<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ทศพล เเซ่จาง, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author426/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author426/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 04:48:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-67/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-67/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Mahidol Channel]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์]]></category>
		<category><![CDATA[วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-67/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นมหาวิทยาลัยผลิตสื่อของตัวเองขึ้นมา แต่ในความรู้สึกแรก หลายคนคงคิดว่าสื่อมหาลัย ‘น่าเบื่อ’ และจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ท่ามกลางความเข้าใจเช่นนี้ Mahidol Channel ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อเสมอไป และความรู้บนหิ้งก็สามารถนำมาทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ กว่า 5 ปีแล้วที่ Mahidol Channel เริ่มต้นถ่ายทอดความรู้จากมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งช่องทางโทรทัศน์ ยูทูบและเพจเฟซบุ๊ก เอกลักษณ์ด้าน Edutainment (คำที่รวมเอา Education กับ Entertainment เข้าด้วยกัน) นำมาสู่การผลิตรายการป้อนสู่โลกออนไลน์ที่มีทั้งสาระ ความบันเทิงและประโยชน์ต่อผู้ชมทุกคน เราได้มีโอกาสคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมนี้ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์แบงค์-ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ และ แมว-วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทีซีบีเอ็น จำกัด 2 ฟันเฟืองใหญ่ที่ขับเคลื่อน Mahidol Channel พวกเขาจะมาย้อนเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่มีผู้ติดตามบนยูทูปกว่า 280,000 คน และยอดชมกว่า 75 ล้านครั้ง รวมถึงเพจเฟซบุ๊กที่มียอดไลค์กว่า 310,000 ไลค์ เมื่อความรู้ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง อาจารย์แบงค์: มหาวิทยาลัยเริ่มทำ Mahidol Channel เมื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-67/">Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นมหาวิทยาลัยผลิตสื่อของตัวเองขึ้นมา แต่ในความรู้สึกแรก หลายคนคงคิดว่าสื่อมหาลัย ‘น่าเบื่อ’ และจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น</p>
<p>ท่ามกลางความเข้าใจเช่นนี้ <a href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/">Mahidol Channel</a> ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อเสมอไป และความรู้บนหิ้งก็สามารถนำมาทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้</p>
<p>กว่า 5 ปีแล้วที่ Mahidol Channel เริ่มต้นถ่ายทอดความรู้จากมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งช่องทางโทรทัศน์ ยูทูบและเพจเฟซบุ๊ก เอกลักษณ์ด้าน Edutainment (คำที่รวมเอา Education กับ Entertainment เข้าด้วยกัน) นำมาสู่การผลิตรายการป้อนสู่โลกออนไลน์ที่มีทั้งสาระ ความบันเทิงและประโยชน์ต่อผู้ชมทุกคน</p>
<p>เราได้มีโอกาสคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมนี้ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล <strong>อาจารย์แบงค์-ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์</strong> และ <strong>แมว-วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม</strong> ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทีซีบีเอ็น จำกัด 2 ฟันเฟืองใหญ่ที่ขับเคลื่อน Mahidol Channel พวกเขาจะมาย้อนเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่มีผู้ติดตามบนยูทูปกว่า 280,000 คน และยอดชมกว่า 75 ล้านครั้ง รวมถึงเพจเฟซบุ๊กที่มียอดไลค์กว่า 310,000 ไลค์</p>
<h3><strong>เมื่อความรู้ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/re.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong>: มหาวิทยาลัยเริ่มทำ Mahidol Channel เมื่อ 5 ปีก่อน แรกเริ่มเกิดจากอธิการบดีท่านก่อน ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ท่านมาจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่นั่นมี RAMA CHANNEL เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้เชิงการแพทย์แก่คนที่สนใจ ท่านคิดว่าน่าจะดีที่จะเอาโมเดลนั้นมาปรับใช้ในภาคส่วนที่ใหญ่ขึ้น โดยนำความรู้ทุกแหล่งของมหาวิทยาลัยสื่อสารออกไปถึงคนข้างนอกให้เข้าใจ</p>
<p>ปกติองค์ความรู้เหล่านี้มักมาจากนักวิจัย สิ่งที่นักวิจัยสื่อสารออกมาคืองานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่วารสารเหล่านี้เหมาะกับคนสายตรงเท่านั้น โอกาสที่คนทั่วไปจะได้อ่านอย่างเข้าใจมีน้อย ผมมองว่า Mahidol Channel คือการเปลี่ยนระบบเหล่านี้ แทนที่จะตีพิมพ์เป็นงานวิจัยอย่างเดียว แต่เราเปลี่ยนรูปแบบจากการศึกษาเชิงวิชาการล้วนๆ ให้เป็นการศึกษาเพื่อคนทั่วไปมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_1710.jpg" /></p>
