‘อี๋เหม็น’ตัวรองในโฆษณาทำหน้าไม่สู้ดีเมื่อดมกลิ่นอับๆ ใต้วงแขนเธอมองซ้ายมองขวาไปสบตากับคนรอบข้างที่แสดงสีหน้าออกจะรังเกียจยิ่งตอกย้ำให้ตัวรองผู้น่าสงสารรู้สึกไม่มั่นใจท่ามกลางผู้คนตัวเอกในโฆษณา (ที่ดูขาวใสกว่าหน่อย) ก็โผล่มาด้วยผลิตภัณฑ์โรลออนใหม่ในมือเจ้าสิ่งนี้ช่วยมอบกลิ่นที่น่าหลงใหลกลบกลิ่นที่น่าอับอายสร้างวงแขนขาวนวลน่าอัศจรรย์แล้วทั้งสองก็จูงมือกันไปในฝูงชนด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
โลกเปิดรับฉันแล้วเพราะฉันมีกลิ่นที่โลกยอมรับ…
ผมต้องหรี่เล็กด้วยความสงสัยทุกครั้งเมื่อโลกโฆษณาผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นดิ้นไม่หลุดกับพล็อตทำนองนี้ผลักให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องวิตกกังวลกับกลิ่นของตัวเองทั้งที่เมื่อก่อนอาจไม่เคยเป็นปัญหาใหญ่แต่พอโฆษณาฉายบ่อยๆ เข้าก็อดไม่ได้ที่จะดมเช็กระดับความเหม็นว่ากลิ่นตัวเราอยู่ในเลเวลที่ทำให้สังคมปฏิเสธแล้วหรือยังอย่างน้อยๆ คุณก็มีมาตรฐานความเหม็นของตัวเองว่าถ้าเหม็นเบอร์ไหนจะไม่กล้าฝ่าดงผู้คนหรือเบอร์ไหนที่ตุๆ พอรับได้แค่ไม่กางแขนออกเป็นพอ
ทำไมมนุษย์จึงพยายามกลบกลิ่นของตัวเองนักทั้งที่กลิ่นกายเป็นช่องทางการสื่อสารที่เรามองข้ามไปหลายศตวรรษกลิ่นเป็นภาษาชั้นยอดที่เราสื่อสารกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากไม่ต้องใช้เสียงไม่ต้องใช้ตาแต่รับผัสสะทางเคมีซับซ้อนผ่านจมูก กลิ่นกายของพวกเราเป็นอีกหลักฐานทางวิวัฒนาการช่วงหลายล้านปีที่ช่วยให้เรามีชีวิตรอดส่งต่อให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน
หากวันนี้คุณยังไม่ได้ปรุงแต่งกลิ่นตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์ใดๆผมอยากให้คุณลองดมกลิ่นกาย ‘ตัวเอง’แล้วอ่านบทความนี้ไปเรื่อยๆจดจำกลิ่นดั้งเดิมสุดออริจินอลของคุณไว้เราน่าจะมีเหตุผลพอที่เผยให้เห็นว่ากลิ่นกายของคุณเองนั้นอุดมไปด้วยความมหัศจรรย์ซ่อนอยู่
‘กลิ่นกาย’การสื่อสารอัตโนมัติแห่งชีวิต
มนุษย์มีกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์คุณและผมก็มีกลิ่นคนละแบบแม้แต่ฝาแฝดแท้ๆ ก็ยังมีกลิ่นที่ไม่เหมือนกันกลิ่นกายที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เรารู้สึกมักคุ้นกับสิ่งต่างๆช่วยให้จดจำผู้คนความคุ้นเคยค่อยๆ ก่อสร้างรากฐานเป็นหน่วยครอบครัวช่วยในการเกี้ยวพาราสีหาคู่ครองและพาเราหลีกหนีจากภัยอันตรายความเจ็บป่วยโรคติดต่อแม้กระทั่งความรุนแรงและโทสะก็ยังมีกลิ่นเฉพาะตัว
มีนักวิจัยจากสถาบัน French National Centre for Scientific Research (CNRS) เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ที่วันๆ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของกลิ่น Camille Ferdenzi นิยามกลิ่นกายของมนุษย์ว่ามีความซับซ้อนในการสื่อสาร ถึงขั้นเป็น ‘ภาษา’ที่รุ่มรวยมากกว่าที่พวกเราคาดคิด
แต่ในหน้าประวัติศาสตร์โลกนั้นมนุษย์กลับพยายามหากลวิธีในการกลบกลิ่นกายไม่ว่าจะเป็นการขัดถูพรมน้ำหอมใช้สารต่างๆ เพื่ออำพรางกลิ่นดั้งเดิมจนอาจกล่าวได้ว่าในทุกๆ วัน พวกเราพยายามหาทางควบคุมภาพลักษณ์ทางกลิ่น (olfactory image) ของตัวเองอยู่เสมอทั้งๆ ที่กลิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร
