<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author217/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author217/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Tue, 01 Sep 2020 09:16:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 3/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-51/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-51/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Sep 2016 03:17:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสืบนาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[สืบ นาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-51/</guid>

					<description><![CDATA[<p>5 “ผมคิดว่าชีวิตผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่า ผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้ว ผมคิดว่าผมได้คิดทำตามกำลังของผมดีแล้ว และผมพอใจ ผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ&#8230;” &#160; ปลายปี 2532 ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สืบให้มาคุยกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พี่สืบเล่าให้ผมฟังว่า กำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต คือพี่สืบได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในขณะเดียวกันทางผู้ใหญ่ก็สั่งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หากเป็นคนทั่วไปก็คงจะเลือกการไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่สำหรับสืบแล้ว ป่าห้วยขาแข้งเปรียบเสมือนบ้านของเขา เขาเคยพูดเสมอว่าหากมีโอกาสไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว เขาขอเลือกสองแห่งคือป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และป่าห้วยขาแข้ง ต้องเข้าใจว่าป่าห้วยขาแข้งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนไม่ค่อยมีใครรู้จักและโด่งดังมากเท่าสมัยนี้ ธันวาคม 2532 สืบ นาคะเสถียร เดินทางเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตฯ ด้วยความมุ่งมั่นและใจเต็มร้อยที่จะรักษาผืนป่าที่นี่ให้ดีที่สุดเขาสบายใจที่เห็นลูกทีมของเขามีคุณภาพ และในอนาคต เขาหวังว่าป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่มีเพื่อนสนิทของเขาคือวีรวัธน์ เป็นหัวหน้า จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งอื่นๆ สืบบอกกับคนรอบข้างว่า “ตอนนี้ผมสามารถให้ทุกสิ่งกับห้วยขาแข้งได้” ห้วยขาแข้งเป็นป่าที่มีพื้นที่ขนาด 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่เศษ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งเดียวที่ไม่มีราษฎรบุกรุกอาศัยอยู่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าหายากจำนวนมาก เช่น กระทิง วัวแดง ควายป่า นกยูงไทย สมเสร็จ เสือโคร่ง เสือดาว ช้างป่า ฯลฯ วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ออกจับไม้เถื่อน ไปดูพื้นที่ในป่าประดู่ที่ถูกโค่นกว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-51/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>5<br />
</strong><em><strong style="background-color: initial;">“</strong><strong style="background-color: initial;">ผมคิดว่าชีวิตผมทำได้ดีที่สุดแล้วเท่าที่ผมมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่า ผมได้ช่วยเหลือสังคมดีแล้ว ผมคิดว่าผมได้คิดทำตามกำลังของผมดีแล้ว และผมพอใจ ผมภูมิใจสิ่งที่ผมทำ</strong><strong style="background-color: initial;">&#8230;”</strong></em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ปลายปี 2532 ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สืบให้มาคุยกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พี่สืบเล่าให้ผมฟังว่า กำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต คือพี่สืบได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในขณะเดียวกันทางผู้ใหญ่ก็สั่งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง</p>
<p>หากเป็นคนทั่วไปก็คงจะเลือกการไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่สำหรับสืบแล้ว ป่าห้วยขาแข้งเปรียบเสมือนบ้านของเขา เขาเคยพูดเสมอว่าหากมีโอกาสไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแล้ว เขาขอเลือกสองแห่งคือป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และป่าห้วยขาแข้ง</p>
<p>ต้องเข้าใจว่าป่าห้วยขาแข้งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนไม่ค่อยมีใครรู้จักและโด่งดังมากเท่าสมัยนี้</p>
<p>ธันวาคม 2532 สืบ นาคะเสถียร เดินทางเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตฯ ด้วยความมุ่งมั่นและใจเต็มร้อยที่จะรักษาผืนป่าที่นี่ให้ดีที่สุดเขาสบายใจที่เห็นลูกทีมของเขามีคุณภาพ และในอนาคต เขาหวังว่าป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่มีเพื่อนสนิทของเขาคือวีรวัธน์ เป็นหัวหน้า จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งอื่นๆ</p>
<p>สืบบอกกับคนรอบข้างว่า <em>“ตอนนี้ผมสามารถให้ทุกสิ่งกับห้วยขาแข้งได้”</em></p>
<p>ห้วยขาแข้งเป็นป่าที่มีพื้นที่ขนาด 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่เศษ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งเดียวที่ไม่มีราษฎรบุกรุกอาศัยอยู่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าหายากจำนวนมาก เช่น กระทิง วัวแดง ควายป่า นกยูงไทย สมเสร็จ เสือโคร่ง เสือดาว ช้างป่า ฯลฯ</p>
<p>วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ออกจับไม้เถื่อน ไปดูพื้นที่ในป่าประดู่ที่ถูกโค่นกว่า 200 ต้นเพื่อแปรรูปในป่า สืบไม่พูดอะไร เดินก้าวยาวๆ ออกมาดูท่อนไม้ตามทางในป่าโดยไม่สนใจว่าใครจะตามมาทันหรือไม่ ไม่กลัวหลงป่า ไม่กลัวถูกลอบทำร้าย แล้ววิทยุติดต่อเจ้าหน้าที่สั่งการให้รายงานเป็นระยะๆ</p>
<p>แล้วสืบก็พบว่าป่าจำนวน 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่อยู่ในความรับผิดชอบของข้าราชการ 12 คน เจ้าพนักงานพิทักษ์ป่า 30 คน และลูกจ้างชั่วคราว 120 คน แบ่งไปประจำหน่วยพิทักษ์ป่า 12 หน่วย แต่ละหน่วยจะต้องรับผิดชอบพื้นที่ป่าถึงหน่วยละ 1 แสนกว่าไร่</p>
<p>และที่น่าตลกคือ งบประมาณในการดูแลป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งนี้ ได้เพียงไร่ละ 80 สตางค์ต่อปี ในขณะที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุกจนเสื่อมสภาพแล้วรัฐให้เงินถึงไร่ละ 1,000 บาทต่อปี</p>
<p><em>“จะให้ผมไปรักษาอะไร มาเคี่ยวเข็ญให้ผมรักษาป่า แถมยังต้องมาชี้แจงอีกว่ารักษาอย่างไร”</em> สืบเคยพูดอย่างเหลืออด</p>
<p>สืบพบว่าปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ป่า เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวันในเวลานั้น</p>
<p><em>“ผมพูดได้เลย มันมีการยิงกันทุกวัน ไปตามก็เจอแต่กองไฟ เจอซากที่ชำแหละไว้เรียบร้อย จับมันได้ครั้งหนึ่งมันพร้อมจะล่า 10 ครั้งกว่าจะโดนจับ ถูกปรับแค่ 500 บาท คุกก็ไม่ติด กว่าเราจะจับมันได้ ต้องไปอดหลับอดนอน แบกข้าวสารไปกินในป่า มันหนีเรา แต่เราต้องตามจับ อย่างเมษายนปีที่แล้ว ลูกน้องผมถูกนายพรานยิงตายสองคน เจ้าหน้าที่ยิงก่อนก็ไม่ได้ ถือว่าเกินกว่าเหตุ ผู้ต้องหามันเห็นหน้าเรา มันยิงใส่เราแล้วเราก็ตาย เรามีค่าเหรอ ตายไปอย่างดีก็เอาชื่อมาติดที่อนุสาวรีย์หน้ากรมป่าไม้”</em></p>
<p>สืบรู้ดีว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำงานด้วยความยากลำบากยิ่งนัก ในป่าเปลี่ยวจะโดนยิงเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้นให้แก่ครอบครัวและตัวเขา นอกจากเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวไม่เกินคนละ 1,500 บาทต่อเดือน ไม่มีสวัสดิการ หรือประกันชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือพวกเขาขาดวิทยุสื่อสารที่จะติดต่อกันได้ในพื้นที่มหาศาล และรถก็ไม่เพียงพอ แม้กระทั่งอาวุธประจำกายก็มีเพียงปืนลูกซอง ขณะที่นักล่าสัตว์มีปืนเอ็ม 16 เป็นอาวุธล่าสัตว์</p>
<p>ด้านตะวันออกของป่าห้วยขาแข้งอยู่ติดกับหมู่บ้านหลายแห่ง ชาวบ้านเองมักจะลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ หรือเป็นคนนำทางให้แก่พรานในเมือง บางครั้งก็มีใบสั่งจากกลุ่มอิทธิพลว่าต้องการสัตว์ป่าประเภทไหน เขากระทิงจะมีราคาประมาณ 4,000-5,000 บาท ถ้าเป็นเขาควายป่าอาจจะมีราคาสูงเป็นหมื่นบาทขึ้นไป ร้านอาหารสัตว์ป่ารอบห้วยขาแข้งก็มีอาหารสัตว์ป่าไว้บริการลูกค้าได้ตลอดปี</p>