<p><strong>แมว</strong>: ก่อนหน้านี้เราทำ thaiteachers.tv มาก่อน ได้งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งมาทำสื่อการศึกษาของครูทั่วประเทศ ทำได้ 2 &#8211; 3 ปี จนเป็นโปรไฟล์ว่าเราถนัดเรื่องสื่อการศึกษาซึ่งมีอยู่น้อยมากในวงการสื่อบ้านเรา</p>
<p>วันหนึ่ง ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองอธิการบดีขณะนั้น โทรหาเราเพื่อชวนมาทำ Mahidol Channel ตอนนั้นเราถามอาจารย์ไป 2 คำถาม คือทำไมมหิดลถึงอยากทำสื่อแนวนี้ และทำให้ใครดู อาจารย์ตอบกลับมาว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นปัญญาของแผ่นดิน เราอยากทำหน้าที่นำองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนคำถามที่สอง อาจารย์บอกว่าทำให้ประชาชนทั่วไปดู ทั้งสองคำตอบนี้เราชอบมาก เพราะอาจารย์ไม่ได้ทำให้เฉพาะนักศึกษาดู ไม่ได้มีเจตนาที่จะโปรโมตมหาวิทยาลัย แต่ทำเพื่อส่งต่อความรู้ให้คนทั่วไปจริงๆ รวมถึงที่อาจารย์รัชตะบอกในวันเปิดตัว Mahidol Channel ว่าส่วนใหญ่งานวิจัยของมหิดล ทำเสร็จแล้วก็แขวนไว้ ไม่มีใครเอามาเล่าเรื่องให้น่าสนใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ Mahidol Channel จะทำให้งานเหล่านั้นไม่อยู่บนหิ้งอีกต่อไป สื่อนี้จะนำข้อมูลมากรองให้เข้าใจง่าย น่าสนใจและน่าติดตามมากขึ้น เราจึงตอบตกลงและร่วมพัฒนาไปกับเขา”</p>
<h3><strong>คลังความรู้ที่ไม่มีวันหมด</strong></h3>
<p><strong>อาจารย์แบงค์: </strong>มหาวิทยาลัยมหิดลมียุทธศาสตร์หลายด้าน ทั้งการวิจัย การศึกษา การบริหารจัดการและการบริการสังคม สำหรับ Mahidol Channel เกิดขึ้นเพื่อบริการสังคมด้านการให้ความรู้ พาบุคลากรที่มีความสามารถของมหาวิทยาลัยให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น เชื่อมคนที่อยู่ไกลมาอยู่ใกล้ความรู้เหล่านี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/animal.jpg" /></p>
<p>เรามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าอยากเอาความรู้เหล่านี้ส่งต่อให้คนดู ให้เกิดผลกระทบที่ดี แม้เนื้อหาของเราผ่านมา 5 ปีก็ยังคงร่วมสมัยอยู่ เราจึงแบ่งกลุ่มผู้ชมเป็นช่วงอายุแล้วนำเนื้อหาที่มีหลากหลายมานำเสนอให้ตรงกับผู้ชม เราพยายามมองให้เป็นการเรียนรู้ระยะยาว พยายามให้ความรู้แก่ทุกช่วงวัย เช่น เด็กชอบรายการสัตว์ เราเลยมี <em>Animals Speak</em>, <em>จิ๋วซ่าส์ นักประดิษฐ์ </em>หรือ <em>ฟิสิกส์สนุก</em> พอวัยรุ่นเรามีรายการ<em> Hipstyle </em>เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขา ส่วนวัยทำงานก็จะเน้นสุขภาพมากขึ้น มองให้ครบทุกช่วง แต่เหนืออื่นใดคือเราขีดเส้นชัดเจนว่าเราเป็นใคร เนื้อหาเรามีสาระ กินง่ายแต่ไม่ตลกโดยเอาแค่บันเทิงอย่างเดียว</p>
<p><strong>แมว</strong>: มหิดลมีองค์ความรู้เหล่านี้เยอะมากและเราเชื่อมั่นในเนื้อหาที่ครอบคลุมแง่มุมชีวิตต่างๆ จากการทำมา 4 &#8211; 5 ปี เนื้อหามีไม่อั้นเลย ซึ่งเราคิดว่าแต่ละข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือและเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งนั้น เช่น การสอนตรวจโรคต่างๆ ด้วยตนเอง การกินยาให้ถูกวิธี หรือแม้แต่การออกกำลังกายเพื่อสร้างซิกส์แพ็ก</p>
<h3><strong>ความรู้ในสื่อที่ก้าวไปตามจังหวะสังคม</strong></h3>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong>: สังคมกำลังเข้าสู่ยุค Video First Mahidol Channel เลยพยายามทำให้การศึกษาเข้าสู่รูปแบบวิดีโอและโทรศัพท์มากขึ้น การเข้าสู่สื่อออนไลน์คุ้มค่ามากกว่าเพราะสร้างผลกระทบได้พอๆ กับสื่อเก่าแต่ค่าใช้จ่ายต่ำลง เข้าถึงคนได้มากกว่า เราต้องพัฒนาไปตามสังคมปัจจุบัน ไปให้ถูกทาง ต้องปรับเปลี่ยนให้เร็วในทุกสถานะ</p>
<p><strong style="background-color: initial;">แมว</strong>: เทียบกับมหาวิทยาลัยในไทยทั้งหมด เรากล้าพูดว่ามหิดลเป็นผู้บุกเบิก และเป็น Edutainment Media ที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย ปีแรกเรามียอดเข้าชมรวมประมาณล้านกว่าวิว ปีที่สองเป็น 13 ล้าน ปีที่สามเพิ่มเกือบ 30 ล้าน ตอนนี้เพิ่มเดือนละ 2 &#8211; 3 ล้านวิว ส่วนเฟสบุ๊กใน 3 เดือนนี้มียอดวิวกว่า 10 ล้าน เรื่องการเติบโตนี้ไม่ใช่เราเป็นคนพูด แต่เป็นคนจาก Google ที่สิงคโปร์ เขาจับตาดูและติดต่อเรามาเพราะเขาเห็นว่าเราเติบโตเร็วมากๆ เขามาคุยเรื่องการเป็น Official Partner ร่วมกันเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทั้งทำเนื้อหาบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ ทำรายการให้สั้นลงเพราะพฤติกรรมคนเสพเปลี่ยนไป ตั้ง thumbnail มีชื่อดึงดูดให้คนอยากชม หรือช่วยเราเรื่อง SEO ให้ค้นหาแล้วเจอเราง่ายขึ้น โดยรวมแล้วถือว่าเราพัฒนาขึ้นกว่าเดิมมากนะ</p>
