<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธาริณี ธารณธรรม, Author at a day magazine</title>
	<atom:link href="https://adaymagazine.com/author/author126/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://adaymagazine.com/author/author126/</link>
	<description>for all things creative</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Aug 2018 18:32:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.5</generator>
	<item>
		<title>Everest Base Camp : พิชิตขุนเขาแห่งอารยธรรมและศรัทธา</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-117/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-117/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธาริณี ธารณธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Apr 2017 12:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Radhannath Sikdar]]></category>
		<category><![CDATA[George Mallory]]></category>
		<category><![CDATA[เทรกกิ้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ทิเบต]]></category>
		<category><![CDATA[Everest Base Camp]]></category>
		<category><![CDATA[เอเวอร์เรสต์]]></category>
		<category><![CDATA[หิมาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[Himalayan]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-117/</guid>

					<description><![CDATA[<p>รถบัสขนาดกลางแล่นไปตามถนนสายมิตรภาพจีน-เนปาล ไต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตรไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลาซา นักท่องโลกหลากหลายเชื้อชาติต่างทอดสายตาผ่านกระจกหน้าต่างรถ ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสองข้างทางที่แปลกตาไปจากโลกที่พวกเขาจากมา ขุนเขาตระหง่าน ทุ่งดอกเรพซีดเหลืองนวล บ้านเรือนของชาวทิเบต ธงมนต์ที่ปลิวไสว ภาพแล้วภาพเล่าที่วิ่งผ่านเข้ามาในกรอบสายตา เปรียบเสมือนปฐมบทแห่งความงดงามก่อนที่จะได้ยลโฉมนางเอกที่หลายคนเฝ้าฝันถึง…ยอดเขาเอเวอร์เรสต์แห่งเทือกเขาอารยธรรม หิมาลัย (Himalayan) ปลายทางของรถบัสคันนี้ คือ Everest Base Camp ทางฝั่งของทิเบต ณ ระดับความสูง 5,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่คือจุดตั้งต้นสำหรับนักเดินทางที่อยากจะเห็นยอดเขาสูงนี้สักครั้งในชีวิต การเดินทางในทิเบตสำหรับชาวต่างชาติไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำทาง บริษัททัวร์จะเป็นผู้จัดการเรื่องใบอนุญาติเข้าเมือง โปรแกรมการเดินทางมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสนใจของนักเดินทางแต่ละคน เราเลือกโปรแกรม 8 วัน ที่รวม Everest Base Camp ไปด้วยเพื่อจะได้เห็นที่สุดแห่งยอดเขาที่นักปีนเขาอยากจะพิชิต ถึงแม้ว่าเดือนที่เราไปจะไม่ใช่เดือนที่ทัศนวิสัยดีที่สุดก็ตาม เต๊นท์ที่ทำจากขนจามรีหลายสิบหลังถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้ หนึ่งในคุณสมบัตินานาประการของเจ้าจามรี คือขนทีถูกถักทอขึ้นอย่างถี่ยิบ มีคุณสมบัติป้องกันความหนาวเย็นที่จะเล็ดลอดเข้ามาได้เป็นอย่างดี พวกเราสิบกว่าชีวิตนอนรวมกันในเต๊นท์หลังเดียว โดยมีเจ้าบ้านเป็นแม่ลูกอ่อนชาวทิเบต ที่คอยทำหน้าที่ตระเตรียมที่นอนและหุงหาอาหารให้กับพวกเรา ตกดึกมีเสียงเด็กน้อยร้องโยเยขับกล่อมพวกเราจนหลับไปพร้อมๆ กัน เช้าตรู่ กลิ่นควันไฟจากกาต้มน้ำที่ใช้ขี้จามรีเป็นเชื้อเพลิงโชยมาแตะจมูก ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาเพื่อซึมซับความเป็นไปในยามเช้า ‘โฮสเทลเต๊นท์&#8217; แต่ละหลังที่ตั้งขึ้นได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีน และแต่ละปีจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลจีนเป็นอัตราส่วนมหาศาล [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-117/">Everest Base Camp : พิชิตขุนเขาแห่งอารยธรรมและศรัทธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	รถบัสขนาดกลางแล่นไปตามถนนสายมิตรภาพจีน-เนปาล ไต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปเรื่อยๆ<br />
ด้วยระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตรไปทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองลาซา<br />
นักท่องโลกหลากหลายเชื้อชาติต่างทอดสายตาผ่านกระจกหน้าต่างรถ<br />
ดื่มด่ำกับทัศนียภาพสองข้างทางที่แปลกตาไปจากโลกที่พวกเขาจากมา ขุนเขาตระหง่าน<br />
ทุ่งดอกเรพซีดเหลืองนวล บ้านเรือนของชาวทิเบต ธงมนต์ที่ปลิวไสว ภาพแล้วภาพเล่าที่วิ่งผ่านเข้ามาในกรอบสายตา<br />
เปรียบเสมือนปฐมบทแห่งความงดงามก่อนที่จะได้ยลโฉมนางเอกที่หลายคนเฝ้าฝันถึง…ยอดเขาเอเวอร์เรสต์แห่งเทือกเขาอารยธรรม หิมาลัย (Himalayan)</p>
<p>
	ปลายทางของรถบัสคันนี้ คือ Everest Base Camp ทางฝั่งของทิเบต ณ<br />
ระดับความสูง 5,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่คือจุดตั้งต้นสำหรับนักเดินทางที่อยากจะเห็นยอดเขาสูงนี้สักครั้งในชีวิต<br />
การเดินทางในทิเบตสำหรับชาวต่างชาติไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ต้องมีไกด์ท้องถิ่นนำทาง<br />
บริษัททัวร์จะเป็นผู้จัดการเรื่องใบอนุญาติเข้าเมือง โปรแกรมการเดินทางมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสนใจของนักเดินทางแต่ละคน<br />
เราเลือกโปรแกรม 8 วัน ที่รวม Everest Base Camp ไปด้วยเพื่อจะได้เห็นที่สุดแห่งยอดเขาที่นักปีนเขาอยากจะพิชิต<br />
ถึงแม้ว่าเดือนที่เราไปจะไม่ใช่เดือนที่ทัศนวิสัยดีที่สุดก็ตาม</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev01.jpg"></p>
<p>
	เต๊นท์ที่ทำจากขนจามรีหลายสิบหลังถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้<br />
หนึ่งในคุณสมบัตินานาประการของเจ้าจามรี คือขนทีถูกถักทอขึ้นอย่างถี่ยิบ มีคุณสมบัติป้องกันความหนาวเย็นที่จะเล็ดลอดเข้ามาได้เป็นอย่างดี<br />
พวกเราสิบกว่าชีวิตนอนรวมกันในเต๊นท์หลังเดียว โดยมีเจ้าบ้านเป็นแม่ลูกอ่อนชาวทิเบต<br />
ที่คอยทำหน้าที่ตระเตรียมที่นอนและหุงหาอาหารให้กับพวกเรา ตกดึกมีเสียงเด็กน้อยร้องโยเยขับกล่อมพวกเราจนหลับไปพร้อมๆ<br />
กัน เช้าตรู่ กลิ่นควันไฟจากกาต้มน้ำที่ใช้ขี้จามรีเป็นเชื้อเพลิงโชยมาแตะจมูก ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาเพื่อซึมซับความเป็นไปในยามเช้า</p>
<p>
	‘โฮสเทลเต๊นท์&#8217; แต่ละหลังที่ตั้งขึ้นได้รับสัมปทานจากรัฐบาลจีน<br />
