆ กันว่าจะทำยังไงดี ถ้าเราปรับเล่มเป็นราย 3 เดือนแล้ว แปลว่าเรามาทางช้าแล้วล่ะ ไม่อยากไปแข่งกับคนอื่น ด้วยทีมเราเล็กและประเด็นที่ทำ อย่างแผ่นไวนิล กล้องฟิล์ม ทำไมชีวิตมันสโลว์อย่างนี้ อนาล็อกเหลือเกิน ถ้าทำเว็บไซต์ก็อยากทำคอนเทนต์ที่ไม่รีบมาก อยู่ได้นานๆ หน่อย หลักๆ ยังสื่อสารเรื่องศิลปะ บันเทิง การออกแบบเหมือนเดิม แต่ไปสื่อสารกับกลุ่มคนที่กว้างขึ้น เราเลยคิดว่าต้องทำภาษาต่างประเทศด้วย ตอนแรกก็เอาแค่อังกฤษก่อนไหม แต่คิดว่ามันยังไม่กว้างขวางพอ เพราะเราเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนจีนก็มีบทบาทเยอะทั้งในเชิงสังคมและการท่องเที่ยว ญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ตรงกับเรา และคนญี่ปุ่นถ้ามาร้านเราจะอยู่นาน เลือกทั้งร้านเลย ก็น่าสนใจดี เลยรู้สึกว่าต้องมี 4 ภาษาแล้วล่ะ</p>
<p>พอคิดจะทำเลยเป็นโจทย์ที่ใหญ่มาก แปลว่าเราต้องมีคนที่แปลภาษาอื่นๆ ด้วย เลยเตรียมเว็บไซต์กันอยู่ประมาณปีกว่า คิดระบบให้มัน แค่ส่วนร้านค้าออนไลน์ก็ยากแล้วเพราะเราต้องรองรับหลายๆ แบรนด์ ต้องพร้อมที่จะเปิดรับแบรนด์ใหม่เสมอ รวมถึงเนื้อหาทั้งหมดจะถูกส่งไปแปล เพราะฉะนั้นเว็บไซต์เราจะช้ามาก (หัวเราะ) คงไม่ใช่เนื้อหาที่เขียนปุ๊บแล้วอัพขึ้นได้เลย อย่างเร็วก็ 2-3 วัน เลยไม่สามารถทำคอนเทนต์ด่วนๆ ได้ ดูหนังคืนนี้รีวิวเลยไม่ได้ แต่ต้องเป็นอะไรที่อ่านได้ระยะยาวกว่านั้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT28.jpg" /></p>
<p><strong>คิดว่าการทำ 4 ภาษาเป็นการตัดสินใจที่คุ้มใช่ไหม<br />
</strong>ใช่ มันน่าจะทำให้เว็บไซต์เราไม่เหมือนใคร เรามองคนอ่านเป็นหลักว่าถ้ามีภาษาที่เขาเข้าใจก็น่าจะทำให้เขาเข้าถึงเรื่องของเมืองไทยได้ง่ายขึ้น เวลาเอางานคนไทยไปโชว์จะได้ไม่น้อยหน้าใคร อย่างเราทำฉบับ Go Inter ก็พบว่ามีเรื่องให้หยิบจับเยอะมากเลยแต่เราหยิบมาได้แค่ไม่กี่คนเท่าที่หน้ากระดาษจะมีให้เท่านั้นเอง คนไทยทยอยไปสร้างชื่อเสียงกันอยู่แล้วและไม่เหมือนยุคก่อนด้วย แค่คุณวาดรูปสวยๆ ลงอินสตาแกรมก็จะมีแบรนด์ระดับโลกมาติดต่อคุณไปวาดรูปได้นะ มันยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย แต่เรื่องพวกนี้สื่อก็ยังตามพูดถึงได้ไม่หมด</p>
<p><strong>กระแสศิลปะในต่างประเทศที่ไปเห็นมาเฟื่องฟูขนาดไหน<br />
</strong>พอดีไปญี่ปุ่นบ่อย เราจะเห็นว่าศิลปะอยู่ในชีวิตเขาเยอะมาก อย่างแกลเลอรีในโตเกียวจะเยอะมาก เดินไปไหนก็เจอทั้งระดับประเทศและเอกชน ไม่ว่าจะเล็กใหญ่แค่ไหนจะมีคนดู มีคนเดินเข้าไปเสมอ เราเดินผ่านแกลเลอรีเล็กๆ หลงเข้าไปเป็นวันเปิดนิทรรศการพอดี ก็เปิดอย่างง่ายๆ ไม่มีตัดริบบิ้นอะไร แค่ศิลปินมาดูๆ แล้วก็กลับ คนที่รู้ข่าวก็เดินเข้ามาดู ไม่ต้องจัดปาร์ตี้อะไรกันเลย หรืออย่างวันธรรมดาก็มีคนเดินเข้าตลอด แม้ว่าจะจัดงานเป็นเดือนๆ แล้ว มันมีพลวัตที่ดีมาก</p>
<p>อีกที่ที่ได้ไปเห็นคือมาเลเซีย อาร์ตซีนในเมืองไทยโดยเฉพาะสายร่วมสมัยจะตื่นเต้นกว่าประเทศเพื่อนบ้านเยอะ อาจแพ้แค่สิงคโปร์ที่เขาทำมาก่อนเรา แต่มาเลเซียถึงเขามีน้อยแต่ก็กำลังเกิด น่าตื่นเต้นดี มีร้าน Selected Shop คล้ายๆ happening shop ของคนรุ่นใหม่ที่เราเห็นว่าเขาตั้งใจมากและมีความสุขกับมันด้วย ก็จะเห็นการค่อยๆ เกิดของสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT14.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมมองว่าตลาดของกลุ่มคนที่สนใจงานดีไซน์สวยๆ ถึงเป็นคนต่างชาติมากกว่าในไทย<br />
</strong>กลุ่มคนที่สนใจงานศิลปะร่วมสมัย งานดีไซน์ สร้าง identity ให้ตัวเองผ่านการเลือกซื้อข้าวของที่ไม่ซ้ำใครมีอยู่ทุกประเทศอยู่แล้ว บางประเทศอาจจะมีเยอะหน่อย พอเราโฟกัสว่าทำขายในเมืองไทยก็จะมีอยู่ก้อนหนึ่ง แต่ถ้าเราเปิดช่องทางให้คนกลุ่มนี้จากทุกประเทศเข้ามาสู่ก้อนนี้ได้ก็จะแมสมาก พี่มองแบบนี้ เพราะในระหว่างการเดินทาง การทำร้าน เราจะเจอคนประเภทนี้เยอะมาก บางคนก็บอกว่ายูน่าจะไปเปิดร้านที่มาเลเซียนะ ซึ่งไม่รู้เขาพูดจริงหรือพูดเล่นนะ แต่เขาคงมองว่ามันเป็นไปได้</p>
<p><strong>ตอนเริ่มทำ happening shop มองภาพไหมว่าจะเกิดเป็นกระแสและขายดีขนาดนี้<br />
