<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ณัฐภัทร บุญส่งประเสริฐ, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author425/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author425/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Mon, 15 Feb 2021 04:48:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-67/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-67/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ฆฤณ ถนอมกิตติ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2017 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Life]]></category>
		<category><![CDATA[Q and a day]]></category>
		<category><![CDATA[Interview]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Mahidol Channel]]></category>
		<category><![CDATA[ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์]]></category>
		<category><![CDATA[วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อการศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-67/</guid>

					<description><![CDATA[<p>คงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นมหาวิทยาลัยผลิตสื่อของตัวเองขึ้นมา แต่ในความรู้สึกแรก หลายคนคงคิดว่าสื่อมหาลัย ‘น่าเบื่อ’ และจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ท่ามกลางความเข้าใจเช่นนี้ Mahidol Channel ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อเสมอไป และความรู้บนหิ้งก็สามารถนำมาทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้ กว่า 5 ปีแล้วที่ Mahidol Channel เริ่มต้นถ่ายทอดความรู้จากมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งช่องทางโทรทัศน์ ยูทูบและเพจเฟซบุ๊ก เอกลักษณ์ด้าน Edutainment (คำที่รวมเอา Education กับ Entertainment เข้าด้วยกัน) นำมาสู่การผลิตรายการป้อนสู่โลกออนไลน์ที่มีทั้งสาระ ความบันเทิงและประโยชน์ต่อผู้ชมทุกคน เราได้มีโอกาสคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมนี้ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์แบงค์-ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ และ แมว-วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทีซีบีเอ็น จำกัด 2 ฟันเฟืองใหญ่ที่ขับเคลื่อน Mahidol Channel พวกเขาจะมาย้อนเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่มีผู้ติดตามบนยูทูปกว่า 280,000 คน และยอดชมกว่า 75 ล้านครั้ง รวมถึงเพจเฟซบุ๊กที่มียอดไลค์กว่า 310,000 ไลค์ เมื่อความรู้ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง อาจารย์แบงค์: มหาวิทยาลัยเริ่มทำ Mahidol Channel เมื่อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-67/">Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่แปลกถ้าเราจะเห็นมหาวิทยาลัยผลิตสื่อของตัวเองขึ้นมา แต่ในความรู้สึกแรก หลายคนคงคิดว่าสื่อมหาลัย ‘น่าเบื่อ’ และจำกัดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น</p>
<p>ท่ามกลางความเข้าใจเช่นนี้ <a href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/">Mahidol Channel</a> ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าความรู้ไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อเสมอไป และความรู้บนหิ้งก็สามารถนำมาทำให้คนทั่วไปเข้าใจได้</p>
<p>กว่า 5 ปีแล้วที่ Mahidol Channel เริ่มต้นถ่ายทอดความรู้จากมหาวิทยาลัยมหิดลทั้งช่องทางโทรทัศน์ ยูทูบและเพจเฟซบุ๊ก เอกลักษณ์ด้าน Edutainment (คำที่รวมเอา Education กับ Entertainment เข้าด้วยกัน) นำมาสู่การผลิตรายการป้อนสู่โลกออนไลน์ที่มีทั้งสาระ ความบันเทิงและประโยชน์ต่อผู้ชมทุกคน</p>
<p>เราได้มีโอกาสคุยกับผู้อยู่เบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่กำลังมาแรงได้รับความนิยมนี้ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล <strong>อาจารย์แบงค์-ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์</strong> และ <strong>แมว-วีรณา โอฬารรักษ์ธรรม</strong> ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท ทีซีบีเอ็น จำกัด 2 ฟันเฟืองใหญ่ที่ขับเคลื่อน Mahidol Channel พวกเขาจะมาย้อนเล่าถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสื่อการศึกษาที่มีผู้ติดตามบนยูทูปกว่า 280,000 คน และยอดชมกว่า 75 ล้านครั้ง รวมถึงเพจเฟซบุ๊กที่มียอดไลค์กว่า 310,000 ไลค์</p>
<h3><strong>เมื่อความรู้ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/re.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong>: มหาวิทยาลัยเริ่มทำ Mahidol Channel เมื่อ 5 ปีก่อน แรกเริ่มเกิดจากอธิการบดีท่านก่อน ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ท่านมาจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่นั่นมี RAMA CHANNEL เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้เชิงการแพทย์แก่คนที่สนใจ ท่านคิดว่าน่าจะดีที่จะเอาโมเดลนั้นมาปรับใช้ในภาคส่วนที่ใหญ่ขึ้น โดยนำความรู้ทุกแหล่งของมหาวิทยาลัยสื่อสารออกไปถึงคนข้างนอกให้เข้าใจ</p>