เราเหม็นน้อยลงก็จริงแต่ค่อยๆ สูญเสียผัสสะทางการดมกลิ่นลงไปเรื่อยๆนี่จึงเป็นความย้อนแย้งที่นักพฤติกรรมสังคมพยายามหาคำตอบ
กลิ่นของมนุษย์เริ่มติดตัวมาตั้งแต่เกิด
บทบาทของกลิ่นนั้นเริ่มตั้งแต่จุดกำเนิดแรกของคุณเลยก็ว่าได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดากลิ่นอาหารที่แม่กินสามารถส่งผ่านไปยังลูกน้อยทางรกดังนั้นเด็กจึงได้ลิ้มรสอาหารเช่นเดียวกันกับที่แม่กินเด็กแรกเกิดมีความสามารถรับรู้กลิ่นนมแม่ได้แล้วสามารถคุ้นกลิ่นนมเพื่อตามกลิ่นไปกินนมได้ถูกที่เมื่อใกล้เต้านมเด็กจึงมีพฤติกรรมตอบสนองอัตโนมัติพร้อมดูด กลิ่นของแม่เองยังช่วยทำให้เด็กรู้จักแม่มากขึ้นเพราะดวงตายังไม่สามารถมองเห็นได้ถี่ชัดเด็กจึงต้องการกลิ่นในการระบุตัวตนของแม่

‘กลิ่นเด็ก’จึงเป็นอัตลักษณ์ที่สัตว์หลายสายพันธุ์ใช้ในการระบุว่า ‘นี่ฉันเป็นลูกเธอนะ’ทั้งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและอาณาจักรนกก็อาศัยการดมกลิ่นเพื่อจดจำลูกน้อยกลิ่นเด็กจะค่อยๆ จางหายไปในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังจากนั้นเด็กจะเริ่มมีกลิ่นอื่นๆ มาผสมเมื่อสัมผัสกับโลกภายนอกมากขึ้นร่างกายของเรามีกลไกทางเคมีที่ทำให้กลิ่นเปลี่ยนแปลงตลอดรวมไปถึงประสาทสัมผัสรับรู้กลิ่นก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะ ‘กลิ่นกาย’ (body odour หรือ BO) แม้กลิ่นใต้วงแขนของคุณออกจะเหม็นตุๆดูไล่ผู้ไล่คนจนเกือบเชื่อว่ากลิ่นใต้วงแขนเป็น ‘กลิ่นที่ขับไล่’แต่ทีมวิจัยกลับเผยว่ากลิ่นกายไม่ใช่กลิ่นที่ร้ายกาจหรือน่ารังเกียจในเชิงวิวัฒนาการ
เหตุผลแรกคือกลิ่นกายแม้ออกจะเหม็นบ้างแต่ไม่มีองค์ประกอบทางเคมีใดๆ ที่เป็นอันตรายเหมือนที่พบในของเน่าบูดไม่มีสารเคมีเป็นพิษเมื่อสูดดมกลิ่นกายมีองค์ประกอบที่เป็นกุญแจหลัก 3 ประการคือthiol, สเตียรอยด์และกรดอีกหลายชนิดสารเคมีเหล่านี้ไม่มีกลิ่นในตัวมันเองแต่แบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังคุณต่างหากที่มีปฏิกิริยาต่อสารเคมีและปล่อยกลิ่นออกมา
แบคทีเรียในสกุล Corynebacterium พบได้มากในเพศชาย สร้างกลิ่นฉุนและแบคทีเรียสกุลStaphylococcus ที่ให้กลิ่นฉุนน้อยลงมาหน่อยเมื่อเราเหงื่อออกมากๆ ร่างกายจะปล่อยสารเคมี 3 กลุ่มที่เป็นอาหารให้เหล่าแบคทีเรียกินระหว่างนั้นพวกมันก็ปล่อยกลิ่นออกมาเป็น by product มีงานวิจัยประเมินว่ากลิ่นที่แบคทีเรียปล่อยออกมาสามารถแบ่งประเภทได้มากถึง 10,000 กลิ่น ซึ่งมีความซับซ้อนมากทีเดียว และทักษะการดมกลิ่นของมนุษย์ในอดีตก็มีประสิทธิภาพมากที่สามารถแยกแยะกลิ่นได้ถึง 3 พันล้านกลิ่น ซึ่งถูกจัดอันดับอยู่ในระดับสูงมากเป็นรองเพียงแค่สุนัขเท่านั้น