</strong>มองเหมือนกัน แต่อาจไม่เห็นภาพชัดเพราะตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นกระแสเท่านี้ ช่วงนั้นมีคนทำแบรนด์อยู่แล้วและเป็นแบรนด์ที่จริงจังด้วย แต่ผ่านมาเข้าปีที่ 3-4 พบว่ามีคนที่กระโจนเข้ามาเยอะขึ้น เพราะเราขายของได้ง่ายขึ้นในโลกออนไลน์ พอมีคนทำเยอะขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้มีคนทำเยอะขึ้นไปอีกเพราะเห็นเพื่อนทำแล้วขายได้ แต่ก็จะมีคนทำแบรนด์ที่ไม่จริงจังเยอะเหมือนกัน ทำแล้วก็เลิกไป หรือบางทีจริงจังแค่ช่วงเดียว ก็เป็นจุดที่เขาจะตัดสินใจว่าจะเติบโตแค่ไหน จะตั้งเป็นบริษัทดีไหม ถ้ามีออร์เดอร์จากต่างประเทศสั่งมา 3,000 ชิ้น จะทำยังไงให้ทัน ก็มีขั้นตอนที่ต้องเรียนรู้ เราก็ให้คำปรึกษากับน้องๆ เอาง่ายๆ จากแค่เดิมทำโปสต์การ์ดขายเองในเฟซบุ๊กแล้วอยากมาฝากขายที่ร้านเราก็ต้องเรียนรู้ระบบการฝากขายว่าเป็นยังไง ต้องทำเอกสาร ทำใบเสร็จยังไง จริงจัง เราจะช่วยดูเรื่องพวกนี้ไปด้วยจนบางแบรนด์ก็เติบโตกลายเป็นแบรนด์จริงจังที่ส่งสินค้าไปต่างประเทศเลยก็มี</p>
<p>อีกประเด็นที่เราทำช้อปออนไลน์คือมักจะมีคนมาฝากสินค้าให้ขายเยอะมาก ซึ่งเรารู้สึกดีนะที่มีคนสนใจ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่เราเคยเลือกว่าชิ้นไหนชอบ ชิ้นไหนดี มาถึงจุดที่ของชิ้นนี้ดีนะ ชอบนะ แต่เลือกไม่ได้เพราะไม่มีที่วางแล้ว (หัวเราะ) เราจะกลับไปหาเขาตอนที่มีเว็บไซต์นี่แหละว่าสนใจมาคุยกันใหม่ได้ ภาพที่เรามองไว้ข้างหน้าคือจะพยายามให้ลูกค้าซื้อได้ทั้งหน้าร้อนและออนไลน์ มันคงจะดีนะถ้ามีคนญี่ปุ่นมาซื้อของที่ร้านเรา แล้วพอเขากลับประเทศไปแล้วอยากได้ของแบบนี้ก็ซื้อออนไลน์ได้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT05.jpg" /></p>
<p><strong>ตอนนี้มีเว็บขายสินค้าออนไลน์เยอะมาก ทำยังไงให้ happeningandfriends.com เป็นมากกว่าเว็บขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป<br />
</strong>ไอเดียหลักคือเราแค่อยากบอกว่าศิลปะสำคัญ ไม่ใช่ว่าถ้าไม่มีคุณต้องตายแน่นอน แต่เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญทั้งในแง่ปัจเจก สังคม รวมไปถึงการบริหารบ้านเมือง พอไอเดียหลักอยู่ตรงนี้ เรื่องที่เราสื่อสารไม่ว่าจะสินค้าที่ขาย การเลือกว่าจะสัมภาษณ์ใครก็จะมีที่มาจากก้อนนี้ เราไม่ได้เน้นขายของให้ระเบิดเถิดเทิงไปเลย แต่อยากให้สินค้าที่ดี น้องที่ทำแบรนด์ดีๆ ได้มีพื้นที่ปล่อยของ ถ้าขายดีก็ดีนะ แต่เราเลือกมาเพราะไม่ได้คิดว่าของเขาขายได้ เราคิดอย่างนี้กับการทำคอนเทนต์เหมือนกัน คนนี้น่าสนใจ น่าสัมภาษณ์ อยากให้คนญี่ปุ่นได้รู้จักคนนี้นะ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Capture-3.jpg" /></p>
<p><strong>ถ้าอย่างนั้นในแง่เนื้อหาจะแตกต่างจากเว็บคอนเทนต์ที่มีอยู่มหาศาลตอนนี้ยังไง<br />
</strong>เราค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่าเราพูดประมาณนี้แหละ เราไม่ได้พูดการเมืองเท่าไหร่หรือเชิงธุรกิจมาก คนพูดถึง happening ก็จะเห็นภาพประมาณนี้ ไม่หลุดไปไกลกว่านี้มากและเราก็เป็นมาสิบปีแล้ว ยิ่งพอวางโจทย์ว่าเป็น 4 ภาษาด้วยก็ต้องนึกเผื่อไปถึงคนต่างชาติว่าเรื่องนี้อ่านแล้วเขาน่าจะได้อะไร</p>
<p>เราสังเกตแหละว่าคนทำคอนเทนต์ในโลกของสื่อมันเป็นทะเลมากและเริ่มจะแข่งกันทั้งสื่อใหม่และสื่อเก่า แต่เราไม่ใช่เว็บคอนเทนต์จ๋า แต่เป็นช้อปออนไลน์ที่มีภาพชิ้นงานสวยๆ งานศิลปะด้วย ไม่ใช่แค่ขายของเพียวๆ เราก็จะมีรายได้ 2 ทางและน่าจะ stable มากขึ้น ดีกว่าเรามุ่งทำเนื้อหาแข่งกับคนอื่นอย่างเดียว ซึ่งเราก็แข่งแหละ แต่แข่งด้วยความช้า อาจเป็นจุดอ่อนก็ได้นะ หรือการที่เรามี 4 ภาษาจะเป็นจุดอ่อนหรือจุดแข็งก็ไม่รู้เหมือนกันนะ มันดูเหมือนจะดีเพราะมีคนอ่านทั่วโลก แต่คนซื้อโฆษณาเขาอาจไม่ได้ต้องการขายทั่วโลกไง ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน</p>
<p><strong>แปลว่าทางรอดของธุรกิจสื่อที่เดิมอาจมาจากนิตยสารคือจำเป็นต้องทำได้มากกว่าแค่นิตยสารแล้วในตอนนี้<br />
</strong>ถ้าเป็นประสบการณ์ของทีม happening เองก็ตอบว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ละอย่างที่เราทำ พอทำมาเป็น 10 ปีแล้วก็จะชัดประมาณหนึ่ง ไม่ว่าจะอีเวนต์ เวิร์กช็อป หรือสื่อสิ่งพิมพ์ก็ด้วย ปีแรกๆ ก็ยังมีที่เขามองเราไม่ชัดมาก อยากได้ฟรีก๊อบปี้สำหรับไฮโซนะ เด็กมัธยมนะ ซึ่งไม่ตรงกับเรามากแต่ก็ทำเพื่อให้อยู่รอด พอถึงจุดนี้ลูกค้าที่ทำงานกับเราจะรู้แล้วว่าสไตล์ของ happening เป็นแบบไหน เลยไม่ได้ฝืนใจอะไรและรู้สึกดีมากที่ได้ทำด้วย อย่างตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า ก็มาจ้างให้เราทำปกอัลบั้มให้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT04.jpg" /></p>
