<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จักรพงษ์ วิชญสกุล, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author341/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author341/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Wed, 26 Sep 2018 11:34:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>1&#215;1 WALL: เว็บขายงานศิลปะออนไลน์ที่อยากให้ศิลปะและคนเสพศิลป์ใกล้ชิดกันมากขึ้น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-46/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-46/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จักรพงษ์ วิชญสกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Mar 2017 03:40:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Art & Design]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[นิทรรศการ]]></category>
		<category><![CDATA[1x1 Wall]]></category>
		<category><![CDATA[56th Studio]]></category>
		<category><![CDATA[ธนบดี ทองคำ]]></category>
		<category><![CDATA[Innocent Insurgency]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-46/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมืองไทยมีศิลปินผู้สร้างงานศิลปะชั้นดีมากมาย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้พวกเขา ผลงาน และคนดูอย่างเราอาจไม่ได้เชื่อมโยงถึงกันง่ายดายนัก จนเราได้พบกับ 1&#215;1 WALL เว็บไซต์ของ เพชร-ธนบดี ทองคำ ชายหนุ่มที่แม้จะไม่ได้เรียนด้านศิลปะมาโดยตรง แต่มีความสนใจในงานศิลปะอย่างล้นเหลือ และอยากให้คนทั่วไปเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายยิ่งขึ้น 1&#215;1 WALL ทำอะไร? เว็บไซต์นี้คือพื้นที่ซื้อ-ขายผลงานศิลปะที่เปรียบเหมือนจุดเชื่อมต่อออนไลน์ระหว่างศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ งานศิลปะ และผู้สนใจทั่วโลก นอกจากทำหน้าที่ตัวกลางในแพลตฟอร์มออนไลน์ 1&#215;1 WALL ยังขยับขยายสู่ออฟไลน์ หนึ่งในก้าวสำคัญคือ การร่วมกับแกลเลอรี่ 56th studio จัดนิทรรศการเก๋ที่ชื่อว่า Innocent Insurgency ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 24 เมษายน 2560 ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการแสดงงานศิลปะ เกือบ 1 ปีแล้วที่แพลตฟอร์มออนไลน์นี้ยังคงเติบโตขึ้นเป็นลำดับ ช่วยลดระยะห่างระหว่างงานศิลปะและผู้คนให้ใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ เราจึงชวนธนบดีมานั่งพูดคุยถึงสิ่งที่เขากำลังทำ และสิ่งที่ฝันจะมอบให้วงการศิลปะในอนาคต คุณขายงานศิลปะที่เน้นให้ผู้คนซื้อไปเป็นของแต่งบ้าน บอกหน่อยว่าการมีงานศิลปะสักชิ้นในบ้านส่งผลอะไรกับผู้อยู่อาศัย ผมคิดว่าเรื่องนี้มันปัจเจกมาก คือผมจะชอบเปรียบเทียบงานศิลปะกับดนตรี บางเพลงที่เราฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะมาก แต่เอาให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนอาจจะไม่ชอบก็ได้ ผมว่างานศิลปะก็เช่นเดียวกัน เราอาจจะชอบงานนี้ในขณะที่คนอื่นอาจจะไม่ชอบ เพราะฉะนั้นการที่เอางานเข้าไปอยู่ในบ้านสักชิ้น มันไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่งที่สวยงาม ผมว่ามันสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้น [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-46/">1&#215;1 WALL: เว็บขายงานศิลปะออนไลน์ที่อยากให้ศิลปะและคนเสพศิลป์ใกล้ชิดกันมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมืองไทยมีศิลปินผู้สร้างงานศิลปะชั้นดีมากมาย แต่ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้พวกเขา ผลงาน และคนดูอย่างเราอาจไม่ได้เชื่อมโยงถึงกันง่ายดายนัก จนเราได้พบกับ 1&#215;1 WALL เว็บไซต์ของ<strong style="background-color: initial;"> เพชร-ธนบดี<br />
ทองคำ </strong>ชายหนุ่มที่แม้จะไม่ได้เรียนด้านศิลปะมาโดยตรง แต่มีความสนใจในงานศิลปะอย่างล้นเหลือ และอยากให้คนทั่วไปเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายยิ่งขึ้น</p>
<p>1&#215;1 WALL ทำอะไร? เว็บไซต์นี้คือพื้นที่ซื้อ-ขายผลงานศิลปะที่เปรียบเหมือนจุดเชื่อมต่อออนไลน์ระหว่างศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ งานศิลปะ และผู้สนใจทั่วโลก นอกจากทำหน้าที่ตัวกลางในแพลตฟอร์มออนไลน์ 1&#215;1 WALL ยังขยับขยายสู่ออฟไลน์ หนึ่งในก้าวสำคัญคือ การร่วมกับแกลเลอรี่ 56th studio จัดนิทรรศการเก๋ที่ชื่อว่า Innocent Insurgency ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 24 เมษายน 2560 ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการแสดงงานศิลปะ</p>
<p>เกือบ 1 ปีแล้วที่แพลตฟอร์มออนไลน์นี้ยังคงเติบโตขึ้นเป็นลำดับ ช่วยลดระยะห่างระหว่างงานศิลปะและผู้คนให้ใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ เราจึงชวนธนบดีมานั่งพูดคุยถึงสิ่งที่เขากำลังทำ และสิ่งที่ฝันจะมอบให้วงการศิลปะในอนาคต</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen_Shot_2560-03-03_at_16.20_.13_.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Screen_Shot_2560-03-03_at_16.19_.57_.jpg" /></p>
<p><strong>คุณขายงานศิลปะที่เน้นให้ผู้คนซื้อไปเป็นของแต่งบ้าน บอกหน่อยว่าการมีงานศิลปะสักชิ้นในบ้านส่งผลอะไรกับผู้อยู่อาศัย<br />
</strong>ผมคิดว่าเรื่องนี้มันปัจเจกมาก คือผมจะชอบเปรียบเทียบงานศิลปะกับดนตรี บางเพลงที่เราฟังแล้วรู้สึกว่ามันเพราะมาก แต่เอาให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนอาจจะไม่ชอบก็ได้ ผมว่างานศิลปะก็เช่นเดียวกัน เราอาจจะชอบงานนี้ในขณะที่คนอื่นอาจจะไม่ชอบ เพราะฉะนั้นการที่เอางานเข้าไปอยู่ในบ้านสักชิ้น มันไม่ได้เป็นแค่ของตกแต่งที่สวยงาม ผมว่ามันสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้น มันคือความชอบเฉพาะตัว การเอางานศิลปะไปตกแต่งในบ้านคือการทำให้บ้านของเขาเป็นบ้านของเขามากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_49651.jpg" /></p>
<p><strong>คนนอกวงการอย่างคุณพาตัวเองเข้าไปในวงการศิลปะจนได้ขายงานให้ศิลปินได้ยังไง<br />