และแต่ละปีจะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลจีนเป็นอัตราส่วนมหาศาล การเดินทางครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงอิทธิพลของจีนที่แผ่คลุมดินแดนหลังคาโลกแห่งนี้ด้วยตาตัวเอง<br />
การเดินทางไกลออกนอกตัวเมืองลาซาจะมีด่านตำรวจจีนอยู่ทุกระยะเพื่อตรวจวัดความเร็วของรถ<br />
และตรวจพาสปอร์ตของผู้เดินทางหลายต่อหลายครั้ง และที่น่าสนใจก็คือ<br />
ตลอดเวลาหลายวันของการเดินทางไปที่ Everest Base Camp<br />
เรามีตำรวจจีนคู่ใจคอยติดตามไปทุกหนทุกแห่งด้วยหนึ่งนาย ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยบนท้องถนน<br />
และความมั่นคงทางการเมือง เสียงไกด์ท้องถิ่นชาวทิเบตเวลาออกความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองจะถูกลดระดับเสียงลง<br />
เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เล็ดลอดเข้าไปในโสตประสาทของเพื่อนร่วมทางในเครื่องแบบนายนั้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev02.jpg"></p>
<p>
	‘Qomolangma’ เป็นชื่อที่ชาวทิเบตใช้ขนานนามยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของพวกเขา<br />
ส่วนชาวเนปาลรู้จักในชื่อสันสกฤตว่า ‘Sagarmatha’ ความหมายของทั้งสองคำนี้ช่างลึกซึ้งเกินกว่าที่จะริอาจถอดความ<br />
แต่ล้วนมีความหมายที่บ่งบอกถึงความอ่อนน้อมที่ทั้งชาวทิเบตและชาวเนปาลมีต่อขุนเขาที่ยิ่งใหญ่<br />
เชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทพยดา<br />
เป็นดินแดนแห่งธรรมะและความบริสุทธิ์ พวกเขาอยู่กับความศรัทธาเหล่านั้นมาเป็นเวลานับร้อยปี<br />
โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่ายอดเขาแห่งนี้มีความสูงเท่าไหร่กัน</p>
<p>
	ในยุคสมัยที่เข็มทิศกระดิกดิ๊กไปทางทิศตะวันตก<br />
เลยไม่น่าแปลกใจที่ชื่อ ‘Everest’ เป็นชื่อเดียวที่ติดหูเรามาแต่ไหนแต่ไร<br />
ส่วนที่มาของชื่อนั้นก็เรียบร้อยโรงเรียนอังกฤษ ตั้งตามชื่อของนายพล George<br />
Everest ผู้นำทีมสำรวจ Great Trigonometrical Survey ที่เริ่มออกสำรวจในปี 1831 ทั้งๆ ที่งานนี้เจ้าตัวรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ<br />
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนั้น คือนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะหนุ่มน้อยชาวอินเดีย นามว่า Radhanath Sikdar ผู้คิดค้นวิธีคำนวณต่างๆ นานา เพื่อยืนยันว่าภูเขาลูกนี้สูงที่สุดจากระดับน้ำทะเลแล้วจริงๆ<br />
ด้วยความสูง 8,840 เมตร แม้ในสมัยนั้นการตั้งชื่อสิ่งที่ถูกค้นพบขึ้นใหม่นิยมใช้เป็นภาษาท้องถิ่น<br />
แต่สำหรับยอดเขาที่มีความเป็นที่สุดแห่งนี้ มันคือกรณียกเว้น เอเวอร์เรสต์จึงได้กลายมาเป็นชื่อใหม่อย่างเป็นทางการไปในปี<br />
1865  แทน Peak15 ชื่อเก่า และแน่นอนว่าจะมีกี่คนที่เคยได้ยินชื่อของ Radhannath Sikdar ชื่อที่เรายังไม่กล้าแม้แต่จะอ่านออกเสียง</p>
<p>
	กาลเวลาผ่าน<br />
เรื่องราวที่ได้รับรู้มาเกี่ยวกับยอดเขา Sikdar อุ๊บส์!!! ยอดเขาเอเวอร์เรสต์แห่งนี้ได้เพิ่มปริศนาในใจของเรามากขึ้น ในประเทศที่พัฒนาแล้ว<br />
ผู้คนกินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องปากท้อง เงินทองเหลือเฟือ มนุษย์ยังคงตะเกียกตะกายไขว่คว้ามาซึ่งบางสิ่ง ‘อาหารหล่อเลี้ยงอัตตา’ ใช่ไหมคือสิ่งที่หิวกระหาย หลายคนยอมทิ้งคนรัก ยอมทิ้งความสะดวกสบาย<br />
ทุ่มเงินทองมากมาย ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่ออะไรกัน อาหารวิเศษนี้มันน่าเอร็ดอร่อยขนาดไหน<br />
เป็นเรื่องยากเกินกว่ามนุษย์ที่ท้องยังร้องโครกครากอย่างเราจะเข้าใจ</p>
<p>
	“Because it’s there” ประโยคอมตะของ George<br />
Mallory เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นักปีนเขาพูดกันติดปาก เขาคือนักปีนเขาชาวอังกฤษในยุคแรกที่ถูกฝังร่างอยู่บนเอเวอร์เรสต์ถึง 75 ปี ก่อนจะมีคนพบร่างของเขาอยู่ใต้หิมะโดยบังเอิญ<br />
พร้อมปริศนาที่ยังไม่ถูกเฉลยว่าเขาเสียชีวิตขาลงหรือขาขึ้นกันแน่ รอเพียงการค้นพบกล้องฟิล์มโกดักตัวนั้นที่ยังฝังอยู่ใต้หิมะหนา<br />
ถ้าวันหนึ่งที่กล้องตัวนั้นปรากฏขึ้น และภาพในกล้องพิสูจน์ได้ว่าเขาเสียชีวิตขาลงหลังจากที่พิชิตยอดเขาสำเร็จแล้ว<br />
บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงไปทันที</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev04.jpg"></p>
<p>
	การเดินเท้าในชั้นบรรยากาศที่เบาบางกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อไปจุดชมวิว<br />
เล่นเอาพวกเราหายใจหายคอกันแทบไม่ทัน แต่ในที่สุดก็ได้พาสังขารอันอิดโรยผ่านชั้นออกซิเจนบางเฉียบและความหนาวเย็นมาถึงจุดชมวิวที่ตั้งอยู่บนเนินสูงได้สำเร็จ<br />
เราลุ้นกันมาตลอดทางว่าฟ้าฝนจะเป็นใจให้เราได้เห็นเธอคนนั้นหรือไม่</p>
<p>
	“Come<br />
on!! Don’t be shy!! You can do it!!” สาวมะกันส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจสาวเจ้าที่เอียงอายให้โผล่พ้นเมฆหมอกออกมา<br />
ทันทีที่ฝูงเมฆค่อยๆ เคลื่อนตัวจากไป ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ก็เริ่มเผยโฉมให้เราได้ยล<br />
พร้อมกับเสียงร้องดีใจของผู้ชม<br />
ต่างคนต่างหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกเสี้ยววินาทีนั้น ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ตั้งสง่าอยู่ต่อหน้าของเราแล้ว ยอดเขานั่นเองที่ Tenzin Norgay วางช็อกโกแล็ตเอาไว้เพื่อบวงสรวงเทพเจ้าในความเชื่อของชาวเนปาล<br />
เคียงข้างกับไม้กางเขนที่ Sir Edmund Hillary วางไว้เช่นกัน ยอดเขานี้หรือคือความใฝ่ฝันของนักปีนเขาจากทุกมุมโลก<br />
และยอดเขานี้หรือที่ฝังร่างคนรักของใครหลายๆ คนเอาไว้ตรงนั้น<br />
เมฆหมอกลอยปกคลุมทั่วท้องฟ้า ทำให้เราได้ชื่นชมยอดเขาในตำนานอยู่เพียงชั่วครู่<br />
แต่ก็พอที่ทำให้เราลืมความเหน็ดเหนื่อยและกลับลงมาได้อย่างสบายใจ คืนนั้น<br />
คงเป็นอีกคืนหนึ่งที่ทุกคนนอนหลับสบายในเตนท์จามรีหลังนั้น</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev05.jpg"></p>
<p>
	สิ่งอำนวยความสะดวกอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การเดินทางมีสีสันมากขึ้นก็คือห้องน้ำสไตล์ทิเบต (อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากจีน)<br />
ห้องน้ำแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน ภายนอกอาจดูเล็กๆ<br />
แต่ภายในแต่ละห้องถูกซอยออกเป็น 3 ช่อง ไม่มีประตู มีเพียงกำแพงเตี้ยๆ<br />