<p><strong>ศิลปะของ happening ไม่เหมือนกับศิลปะของคนอื่นยังไง<br />
</strong>เราแค่อยากสื่อสารว่าศิลปะเป็นเรื่องสำคัญในแง่ที่ว่ามันอยู่ในชีวิตเรา เป็นเรื่องใกล้ตัว เราจะไม่พูดแค่ศิลปะที่อยู่ในมิวเซียมหรือแกลเลอรี แต่รวมไปถึงภาพยนตร์ ดนตรี ช่วงหลังก็เริ่มพูดถึงงานแฮนด์เมด งานเซรามิก การถ่ายรูป ถ้าเราคิดว่าศิลปะเป็นเรื่องที่อยู่กับเราได้อย่างใกล้ชิด การเลือกกระเป๋าสักใบให้โดนใจก็แปลว่าคุณได้สัมผัสกับศิลปะแล้ว เรามองศิลปะแค่นี้เอง happening ไม่ใช่หนังสือศิลปะฮาร์ดคอร์อย่างเดียว บางเล่มก็โทนสาวๆ บางเล่มก็เป็นผู้ชายแก่ๆ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็พยายามพูดหมด ทั้งในและนอกแกลเลอรี ในห้องรับแขก</p>
<p><strong>คอนเทนต์เหล่านี้มีมากพอใช่ไหม<br />
</strong>มีมากเลย จริงๆ เราทำอะไรไม่ทันเยอะเหมือนกันนะ บางเรื่องอยากพูดก็ไม่ได้พูดเพราะหลุดกระแสไปแล้วหรือมีคนทำไปแล้ว พอเราคิดว่าศิลปะอยู่รอบตัวเรามันเลยเยอะไปหมด</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171123_Vip-WT20.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><em>เดินทางไปร่วมงานเทศกาลดนตรีและศิลปะสุดคึกคักของ happening และงานเปิดตัวเว็บไซต์ happeningandfriends.com ได้ในวันที่ 2 &#8211; 3 ธันวาคมนี้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร งานนี้มีบูธออกร้านของแบรนด์ดีไซน์น่ารักๆ ที่ไปสร้างชื่อเสียงที่ต่างประเทศมาแล้วและคอนเสิร์ตจากศิลปินต่างๆ ให้ชมกันฟรีๆ เจอกับเราด้วยแน่นอน <img src="https://s.w.org/images/core/emoji/15.0.3/72x72/1f642.png" alt="🙂" class="wp-smiley" style="height: 1em; max-height: 1em;" /></em></p>
<p><strong>Facebook |</strong> <a href="https://www.facebook.com/happeningmagazine/" target="_blank" rel="noopener">happening mag</a>, <a href="https://www.facebook.com/happeningshopbangkok/" target="_blank" rel="noopener">happening shop</a>, <a href="https://www.facebook.com/happeningandfriends/" target="_blank" rel="noopener">happeningandfriends</a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-vip-happeningandfriends/">happening and friends : การเดินทางครั้งใหม่ของ happening ที่จะชวนเพื่อนพ้องศิลปินไทยออกไปให้โลกเห็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-vip-happeningandfriends/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>นักสืบสายน้ำ : แรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในวงการสิ่งแวดล้อม ที่เริ่มต้นจากแมลงน้ำตัวเล็กๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/people-river-detective/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/people-river-detective/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[เมธิรา เกษมสันต์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Nov 2017 12:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Movement]]></category>
		<category><![CDATA[แม่น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[นักสืบสายน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.อ้อย]]></category>
		<category><![CDATA[ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิโลกสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์ธรรมชาติ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/people-river-detective/</guid>