</strong>ตอนเริ่มต้น ผมกับเพื่อน ๆ ก็ค่อนข้างเหมือนคนตาบอดเหมือนกันนะ เรารู้จักศิลปินบ้างจากที่เคยไปเดินดูตามงาน แต่ไม่ได้รู้จักเยอะมาก สิ่งที่เริ่มตอนแรกเลยคือเสิร์ชเฟซบุ๊ก เดินตามนิทรรศการ แล้วเข้าไปหาศิลปินแต่ละคน ถามแบบโง่ ๆ เลย เช่น งานพี่นี่คือสไตล์อะไรครับ จริง ๆ ถามว่ามันยากไหม ยากมากเพราะผมไม่เคยอยู่ในวงการนี้ซึ่งมีความเฉพาะทางมาก แต่ข้อดีคือคนในวงการรู้จักกัน แล้วเวลาผมบอกไปว่าอยากทำอะไร ศิลปินทั้งรุ่นเด็กและผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนดีมาก ช่วยแนะนำต่อให้ เขียนชื่อมา เอาเบอร์ติดต่อมาให้ผมหมดเลย ผมก็ไล่โทรไล่ขอไปนัดคุย ศิลปินเกือบร้อยคนที่เข้าในแพลตฟอร์มตอนนี้ ผมคุยเองทุกคน เข้าไปคุย เข้าไปถาม ผมอยากเข้าใจวิธีคิดของศิลปิน เข้าใจว่าจุดยืนของศิลปินทั้งในบ้านเราและต่างชาติจริง ๆ แล้วคืออะไร เพราะเว็บ 1&#215;1 WALL ทำมาเพื่อสนับสนุนศิลปินจริงๆ ไม่ใช่ศิลปินไทยอย่างเดียว แต่หมายถึงกลุ่มศิลปินทั้งหมดที่มีงาน มีฝีมือที่ดี แต่ว่าไม่มีโอกาส ไม่มีช่องทาง ผมเจองานดีๆ เยอะมากที่โดนเก็บอยู่ในห้องหรือใต้ตึกคณะ แล้วนักศึกษาที่เรียนในคณะจะออกประกอบอาชีพศิลปินได้มีจำนวนน้อยมาก จุดนี้ต้องมีอะไรผิดพลาดในระบบกระบวนการการทำงานหรือว่าการเติบโตในสายงานศิลปะของบ้านเราแน่ๆ</p>
<p>ผมคิดว่าคนเราควรทำในสิ่งที่ตัวเองเก่ง ศิลปินในบ้านเราตอนนี้ที่โด่งดังขึ้นมาต้องทำการตลาดเยอะมาก ถึงงานศิลปะกับการตลาดดูเป็นเส้นขนานกัน แต่บางทีก็ต้องทำ ซึ่งถ้าเขาโฟกัสการทำงานศิลปะอย่างเดียวได้ก็น่าจะดีกว่า ส่วนผมถนัดการใช้เทคโนโลยี และการทำการตลาด ช่วยแนะนำได้ เพราะฉะนั้น เราก็อยากเป็นตัวกลาง เหมือนข้อต่อที่เชื่อมระหว่างศิลปินกับคนเสพงานศิลป์ ศิลปินทำงาน เรานำมาประมวลผล จัดเรียง ตกแต่งหน้าตา เพื่อทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นคนเสพงานศิลปะเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_49491.jpg" /></p>
<p><strong>การที่ศิลปินขายงานทางออนไลน์ต่างจากการไปขายในแกลเลอรี่มั้ย<br />
</strong>ผมคิดว่ามันเป็นช่องทางที่ต่างกัน หนึ่งคือเราไม่ผูกขาด ผลงานศิลปะทุกชิ้นที่ได้รับการคัดเลือกและแสดงอยู่ใน 1&#215;1 WALL สิทธิ์ทุกอย่างในผลงานยังเป็นของศิลปิน หมายถึงถ้าเขานำงานมาแสดงกับ 1&#215;1 WALL แล้วมีคนสนใจมาซื้องานจากช่องทางอื่นก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไรให้เราเลย ถือว่าเราเป็นแค่กระดานโล่ง ๆ ที่อยากให้คนเข้ามาเชื่อมต่อกันได้ง่ายที่สุด อย่างที่สองเราเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้ผ่านโลกของอินเทอร์เน็ต ในขณะเดียวกันนักสะสมหลายคนที่ผมรู้จัก เขาก็ยังวางใจในออฟไลน์แกลเลอรี่ ที่ช่วยคัดงานดีๆ มาให้ ซึ่งแกลเลอรี่หลายแห่งในบ้านเราก็ทำได้ดีมาก ๆ แล้วเราก็ยินดีที่จะช่วยสนับสนุนแกลเลอรี่ต่างๆ ผ่านความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีของเราเช่นกัน หากจะถามว่าแตกต่างกันอย่างสมบูรณ์ไหม ผมคิดว่ามันเป็นบทบาทของแต่ละฟันเฟืองในวงการศิลปะมากกว่าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานด้วยกัน และช่วยขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้า</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_4980.jpg" /></p>
<p><strong>มีวิธีคัดงานศิลปะเข้ามาขายใน </strong><strong>1&#215;1 WALL ยังไง<br />
</strong>เรามี curator ที่ถนัดในงานแต่ละแขนง เวลาคนส่งงานเข้ามาเราก็ส่งงานให้ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในสื่อแขนงนั้น ในประเภทงานแบบนั้นดูให้ ผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าผ่านก็เอาลงในเว็บไซต์</p>
<p><strong>อะไรคืองานศิลปะที่ผ่านและไม่ผ่านสำหรับเว็บไซต์นี้<br />
</strong>ผมว่ามันมาจากตัวภัณฑารักษ์ที่เราเลือกเข้ามา อย่างแรกคือมาตรฐานของเขา แต่อย่างที่สองก็คือ เราก็บอกมาตรฐานในการคัดเลือกงานว่าไม่ได้ต้องการงานระดับ Masterpiece เท่านั้น เราไม่ได้ต้องกำหนดคาแรคเตอร์เฉพาะของ 1&#215;1 WALL เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีรสนิยมในงานศิลปะที่แตกต่างกัน ถ้าเข้าไปใน 1&#215;1 WALL จะเห็นว่างานมีหลากหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนหลักแสน ผมบอกผู้เชี่ยวชาญว่าเราแค่ต้องการให้คนที่เข้ามาดูงานใน 1&#215;1 WALL ซื้องานกลับไปแล้วได้งานคุณภาพเหมาะสมกับสิ่งที่เขาควรได้จริงๆ มากกว่า เหมือนเราเป็นแค่ตัวกรองชั้นหนึ่งก่อน คืออย่างน้อยต้องไม่ใช่งานที่เละๆ พัง ๆ มา หรืองานที่แบบไม่ตั้งใจทำขึ้นมาแล้วเอามาวางไว้ในนี้ แล้วคนซื้อไปไม่แฮปปี้ เราไม่อยากให้เกิดขึ้น</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5051.jpg" /></p>
<p><strong>เราลองเข้าเว็บแล้วเห็นว่าราคางานไต่ไปได้ถึงหลักแสนจริงๆ คุณไม่กลัวว่างานแพงมากๆ จะขายไม่ได้เหรอ<br />
</strong>เราเปิดให้ศิลปินทุกคนตั้งราคางานของตัวเอง เราไม่ได้กำหนดราคางานเลย ราคาจะสูงมาจะแพงมากสุดมันกลายเป็นการตกลงกันของทั้งสองฝ่าย คุณสบายใจที่จะซื้อในราคานี้ คนขายสบายใจที่จะขายในราคานี้ ผมว่ามันก็จบ เรื่องถูกเรื่องแพงผมว่ามันไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนเรื่องราคาถูกหรือแพงในการซื้องานศิลปะ มันเป็นเรื่องของความพึงพอใจ</p>
<p><strong>รู้มาว่านอกจากเผยแพร่งานศิลปะออนไลน์ คุณยังขยับขยายมาสู่รูปแบบออฟไลน์ด้วย<br />
</strong>ผมรู้สึกว่าที่จริงแค่เข้ามาในออนไลน์เท่านั้นก็ได้ แต่ว่าพื้นฐานของคนไทยไม่ได้แวดล้อมด้วยงานศิลปะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นเราพยายามจะช่วยสนับสนุน ช่วยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องงานศิลปะกับคน ทำให้เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น เราเรียกสิ่งที่ทำว่า Wall โดยเราไปพูดคุยกับสถานที่ต่าง ๆ อย่างร้านกาแฟ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เปิดให้เขาเลือกชิ้นงาน ในแพลตฟอร์มเราไปแสดงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร แต่ก็ต้องเป็นการยอมรับกันทั้งสองฝ่ายระหว่างศิลปินและพื้นที่จัดแสดง ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากเพราะว่าศิลปินได้แสดงงานในที่ที่เขาพอใจ ร้านก็ได้งานสวย ๆ ไปแสดงทำให้ร้านเขาสวยมากยิ่งขึ้น สุดท้ายถ้ามีการขายเกิดขึ้น ทุกคนก็จะมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสม คนที่เข้ามาชมก็รู้สึกดีเพราะว่าได้เห็นงานสวยๆ แล้วเราก็พยายามจะขยายสิ่งนี้ต่อไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_49971.jpg" /></p>