<p>ปกติองค์ความรู้เหล่านี้มักมาจากนักวิจัย สิ่งที่นักวิจัยสื่อสารออกมาคืองานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แต่วารสารเหล่านี้เหมาะกับคนสายตรงเท่านั้น โอกาสที่คนทั่วไปจะได้อ่านอย่างเข้าใจมีน้อย ผมมองว่า Mahidol Channel คือการเปลี่ยนระบบเหล่านี้ แทนที่จะตีพิมพ์เป็นงานวิจัยอย่างเดียว แต่เราเปลี่ยนรูปแบบจากการศึกษาเชิงวิชาการล้วนๆ ให้เป็นการศึกษาเพื่อคนทั่วไปมากขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_1710.jpg" /></p>
<p><strong>แมว</strong>: ก่อนหน้านี้เราทำ thaiteachers.tv มาก่อน ได้งบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งมาทำสื่อการศึกษาของครูทั่วประเทศ ทำได้ 2 &#8211; 3 ปี จนเป็นโปรไฟล์ว่าเราถนัดเรื่องสื่อการศึกษาซึ่งมีอยู่น้อยมากในวงการสื่อบ้านเรา</p>
<p>วันหนึ่ง ศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองอธิการบดีขณะนั้น โทรหาเราเพื่อชวนมาทำ Mahidol Channel ตอนนั้นเราถามอาจารย์ไป 2 คำถาม คือทำไมมหิดลถึงอยากทำสื่อแนวนี้ และทำให้ใครดู อาจารย์ตอบกลับมาว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นปัญญาของแผ่นดิน เราอยากทำหน้าที่นำองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วออกไปนอกรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนคำถามที่สอง อาจารย์บอกว่าทำให้ประชาชนทั่วไปดู ทั้งสองคำตอบนี้เราชอบมาก เพราะอาจารย์ไม่ได้ทำให้เฉพาะนักศึกษาดู ไม่ได้มีเจตนาที่จะโปรโมตมหาวิทยาลัย แต่ทำเพื่อส่งต่อความรู้ให้คนทั่วไปจริงๆ รวมถึงที่อาจารย์รัชตะบอกในวันเปิดตัว Mahidol Channel ว่าส่วนใหญ่งานวิจัยของมหิดล ทำเสร็จแล้วก็แขวนไว้ ไม่มีใครเอามาเล่าเรื่องให้น่าสนใจและนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ Mahidol Channel จะทำให้งานเหล่านั้นไม่อยู่บนหิ้งอีกต่อไป สื่อนี้จะนำข้อมูลมากรองให้เข้าใจง่าย น่าสนใจและน่าติดตามมากขึ้น เราจึงตอบตกลงและร่วมพัฒนาไปกับเขา”</p>
<h3><strong>คลังความรู้ที่ไม่มีวันหมด</strong></h3>
<p><strong>อาจารย์แบงค์: </strong>มหาวิทยาลัยมหิดลมียุทธศาสตร์หลายด้าน ทั้งการวิจัย การศึกษา การบริหารจัดการและการบริการสังคม สำหรับ Mahidol Channel เกิดขึ้นเพื่อบริการสังคมด้านการให้ความรู้ พาบุคลากรที่มีความสามารถของมหาวิทยาลัยให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น เชื่อมคนที่อยู่ไกลมาอยู่ใกล้ความรู้เหล่านี้</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/animal.jpg" /></p>
<p>เรามีเป้าหมายอยู่แล้วว่าอยากเอาความรู้เหล่านี้ส่งต่อให้คนดู ให้เกิดผลกระทบที่ดี แม้เนื้อหาของเราผ่านมา 5 ปีก็ยังคงร่วมสมัยอยู่ เราจึงแบ่งกลุ่มผู้ชมเป็นช่วงอายุแล้วนำเนื้อหาที่มีหลากหลายมานำเสนอให้ตรงกับผู้ชม เราพยายามมองให้เป็นการเรียนรู้ระยะยาว พยายามให้ความรู้แก่ทุกช่วงวัย เช่น เด็กชอบรายการสัตว์ เราเลยมี <em>Animals Speak</em>, <em>จิ๋วซ่าส์ นักประดิษฐ์ </em>หรือ <em>ฟิสิกส์สนุก</em> พอวัยรุ่นเรามีรายการ<em> Hipstyle </em>เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขา ส่วนวัยทำงานก็จะเน้นสุขภาพมากขึ้น มองให้ครบทุกช่วง แต่เหนืออื่นใดคือเราขีดเส้นชัดเจนว่าเราเป็นใคร เนื้อหาเรามีสาระ กินง่ายแต่ไม่ตลกโดยเอาแค่บันเทิงอย่างเดียว</p>
<p><strong>แมว</strong>: มหิดลมีองค์ความรู้เหล่านี้เยอะมากและเราเชื่อมั่นในเนื้อหาที่ครอบคลุมแง่มุมชีวิตต่างๆ จากการทำมา 4 &#8211; 5 ปี เนื้อหามีไม่อั้นเลย ซึ่งเราคิดว่าแต่ละข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือและเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทั้งนั้น เช่น การสอนตรวจโรคต่างๆ ด้วยตนเอง การกินยาให้ถูกวิธี หรือแม้แต่การออกกำลังกายเพื่อสร้างซิกส์แพ็ก</p>
<h3><strong>ความรู้ในสื่อที่ก้าวไปตามจังหวะสังคม</strong></h3>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong>: สังคมกำลังเข้าสู่ยุค Video First Mahidol Channel เลยพยายามทำให้การศึกษาเข้าสู่รูปแบบวิดีโอและโทรศัพท์มากขึ้น การเข้าสู่สื่อออนไลน์คุ้มค่ามากกว่าเพราะสร้างผลกระทบได้พอๆ กับสื่อเก่าแต่ค่าใช้จ่ายต่ำลง เข้าถึงคนได้มากกว่า เราต้องพัฒนาไปตามสังคมปัจจุบัน ไปให้ถูกทาง ต้องปรับเปลี่ยนให้เร็วในทุกสถานะ</p>
<p><strong style="background-color: initial;">แมว</strong>: เทียบกับมหาวิทยาลัยในไทยทั้งหมด เรากล้าพูดว่ามหิดลเป็นผู้บุกเบิก และเป็น Edutainment Media ที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย ปีแรกเรามียอดเข้าชมรวมประมาณล้านกว่าวิว ปีที่สองเป็น 13 ล้าน ปีที่สามเพิ่มเกือบ 30 ล้าน ตอนนี้เพิ่มเดือนละ 2 &#8211; 3 ล้านวิว ส่วนเฟสบุ๊กใน 3 เดือนนี้มียอดวิวกว่า 10 ล้าน เรื่องการเติบโตนี้ไม่ใช่เราเป็นคนพูด แต่เป็นคนจาก Google ที่สิงคโปร์ เขาจับตาดูและติดต่อเรามาเพราะเขาเห็นว่าเราเติบโตเร็วมากๆ เขามาคุยเรื่องการเป็น Official Partner ร่วมกันเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทั้งทำเนื้อหาบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ ทำรายการให้สั้นลงเพราะพฤติกรรมคนเสพเปลี่ยนไป ตั้ง thumbnail มีชื่อดึงดูดให้คนอยากชม หรือช่วยเราเรื่อง SEO ให้ค้นหาแล้วเจอเราง่ายขึ้น โดยรวมแล้วถือว่าเราพัฒนาขึ้นกว่าเดิมมากนะ</p>