					<description><![CDATA[<p>“มีอะไรอยู่ในสายน้ำ” คำตอบที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คงหนีไม่พ้น น้ำ ปลา ก้อนหิน แต่คงมีไม่กี่คนที่จะนึกถึง ‘แมลงน้ำ’ &#8216;มีแมลงน้ำแล้วไง&#8217; อาจเป็นคำถามที่หลายคนผุดขึ้นในใจ เพราะในสายตาคนทั่วไป แมลงน้ำก็เป็นแค่สัตว์เล็กๆ ไร้ความสำคัญ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา แต่มุมมองทั้งหมดอาจต้องเปลี่ยนไป หากได้พูดคุยกับ ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ดร.อ้อย ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เธอคือผู้พลิกบทบาทแมลงน้ำตัวน้อยที่ถูกมองข้าม ให้กลายเป็นตัวเอกที่เหล่านักสืบพากันตามหา เป็นตัวละครลับที่เก็บงำซ่อนข้อมูลแสนสำคัญเอาไว้ โดยปฏิบัติการผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า ‘นักสืบสายน้ำ’ เล่าย่อๆ ว่า ‘นักสืบสายน้ำ’ คือกิจกรรมที่พาเด็กๆ ไปลุยลำธาร ทำตัวเป็นนักสืบ ก้มหน้าพลิกดูใต้ก้อนหิน มองหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนตัวในพื้นที่ต่างๆ ของลำน้ำ รวมทั้งเก็บข้อมูลทางกายภาพต่างๆ เพื่อมาประเมินว่าสายน้ำของเรามีสุขภาพดีแค่ไหน ความน่าสนใจคือ กิจกรรมนี้ไม่ได้จบลงแค่ข้อมูลบนหน้ากระดาษ แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมไปไกล เปลี่ยนชีวิตเด็กเกเรบางคนให้กลายเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์ หยุดยั้งโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบางพื้นที่ และที่สำคัญคือ ทำให้ผู้คนได้มองเห็นสายน้ำด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม จากอังกฤษสู่เมืองไทย &#8211; ความแตกต่างของวัฒนธรรมการเรียนรู้ “ที่อังกฤษ ความรู้ไม่ได้ล็อกอยู่ในสถาบัน งานวิจัยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง” ดร.อ้อย เล่าย้อนให้เราฟังถึงสิ่งที่เธอเห็นสมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ “เราได้เห็นวัฒนธรรม [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-river-detective/">นักสืบสายน้ำ : แรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในวงการสิ่งแวดล้อม ที่เริ่มต้นจากแมลงน้ำตัวเล็กๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“มีอะไรอยู่ในสายน้ำ”</p>
<p>คำตอบที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คงหนีไม่พ้น น้ำ ปลา ก้อนหิน แต่คงมีไม่กี่คนที่จะนึกถึง ‘แมลงน้ำ’</p>
<p>&#8216;มีแมลงน้ำแล้วไง&#8217; อาจเป็นคำถามที่หลายคนผุดขึ้นในใจ เพราะในสายตาคนทั่วไป แมลงน้ำก็เป็นแค่สัตว์เล็กๆ ไร้ความสำคัญ ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา</p>
<p>แต่มุมมองทั้งหมดอาจต้องเปลี่ยนไป หากได้พูดคุยกับ <strong>ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์</strong> หรือ ดร.อ้อย ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT28.jpg" /></p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เธอคือผู้พลิกบทบาทแมลงน้ำตัวน้อยที่ถูกมองข้าม ให้กลายเป็นตัวเอกที่เหล่านักสืบพากันตามหา เป็นตัวละครลับที่เก็บงำซ่อนข้อมูลแสนสำคัญเอาไว้ โดยปฏิบัติการผ่านกิจกรรมที่เรียกว่า <strong>‘นักสืบสายน้ำ’ </strong></p>
<p>เล่าย่อๆ ว่า ‘นักสืบสายน้ำ’ คือกิจกรรมที่พาเด็กๆ ไปลุยลำธาร ทำตัวเป็นนักสืบ ก้มหน้าพลิกดูใต้ก้อนหิน มองหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนตัวในพื้นที่ต่างๆ ของลำน้ำ รวมทั้งเก็บข้อมูลทางกายภาพต่างๆ เพื่อมาประเมินว่าสายน้ำของเรามีสุขภาพดีแค่ไหน</p>
<p>ความน่าสนใจคือ กิจกรรมนี้ไม่ได้จบลงแค่ข้อมูลบนหน้ากระดาษ แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมไปไกล เปลี่ยนชีวิตเด็กเกเรบางคนให้กลายเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์ หยุดยั้งโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบางพื้นที่ และที่สำคัญคือ ทำให้ผู้คนได้มองเห็นสายน้ำด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_171.jpg" /></p>
<p><strong>จากอังกฤษสู่เมืองไทย &#8211; ความแตกต่างของวัฒนธรรมการเรียนรู้</strong></p>
<p>“ที่อังกฤษ ความรู้ไม่ได้ล็อกอยู่ในสถาบัน งานวิจัยไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง” ดร.อ้อย เล่าย้อนให้เราฟังถึงสิ่งที่เธอเห็นสมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ</p>
<p>“เราได้เห็นวัฒนธรรม biomonitoring คือการใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพมาประเมินคุณภาพหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลก็ไม่ได้มาจากแค่นักวิทยาศาสตร์ แต่มาจากคนทั่วไปแบบเราๆ ที่ช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วส่งไป”</p>
