คุณเคยถามตัวเองไหมว่า ‘นี่เราเป็นคนก้าวร้าวหรือเปล่านะ’
เวลาเกิดเหตุขัดใจหรือใครบางคนนิยามคุณว่าเป็นพวก ‘เจ้าอารมณ์’หากพัดลมตั้งพื้นพัดหงึกๆ อยู่ใกล้ๆ ก็เตะโครมเข้าให้ ยิ่งพอหันมาดูบ้านเมืองช่วงนี้ก็มีข่าวระทึกเกี่ยวกับการบันดาลโทสะละลานตาไปหมดบางกรณีเลยเถิดถึงขั้นเป็นโศกนาฏกรรมพรากชีวิตผู้คนเกิดความสูญเสียที่เรียกร้องอะไรไม่ได้จนน่าตั้งคำถามว่าทุกความโกรธนั้นต้องตามมาด้วยความสูญเสียทุกครั้งเลยหรือ ภายใต้แนวคิดที่ว่าความโกรธและความก้าวร้าวนั้นเป็นเหตุสามัญตามธรรมชาติแต่เราจะอยู่ร่วมกับความก้าวร้าวในตัวตนของเราได้ยังไงก่อนจะถูกเปลวไฟแห่งโทสะกลืนกินไปเสียก่อน
มนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์ล้วนแสดงออกอย่างก้าวร้าวได้ทั้งหมดพวกเราต้องดุดันเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารหรือปกป้องชีวิตตนเองแบบสุดใจขาดดิ้นดูเหมือนความก้าวร้าวนั้นจะเป็นเรื่องธรรมชาติตั้งแต่จุดกำเนิดชีวิตกว่า 300 ล้านปีก่อนโน้นในขณะที่บรรพบุรุษสิ่งมีชีวิตเริ่มมีสถานะเป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าการดิ้นรนนี้ไม่เคยสูญหายไปไหน มันถูกส่งต่อมาเรื่อยๆ จนเป็นกลไกที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดจนถึงทุกวันนี้
แต่ช่วงวินาทีที่เราตัดสินใจจะใช้ความก้าวร้าว (aggression) เพื่อตอบโต้ ยังเป็นปริศนาทั้งในด้านปรัชญาศาสนาและวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันเราล้วนเผชิญคนที่ไม่สามารถควบคุมความก้าวร้าวได้ปล่อยให้มันล้นทะลักออกมาจนเกิดหายนะแต่ขณะเดียวกันเราก็พบคนที่สามารถสะกดความก้าวร้าวไว้ได้และเปลี่ยนมันเป็นพลังสร้างสรรค์แทน
เราเริ่มทำความเข้าใจสมองที่ก้าวร้าวยังไง
การตัดสินใจใช้ความก้าวร้าวของสิ่งมีชีวิตนั้นดูเป็นเสี้ยววินาทีฉับพลันที่ยากจะศึกษาแต่เพราะความยากนี่เองจึงท้าทายนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้คือแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์นามว่าWalter Rudolf Hess เขาเริ่มทำการทดลองเมื่อปี 1920 โดยเขาสนใจแมวเหมียวที่บางครั้งก็ดูว่านอนสอนง่ายแต่จู่ๆ ก็โมโหตะปบคนไปทั่ว
จากการศึกษาอยู่หลายปีเขาตั้งสมมติฐานว่า ความก้าวร้าวน่าจะอยู่ณตำแหน่งใดสักแห่งในสมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีอิทธิพลต่อการกิน ความหิวรวมไปถึงแรงขับทางเพศวอลเทอร์จึงทดลองผ่ากะโหลกของแมวออกจากนั้นก็เอาสายไฟผูกเข้ากับขั้วอิเล็กโทรดเพื่อปล่อยไฟฟ้ากระตุ้นสมองส่วนนี้ของแมวโดยเฉพาะผลการทดลองน่าตื่นตะลึงเมื่อแมวจากที่เชื่องๆ ก็ขู่ฟ่อพยายามกัด และฆ่าสัตว์ทดลองอื่นๆ ที่อยู่ร่วมในกรงทดลองด้วย