<h3><strong>ขบคิดระหว่างคุณภาพและปริมาณ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/reeeeeee1.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong><strong>:</strong> ถึงเราจะทำสื่อแต่ต้องเข้าใจว่าเอาแค่ยอดวิวอย่างเดียวไม่ได้ อย่างยอดรวมคนดูปัจจุบันประมาณ 96 ล้านวิว ปีนี้เราตั้งเป้าให้ไปถึง 130 ล้านวิว ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอยังต้องเป็นเนื้อหาที่เราอยากสื่อสารออกไปจริงๆ ถ้าเราจะบังคับให้ถึง 130 ล้านมันไม่ยากหรอก บูสต์โพสต์ก็ได้ แต่เราไม่ทำ ทั้งหมดตอนนี้เป็นออร์แกนิกล้วนๆ เน้นเนื้อหาที่คนดูแชร์จริงๆ โชคดีที่เราไม่ใช่บริษัทเอกชนที่ทุกอย่างต้องสู้กันด้วยยอดวิว ไม่ต้องนำยอดไปขายโฆษณา โอเค เราอยากได้ความนิยมเพื่อสื่อสารออกไป แต่สุดท้ายเราต้องให้ความรู้และไม่บันเทิงจนเกินไป และต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างคุณภาพและปริมาณ</p>
<p>ส่วนการสื่อสารกับทีมโปรดักชัน สิ่งที่เราให้ทีมนั้นคือนโยบายและทิศทางในแต่ละปี ปีล่าสุดเราเน้นแคมเปญเพื่อส่งผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น เรามี 4 แคมเปญ เรื่องแรกคือ ‘มะเร็งรู้เร็วหายได้’ ต่อมาเป็นเรื่องอาหาร ผู้สูงอายุ และสิ่งแวดล้อม ในขั้นตอนการทำงาน ทั้งฝ่ายโปรดักชันและเราต้องจูนข้อมูลและวิธีนำเสนอร่วมกัน ประชุมกันเดือนหนึ่งมากกว่าหนึ่งครั้ง อัพเดตผลงานว่าออกมาเป็นยังไงแล้วดูว่าอะไรดีอะไรไม่ดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8101.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แมว</strong><strong>:</strong> เรามองคอนเทนต์เป็นคอนเทนต์ ไม่ได้มองเป็นรายการทีวี พอมองแบบนี้จะเห็นจุดมากมายในรายละเอียด จะรู้ว่าน่าเอาอะไรออกมาเล่น ถ้าเนื้อหาดี เล่าเรื่องได้ดี กระแสจะดีเอง เราไม่ต้องการเอาเปลือกมาหุ้มแล้วบอกคนอื่นว่าสิ่งนี้ดี ถือเป็นความโชคดีที่เราไม่ได้ทำโปรเจกต์ที่วัดกันที่ปริมาณ แต่วัดที่คุณภาพ พูดง่ายๆ คือแง่การตลาด เราทำเรื่องของ Mass Communication คือทำให้ดีและทำให้ดังเท่านั้น ไม่ได้ทำเรื่องการขาย แต่ละรายการถูกสร้างเพื่อตอบโจทย์บางเรื่อง เช่น รายการนี้ทำเพื่อยอดวิว รายการนี้ทำเพื่อสร้าง Brand Awareness หรือรายการนี้สร้างเพื่อความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ต้องมียอดวิวหวือหวา ขอแค่เวลาที่นึกถึงเรื่องนี้แล้วเสิร์ชเจอก็พอ</p>
<h3><strong>การส่งต่อความรู้ (สึก) ที่ยากให้โดนใจคนเสพ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_1670.jpg" /></p>
<p><strong>แมว:</strong> วิธีที่เราทำให้เนื้อหาส่งถึงคนทั่วไป คือคิดแบบคนทั่วไปก่อน จงเป็นคนดูคนที่หนึ่ง อย่าเป็นโปรดิวเซอร์ อย่าเป็นผู้รับจ้างของมหิดล ฉะนั้นเวลาคุยกับหมอหรือนักวิชาการแล้วไม่รู้เรื่อง เราจะถามจนกว่าจะรู้เรื่องและหาจุดดราม่าในนั้นและต้องเป็นดราม่าที่จริง ถ้าเอาเรื่องวิชาการเป็นตัวตั้ง คนดูจะเสพเนื้อหาที่ปราศจากอารมณ์ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมคนเวลาเสพสื่อ เราจึงให้คนดูเสพอารมณ์เพื่อไปสู่เนื้อหายกตัวอย่างรายการ <em>Change </em>ที่นำเสนองานวิจัยของมหิดล เราคุยกันในทีมว่ามี 3 องค์ประกอบ หนึ่งคืองานวิจัย สองคืออาจารย์ที่วิจัย เขามีแรงบันดาลใจหรือการทำงานหนักอะไรที่พาเขามาถึงจุดนี้ สามคือคนที่ใช้นวัตกรรมของเขา ดราม่ามีอยู่ 2 จุดคือแรงบันดาลใจของอาจารย์ อะไรที่มากระทบจิตใจเขาให้ทำนวัตกรรมนี้ขึ้นมา แต่จุดที่ดราม่ากว่าคือคนที่ใช้นวัตกรรม ดังนั้น เราจึงหาคนมาใช้จริงในรายการเพราะเราต้องการโมเมนต์ที่คนได้ลองใช้ เราเสพดราม่าจากตรงนั้นแล้วค่อยนำมาสู่เนื้อหาว่านวัตกรรมมีคุณค่าแบบนี้นี่เอง</p>
<p>องค์ประกอบอื่นๆ ก็ช่วยอย่างวิธีเล่าเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเล่าจาก 1 ไป 10 เราเอา 8 ขึ้นเลยได้ บางตอนถ้าทำได้ เราจะทำเหมือนพล็อตละคร ถามตัวเองว่าไฮไลต์อยู่ไหน เอาขึ้นก่อนเลยได้มั้ย เพราะเดี๋ยวนี้คนดูแค่ 2 นาทีก็เบื่อแล้ว ส่วนอื่นก็เป็นเรื่องที่มาประกอบกันเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น กราฟิก ยกตัวอย่างเรื่องเม็ดเลือดขาวกับมะเร็งที่ต่อสู้กัน ถ้ามายืนพูดเฉยๆ อาจจะไม่ช่วยในการจดจำ แต่ถ้าวาดเป็นกราฟิกก็จะเข้าใจง่ายมากขึ้น ใน Mahidol Channel เราใช้กราฟิกและภาพประกอบเยอะเพื่อเสริมความเข้าใจ</p>
<p>หลังจากตัดต่อเสร็จจะมีขั้นตอนการตรวจสอบ หนึ่งคือจากตัวเราเอง สองคือจากอาจารย์มหิดลที่มี 2 ส่วนย่อย คือ Commissioner เป็นคณะกรรมการของ Mahidol Channel แล้วถึงเป็นอาจารย์เจ้าของเนื้อหา ทุกคลิปเราจะตรวจถึง 3 ขั้นตอนเพราะเราต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาวิชาการให้ถูกต้อง เราซีเรียสว่า 1+1 จะเป็น 3 ไม่ได้ ต้องเป็น 2 ถือเป็นเรื่องดีที่ผ่านมาเราไม่มีความขัดแย้งกันเลย</p>
<h3><strong>ก้าวต่อไปของ </strong><strong>Mahidol Channel และสื่อการศึกษาในไทย</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF82211.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์:</strong> ถึง Mahidol Channel จะอยู่ภายใต้มหิดลและผู้บริหารที่จะกำหนดนโยบาย แต่ผมมั่นใจว่าถ้าเราสร้างอิมแพ็คอย่างต่อเนื่อง เราไม่มีเหตุผลที่ต้องหยุด ในอีก 10 ปี 50 ปี 100 ปีข้างหน้า มหิดลยังมีบุคลากรที่พร้อมจะช่วยเหลือคน เพราะนี่คือปรัชญาและแก่นของมหาวิทยาลัย Mahidol Channel จึงเป็นช่องทางให้คนเหล่านั้นส่งต่อความรู้สู่สังคมได้มากและง่ายขึ้น</p>