<p>ด้านตะวันออของป่าห้วยขาแข้งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานในหมู่บ้านเช่นกัน การจับกุมพี่น้องกันเองก็เป็นเรื่องสะเทือนใจ เมื่อลูกน้องมารายงานว่าพบซากสัตว์ พบกระทิงถูกตัดหัว พบซากวัวแดง เขาจะนิ่งเงียบแล้วเจ็บปวดอยู่ในใจ จับนักล่าไม่ได้ แต่สัตว์ตายตลอด แต่พอจับคนล่าได้ คนเหล่านี้ก็ล้วนเป็นคนยากคนจน ไม่สามารถลากคอผู้บงการ หรือเจ้าของร้านอาหารสัตว์ป่ามาลงโทษได้สักครั้ง</p>
<p><em>“ลำพังชาวบ้านอย่างเดียวมันไม่หนักหนาหรอก ถ้าหากไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวนี้ชาวบ้านจะขนไม้เถื่อนหรือล่าสัตว์ก็มักจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมด้วย มันเลยกลายเป็นว่าถ้าเราอยากจะทำหน้าที่ของเรา อยากจะรักษาป่า รักษาสัตว์ป่า เราต้องขัดอย้งกับทั้งฝ่ายภาครัฐและฝ่ายประชาชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน”</em></p>
<p>จิตประพันธ์ กฤตาคม พนักงานพิทักษ์ป่าผู้ใกล้ชิดสืบ เปิดเผย</p>
<p><em>“พอพี่สืบมาเป็นหัวหน้าเขตฯ วงการค้าไม้เถื่อน หรือล่าสัตว์ป่า มีการเคลื่อนไหว เพราะอาจรู้กิตติศัพท์ที่ว่า หัวหน้าสืบเป็นคนทำงานจริงจัง ไม่กลัวอิทธิพลใดๆ แต่การล่าสัตว์เป็นปัญหาที่หนักมากในเวลานั้น ทุกคืนพี่สืบจะฟังสืบปืนด้วยความอดทน ถ้าเราไปเราก็เสียเปรียบ คือเราได้ยินเสียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เราไม่รู้ว่าเป็นเสียงปืนล่าสัตว์ หรือเขาต้องการล่อให้เจ้าหน้าที่ออกไปโดนยิง พี่สืบเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกน้องมาก”</em></p>
<p>สืบเริ่มตระหนักว่า ปัญหาในป่าห้วยขาแข้งดูจะยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อนมากกว่าที่เขาประเมินไว้แต่แรก สืบพยายามขอความร่วมมือจากหน่วยข้าราชการนอกป่าห้วยขาแข้ง ในการช่วยกันป้องกันการทำลายป่าและการล่าสัตว์ โดยเฉพาะบริเวณป่าสงวนรอบๆ ป่าห้วยขาแข้งซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของเขา เขาพยายามเดินเข้าหาผู้ใหญ่ ไปพูดคุยกับทุกคน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง กรมป่าไม้เองก็ไม่สนับสนุนสิ่งใด</p>
<p>แต่สืบก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาเชื่อว่าจะต้องรีบเร่งให้การศึกษาแก่ชาวบ้านรอบๆ พื้นที่ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ให้เห็นถึงความสำคัญของป่าห้วยขาแข้ง สืบจึงให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่มาก เขาจะลงมือทำด้วยตนเอง ออกแบบงานนิทรรศการ เขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ดเอง หากทำไม่ดีก็ทำใหม่ ตัดภาพเอง ไม่สวยทำใหม่ ภาพที่นำมาใช้ล้วนเป็นภาพสวยงามจากฝีมือของเขา เขาจะควักเงินเป็นค่าอัดขยายภาพเอง ออกไปบรรยายเองตามโรงเรียน ตามชุมชนต่างๆ จนถึงเก็บข้าวของ เครื่องมือฉายสไลด์เอง ทำทุกอย่างตั้งแต่เช้าจนค่ำ บางครั้งเที่ยงคืน เขายังอุตส่าห์ขับรถจากในเมืองเข้ามาในป่า ตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาเขียนงานเอกสารที่คั่งค้างไว้ พอรุ่งสางก็ขับรถออกไปตามโรงเรียนบรรยายให้เด็กนักเรียนฟังต่ออย่างไม่เหน็ดเหนื่อย</p>
<p>แต่ดูเหมือนปัญหาที่ยากที่สุดจะรอเขาอยู่เบื้องหน้า-ระบบราชการ</p>
<p><strong>6<br />
</strong><strong><em>“ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งสิ้น”</em></strong></p>
<p>ประมาณเดือนสิงหาคม 2533 ผมได้เจอพี่สืบเป็นครั้งสุดท้าย ผมทักพี่สืบว่าพี่ดูผอมลงและเครียดผิดสังเกต น่าจะพักผ่อนเสียบ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบพูดสั้นๆ ว่า</p>
<p><em>“พี่จะทนไม่ไหวแล้ว”</em></p>
<p>ผมได้แต่ปลอบใจพี่สืบ แต่แกไม่ยอมพูดอะไรออกมามากกว่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โด่ง น้องชายคนเดียวเคยบอกให้ผมฟังว่า สืบรักลูกน้องมาก ยอมแบกรับภาระที่ทางการจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้องช้า</p>
<p><em>“พี่สืบไปขอยืมเงินแม่เดือนละสองหมื่นบาท แล้วไม่บอกเหตุผลว่าเอาไปทำอะไร ทางบ้านจึงเข้าใจว่าพี่สืบใช้เงินเปลือง เอาไปเลี้ยงผู้หญิงหรือเปล่า ทีหลังถึงรู้ว่าเอาไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อนเพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก พวกนี้ไม่มีอะไรจะกิน พี่สืบก็ต้องเอาเงินจากทางบ้านออกไปก่อน”</em></p>
<p>สืบวิ่งเต้นหาแหล่งเงินทุนมาเพื่อเป็นสวัสดิการและประกันชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับล่างในห้วยขาแข้ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจกับการทำงานของคนเหล่านี้ที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตายแทบทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากทางการเลย</p>
<p>ดร.อแลน ราบิโนวิทซ์ เพื่อนสนิทคนหนึ่งเคยบอกกับสืบว่า</p>
<p><em>“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับการที่มีใครตาย เพราะการตายไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของคุณ พวกเขาทำงานของเขา คุณไม่ต้องไปรับผิดชอบพวกเขาถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่สืบตอบกลับทันทีด้วยความเด็ดเดี่ยวว่า</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><em>“จะไม่มีใครต้องตายในเขตฯ ห้วยขาแข้ง ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบเริ่มเข้าใจแล้วว่า หนทางเดียวที่จะทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดีคือการผลักดันให้ป่าแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการเฝ้าหวงแหนจากผู้คนทั้งโลก สืบจึงรีบลงมือเก็บข้อมูลอย่างหนักเพื่อทำรายงานเสนอยูเนสโกจนสำเร็จในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกัน สืบมีแนวคิดว่ายุทธศาสตร์ในการรักษาป่าผืนนี้ให้ได้จะต้องทำให้บริเวณป่าตะวันตกอันประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง เป็นผืนป่าติดต่อกันรวมพื้นที่ 11.7 ล้านไร่ ตั้งแต่จังหวัดตากลงมาจนถึงกาญจนบุรี พ้นจากการคุกคามด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แนวความคิดนี้อยู่นอกเหนือพื้นที่ของห้วยขาแข้ง เป็นเรื่องของป่าไม้เขต ป่าไม้จังหวัด กระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ และข้าราชการท้องถิ่นที่จะมีอำนาจในการจัดการดังกล่าว แต่สืบก็พยายามอย่างหนัก วิ่งหาผู้ใหญ่ วิ่งหาข้าราชการที่เกี่ยวข้องคนนี้คนนั้นตลอดเวลา ชี้แจงให้ทุกคนเห็นความสำคัญของแนวความคิดนี้เพื่อรักษาป่าที่ดีที่สุดผืนนี้ให้ได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แต่ดูเหมือนจะมีเพียงความนิ่งเงียบในระบบข้าราชการไทย ทุกครั้ง ผู้ใหญ่ในกรมป่าไม้ได้แต่พูดว่า <em>“เอาเลยสืบ คุณทำโครงการมา” </em>แล้วทุกอย่างก็หายเงียบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เดือนพฤษภาคม 2533 รัฐมนตรีคนหนึ่งได้ไปตรวจพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ได้รับการบอกเล่าจากบริษัททำไม้ชื่อดังแห่งหนึ่งว่ามีการลักลอบตัดไม้ในห้วยขาแข้ง สืบรู้ดีว่าเป็นการกลั่นแกล้งเขา สืบถูกรัฐมนตรีผู้นั้นเรียกพบที่กรุงเทพฯ เขาเตรียมข้อมูลอย่างดีเพื่อชี้แจงว่าเป็นการทำไม้นอกห้วยขาแข้ง และชาวบ้านแอบไปตัดโดยมีผู้ใหญ่จากอำเภอลานสักหนุนหลัง สืบพยายามที่จะอธิบายถึงปัญหาอันยุ่งยากที่เข้าและลูกน้องต้องประสบ แต่เขาไม่มีโอกาสชี้แจง เพียงแต่ได้รับคำบอกสั้นๆ ว่า “คุณต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมอีก”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบโกรธมากและตอบกลับไปว่า<em> “ผมทำงานหนักกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว นอกจากว่าท่านจะยืดเวลาหนึ่งวันให้นานกว่านี้ และผมไม่อาจบอกคนของผมให้ทำงานหนักกว่านี้ได้อีกแล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมาพวกเขาแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย”</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สืบกลับออกมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งและถูกกดดัน เขาบอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เขาเชื่อมั่นว่า ความพยายามแทบเป็นแทบตายของเขานั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากใครทั้งสิ้น เขารู้สึกสิ้นหวังกับระบบราชการ เขาไม่ได้ภูมิใจกับการเป็นข้าราชการอีกต่อไป เขารู้ว่าเขาไม่อาจจะทำอะไรให้มากกว่านี้แล้ว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เขาบอกคนใกล้ชิดว่า <em>“ทีนี้ผมแน่ใจแล้วว่า ผมกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ผมไม่อาจจะคาดหวังจากใครได้อีกต่อไป”</em></p>