กั้นระหว่างเรา ส้วมของที่นี่เป็นระบบที่สนุกและน่าสนใจ ส้วมจะถูกขุดให้เป็นหลุมขนาดกำลังพอดี<br />
และไม่มีระบบน้ำใดๆ ทั้งสิ้น ของเสียทุกชนิดจะถูกส่งตรงลงหลุมที่นั่น ความลึกของหลุมอยู่ในระดับที่สายตาเราจะมองเห็นร่องรอยที่ผู้มาก่อนฝากเอาไว้<br />
สำหรับสาวๆ (หรือหนุ่มๆ ในบางจังหวะ) ขณะทำธุระ<br />
จะหันหน้าเข้ากำแพงหรือหันหน้าเข้าหาคนดู ก็แล้วแต่วิจารณญาณ หันหลังให้ผู้ชมก็ปลอดภัยดีแต่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบเวลามีใครเดินผ่านไปมา<br />
ถ้าหันหน้าให้ผู้ชมก็มั่นใจได้ว่าเราจะเห็นคนผ่านไปผ่านมา<br />
แต่ต้องแลกกับการสบสายตาคู่แล้วคู่เล่า<br />
เลยเถิดไปถึงอาจจะต้องสูญเสียเอกราชบางอย่างไป<br />
จะว่าไปแล้วนี่เป็นห้องน้ำที่วิวดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ไม่เกินจริงที่จะกล่าว</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev06.jpg"></p>
<p>
	เช้าวันรุ่งขึ้น<br />
รถบัสคันเดิมพาพวกเรามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองลาซา<br />
การเดินทางครั้งนี้กำลังจะจบสิ้นลงอย่างเป็นทางการ<br />
ผู้ร่วมทางจากหลากหลายทวีปก็จะกลับคืนสู่โลกที่จากมา ในความสงบบนรถคันนั้น<br />
เสียงใครคนหนึ่งตะโกนชี้ชวนให้ดูนอกหน้าต่าง ฟ้าที่ใสกว่าเมื่อวานทำให้เรามองเห็นยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ชัดเจน สวยงาม<br />
และเหนือความคาดหมาย รถบัสจอดให้พวกเราได้เก็บภาพกันอย่างสมใจ เรามองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังช่วยกันทำงานอย่างขันแข็ง<br />
น่าแปลกใจว่าจะมีสักเสี้ยววินาทีที่พวกเขาจะเหลือบไปชื่นชมความยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าไหม<br />
พวกเขาจะรู้ไหมว่าที่ทำงานของพวกเขาคือไซต์งานที่มีวิวสวยจับใจ สะกดให้ใครต่อใครค่อนโลกเดินทางเพื่อมาเห็นภาพนี้</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/ev07.jpg"></p>
<h3><strong>Everest Base Camp</strong></h3>
<p>
	<strong>Address:</strong> Tingri County, Shigatse, Tibet<br />
	<strong style="background-color: initial">Hours:</strong> เวลาที่เหมาะสมคือเดือนเมษายน – พฤศจิกายน<br />
	<strong></strong><strong style="background-color: initial">How to get there:</strong> ติดต่อบริษัททัวร์ทิเบตโดยเลือกโปรแกรมทัวร์ที่ระบุ<br />
Everest Base Camp (EBC) เข้าไปด้วย</p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-117/">Everest Base Camp : พิชิตขุนเขาแห่งอารยธรรมและศรัทธา</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-117/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Hyde Park Barracks Museum : รังฝันของผู้ไร้เสรีภาพ</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-48/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-48/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธาริณี ธารณธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 04 Sep 2016 06:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Hyde Park Barracks Museum]]></category>
		<category><![CDATA[Francis Greenway]]></category>
		<category><![CDATA[นักโทษ]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[ออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[พิพิธภัณฑ์]]></category>
		<category><![CDATA[Sydney]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-48/</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในมหานครที่จอแจ เราใช้เวลายามบ่ายเพื่อย้อนเวลาหาเศษเสี้ยวของอดีตภายในตึกกำแพงอิฐทึบอายุ 197 ปี ที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนต้นของถนน Macquarie หรือทางตอนเหนือของสวนสาธารณะไฮด์ปาร์ก เราก้าวย่างอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินที่เงียบสงัด แวะเวียนห้องแล้วห้องเล่า ชื่อของ Hyde Park Barracks อาจไม่เป็นที่คุ้นหูนัก สถาปัตยกรรมภายนอกไม่โดดเด่นหวือหวาพอจะดึงดูดให้อาคารโบราณแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แลนด์มาร์กของซิดนีย์ได้เท่ากับ St. Mary’s Cathedral โบสถ์สไตล์โกธิกที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร แต่สำหรับเราแล้ว เรื่องราวเศษเสี้ยวชิ้นส่วนของอดีตที่ตกหล่นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ คือสิ่งที่เรากำลังตามหาต่างหาก เรื่องราวเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษได้เริ่มเนรเทศนักโทษที่กระทำความผิด (Convicts Transportation) ตั้งแต่คดีเล็กๆ เช่น ขโมยขนมปัง คดีฉ้อโกง จนถึงคดีทางการเมือง ไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเครือจักรภพที่ต้องการแรงงานคนในการสร้างเมือง เช่น อินเดีย แคนาดา รวมถึงประเทศน้องใหม่อย่างออสเตรเลีย นักโทษถูกเนรเทศไปยังทุกหัวระแหงของออสเตรเลีย บทลงโทษของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป โดยเริ่มที่ 7 ปี 10 ปี 14 ปี ตลอดชีวิต จนถึงกระทั่งประหารชีวิต นักโทษกว่า 166,000 คน ถูกเนรเทศมาในช่วงปี 1788 ถึงปี 1868 โดยใช้เรือโดยสารทั้งหมด [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-48/">Hyde Park Barracks Museum : รังฝันของผู้ไร้เสรีภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>
	ในมหานครที่จอแจ เราใช้เวลายามบ่ายเพื่อย้อนเวลาหาเศษเสี้ยวของอดีตภายในตึกกำแพงอิฐทึบอายุ<br />
197 ปี ที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนต้นของถนน Macquarie หรือทางตอนเหนือของสวนสาธารณะไฮด์ปาร์ก เราก้าวย่างอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินที่เงียบสงัด<br />
แวะเวียนห้องแล้วห้องเล่า</p>
<p>
	ชื่อของ Hyde Park Barracks อาจไม่เป็นที่คุ้นหูนัก สถาปัตยกรรมภายนอกไม่โดดเด่นหวือหวาพอจะดึงดูดให้อาคารโบราณแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แลนด์มาร์กของซิดนีย์ได้เท่ากับ St. Mary’s Cathedral โบสถ์สไตล์โกธิกที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยเมตร แต่สำหรับเราแล้ว เรื่องราวเศษเสี้ยวชิ้นส่วนของอดีตที่ตกหล่นอยู่ในสถานที่แห่งนี้ คือสิ่งที่เรากำลังตามหาต่างหาก</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_10451.jpg"></p>
<p>
	เรื่องราวเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษได้เริ่มเนรเทศนักโทษที่กระทำความผิด<br />