<h3><strong>ขบคิดระหว่างคุณภาพและปริมาณ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/reeeeeee1.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์</strong><strong>:</strong> ถึงเราจะทำสื่อแต่ต้องเข้าใจว่าเอาแค่ยอดวิวอย่างเดียวไม่ได้ อย่างยอดรวมคนดูปัจจุบันประมาณ 96 ล้านวิว ปีนี้เราตั้งเป้าให้ไปถึง 130 ล้านวิว ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอยังต้องเป็นเนื้อหาที่เราอยากสื่อสารออกไปจริงๆ ถ้าเราจะบังคับให้ถึง 130 ล้านมันไม่ยากหรอก บูสต์โพสต์ก็ได้ แต่เราไม่ทำ ทั้งหมดตอนนี้เป็นออร์แกนิกล้วนๆ เน้นเนื้อหาที่คนดูแชร์จริงๆ โชคดีที่เราไม่ใช่บริษัทเอกชนที่ทุกอย่างต้องสู้กันด้วยยอดวิว ไม่ต้องนำยอดไปขายโฆษณา โอเค เราอยากได้ความนิยมเพื่อสื่อสารออกไป แต่สุดท้ายเราต้องให้ความรู้และไม่บันเทิงจนเกินไป และต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างคุณภาพและปริมาณ</p>
<p>ส่วนการสื่อสารกับทีมโปรดักชัน สิ่งที่เราให้ทีมนั้นคือนโยบายและทิศทางในแต่ละปี ปีล่าสุดเราเน้นแคมเปญเพื่อส่งผลกระทบต่อสังคมมากขึ้น เรามี 4 แคมเปญ เรื่องแรกคือ ‘มะเร็งรู้เร็วหายได้’ ต่อมาเป็นเรื่องอาหาร ผู้สูงอายุ และสิ่งแวดล้อม ในขั้นตอนการทำงาน ทั้งฝ่ายโปรดักชันและเราต้องจูนข้อมูลและวิธีนำเสนอร่วมกัน ประชุมกันเดือนหนึ่งมากกว่าหนึ่งครั้ง อัพเดตผลงานว่าออกมาเป็นยังไงแล้วดูว่าอะไรดีอะไรไม่ดี</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF8101.jpg" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>แมว</strong><strong>:</strong> เรามองคอนเทนต์เป็นคอนเทนต์ ไม่ได้มองเป็นรายการทีวี พอมองแบบนี้จะเห็นจุดมากมายในรายละเอียด จะรู้ว่าน่าเอาอะไรออกมาเล่น ถ้าเนื้อหาดี เล่าเรื่องได้ดี กระแสจะดีเอง เราไม่ต้องการเอาเปลือกมาหุ้มแล้วบอกคนอื่นว่าสิ่งนี้ดี ถือเป็นความโชคดีที่เราไม่ได้ทำโปรเจกต์ที่วัดกันที่ปริมาณ แต่วัดที่คุณภาพ พูดง่ายๆ คือแง่การตลาด เราทำเรื่องของ Mass Communication คือทำให้ดีและทำให้ดังเท่านั้น ไม่ได้ทำเรื่องการขาย แต่ละรายการถูกสร้างเพื่อตอบโจทย์บางเรื่อง เช่น รายการนี้ทำเพื่อยอดวิว รายการนี้ทำเพื่อสร้าง Brand Awareness หรือรายการนี้สร้างเพื่อความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ต้องมียอดวิวหวือหวา ขอแค่เวลาที่นึกถึงเรื่องนี้แล้วเสิร์ชเจอก็พอ</p>
<h3><strong>การส่งต่อความรู้ (สึก) ที่ยากให้โดนใจคนเสพ</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_1670.jpg" /></p>
<p><strong>แมว:</strong> วิธีที่เราทำให้เนื้อหาส่งถึงคนทั่วไป คือคิดแบบคนทั่วไปก่อน จงเป็นคนดูคนที่หนึ่ง อย่าเป็นโปรดิวเซอร์ อย่าเป็นผู้รับจ้างของมหิดล ฉะนั้นเวลาคุยกับหมอหรือนักวิชาการแล้วไม่รู้เรื่อง เราจะถามจนกว่าจะรู้เรื่องและหาจุดดราม่าในนั้นและต้องเป็นดราม่าที่จริง ถ้าเอาเรื่องวิชาการเป็นตัวตั้ง คนดูจะเสพเนื้อหาที่ปราศจากอารมณ์ซึ่งไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมคนเวลาเสพสื่อ เราจึงให้คนดูเสพอารมณ์เพื่อไปสู่เนื้อหายกตัวอย่างรายการ <em>Change </em>ที่นำเสนองานวิจัยของมหิดล เราคุยกันในทีมว่ามี 3 องค์ประกอบ หนึ่งคืองานวิจัย สองคืออาจารย์ที่วิจัย เขามีแรงบันดาลใจหรือการทำงานหนักอะไรที่พาเขามาถึงจุดนี้ สามคือคนที่ใช้นวัตกรรมของเขา ดราม่ามีอยู่ 2 จุดคือแรงบันดาลใจของอาจารย์ อะไรที่มากระทบจิตใจเขาให้ทำนวัตกรรมนี้ขึ้นมา แต่จุดที่ดราม่ากว่าคือคนที่ใช้นวัตกรรม ดังนั้น เราจึงหาคนมาใช้จริงในรายการเพราะเราต้องการโมเมนต์ที่คนได้ลองใช้ เราเสพดราม่าจากตรงนั้นแล้วค่อยนำมาสู่เนื้อหาว่านวัตกรรมมีคุณค่าแบบนี้นี่เอง</p>
<p>องค์ประกอบอื่นๆ ก็ช่วยอย่างวิธีเล่าเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเล่าจาก 1 ไป 10 เราเอา 8 ขึ้นเลยได้ บางตอนถ้าทำได้ เราจะทำเหมือนพล็อตละคร ถามตัวเองว่าไฮไลต์อยู่ไหน เอาขึ้นก่อนเลยได้มั้ย เพราะเดี๋ยวนี้คนดูแค่ 2 นาทีก็เบื่อแล้ว ส่วนอื่นก็เป็นเรื่องที่มาประกอบกันเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น กราฟิก ยกตัวอย่างเรื่องเม็ดเลือดขาวกับมะเร็งที่ต่อสู้กัน ถ้ามายืนพูดเฉยๆ อาจจะไม่ช่วยในการจดจำ แต่ถ้าวาดเป็นกราฟิกก็จะเข้าใจง่ายมากขึ้น ใน Mahidol Channel เราใช้กราฟิกและภาพประกอบเยอะเพื่อเสริมความเข้าใจ</p>
<p>หลังจากตัดต่อเสร็จจะมีขั้นตอนการตรวจสอบ หนึ่งคือจากตัวเราเอง สองคือจากอาจารย์มหิดลที่มี 2 ส่วนย่อย คือ Commissioner เป็นคณะกรรมการของ Mahidol Channel แล้วถึงเป็นอาจารย์เจ้าของเนื้อหา ทุกคลิปเราจะตรวจถึง 3 ขั้นตอนเพราะเราต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาวิชาการให้ถูกต้อง เราซีเรียสว่า 1+1 จะเป็น 3 ไม่ได้ ต้องเป็น 2 ถือเป็นเรื่องดีที่ผ่านมาเราไม่มีความขัดแย้งกันเลย</p>