<p>เธอยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า มีครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ร่วมมือกับสื่อ ชักชวนให้คนรายงานการพบแมงมุมชนิดหนึ่ง โดยบอกว่าถ้าใครเจอแมงมุมชนิดนี้ที่ไหน ให้รายงานสถานที่มา ซึ่งต่อมาตำแหน่งที่พบเหล่านี้ได้ถูกพล็อตลงในแผนที่ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT11.jpg" /></p>
<p>ผลปรากฏว่า เราได้เห็นรูปแบบการกระจายพันธุ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในขณะที่ข้อมูลในอดีต แมงมุมนี้ไม่เคยขึ้นไปถึงสกอตแลนด์ แต่ข้อมูลล่าสุดเห็นชัดว่ากระจายไปถึงแล้ว นี่กลายเป็นหนึ่งในหลักฐานยืนยันเรื่องภาวะโลกร้อน และถูกบรรจุอยู่ในรายงานเรื่องโลกร้อนฉบับแรกของ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change)</p>
<p>ไม่ใช่แค่แมงมุมเท่านั้น ยังมีข้อมูลของนก ปลวก และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากมายที่ได้จากกระบวนการเดียวกันนี้ เธอเล่าว่าในรายงานของ IPCC ฉบับแรก ข้อมูลราวครึ่งหนึ่งมาจากกระบวนการที่คนทั่วไปช่วยกันรายงานเข้ามา</p>
<p>“ที่นั่นทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ มันเจ๋งมากเวลาที่เรารู้สึกว่าเราค้นพบอะไรที่มีความหมาย ทำให้เราสังเกตและตระหนักรู้”</p>
<p>แต่เมื่อกลับมาเมืองไทย ดร.สาวก็ได้พบความจริงที่ว่า วัฒนธรรมการเรียนรู้ของไทยยังแตกต่างจากอังกฤษอยู่ไกลลิบ องค์ความรู้ทางธรรมชาติวิทยายังอยู่แสนห่างจากผู้คน เธอจึงเริ่มต้นคิดว่าจะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบนั้นเกิดขึ้นที่เมืองไทยบ้าง เธอจึงหาข้อมูลว่า อะไรจะเป็นตัวบ่งชี้ให้คนอ่านสิ่งแวดล้อมได้ง่ายที่สุด และเข้าถึงคนได้มากที่สุด</p>
<p>หลังจากหาตัวอย่างจากหลายๆ ประเทศ เธอก็ได้คำตอบว่าสิ่งนั้นคือ ‘แมลงน้ำ’</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_128.jpg" /></p>
<p><strong>ให้แมลงน้ำเป็นครู เราเป็นแค่ผู้เปิดประตูให้เขาเดินเข้าไป</strong></p>
<p>“แม่น้ำคือคำตอบที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด เพราะเด็กๆ ชอบน้ำ คนเข้าถึงน้ำได้ง่าย ทุกแห่งมีน้ำ แต่ไม่ใช่ทุกแห่งที่มีป่า” ดร.อ้อย เล่าเหตุผลที่เลือกกิจกรรมเกี่ยวกับแหล่งน้ำ ทั้งที่หากดูจากความถนัดแล้ว เธอเชี่ยวชาญเรื่องป่ามากกว่า</p>
<p>แต่ความยากไม่ใช่ปัญหา เธอเริ่มต้นด้วยการติดต่อไปทางองค์กร Field Studies Council แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกลุ่มนักชีววิทยาที่ทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้สังคม นำแนวคิดมาประยุกต์ โดยใช้งานวิจัยที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นฐาน</p>
<p>แล้วข้อมูลวิชาการที่กองเป็นตั้ง ก็ถูกแปลงโฉมกลายเป็นแผ่นพับลายแทงจำแนกสัตว์เล็กน้ำจืดอันแสนสนุก</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT10.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT07.jpg" /></p>
<p>วิธีใช้ลายแทงก็แสนง่าย เริ่มจากเมื่อเจอสัตว์ปริศนา ก็ให้ไปดูในแผ่นพับที่จุดเริ่มต้น อ่านไปตามลูกศร เจอคำถามแรก “<em>อาศัยอยู่ในเปลือกหอยใช่หรือไม่</em>” ถ้าใช่-ก็ได้คำตอบว่าเป็น ‘<em>หอย</em>’ แต่ถ้าไม่ใช่-ตามไปอีกเส้น เจอคำถามที่สอง “<em>อาศัยอยู่ในปลอกใช่หรือไม่</em>” ถ้าใช่ ก็ได้คำตอบเป็น ‘<em>ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำอาศัยอยู่ในปลอก</em>’ ถ้าไม่ใช่- ก็เจอคำถามถัดไป “<em>มีขาใช่หรือไม่</em>”… เช่นนี้เรื่อยไป จนกระทั่งได้คำตอบว่าเจ้าสัตว์ปริศนาชื่อว่าอะไร ซึ่งชนิดของสัตว์ที่พบก็จะทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพน้ำได้ เพราะบางชนิดอยู่ได้ในที่ที่น้ำสะอาดมากๆ เท่านั้น ขณะที่บางชนิดจะเจอในน้ำสกปรก</p>
<p>เมื่อกิจกรรมจากแผ่นพับให้ผลที่น่าพอใจ ต่อมาโครงการจึงได้รับทุนก้อนใหญ่จากเดนมาร์ก เกิดเป็นโครงการ ‘นักสืบสายน้ำ’ เต็มรูปแบบ มีหนังสือคู่มือดำเนินกิจกรรม มีการฝึกอบรมให้โรงเรียน 50 แห่ง จนกระทั่งได้ผู้นำที่พร้อมนำความรู้ออกไปปฏิบัติการจริง</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT41.jpg" /></p>