(Convicts Transportation) ตั้งแต่คดีเล็กๆ เช่น ขโมยขนมปัง คดีฉ้อโกง จนถึงคดีทางการเมือง<br />
ไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ในเครือจักรภพที่ต้องการแรงงานคนในการสร้างเมือง เช่น อินเดีย แคนาดา รวมถึงประเทศน้องใหม่อย่างออสเตรเลีย นักโทษถูกเนรเทศไปยังทุกหัวระแหงของออสเตรเลีย<br />
บทลงโทษของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป โดยเริ่มที่ 7 ปี 10<br />
ปี 14 ปี ตลอดชีวิต จนถึงกระทั่งประหารชีวิต นักโทษกว่า<br />
166,000 คน ถูกเนรเทศมาในช่วงปี 1788 ถึงปี<br />
1868 โดยใช้เรือโดยสารทั้งหมด 960 ลำ<br />
พวกเขารอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมระยะทาง 245,00 ไมล์<br />
ใช้เวลาร่วม 4 &#8211; 8 เดือน กว่าจะมาถึงดินแดน Down Under แห่งนี้ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าชีวิตใหม่กำลังรอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/convict2_wideweb__470x29501.jpg"></p>
<p>
	<strong></strong></p>
<p>
	สิ่งหนึ่งที่สนใจก็คือเรือนจำแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิกต้องโทษข้อหาปลอมแปลงเอกสารนามว่า Francis Greenway ช่วง 30 ปีแรกที่เริ่มมีการเนรเทศ ทางรัฐบาลยังไม่มีที่อยู่เพียงพอให้นักโทษ บรรดานักโทษต่างต้องหาที่หลับที่นอนกันตามอัธยาศัยตามซอกมุมต่างๆ<br />
ของเมือง โดยไม่มีคุก ไม่มีการจำกัดเสรีภาพ จนกระทั่งรัฐบาลของ Lachlan<br />
Macquarie มีนโยบายให้สร้างอาคารพักอาศัยเพื่อง่ายต่อการควบคุมนักโทษ โดยให้ฟรานซิส กรีนเวย์ เป็นผู้ออกแบบโดยใช้แรงงานนักโทษในการก่อสร้าง เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1817 &#8211; 1819</p>
<p>
	<img fetchpriority="high" decoding="async" width="384" height="187" src="/TEMP/msohtmlclip1/01/clip_image004.jpg" alt="NW Vol879.jpg">สำหรับนายฟรานซิส กรีนเวย์ ท่านนี้ต้องโทษประหารชีวิต แต่ด้วยความสามารถทางสถาปนิก ทำให้ได้ลดโทษเหลือ 14 ปี สถาปนิกมากความสามารถคนนี้กลับกลายมาเป็นบุคคลสำคัญในช่วงก่อร่างสร้างเมือง เป็นผู้ออกแบบอาคารสำคัญต่างๆ เช่น<br />
St.James&#8217; Church, Government House, Ultimo House<br />
รวมถึง Hyde Park Barracks เรื่องราวของกรีนเวย์ทำให้เรามองเห็นความโชคดีในความโชคร้ายของเขา<br />
ถ้าเขาไม่ถูกเนรเทศมายังอาณาจักรน้องใหม่แห่งนี้ เขาคงไม่ได้รับการยอมรับถึงขนาดเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับเกียรติตีพิมพ์ลงบนธนบัตร 10 เหรียญ<br />
ของออสเตรเลียในช่วงเวลาหนึ่ง</p>
<p>
	<strong></strong>ความหมายของคำว่า Barracks คือ<br />
กลุ่มอาคารที่ใช้เป็นที่อาศัยชั่วคราว Hyde Park Barracks ก็ทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดานักโทษชายหลังกลับจากการทำงานในยุค<br />
1819 &#8211; 1848 ในช่วง 1848 &#8211; 1886 เมื่อไม่มีการเนรเทศนักโทษแล้ว<br />
สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาหญิงสาวที่อพยพมาทำงานโรงงาน<br />
ทำงานบ้าน เพราะในยุคนั้นต้องการแรงงานหญิงช่วยขับเคลื่อนเมืองใหม่ ต่อมาภายหลัง<br />
บริเวณชั้นบนถูกจัดสรรให้เป็นที่พักอาศัยของผู้หญิงไร้บ้าน</p>
<p>
	ในปี 1887 &#8211; 1990<br />
Hyde Park Barracks ได้กลายมาเป็นสถานที่ราชการ และตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้คนได้เข้าไปศึกษาเรื่องราวของนักโทษ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของพวกเขา<br />
ผู้ร่วมก่อร่างสร้างเมืองแห่งนี้</p>
<p>มาที่นี่ นอกจากแผ่นพับและแผนผังนิทรรศการแล้ว เราสามารถขอ Audio Guide จากเจ้าหน้าที่ได้<br />
หลักการทำงานของมันก็คือให้คล้องแขนติดตัวไป เมื่อถึงสถานที่ๆ มีเลขติดเอาไว้<br />
เราก็กดเลขนั้นและกดปุ่ม play จากนั้นก็เอามานาบหูไว้ จะมีเสียงอธิบายด้วยสำเนียงฟังเข้าใจง่ายเพิ่มความสนุกในการทัวร์ครั้งนี้ สนุกจริงๆ นะ โดยเฉพาะเรื่องของ &#8216;หนู&#8217; ที่เราขอเอามาเล่าให้ฟังในบรรทัดต่อไปนี้</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_10691.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_11482.jpg"></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_10621.jpg"></p>
<p>หนู สัญลักษณ์แห่งความสกปรก น่าขยะแขยงที่อยู่คู่ครัวเรือนมาทุกยุคสมัยรวมถึงที่ Hyde Park Barracks แห่งนี้ด้วย นักโทษรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องอยู่ร่วมชายคากับสัตว์หน้าขนนี้อย่างเอือมระอา<br />
แต่ใครจะรู้ว่าในอีกกว่าร้อยปีต่อมา หนูในวันนั้นจะกลายมาเป็นพระเอกในวันนี้ เพราะหนูชอบขโมยสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ช้อน ส้อม เศษผ้า ด้าย รวมถึงหน้ากระดาษของคัมภีร์ไบเบิ้ล<br />
และวัตถุอื่นๆ รวมนับแสนชิ้นเอาไปซ้อนไว้ที่รังใต้พื้น เมื่อยุคสมัยผ่านไปมีการรื้อพื้น<br />
บูรณะซ่อมแซมอาคาร ข้าวของเหล่านั้นก็กลายเป็นของมีค่าที่ถูกถนอมไว้เป็นอย่างดีในรังหนู และกลายมาเป็นวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการแห่งนี้ แถมซากหนูยังถูกนำมาจัดแสดงร่วมในงานนี้ด้วยในฐานะผู้ดูแลทรัพย์สมบัติ</p>
<p>นักโทษที่อาศัยอยู่ใน Barracks แห่งนี้<br />
ต่างมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันไปตามความชำนาญของแต่ละคน  โดยจะมีกำหนดปริมาณงานที่ต้องทำให้ได้ต่อวันเอาไว้ เช่น ช่างทำรองเท้าต้องเย็บรองเท้าที่ทนทานได้หนึ่งคู่ต่อวัน ช่างตัดเสื้อต้องตัดเสื้อผ้านักโทษได้สองชุดต่อวัน ช่างไม้ที่ทำงานเป็นคู่ต้องเลื่อยไม้รวมกันให้ได้ความยาว 450 เมตร ต่อวัน<br />
หรือแก๊งทำอิฐ ต้องทำอิฐให้ได้ 30,000 ก้อนต่อเดือน<br />
ถ้าผลงานของนักโทษออกมาไม่ได้มาตรฐาน พวกเขาก็ต้องเอาเวลาส่วนตัวมาทำงานซ่อม<br />
พวกเขาจะได้รับรางวัลถ้าทำงานได้ตามเป้า และจะถูกลงโทษเมื่อทำเครื่องมือหาย</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_11101.jpg"></p>
<p>ผลงานของแก๊งทำอิฐที่ต้องนำเปลือกหอยมาทุบเป็นวัสดุทำอิฐ แต่ละแก๊งจะมีสัญลักษณ์เป็นของตัวเองเพื่อสะดวกในการนับปริมาณงานที่ผลิตได้ เช่น<br />
สัญลักษณ์รูปหัวใจในอิฐก้อนกลาง สำหรับเราแล้วอิฐรูปหัวใจคือความโรแมนติกเล็กๆ น้อยๆ<br />
ที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ที่ได้เห็น</p>
<p>
	กลุ่มนักโทษที่พยายามขัดขืน หลบหนี หลบเลี่ยงการทำงาน หรือนำอุปกรณ์ในการทำงานไปขาย จะถูกส่งไปทำงานหนัก เช่นงานสร้างถนน สร้างสะพาน ตามพื้นที่ต่างๆ ของออสเตรเลีย<br />