<h3><strong>ก้าวต่อไปของ </strong><strong>Mahidol Channel และสื่อการศึกษาในไทย</strong></h3>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF82211.jpg" /></p>
<p><strong>อาจารย์แบงค์:</strong> ถึง Mahidol Channel จะอยู่ภายใต้มหิดลและผู้บริหารที่จะกำหนดนโยบาย แต่ผมมั่นใจว่าถ้าเราสร้างอิมแพ็คอย่างต่อเนื่อง เราไม่มีเหตุผลที่ต้องหยุด ในอีก 10 ปี 50 ปี 100 ปีข้างหน้า มหิดลยังมีบุคลากรที่พร้อมจะช่วยเหลือคน เพราะนี่คือปรัชญาและแก่นของมหาวิทยาลัย Mahidol Channel จึงเป็นช่องทางให้คนเหล่านั้นส่งต่อความรู้สู่สังคมได้มากและง่ายขึ้น</p>
<p>เป้าหมายที่เราซีเรียสที่สุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรม เราให้ค่าสิ่งนี้มากกว่าคำชม เพราะคือเชื้อไฟที่ทำให้เราลุยทำเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ผมจะพอใจมากถ้ามีคนอื่นทำแบบ Mahidol Channel บ้างไม่ว่าเป็นมหาวิทยาลัยไหน เพราะเรื่องนี้ดีกับทุกคน เป็นประโยชน์ต่อสังคมและทำให้สังคมดำเนินไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน</p>
<p><em><strong>*หมายเหตุ </strong>เป็นการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560</em></p>
<p><strong>website</strong><strong>|</strong> <a href="http://channel.mahidol.ac.th/">Mahidol Channel<br />
</a><strong style="background-color: initial;">facebook|</strong> <a href="https://www.facebook.com/mahidolchannel/">Mahidol Channel<br />
</a><strong style="background-color: initial;">youtube| </strong><a href="https://www.youtube.com/user/mahidolchannel">Mahidol Channel</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ และ ทศพล แซ่จาง</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-67/">Mahidol Channel : สื่อมหาวิทยาลัยมาแรงที่หยิบความรู้และงานวิจัยยากๆ มาย่อยให้เราเสพแบบง่ายๆ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-67/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Yosemite National Park : จากภาพที่เคยเห็นสู่ภาพแห่งความทรงจำ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-127/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-127/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐภัทร บุญส่งประเสริฐ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Jul 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Yosemite]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[Yosemite National Park]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[California]]></category>
		<category><![CDATA[lหรัฐอเมริกา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-127/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เคยมั้ย? การเห็นรูปของสถานที่แห่งหนึ่งบ่อยๆ จนรู้สึกชินตา แล้ววันหนึ่งเราก็ได้ไปเห็นสถานที่นั้นด้วยตาตัวเอง สำหรับเราสถานที่นั้นคือ Yosemite National Park หรืออุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ที่เราเคยสะดุดตากับภาพทิวทัศน์หนึ่ง เป็นป่าที่ห้อมล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักและเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ เราเริ่มการเดินทางตั้งแต่ 6 โมงเช้าที่เมืองซานฟรานซิสโก รถบัสออกเดินทางจากเมืองที่วุ่นวายสู่ดินแดนแห่งธรรมชาติโดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างทางเรารู้สึกว่าทุกอย่างดูสวยแปลกตาไปหมด สารภาพว่าตอนนั้นไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งที่มหัศจรรย์จริงๆ คือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า บริเวณที่เราจะไปเรียกว่า Yosemite Valley เป็นส่วนที่เห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน หากจะสำรวจให้ครบทุกพื้นที่คงไม่ไหวเพราะพื้นที่ของอุทยานทั้งหมดมีขนาดใหญ่ถึง 3,027 ตารางกิโลเมตร และแล้วเราก็มาถึง ความรู้สึกแรกที่ได้ลงจากรถคือทุกอย่างดูน่าเหลือเชื่อมาก สิ่งที่เคยเห็นในรูปไม่น่าเชื่อว่าของจริงจะสวยงามได้ขนาดนี้ เหมือนเราหลุดมาอยู่ในดินแดนที่เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์ ป่าเรียงรายและมีลำธารตัดผ่านเป็นบางช่วง ห้อมล้อมด้วยหน้าผาและภูเขาขนาดใหญ่ ลมเย็นกำลังดีที่ 14 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวหลายคนหยิบกล้องและโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป แต่เรายังยืนอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกง่วงที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อเช้าหายไปในทันที เหลือเพียงความรู้สึกว่าอยากจะนั่งเสพความงดงามนี้ไปเรื่อยๆ นี่แหละคือสถานที่ในฝันของเรา เราเดินทางตามแผนที่ไปยังแลนด์มาร์กที่น่าสนใจ โดยเริ่มจาก Yosemite Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของอุทยาน การเดินทางในอุทยานจะเลือกขึ้น shuttle bus ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะเดินเพราะอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศและอากาศที่สดชื่น ระหว่างทางเราได้เดินผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่มากมาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-127/">Yosemite National Park : จากภาพที่เคยเห็นสู่ภาพแห่งความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	เคยมั้ย? การเห็นรูปของสถานที่แห่งหนึ่งบ่อยๆ จนรู้สึกชินตา<br />