<p><strong>นอกจากขยายไปสู่สถานที่ต่างๆ คุณยังหยิบงานศิลปะมาจัดเป็นนิทรรศการด้วย<br />
</strong>นิทรรศการงานศิลปะนี้ชื่อ Innocent Insurgency เป็นความร่วมมือของเรากับพี่โอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา แห่ง 56th studio เราเริ่มจากการตั้งคำถามว่า งานศิลปะมันเหมาะกับทุกคนจริงหรือ พอได้คำถามนี้ เราก็เริ่มเห็นถึงความแตกต่างแปลกๆ ที่เคยเชื่อกันว่า คนจะเสพงานศิลปะได้ต้องมีเงินเหลือ สมมติว่าปัจจัยสี่ยังไม่มี เสพงานศิลปะไปก็คงไม่มีประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกันคนรังสรรค์งานศิลปะดี ๆ อย่างแวนโก๊ะ ยากจนเสียจนข้าวยังไม่มีกิน แล้วจริงหรือว่างานศิลปะมันผูกกับเรื่องเงิน พอเราคิดว่ามันไม่น่าใช่แบบนั้น เราจึงฉีกแนวศิลปะออกมา 2 ขั้ว ส่วนแรกคือ The Insurgents เป็นงานศิลปะที่ดูรุนแรง ฟุ้งเฟ้อ ดูยุ่งเหยิง ส่วนที่ 2 ชื่อ The Innocents ซึ่งเหมือนงานสำหรับเด็ก น่ารัก ใส ๆ หวาน ๆ เราอยากให้คนที่เข้าไปในนิทรรศการได้เห็นงาน 2 ประเภท ที่ฉีกตัวต้นทางกับปลายทางไว้ เพื่อให้เขาหาจุดสมดุลของตัวเอง งานทั้ง 2 ส่วนจะจัดไม่พร้อมกัน เพราะผมอยากให้คนตกผลึกกับความคิดตัวเอง พอตกผลึกจากส่วนแรกแล้ว พอมาดูส่วนที่สอง อาจจะแบบ เฮ้ย! มันไม่เหมือนกับที่คิดตอนแรก แล้วมาปรับสมดุลความคิดของตัวเอง สุดท้ายนิทรรศการนี้อาจไม่ได้ให้คำตอบที่ตายตัวสำหรับทุกคนว่า สุดท้ายแล้วศิลปะมันใช่เรื่องของเงิน หรือเหมาะกับทุกคนจริงหรือเปล่า แต่เราเชื่อว่าคนที่เข้ามาดูอย่างน้อยน่าจะได้เจอกับมุมมองทางงานศิลปะในแบบของตัวเองกลับไป</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/Seung_Hwan_Oh_-_Work.jpg" /></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/LoveSyrup_-_Work.jpg" /></p>
<p><strong>หลังจากเปิดมาเกือบ 1 ปี 1</strong><strong>x1 WALL มีลูกค้าเยอะหรือยัง<br />
</strong>ที่จริงถามว่าตัวเลขมันใหญ่มากไหม ผมว่าไม่นะ แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่คาดหวังไว้ตั้งแต่เริ่มกับสิ่งที่มาตอนนี้ มันสูงกว่าที่เราคิดไว้มาก นึกภาพง่าย ๆ แค่คิดว่าคนไทยซื้องานศิลปะมันก็ยากแล้ว เห็นของจริงยังยากเลย อยู่ออนไลน์มันจะขายได้เหรอ จะมีคนเข้ามาสนใจจริง ๆ เหรอ แต่ทำจริงแล้วมันมี เยอะด้วย ผมเรียกว่าเป็นหลักร้อยเลยที่ผ่านเข้ามาซื้อขายในแพลตฟอร์มของเรา ส่วนคนที่มาสนใจ สอบถาม พูดคุย รวม ๆ แล้วเป็นพันนะ ถ้ามองเรื่องการทำให้คนเข้ามาสนใจ ผมถือว่าประสบความสำเร็จเลยแหละ</p>
<p><strong>มองภาพในอนาคตของสิ่งนี้ไว้ยังไง<br />
</strong>เราอยากสร้างให้ 1&#215;1 WALL เป็นชุมชนของงานศิลปะจริงๆ ในส่วนเว็บไซต์ เราอยากให้คนที่เข้ามาดูในอนาคตรู้สึกเหมือนเข้าเฟซบุ๊ก แต่เป็นเฟซบุ๊กของโลกศิลปะ คนที่มีความชอบความสนใจในศิลปะเข้ามาพูด มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ตอนนี้เราเตรียมแผนแล้ว ตัวแพลตฟอร์มเต็มจะลงภายในไม่กี่เดือนนี้ ก็จะมีช่องทางการนำเสนองานศิลปะในรูปแบบที่น่าจะเข้าถึงคนได้ค่อนข้างง่าย แล้วก็ได้ความรู้ ได้ความสนุกไปพร้อมๆ กัน</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_5079.jpg" /></p>
<p><strong>จากมุมมองของ </strong><strong>‘คนกลาง’ ในวงการศิลปะ คุณมองเห็นอะไรในวงการนี้บ้าง<br />
</strong>ปัญหามีในทุกวงการอยู่แล้ว แต่ผมมองว่ามีโอกาสที่ดีเยอะมาก เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีสื่อออนไลน์เข้ามา ผมว่าคนสนใจและเริ่มตื่นตัวกับงานศิลปะมากยิ่งขึ้น เด็ก ๆ หลายคน ไม่ว่าจะตอนเรียนหรือเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหันมาสนใจศิลปะเยอะขึ้น มีนิทรรศการเกิดขึ้นเยอะมาก มีคนมาเริ่มทำแกลเลอรี่หรืออื่นๆ เพิ่มขึ้นในสไตล์ใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพราะ 1&#215;1 WALLแต่หลายส่วนช่วยกัน ผมว่าตอนนี้อาจไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เราเห็นบันไดที่จะก้าวไปอย่างชัดเจน ซึ่งถ้ามองไป 5 – 10 ปีที่แล้วอาจไม่เห็นเลย มันอาจเหมือนมีแม่น้ำที่กั้นขว้างทางไว้เลย</p>
<p><strong><em>ภาพ </em></strong><em>ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล</em></p>
<p><a href="http://www.1x1wall.com">www.1x1wall.com</a></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" style="text-align: center;" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-46/">1&#215;1 WALL: เว็บขายงานศิลปะออนไลน์ที่อยากให้ศิลปะและคนเสพศิลป์ใกล้ชิดกันมากขึ้น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-46/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Malama : โปรเจกต์สหกรณ์นักดนตรีจากทีมฟังใจ ที่จะช่วยให้นักดนตรีอยู่ได้และอยู่เป็น</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-42/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-42/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จักรพงษ์ วิชญสกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Feb 2017 06:08:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[Culture & Entertainment]]></category>
		<category><![CDATA[ศิลปิน]]></category>
		<category><![CDATA[malama]]></category>
		<category><![CDATA[ฟังไจ]]></category>
		<category><![CDATA[ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี]]></category>
		<category><![CDATA[กันดิศ ป้านทอง]]></category>
		<category><![CDATA[fungjai]]></category>