<p>“เราพบว่ากิจกรรมนี้เวิร์กมาก เราจะสอนให้เด็กใช้ ‘ตาวิเศษ’ ซึ่งก็คือแว่นขยาย หลายๆ ครั้งเราได้เห็นใบหน้าของเด็กเปลี่ยนไป จากตอนเริ่มต้นที่ทำหน้าเฉยๆ แต่พอเขาส่องดูแล้วเงยหน้าขึ้นมา เราเห็นตาเขาเปลี่ยนเลย ตาเป็นประกาย เป็นโมเมนต์ที่ว้าว นี่คือสิ่งที่ทำให้เราหายเหนื่อย”</p>
<p>การสำรวจลำน้ำของเหล่านักสืบ ไม่ได้จบลงเพียงแค่การบันทึกชื่อของสัตว์และตำแหน่งที่พบเท่านั้น แต่เด็กๆ ยังต้องบันทึกข้อมูลทางกายภาพของสายน้ำ เช่น ความหลากหลายของพืชริมตลิ่ง ความคดเคี้ยวของสายน้ำ ความขุ่น-ใส วาดแผนที่สายน้ำ รวมถึงวัดปริมาณน้ำ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็จะประกอบกันนำไปสู่การประเมิน ‘สุขภาพของสายน้ำ’ ได้</p>
<p>“กิจกรรมแค่สองชั่วโมงมันเปลี่ยนความคิดคนได้เลย คนส่วนใหญ่จะมองว่าแม่น้ำเป็นแค่ทางน้ำไหล แต่พอลงไป เขาจะเห็นว่ามันเป็นบ้านของสัตว์ต่างๆ มากมาย ยิ่งได้ทำแผนที่ว่าเจอตัวอะไรตรงไหน เขาจะเห็นเลยว่าสายน้ำที่มีชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ เขาจะเห็นว่าแก่งเป็นปอดฟอกอากาศยังไง ตรงวังน้ำเป็นท้องเก็บอาหารยังไง ตัวโน้นตัวนี้อยู่ในทราย&#8230;หรือต่อให้ไม่ได้คิดแยกแยะมากมาย อย่างน้อยก็เกิดความรู้สึกว่าแม่น้ำมีชีวิต มันเป็นบ้านของสัตว์ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด”</p>
<p>เธอเล่าย้อนไปถึงกิจกรรมครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากเด็กๆ สำรวจสายน้ำเสร็จแล้ว ระหว่างกำลังนั่งฟังสรุปผล ก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาจะลุยข้ามลำธาร เด็กๆ ก็วิ่งกรูกันเข้าไปห้าม บอกว่ากลัวรถทับสัตว์ตาย</p>
<p>“สงสารคนขับรถเหมือนกัน” เธอเล่ากลั้วเสียงหัวเราะ</p>
<p>แม้จะการกระทำนั้นจะเป็นไปด้วยความไร้เดียงสา แต่นั่นก็แสดงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงให้เติบโต</strong></p>
<p>ทุกครั้งที่เด็กๆ ได้ลงไปลุยลำธาร สบตาแมลงน้ำ พลิกดูใต้ก้อนหิน ฝึกสังเกต เก็บข้อมูล สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่แค่ความรู้ในหัวสมองแบบที่ได้ในห้องสี่เหลี่ยม แต่ยังได้ความรัก ความรู้สึกว่าสัตว์ต่างๆ เป็นเพื่อน พร้อมความเข้าใจในความเชื่อมโยงของชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศไปพร้อมกัน</p>
<p>“เราพูดกันเยอะว่าไม่อยากให้เด็กหัวโต แต่หัวใจฟีบ มีความรู้มากมาย แต่ไม่มีความรัก แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อยากจะเน้นว่า มีหัวใจเยอะไปแต่ไม่มีสมองก็ไม่ดีเหมือนกัน” ดร.อ้อยขยายความต่อว่า ปัจจุบันมีกระแสกิจกรรมด้านอนุรักษ์มากมายเต็มไปหมด แต่บางครั้งแม้จะมีเจตนาดี แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ ก็ส่งผลเสียหายเช่นกัน ยกตัวอย่าง การสร้างฝายในที่ที่ไม่ควรสร้าง เช่น ในป่าอุดมสมบูรณ์ที่มีน้ำไหลตลอดปีอยู่แล้ว สิ่งที่ได้คือผลกระทบต่อระบบนิเวศมหาศาล</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_120.jpg" /></p>
<p>“กิจกรรมที่เราทำจึงเน้นทั้ง head heart และ hand (ความรู้ ความตระหนัก การลงมือทำ) หลายครั้งก็ทำให้เขาได้ย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเอง เช่น เมื่อประเมินคุณภาพน้ำก่อนไหลเข้าหมู่บ้าน กับน้ำที่ไหลออกจากหมู่บ้าน ก็จะเห็นชัดว่าคุณภาพน้ำแย่ลง เขาก็จะรู้ว่าเป็นผลมาจากตัวเอง”</p>
<p>ในหลายๆ ครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่เพียงแค่ความตระหนัก แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมจนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพื้นที่ได้ เช่น เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีโครงการจะดาดปูนริมตลิ่ง ซึ่งเหล่าแก๊งนักสืบก็เป็นกังวลว่าระบบนิเวศจะเสียหาย</p>
<p>และอย่างเนียนๆ &#8211; พวกเขาจัดกิจกรรมสำรวจลำน้ำ เชิญผู้ใหญ่บ้านมาร่วมงาน ซึ่งเมื่อผู้ใหญ่ได้มาดูเด็กๆ ทำกิจกรรม ได้ฟังเด็กๆ อธิบายถึงสิ่งมีชีวิตที่พบในสายน้ำ ก็เกิดความตื่นเต้นในความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่พบ จึงเกิดความภูมิใจ แล้วเด็กๆ ก็ได้โอกาสเล่าถึงผลกระทบจากตลิ่งปูนให้ผู้ใหญ่ฟังจนสามารถโน้มน้าวใจผู้ใหญ่บ้านให้ล้มพับโครงการตลิ่งปูนสองฝั่งน้ำ แล้วนำงบประมาณที่ได้มาใช้อนุรักษ์สายน้ำแทน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_135.jpg" /></p>