แล้ววันหนึ่งเราก็ได้ไปเห็นสถานที่นั้นด้วยตาตัวเอง
</p>
<p>
	สำหรับเราสถานที่นั้นคือ Yosemite National Park หรืออุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ที่เราเคยสะดุดตากับภาพทิวทัศน์หนึ่ง เป็นป่าที่ห้อมล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่<br />
ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้รู้จักและเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้
</p>
<p>
	เราเริ่มการเดินทางตั้งแต่ 6 โมงเช้าที่เมืองซานฟรานซิสโก รถบัสออกเดินทางจากเมืองที่วุ่นวายสู่ดินแดนแห่งธรรมชาติโดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง<br />
ระหว่างทางเรารู้สึกว่าทุกอย่างดูสวยแปลกตาไปหมด สารภาพว่าตอนนั้นไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งที่มหัศจรรย์จริงๆ คือสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า<br />
บริเวณที่เราจะไปเรียกว่า Yosemite Valley เป็นส่วนที่เห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจน หากจะสำรวจให้ครบทุกพื้นที่คงไม่ไหวเพราะพื้นที่ของอุทยานทั้งหมดมีขนาดใหญ่ถึง<br />
3,027 ตารางกิโลเมตร
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7719.jpg">
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7718.jpg">
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7613.jpg">
</p>
<p>
	และแล้วเราก็มาถึง<br />
ความรู้สึกแรกที่ได้ลงจากรถคือทุกอย่างดูน่าเหลือเชื่อมาก สิ่งที่เคยเห็นในรูปไม่น่าเชื่อว่าของจริงจะสวยงามได้ขนาดนี้<br />
เหมือนเราหลุดมาอยู่ในดินแดนที่เคยเห็นแต่ในภาพยนตร์<br />
ป่าเรียงรายและมีลำธารตัดผ่านเป็นบางช่วง ห้อมล้อมด้วยหน้าผาและภูเขาขนาดใหญ่ ลมเย็นกำลังดีที่<br />
14 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวหลายคนหยิบกล้องและโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป แต่เรายังยืนอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า<br />
ความรู้สึกง่วงที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อเช้าหายไปในทันที เหลือเพียงความรู้สึกว่าอยากจะนั่งเสพความงดงามนี้ไปเรื่อยๆ นี่แหละคือสถานที่ในฝันของเรา
</p>
<p>
	เราเดินทางตามแผนที่ไปยังแลนด์มาร์กที่น่าสนใจ<br />
โดยเริ่มจาก Yosemite Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของอุทยาน การเดินทางในอุทยานจะเลือกขึ้น shuttle bus ก็ได้<br />
แต่เราเลือกที่จะเดินเพราะอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศและอากาศที่สดชื่น<br />
ระหว่างทางเราได้เดินผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่มากมาย<br />
แสงแดดอ่อนๆ สาดทะลุต้นไม้เข้ามาทำให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นมานิดหน่อย เราเดินตามเส้นทางเข้าไปเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นวิวน้ำตกส่วนบนของ<br />
Yosemite Falls อากาศเริ่มเย็นลง ลมก็แรงขึ้น ยิ่งพอเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เราสัมผัสได้เลยว่าน้ำตกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7616.jpg">
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_76141.jpg">
</p>
<p>
	ในที่สุด เราก็มาถึงน้ำตก ยังไม่ทันจะเริ่มทำอะไร<br />
ละอองน้ำก็สาดเข้ามาที่ตัวเราเต็มไปหมด เรามองไปรอบๆ บริเวณนั้น<br />
ละอองน้ำกระจายทั่วพื้นที่คล้ายว่ามีหมอกลง เสียงน้ำตกดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองพูด ในรูปภาพอาจจะดูไม่ใหญ่โตหรือน่าทึ่งขนาดนั้น<br />
แต่เราบอกได้เลยว่าของจริงตระการตามาก ทุกคนในบริเวณนั้นตื่นเต้นสนุกสนานกันมากจนลืมความความหนาวและเปียกแฉะไปเลย ยิ่งเราเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกถึงความทรงพลังของน้ำตก<br />
เราใช้เวลายืนมองน้ำตกและเก็บภาพบรรยากาศตรงนั้นระยะหนึ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานมากก็ต้องเดินออกมาก่อนที่จะเป็นหวัดไปเสียก่อน
</p>
<p>
	เราเดินมาทางทิศตะวันตกของ Yosemite Falls ในสภาพที่เปียกปอนสู่เป้าหมายต่อไป คือหน้าผา El Capitan สถานที่สุดท้าทายสำหรับผู้ชอบปีนเขาทั้งหลายเนื่องจากมีความสูงถึง<br />
3,000 ฟุต จุดที่เราเดินมามีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าโล่งที่เห็นหน้าผา<br />
El Capitan ได้ชัดมากๆ โดยแทบไม่ต้องเงยหน้า<br />