		<category><![CDATA[วงการเพลงไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-42/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรามองเห็นอะไรในฟังใจบ้าง.. เรามองเห็นคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างสรรค์สังคมดนตรีในเมืองไทยให้เข้มแข็งซึ่งยังไฟแรงอยู่เรื่อยๆ เพราะแค่ 2 ปีที่ฟังใจก่อตั้งขึ้น พวกเขาเชื่อมศิลปินและคนฟังเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น โปรเจกต์จำนวนมากที่พวกเขาทำก็ถือว่าประสบความสำเร็จแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ฟังเพลงสตรีมมิ่ง คอนเทนต์ออนไลน์ คอนเสิร์ต และงานสัมมนา เรียกได้ว่าพวกเขาสร้างฐานนักดนตรีและแฟนเพลงไว้ได้ไม่น้อย และปีนี้ ฟังใจคลอดโปรเจกต์ใหม่ที่น่าจับตามองอีกครั้ง อย่าง MALAMA (อ่านว่า มา-ละ-มา) สหกรณ์นักดนตรีที่จะช่วยเหลือนักดนตรีไทยเล็กๆ ให้ผลิตผลงานเพลง เผยแพร่ ดูแลประชาสัมพันธ์จนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะมีการเปิดตัว Malama พร้อมกับศิลปินเกือบ 10 วงที่ตั้งต้นด้วยกัน เราจึงชวน พาย&#8211;ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี และ กัน &#8211; กันดิศ ป้านทอง มาเล่าความตั้งใจของโปรเจกต์นี้ให้ฟัง พร้อมแผนการในอนาคต ซึ่งจะช่วยเติมความหวังให้ศิลปินอีกหลายคนแน่นอน ในวันที่ศิลปินทำเพลง ปล่อยเพลงเองได้ในโลกอินเทอร์เน็ต ทำไมถึงคิดทำโปรเจกต์ Malama อีก พาย: “จากการสังเกต จะเห็นได้ว่า แนวทางการทำเพลงของศิลปินจะแบ่งออกเป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ การสังกัดค่ายเพลง กับการทำเพลงแบบอิสระ ซึ่งข้อดีของการสังกัดค่ายคือ ค่ายจะมีเงินลงทุนให้กับศิลปินและมีสื่อที่ช่วยโปรโมตศิลปินได้ แต่ศิลปินอาจจะถูกจำกัดด้านความอิสระในการทำเพลง [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-42/">Malama : โปรเจกต์สหกรณ์นักดนตรีจากทีมฟังใจ ที่จะช่วยให้นักดนตรีอยู่ได้และอยู่เป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรามองเห็นอะไรในฟังใจบ้าง.. เรามองเห็นคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างสรรค์สังคมดนตรีในเมืองไทยให้เข้มแข็งซึ่งยังไฟแรงอยู่เรื่อยๆ เพราะแค่ 2 ปีที่ฟังใจก่อตั้งขึ้น พวกเขาเชื่อมศิลปินและคนฟังเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น<br />
โปรเจกต์จำนวนมากที่พวกเขาทำก็ถือว่าประสบความสำเร็จแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ฟังเพลงสตรีมมิ่ง คอนเทนต์ออนไลน์ คอนเสิร์ต และงานสัมมนา เรียกได้ว่าพวกเขาสร้างฐานนักดนตรีและแฟนเพลงไว้ได้ไม่น้อย และปีนี้ ฟังใจคลอดโปรเจกต์ใหม่ที่น่าจับตามองอีกครั้ง อย่าง <strong style="background-color: initial;">MALAMA </strong>(อ่านว่า มา-ละ-มา) สหกรณ์นักดนตรีที่จะช่วยเหลือนักดนตรีไทยเล็กๆ ให้ผลิตผลงานเพลง เผยแพร่ ดูแลประชาสัมพันธ์จนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง</p>
<p>ก่อนที่จะมีการเปิดตัว Malama พร้อมกับศิลปินเกือบ 10 วงที่ตั้งต้นด้วยกัน เราจึงชวน <strong>พาย</strong><strong>&#8211;</strong><strong>ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี </strong>และ <strong>กัน </strong><strong>&#8211; </strong><strong>กันดิศ ป้านทอง </strong>มาเล่าความตั้งใจของโปรเจกต์นี้ให้ฟัง พร้อมแผนการในอนาคต ซึ่งจะช่วยเติมความหวังให้ศิลปินอีกหลายคนแน่นอน</p>
<p><strong>ในวันที่ศิลปินทำเพลง ปล่อยเพลงเองได้ในโลกอินเทอร์เน็ต ทำไมถึงคิดทำโปรเจกต์ </strong><strong>Malama อีก</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“จากการสังเกต จะเห็นได้ว่า แนวทางการทำเพลงของศิลปินจะแบ่งออกเป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ การสังกัดค่ายเพลง กับการทำเพลงแบบอิสระ ซึ่งข้อดีของการสังกัดค่ายคือ ค่ายจะมีเงินลงทุนให้กับศิลปินและมีสื่อที่ช่วยโปรโมตศิลปินได้ แต่ศิลปินอาจจะถูกจำกัดด้านความอิสระในการทำเพลง และบางครั้งก็อาจจะมีสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับศิลปินนัก ส่วนการทำเพลงอย่างอิสระ ศิลปินจะมีอิสรภาพในการทำเพลงมาก แต่ก็ต้องเสี่ยงเอง ลงทุนเอง โปรโมตเอง และถึงแม้ว่าทุกวันนี้สถานการณ์การเผยแพร่ดนตรีจะทำได้ง่ายขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย แต่ศิลปินบางคนก็อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องการเงินหรือคอนเนกชันกับสื่อ เราจึงคิดว่าน่าจะมีแนวทางที่ตรงกลางระหว่างการอยู่ค่ายกับการทำเพลงแบบอิสระ จึงได้คิดโมเดลของ Malama ขึ้นมา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสหกรณ์หรือสหภาพนักดนตรีที่มีเงินกองทุนตรงกลางให้ศิลปินที่เป็นสมาชิกได้สามารถหยิบยืมไปใช้ลงทุนเพื่อสร้างผลงานเพลงออกมา และเราหวังว่าจะสามารถบริหารกองทุนนี้ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนศิลปินที่ต้องการเงินทุนในการทำเพลงได้มากขึ้นในอนาคต”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0744.jpg" /></p>
<p><strong>ถ้ามีศิลปินที่สนใจอยากจะหยิบยืมกองทุนจาก </strong><strong>Malama จะต้องทำอย่างไร </strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“วิธีการทำงานก็คือมีกองทุนตรงกลางแล้วก็มีผมกับกัน (กันดิศ) ที่ช่วยกันดูแล โดยศิลปินแต่ละวงจะสามารถขอยืมเงินจากกองทุนกลางไปใช้สร้างผลงานได้ ศิลปินจะต้องมานำเสนอสิ่งที่ตัวเองอยากทำโดยเขียนเป็น proposal แล้วมาคุยกันว่าจะเอาเงินนี้ไปทำอะไรบ้าง เช่น จะสร้างผลงานอะไร จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะวางแผนการทำงานอย่างไร จะสร้างรายได้กลับมาได้อย่างไรเพื่อที่จะคืนให้แก่กองทุน</p>
<p>“เราตั้งกฎว่า ถ้าศิลปินจ่ายหนี้ของตัวเองจนครบแล้ว ก็อยากให้ช่วยจ่ายเพิ่มเติมให้กองทุนนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย โดยไม่อยากให้มองว่าเป็นการจ่ายดอกเบี้ย แต่เป็นการช่วยให้มีเงินไปใช้จ่ายสำหรับชุมชน Malama ได้มากขึ้น เพราะเงินในกองทุนนี้นอกจากจะให้ศิลปินที่เข้ามาใหม่ได้หยิบยืมเงินไปใช้ได้บ้างแล้ว เรายังจะนำเงินของกองทุนมาใช้จ่ายในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น การซื้ออุปกรณ์ เครื่องเสียง เครื่องใช้ เครื่องดนตรี หรือสร้างห้องซ้อม สร้างสตูดิโอ ที่แต่ละวงสามารถแบ่งกันใช้ได้ หรือจัดเวิร์กช็อปความรู้สอนเรื่องต่างๆ ที่ศิลปินอยากเรียนรู้ หรืออยากให้สมาชิกแต่ละคนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้กับสมาชิกอีกด้วย โดยการทำให้เกิดการจ้างงานระหว่างกัน คือเราจะให้สมาชิกแต่ละคนบอกความรู้ความสามารถที่ตนเองมีนอกจากการเล่นดนตรี เช่น ใครที่สามารถเป็น Sound Engineer หรือ Technician ให้กับวงอื่นได้ ก็ให้วงอื่นๆ จ้างไปออกงาน หรือใครที่ทำการตลาดเป็นหรือ PR ได้ก็รับงานฟรีแลนซ์ให้กับวงอื่นๆ ก็ได้”</p>