<p>เป้าหมายที่เราซีเรียสที่สุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรม เราให้ค่าสิ่งนี้มากกว่าคำชม เพราะคือเชื้อไฟที่ทำให้เราลุยทำเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ผมจะพอใจมากถ้ามีคนอื่นทำแบบ Mahidol Channel บ้างไม่ว่าเป็นมหาวิทยาลัยไหน เพราะเรื่องนี้ดีกับทุกคน เป็นประโยชน์ต่อสังคมและทำให้สังคมดำเนินไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน</p>
<p><em><strong>*หมายเหตุ </strong>เป็นการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560</em></p>
<p><strong>website</strong><strong>|</strong> <a href="http://channel.mahidol.ac.th/">Mahidol Channel<br />
</a><strong style="background-color: initial;">facebook|</strong> <a href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/">Mahidol Channel<br />
</a><strong style="background-color: initial;">youtube| </strong><a href="https://www.youtube.com/user/mahidolchannel">Mahidol Channel</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ และ ทศพล แซ่จาง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-67/">Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-67/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ahh kard d : ร้านอาหารไทยจากความทรงจำก้นครัว ธรรมชาติ และอากาศดีๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/cafe-35/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/cafe-35/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทศพล เเซ่จาง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Jul 2017 02:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[café hunter]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหารอารีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านในสวน]]></category>
		<category><![CDATA[คาเฟ่]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศดี]]></category>
		<category><![CDATA[ahh kard d]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอากาศดี]]></category>
		<category><![CDATA[ร้านอาหารไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/cafe-35/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ahh kard d ร้านอาหารที่ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในย่านอารีย์ มีคอนเซปต์หลักของร้านที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ตามความตั้งใจของ ก้อง-ก้อง กิตติกรณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาอิสระ และ นก-พชรพรรณ กิตติกรณ์ แฟชั่นดีไซเนอร์หญิงผู้ผูกพันกับสีสันแสบสดของเครื่องแกง กลิ่นกระเทียมเจียว ตลอดจนเสียงครกก้นครัวของคุณแม่คุณยาย ทั้งคู่บอกว่า พวกเขายังคงปล่อยให้บริบทของสถานที่สร้างสรรค์ความพิเศษให้ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า ตัวอาคารเก่า หรือวัตถุดิบในการปรุง ที่เผยตัวตนน่ารักออกมาโดยไม่ฝืนธรรมชาติที่แท้จริง เช่นเดียวกับสาขาแรกในบ้านเก่าริมทะเลสาบหมู่บ้านสัมมากร ภาพยนตร์กับร้านอาหารดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่พวกเขากลับเชื่อมโยงสองศาสตร์นี้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว สังเกตได้จากการที่ร้าน &#8216;อากาศดี&#8217; ถูกคิดมาเหมือนภาพยนตร์เรื่องหนึ่งโดยมี ก้อง เป็นคนกำกับภาพรวม และมี นก แฟนสาวของเขาเป็นคนออกแบบรายละเอียดของอาหารทุกจานที่จะกลายเป็นฉากจบที่ประทับใจผู้ชม “หนังเรื่อง อากาศดี จะเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ทางเข้าของร้านที่มีต้นไม้เป็นจำนวนมาก พอเข้ามาก็จะเจอบ้านเท่ๆ และได้ลองทานอาหารไทยรสชาติอร่อย แต่สุดท้ายแล้วลูกค้าจะตีความหนังเรื่องนี้อย่างไรก็คงไม่หลุดออกจากคอนเซปต์หลักที่เราได้ตั้งไว้ตั้งแต่แรกแน่นอน” ฉากที่ประกอบด้วยต้นไม้ใหญ่และบ้านเก่ายุค 80 “สิ่งที่ยากที่สุดคือ สถานที่ เพราะชื่อร้านเรากำหนดไว้แล้วว่าต้องอากาศดี ก็ขับรถหาจนมาเจอบ้านยุค 80 หลังนี้ พวกเราชอบตรงที่มีต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น ไม่ติดถนนใหญ่ และคนไม่พลุกพล่าน” ต้นไม้หลากหลายชนิดริมสองฝั่งทางเข้ายืนต้อนรับเราเข้าสู่บ้านโมเดิร์นยุค 80 สีขาว ที่ผู้กำกับเลือกเก็บโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด แล้วเติมความอบอุ่นให้เข้าคอนเซปต์ร้าน [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cafe-35/">ahh kard d : ร้านอาหารไทยจากความทรงจำก้นครัว ธรรมชาติ และอากาศดีๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ahh kard d<strong style="background-color: initial"> </strong>ร้านอาหารที่ซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในย่านอารีย์ มีคอนเซปต์หลักของร้านที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ ตามความตั้งใจของ<br />