การทดลองนี้กรุยทางสู่แนวคิด ‘สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน’ (lizard brain) ซึ่งเป็นคำเรียกสมองชั้นปฐมภูมิที่สุดจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเป็นสมองแรกๆ ที่เป็นดั่งแกนกลางขับดันพื้นฐานต่างๆ เพื่อการดำรงชีวิตซึ่งเชื่อกันว่ามักกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวมนุษย์
แนวคิดนี้ถูกท้าทายจากแวดวงวิทยาศาสตร์เสมอมากว่าร้อยปี และนักวิจัยรุ่นต่อมาพยายามมองลึกไปกว่านั้นว่าโครงข่ายในประสาทส่วนไหนของไฮโปทาลามัสที่มีอิทธิพลโดยตรงเพราะหากกล่าวกว้างๆ เพียงไฮโปทาลามัสก็คล้ายกับพูดรวมๆ ถึงมหาสมุทรแปซิฟิก เราจำเป็นต้องหาหมู่เกาะเล็กๆ นี้ถึงจะชี้ชัดได้แล้วเจ้าเกาะนี้อาจไม่ได้อยู่พ้นน้ำ แต่จมอยู่ใต้มหาสมุทรอีกต่างหาก
ดังนั้นพวกเขาจึงพัฒนาศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า พันธุศาสตร์เชิงแสง (optogenetics) ที่เราสามารถควบคุมเซลล์ประสาทด้วยการยิงลำแสงไปกระตุ้นคล้ายการเปิด-ปิดสวิตซ์ไฟในบ้านเพื่อให้เห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางทฤษฎีแล้วเทคนิคนี้น่าจะทำให้เราได้คำตอบที่ชี้ชัดขึ้นแต่ติดปัญหาจริยธรรมในการทดลองเพราะไม่สามารถทำในมนุษย์ได้เราไม่สามารถเปิด-ปิดความก้าวร้าวในมนุษย์แล้วนำการค้นพบมาตีพิมพ์บทความวิชาการได้ถ้าขืนทำคุณจะถูกสอบจริยธรรมทันที (แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจมีสถาบันบางแห่งที่แอบทำอยู่ลับๆ เป็น dark research ก็เป็นได้) งานวิจัยส่วนใหญ่จึงทำในสัตว์ทดลองทำให้เวลาตีความการค้นพบต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ให้การนิยามพฤติกรรมสัตว์สู่มนุษย์บิดเบือนไป หรือใส่ความเป็นมนุษย์มากเกินไปจนเกิดเป็นอคติ (anthropocentrism) ในการตีความพฤติกรรมสัตว์
แต่ความก้าวร้าวก็มีแง่มุมที่น่าสนใจอยู่ เพราะสิ่งที่มนุษย์และสัตว์บางกลุ่มมีร่วมกันคือความก้าวร้าวที่ใช้ปกป้องผู้อื่นและการอยู่ร่วมกันส่วนใหญ่พบได้ในสัตว์ที่มีพฤติกรรมทางสังคมสูง เช่น ลิงสุนัขม้าแพะฯลฯอย่างพวกแพะในช่วงเวลาหาคู่ต้องเอาหัวชนกันเพื่อแสดงถึงศักยภาพในการปกป้องตัวเมียในอดีตมนุษย์ก็ใช้ความก้าวร้าวแบบนี้เป็นเครื่องมือทางสังคมชุดหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปโครงสร้างทางสังคมมีความซับซ้อนขึ้นจึงไม่อนุญาตให้คุณต่อสู้เพื่อการจับคู่อย่างเอิกเกริกแบบพวกแพะภูเขา (แต่ก็เห็นอยู่ว่าแรงผลักนี้ไม่ได้หายไปไหนแค่มนุษย์เปลี่ยนรูปแบบที่ดู subtle มากขึ้น)
หากคุณใช้ความก้าวร้าวตรงไปตรงมาในสังคมตัวสังคมเองก็มีเครื่องมือลงโทษเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นโดยใช้ความก้าวร้าวอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นก็คือการลงโทษจากสังคมจับขังคุกยึดทรัพย์ขับไล่ออกจากสังคมหรือกระทั่งประหัตประหารชีวิต