<p><strong>คิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ </strong><strong>Malama ไม่เหมือนค่ายเพลงแบบข้างต้นที่คุณพูดถึง</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“ในช่วงแรก Malama ก็ยังมีเงินกองทุนอยู่ไม่มาก และยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่แข็งแรงนัก เราจึงเริ่มด้วยการทำโครงสร้างที่เลียนแบบค่ายเพลงขึ้นก่อน คือมีทีมเบื้องหลังที่คอยช่วยซัพพอร์ตศิลปินในหลายๆ ด้าน เช่น ช่วยหางาน ช่วยทำ PR แล้วก็ช่วยคิดแผนการตลาด แล้วเราจะหักส่วนแบ่งรายได้ของศิลปินส่วนหนึ่งเป็นค่าบริการ อีกส่วนหนึ่งก็หักไว้สำหรับใช้หนี้ของกองทุนที่ศิลปินหยิบยืมไป พอใช้หนี้ครบแล้วก็จะหักส่วนหนึ่งไว้เพื่อเสริมกองทุน ซึ่งแหล่งรายได้ของศิลปินก็จะมีอย่างเช่นการขายซีดี การเล่นสด การขายสินค้า การเป็นพรีเซนเตอร์ หรือทำเพลงโฆษณา แล้วหน้าที่ของเราก็คือทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น ขายงานได้มากขึ้น ในราคาที่ดีขึ้นด้วยและเพราะเรามองว่า Malama ไม่ใช่ค่ายเพลงและไม่ใช่ทั้งสื่อ เราจึงยินดีที่จะร่วมมือกับค่ายเพลงและสื่อต่างๆ ได้ หากมีค่ายเพลงไหนอยากมาพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมมือกันก็สามารถติดต่อเรามาได้”</p>
<p><strong>กัน: </strong>“เราเป็นเหมือนทีมการตลาดให้ศิลปินด้วย ในช่วงแรกเรามีการทำงานคล้ายๆ ค่ายเพลงอยู่บ้าง อย่างเช่นในเรื่องการโปรโมต เพราะจริงๆ แล้วการโปรโมตในยุคนี้มันก็มีไม่กี่แบบ แต่เราก็ใช้ประสบการณ์ตอนที่ทำฟังใจซีนมาผสมด้วย หาไอเดียใหม่ๆ เพื่อการโปรโมตที่เหมาะสม</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_07881.jpg" /></p>
<p><strong>ซึ่งศิลปินจะยังมีอิสระอยู่ใช่ไหม </strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“เขายังมีอิสรภาพในการทำเพลงในวิถีที่เขาชอบได้เหมือนเดิม แต่จะมีทีมงานที่คอยซัพพอร์ตและให้คำแนะนำเขา เป็นอีกหนึ่งหัวคิดที่จะช่วยตัดสินใจ เพราะนโยบายของเราก็คือการให้อิสระกับศิลปินในการนำเสนอสิ่งที่เขาต้องการ แล้วเราก็จะมาปรึกษาหารือร่วมกัน”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ศิลปินแบบไหนที่ </strong><strong>Malama </strong><strong>จะสนใจ</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“จริงๆ เราไม่ได้จำกัดเลยว่าศิลปินที่มาอยู่ Malama จะต้องเป็นแนวเพลงไหน แต่ศิลปินที่เราอยากทำงานด้วยก็คือเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดี และสามารถทำงานเองได้พอสมควร เพราะทั้งผมและกันเองก็ไม่เคยทำงานในค่ายเพลงมาก่อน จึงเหมือนเป็นการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับศิลปินด้วย”</p>
<p><strong>ในอนาคต </strong><strong>Malama </strong><strong>จะไปในทิศทางไหน</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“เราอยากจะสร้างให้ Malama เป็นชุมชนของคนดนตรีที่มารวมตัวกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เหมือนกับชื่อของมันที่มาจากภาษาฮาวาย ซึ่งแปลว่า ดูแล ปกป้อง รักษา ดังนั้นเราจึงอยากให้ทุกคนในชุมชนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเรามองว่านักดนตรีแต่ละคนมีความสามารถที่นอกเหนือจากการเล่นดนตรีแน่นอน คือบางคนอาจจะทำบัญชีเป็น ทำการตลาดเป็น เป็น Sound Engineer ได้ เราจึงอยากเพิ่มโอกาสทางอาชีพให้คนเหล่านั้นด้วยการแนะนำให้แต่ละวงจ้างงานซึ่งกันและกัน ในตอนแรกการทำงานของ Malama เราอาจต้องดูแลแบบใกล้ชิด แต่ในอนาคต เราหวังว่าบทบาทของพวกเราจะลดลงเรื่อยๆ จน Malama สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราแค่บริหารตัวกองทุน แล้วทุกคนในชุมชนก็ช่วยกันคิด ช่วยกันทำงาน เราหวังว่าโมเดลนี้จะประสบความสำเร็จ แล้วก็อยากให้มีคนมาเลียนแบบเยอะๆ โดยเรายินดีจะให้คำแนะนำด้วย”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0813.jpg" /></p>
<p><strong>ทำไมถึงอยากให้มาเลียนแบบโครงสร้างการทำงานแบบ </strong><strong>Malama ล่ะ</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“ลองนึกถึงสมัยก่อนตอนที่ค่ายเบเกอรี่เกิดขึ้นมา เขาเป็นค่ายเพลงอิสระค่ายแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้กลายเป็นตัวอย่างให้คนอื่นได้เห็นว่าการทำค่ายเพลงนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ต้องกลัวว่าจะสู้ค่ายยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่ก่อนแล้วก็ได้ แต่ให้ทำในแบบที่ตัวเองชอบและเชื่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลังจากมีค่ายเบเกอรี่ ก็มีค่ายอิสระเล็กๆ เกิดขึ้นมาเป็นร้อยค่าย และทำให้วงการดนตรีไทยคึกคักเป็นอย่างมาก เราจึงมองว่าอยากให้โมเดลของเราประสบความสำเร็จจนมีคนเอาไปเลียนแบบต่อๆ ไป เพราะมันจะช่วยให้คนเห็นว่ามีทางเลือกอีกทางหนึ่งนอกจากการทำค่ายหรือการเป็นศิลปินอิสระ ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมให้วงการดนตรีคึกคักมากขึ้น”</p>
<p><strong>ทุกวันนี้ก็มีวงดนตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้นักดนตรีหันมาสนใจสหกรณ์อย่าง </strong><strong>Malama </strong></p>
<p><strong>พาย: </strong>“วงดนตรีเกิดใหม่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้นทุนการผลิตนั้นถูกลงและการเผยแพร่ก็ทำได้ง่ายขึ้น ตลาดเฉพาะกลุ่มก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น แต่คิดว่าเรายังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านที่พฤติกรรมของเรายังยึดติดอยู่กับ mass media เพราะเราเติบโตมากับยุคนั้น ทำให้ความยินยอมจ่าย (Willingness to Pay) ของคนทั่วไปยังต่ำอยู่ ทำให้ศิลปินที่เกิดขึ้นมามากมายนี้ยังไม่สามารถมีเม็ดเงินที่มากเพียงพอต่อการดำรงชีพได้”</p>
<p><strong>แล้ว </strong><strong>MALAMA </strong><strong>จะช่วยเหลือนักดนตรีอย่างไรบ้าง </strong></p>