<p>ภายหลังเหตุการณ์ในวันนั้น โด่ง น้องชายของเขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของพี่ชายว่า</p>
<p><em>“ตั้งแต่วันนั้นแกเสียใจมาก ปกติเวลากลับบ้านแกจะมากินข้าวด้วยกัน แต่ระยะหลังไม่กินอะไรเลย แกซื้อมาม่าเป็นโหล สามมื้อกินแต่มาม่าเหมือนอยู่ในป่า กำลังใจไม่ค่อยมี ดูแกเครียดมาก ผอมลงไปเยอะ มีครั้งหนึ่งแกเอามีดทิ่มทะลุโต๊ะเสียงดัง แล้วบ่นว่า ทำอะไรมันไม่ได้ ก่อนตายก็พูดว่า โด่ง พี่ไม่ไหวแล้ว”</em></p>
<p>หนึ่งอาทิตย์ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จับพรานล่าสัตว์ได้ของกลางจำนวนมาก มีหัวค่างหลายหัว พร้อมปลอกกระสุนที่ใช้ล่า เมื่อเจ้าหน้าที่นำซากสัตว์เหล่านี้มาที่สำนักงานเขตฯ สืบลงมาดูด้วยความเครียดสุดขีด เพราะก่อนหน้านี้ลูกน้องของเขาคนหนึ่งที่เขานางรำออกไปลาดตระเวนตามคำสั่งของเขา ก็ถูกลอบยิงที่ลำห้วยขาแข้ง สืบโมโหมากถึงกับตะโกนออกไปว่า</p>
<p><em>“ถ้ามึงจะยึงลูกน้องกู มึงมายิงกูดีกว่า”</em></p>
<p>เช้าวันที่ 31 สิงหาคม สืบ นาคะเสถียร อยู่ในชุดกางเกงสีครีม สวมเสื้อสีส้มอ่อนๆ เดินขึ้นไปบนสำนักงาน เขียนหนังสือและครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จนกระทั่งตกบ่าย สืบเริ่มเอาสิ่งของที่เคยยืมมาไปคืนเจ้าของ ประมาณห้าโมงเย็น สืบเดินมาชวนลูกน้องคนสนิทสองสามคนนั่งกินเหล้า หนึ่งในนั้นคือ จิตประพันธ์ กฤตาคม หรือหม่อง ซึ่งเป็นคนสุุดท้ายที่ได้คุยกับสืบ หม่องถ่ายทอดบรรยากาศขณะนั้นให้ฟังว่า</p>
<p><em>“มาถึงแกก็บอกว่าเอาเหล้ามากินกัน กินไปคุยไปจนประมาณสองทุ่มแกบอกให้พี่ยงยุทธ วิทยุไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าจะไม่ไปแล้ว จะส่งวิดีโอไปให้แทน จนประมาณห้าทุ่มผมก็ขอแยกตัวไปเข้าเวรสักประมาณครึ่งชั่วโมง พี่สืบก็เดินตามมาขอบุหรี่สูบและนั่งคุยกับยามถามทุกข์สุขซึ่งก็แปลก เพราะยามคนนี้ทำงานมานานแล้ว แต่แกถามเหมือนคนไม่เคยรู้จักกัน คุยได้ไม่นาน แกก็บอกว่า เดี๋ยวพี่กลับไปบ้าน ผมจะอาสาไปส่ง แกบอกไม่ต้อง แล้วหันมายิ้มเหมือนกับคนที่มีความสุขที่สุด พร้อมกับยกมือขึ้นแล้วบอกว่า หม่อง พี่ไปแล้วนะ”</em></p>
<p>ประมาณตีสี่ของวันที่ 1 กันยายน 2533 ยามในห้วยขาแข้งได้ยินเสียงปืนนัดหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดอะไร ในป่าแห่งนี้เสียงปืนเป็นเรื่องธรรมดา จนประมาณสิบโมงเช้า เจ้าหน้าที่เริ่มแปลกใจว่าหัวหน้าสืบยังไม่ลงมากินข้าว หม่องจึงอาสาเดินไปตาม เมื่อไขกุญแจบ้านเข้าไป เขาพบร่างที่ไร้ลมหายใจของหัวหน้าสืบอยู่บนเตียง มีแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนข้อความไว้ว่า</p>
<p style="text-align: center;"><em>“ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง<br />
โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งสิ้น”</em></p>
<p style="text-align: right;">ลงชื่อ สืบ นาคะเสถียร ผู้ตาย</p>
<p style="text-align: right;">(นายสืบ นาคะเสถียร)</p>
<p>สืบรู้ตัวดีว่า สักวันหนึ่งเขาอาจจะถูกยิงตายจากการบงการของผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย</p>
<p>สืบรู้ตัวดีว่า สักวันหนึ่งลูกน้องของเขาซึ่งเขาเป็นคนส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ต้องถูกยิงตายอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีใครสนใจ สืบไม่ใช่คนกลัวตาย แต่ทนไม่ได้ที่ลูกน้องเขาต้องตายไปต่อหน้า โดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้</p>
<p>สืบมีความฝันจะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้สัตว์ป่าและป่าไม้ในห้วยขาแข้งอยู่รอด</p>
<p>เมื่อความมุ่งมั่นของเขาที่มีต่อห้วยขาแข้งถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากระบบราชการและผู้มีอำนาจในเมืองไทย ที่ไม่เคยสนใจปัญหาการทำลายธรรมชาติอย่างจริงจัง</p>
<p>เขาเคยปรึกษาแม่ว่าจะลาออกและไปบวช แต่เขาก็ไม่ลาออก การลาออกเป็นการทรยศต่อตัวเอง ทรยศต่อห้วยขาแข้ง และทรยศต่อลูกทีมของเขา</p>
<p>แต่การมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่สามารถทำให้ความมุ่งมั่น ความเชื่อของเขาเป็นจริงได้</p>
<p>สืบ นาคะเสถียร เป็นคนไม่เคยทรยศต่อหลักการ และความมุ่งมั่นของตัวเอง</p>
<p>บางทีการตั้งใจฆ่าตัวตายอาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p><em>ภายหลังการเสียชีวิตของสืบ นาคะเสถียร ได้ก่อให้เกิดกระแสอนุรักษ์ครั้งใหญ่ในสังคมไทย และต่อมาไม่นานยูเนสโกได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ </em></p>
<p><em>ส่งผลให้เกิดความหวงแหนดูแลป่าทั้งสองผืนอย่างจริงจัง ปริมาณสัตว์ป่าในรอบหลายปีได้เพิ่มขึ้น อันเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและมีการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ได้ทำงานอย่างจริงจังในการอนุรักษ์ผืนป่าเหล่านี้ และมีการขยายพื้นที่ดูแลป่าตะวันตก 11.7 ล้านไร่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจับมือกันดูแลป่า เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร</em></p>
<p><em>เสียงปืนในราวป่าห้วยขาแข้งเมื่อยี่สิบปีก่อนยังคงดังกึกก้องมาจนถึงบัดนี้</em></p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-49">ตอนที่ 1<br />
</a></strong><b style="background-color: initial;"><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-50">ตอนที่ 2</a></b></p>
<p><strong><strong><em>จากหนังสือ a day LEGEND พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2553</em></strong></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-51/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 3/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-51/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 2/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-50/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-50/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 Sep 2016 15:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสืบนาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[สืบ นาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-50/</guid>

					<description><![CDATA[<p>3 &#8220;เราเคยช่วยชะนีแม่ลูกมาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้คือไม่สามารถให้แม่ชะนีมีนมให้ลูกกินได้&#8221; ในปี 2529 ได้มีโครงการใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีคือโครงการอพยพสัตว์ป่าที่กำลังจะถูกน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากการก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้ป่าดงดิบผืนใหญ่อันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาสกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงจำนวนแสนกว่าไร่ต้องจมน้ำกลายเป็นทะเลสาบความลึกเกือบ 100 เมตร บริเวณที่เคยเป็นเนินเขาและภูเขาก็ถูกตัดขาดโผล่พ้นน้ำกลายเป็นเกาะน้อยใหญ่จำนวนถึง 162 เกาะ ส่งผลให้มีสัตว์ป่าจำนวนมากกว่า 300 ชนิด อาทิ เลียงผา สมเสร็จ ชะนี ค่าง เสือลายเมฆ ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกหว้า ที่หนีน้ำไม่ทันต้องติดตามเกาะหรือหนีน้ำขึ้นไปอยู่ตามยอดไม้ รอวันตายเพราะขาดแคลนอาหาร ภารกิจของโครงการฯ คือ อพยพสัตว์เหล่านี้ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย สืบ นาคะเสถียร ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากกรมป่าไม้ให้เป้นหัวหน้าโครงการฯ เล่าให้ฟังว่า &#8220;โครงการอพยพสัตว์ป่าที่นี่ถือเป็นการทำครั้งแรกในเมืองไทย เราเริ่มตั้งแต่การสำรวจสภาพป่าและสัตว์ว่ามีอยู่กี่ชนิด ไปจนถึงเตรียมการอพยพสัตว์ซึ่งไม่เคยทำกันมาก่อน แต่ก็พยายามจะทำให้ได้มากที่สุด สมมติว่ามีสัตว์ติดอยู่บนเกาะ 100 ตัว เราพยายามที่จะช่วยชีวิตมันไว้ทั้ง 100 ตัว ถ้าเราไม่ช่วยมันตายแน่ๆ &#8230;ไปไหนไม่ได้แล้ว สัตว์หลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ยิ่งถ้าเราไม่ช่วยมัน พวกพรานมีปืนทั้งหลายต้องถือโอกาสล่ากันสนุกมือ&#8230;ผมเชื่อว่าเวลาสร้างเขื่อนสมัยก่อนคงมีสัตว์ที่หนีไม่ทันตายเป็นจำนวนมากแน่ๆ&#8221; เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การช่วยชีวิตสัตว์จึงเริ่มต้นจากการคัดคนที่ใกล้ชิดกับสัตว์ตั้งแต่สัตวบาลไปจนถึงนายพรานที่ชำนาญในการดักสัตว์ พาคนเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและศึกษาว่าต่างประเทศจับสัตว์กันอย่างไร จากหนังสือและวิดีโอรายการ ซิงเกอร์เวิลด์ ซึ่งมีสารคดีการช่วยชีวิตสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อนที่ประเทศเวเนซูเอลา ในแต่ละวัน ภารกิจของพวกเขาคือนำเรือออกตระเวนไปตามต้นไม้สูงๆ ที่กำลังยืนต้นตายกลางทะเลสาบ หากเจอชะนีหรือค่างติดอยู่บนยอดไม้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-50/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>3</strong></p>