ส่วนนักโทษที่ยังคงขัดขืนต่อไปก็จะถูกใส่โซ่ตรวนที่เท้าเอาไว้ขณะทำงาน</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_11051.jpg"></p>
<p>
	ถ้านักโทษที่ประพฤติดีก็จะได้รางวัลตอบแทน เช่นได้สัดส่วนของอาหารเพิ่มขึ้น ได้รับเสื้อผ้า<br />
ยาสูบ หรือ Ticket<br />
of leave หรือตั๋วปล่อยตัวให้เป็นอิสระจำนวนถึง 2,319 ใบ ตั๋วประเภทต่างๆ มีทั้ง Ticket of leave (อนุญาตให้ออกจากคุกได้<br />
แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ และต้องกลับมารายงานตัวทุกๆ 3 เดือน) Conditional Pardons (ใบอนุญาตปล่อยตัวให้นักโทษเป็นอิสระ<br />
จะไปอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ไม่สามารถกลับประเทศอังกฤษได้จนกว่าจะครบกำหนดต้องโทษ) และ Absolute Pardons (ใบอนุญาตปล่อยตัวให้เป็นอิสระ นักโทษจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ จะไปไหนมาไหนก็ได้ กลับประเทศอังกฤษก็ได้)</p>
<p>
	  ความสุขเล็กๆ น้อยๆ<br />
ของนักโทษก็หนีไม่พ้นการสูบยา ในเมื่อไม่มีค่าแรงเป็นเงิน<br />
จึงต้องขโมยข้าวของอุปกรณ์ต่างๆ ไปขาย นำเงินไปแลกซื้อยาสูบ แต่สำหรับคนที่ประพฤติตัวดีก็จะได้ออกไปทำงานข้างนอกในวันเสาร์ เพื่อนำเงินไปซื้อรัมและน้ำตาล กิจกรรมสันทนาการยอดฮิตภายในคุกก็หนีไม่พ้นการพนัน พวกเขาจะเอาก้างปลาจากซุปมาใช้แทนเงินเดิมพัน และใช้เลขหน้าในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาใช้แทนไพ่</p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/DSC_11731.jpg"></p>
<p>
	ที่ชั้นบนสุดของอาคารเป็นที่หลับที่นอนของบรรดานักโทษ<br />
เปลนับร้อยที่ว่างเปล่าเรียงรายกันอยู่<br />
ทำให้นึกถึงภาพนักโทษนอนกันอยู่อย่างแออัดในสมัยนั้น บนนี้ยังมีอุปกรณ์เชื่อมโยงอดีตชิ้นพิเศษช่วยทำให้บรรดาลูกหลานชาวออสเตรเลียได้สืบค้นหาประวัติของบรรพบุรุษของตัวเองได้ง่ายๆ<br />
เพียงแค่พิมพ์นามสกุลลงไป ก็จะมีประวัติโดยละเอียดปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อหา<br />
หรือจำนวนปีที่ได้รับโทษ</p>
<h3><strong>Hyde Park Barracks Museum</strong></h3>
<p>
	<strong>Address:</strong> Queens<br />
Square, Macquarie Street, Sydney NSW<br />
	<br />
	<b style="background-color: initial">Hours:</b><br />
	เปิดทุกวัน<br />
เวลา 10.00 &#8211; 17.00 น.<br />
	<br />
	<strong></strong><strong>ค่าเข้า:</strong> 10 AUD</p>
<p><strong>Map</strong></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center"><img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1"></a></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-48/">Hyde Park Barracks Museum : รังฝันของผู้ไร้เสรีภาพ</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-48/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Coober Pedy : ดินแดนใต้ดินแห่งความหวัง</title>
		<link>https://adaymagazine.com/iwasthere-24/</link>
					<comments>https://adaymagazine.com/iwasthere-24/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธาริณี ธารณธรรม]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 Jun 2016 05:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Journey]]></category>
		<category><![CDATA[i was there]]></category>
		<category><![CDATA[Coober Pedy]]></category>
		<category><![CDATA[Outback]]></category>
		<category><![CDATA[Dugout]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองใต้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[travel]]></category>
		<category><![CDATA[ออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[ทะเลทราย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://a-day.opendream.in.th/iwasthere-24/</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับนักท่องโลกที่ไม่โหยหาความศิวิไลซ์ (ในความหมายของ ความเจริญ) เมือง Coober Pedy แห่งดินแดนจิงโจ้และโคอาล่า มีเสน่ห์พอที่จะเป็นหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ต้องปักหมุด เมืองเล็กๆ แห่งนี้น่าสนใจตรงที่มีภูมิอากาศแบบทะเลทราย ภูมิประเทศกึ่งทะเลทราย และผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ ‘ใต้’ ผืนแผ่นดินที่แห้งผาก คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเลือกที่จะอยู่ที่นี่ด้วยความหวังว่าจะขุดพบสมบัติล้ำค่าที่อยู่ใต้พื้นดิน ความหวังนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนให้วันพรุ่งนี้ดำเนินต่อไป ทัศนียภาพของที่นี่แปลกตายิ่งกว่าเมืองใดในโลก เป็นความสวยงามแบบหยาบ ดิบ ที่ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ บางทีก็รู้สึกเหมือนว่าเราเดินอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบแถบตะวันออกกลาง ไร้เงาผู้คน และเนินเขาเหล่านั้นให้ความรู้สึกละม้ายบังเกอร์ในสนามรบ ระหว่างที่เดินชมเมืองไปทั่วๆ โดยไม่ได้ระมัดระวังตัว เราถูกยิงเข้าให้จริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เราพบเจอ เปรียบเหมือนลูกกระสุนที่ยิงแม่นโดนเป้าประทับเข้าที่ใจของเราโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เมืองใต้ดินแห่งนี้เป็น Outback หรือ ‘ดินแดนอันห่างไกลที่มีผู้คนอาศัยอย่างบางตา’ ออสเตรเลียมีภูมิประเทศแบบทะเลทรายถึง 18 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ทั้งหมด ผู้มาใหม่หันหลังให้ทะเลทราย มุ่งหน้าสู่ดินแดนชายฝั่งเพื่อก่อร่างสร้างเมืองใหม่ แต่ดินแดนทะเลทรายเหล่านี้กลับเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แสนหวงแหนของชาวอะบอริจิน เจ้าของแผ่นดินที่ใช้ชีวิตอยู่กันมานับหมื่นปี โดยไม่คิดจะละทิ้ง เมื่อดูพิกัดของ Coober Pedy ก็จะเข้าใจความหมายของ Outback มากขึ้น เมืองหลักๆ ที่ใกล้ Coober Pedy ที่สุดคือ Alice Springs [&#8230;]</p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-24/">Coober Pedy : ดินแดนใต้ดินแห่งความหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0119.jpg"></p>
<p>
	สำหรับนักท่องโลกที่ไม่โหยหาความศิวิไลซ์<br />
(ในความหมายของ ความเจริญ) เมือง Coober Pedy แห่งดินแดนจิงโจ้และโคอาล่า<br />
มีเสน่ห์พอที่จะเป็นหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ต้องปักหมุด เมืองเล็กๆ<br />