วิวตรงนี้ถือเป็นอีกจุดที่สวยงามมากๆ<br />
หน้าผาขนาดสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ หากเพ่งดีๆ<br />
จะเห็นนักปีนเขาเป็นจุดสีเล็กๆ ห้อยตัวอยู่บนนั้น<br />
ด้วยความที่เดิมทีเป็นคนกลัวความสูง แค่นึกภาพตัวเองขึ้นไปไต่หน้าผาก็รู้สึกหวาดเสียวขึ้นมาแล้ว<br />
บรรยากาศตรงนั้นให้ความรู้สึกประทับใจจริงๆ นี่แหละคือความอัศจรรย์ของธรรมชาติ
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7618.jpg">
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7619.jpg">
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7617.jpg">
</p>
<p>
	พอเริ่มตกเย็น<br />
เราก็เดินกลับไปยังจุดนัดพบเพื่อรอขึ้นรถบัส ถึงแม้จะเป็นเวลาเย็นแล้วแต่ท้องฟ้าก็ยังสว่างเหมือนตอนที่มาถึง<br />
เวลาผ่านไปเร็วเสมอเวลาที่เราตื่นเต้นกับอะไรมากๆ
</p>
<p>
	หลังจากนั่งรถออกมาจากอุทยาน อยู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวเราว่า &#8216;ในชีวิตนี้เราจะต้องไปเที่ยวให้ทั่วบริเวณอุทยานโยเซมิตีให้ได้&#8217;
</p>
<p>
	แล้วเจอกันใหม่นะ Yosemite
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_7615.jpg">
</p>
<h3><strong>Yosemite National Park</strong></h3>
<p>
	<strong></strong>
</p>
<p>
	<strong>address: </strong>รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา<br />
	<strong style="background-color: initial">operating hours</strong>: เปิด 24 ชั่วโมง<br />
ตลอดทั้งปี (แต่ละฤดูกาลจะให้บรรยากาศและทิวทัศน์ที่แตกต่างกัน)<br />
	<br />
	<strong>h</strong><strong style="background-color: initial">ow to ge</strong><strong style="background-color: initial">t</strong><strong style="background-color: initial"> there: </strong>จองรถบัสผ่านศูนย์ท่องเที่ยวในเมืองที่ใกล้ที่สุด<br />
เช่น ซานฟรานซิสโก (ใช้เวลาเดินทาง<br />
4 ชั่วโมง) หรือเมืองแซคราเมนโต<br />
(ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง)
</p>
<p>
	<strong><br />
	map</strong>
</p>
<p>
	<a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a>
</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-127/">Yosemite National Park : จากภาพที่เคยเห็นสู่ภาพแห่งความทรงจำ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-127/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตามไปดูงาน Sacrifice ก่อนนั่งไทม์แมชชีนไปดูครูผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินดังของโลก</title>
		<link>https://adaymagazine.com/going-40/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/going-40/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ณัฐภัทร บุญส่งประเสริฐ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 15 Jul 2017 07:03:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตามไปดู]]></category>
		<category><![CDATA[Happiness]]></category>
		<category><![CDATA[นักรบ มูลมานัส]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ Sacrifice]]></category>
		<category><![CDATA[บูชายัญ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/going-40/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ Sacrifice งานจัดแสดงเต็มรูปแบบครั้งแรกของศิลปินคอลลาจชื่อดัง นักรบ มูลมานัส ที่ไม่ว่าจะหยิบจับชิ้นส่วนของงานศิลปะไทยและต่างประเทศมารวมเป็นผลงานชิ้นใหม่กี่ครั้งก็ยังคงสวยงามและลงตัว ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นักรบบอกเราว่า “ผลงานบางชิ้น ความหมายจะแล้วแต่คนตีความและต่อยอด มันไม่มีที่สิ้นสุด เราก็สนุกสนานกับการที่เห็นว่าคนมีความเห็นต่างๆ กันไป นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ศิลปะเป็นศิลปะ” ในนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากนักรบจะผสมผสานงานคอลลาจแบบแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เขายังหยิบประเด็นศาสนามาใช้ได้อย่างน่าสนใจ สำหรับนักรบ ศาสนาและศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทั้งสองสิ่งเกี่ยวข้องกับความศรัทธาของมนุษย์ และสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งให้ออกมาสวยงาม “หากลองย้อนไปดูงานศิลปะเก่าๆ ศิลปินก็จะมีการอ้างถึงงานที่เก่ากว่า มีการหยิบเรื่องราวเก่าๆ มาพูดถึงใหม่อีกครั้ง เหมือนเป็นการบูชาครูไปในชิ้นงาน อย่างงานคอลลาจของเราเองก็หยิบชิ้นส่วนเก่าๆ มาเล่าใหม่ เป็นการรำลึกและบูชาสิ่งเก่าๆ เราอาจจะต้องยอมสละสิ่งเก่าๆ เพื่อทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่” นักรบอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกใช้ชื่องานครั้งนี้ว่า &#8216;Sacrifice&#8217; ที่หมายถึงการทำพิธีบวงสรวงและการเสียสละ เราจึงอยากชวนทุกคนมาย้อนดูและทำความรู้จักคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังเหล่าศิลปินดังในตำนานอย่าง