<p><strong>&#8220;เราเคยช่วยชะนีแม่ลูกมาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้คือไม่สามารถให้แม่ชะนีมีนมให้ลูกกินได้&#8221;</strong></p>
<p>ในปี 2529 ได้มีโครงการใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีคือโครงการอพยพสัตว์ป่าที่กำลังจะถูกน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากการก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้ป่าดงดิบผืนใหญ่อันเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาสกและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงจำนวนแสนกว่าไร่ต้องจมน้ำกลายเป็นทะเลสาบความลึกเกือบ 100 เมตร บริเวณที่เคยเป็นเนินเขาและภูเขาก็ถูกตัดขาดโผล่พ้นน้ำกลายเป็นเกาะน้อยใหญ่จำนวนถึง 162 เกาะ ส่งผลให้มีสัตว์ป่าจำนวนมากกว่า 300 ชนิด อาทิ เลียงผา สมเสร็จ ชะนี ค่าง เสือลายเมฆ ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกหว้า ที่หนีน้ำไม่ทันต้องติดตามเกาะหรือหนีน้ำขึ้นไปอยู่ตามยอดไม้ รอวันตายเพราะขาดแคลนอาหาร</p>
<p>ภารกิจของโครงการฯ คือ อพยพสัตว์เหล่านี้ออกมาอยู่ในที่ปลอดภัย สืบ นาคะเสถียร ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากกรมป่าไม้ให้เป้นหัวหน้าโครงการฯ เล่าให้ฟังว่า</p>
<p><em>&#8220;โครงการอพยพสัตว์ป่าที่นี่ถือเป็นการทำครั้งแรกในเมืองไทย เราเริ่มตั้งแต่การสำรวจสภาพป่าและสัตว์ว่ามีอยู่กี่ชนิด ไปจนถึงเตรียมการอพยพสัตว์ซึ่งไม่เคยทำกันมาก่อน แต่ก็พยายามจะทำให้ได้มากที่สุด สมมติว่ามีสัตว์ติดอยู่บนเกาะ 100 ตัว เราพยายามที่จะช่วยชีวิตมันไว้ทั้ง 100 ตัว ถ้าเราไม่ช่วยมันตายแน่ๆ &#8230;ไปไหนไม่ได้แล้ว สัตว์หลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ยิ่งถ้าเราไม่ช่วยมัน พวกพรานมีปืนทั้งหลายต้องถือโอกาสล่ากันสนุกมือ&#8230;ผมเชื่อว่าเวลาสร้างเขื่อนสมัยก่อนคงมีสัตว์ที่หนีไม่ทันตายเป็นจำนวนมากแน่ๆ&#8221;</em></p>
<p>เนื่องจากเป็นครั้งแรกในประเทศไทย การช่วยชีวิตสัตว์จึงเริ่มต้นจากการคัดคนที่ใกล้ชิดกับสัตว์ตั้งแต่สัตวบาลไปจนถึงนายพรานที่ชำนาญในการดักสัตว์ พาคนเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและศึกษาว่าต่างประเทศจับสัตว์กันอย่างไร จากหนังสือและวิดีโอรายการ <em>ซิงเกอร์เวิลด์ </em>ซึ่งมีสารคดีการช่วยชีวิตสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อนที่ประเทศเวเนซูเอลา</p>
<p>ในแต่ละวัน ภารกิจของพวกเขาคือนำเรือออกตระเวนไปตามต้นไม้สูงๆ ที่กำลังยืนต้นตายกลางทะเลสาบ หากเจอชะนีหรือค่างติดอยู่บนยอดไม้ พวกเขาจะนำเรือเข้าไปใกล้ ทำทุกอย่างตั้งแต่ส่งเสียง พุ่งเรือชนต้นไม้ ไปจนถึงเลื่อยต้นไม้โค่นลงมา เพื่อให้สัตว์ตกใจกระโดดลงน้ำ จะได้ว่ายไปจับสัตว์เหล่านั้นได้</p>
<p>หากแล่นไปเจอเกาะก็ขึ้นไปบนเกาะ เอาตาข่ายขึงพาดกลางเกาะแล้วแบ่งคนเป็นสองฝ่าย ส่งเสียงดังตั้งแต่ท้ายเกาะเพื่อไล่ต้อนสัตว์ให้ตกใจวิ่งหนีมาชนตาข่ายที่ขึงไว้ ซึ่งมักได้สัตว์อย่างกระจง กวาง เลียงผา</p>
<p>ครั้งหนึ่งผมได้ล่องเรือไปกับพี่สืบเพื่อสังเกตการอพยพสัตว์ป่าเมื่อปลายปี 2529 วันหนึ่งขณะที่เราผูกเรือกับตอไม้กลางทะเลสาบเพื่อช่วยชีวิตชะนีตัวหนึ่ง ปรากฏว่างูจงอางสีดำมะเมื่อมขนาดลำข้อมือยาวร่วม 3 เมตร พุ่งทะยานออกมาจากโพรงในตอไม้ ทุกคนบนเรืออ้าปากค้างด้วยความตกใจและโล่งอกเมื่องูจงอางพุ่งลงน้ำ</p>
<p>หากใครโดนงูกัดคงไม่มีทางรอด งูจงอางไม่ใช่งูที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก แต่ปริมาณพิษของมันเยอะมากเพียงพอที่จะทำให้ผู้ถูกกัดตายได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง และระยะทางจากเรือไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคงไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง</p>
<p><em>&#8220;ตามมันไป จับมันให้ได้&#8221;</em> หัวหน้าโครงการฯ สั่งทันทีพร้อมเสียงสตาร์ทของเครื่องยนต์ที่เร่งเครื่องสุดกำลังดังกระหึ่มขึ้น งูเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเร็วมากโดยเฉพาะจงอาง เราขับเรือคู่ขนานไปกับจงอาง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตวัดสวิงขนาดใหญ่ที่มีด้ามยาวเป็นพิเศษตักงูไว้แต่ความยาวของงูก็ทำให้เกิดปัญหา ขณะกำลังจะยกสวิงเข้ามาในเรือ จงอางสะบัดอย่างแรงพุ่งออกจากสวิงอีกครั้ง ตกลงน้ำเฉียดเรือไปนิดเดียว พวกเราทุกคนถอนหายใจอีกเฮือกหนึ่งกับการผจญภัยที่ใกล้ความตายเข้าไปทุกที</p>
<p>สืบไม่ละความพยายาม เขาบอกว่า หากไม่ช่วยชีวิตงูก็ตายเพราะไม่มีทางว่ายไปถึงฝั่งที่ห่างไกลได้ มันจะหมดแรงตายเสียก่อน คราวนี้เมื่อเรือแล่นไปทันมัน เราสามารถใช้สวิงจับมันขึ้นมาอยู่บนหัวเรือได้สำเร็จ</p>
<p>คราวนี้ทุกคนหันหน้ามามองกันเลิกลั่ก ใครจะเสี่ยงตายเป็นคนจับงูพิษยัดใส่กระสอบ&#8230; ยังไม่ทันไรสืบใช้มือกดหัวจงอาง เจ้าจงอางใช้เขี้ยวพิษกัดสวิงอย่างแรงพร้อมทั้งปล่อยน้ำพิษสีเหลืองใสๆ ไหลเยิ้มออกมาจนหมด จากนั้นพวกเราช่วยกันพลิกสวิงออกจากตัวงูและจับมันใส่ถุงกระสอบ ใช้เชือกผูกมัดแน่นหนา</p>
<p>หลังจากนั้นไม่นาน สืบก็บอกพวกเราว่า <em>&#8220;ผมก็เพิ่งหัดจับงูพิษเป็นครั้งแรกในชีวิต&#8221;</em></p>
<p>สืบ นาคะเสถียร อาจจะใช้ลูกน้องในการทำงานเสี่ยงตายครั้งนี้ก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำเช่นนั้น ลูกน้องทุกคนรู้ดีว่า หากงานใดเป็นงานเสี่ยงอันตราย เขาจะเป็นคนแรกที่ทำงานนี้และเป็นเช่นนี้จนถึงการทำงานครั้งสุดท้ายในป่าห้วยขาแข้ง</p>
<p>วาที เจ้าหน้าที่โครงการผู้หนึ่ง พูดถึงหัวหน้าสืบว่า</p>
<p><em>&#8220;เขาเป็นคนจริงจัง มีความตั้งใจโดยไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยของตัวเอง มีความรู้สึกว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำโดยไม่คำนึงถึงเวลา มีความรู้สึกว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำโดยไม่คำนึงถึงเวลา สถานที่ ว่าจะยากลำบากแค่ไหน มีความตั้งใจสูง เห็นความเดือดร้อนของสัตว์มากกว่าความเดือดร้อนหรือความลำบากที่ตนเองจะได้รับงานแทบทุกงานเขาไม่เคยนั่งดูคนอื่นทำ เขามักจะเข้าไปทำเสมอ เจอสัตว์กำลังว่ายน้ำ พวกกระรอก ค่าง ชะนี เขากระโดดลงน้ำเอง สัตว์ที่อันตรายอย่าง เสือ งู เขาจะทำเอง เพราะเขาพูดว่าเขาเป็นผู้นำ เขาทำไม่ได้คนอื่นก็จะไม่มั่นใจ แต่ถ้าผู้นำทำงานหนัก ทำงานที่ลำบาก ทุกคนจะตั้งใจทำงาน มีกำลังใจมากขึ้น หัวหน้าเสียสละได้ ทุกคนก็เสียสละได้&#8230; ผมภูมิใจนะที่ได้ทำงานกับเขา เป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่เอาเปรียบรุ่นน้อง ไม่เคยเอาความดีความชอบใส่ตัว ไม่มีนาย มีแค่เพื่อนร่วมงาน ไม่เลือกว่าคนนั้นจะเป็นลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน ไม่มีใครจริงจังและจริงใจเท่าเขาเลย&#8221;</em></p>
<p>หน้าที่หลักของสืบในโครงการนี้คือ การช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่า แต่หลายครั้งที่ผมได้เห็นสืบเอาเรือออกไปลอยลำในอ่างเก็บน้ำ ฟังเสียงปืนคอยดักจับพวกล่าสัตว์ที่แฝงเข้ามาในรูปของนักจับปลา บางครั้งก็เข้าไปจับกุมพวกลักลอบตัดต้นไม้บริเวณนั้น สืบพูดให้ฟังเสมอว่าเขาอยากทำงานช่วยชีวิตสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่พอมาเห็นผู้กระทำผิดกฎหมายแล้วอดไม่ได้ เขาคิดเสมอว่างานคนอื่นแต่คนอื่นไม่ทำ เขาจึงต้องทำแทน บางครั้งก็ท้อใจว่าทำเพื่อส่วนรวม จับไม้อย่างเคร่งครัด แต่ถูกหาว่าล้ำเส้นไปหน่วยงานอื่น</p>
<p>สองปีผ่านไป โครงการอพยพสัตว์ป่าสามารถช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่าได้ 1,364 ตัวซึ่งเป็นจำนวนที่น่าพอใจ แต่เทียบไม่ได้กับสัตว์อีกจำนวนมหาศาลที่จมน้ำตาย อดอาหารตาย จากการสร้างเขื่อนครั้งนี้และสัตว์จำนวนหนึ่งที่ช่วยมาได้ก็ตายระหว่างการรักษาพยาบาล</p>
<p><em>&#8220;เราเคยช่วยชะนีแม่ลูกมาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้คือไม่สามารถให้แม่ชะนีมีนมให้ลูกกินได้ ลูกมันก็ร้อง แม่ชะนีพยายามเอาลูกออกจากนม ผมคิดว่าตัวเมียคงเครียด พี่สืบไปโรงพยาบาลไปขอนมเลี้ยงเด็กมาชงให้ลูกชะนีกิน สุดท้ายลูกชะนีก็ตาย&#8221;</em></p>
<p>ไสวเล่าให้ฟังต่อว่า</p>
<p><em>&#8220;พี่สืบมักจะบ่นเสมอว่า ทำอย่างไรเราจะช่วยสัตว์ได้มากกว่านี้ แต่แกไม่เคยพูดถึงปัญหาอะไรให้ฟัง ถ้ามีปัญหาอะไร สิ่งที่แกจะแสดงออกคือการเงียบ สูบบุหรี่มวนต่อมวน ไม่เคยโวยวายกับเพื่อนร่วมงานเลย&#8221;</em></p>
<p>สืบเขียนบันทึกการอพยพสัตว์ป่าไว้ว่า</p>
<p><em>&#8220;นอกจากสัตว์ป่าที่น่าสงสารเหล่านี้จะต้องประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วมแล้ว ยังต้องเผชิญกับมนุษย์ที่เห็นแก่ได้บนความทุกข์ยากของสัตว์ป่าที่คอยจ้องไล่ล่าสัตว์ป่าเหล่านั้น โดยไม่สำนึกถึงบาปกรรม เสียงปืนที่ดังก้องกังวานอยู่ในหุบเขาของอ่างเก็บน้ำคลองแสงมันฉุดกระชากความรู้สึกของคนที่กำลังช่วยชีวิตสัตว์ป่า วันหนึ่งเราได้พบซากสมเสร็จที่ถูกชำแหละเอาเนื้อไปแล้ว คงเหลือแต่คราบเลือดสีแดงสดอยู่บนพื้นดินประกอบกับส่วนเครื่องในที่ถูกโยนทิ้งพร้อมกับอุ้งตีนอีกสี่ข้างที่ถูกโยนทิ้งลงน้ำ พวกเราออกค้นเรือทุกลำในคลองแสงหวังจะได้พบซากสมเสร็จตัวนั้นจนรุ่งเช้าของวันใหม่ก็ยังไม่พบ เราไม่ย่อท้อ ตามไปถึงที่สุดที่จะเล่นงานพวกใจทราม&#8230;ใต้ท้องเรือลำนั้นมืดและสกปรก เราฉายไฟกราด ใช้มือล้วงลงไปควานหาหลักฐานที่น่าสงสัย แล้วเราก็พบไส้สมเสร็จที่ยาวกว่าหนึ่งเมตรปนคราบน้ำมันหลงเหลือยู่ใต้ท้องเรือ&#8230;&#8221;</em></p>
<p>ผู้ใกล้ชิดรู้ดีว่าแววตาของสืบจะปวดร้าวมากเมื่อเห็นสัตว์ตายไปต่อหน้า หลายครั้งที่เขาพยายามเก็บพืชป่ามาให้ชะนีให้ค่างกิน แต่มันไม่ยอมกินเพราะความเครียด เขาโกรธจัดที่เห็นเนื้อสัตว์ป่าที่ชำแหละแล้วในเรือของพรานที่ตรวจพบและหลั่งน้ำตาทุกครั้งที่พยายามผายปอดช่วยชีวิตเลียงผาและกวางขึ้นมาจากน้ำ แต่ต้องตายไปต่อหน้าเพราะความหิวโหยและความอ่อนเพลีย</p>
<p>ประสบการณ์การทำงานครั้งนี้ได้ทำให้สืบตระหนักดีว่าการอพยพสัตว์ป่าครั้งนี้ไม่สามารถช่วยชีวิตสัตว์ป่าได้เลย ยังมีสัตว์จำนวนมากที่ตายไปจากการสร้างเขื่อน เขาสรุปไว้ว่า</p>
<p>&#8220;ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้&#8221;</p>
<p><strong>4</strong></p>
<p><strong>&#8220;วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัวเพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้&#8221;</strong></p>
<p>ในช่วงเวลานั้นเอง ที่จังหวัดกาญจนบุรีได้มีโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรประมาณ 140,000 ไร่ ต้องจมน้ำกลายเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำและกำลังได้รับการคัดค้านจากนักอนุรักษ์ฯ นักวิชาการ ข้าราชการกรมป่าไม้บางส่วน และชาวเมืองกาญจนบุรี ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาลและเสี่ยงต่อโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต</p>
<p>ในปี 2530 รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะอนุมัติโครงการขนาดยักษ์แห่งนี้ ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านการสร้างเขื่อนถูกรัฐบาลกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อความวุ่นวาย มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และกำลังตกเป็นรองทั้งข้อมูลและการเผยแพร่</p>
<p>สืบ นาคะเสถียร ซึ่งเฝ้าติดตามสถานการณ์มาเป็นเวลานานจึงได้เข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจนอย่างแข็งขันโดยใช้บทเรียนจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชียวหลานเป็นกรณีศึกษา</p>
<p>วีรวัธน์ ธีระประสาธน์ เพื่อนสนิทของสืบและหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในเวลานั้น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการชักชวนให้สืบ นาคะเสถียร ไปช่วยทำงานด้านข้อมูลในการเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน เขากล่าวว่า</p>
<p><em>&#8220;สืบก็รู้ว่าผมค้านเขื่อน ช่วงนั้นสืบเขาเป็นนักวิจัยไม่ค่อยมีมิติทางด้านงานเคลื่อนไหว สืบก็เล่าให้ฟังว่างานอพยพสัตว์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ สัตว์รอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้เขื่อนน้ำโจนก็มีโครงการอพยพสัตว์ป่าเหมือนกัน เราจึงคิดว่าน่าจะเอากรณีที่เชี่ยวหลานมาเป็นบทเรียนว่า สัตว์ตายมากเพียงใด สืบก็เห็นด้วย เราจึงจัดนิทรรศการทุ่งใหญ่นเรศวรเพื่อให้คนเมืองกาญจน์ได้รู้จักป่าทุ่งใหญ่ฯ ว่าคืออะไร สืบก็มาเสนอเรื่องถ้ามีเขื่อนแล้วการอพยพสัตว์จะมีปัญหาอะไร จำได้ว่าคนเมืองกาญจน์ประทับใจการพูดของสืบมาก และรู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่สืบพูดว่า เขาพูดในนามของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย&#8221; </em></p>
<p>บุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี แกนนำของกลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ยอมรับว่าสืบเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พ่อค้าอย่างเขากลายมาเป็นนักอนุรักษ์จนถึงทุกวันนี้</p>
<p><em>&#8220;คืนหนึ่งในงานนิทรรศการ คุณสืบฉายสไลด์เกี่ยวกับการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน แกเป็นคนบรรยาย ทำให้เรารู้สึกว่าสัตว์ป่าในภาพมีชีวิต มันร้องขอชีวิต มันครวญคราง เจ็บปวดรวดร้าว มันออกมาพร้อมกับน้ำเสียงของคุณสืบ จากเหตุการณ์นั้นทำให้มองเห็นวิญญาณการต่อสู้และปกป้องสัตว์ป่าจากคำพูดของคุณสืบที่เราไม่เคยพบใครมาก่อน&#8221;</em></p>
<p>สืบเดินป่าเข้าทุ่งใหญ่ฯ เป็นเวลา 5 วัน 5 คืน เพื่อเสาะหาข้อมูลและเมื่อได้สำรวจทางอากาศ เขาพบฝูงกระทิงอยู่รวมกันถึง 50 ตัว เป็นกระทิงฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นในเมืองไทย เป็นหลักฐานแสดงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ได้เป็นอย่างดี บางครั้งเขาได้มีโอกาสพานักข่าวลงพื้นที่ที่จะมีสร้างตัวเขื่อนน้ำโจน เล่าบทเรียนจากเขื่อนเชี่ยวหลานให้นักข่าวฟังว่า ในอนาคตบริเวณนี้จะกลายสภาพเป็นทะเลสาบ เนินสูงตรงนี้จะกลายสภาพเป็นเกาะจากการถูกน้ำท่วม สัตว์จะตายจากการสร้างเขื่อนได้อย่างไร</p>
<p>สืบใช้ความเป็นนักวิชาการของเขาอธิบายต่อสาธารณชนให้เห็นว่า เราจะสูญเสียสัตว์ป่ามหาศาลเพียงใดหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน สืบยึดถือหลักความจริงในทางวิชาการอย่างเคร่งครัด เขาทนไม่ได้ที่จะมีใครพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางวิชาการแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาของเขาเอง</p>
<p>อธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้นได้ออกมาพูดสนับสนุนการสร้างเขื่อนในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่า ปัญหาด้านสัตว์ป่าไม่น่าเป็นห่วง สามารถแก้ไขได้ โดยยกตัวอย่างเรื่องนกยูงที่ต้องอาศัยหาดทรายดำรงชีพว่าแม้ว่าน้ำจะท่วมหาดทรายแต่เราสามารถสร้างหาดเทียมขึ้นมาทดแทนได้</p>
<p>สืบ ข้าราชการกรมป่าไม้ชั้นผู้น้อย ซึ่งอยู่ในที่ประชุมในเวลานั้นได้กล่าวแย้งอย่างไม่เกรงใจว่า <em>&#8220;ความคิดนี้เป็นความคิดของคนที่ไม่รู้เรื่องการจัดการด้านสัตว์ป่าเลย&#8221;</em></p>
<p>อาทิตย์สุดท้ายก่อนการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะสร้างเขื่อนหรือไม่ สืบทำงานอย่างหนักจนสามารถจัดทำบทรายงานเรื่อง &#8216;การประเมินผลงานช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน&#8217; ได้สำเร็จ รายงานชิ้นนี้ส่งผลอย่างมากต่อการพิจารณา เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาผลกระทบของสัตว์ป่าจากการสร้างเขื่อน</p>
<p>ในวันตัดสิน สืบเข้าชี้แจงต่อกรรมการด้วยตัวเอง หลายฝ่ายสิ้นความสงสัยว่า สัตว์จำนวนมากต้องล้มตายลงหากมีการสร้างเขื่อนน้ำโจน</p>
<p><em>&#8220;เราชนะแล้ว&#8221;</em> สืบพูดสั้นๆ ภายหลังออกมาจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม</p>
<p>ภายหลังเมื่อรัฐบาลมีมติระงับการสร้างเขื่อนน้ำโจน กลุ่มนักอนุรักษ์ได้วิเคราะห์มาน่าจะมีมาตรการระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเสนอโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจนในอนาคตอีก และในเวลานั้นประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก จึงเห็นว่าสืบน่าจะมีส่วนสำคัญในการเขียนรายงานทางวิชาการเพื่อนำเสนอต่อกรรมการให้พิจารณาว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเหมาะสมที่จะเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ</p>