<p><strong>หรือในอีกหลายๆ ครั้ง กิจกรรมนักสืบสายน้ำก็ได้เปลี่ยนชีวิตคน</strong></p>
<p>“อย่างที่เชียงดาว มีเด็กหญิงชาวเขาสามคนลงมาเรียน ซึ่งพอเด็กชาวเขาลงมาอยู่ในเมือง ก็ไม่มีความมั่นใจ รู้สึกแปลกแยก สถานะทางสังคมไม่เท่าเทียม แต่สามคนนี้เก่งมาก พอได้ทำนักสืบสายน้ำ เขาก็สร้างโปรเจกต์เอง เก็บตัวอย่างเป็นร้อยเพื่อเปรียบเทียบฝายโบราณที่เป็นฝายธรรมชาติเลียนแบบแก่งแม่น้ำกับฝายคอนกรีตแข็ง ซึ่งก็พบว่าความหลากหลายทางชีวภาพเทียบกันไม่ติด แล้วก็เอาข้อมูลไปนำเสนอในตำบล”</p>
<p>แม้ในครั้งนั้น กลุ่มเด็กๆ จะไม่สามารถหยุดยั้งโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อแม่น้ำได้ แต่สิ่งที่พวกเขาได้คือการยอมรับ ผู้ใหญ่ก็ทึ่งในความสามารถ ทำให้เขารู้จักคุณค่าในตัวเอง ได้ความมั่นใจกลับมา</p>
<p>หรืออีกหนึ่งตัวอย่างที่สุราษฎร์ธานี มีเด็กคนหนึ่งที่เคยเป็นเด็กเกเร ถูกไล่ออกจากโรงเรียน แต่ได้ค้นพบแนวทางชีวิตใหม่จากนักสืบสายน้ำ จนกลายเป็นผู้นำกิจกรรมด้านการเรียนรู้ของชุมชน เป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ตนเองเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปถึงจังหวัดเลย ทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองคำ</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_150.jpg" /></p>
<p>วันเวลาผ่านไป ภารกิจนักสืบสายน้ำไม่ได้สิ้นสุดที่จบหลักสูตรการอบรม แต่องค์ความรู้นักสืบได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ขยายผลสู่ผู้นำชุมชนต่างๆ และทางมูลนิธิโลกสีเขียวก็ให้ให้กำเนิดกิจกรรม ‘นักสืบสายลม’ และ ‘นักสืบชายหาด’ ตามออกมา&#8230; แม้กระทั่งผ่านไป 20 ปี กิจกรรมเหล่านี้ก็ยังถูกใช้ อดีตนักสืบรุ่นเยาว์หลายต่อหลายคน ก็เติบโตไปเป็นพลังด้านการอนุรักษ์</p>
<p>จากข้อมูลรางวัลลูกโลกสีเขียวของ ปตท. ซึ่งทางทีมงานให้รางวัลต้องเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเก็บข้อมูล พวกเขาก็พบว่าคนที่ทำงานด้านอนุรักษ์จำนวนมากมีจุดเริ่มต้นมาจากกิจกรรมนักสืบสายน้ำ</p>
<p>“ตอนไปเดินค้านเขื่อนแม่วงก์กับอาจารย์ศศินก็มีคนมาทัก บอกว่าเป็นนักสืบสายน้ำรุ่น 1 ซึ่งเราก็จำไม่ได้เพราะตอนนั้นเขายังเด็กมาก พอได้คุยกันก็รู้ว่าตอนนี้เขาทำงานอยู่กรมควบคุมมลพิษ” เธอเล่ายิ้มๆ ถึงความประทับใจ</p>
<p>หากเปรียบการทำงานอนุรักษ์เป็นการปลูกต้นไม้ วันนี้ เมล็ดที่เธอหว่านลงดินเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ก็คงเติบโตผลิใบเป็นต้นไม้ใหญ่แล้ว</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/pic_122.jpg" /></p>
<p><strong>เฝ้ามองอนาคตอย่างมีหวัง</strong></p>
<p>“สิ่งที่หวังคือเราอยากสร้างสังคมการเรียนรู้ สังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล กิจกรรมที่เราทำไม่ใช่แค่ชี้ชวนให้ดูสัตว์น้อยน่ารัก แต่เราอยากให้คนรู้สึกว่าข้อมูลนี้เอาไปใช้ได้จริง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจบนฐานข้อมูล นักสืบสายน้ำคือเครื่องมือที่ช่วยให้เราอ่านและเข้าถึงสิ่งแวดล้อมได้ เห็นตัวสัตว์ก็เหมือนอ่าน ABC แต่รู้ชีวิตมันก็เหมือนรู้ไวยากรณ์ ทำให้อ่านออกและมีความหมาย ก็เลยมีพลังที่จะเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองคน แล้วนำไปสู่แอคชันต่อๆ ไป”</p>
<p>บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมเราต้องเรียนรู้การใช้แมลงน้ำเป็นตัวชี้วัด ทั้งๆ ที่ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีที่ใช้วัดค่าต่างๆ ได้มากมาย ทั้งค่า DO ค่า BOD หรือค่าอื่นๆ ตามแต่จะต้องการ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียวได้ไขข้อข้องใจด้วยคำตอบที่เรานึกไม่ถึงว่า</p>
<p>“สมัยที่ทำนักสืบสายน้ำใหม่ๆ เราชอบคุยกันว่า ปลาที่เชียงใหม่ชอบตายวันเสาร์”</p>
<p>เธออธิบายต่อถึงเหตุผลว่า เป็นเพราะโรงงานมักปล่อยน้ำเสียกันวันนั้น เมื่อหน่วยงานรัฐมาตรวจในวันจันทร์ก็จะไม่เจอ เพราะน้ำใหม่มาพัดมลพิษไปหมดแล้ว ซึ่งเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นหลายที่ เช่น กรณีโรงงานที่ขอนแก่นซึ่งเป็นข่าวดังเมื่อหลายสิบปีก่อน ชาวบ้านโวยวายเรื่องน้ำเสีย แต่เมื่อหน่วยงานรัฐมาตรวจกลับไม่เจอ ชาวบ้านก็โมโห นึกว่านักวิทยาศาสตร์เข้าข้างนายทุน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT02.jpg" /></p>