	<strong style="background-color: initial">ก้อง</strong><strong style="background-color: initial">-ก้อง<br />
กิตติกรณ์<br />
	</strong>ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาอิสระ และ <strong style="background-color: initial">นก</strong><strong style="background-color: initial">-พชรพรรณ กิตติกรณ์</strong> แฟชั่นดีไซเนอร์หญิงผู้ผูกพันกับสีสันแสบสดของเครื่องแกง<br />
กลิ่นกระเทียมเจียว ตลอดจนเสียงครกก้นครัวของคุณแม่คุณยาย</p>
<p>
	 ทั้งคู่บอกว่า พวกเขายังคงปล่อยให้บริบทของสถานที่สร้างสรรค์ความพิเศษให้<br />
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า  ตัวอาคารเก่า<br />
หรือวัตถุดิบในการปรุง ที่เผยตัวตนน่ารักออกมาโดยไม่ฝืนธรรมชาติที่แท้จริง เช่นเดียวกับสาขาแรกในบ้านเก่าริมทะเลสาบหมู่บ้านสัมมากร</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5605.jpg"></p>
<p>
	ภาพยนตร์กับร้านอาหารดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง<br />
แต่พวกเขากลับเชื่อมโยงสองศาสตร์นี้เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว<br />
สังเกตได้จากการที่ร้าน &#8216;อากาศดี&#8217; ถูกคิดมาเหมือนภาพยนตร์เรื่องหนึ่งโดยมี ก้อง เป็นคนกำกับภาพรวม<br />
และมี นก แฟนสาวของเขาเป็นคนออกแบบรายละเอียดของอาหารทุกจานที่จะกลายเป็นฉากจบที่ประทับใจผู้ชม</p>
<p>
	“หนังเรื่อง<br />
	<em>อากาศดี </em>จะเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ทางเข้าของร้านที่มีต้นไม้เป็นจำนวนมาก<br />
พอเข้ามาก็จะเจอบ้านเท่ๆ และได้ลองทานอาหารไทยรสชาติอร่อย แต่สุดท้ายแล้วลูกค้าจะตีความหนังเรื่องนี้อย่างไรก็คงไม่หลุดออกจากคอนเซปต์หลักที่เราได้ตั้งไว้ตั้งแต่แรกแน่นอน”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5722.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5637.jpg"></p>
<p>
	<strong>ฉากที่ประกอบด้วยต้นไม้ใหญ่และบ้านเก่ายุค 80</strong></p>
<p>
	“สิ่งที่ยากที่สุดคือ สถานที่<br />
เพราะชื่อร้านเรากำหนดไว้แล้วว่าต้องอากาศดี ก็ขับรถหาจนมาเจอบ้านยุค 80 หลังนี้ พวกเราชอบตรงที่มีต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น ไม่ติดถนนใหญ่ และคนไม่พลุกพล่าน”<br />
	<strong></strong></p>
<p>
	  ต้นไม้หลากหลายชนิดริมสองฝั่งทางเข้ายืนต้อนรับเราเข้าสู่บ้านโมเดิร์นยุค 80 สีขาว ที่ผู้กำกับเลือกเก็บโครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด แล้วเติมความอบอุ่นให้เข้าคอนเซปต์ร้าน<br />
ตกแต่งเปลือกอาคารบริเวณทางเข้าด้วยไม้ และประตูบานเลื่อนกรอบไม้กรุกระจกใสบานใหญ่เต็มผนังแบบเซน<br />
เมื่อมีโลโก้ร้านที่เป็นลายมือเขียน ทุกอย่างจึงดูลงตัว อ่อนละมุนมากขึ้น</p>
<p>
	เคาน์เตอร์บาร์ทำขึ้นจากอิฐช่องลมยุคเดียวกับบ้าน<br />
ชุดโต๊ะไม้ตัวใหญ่ และเก้าอี้ไม้ทรงเรียบง่ายที่ชวนให้นึกถึงความทรงจำสมัยเรียนในห้องสีขาวโล่ง<br />
คือองค์ประกอบฉากที่ก้องตั้งใจอิงกับธรรมชาติของสถานที่เดิม เปรียบเสมือนให้ธรรมชาติช่วยอีกแรง<br />
ทุกอย่างจึงดูสวยงาม บรรยากาศดี ตามที่ทั้งคู่ต้องการ</p>
<p>
	“ความรู้สึกเมื่อเข้าไปในตัวร้านแล้วจะต้องรู้สึกผ่อนคลาย<br />
สบายๆ ทุกอย่างในร้านถูกทำออกมาในแบบที่เราชอบ เวลาเรารู้ตัวว่าเราชอบอะไร พอทำออกมาแล้วมันจะไม่ซ้ำกับสิ่งที่คนอื่นทำก่อนหน้านี้”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5694.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5671.jpg"></p>
<p>
	<strong>ตัวละครลับในห้องครัวควันโขมง</strong><strong></strong></p>
<p>
	<strong></strong>ห้องครัวของร้านอากาศดีเป็นห้องครัวแบบเปิดที่สร้างต่อเติมออกมา<br />
ทำให้ทุกคนสามารถออกตามหาเจ้าของเสียงครกที่กำลังตำพริกแกงและผู้สร้างกลิ่นกระเทียมเจียวหอมๆ<br />
อย่างคุณนกกับคุณแม่ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูอาหารต่างๆ ของร้านได้ไม่ยาก</p>
<p>
	“ปกติคุณแม่จะลงมาเข้าครัวด้วยกันค่ะ<br />
เพราะหลายๆ เมนูก็มีต้นตำรับจากคุณแม่ คุณแม่ไม่เคยเปิดร้านอาหารมาก่อนแต่แค่พยายามสรรหาอะไรใหม่ๆ<br />
ให้เรากิน ความลำบากเวลาไปทำนาไกลๆ เมื่อก่อนก็ทำให้คุณแม่คุณยายต้องเตรียมครกไปแล้วหาวัตถุดิบเอาที่ไร่นา นำมาคลุกขยำตำโขกกันเอง”</p>
<p>
	การทำอาหารของร้านอากาศดีนั้นจะไม่มีเครื่องครัวไฟฟ้ามาช่วยทุ่นแรง เช่นพริกแกงที่ไม่ใช้เครื่องปั่นช่วย<br />
แต่จะใช้ครกในการตำจนละเอียด ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตห้องครัวของอากาศดียังมีแนวโน้มจะพัฒนาให้กลายเป็น<br />
‘ครัวเย็น’<br />
หมายถึงไม่ใช้ความร้อนในการปรุงอาหาร แน่นอนว่าก้องและนกตั้งชื่อแผนการนี้ว่า<br />
โปรเจกต์ &#8216;ตำยำขยำโขก&#8217;</p>
<p>
	“ครัวเราเน้นครกหลายขนาด ทั้งครกดินและหิน เพื่อแยกตำพริก ตำเครื่องแกง<br />
ตำปลาแห้ง เรารู้สึกว่าเสียงครกมันมีเสน่ห์มาก สมัยยังเด็กคุณแม่จะตื่นตั้งแต่ตี 5<br />
เพื่อตำพริกแกง เสียงนั้นเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกประจำบ้าน”</p>