<p>สืบสัมผัสกับป่าทุ่งใหญ่ฯ มากขึ้น เขาไม่ได้สนใจข้อมูลทางด้านธรรมชาติด้านเดียว แต่เขายังสนใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงว่ามีวิถีชีวิตอย่างไร รักษาป่ากันอย่างไร ครั้งหนึ่งสืบลงไปเก็บข้อมูลด้านชุมชนที่หมู่บ้านแม่จันทะ เขาได้จดบันทึกเรื่องราวชีวิตของลุงเนียเต๊อะ ผู้เฒ่าที่ชาวกะเหรี่ยงบันถือมากและล่องแพมาถึงป่าดงวี่ ระหว่างทางที่ค้างคืนในป่าสืบมักจะเปิดเทปฟังกะเหรี่ยงที่เขาอัดเสียงมาตอนที่อยู่ในหมู่บ้าน วีรวัธน์ ผู้ร่วมเดินทางไปครั้งนั้นเคยตั้งคำถามกับสืบว่าทำไมชอบฟังเพลงกะเหรี่ยง</p>
<p>&#8220;ฟังแล้วรู้สึกสงสารพวกเขา เพลงกะเหรี่ยงเป็นเพลงที่ฟังแล้วเศร้าเหมือนกำลังจะบอกให้พวกเราช่วยเขา&#8230;ถ้าไม่ลงมาที่นี่ ไม่ได้ศึกษาดู ก็จะไม่รู้ว่าคนกะเหรี่ยงเป็นยังไง เขาอยู่กันอย่างไร&#8221;</p>
<p>นับแต่นั้นมาสืบได้พัฒนาความคิดจากการเป็นนักวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นนักอนุรักษ์ที่มีพื้นฐานทางวิชาการ สืบไม่เก็บตัวเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป เขาขึ้นไปพูดตามเวทีสาธารณะต่างๆ จนคนทั่วไปรู้จักสืบดี เพราะทุกครั้งสืบจะพูดออกมาจากหัวใจโดยเฉพาะคำพูดที่ว่า &#8220;วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้&#8221;</p>
<p style="line-height: 15px;"><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-49">ตอนที่ 1</a><strong><br />
</strong></p>
<p><strong><em>จากหนังสือ a day LEGEND พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2553</em></strong></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/f2befd89a25181ba661be25f8bf9ca47.jpg" alt="" /></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-50/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 2/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-50/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 1/3</title>
		<link>https://adaymagazine.com/yesterday-49/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/yesterday-49/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Sep 2016 04:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[yesterday with a view]]></category>
		<category><![CDATA[Idea]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวประวัติ]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิสืบนาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[สืบ นาคะเสถียร]]></category>
		<category><![CDATA[เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/yesterday-49/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับไปอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เพื่อเป็นวิทยากรให้กับทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สำหรับหลายคน เขื่อนเชี่ยวหลานอาจจะเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพแปลกตา เห็นเกาะหินปูนรูปร่างแปลกอยู่กลางอ่างเก็บน้ำราวกับทะเลสาบกุ้ยหลินของเมืองจีน แต่สำหรับผมแล้ว การไปเขื่อนเชี่ยวหลานครั้งแรกของผมเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเป็นภาพที่อยู่ในใจไปตลอดชีวิต เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ สืบ นาคะเสถียร ผมดั้นด้นไปตามหาสืบ นาคะเสถียร กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน เมื่อได้ทราบว่าเขาเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าซึ่งถือเป็นโครงการอพยพสัตว์ป่าครั้งแรกในประเทศไทย ไม่กี่ปีต่อมา ข้าราชการกรมป่าไม้ตัวเล็กๆ ผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลในตำนาน ภายหลังการยิงตัวตายในป่าห้วยขาแข้ง และเหนืออื่นใด ความตายของเขาได้สั่นสะเทือนผู้คนในสังคมไทยที่ทราบข่าวอย่างรุนแรง มีผู้คนมากมายพากันตั้งคำถามว่า เหตุใดหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจึงตัดสินใจยิงตัวตาย วันที่ผมไปรอรับศพพี่สืบที่นำมาจากป่าห้วยขาแข้งเอามาตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุ บางเขน ในความรู้สึกถึงเพื่อนและพี่ชายคนนี้ ผมเขียนบันทึกสั้นๆ ไว้ว่า &#8216;หากมีวันหนึ่ง คุณถูกคนร้ายจับล่ามโซ่ ภรรยาของคุณกำลังถูกคนร้ายข่มขืน คุณไม่สามารถช่วยเหลือคนรักของคุณได้ คุณดิ้นสุดขีดแต่ไร้ผล คุณตะโกนก้องเพื่อให้คนอื่นมาช่วย แต่คนเหล่านั้นแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน บางคนบอกว่าให้คุณช่วยตัวเองไปก่อน คุณดิ้นพล่านเมื่อเมียรักร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครสนใจ&#8217; &#8216;แล้วสุดท้ายคุณก็มิอาจทนกับสภาพอันบัดซบที่เกิดขึ้นต่อหน้าคุณโดยที่คุณไม่อาจช่วยภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งได้ และถึงเวลานั้นคุณแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ คุณอาจเลือกทำร้ายตัวเองเพื่อบอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ&#8217; คนส่วนใหญ่อาจมีชีวิตเพื่อครอบครัวและตัวเอง แต่สำหรับสืบ นาคะเสถียรแล้ว เขารักและหวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและป่ามากกว่าตัวเองและครอบครัวเสียอีก เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง เขาวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อส่งเสียงบอกให้ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสภาพการล่าสัตว์และทำลายป่าเมืองไทย &#8230;ไม่มีใครสนใจเสียงตะโกนของเขา ไม่มีใครอยากได้ยิน ก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนนัดหนึ่งจึงดังกึกก้องในป่าห้วยขาแข้ง สองอาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังไม่กี่สิบเมตร ข้าราชการระดับสูงจากกรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนับร้อยคนได้แห่กันมาประชุมปรึกษาหารือในการป้องกันการทำลายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอย่างแข็งขัน สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแห่งนี้ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเมืองหันมาสนใจปัญหาอย่างจริงจัง หากไม่มีเสียงปืนในราวป่านัดนั้น การประชุมครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน 1 &#8216;เราทุกคนล้วนเคยทำความผิดมาก่อน&#8217; ธันวาคม 2542 อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-49/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ผมเดินทางกลับไปอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เพื่อเป็นวิทยากรให้กับทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร</p>
<p>สำหรับหลายคน เขื่อนเชี่ยวหลานอาจจะเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพแปลกตา เห็นเกาะหินปูนรูปร่างแปลกอยู่กลางอ่างเก็บน้ำราวกับทะเลสาบกุ้ยหลินของเมืองจีน</p>
<p>แต่สำหรับผมแล้ว การไปเขื่อนเชี่ยวหลานครั้งแรกของผมเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเป็นภาพที่อยู่ในใจไปตลอดชีวิต เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ <strong>สืบ นาคะเสถียร</strong></p>
<p>ผมดั้นด้นไปตามหาสืบ นาคะเสถียร กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน เมื่อได้ทราบว่าเขาเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าซึ่งถือเป็นโครงการอพยพสัตว์ป่าครั้งแรกในประเทศไทย</p>
<p>ไม่กี่ปีต่อมา ข้าราชการกรมป่าไม้ตัวเล็กๆ ผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลในตำนาน ภายหลังการยิงตัวตายในป่าห้วยขาแข้ง และเหนืออื่นใด ความตายของเขาได้สั่นสะเทือนผู้คนในสังคมไทยที่ทราบข่าวอย่างรุนแรง</p>
<p>มีผู้คนมากมายพากันตั้งคำถามว่า เหตุใดหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจึงตัดสินใจยิงตัวตาย</p>
<p>วันที่ผมไปรอรับศพพี่สืบที่นำมาจากป่าห้วยขาแข้งเอามาตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุ บางเขน ในความรู้สึกถึงเพื่อนและพี่ชายคนนี้ ผมเขียนบันทึกสั้นๆ ไว้ว่า</p>
<p><em>&#8216;หากมีวันหนึ่ง คุณถูกคนร้ายจับล่ามโซ่ ภรรยาของคุณกำลังถูกคนร้ายข่มขืน คุณไม่สามารถช่วยเหลือคนรักของคุณได้ คุณดิ้นสุดขีดแต่ไร้ผล คุณตะโกนก้องเพื่อให้คนอื่นมาช่วย แต่คนเหล่านั้นแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน บางคนบอกว่าให้คุณช่วยตัวเองไปก่อน คุณดิ้นพล่านเมื่อเมียรักร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีใครสนใจ&#8217;</em></p>
<p><em>&#8216;แล้วสุดท้ายคุณก็มิอาจทนกับสภาพอันบัดซบที่เกิดขึ้นต่อหน้าคุณโดยที่คุณไม่อาจช่วยภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งได้ และถึงเวลานั้นคุณแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ คุณอาจเลือกทำร้ายตัวเองเพื่อบอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ&#8217;</em></p>