<p><strong>กัน: </strong><strong>“</strong>นอกจากเรื่องของเงินทุนและการสนับสนุนเรื่องการหางาน การตลาด และการโปรโมตแล้ว เราอยากให้ Malama ช่วยเชื่อมแฟนเพลงกับศิลปินให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ห่างกัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าการเข้าถึงศิลปินมันยากมาก สิ่งที่ผมอยากจะทำก็คือการสร้างกิจกรรมขึ้นมาให้แฟนเพลงเข้าถึงศิลปินได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ Meet &amp; Greet แต่เป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติกัน ศิลปินวงแรกจากการปลูกปั้นของ Malama คือ วง Jelly Rocket ซึ่งเราก็มีการเปิดขายบัตรคอนเสิร์ตแบบออนไลน์ แล้วก็ขายแบบออฟไลน์ที่ร้าน Play Yard เพื่อให้สิ่งศิลปินได้พูดคุยกับแฟนเพลงด้วย นอกจากนี้ยังมีการแจกลายเซ็นที่ร้านน้องท่าพระจันทร์ แฟนเพลงก็ได้พูดคุยกับศิลปิน”</p>
<p><strong>พาย: </strong>“เราอยากให้แฟนเพลงได้สนับสนุนศิลปินจริงๆ และคิดว่าการลดระยะห่างระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงจะช่วยลดปัญหาการดาวน์โหลดหรือเอาเพลงไปแชร์ผิดลิขสิทธิ์ได้ด้วย เพราะความใกล้ชิดจะช่วยทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจว่าศิลปินนั้นต้องลงทุนลงแรงสร้างผลงานออกมาอย่างไร และการสนับสนุนศิลปินอย่างถูกต้องนั้นควรทำอย่างไร และควรจะสนับสนุนเขาแบบไหนบ้างเพื่อให้เขาสามารถสร้างผลงานเพลงที่แฟนเพลงต้องการเสพได้ต่อไป”</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/IMG_0829.jpg" /></p>
<p><strong>Malama จะช่วยให้ศิลปินอยู่ได้ด้วยการทำงานเพลงเลยใช่ไหม<br />
</strong></p>
<p><strong>กัน: </strong>“เราสัญญาไม่ได้หรอกว่าเขาจะมีรายได้มากจนอยู่ได้ เพราะมันมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่จะทำให้วงดนตรีวงหนึ่งประสบความสำเร็จ แต่เราก็คาดหวังว่าเราจะสามารถเป็นกลไกชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้ศิลปินนักดนตรีกลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ เราหวังว่าชุมชนนี้จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านความคิดในการทำงานของศิลปิน และหวังว่าฝ่ายผู้ฟังก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเหมือนกัน เช่น การสนับสนุนศิลปินอย่างถูกลิขสิทธิ์”</p>
<p><strong>พาย: </strong>“ถ้าถามว่าเราสิ่งที่เราทำนั้นคือองค์กรการกุศลไหม เราก็จะตอบว่าไม่ใช่ เราเป็นองค์กรแสวงหาผลกำไรนั่นแหละ แต่ด้วยพื้นฐานอาชีพเก่าที่ผมเคยเป็นที่ปรึกษาในบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ในหน่วยงานเกี่ยวกับความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Sustainability and Climate Change) ทำให้ผมเชื่อว่าธุรกิจทุกธุรกิจมีผลต่อสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมมัน ไม่ว่าจะทางบวกหรือทางลบ และเชื่อว่าธุรกิจทุกธุรกิจควรจะต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คือนอกจากจะสร้างผลกำไรแล้ว ก็ควรที่จะดำเนินธุรกิจที่เป็นธรรมเห็นแก่มนุษยชาติ เห็นแก่สิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการที่มันอยู่ได้ ผมจึงอยากบาลานซ์ธุรกิจกับการ พัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development) ตามที่ผมได้เรียนรู้มาในการทำ Malama นี้”</p>
<p><strong>แล้ว </strong><strong>Malama </strong><strong>จะสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับนักดนตรีอย่างไร</strong></p>
<p><strong>พาย: </strong><strong>“</strong>นโยบายหนึ่งของเราคือการนำเงินในกองทุนมาจ่ายค่าเวิร์กช็อปต่างๆ ให้ศิลปินใน Malama ได้เรียนสิ่งที่อยากจะเรียนเพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นวิชาการตลาด การบริหาร หรือ Sound Engineering บางทีเราก็มองว่า Malama เป็นเหมือนโรงเรียนนะ คือเราหวังว่าในวันที่เขาเรียนจบออกไปจาก Malama เขาจะสามารถทำงานด้วยตัวเองได้ และสามารถอยู่รอดด้วยตัวเองได้จริงๆ”</p>
<p><strong>Facebook l </strong><a href="https://www.facebook.com/malamacollective/?fref=ts">Malama</a></p>
<p><em><strong>ภาพ </strong>ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์</em></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-42/">Malama : โปรเจกต์สหกรณ์นักดนตรีจากทีมฟังใจ ที่จะช่วยให้นักดนตรีอยู่ได้และอยู่เป็น</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-42/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร : เด็กปี 3 ผู้อยู่เบื้องหลังงานรวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</title>
		<link>https://adaymagazine.com/dialogue-38/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/dialogue-38/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[จักรพงษ์ วิชญสกุล]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 01 Feb 2017 08:19:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[People]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[streetfashion]]></category>
		<category><![CDATA[Sneaker]]></category>
		<category><![CDATA[sneaker party]]></category>
		<category><![CDATA[สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร]]></category>
		<category><![CDATA[sneakerpartythailand]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/dialogue-38/</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อปลายปี 2559 มีงานรวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเกิดขึ้น มีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน ภายในวันเดียว มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 70 ร้าน มีเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท มีชาวต่างชาติเจาะจงซื้อตั๋วบินมาเพื่อร่วมงานนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า งานแบบนี้ไม่ค่อยมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานนั้นชื่อว่า Sneaker Party Thailand ยอมรับว่าเรารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าผู้จัดงานในย่อหน้าบนเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 3 แต่เมื่อได้พูดคุยกับ นัท-สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร และรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบแค่ไหน ความประหลาดใจก็หายไป จากเด็กวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ในรองเท้าผ้าใบมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนเริ่มเข้าสู่วงการรองเท้าผ้าใบ ทั้งในฐานะผู้ซื้อและผู้ขาย เขายอมรับว่าไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาเป็นหนึ่งในผู้ที่ลุกขึ้นมาจัดงาน Sneaker Party Thailand ขับเคลื่อนวงการรองเท้าผ้าใบที่เขารัก ก่อนงาน Sneaker Party Thailand จะหวนกลับมาจัดเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 18 &#8211; 19 กุมภาพันธ์ นี้ เราจึงนัดเจอสิรภัทร เจ้าของความคิดในการจัดงาน และเป็นหนึ่งในทีมงานหลักของงานมหกรรมรองเท้าผ้าใบงานนี้ เพื่อคุยกันถึงเรื่องที่ค้างคาใจใครหลายคนเกี่ยวกับปรากฏการณ์รองเท้าผ้าใบในบ้านเรา คุณยังจำรองเท้าผ้าใบคู่แรกในชีวิตได้ไหมจำได้ เป็นรุ่น Nike SB [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-38/">สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร : เด็กปี 3 ผู้อยู่เบื้องหลังงานรวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปลายปี 2559 มีงานรวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเกิดขึ้น<br />
มีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน ภายในวันเดียว มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 70 ร้าน มีเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาท มีชาวต่างชาติเจาะจงซื้อตั๋วบินมาเพื่อร่วมงานนี้<br />
ด้วยเหตุผลที่ว่า งานแบบนี้ไม่ค่อยมีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p>งานนั้นชื่อว่า Sneaker Party Thailand</p>
<p>ยอมรับว่าเรารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าผู้จัดงานในย่อหน้าบนเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่<br />
3 แต่เมื่อได้พูดคุยกับ <strong>นัท-สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร</strong> และรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบแค่ไหน<br />
ความประหลาดใจก็หายไป</p>
<p>จากเด็กวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ในรองเท้าผ้าใบมาตั้งแต่สมัยมัธยม<br />
จนเริ่มเข้าสู่วงการรองเท้าผ้าใบ ทั้งในฐานะผู้ซื้อและผู้ขาย<br />
เขายอมรับว่าไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมาเป็นหนึ่งในผู้ที่ลุกขึ้นมาจัดงาน Sneaker Party Thailand ขับเคลื่อนวงการรองเท้าผ้าใบที่เขารัก</p>
<p>ก่อนงาน Sneaker Party Thailand จะหวนกลับมาจัดเป็นครั้งที่<br />
2 ในวันที่ 18 &#8211; 19 กุมภาพันธ์ นี้ เราจึงนัดเจอสิรภัทร เจ้าของความคิดในการจัดงาน และเป็นหนึ่งในทีมงานหลักของงานมหกรรมรองเท้าผ้าใบงานนี้<br />
เพื่อคุยกันถึงเรื่องที่ค้างคาใจใครหลายคนเกี่ยวกับปรากฏการณ์รองเท้าผ้าใบในบ้านเรา</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9226.jpg"></p>
<p><strong>คุณยังจำรองเท้าผ้าใบคู่แรกในชีวิตได้ไหม<br /></strong>จำได้ เป็นรุ่น Nike SB Dunk High แล้วแค่ซื้อครั้งแรกก็โดนของปลอม ตอนนั้นอายุ 14<br />
ไม่รู้ว่ามันมีของปลอมด้วยใส่ไปโรงเรียนแล้วเพื่อนทักว่าเป็นของปลอม ก็ผิดหวัง เลยเริ่มศึกษาตั้งแต่ตอนนั้น</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>วงการรองเท้าผ้าใบในตอนนี้กับเมื่อ<br />
7 &#8211; 8 ปีที่คุณเริ่มชอบรองเท้าผ้าใบแตกต่างกันไหม<br /></strong>ต่าง เมื่อก่อนพ่อค้ามีน้อย สวนใหญ่จะเป็นคนทั่วไปที่ซื้อมาใส่เพราะชอบ<br />
ใส่แล้วสวย กับคนที่เล่นรองเท้าจริงๆ  แต่ยุคปัจจุบันจะมีพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มเข้ามามากขึ้น<br />
ยุคที่ผมเล่นแรกๆ ก็มีการรีเซล แต่จะเป็นประมาณว่าซื้อมาเก็บแล้วราคาขึ้น เวลาขายก็เลยได้กำไรเพิ่ม<br />
มันไม่เหมือนปัจจุบันที่คนตั้งใจซื้อเพื่อเก็งกำไรกันตั้งแต่แรก แต่ผมก็มองว่ามันไม่ได้ผิดอะไร<br />
เป็นวิธีค้าขายทั่วไป</p>
<p><strong>อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศไทยเกิดปรากฏการณ์คนมานอนข้ามคืนรอซื้อรองเท้า<br /></strong>เพราะการรีเซลนี่แหละ ก่อนจะถึงยุคเฟซบุ๊กจะมีเว็บบอร์ดที่ซื้อขายประมาณ<br />
2 &#8211; 3 บอร์ด ราคาซื้อขายก็บวกได้ไม่มาก เพราะคนเล่นรองเท้าผ้าใบจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าคู่นี้ขายไม่ออกเดี๋ยวราคาก็ลง<br />
แต่ปัจจุบันรองเท้าขายง่าย ความต้องการสูง คนจึงหันมาเป็นพ่อค้ากันมาก</p>
<p><strong>คุณรู้ตัวไหมว่าเราต่างกำลังตกอยู่ในเกมการตลาดของแบรนด์รองเท้า<br /></strong>รู้ แต่ผมสนุก มันจะมีคำว่า ‘sneaker game’ อยู่ ซึ่งเริ่มจากรองเท้ารุ่นที่ผลิตจำนวนจำกัดทำให้ความต้องการสูง<br />
อาจจะเริ่มต้นมาจากของมันหาไม่ได้ คนที่อยากได้จริงๆ เขาบวกให้เท่านั้นเท่านี้<br />
แล้วมันก็เกิดการบวกกันไปเรื่อยๆ  ตามหลัก<br />
demand supply รุ่นไหนยิ่งจำนวนจำกัดแต่ความต้องการสูง ราคาก็ยิ่งสูงตาม<br />
ทุกอย่างก็ขับเคลื่อนไปตามเกมนี้ เราต้องไขว่คว้าหาเอง ซึ่งผมรู้สึกสนุกกับไปเกม ผมถึงกับยอมมาแคมป์หน้าร้าน<br />
4 &#8211; 5 วันเพื่อรอซื้อรองเท้า ซึ่งการมาแคมป์รองเท้ามันไม่ได้มีแค่มานั่งรอนอนรอ<br />
แต่มันเป็นการคุยระหว่างคนที่ชอบรองเท้าด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเป็นโอกาสที่หายาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF9266.jpg"></p>
<p><strong>แล้วอะไรทำให้วันหนึ่งคุณลุกขึ้นมาจัดงาน<br />
</strong><strong>Sneaker Party Thailand<br /></strong>เมื่อคนเริ่มหันมาสนใจรองเท้ากันมากขึ้น<br />
 ผมเลยอยากจัดงานพบปะระหว่างคนชอบรองเท้าผ้าใบ<br />
พยายามไปถามตามกลุ่มคนชอบรองเท้าผ้าใบในเฟซบุ๊กว่า ถ้าจะจัดงานมีตติ้งใครสนใจจะมาไหม<br />
ตอนนั้นมีคนสนใจอยู่ประมาณ 500 &#8211; 600 คน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงต้องจัดเป็นฮอลล์<br />
 แต่ผมไม่มีความรู้ว่าฮอลล์รองรับคนได้เท่าไหร่และงานปกติขั้นต่ำที่คนควรเข้าคือเท่าไหร่<br />
 แล้วทางเซ็นทรัลลาดพร้าวที่เขาอยู่ในกลุ่มอยู่แล้ว<br />
โทรมาชวนผมว่ามีสถานที่ว่าง ตอนนั้นคิดว่าจะเป็นงานเล็กๆ มีร้านไม่กี่ร้าน ใจผมอยากจัดงานที่เป็นงานวัยรุ่นแบบดิบๆ<br />
มันต้องดิบ มันไม่ควรหรู ผมเลยขอสถานที่เป็นลานจอดรถเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ตรง Sky Hall  ก็ คนก็สนใจมาเปิดบูท<br />