Leonardo Da Vinci, Michelangelo และ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ในวันที่พวกเขายังฝึกปรือฝีมือกันอยู่ เพื่อรำลึกและบูชาครูของพวกเขาไปด้วยกัน 01 ศิลป์ พีระศรี ช่วง มูลพินิจ, ถวัลย์ ดัชนี, สวัสดิ์ ตันติสุข และ เฟื้อ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-40/">ตามไปดูงาน Sacrifice ก่อนนั่งไทม์แมชชีนไปดูครูผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินดังของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรามีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ Sacrifice งานจัดแสดงเต็มรูปแบบครั้งแรกของศิลปินคอลลาจชื่อดัง <strong>นักรบ มูลมานัส</strong> ที่ไม่ว่าจะหยิบจับชิ้นส่วนของงานศิลปะไทยและต่างประเทศมารวมเป็นผลงานชิ้นใหม่กี่ครั้งก็ยังคงสวยงามและลงตัว ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร</p>
<p>นักรบบอกเราว่า “ผลงานบางชิ้น ความหมายจะแล้วแต่คนตีความและต่อยอด มันไม่มีที่สิ้นสุด เราก็สนุกสนานกับการที่เห็นว่าคนมีความเห็นต่างๆ กันไป นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ศิลปะเป็นศิลปะ”</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_11912.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_11742.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_11982.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/TSP_1234.jpg"></p>
<p>ในนิทรรศการครั้งนี้ นอกจากนักรบจะผสมผสานงานคอลลาจแบบแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันแล้ว เขายังหยิบประเด็นศาสนามาใช้ได้อย่างน่าสนใจ สำหรับนักรบ ศาสนาและศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะทั้งสองสิ่งเกี่ยวข้องกับความศรัทธาของมนุษย์ และสร้างสรรค์สิ่งหนึ่งให้ออกมาสวยงาม</p>
<p>“หากลองย้อนไปดูงานศิลปะเก่าๆ ศิลปินก็จะมีการอ้างถึงงานที่เก่ากว่า มีการหยิบเรื่องราวเก่าๆ มาพูดถึงใหม่อีกครั้ง เหมือนเป็นการบูชาครูไปในชิ้นงาน อย่างงานคอลลาจของเราเองก็หยิบชิ้นส่วนเก่าๆ มาเล่าใหม่ เป็นการรำลึกและบูชาสิ่งเก่าๆ เราอาจจะต้องยอมสละสิ่งเก่าๆ เพื่อทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่” นักรบอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกใช้ชื่องานครั้งนี้ว่า &#8216;Sacrifice&#8217;  ที่หมายถึงการทำพิธีบวงสรวงและการเสียสละ</p>
<p>เราจึงอยากชวนทุกคนมาย้อนดูและทำความรู้จักคุณครูผู้อยู่เบื้องหลังเหล่าศิลปินดังในตำนานอย่าง Leonardo Da Vinci, Michelangelo และ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ในวันที่พวกเขายังฝึกปรือฝีมือกันอยู่ เพื่อรำลึกและบูชาครูของพวกเขาไปด้วยกัน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Arteach-07.jpg"></p>
<p><strong>01 ศิลป์ พีระศรี</strong></p>
<p>ช่วง มูลพินิจ, ถวัลย์ ดัชนี, สวัสดิ์ ตันติสุข และ เฟื้อ หริพิทักษ์ คือศิลปินไทยระดับตำนาน ผู้เป็นที่เคารพรักของศิลปินไทยรุ่นใหม่จนถึงวันนี้  เป็นผลผลิตอันกลมกล่อมจากความเสียสละของอาจารย์คนเดียวกันนั่นคืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี หรืออาจารย์ฝรั่ง นั่นเอง</p>
<p>อย่างที่รู้กันว่า อาจารย์ศิลป์ได้มีส่วนช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาด้านศิลปะร่วมสมัยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6  และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อให้ความรู้แก่คนไทยที่สนใจด้านศิลปะ </p>
<p>อนุสาวรีย์และพระบรมรูปสำคัญต่างๆ ที่เราเห็นกันจนคุ้นตา หลายชิ้นงานเป็นผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นที่รักของลูกศิษย์ และไม่ใช่เพราะเพียงแค่ความรัก ความเอาใจใส่ ต่อลูกศิษย์ที่มากกว่าทักษะทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีคิดที่กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีแก่ศิลปินรุ่นหลังไม่รู้จบ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Arteach-08.jpg"></p>
<p><strong>02 Andrea del Verrocchio </strong></p>
<p>เคยสงสัยกันไหมว่าศิลปินระดับโลกอย่าง Leonardo Da Vinci เจ้าของภาพชื่อดังอย่าง Mona Lisa มีใครคอยปลุกปั้นอยู่เบื้องหลังในวันที่เขาเริ่มหัดวาดเขียนเรียนศิลปะ จากความสงสัยนี้ เราออกค้นหาคำตอบจนพบว่าใครคนนั้นก็คือ Andrea del Verrocchio ปรมาจารย์แห่งสถาบันฝึกสอนศิลปะชื่อดังในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี</p>
<p>ว่ากันว่าเขาเป็นครูที่มีบทบาทอย่างมากในการทำให้ Da Vinci พัฒนาฝีมือศิลปกรรมและประติมากรรมจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ Verrocchio เคยให้ Da Vinci ช่วยฝึกวาดรูปภาพสีน้ำมันและได้ร่วมกันวาดภาพเขียนชื่อดังอย่าง The Baptism of Christ เขาให้ Da Vinci วาดภาพเทวดาไว้ด้านซ้ายของพระเยซูและบนฉากหลังของภาพนั้น ภาพนี้ถือเป็นภาพแรกๆ ที่ Da Vinci ได้ลงมือวาดด้วยตนเอง แล้วจึงนำเทคนิคการวาดด้วยสีน้ำมันไปสร้างสรรค์ผลงานต่อๆ ไป</p>