<p>คนส่วนใหญ่อาจมีชีวิตเพื่อครอบครัวและตัวเอง แต่สำหรับสืบ นาคะเสถียรแล้ว เขารักและหวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและป่ามากกว่าตัวเองและครอบครัวเสียอีก เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง เขาวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อส่งเสียงบอกให้ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสภาพการล่าสัตว์และทำลายป่าเมืองไทย</p>
<p>&#8230;ไม่มีใครสนใจเสียงตะโกนของเขา ไม่มีใครอยากได้ยิน</p>
<p>ก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนนัดหนึ่งจึงดังกึกก้องในป่าห้วยขาแข้ง</p>
<p>สองอาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังไม่กี่สิบเมตร ข้าราชการระดับสูงจากกรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนับร้อยคนได้แห่กันมาประชุมปรึกษาหารือในการป้องกันการทำลายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอย่างแข็งขัน</p>
<p>สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแห่งนี้ เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเมืองหันมาสนใจปัญหาอย่างจริงจัง</p>
<p>หากไม่มีเสียงปืนในราวป่านัดนั้น การประชุมครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน</p>
<p><strong>1</strong></p>
<p><strong>&#8216;เราทุกคนล้วนเคยทำความผิดมาก่อน&#8217;</strong></p>
<p>ธันวาคม 2542 อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี แห่งคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รายงานผลการสำรวจประชามติความคิดเห็นของคนไทยเพื่อสะท้อนภาพรวมสังคมในด้านต่างๆ ก่อนที่จะย่างเข้าสู่ปี 2000 หนึ่งในแบบสำรวจประชามติมีการตั้งคำถามว่า ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ท่านเสียดายการจากไปของสามัญชนผู้ใดมากที่สุด 10 อันดับ</p>
<p>ผลปรากฏว่า อันดับ 1 คือ หลวงปู่แหวน อันดับ 2 คือ สืบ นาคะเสถียร มีคะแนนนำ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปรีดี พนมยงค์, ป๋วย อึ๊งภากรณ์, มิตร ชัยบัญชา และ พุทธทาสภิกขุ</p>
<p>มีบางคนกล่าวว่า แม้สืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจะตายจากไปครบยี่สิบปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสืบได้กลายเป็นวีรบุรุษคนล่าสุดในดวงใจของคนไทยที่ให้การยอมรับมากที่สุด</p>
<p>ในชีวิตจริง สืบอาจจะไม่ใช่คนดีในนิยามของหลายคน เขาเป็นคนธรรมดาที่กินเหล้าสูบบุหรี่จัด และเคยทำอะไรผิดพลาดมาก่อน</p>
<p>สืบ นาคะเสถียรมีบ้านพักอยู่ในย่านฝั่งธนฯ เป็นบ้านไม้เก่าแก่ของตระกูลที่เขาพักอาศัยอยู่กับน้องชาย บนฝาผนังบ้านมีภาพถ่ายพ่อสมัยเป็นนายอำเภอหนุ่มถ่ายกับซากเสือโคร่งที่ลงมากินชาวบ้านเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน และยังมีเขาละองละมั่งคู่หนึ่งอันเป็นสัตว์ป่าสงวนที่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยนานแล้ว เป็นเขาสัตว์เก่าแก่ที่นายพรานสมัยนั้นล่าได้และเป็นสมบัติตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน</p>
<p>สืบ นาคะเสถียร เคยพูดให้ผมฟังว่า <em style="background-color: initial;">&#8220;เราทุกคนล้วนเคยทำความผิดมาก่อน&#8221;</em></p>
<p>ในวัยเด็ก สืบก็เป็นนักยิงนกตัวยงคนหนึ่ง</p>
<p>สืบเป็นคนเมืองปราจีนบุรี มีนามเดิมว่า สืบยศ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม 2482 เป็นลูกชายคนโตในจำนวนพี่น้องสามคน ตระกูลของแม่มีอาชีพทำนาและเก็บค่าเช่านา สืบเคยเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า</p>
<p><em>&#8220;สมัยเด็กๆ แม่สอนผมทุกอย่าง แม่ยังคิดว่าจะเป็นลูกผู้หญิง ผมเย็บจักรได้ ทำกับข้าวเป็น ตื่นเช้าผมจะต้องถูบ้าน ต้องหุงข้าวใส่บาตรก่อนไปโรงเรียน กลับมาบ้านผมจะต้องไปเก็บกวาด แม่สอนผมทุกอย่าง&#8221;<br />
</em></p>
<p>บางครั้งสืบยังต้องช่วยแม่ทำนายามว่างมักชวนเพื่อนไปเที่ยวยิงนกตกปลาตามประสาเด็กบ้านนอก โดยมีไม้ง่ามหนังสติ๊กเป็นเพื่อนคู่ใจ</p>
<p>สืบได้รับการศึกษาชั้นประถมต้นในโรงเรียนประจำจังหวัด พอจบชั้นประถมสี่ สืบก็ย้ายจากปราจีนบุรีไปเรียนต่อที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะพ่ออยากให้ลูกชายได้เรียนในโรงเรียนดีๆ นับเป็นการจากบ้านเป็นครั้งแรก เขาเริ่มรับผิดชอบตัวเอง มีผลการเรียนที่ดี ชอบวาดรูปและเล่นดนตรีเก่งจนได้เป็นนักทรัมเป็ตมือหนึ่งของวงดุริยางค์ประจำโรงเรียน พอปิดเทอม สืบก็นั่งรถไฟกลับบ้าน เอารูปที่ตัวเองวาดไปอวดพ่อแม่ บางครั้งสืบจะไปช่วยแม่ยกคันนา เพราะชาวบ้านข้างเคียงไถนาเข้ามาในที่นาของแม่จนที่นาเว้าเข้ามา สืบกับแม่ช่วยกันยกคันนาท่ามกลางแดดแผดกล้า ทำให้เขารู้สึกรสชาติความยากลำบากของชาวนามาตั้งแต่เยาว์วัย แม้บางครั้งสืบและน้องชายจะเกเรไม่ยอมทำงาน แต่พอเห็นแม่ทำงานคนเดียว สองพี่น้องก็ละอายใจ</p>
<p>ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง สืบยังชอบไปเที่ยวเล่นกับน้องชายเหมือนเดิม ต่อมาเริ่มหัดทำปืนเถื่อน ซึ่งนิยมกันมากในจังหวัดชายแดนสมัยนั้น ฝีมือการยิงเฉียบคมมากจนเป็นที่รู้กันในละแวกบ้านว่า สืบยิงปืนสั้นแม่นมากจนพ่อที่เป็นนายอำเภอขู่ลูกชายทั้งสองให้เลิกปืนเถื่อน มิฉะนั้นจะจับไปโรงพัก สองพี่น้องต้องเอาปืนทิ้งคลอง</p>
<p>กอบกิจ นาคะเสถียร หรือโด่ง น้องชายผู้สนิทกับสืบที่สุดเล่าให้ผมฟังเมื่อคราวไปเยี่ยมบ้านพี่สืบที่ย่านฝั่งธนฯ ว่า <em>&#8220;พวกเราทำปืนเถื่อนกันเองทั้งนั้นใช้เหล็กมาเจาะเอา ดินปืนเราก็ตำเอง พี่สืบชอบใช้ปืนสั้น ส่วนผมถนัดปืนยาวมีอยู่ครั้งหนึ่งพี่เขาเสียใจมาก เพราะไปยิงลูกนก แม่นกตามลูกนกแต่เราไปพรากลูกพรากแม่ ตอนนั้นเรายิงด้วยความภาคภูมิใจ ยิงเอาสนุก จริงๆ ตอนเด็กเราก็ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก พี่เขารักป่าแต่เราก็ไปทำลายชีวิตนกอย่างสัตว์ป่าเราก็เคยเลี้ยง ชาวบ้านเอาค่างเอาชะนีมาให้ เราก็เลี้ยงตามมีตามเกิดแบบไม่ถูกวิธี ตายไปก็เยอะ บางทีเราเอาเชือกผูกคอ มันก็รัดคอจนตายเอง&#8221;<br />
</em></p>
<p>เมื่อเรียนถึงชั้น ม.ศ.3 สืบก็เลิกยิงนกตกปลาล่าสัตว์โดยเด็ดขาดตามนิสัยของคนที่ทำอะไรจริงจัง</p>
<p><em>&#8220;ผมกับน้องสาวจะใกล้ชิดกับครอบครัวมากกว่าเพราะพี่สืบจากบ้านไปเรียนตั้งแต่เด็ก จึงมักตัดสินใจด้วยตนเองเป็นตัวของตัวเองตามประสาคนที่ต้องพึ่งตัวเองสูง แต่ใจร้อนมาก วัยเด็กถ้าทำอะไรไม่ได้ดังใจ จะแสดงอาการโมโห ถ้าโกรธจะตอบโต้และพยายามเอาชนะให้ได้ แต่พอโตขึ้น ก็ไม่ค่อยตอบโต้ โกรธใครก็จะไม่ว่า&#8221; </em>โด่งเล่าให้ฟัง</p>
<p><em>&#8220;แต่ผมก็รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในตัวแก กลางค่ำกลางคืนไปไหนผมจะอุ่นใจ เขาจะคอยปกป้องน้องชายเสมอ ผมจำได้ว่าคราวหนึ่ง เราไปตีผึ้งด้วยกัน ผึ้งมักจะอยู่บนยอดไม้ แกก็บอกให้ผมเอาควันรม ผมกลัวผึ้งจะมาต่อย แกบอกว่าไม่ต้องกลัว สองมือแกจับขาผมไว้มั่น ผมเชื่อมั่นว่าแกจะไม่ทำให้ผมหล่นจึงปีนขึ้นไป แล้วเราก็ได้รังผึ้งมาอย่างไม่น่าเชื่อ ผมมั่นใจคำพูดแก ผมไม่กลัวตกเลย&#8221;<br />
</em></p>
<p>นิสัยอีกประการหนึ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กคือ หากจะทำอะไรต้องทำให้ได้ดี แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อยก็ตาม</p>
<p>สืบมีฝีมือด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เขามักจะเอาไม้ไผ่ที่มีอยู่มากมายละแวกบ้าน มาเหลาทำเป็นว่าว<br />
บางทีก็เอาดินมาปั้นเป็นรถเก๋งอย่างสวยงาม สืบจะรักษาสมบัติของตัวเองมากแต่เมื่อน้องชายเอาเชือกมาลากรถไปมาจนฟัง หรือเอาว่าวไปเล่นจนขาด พี่ชายก็ไม่ได้ว่าอะไร</p>
<p><em>&#8220;ช่างมันเถอะ&#8221;</em> สืบพูดสั้นๆ</p>
<p><strong>2</strong></p>
<p><strong>&#8216;พ่อผมไม่เคยโกงใครกิน&#8230;ทำไมผมถึงดีใจและภาคภูมิใจกับพ่อผมมาก เพราะพ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร&#8217;</strong></p>
<p>เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ สืบตั้งใจสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม ตามประสาคนชอบวาดรูป เคยวาดการ์ตูนเป็นเล่มให้เพื่อนนักเรียนอ่านกัน เล่าลือกันว่าฝีมือลายเส้นเฉียบขาดมาก แต่สุดท้ายเขาสอบติดคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบเล่าให้ฟังว่า</p>
<p><em>&#8220;ตอนแรกผมไม่อยากเรียนวนศาสตร์ ผมไม่อยากเป็นป่าไม้เพราะผมไม่ชอบป่าไม้ แต่ผมเลือกไปอย่างนั้นเอง ผมเลือกอันดับ 5 พอผมติด ผมบอกแม่ว่า ผมไปเรียนดีกว่านะ อายุมันก็มากแล้ว รอปีหน้าก็ไม่รู้จะสอบสถาปัตย์ได้รึเปล่า ถ้าปีหน้าสอบไม่ได้อีกก็แย่ ต้องเกาะแม่กินไปเรื่อยๆ&#8221;<br />