แห่งนี้น่าสนใจตรงที่มีภูมิอากาศแบบทะเลทราย ภูมิประเทศกึ่งทะเลทราย<br />
และผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ ‘ใต้’ ผืนแผ่นดินที่แห้งผาก  คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเลือกที่จะอยู่ที่นี่ด้วยความหวังว่าจะขุดพบสมบัติล้ำค่าที่อยู่ใต้พื้นดิน<br />
ความหวังนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนให้วันพรุ่งนี้ดำเนินต่อไป<br />
ทัศนียภาพของที่นี่แปลกตายิ่งกว่าเมืองใดในโลก เป็นความสวยงามแบบหยาบ ดิบ<br />
ที่ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ<br />
บางทีก็รู้สึกเหมือนว่าเราเดินอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบแถบตะวันออกกลาง ไร้เงาผู้คน<br />
และเนินเขาเหล่านั้นให้ความรู้สึกละม้ายบังเกอร์ในสนามรบ ระหว่างที่เดินชมเมืองไปทั่วๆ<br />
โดยไม่ได้ระมัดระวังตัว เราถูกยิงเข้าให้จริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เราพบเจอ<br />
เปรียบเหมือนลูกกระสุนที่ยิงแม่นโดนเป้าประทับเข้าที่ใจของเราโดยไม่ทันได้ตั้งตัว</p>
<p>
	เมืองใต้ดินแห่งนี้เป็น Outback<br />
หรือ ‘ดินแดนอันห่างไกลที่มีผู้คนอาศัยอย่างบางตา’ ออสเตรเลียมีภูมิประเทศแบบทะเลทรายถึง<br />
18 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ทั้งหมด ผู้มาใหม่หันหลังให้ทะเลทราย<br />
มุ่งหน้าสู่ดินแดนชายฝั่งเพื่อก่อร่างสร้างเมืองใหม่<br />
แต่ดินแดนทะเลทรายเหล่านี้กลับเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แสนหวงแหนของชาวอะบอริจิน<br />
เจ้าของแผ่นดินที่ใช้ชีวิตอยู่กันมานับหมื่นปี โดยไม่คิดจะละทิ้ง</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0218.jpg"></p>
<p>
	เมื่อดูพิกัดของ Coober<br />
Pedy ก็จะเข้าใจความหมายของ Outback มากขึ้น<br />
เมืองหลักๆ ที่ใกล้ Coober Pedy ที่สุดคือ Alice<br />
Springs ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือ 688<br />
กิโลเมตร เมืองที่ใกล้อันดับต่อมาคือ Adelaide ห่างไปทางตอนใต้<br />
845 กิโลเมตร นั่นหมายความว่า Coober Pedy  อยู่ท่ามกลางความแห้งแล้งและความว่างเปล่าระหว่างสองเมืองใหญ่ ชนิดที่เรียกว่า ‘out of nowhere’ ด้วยประชากรที่มีไม่ถึงสามพันคน<br />
อะไรถึงดึงดูดให้พวกเขาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่หลายสิบปี<br />
ทำไมพวกเขาถึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน<br />
ไม่มีวิธีการหาคำตอบใดดีไปกว่าการออกเดินทางอีกแล้ว</p>
<p>
	ย้อนกลับไปกว่า 4 หมื่นปีก่อน ชาวอะบอริจินรุ่นแล้วรุ่นเล่าใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า<br />
‘ออสเตรเลีย’ ก่อนคนหน้าขาวชนใดทั้งปวง<br />
จนกระทั่งวันที่ 26 มกราคม 1788<br />
เรือบรรทุกนักโทษชุดแรกจากเกาะอังกฤษได้ทอดสมอลงจอดเรือที่ Port Jackson ดินแดนแห่งนี้จึงเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล วันที่ 26<br />
มกราคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันชาติ’ ของออสเตรเลีย มีพิธีเฉลิมฉลองใหญ่โตทุกปี แต่สำหรับชาวอะบอริจิน<br />
วันนั้นคงเป็นวันที่พวกเขาถูกปลุกขึ้นจากความฝัน (Dreamtime &#8211; คือ ช่วงเวลาแห่งการสรรค์สร้างสรรพสิ่งในความเชื่อของชาวอะบอริจิน)</p>
<p>
	นักโทษนับแสนคนเดินทางมารับโทษที่นี่ ถ้าใครประพฤติตัวดีจะได้ ‘ตั๋วแห่งอิสรภาพ’<br />
(Ticket of Freedom) ได้รับอิสระเร็วกว่ากำหนด<br />
สำหรับนักโทษคนอื่นที่รับโทษตามกำหนด (ส่วนใหญ่รับโทษไม่เกิน 7 ปี) ก็จะได้รับ ‘ประกาศนียบัตรแห่งอิสรภาพ’<br />
(Certificate of Freedom) เพื่อรับรองความมีเสรีภาพ<br />
บางคนเลือกที่จะเดินทางกลับแผ่นดินแม่ และอีกหลายคนเลือกตั้งรกรากที่นี่<br />
เมืองใหม่ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อของอดีตนักโทษที่มาจากหลากหลายทักษะอาชีพ</p>
<p>
	มี ‘ทรัพย์ในดิน’<br />
ในออสเตรเลียอีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ<br />
ทำให้มีการออกสำรวจกันอย่างต่อเนื่อง จนในปี 1915<br />
คณะขุดทองได้ออกสำรวจเหมืองทองคำแห่งใหม่ทางตอนใต้ของเมือง หนุ่มน้อยนามว่า<br />
วิลเลียม ฮัตชิสัน วัย 14 ปี ติดตามบิดาออกสำรวจพื้นที่<br />
ด้วยความบังเอิญเขาเดินสะดุดเข้ากับอัญมณีที่ระยิบระยับอยู่บนพื้นพสุธา<br />
หลังจากนั้นอีกเพียง 8 วัน ‘โอปอล’<br />
ชิ้นแรกก็ถูกค้นพบภายใต้พื้นพิภพอันไกลโพ้นแห่งนี้<br />
การค้นพบครั้งนั้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้ไปตลอดกาล</p>
<p>
	เมื่อข่าวคราวการค้นพบโอปอลแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ<br />
ผู้คนหลายเชื้อชาติจากทั่วสารทิศต่างตบเท้าเข้ามา<br />
โดยเฉพาะชาวยุโรปที่อพยพเข้ามาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความหวังว่าจะสร้างเนื้อสร้างตัวจากเจ้าอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนใต้ธรณีนับร้อยล้านปี<br />
ทำให้ปัจจุบันเมือง Coober Pedy ที่มีประชากรเพียงหยิบมือแต่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากถึง 45 เชื้อชาติ<br />
ส่วนปริมาณโอปอลที่ค้นพบนั้นมีสัดส่วนมากถึง 70 เปอร์เซนต์<br />
ของโอปอลทั้งหมดที่ค้นพบบนโลก นั่นคือที่มาของสมญานาม ‘เมืองหลวงแห่งโอปอล’</p>
<p>
	‘คนขาวที่อยู่ในรู’ คือความหมายของ คำว่า &#8216;Kupa Piti&#8217; ในภาษาของคนพื้นเมือง<br />
หมายความว่า ชื่อของเมืองนี้ตั้งโดยชาวอะบอริจินในยุคที่ผู้มาเยือนเริ่มปฏิบัติการขุดเหมืองใต้ดินโดยถูกถอดเสียงออกมาเป็น ‘Coober Pedy’</p>
<p>
	ที่นี่เอง<br />
ทำให้เราเข้าใจความหมายของการหยุด ‘พักร้อน’<br />
อย่างแท้จริง พวกเราเดินทางมาถึงเมือง Coober Pedy ในวันท้ายๆ ของปีซึ่งเป็นฤดูร้อน ไม่มีการทำเหมืองใดๆ ชาวเหมืองและชาวเมืองต่างหยุด<br />
‘พักร้อน’ อยู่ใต้ดิน<br />
หรือไม่ก็ออกท่องเที่ยวเหมือนกับเราๆ พวกเขาจะกลับมาทำเหมืองอีกทีในเดือนมีนาคม เพราะอุณหภูมิในฤดูร้อนบางวันพุ่งสูงถึง<br />
50 องศาเซลเซียส</p>
<p>
	ฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม<br />
ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากถึง 150,000 คน  หลายคนมีงานหลักคือทำเหมืองและมีอาชีพเสริมเป็นไกด์นำนักท่องเที่ยวชมเมืองและชมเหมือง<br />
บางรายเปิดร้านขายของที่ระลึก นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์โอปอลที่ตัวเองหาได้<br />
(ในวัยหนุ่ม) ควบคู่กันไป</p>
<p>