รอบที่แล้วมีคนสนใจมาจัดราว 70 ร้าน เลยเป็นงานรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ตอนคิดว่าจะจัด </strong><strong>Sneaker Party มีภาพในหัวไว้ยังไง<br /></strong>ผมมีแรงบันดาลใจมาจากงานระดับโลกอย่าง<br />
Sneaker Con ตอนเด็กๆ ผมเคยฝันว่าอยากไปงานนี้<br />
เพราะในงานจะมีรองเท้าที่เราเคยเห็นแค่ในเว็บไซต์หรือในสื่อแต่ไม่เคยเห็นของจริง แต่งานนี้เราได้จับ<br />
ได้ดู ได้เห็น ร้านต่างประเทศมันจะมีร้านต่างๆ ที่มีรองเท้าอยู่แทบทุกรุ่น แต่ผมไม่มีโอกาสบินไป<br />
การจัดงานเป็นเหมือนกับผมสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง ผมเคยคิดว่าอยากให้มีงานแบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเรา<br />
คิดว่าเดี๋ยวสักวันจะต้องมีคนจัด แต่ไม่เคยคิดว่าคนนั้นจะเป็นตัวเอง</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ปัจจุบันเราซื้อขายออนไลน์ได้ ทำไมยังต้องมีงานซื้อขายแบบ<br />
</strong><strong>Sneaker Party<br /></strong>เพราะว่ามันไม่ได้มีแค่พ่อค้าเพิ่มเข้ามา<br />
แต่มีมิจฉาชีพ หรือมีกลุ่มพ่อค้าที่ไม่ได้ศึกษาแล้วโดนหลอกมาอีกที การจัดงานนี้ทำให้ร้านค้าที่มีชื่อและไม่มีชื่อเข้ามาขาย<br />
มันเป็นการสร้างตัวตนให้กับร้าน แล้วการซื้อในเว็บเราไม่เห็นหน้ากัน<br />
การเจอหน้าพูดคุยมันเป็นการสร้าง connection สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนซื้อกับคนขาย<br />
ทำให้เขาสนิทกัน ผมอยากให้กลุ่มรองเท้ามันเคลื่อนต่อไป<br />
ไม่อยากให้เหมือนสมัยก่อนที่บูมขึ้นมาแล้วหาย อยากให้พอกระแสเปลี่ยนรองเท้าผ้าใบอยู่<br />
ให้เขาได้ซึมซับทุกปีๆ จะไม่มีช่วงขาด</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>งานครั้งที่แล้วมีอะไรตอกย้ำว่ามาถูกทางแล้ว<br /></strong>ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องจำนวนคนที่มางาน<br />
รอบที่แล้วผมตั้งเป้าหมายว่าคนเข้างาน 2,000 คน ผมก็พอใจ แต่คนเข้ามางานสี่พันกว่าคน กลายเป็นงานรองเท้าผ้าใบที่คนเข้างานเยอะที่สุดในประเทศไทย<br />
ครั้งที่แล้วมีร้านมากว่า 70 ร้าน และไม่ได้มีแค่ร้านรองเท้า เราอยากให้งานนี้มันขับเคลื่อนวงการสตรีทแวร์ไปด้วย<br />
ในงานจึงมีเสื้อผ้าแบรนด์ไทยด้วย แล้วก็มีเปิดตัวรองเท้าแบรนด์รองเท้า Kraftka ด้วย สำหรับผมมันเลยเกินเป้าที่ตั้งไว้แต่แรกแล้ว ตอนนี้ผมอยากพัฒนางานให้มันดีขึ้น<br />
ถ้าจัดแล้วยังมีคนมาอยู่เรื่อยๆ มาเท่ากันทุกปีก็ได้ ไม่ต้องคนเยอะขึ้นอะไร ให้มันเคลื่อนต่อไปแต่ละปีก็พอ</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSCF93011.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>คุณคิดว่าการที่มีคนมาเกิน 4</strong><strong>,000 คนในครั้งแรก<br />
มันสะท้อนอะไรบ้าง<br /></strong>มันชี้ให้เห็นว่าคนอยากให้มีงานแบบนี้<br />
ทำให้เห็นว่ามีคนสนใจสิ่งนี้มากขึ้น ได้เห็นว่าอย่างน้อยมี 4,000 คนที่ชอบรองเท้า รักรองเท้า<br />
คราวที่แล้วคนที่มาไกลสุดเขามาจากออสเตรเลีย มาเพื่องานนี้แล้วบินกลับทันที<br />
รอบนี้ก็มีร้านจากฟิลิปปินส์มาขายด้วย</p>
<p><strong>เขาบอกไหมว่าทำไมอยากมาขายในงานนี้<br /></strong>เขาบอกว่างานแบบนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่ค่อยมี<br />
แล้วนี่เป็นงานต่างประเทศที่เขารู้จัก</p>
<p><strong>อะไรทำให้งานแบบนี้ไม่ค่อยมีในประเทศไทย<br /></strong>คนอาจจะมองว่ามันไร้สาระ หรือคนชอบอาจจะน้อย<br />
เลยไม่มีใครจัด แล้วพอมีคนจัด คนก็เลยพร้อมใจกันมางาน ประเทศเพื่อนบ้านเรามาเยอะมาก<br />
จัดรอบนี้ก็มีคนลาวซื้อบัตรเข้ามาเยอะเหมือนกัน เขาโอนมาจากประเทศเขาเราเลยรู้<br />
อเมริกาก็มีที่จะบินมา มีคนที่ซื้อบัตรแล้วด้วย เขาบอกว่ากลัวบัตรหน้างานหมดก็เลยโอนมาก่อน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/facebook-L.jpg"></p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>งาน </strong><strong>Sneaker Party ต่างจากงานขายรองเท้าทั่วไปยังไง<br /></strong>มีร้านรองเท้าที่มีรองเท้าหายากมารวมกันมากที่สุด<br />
มีรองเท้าที่หาไม่ได้ทั่วไปตามท้องตลาด ตอนนี้มีอยู่ 50 &#8211; 60 ร้านแล้ว ที่พิเศษครั้งนี้คงจะเป็นตู้เกม<br />
Sneaker Machine และมีมินิคอนเสิร์ตจาก<br />
Urboy TJ และเดย์ ไทยเทเนี่ยม</p>
<p><strong></strong></p>
<p><strong>ในฐานะคนจัดงาน งานครั้งแรกมีภาพไหนที่กระทบใจบ้างไหม<br /></strong>คงเป็นสองภาพ ภาพแรก ลองนึกภาพ Sky Hall เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว<br />
ผมเปิดประตูออกคนยืนรอเลยเข้าไปในตัวห้าง คนอยู่ตรงนั้นประมาณร้อยคนเพื่อรอเข้างาน<br />
ส่วนอีกภาพ คงเป็นจุดที่ผมขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้วเห็นคนด้านล่าง ผมขึ้นไปขอบคุณและแจกของรางวัล<br />
ไม่คิดว่าเด็กคนหนึ่งจะขึ้นไปอยู่ในจุดที่มองลงมาแล้วเห็นคนเป็นพันปรากฏในงาน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย</p>
<p><strong>สุดท้าย ที่คุณบอกว่าคุณชอบรองเท้าผ้าใบ<br />
คุณชอบมันขนาดไหน<br /></strong>ผมเคยทะเลาะกับที่บ้านเพราะเรื่องนี้<br />
ตอนนั้นยังเด็ก ที่บ้านถามผมว่าชอบอะไร โดยความหมายของที่บ้านก็คืออยากเรียนอะไร<br />
ผมตอบไปว่า ผมชอบรองเท้า ก็เลยโดนด่าเละ ตอนที่จัดงาน Sneaker Party พ่อผมก็ไม่คิดว่างานมันจะใหญ่ขนาดนี้<br />
บ้านผมจะเป็นประเภทว่าตอนแรกเขาจะดูถูกไว้ก่อน อาจจะเพื่อสร้างแรงผลักดันให้เราด้วย<br />
พอมันประสบความสำเร็จพ่อแม่ก็มีความสุขกับรองเท้าผ้าใบ ทุกวันนี้ถึงขนาดที่พ่อเองก็ผลัดรองเท้าใส่กับผม</p>
<p><em>ติดตามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Facebook l </em><a href="https://www.facebook.com/sneakerpartyth/?fref=ts">Sneaker Party Thailand</a></p>
<p><em><strong>ภาพ</strong> ชนพัฒน์ เศรษฐโสรัถ</em></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt="" style="text-align: center"></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/dialogue-38/">สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร : เด็กปี 3 ผู้อยู่เบื้องหลังงานรวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/dialogue-38/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