<p>“การตรวจสอบทางเคมีกับทางชีวภาพจะเติมเต็มซึ่งกันและกัน การตรวจสอบทางเคมีวัดได้เป็นตัวเลขชัดๆ อยากได้ค่าสารตัวไหน วัดไหนหมด แต่ข้อจำกัดคือแพง และวัดได้เฉพาะช่วงเวลานั้น น้ำใหม่มาก็ตรวจไม่เจอแล้ว แต่ถ้าใช้วิธีชีวภาพ ดูสัตว์เล็กน้ำจืด พวกนี้ว่ายหนีไม่ได้ ผลกระทบอยู่ต่อไปหลายเดือน ต่อให้น้ำใหม่มาพัดมลพิษไป ผลกระทบต่อสัตว์ก็ยังอยู่”</p>
<p>วิธีทางชีวภาพนี้เองที่ ผศ. ดร.ยรรยงค์ อินทร์ม่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ได้นำมาประยุกต์ใช้ในกรณีโรงงานที่ขอนแก่น โดยใช้เทคนิคที่ตั้งอยู่บนหลักการเดียวกับนักสืบสายน้ำ แต่ใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนกว่าในการเก็บตะกอนใต้น้ำในส่วนน้ำลึก แล้วมาดูปริมาณหนอนแดง ซึ่งปริมาณหนอนชนิดนี้จะบอกได้ถึงปริมาณมลพิษในแหล่งน้ำ ยิ่งเจอหนอนนี้เยอะก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งแย่ และข้อมูลทางชีวภาพที่ได้มานี่เอง ที่ทำให้เอาผิดโรงงานในชั้นศาลได้</p>
<p>หรืออย่างบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ลมพัดผ่านพอดี ทำให้มลพิษที่โรงงานปล่อยออกมากระจายออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าใช้กระบวนการ ‘นักสืบสายลม’ ดูปริมาณไลเคนในพื้นที่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน</p>
<p>“ที่มาบตาพุดน่าตกใจมาก เป็นเหมือนหลุมดำเลย คือในขณะที่พื้นที่รอบๆ มีไลเคนอยู่บ้าง แต่พื้นที่ตรงนั้นไลเคนหายไปเลย ตรงเปลือกต้นไม้ก็มีเป็นคราบเหมือนหยดน้ำมัน ทำงานแล้วเวียนหัว” เธอเล่าให้ถึงวันที่เธอและทีมงานได้ลงพื้นที่ไปสำรวจกัน</p>
<p>ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ คือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราอ่านสิ่งแวดล้อมได้ บางประเทศในยุโรปถึงกับมีตัวชี้วัดสุขภาพของสิ่งแวดล้อมคือ <em>‘ความเป็นปกติสุขของสัตว์และพืชในระบบนิเวศ’</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT052.jpg" /></p>
<p>มาถึงวันนี้ ดร.อ้อย กำลังปรับปรุงคู่มือนักสืบสายน้ำฉบับใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหา อัปเดตข้อมูล ปรับวิธีการดำเนินกิจกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมี รศ. ดร.นฤมล แสงประดับ และ ผศ. ดร. ยรรยงค์ อินทร์ม่วง เป็นที่ปรึกษาเช่นเคย</p>
<p>แม้ตัวกิจกรรมนักสืบสายน้ำจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ แต่เธอก็เล่าว่าเมื่อถอยหลังกลับมามองภาพรวมของประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นยังคงห่างไกลจากวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบที่เธอหวัง ความรู้ทางธรรมชาติวิทยายังห่างไกลจากคำว่ากระแสหลัก การตัดสินใจต่างๆ ยังยึดติดกับวาทกรรมและตัวบุคคลมากกว่าฐานข้อมูลจริง การสร้างฝายผิดที่และโครงการพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมยังลิสต์ได้ยาวเป็นหางว่าว แม้เธอจะยอมรับว่าท้อบ้าง แต่ก็ต้องไม่หยุด</p>
<p>“ถ้าถอยออกมาดูประวัติศาสตร์ในโลก ง่ายสุดคือการเลิกค้าทาส แค่เลิกค้านะ ยังไม่ได้เลิกทาส ยังใช้เวลา 100 ปี เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับผลกระโยชน์ของคนมหาศาล เกี่ยวกับโครงสร้างสังคม ทัศนคติของคน มันจึงยากมากและแรงเสียดทานสูง ย้อนมามองสิ่งที่เราทำว่ายังไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่ใช่ 10 ปี 20 ปี ยังไม่ใช่เวลาที่ยาวนานนะ&#8221;</p>
<p>“สิ่งสำคัญก็เหมือนที่เราเขียนไว้ในส่วนแอคชันของคู่มือนักสืบสายน้ำว่า&#8230; ทำในส่วนที่เราทำได้”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/20171110_DrAoy-WT341.jpg" /></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> วรรษมน ไตรยศักดา และ โครงการนักสืบสายน้ำ</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/people-river-detective/">นักสืบสายน้ำ : แรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ในวงการสิ่งแวดล้อม ที่เริ่มต้นจากแมลงน้ำตัวเล็กๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/people-river-detective/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