	การมาเยือนในฤดูโลว์ของพวกเราทำให้เห็นเมืองใต้ดินในอีกโฉมหน้าหนึ่ง เราเดินไปตามท้องถนน กวาดสายตาไปรอบๆ<br />
เพื่อสำรวจดูวิถีชีวิตของผู้คน แต่กลับไม่พบใครแม้แต่คนเดียวในระยะสายตามองเห็น<br />
หรือนี่แหละคือวิถีของพวกเขา ‘วิถีใต้ดิน’ สำหรับเราแล้วช่างเป็นบรรยากาศการชมเมืองที่แปลกเหลือเกิน เหมือนว่าเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกใบหนึ่ง</p>
<p>
	‘บ้านใต้ดิน’ คือวิถีชีวิตที่น่าสนใจที่ได้ลองแล้วจะติดใจ เราสุ่มเลือกที่พักชื่อ The<br />
Underground Motel เพียงเพราะหลงใหลน้ำเสียงหวานๆ<br />
เปี่ยมไมตรีของหญิงปลายสายเมื่อครั้งโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องที่พัก<br />
โมเตลนี้อยู่เลยไปทางตอนเหนือของเมือง ทันทีที่เราลงจากรถบัส ‘เมอร์ซี่’ หญิงสาวปลายสายคนนั้นเดินเข้ามาทักทายทันที<br />
เธอไปรับเราถึงสถานีรถบัส เราไปถึงที่นั่นเย็นมากแล้ว ร้านอาหารปิดกันหมด<br />
ด้วยความเอ็นดู เธอให้บะหมี่สำเร็จรูปแก่พวกเรา 1 แพ็ก<br />
พร้อมกับแนะนำสถานที่และวางโปรแกรมให้เราในวันพรุ่งนี้  เธอคือ ‘เมอร์ซี่’<br />
เธอมีเมตตาสมชื่อจริงๆ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0312.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0417.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0514.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0615.jpg"></p>
<p>
	‘Dugout’ คือคำที่ใช้เรียกที่อยู่ใต้ดินที่เกิดจากการขุด<br />
เจาะให้เป็นหลุม เป็นถ้ำ ที่พักของเราเป็น Dugout ที่อยู่บนเนินสูง<br />
ทำให้เห็นทัศนียภาพแห้งผากประดุจอยู่บนดาวอังคาร (คนช่างคิดเปรียบไว้แบบนั้น)<br />
ภายในที่พักของเราตกแต่งได้อย่างอบอุ่น ดอกไม้ โคมไฟ แจกัน รูปภาพศิลปะอะบอริจิน<br />
ถูกจัดวางอย่างลงตัวเพิ่มความอ่อนโยนให้กับโครงสร้างหินทรายที่แกร่งกระด้าง</p>
<p>
	คืนนี้เราจะนอนในห้องพักที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงหินทรายที่มีอายุกว่า<br />
120 ล้านปี พื้นผิวผนังขรุขระที่เกิดจากเครื่องขุดอุโมงค์ (วิธีการสมัยใหม่)<br />
ทิ้งร่องรอยหยาบดิบให้ปลายนิ้วของเราได้ลูบไล้สัมผัสเพลิน<br />
ภายในห้องพักไม่มีร่องรอยของเศษหินทรายที่กะเทาะออกมาจากกำแพงหรือผนังเหมือนกับที่เราคิดเอาไว้<br />
เพราะ Dugout สมัยใหม่นิยมเคลือบด้วย Bondcrete เพื่อพื้นผิวที่แลดูมันเงาและป้องกันการกะเทาะ ถ้าเคลือบดีๆ<br />
ผนังและกำแพงของ Dugout ก็จะอยู่ในสภาพที่ดีไปอีกกว่า 30 ปี อุณหภูมิภายใน Dugout อยู่ระหว่าง 20 &#8211; 25 องศาเซลเซียส ไม่ว่าภายนอกจะร้อนระอุทะลุ 50<br />
องศาก็ตามที</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0712.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/0811.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/097.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/1011.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/118.jpg"></p>
<p>
	Dugout สมัยใหม่ใช้เครื่องขุดอุโมงค์เป็นเครื่องทุ่นแรง ทำให้สร้างได้สะดวกรวดเร็ว โดยจะเริ่มขุดจากด้านข้างของภูเขาหินทราย<br />
โดยตัดด้านตีนภูเขาออกให้เป็นมุมฉากเพื่อเป็นหน้าบ้าน<br />
แล้วเริ่มขุดเข้าไปจากด้านหน้า ทางเข้าบ้านจะอยู่ในระดับถนน ห้องต่างๆ<br />
ก็จะถูกขุดให้ลึกเข้าไปและลึกลงไปในตัวภูเขา ห้องครัว และห้องน้ำจะอยู่ด้านหน้าสุดเพราะเป็นบริเวณเดียวที่ได้รับแสงธรรมชาติ และที่สำคัญ สามารถต่อระบบน้ำได้<br />
เพราะส่วนที่ลึกเข้าไปจะไม่สามารถเดินระบบน้ำได้แล้ว</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/127.jpg"></p>
<p>
	‘น้ำ’ เป็นทรัพยากรที่หายากกว่าโอปอลเสียอีก เพราะพื้นดินแถบนี้ขุดลงลึกแค่ไหนก็ไม่มีน้ำบาดาล<br />
น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคถูกขนถ่ายมาทางท่อใต้ดินจากบริเวณที่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองถึง<br />
25 กิโลเมตร ทำให้น้ำมีราคาสูงกว่าปกติ<br />
และด้วยระบบกรองน้ำชั้นดี น้ำเลยมีมาตรฐานที่ดี เราจึงดื่มน้ำจากก๊อกได้เลย น้ำจาก<br />
Coober Pedy รสชาติไม่เฝื่อนเหมือน Outback ย่านอื่นๆ ในเมื่อรู้ว่าน้ำหายากและราคาแพงแล้ว<br />
ในฐานะนักท่องเที่ยวก็ควรใช้สอยทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าเพื่อลดภาระของชาวเมือง<br />
เราได้สะดุดตากับเครื่องขายน้ำหยอดเหรียญที่ติดตั้งอยู่ข้างทางเข้า<br />
โดยหยอดเหรียญเข้าไป 20 เซนต์ จะได้น้ำกลับมา 30 ลิตร</p>
<p>
	ในสมัยก่อนถ้าใครอยากสร้าง Dugout<br />
สักแห่ง ก็ทำเรื่องขอซื้อภูเขาจากรัฐบาล แจ้งแผนการสร้างอย่างคร่าวๆ<br />
ไม่เคร่งครัดเหมือนการสร้างบ้านแบบทั่วๆ ไป ไม่ต้องคำนวนตามหลักวิศวกรรม<br />
เพราะโครงสร้างหินทรายที่แข็งแกร่งอยู่เป็นทุน เพียงทำเสารับน้ำหนักที่มีความหนาประมาณ<br />
40 นิ้ว ก็เป็นอันมั่นคง<br />
ปัจจุบันภูเขาหินทรายกลายเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลไปแล้ว</p>
<p>
	Dugout มีข้อดีหลายอย่างนอกจากการควบคุมอุณหภูมิแล้ว<br />
หนึ่งในนั้นคืออยากจะต่อเติม เสริม ขยายบ้านเมื่อไหร่ก็ลงมือขุดได้ทันที<br />
ตราบใดที่ไม่ขุดล้ำเข้าไปในอาณาเขตของเพื่อนบ้านแล้ว ‘จ๊ะเอ๋’<br />
กันเข้า กรณีนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต<br />
ต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันชนิดที่แพงกว่ามูลค่าบ้านเสียอีก ส่วนใครอยากจะมี Dugout<br />
หลายชั้น ก็เพียงขุดลงไปใต้ดิน โดยขุดได้ลึกถึงสามชั้น<br />
แต่มีคำเตือนอยู่ว่า ยิ่งลึกยิ่งหนาว ขุดไปถึงชั้นที่สาม อุณหภูมิจะเหลืออยู่แค่หลักสิบเท่านั้น</p>
<p>
	ส่วนข้อเสียของการอยู่ใต้ดินก็คือ ‘ร่างกายขาดวิตามินดีที่ได้รับจากแสงอาทิตย์’ เพราะวิถีชีวิตของชาวเมืองส่วนใหญ่หลบร้อนอยู่ใต้ดิน<br />
หรือไม่ก็อยู่ในเหมือง ไม่ค่อยได้พาร่างกายมาเจอแสงแดดอย่างเพียงพอ<br />
ชาวเมืองเลยต้องมีการตรวจวัดระดับวิตามินดีอยู่เป็นระยะ</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/133.jpg"></p>
<p>
	ผลพลอย (โอปอล) ได้อีกจากการขุด Dugout<br />
ที่นอกจากจะได้ที่อยู่อาศัยแล้ว ดีไม่ดีจะได้โอปอลติดมือมาด้วย<br />
กลายเป็นมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย มีเรื่องเล่าอยู่ว่าชายคนหนึ่งต้องการทำขั้นบันไดเพิ่มใน<br />
Dugout ของตัวเอง เพื่อความสะดวกของแม่ยายที่จะมาเยือน<br />
ขุดไปขุดมาก็โป๊ะเช๊ะ ป๊ะกับโอปอลหายากสีเขียวมูลค่า 1.2<br />