<p>
	เสน่ห์ของเสียงครกทำให้เเขกใกล้ชิดกับกระบวนการต่างๆ<br />
และความทรงจำของเจ้าของร้านมากขึ้น ไม่ใช่เเค่เดินทางมากินจนอิ่มเเล้วจากไป เเต่ชวนให้เรารู้สึกเหมือนกำลังกินข้าวแบบไม่รีบร้อนที่บ้านเพื่อน<br />
ที่มีคุณแม่ใจดีคอยปรุงเมนูหอมอร่อยต้อนรับ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5563.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<p>
	<strong></strong></p>
<p>
	<strong>ตอนจบภาพยนตร์ที่เขียนขึ้นจากกากหมู กระเทียมเจียว<br />
และข้าวสวยร้อนๆ<br />
	</strong><strong></strong></p>
<p>
	<strong></strong>เมนูอาหารของอากาศดีเป็นอาหารที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น “เมนูหลายๆ อย่างของที่ร้านนั้นมีต้นตำรับมาจากคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็เรียนรู้มาจากคุณยาย<br />
พอเรามีโอกาสได้เปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองก็อยากลองทำเมนูพวกนี้ให้คนอื่นได้ลองชิมดูบ้าง” นกเล่า</p>
<p>
	“ทุกๆ<br />
อย่างต้องทำออกมาอย่างพิถีพิถัน ทุกวัตถุดิบ เครื่องปรุงหลายๆ ที่เลือกใช้นั้นต้องสด<br />
และทำขึ้นใหม่ทุกวัน อย่างเช่น น้ำมันหมู กากหมู กระเทียมเจียว หอมแดงเจียว<br />
หรือแม้กระทั่งข้าวคั่ว เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งกลิ่นหอมออกมาก็ต่อเมื่อมันถูกทำเสร็จใหม่ๆ”</p>
<p>
	วัตถุดิบจะใช้เท่าที่มีตามฤดูกาลนั้นๆ<br />
สิ่งไหนไม่มีก็จะไม่พยายามหามาใช้ เมื่อมีวัตถุดิบที่ดีแล้ว<br />
การปรุงอาหารก็ต้องทำออกมาให้ดีอีกด้วย  “การทำอาหารไทยให้อร่อย ต้องทำให้ครบรส เผ็ดจากพริก<br />
หวานจากน้ำตาล เปรี้ยวจากมะนาว เค็มจากเกลือ<br />
เมื่อปรุงให้ครบรสมันจะกลมกล่อมอร่อยลงตัวเลยทีเดียว ที่สำคัญจะบอกแม่ครัวเสมอว่า<br />
ทำอาหารให้ลูกค้ากิน ต้องทำให้เหมือนเรากินเอง”</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/akd2.jpg"></p>
<p>
	  อย่าง ‘หมูสับปลาเค็มคลุกไข่เค็ม’ จานนี้เป็นจานที่คุณนกคุ้นเคยเเละทานมาตั้งเเต่สมัยยังเด็ก<br />
เราชอบการโคจรมาเจอระหว่างความหวานที่ได้จากเนื้อหมู  ความเค็มของปลา กับความมันจากไข่เค็ม ก่อนเพิ่มสัมผัสเวลาเคี้ยวอีกนิดด้วยความกรอบจากกากหมู ซึ่งเป็นส่วนผสมที่คุณนกมักสอดแทรกเข้าไปในหลายเมนูของที่นี่</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/akd12.jpg"></p>
<p>
	‘เมี่ยงกุ้งเเซ่บอากาศดี’ จานนี้เป็นการผสมผสานระหว่างอาหารคาวเเละอาหารว่าง จากปกติที่เราเคยทานเมี่ยงที่มีรสชาติที่หวานนำ<br />
เมื่อได้มาลองเมี่ยงคำของอากาศดีจะรับรู้ถึงความสดใหม่ของใบชะพลูที่ทางร้านปลูกเอง<br />
ความหอมจากพริกขี้หนูสวนสดๆ ที่ให้ความเผ็ดลึกกว่าพริกขี้หนูสายพันธุ์อื่น เนื้อกุ้งกุลาดำสดใหม่<br />
พร้อมด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดที่เปรี้ยวนำเเละตามด้วยเค็มในตอนจบ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/akd8.jpg"></p>
<p>
	ส่วนเครื่องดื่มที่เรารักมาก<br />
คือ Matcha<br />
Green Tea Espresso ผลลัพธ์ดีๆ ที่คุณก้องทดลองผสมผสานความหอมหวานของชาเขียวเข้ากับเอสเพรสโซ นอกจากนี้ยังมีกาแฟดริปเสริมมาให้เข้ากับคอนเซปต์อันแสนเรียบง่าย<br />
และเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้นไปอีก</p>
<p>
	อากาศดี คือร้านอาหารที่เคารพกฏเกณฑ์ของความเป็นธรรมชาติ<br />
ทุกอย่างล้วนทำตามสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ทั้งการตกแต่งที่ไม่ปรุงแต่งจนห่างไกลจากธรรมชาติของสถานที่เดิม<br />
หรือการเคารพในธรรมชาติในแง่วัตถุดิบอาหาร ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อประสบการณ์ที่ดีของผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง<br />
	<em>อากาศดี </em>ตั้งแต่ต้นจนจบบริบูรณ์</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_57361.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/VIZ_5770.jpg"></p>
<h3><strong>ahh kard d</strong></h3>
<p>
	<strong>address: </strong>ซอยพิบูลวัฒนา 1 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400<br /><strong style="background-color: initial">วันเวลาเปิด-ปิด</strong><strong style="background-color: initial">: </strong>อังคาร-ศุกร์ เปิด 11.00 &#8211; 22.00 น., เสาร์-อาทิตย์ เปิด 09.30 &#8211; 22.00 น. (หยุดวันจันทร์)<br /><strong style="background-color: initial">โทรศัพท์: </strong>06-5587-5595<br /><strong style="background-color: initial">facebook | </strong><a href="http://facebook.com/ahhkardd">ahh kard d</a></p>