คราวนี้หากเรานำความก้าวร้าวของมนุษย์มาให้นักพฤติกรรมและนักประสาทวิทยาตีความพวกเขาจะตีความลักษณะก้าวร้าวที่ต่างกันหากมองในเชิงพฤติกรรมแล้วความก้าวร้าวของมนุษย์มาจากการถูกยั่วยุ (provocations) และแรงจูงใจ (motives) ว่าปัจจัยอะไรทำให้เขาลุกขึ้นก่อเรื่องส่วนนักประสาทวิทยาจะพยายามหาเหตุความก้าวร้าวที่เฉพาะเจาะจงในสมองยิ่งหาโครงข่ายประสาท (neural circuit) ได้ยิ่งดี แต่งานประสาทวิทยายังเป็นศาสตร์ใหม่เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์พฤติกรรมที่ยังคงต้องใช้เวลาศึกษาอีกมากตามพัฒนาการของเทคโนโลยี
ความก้าวร้าวที่คุณเองเป็นผู้รับบทเรียน
การศึกษาความก้าวร้าวในมนุษย์นั้นท้าทายกว่าหลายเท่าส่วนหนึ่งจากข้อจำกัดของการทดลองในสัตว์โดยเฉพาะหนูนั้นยังไม่สามารถอธิบายความรู้สึกอันซับซ้อนที่เกิดขึ้นได้ส่วนใหญ่เป็นการสร้างความรู้สึกเจ็บปวดทันทีเพื่อกระตุ้นให้หนูแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาเป็นการปกป้องตัวเอง
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเราอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดยาวนานและเรื้อรังกว่าเราถูกความบีบคั้นจากสภาพแวดล้อม กว่าคุณจะโตมาขนาดนี้ก็ถูกชีวิตโบยตีจนบอบช้ำไม่รู้เท่าไหร่ความก้าวร้าวของมนุษย์จึงเจือไปด้วยอารมณ์ที่ซ้อนทับกันหลายชั้นไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนสัตว์ทดลองเพราะความก้าวร้าวนั้นยังมีมิติที่น่าสนใจคือไม่ใช่การปกป้องชีวิตตัวเองแต่สามารถ ‘ทำลายชีวิตตัวเอง’ได้ด้วย ซึ่งขัดกับหลักวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต
ดังนั้นจะต้องมี ‘สมองส่วนอารมณ์’ที่เรียกว่าสมองส่วนอะมิกดะลามามีอิทธิพลร่วมด้วยสมมติฐานนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการสังเกตของนักวิจัยชาวสเปน José Manuel Rodríguez Delgado ในปี 1960 เขาโด่งดังมากจากการนำองค์ความรู้ด้านการกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้ามาปรับใช้เป็นคนแรกๆ ครั้งหนึ่งเขาทดลองกับผู้หญิงชาวสเปนที่เป็นศิลปินโดยติดอิเล็กโทรดไว้ระหว่างที่เธอเล่นกีตาร์เพลินๆ จู่ๆ เธอก็เบื่อหน่ายทุ่มกีตาร์ลงพื้นทำลายข้าวของและทุบกำแพงจนมือบาดเจ็บ
โคเซ่แปลกใจมากที่ผู้หญิงคนนี้แสดงความก้าวร้าวออกมาแต่ตัวเธอเองกลับต้องเจ็บตัวโคเซ่เรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘blind rage’ การปลดปล่อยความโกรธอย่างไร้ทิศไร้ทางที่ทำให้บาดเจ็บและอาจเสียชีวิตเขาจึงเชื่อว่าความก้าวร้าวนี้ซับซ้อน เกิดขึ้นเพราะพยายามเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ไม่สบายใจแบบหน้ามืดตามัวซึ่งมีสมองที่ลึกลงไปอีกจากส่วนของอะมิกดะลาที่เรียกว่า septal region เป็นจุดเดียวกันที่แอ็กทีฟเมื่อแม่หนูเห็นลูกตัวเองอยู่ในอันตราย มันจะสู้ใจขาดดิ้นจนตัวเองบาดเจ็บหรือสัตว์ตัวเมียจะดุร้ายเป็นพิเศษเมื่อพวกมันมีลูกเล็กที่เรียกว่า maternal aggression