ล้านเหรียญเข้า!!!!</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/142.jpg"></p>
<p>
	พอพูดถึงคำว่าใต้ดิน หรือ ถ้ำ มักจะมาพร้อมความรู้สึกอึดอัด<br />
หายใจไม่ออก แต่สำหรับ Dugout แล้ว<br />
มีระบบระบายอากาศที่ขจัดปัญหานี้ออกไปได้ โดยการเจาะท่อระบายอากาศทะลุผ่านภูเขาขึ้นไป<br />
ที่เรียกว่า Natural Air Shaft ถ้าสังเกตบนภูเขาหินทรายที่ทำหน้าที่เป็นหลังคาบ้าน<br />
จะเห็นปล่องระบายอากาศ จานดาวเทียม หรือแผงโซลาเซลล์ ติดตั้งอยู่</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/154.jpg"></p>
<p>
	Dugout ที่พูดถึงมานี้ เป็น<br />
Dugout ยุคใหม่ เดิมที Dugout คือผลพวงมาจากการทำเหมืองโอปอล<br />
ธรรมชาติของการทำเหมืองคือต้องขุดลงไปใต้ดินหลายสิบฟุต<br />
ยิ่งต้องการขยายพื้นที่เหมืองเท่าใด ก็ต้องขุดให้ลึก ให้กว้างขึ้นไปเรื่อยๆ<br />
จนกว้างพอจะดัดแปลงมาเป็นที่อยู่อาศัย ประกอบกับอุณหภูมิที่ร้อนฉ่า<br />
การอาศัยอยู่ในเหมืองเลยเป็นทางเลือกของชาวเหมืองในสมัยนั้น เป็นการหลบร้อนได้อย่างลงตัว<br />
นี่เอง คือต้นกำเนิดของการอาศัยอยู่ใต้ดินในยุคแรกๆ</p>
<p>
	ลักษณะทางธรณีวิทยาของเมือง Coober<br />
Pedy เป็นหินทราย มีคุณสมบัติขุดเจาะง่ายแต่ทนทานมาก<br />
ประกอบกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2<br />
เหล่าทหารกล้าที่อพยพเข้ามาต่างนำวิชาการขุดอุโมงค์ที่ได้มาจากสมรภูมิรบติดตัวมาด้วย<br />
เลยทำให้ชาวเมือง Coober Pedy มีทักษะการขุดเจาะที่ยอดเยี่ยมเป็นทุน</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/161.jpg"></p>
<p>
	พิพิธภัณฑ์ Old<br />
Timers Mine พาเราย้อนเวลากลับไปดูการทำเหมืองในยุคแรกๆ<br />
ที่เครื่องทุ่นแรงยังไม่ถูกแนะนำให้รู้จัก<br />
ป้ายอธิบายพร้อมภาพประกอบภายในเหมืองถูกจัดวางเรียงลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระเบียบ<br />
เราได้เรียนรู้บทเรียนใหม่เกี่ยวกับวิชาทำเหมือง<br />
ควบคู่ไปกับความเข้าใจถึงความพยายามของมนุษย์ในยุคนั้น<br />
ไม่ว่าจะยากลำบากและต้องอดทนสักแค่ไหน แต่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง<br />
ทำให้เขาตั้งหน้าตั้งตาค้นหาโอปอลกันต่อไป การทำเหมืองจึงไม่ต่างจากการเดิมพัน<br />
ถ้าโชคดีก็จะค้นพบโอปอลน้ำดี ทำให้สุขสบายไปทั้งชีวิต ส่วนผู้ที่แพ้เดิมพัน<br />
ทุ่มทุนชนิดเทหน้าตัก แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ความหวังที่ยังไม่เป็นจริง</p>
<p>
	ที่นี่เองเราได้สัมผัสกับ Dugout<br />
ในยุคแรกที่เกิดจากการทำเหมืองโอปอล ครอบครัวของคุณ Ron<br />
Gough ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นนานถึง 33 ปี<br />
ห้องต่างๆ แบ่งออกเป็นสัดเป็นส่วน ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว<br />
จำลองภาพการใช้ชีวิตของครอบครัว Gough ชวนให้เราจินตนาการไปถึงความมีชีวิตชีวาของสถานที่แห่งนี้ในยามที่มีคนอาศัยอยู่</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/173.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/182.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/192.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/201.jpg"></p>
<p>
	ใน Coober Pedy ไม่มีระบบรถโดยสารสาธารณะ (ไม่มีไฟแดงด้วย) เราใช้บริการทัวร์ครึ่งวันเพื่อชมเมืองและชมเหมืองที่อยู่ไกลออกไป<br />
ทำให้ได้เห็นทัศนียภาพแปลกตาและได้ยินเรื่องเล่าแปลกหูจากคุณลุงชาวเหมืองที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นไกด์นำเที่ยว คุณลุงพาเราไปดูสนามกอล์ฟ 18 หลุม ที่ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟสุดแปลกของโลก<br />
เป็นสนามกอล์ฟที่ไม่มีหญ้าสีเขียวให้เห็น ป้าย ‘Keep off grass’ คืออารมณ์ขันสไตล์ชาวคูเบอร์<br />
เช่นเดียวกับป้ายเตือนผู้ที่สัญจรผ่านสนามกอล์ฟว่าให้ระวัง ‘Flying<br />
Objects’ ที่พานให้นึกถึงจานบินจากต่างดาว และที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ<br />
กลางวันแสกๆ แบบนี้ย่อมไม่เห็นนักกอล์ฟเป็นแน่ พวกเขาจะออกรอบกันตอนดึกๆ<br />
เพราะหลีกเลี่ยงแดดที่ร้อนผ่าว คำถามคือ<br />
เขาจะมองหาลูกกอล์ฟกันเจอได้อย่างไรในความมืด</p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/212.jpg"></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/221.jpg"></p>
<p>
	คำตอบก็คือ เขาใช้ ‘ลูกกอล์ฟสะท้อนแสง’ ยังไงเล่า</p>
<p>
	ถ้อยคำ 2,999 คำ นี้ ถูกใช้ถ่ายทอดเรื่องราวประทับใจส่วนบุคคล<br />
คงต้องใช้ตัวหนังสืออีกหลายหมื่นตัวเพื่อบรรยายทุกสิ่งที่เราพบเจอในสถานที่นั้น<br />
และไม่รู้ต้องใช้ตัวอักษรอีกกี่พันคำเพื่อบรรยายความรู้สึกที่เรามีต่อการเดินทางครั้งนี้ เราหวังเพียงว่าตัวหนังสือทั้ง 2,999 ตัว จะทำให้ใครคนหนึ่งได้ ‘999’ ออกไปเพื่อค้นพบเรื่องราวที่ยังไม่เคยถูกบันทึกขึ้นมาก่อนและได้สัมผัสความรู้สึกใหม่ๆ ในแบบฉบับของตัวเอง</p>
<h2>Coober Pedy</h2>
<p>
	<strong>Address:</strong> Coober Pedy รัฐ South<br />
Australia<br />
	<br />
	<strong>Hours:</strong><br />
ตลอดเวลา แต่ไม่ควรถึงที่หมายค่ำนัก<br />
	<br />
	<strong>How to get there:<br />
	</strong>&#8211; เครื่องบินสายการบิน Regional<br />
Express Airlines จาก Adelaide<br />
	<br />
	&#8211; รถโค้ชเกรย์ฮาวนด์ จาก Alice<br />
Springs หรือจาก Adelaide<br />
	<br />
	&#8211; รถไฟสาย The Ghan จาก Adelaide ไปยัง Alice Springs ลงที่สถานี Manguri ห่างจาก Coober Pedy 47 ก.ม. แต่ต้องติดต่อรถมารับ<br />
	&#8211; เช่ารถขับรถจาก Adelaide<br />
845 ก.ม. จาก Alice Springs 688</p>
<p><b style="background-color: initial">Map</b></p>
<p><a href="http://www.adaymagazine.com/news/write-in-a-day-online1">ใครอยากส่งเรื่องที่น่าเที่ยวมาลงเว็บไซต์ a day online คลิกที่นี่เลย</a></p>
<p style="text-align: center">
	<img decoding="async" src="https://adaymagazine.com/wp-content/uploads/2018/08/end1.png" alt=""></p>
<p>The post <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com/iwasthere-24/">Coober Pedy : ดินแดนใต้ดินแห่งความหวัง</a> appeared first on <a rel="nofollow" href="https://adaymagazine.com">a day magazine</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://adaymagazine.com/iwasthere-24/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