<p><em>ภาพ: กฤต วิเศษเขตการณ์ , </em><em>ทศพล แซ่จาง</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/cafe-35/">ahh kard d : ร้านอาหารไทยจากความทรงจำก้นครัว ธรรมชาติ และอากาศดีๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/cafe-35/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tianjin : เมืองใหญ่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแสนหลากหลาย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-125/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-125/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ทศพล เเซ่จาง]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jul 2017 01:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Tainjin]]></category>
		<category><![CDATA[เทียนจิน]]></category>
		<category><![CDATA[Tianjin Eye]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-125/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อคิดว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน ประเทศจีนคงไม่ได้อยู่ในใจของใครหลายๆ คน อาจเพราะความวุ่นวายกับจำนวนคนที่มากมาย วัฒนธรรมที่แตกต่างกันเกินไป หรือภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ใช้อย่างแพร่หลาย จึงทำให้หลายคนกลัวและไม่กล้าไปที่ประเทศแห่งนี้ เทียนจิน คือเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศจีน ตั้งอยู่ทางทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปักกิ่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ตอนแรกคือเราจะอยู่ปักกิ่ง 2 สัปดาห์แล้วจะแวะไปเทียนจินแค่หนึ่งคืน แต่กลายเป็นว่าเมื่อไปถึงกลับได้เจออะไรหลายๆ อย่างและเปลี่ยนใจเป็นอยู่นานกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก เปลี่ยนใจครั้งที่หนึ่ง Tianjin Eye ชิงช้าสวรรค์ที่สร้างอยู่บนสะพานกลางแม่น้ำจื่อหย๋า เป็นสถานที่ที่เราตั้งใจจะมาตั้งแต่แรก แต่เมื่อไปถึงกลับต้องตกใจกับจำนวนคนที่ต่อคิวอยู่ และยิ่งไปกว่านั้นคือมีป้ายเขียนไว้บนกำแพงว่า &#8216;วันนี้ตั๋วขายหมดแล้ว&#8217; ตอนนั้นเราถึงกับทำอะไรไม่ถูก อุตส่าห์มาถึงที่แล้วแต่ไม่ได้ขึ้นไปนั่งชมวิวบนชิงช้าสวรรค์ก็เหมือนมาไม่ถึงเทียนจิน ทำให้ในวันรุ่งขึ้นระหว่างที่เตรียมตัวกลับปักกิ่ง เลยเปลี่ยนใจว่าจะอยู่ต่ออีกสักวัน ทิ้งตั๋วรถไฟที่ซื้อไปแล้วและจองห้องพักเพิ่มเพื่อจะได้สัมผัสประสบการณ์การขึ้นชิงช้าสวรรค์ในคืนที่สอง แต่ว่าในคืนนั้นทุกอย่างก็รีบไปหมด ต้องรีบกลับให้ทันรถไฟรอบสองทุ่มเพราะว่ารถแท็กซี่ของจีนแพงกว่ารถไฟมาก แต่เราก็ต้องนั่งรอพระอาทิตย์ตกตอนทุ่มกว่าๆ เพื่อที่จะได้รูปถ่ายวิวพระอาทิตย์ตกดินด้วย วันนั้นเราตัดสินใจเดินเท้าในเมืองไปเรื่อยๆ จนถึง Tianjin Eye เพื่อจะได้ชมเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกกับจีนเข้าด้วยกัน เป็นความรู้สึกที่แปลกเมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างยุคใหม่และยุคเก่าของสองวัฒนธรรมมาอยู่ในจุดเดียวกัน เราไปถึง Tianjin Eye ตั้งแต่ห้าโมงเย็นเพื่อไปซื้อตั๋วก่อนและนั่งรอเวลาถึงหนึ่งทุ่มเพื่อให้ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน เราจะได้อยู่บนจุดสูงสุดของชิงช้าสวรรค์พอดี เมื่อเราขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของชิงช้า เรารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายจนในที่สุดก็ได้รูปที่ตั้งไว้ รูปที่มีวิวเเม่น้ำจื่อหย๋าไหลผ่านตัวเมืองตอนพระอาทิตย์ตกดิน เเต่โชคไม่ค่อยเข้าข้างเราเท่าไหร่ เพราะเมฆที่หนาเกินไปทำให้พระอาทิตย์ในรูปนั้นไม่ค่อยชัด แต่ก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการเปลี่ยนใจครั้งแรกของเราแล้วล่ะ เปลี่ยนใจครั้งที่สอง ยิ่งอยู่ที่เทียนจิน เราก็ยิ่งติดใจ อาจจะเพราะบ้านเมืองที่สวยงาม สะอาด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-125/">Tianjin : เมืองใหญ่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแสนหลากหลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เมื่อคิดว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน<br />
ประเทศจีนคงไม่ได้อยู่ในใจของใครหลายๆ คน อาจเพราะความวุ่นวายกับจำนวนคนที่มากมาย วัฒนธรรมที่แตกต่างกันเกินไป<br />
หรือภาษาอังกฤษที่ไม่ได้ใช้อย่างแพร่หลาย จึงทำให้หลายคนกลัวและไม่กล้าไปที่ประเทศแห่งนี้</p>
<p>
	เทียนจิน<br />
คือเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศจีน<br />
ตั้งอยู่ทางทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปักกิ่ง จากเดิมที่วางแผนไว้ตอนแรกคือเราจะอยู่ปักกิ่ง<br />
2 สัปดาห์แล้วจะแวะไปเทียนจินแค่หนึ่งคืน แต่กลายเป็นว่าเมื่อไปถึงกลับได้เจออะไรหลายๆ<br />
อย่างและเปลี่ยนใจเป็นอยู่นานกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก</p>
<p>
	<strong>เปลี่ยนใจครั้งที่หนึ่ง</strong></p>
<p>
	Tianjin Eye ชิงช้าสวรรค์ที่สร้างอยู่บนสะพานกลางแม่น้ำจื่อหย๋า<br />
เป็นสถานที่ที่เราตั้งใจจะมาตั้งแต่แรก แต่เมื่อไปถึงกลับต้องตกใจกับจำนวนคนที่ต่อคิวอยู่<br />
และยิ่งไปกว่านั้นคือมีป้ายเขียนไว้บนกำแพงว่า &#8216;วันนี้ตั๋วขายหมดแล้ว&#8217; ตอนนั้นเราถึงกับทำอะไรไม่ถูก อุตส่าห์มาถึงที่แล้วแต่ไม่ได้ขึ้นไปนั่งชมวิวบนชิงช้าสวรรค์ก็เหมือนมาไม่ถึงเทียนจิน<br />
ทำให้ในวันรุ่งขึ้นระหว่างที่เตรียมตัวกลับปักกิ่ง<br />