ความก้าวร้าวจะมีแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นหรือ
ทุกคนมีสิทธิก้าวร้าวได้เสมอแต่การแสดงออกให้ถูกคนถูกที่ถูกเวลาถูกจุดประสงค์ อาจทำให้คุณเปลี่ยนความหัวร้อนราวฟืนไฟเป็นการจุดประกายความสร้างสรรค์น่าชื่นใจ
แม้แต่นักปราชญ์กรีกโบราณตัวเอ้อย่าง Aristotle ยังมองความโกรธเป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิตในงานเขียนชิ้นหนึ่งที่มีอายุกว่า 2,000 ปีชื่อ The Art of Rhetoric เขากล่าวว่า “มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะก้าวร้าวอย่างถูกที่ถูกเวลาและถูกคน” แม้เวลาผ่านไปนานนับพันปี แต่นักจิตวิทยายุคโมเดิร์นหลายคนยังพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยว่าอริสโตเติลเขียนไว้ไม่เลวทีเดียว
เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับความไม่ชอบธรรมคุณคงไม่ปล่อยให้มันดำเนินไปคุณอาจโกรธผู้นำประเทศห่วยๆที่ไม่มีวุฒิภาวะสักกระผีกโกรธโลกที่มันเหลื่อมล้ำเสียเหลือเกินเราอาจเดินขบวนประท้วงเรียกร้องสิทธิเพื่อเพื่อนมนุษย์ความก้าวราวสามารถเปลี่ยนเป็นพลังที่จะเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน
คุณจะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์มนุษย์มีการส่งผ่านความเปลี่ยนแปลงผ่านความก้าวร้าวหากทุกคนนิ่งดูดายผู้หญิงอาจไม่มีสิทธิได้เรียนหนังสือเช่นในอดีตเราอาจจะยังเห็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็กเป็นเรื่องรับได้ความน่าสนใจอีกอย่างของการสำรวจคนที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวอย่างถูกจังหวะและวาระไม่ได้ตอกย้ำว่าพวกเขาเป็นมนุษย์เจ้าอารมณ์ตรงกันข้ามพวกเขากลับมีคะแนนด้านความฉลาดทางอารมณ์สูง (emotional intelligence)
ในโลกของธุรกิจไม่สามารถปฏิเสธความก้าวร้าวได้เลยนักเจรจาต่อรองที่มากประสบการณ์มักใช้ความตึงในการรักษาผลประโยชน์พวกเขารู้จักงัดข้อดีของมันออกมาใช้มหาวิทยาลัยธุรกิจชั้นนำระดับโลกอย่าง INSEAD ที่มีแคมปัสในฝรั่งเศส ยังมีการอบรมการใช้ความก้าวร้าวในฐานะเครื่องมือในการเจรจาต่อรองอันเด็ดขาด
ความก้าวร้าวในวันนี้ของคุณอาจสร้างบาดแผลที่ตัวเองยังเกลียดชังแต่ความก้าวร้าวเพื่อผู้อื่นและปกป้องพวกเขาจากความอยุติธรรมยังเป็นสิ่งที่สังคมต้องการอย่างยิ่งยวด
คนที่เปลี่ยนความก้าวร้าวให้เป็นพลังขับเคลื่อนได้สำเร็จอาจเพราะพวกเขาไม่สามารถเมินเฉยต่อความอยุติธรรมของโลกใบนี้ได้นั่นเอง
อ้างอิง
Optogenetics, sex, and violence in the brain: implications for psychiatry