</em></p>
<p>นพรัตน์ นาคสถิตย์ เพื่อนสนิทร่วมรุ่น วน.35 ได้ถ่ายทอดชีวิตสมัยเป็นนักศึกษาให้ฟังว่า</p>
<p><em>&#8220;สืบเรียนหนังสือเก่ง เป็นคนตัวสูงกว่าเพื่อน แต่เวลานั่งฟังเลกเชอร์มักไปนั่งข้างหน้าห้อง ชอบจดงานลงสมุดอย่างละเอียดเป็นระเบียบเรียบร้อย บางทีก็วาดรูปประกอบด้วย ตอนอยู่ปี 4 ผมเคยพักห้องเดียวกัน มีเพื่อนอยู่ด้วยกันสามสี่คน ทุกวันกลับจากกินข้าวเย็นพวกเราก็นั่งคุยกันเฮฮา แต่สืบจะอ่านหนังสือทุกวัน อ่านจนกระทั่งพวกเราต้องเงียบเสียงกันไปเองจนพวกเราเข้านอนแล้วก็ยังเป็นสืบอ่านหนังสืออยู่ เขาเป็นคนทำอะไรจริงจังขนาดเวลาเล่นฟุตบอลก็เล่นแบบจริงจังในตำแหน่งแบ็ก ยากที่พวกเราจะพาลูกผ่านไปได้เพราะขายาวๆ มารบกวน และสืบว่ายน้ำเก่งมากจนได้เป็นนักกีฬาโปโลน้ำของมหาวิทยาลัยด้วย&#8221;<br />
</em></p>
<p>สลับ นาคะเสถียร พ่อของสืบ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดังคนหนึ่งในสมัยนั้นแต่สืบไม่เคยบอกใครเลย เพราะไม่ต้องการอภิสิทธิ์ใดๆ แม้กระทั่งการเกณฑ์ทหารสืบก็ไม่ได้บอกสัสดีจังหวัดเลยว่าเขาเป็นลูกผู้ว่าฯ</p>
<p>สืบเคยให้สัมภาษณ์ว่า <em style="background-color: initial;">&#8220;ผมกลับไปที่บ้าน ผมไม่เคยขออะไรจากพ่อ ผมไปติดต่อธุระที่อำเภอ ผมไม่เคยบอกเจ้าหน้าที่ว่าผมเป็นลูกใคร ผมไปเกณฑ์ทหารที่ปราจีนฯ ผมก็ไม่ได้บอกพ่อว่า พ่อช่วยหน่อย เพราะผมเห็นใจคนอีกเยอะที่ไม่มีโอกาสในสังคมแบบนี้ บังเอิญผมโชคดีจับได้ใบดำ&#8221;</em></p>
<p>เมื่อเรียนจบคณะวนศาสตร์ สืบไม่ยอมเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ด้วยเหตุผลที่ว่ายังมีความรู้ไม่เพียงพอที่จะรับปริญญา</p>
<p>สืบว่างงานอยู่สองปีเพราะกรมป่าไม้ไม่มีตำแหน่งว่าง เขาจึงไปทำงานที่การเคหะแห่งชาติ ประจำฝ่ายสวนสาธารณะ มีหน้าที่ปลูกต้นไม้ตามหมู่บ้านจัดสรร ทำงานอยู่ไม่นานก็ลาออกมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ เขาให้เหตุผลว่า <em>&#8220;ไหนๆ ก็แหย่ขาเข้าไปในป่าไม้แล้ว&#8221;</em> ระหว่างที่เรียน สืบสามารถสอบเข้ากรมป่าไม้ได้เป็นอันดับ 3 ซึ่งในเวลานั้น คนที่สอบได้อันดับ 1-10 มีสิทธิ์เลือกบรรจุกองไหนก็ได้ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเลือกเป็นป่าไม้เพื่อมีโอกาสจะก้าวไปเป็นป่าไม้จังหวัดหรือป่าไม้เขตในอนาคต แต่สืบกลับเลือกอยู่กองอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยไปประจำที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่<br />
จังหวัดชลบุรี ในปี 2518 โดยให้เหตุผลว่า</p>
<p><em>&#8220;ผมเลือกที่นี่เพราะเกลียดพวกป่าไม้ แม้เรียนป่าไม้ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ก็รู้สึกว่า ไม่ชอบป่าไม้เรื่องที่ว่าป่าไม้มันโกง พวกป่าไม้มันร่ำรวยมาจากการโกงป่า ผมรู้กำพืดพวกนี้ดี เพราะสมัยนั้นพ่อผมเป็นปลัดจังหวัด ผมไม่อยากไปยุ่ง ไม่อยากไปโกงกับมัน ถ้าผมไม่โกงกับมันผมก็อยู่ไม่ได้ ผมเลยเลือกมาอยู่กองนี้&#8221;<br />
</em></p>
<p>ในบรรดาศิษย์เก่าวนศาสตร์รุ่น 35 จำนวนทั้งหมด 120 คน มีมาสนใจงานด้านอนุรักษ์เพียง 5 คนเท่านั้น</p>
<p>ที่เขาเขียว สืบ นาคะเสถียร เริ่มอาชีพข้าราชการกรมป่าไม้เต็มตัว เขาทุ่มเทให้แก่การทำงานด้านปราบปราม ลุยจับผู้ต้องหาทำลายป่าหรือพรานที่มาส่องสัตว์ล่าสัตว์กลางคืนได้นับร้อยคน <em>&#8220;ผมมีหน้าที่ลุยอย่างเดียว จะใหญ่มาแค่ไหนผมจับหมด&#8221;<br />
</em></p>
<p>การที่สืบดำรงตนเป็นข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ อาจเพราะได้แบบอย่างมาจากพ่อของเขาซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีและได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น ลูกชายคนโตคนนี้ภูมิใจในตัวพ่อมาก เขาเคยพูดว่า <em>&#8220;พ่อผมไม่เคยโก่งใครกิน&#8230;ทำไมผมถึงดีใจและภาคภูมิใจกับพ่อผมมาก เพราพ่อเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร&#8221;<br />
</em></p>
<p>ปีนั้นเอง สืบส่งบทกลอนเข้าประกวดคำขวัญด้านสัตว์ป่า-ป่าไม้ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยคณะวนศาสตร์ และได้รางวัล กลอนบทนี้สามารถสะท้อนความรู้สึกของสืบที่มีต่อสัตว์ป่าได้ชัดเจนที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><em>&#8216;สัตว์ป่า&#8217;</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
เสียงปืนที่ดังลั่น ตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
ลูกน้อยที่แบกไว้ กระดอนไปเพราะแรงปืน</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
ฝืนใจเข้ากอดแม่ หวังแก้ให้แม่ฟื้น</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
แม่จ๋าเพราะเสียงปืน จึงไม่คืนชีวิตมา</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
โทษไหนจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่าใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
ชีวิตใครใครก็รัก ท่านประจักษ์หรือไม่ไฉน</em></p>
<p style="text-align: center;"><em><br />
โปรดเถิดจงเห็นใจ สัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน</em></p>
<p>สืบทำงานที่เขตเขาเขียวฯ ได้พักหนึ่งก็สอบชิงทุนของบริติชเคานซิลไปเรียนปริญญาโทด้านอนุรักษ์วิทยา ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลาหนึ่งปี แล้วกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ แต่ทำได้ไม่นานก็ขอย้ายตัวเองมาทำงานวิชาการในกองอนุรักษ์สัตว์ป่า เพราะเสียดายความรู้ที่เรียนมา และรู้สึกว่างานวิจัยเป็นงานที่ตัวเองสนใจมากที่สุด</p>
<p>สืบให้สัมภาษณ์ว่า <em style="background-color: initial;">&#8220;ผมสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะไปวิ่งจับคน เพราะว่าจับได้แค่ตัวเล็กๆ ตัวใหญ่ๆ จับไม่ได้ ก็เลยอึดอัดว่ากฎหมายบ้านเมืองนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกคน มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้ยุติธรรม เรารังแกชาวบ้านในความรู้สึกของเขา เหมือนกับไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่คนในสังคมในฐานะที่ผมมีหน้าที่ที่ต้องรักษาป่า ผมก็เลยขอไปทำงานทางด้านวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าแทน&#8221;</em></p>
<p>ดูเหมือนว่างานวิชาการเป็นสิ่งที่เขาชอบและมีความสุขที่จะทำมากที่สุด งานนี้เหมาะกับอุปนิสัยส่วนตัว ที่เป็นคนช่างสังเกต ชอบจดบันทึก สเกตช์รูป ถ่ายรูป ซึ่งทำให้งานวิจัยสัตว์ป่าของเขามีคุณค่ามากขึ้น สไลด์ภาพสัตว์ป่าหายากไม่ว่าจะเป็นกวางผา เลียงผา นกกระสาคอขาวปากแดง ไปจนถึงภาพการบุกรุกทำลายป่าทุกรูปแบบ รวมไปถึงภาพจากวิดีโอหลายสิบม้วนที่สืบลงทุนแบกเข้าไปถ่ายในป่าและหิ้วเทปมาเช่าห้องตัดต่อเองในกรุงเทพฯ ข้อมูลทุกชิ้นถูกจัดใส่แฟ้มเป็นหมวดหมู่เรียบร้อยและไม่เคยปฏิเสธเมื่อมีคนขอภาพถ่ายไปเผยแพร่</p>
<p>งานสำคัญในช่วงนี้คือ ศึกษาการกระจายถิ่นที่อยู่อาศัยของเลียงผา ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากการที่สืบเห็นพ่อค้าเอาน้ำมันเลียงผาที่ทำจากหัวเลียงผามาขายจนน่าเป็นห่วงว่าเลียงผาอาจสูญพันธุ์ได้ และรวมไปถึงศึกษาเก้งหม้อ ควายป่า และเป็ดก่า ซึ่งทำให้เขามีโอกาสเข้าป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมากขึ้น</p>
<p>ในระหว่างที่สืบมาทำวิจัยที่ป่าห้วยขาแข้ง เขาได้ยินเสียงปืนของนักล่าสัตว์เป็นประจำ เขาพยายามถามเจ้าหน้าที่ในนั้นว่าทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมมีการล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่ไม่มีใครยอมพูดอะไร สืบบอกกับตัวเองว่า วันหนึ่งเขาจะหาคำตอบให้ได้</p>
<p><strong>อ่านบทสัมภาษณ์ตอนอื่นๆ ได้ที่นี่<br />
</strong><strong><a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-50">ตอนที่ 2</a><br />
<a href="http://www.adaymagazine.com/interviews/yesterday-51">ตอนที่ 3</a></strong><b style="background-color: initial;"><br />
</b><b style="background-color: initial;"></b></p>
<p><strong><em>จากหนังสือ a day LEGEND พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2553</em></strong></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/yesterday-49/">สืบ นาคะเสถียร : ชีวิตและลมหายใจในผืนป่าของวีรบุรุษผู้เสียสละ 1/3</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/yesterday-49/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