<p>ส่วนตัวท่านปรมจารย์ Verrocchio เองก็ได้สร้างสรรค์ผลงานมาสเตอร์พีซไว้ให้โลกจดจำอย่าง Equestrian statue of Bartolomeo Colleoni รูปปั้นนายพลผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังขี่ม้า ในกรุงเวนิส ประเทศอิตาลีนั่นเอง</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Arteach-09.jpg"></p>
<p><strong>03  Pietro Perugino </strong></p>
<p>&#8216;ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด&#8217; ขนาดศิลปินระดับโลก Raphael เจ้าของผลงานดังอย่าง The School of Athens ยังต้องฝึกฝนและมีครูคอยลับฝีไม้ลายมือไม่ต่างกัน </p>
<p>ครูของเขาคือ Pietro Perugino ศิลปินผู้มากความสามารถแห่งเมืองเปรูเจีย ผู้เป็นทั้งลูกศิษย์ของ  Andrea del Verrocchio  และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของ Leonardo Da Vinci  </p>
<p>ชื่อเสียงของ  Pietro โด่งดังไปไกลในหลายๆ เมืองของอิตาลี และมีผู้ต้องการงานของเขามากมาย ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกเรียกตัวไปกรุงโรมเพื่อร่วมสร้างสรรค์งานจิตรกรรมเขียนสีบนปูนเปียก บนผนังวิหาร Sistine Chapel  ไม่ว่าจะเป็นผลงาน  The Charge to St. Peter, Moses leaving for Egypt และ The Baptism of Christ ร่วมกับศิลปินชื่อดังในยุคนั้น ซึ่งเขาได้นำเสนอมิติใหม่ในการทำงานศิลปะสมัยนั้นโดยเพิ่มมิติภาพให้ดูลึกขึ้นผ่านการวาดพื้นทางเดิน ปูไปสู่สถาปัตยกรรมอันเป็นฉากหลังของภาพ ตลอดจนการใช้แสงที่นวลและชัดเจน โดยลูกศิษย์คนเก่งอย่าง Raphael เองก็ได้นำแนวทางนี้ของ Perugino ไปใช้ได้อย่างชัดเจนและสมบูรณ์แบบที่สุด</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Arteach-10.jpg"></p>
<p><strong>04  Lorenzo Ghiberti</strong></p>
<p>งานประติมากรรมถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถอย่างมากในการทำผลงานให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด </p>
<p>จากการค้นหาข้อมูล เราได้พบว่ามีบุคคลหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเซียนทางด้านนี้ เขาคือ Lorenzo Ghiberti ประติมากรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านงานโลหะและจิตรกรรมฝาผนังชื่อดังในยุคเรเนซองส์ เขาเป็นอาจารย์ของศิลปินมากมายรวมถึงประติมากรชื่อดังอย่าง Donatello เขาได้ถ่ายทอดหลักสูตรการปั้นโลหะต่างๆ ให้แก่ Donatello จนมีผลงานสร้างชื่อหลายชิ้น  และยังเคยช่วยกันสร้างประตูโบสถ์ใหญ่ๆ ด้วย ฝีมือของ Ghiberti ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฝีมือที่สง่างามและมีเสน่ห์สุดๆ ในยุคนั้น </p>
<p>ต่อมาเขาได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์แห่งช่างฝีมือ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ Gates of Paradise ประตูสีทองอร่ามแห่งหอศีลจุ่มฟลอเรนซ์</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Arteach-11.jpg"></p>
<p><strong>05  Domenico Ghirlandaio</strong></p>
<p>กว่าศิลปินผู้มากความสามารถระดับโลกอย่าง Michelangelo จะมีความสามารถและสร้างสรรค์ผลงานให้เราทุกคนชื่นชมได้ขนาดนี้ ในช่วงแรก เขาต้องผ่านการฝึกสอนจากครูผู้มากความสามารถอย่าง Domenico Ghirlandaio จิตรกรผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ในยุคนั้นเช่นกัน</p>
<p>ครูคนนี้ได้ถ่ายทอดเทคนิคการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเส้นสายเด่นตรงที่ให้ความรู้สึกเป็นสามมิติในตัว และการเขียนด้วยสีฝุ่นบนไม้ที่เขาเชี่ยวชาญให้กับ  Michelangelo  </p>
<p>ฝีมือของเขาเป็นที่เลื่องลือถึงขนาดที่ Francesco Sassetti ผู้สร้างโบสถ์ Sassetti Chapel ตกลงจ้างให้เขาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมบนฝาผนังโบสถ์ ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของนักบุญฟรานซิส ตลอดจนภาพบุคคลสำคัญในสังคมสมัยนั้น และฉากภูมิทัศน์ร่วมสมัยของฟลอเรนซ์  </p>
<p><strong><em>อ้างอิง </em></strong><i style="background-color: initial"><a href="http://www.da-vinci-inventions.com/davinci-biography.aspx">da-vinci-inventions.com</a>, <a href="https://www.wmf.org/project/bartolomeo-colleoni-monument">wmf.org</a>, <a href="http://www.italoamericano.org/story/2013-7-3/Domenico-Ghirlandaio">italoamericano.org</a>, <a href="http://www.italian-renaissance-art.com/Lorenzo-Ghiberti.html">italian-renaissance-art.com</a>, <a href="https://www.biography.com/people/donatello-21032601">biography.com</a>, <a href="http://www.italian-renaissance-art.com/Pietro-Perugino.html">italian-renaissance-art.com</a></i></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/going-40/">ตามไปดูงาน Sacrifice ก่อนนั่งไทม์แมชชีนไปดูครูผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินดังของโลก</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/going-40/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