เลยเปลี่ยนใจว่าจะอยู่ต่ออีกสักวัน ทิ้งตั๋วรถไฟที่ซื้อไปแล้วและจองห้องพักเพิ่มเพื่อจะได้สัมผัสประสบการณ์การขึ้นชิงช้าสวรรค์ในคืนที่สอง<br />
แต่ว่าในคืนนั้นทุกอย่างก็รีบไปหมด ต้องรีบกลับให้ทันรถไฟรอบสองทุ่มเพราะว่ารถแท็กซี่ของจีนแพงกว่ารถไฟมาก<br />
แต่เราก็ต้องนั่งรอพระอาทิตย์ตกตอนทุ่มกว่าๆ เพื่อที่จะได้รูปถ่ายวิวพระอาทิตย์ตกดินด้วย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tianjin.jpg"></p>
<p>
	วันนั้นเราตัดสินใจเดินเท้าในเมืองไปเรื่อยๆ<br />
จนถึง Tianjin Eye เพื่อจะได้ชมเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกกับจีนเข้าด้วยกัน<br />
เป็นความรู้สึกที่แปลกเมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างยุคใหม่และยุคเก่าของสองวัฒนธรรมมาอยู่ในจุดเดียวกัน</p>
<p>
	เราไปถึง Tianjin<br />
Eye ตั้งแต่ห้าโมงเย็นเพื่อไปซื้อตั๋วก่อนและนั่งรอเวลาถึงหนึ่งทุ่มเพื่อให้ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน<br />
เราจะได้อยู่บนจุดสูงสุดของชิงช้าสวรรค์พอดี เมื่อเราขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของชิงช้า<br />
เรารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายจนในที่สุดก็ได้รูปที่ตั้งไว้<br />
รูปที่มีวิวเเม่น้ำจื่อหย๋าไหลผ่านตัวเมืองตอนพระอาทิตย์ตกดิน<br />
เเต่โชคไม่ค่อยเข้าข้างเราเท่าไหร่ เพราะเมฆที่หนาเกินไปทำให้พระอาทิตย์ในรูปนั้นไม่ค่อยชัด<br />
แต่ก็ไม่เป็นไร แค่นี้ก็คุ้มค่ากับการเปลี่ยนใจครั้งแรกของเราแล้วล่ะ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-7.jpg"></p>
<p>
	<strong>เปลี่ยนใจครั้งที่สอง</strong></p>
<p>
	ยิ่งอยู่ที่เทียนจิน เราก็ยิ่งติดใจ<br />
อาจจะเพราะบ้านเมืองที่สวยงาม สะอาด และสงบกว่าหลายๆ ที่ในประเทศจีน เลยทำให้เราตัดสินใจว่าจะอยู่ต่ออีกหนึ่งคืน<br />
เพราะคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทำไมไม่เที่ยวให้ครบไปเลยล่ะ เดินให้ทั่วเมืองไปเลย! เพราะส่วนตัวเราเป็นคนชอบเดินเล่น ถ่ายรูปมุมต่างๆ ในเมืองไปเรื่อยๆ อยู่เเล้ว</p>
<p>
	อย่างแม่น้ำไห่เหอซึ่งเป็นแม่น้ำต้นสายของแม่น้ำจื่อหย๋า<br />
วิวสองข้างทางมีสิ่งก่อสร้างทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าๆ สไตล์ตะวันตก<br />
ส่วนอีกฝั่งเป็นตึกยุคใหม่ทั่วไป ทั้งสองฝั่งอาจจะเป็นอะไรที่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อมองออกไปมันกลับสวยน่ามองแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/tianjin-2.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-31.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-2aa.jpg"></p>
<p>
	สิ่งก่อสร้างโบราณในเมืองเทียนจินไม่ได้มีแค่ตึกเก่าสไตล์ตะวันตกเท่านั้น<br />
แต่เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ จะเจอถนนเส้นหนึ่งที่มีเพียงสิ่งก่อสร้างแบบจีนโบราณด้วย<br />
ถนนเส้นนี้จะเป็นย่านสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าเดินมาทั้งวันแล้วหิวล่ะก็ บอกเลยว่าที่นี่มีอาหารท้องถิ่นของจีนให้กินเยอะเลย<br />
มีมุมสวยๆ ให้เราถ่ายภาพเก็บเป็นความทรงจำ หรือแม้แต่จะเดินช้อปปิ้งซื้อของกลับไปฝากเพื่อนๆ<br />
ก็ได้เหมือนกัน</p>
<p>
	หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักเมืองเทียนจิน<br />
หรืออาจจะเคยแค่หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาบ้างแต่กลับพบว่าไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย<br />
เลยอาจจะคิดว่าที่นี่คงไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่เมื่อเราได้มาสัมผัสจริงๆ ถึงได้ค้นพบว่าที่นี่มีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะ<br />
มันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ การมาเทียนจินครั้งนี้ของเราอาจจะมั่วๆ<br />
หน่อย คิดอยากอยู่ต่อก็อยู่ ไม่เป็นไปตามที่แผนการแต่แรก<br />
จะว่าไปก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ หากใครมีโอกาสก็ลองเปิดใจให้กับประเทศจีนดู<br />
แล้วจะรู้ว่าที่ประเทศนี้ก็มีดีไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-4.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-5.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-6.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/photo-8.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
<h3>Tainjin (天津市)</h3>
<p>
	<strong>how to get there:</strong> เดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ<br />
สู่ปักกิ่ง แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูง ใช้เวลาประมาณ 35 &#8211; 50 นาที</p>
<p><strong><br />
	map</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-125/">Tianjin : เมืองใหญ่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแสนหลากหลาย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-125/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