แม้เราจะไม่ค่อยได้ใช้ทักษะการดมกลิ่นเหมือนเพื่อนต่างสายพันธุ์ (คุณคงไม่ถึงขั้นดมก้นเพื่อทำความรู้จักเพื่อนใหม่แบบสุนัขไช่ไหม) แต่พฤติกรรมดั้งเดิมก็ยังคงหลงเหลืออยู่ เรายังชอบดมกลิ่นคนอื่นๆ แบบเนียนๆจมูกจดจำกลิ่นของคนใหม่ๆ ที่เพิ่งพบได้ดีกว่าน้ำเสียงพูดและเรายังเผลอดมมือตัวเองหลังจากจับมือทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ อย่างไม่รู้ตัวซึ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมดั้งเดิมที่ลดทอนมาสู่ปัจจุบัน
อย่างนี้เราจะมีกลิ่นกายที่ทำให้เป็นที่นิยมได้ไหมหรือพัฒนาเป็นฟีโรโมนเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามแม้จะมีความพยายามทดลองหรือจำลองกลไกนี้ในทางวิทยาศาสตร์แต่ยังไม่มีผลการทดลองใดๆ ที่ยืนยันว่าสามารถสร้างกลิ่นแบบ ‘ยาเสน่ห์’ (love potion) ได้จริงกลิ่นที่ใกล้เคียงที่สุดในนัยนี้คือกลิ่นกายระหว่างแม่และลูกอันเป็นกลิ่นที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวได้รวดเร็วที่สุดและน่าจะนิยามว่าเป็นกลิ่นเสน่ห์ที่มีประสิทธิภาพเท่าที่มนุษย์สร้างได้
อะไรทำให้ความสำคัญของกลิ่นในมนุษย์ลดลงเรื่อยๆ
นอกเหนือจากเรื่องความผูกพันแล้วกลิ่นกายยังสื่อสารความรู้สึกที่เฉพาะเจาะจงตั้งแต่ความกลัวความเครียดและความวิตกกังวลงานวิจัยในปี 2017 มีการทดลองกับนักกระโดดร่มดิ่งพสุธา ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างเหงื่อของอาสาสมัครที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและต้องฝึกกระโดดร่มครั้งแรกเหงื่อของพวกเขามีสารเคมีพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก 29 สารเป็นสารที่ในยามปกติจะไม่มี ซึ่งสารเหล่านี้จะออกมาเฉพาะเวลาที่ร่างกายอยู่ในภาวะวิตกกังวลเท่านั้นหรือน้ำตาเองก็มีกลิ่นเฉพาะตัวเช่นกันที่มีผลทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชายลดน้อยลงจะเรียกว่า ‘แพ้น้ำตา’ก็ไม่ผิดนักถ้าหนุ่มเห็นหยดน้ำตาของหญิงสาวก็มีอันแพ้พ่ายไป ซึ่งก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเช่นกัน
แล้วอะไรที่ทำให้ความสำคัญของกลิ่นในมนุษย์ลดลงเรื่อยๆทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจคือการมาของ ‘ภาษา’ ที่ทำให้การสื่อสารด้วยกลิ่นมีความสำคัญลดลงเช่นในกรณีของภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่มีคลังคำเกี่ยวกับกลิ่นน้อยมากเมื่อเทียบกับชนเผ่าUmpila ชนพื้นเมืองออสเตรเลียที่ยังดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่าวิถีชีวิตของพวกเขายังต้องพึ่งพาทักษะการดมกลิ่นอยู่เสมอทำให้ชนเผ่านี้มีคลังคำเกี่ยวกับกลิ่นเยอะมากถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษสมัยใหม่พวกเขามีคำที่บรรยายลึกซึ้งถึงกลิ่นธรรมชาติกลิ่นลมร้อนกลิ่นลมฝนกลิ่นของความแห้งแล้งและกลิ่นของความอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติสร้างกลิ่นออกมาภายใต้ปรากฏการณ์ต่างๆที่หากจำแนกออกได้ละเอียดเราก็สามารถคาดคะเนปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้
ภาษาค่อยๆ ทำให้ผัสสะในการวิเคราะห์กลิ่นของเรามีข้อจำกัดถูกตีกรอบให้แคบลงจนเหลือนิยามไม่มากนักกลิ่นกายของพวกเราจึงเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมของมนุษย์ที่ใช้สื่อสารกันก่อนที่จะมีเครื่องมือใหม่ๆ มาทดแทนแม้มันอาจดูมีความสำคัญลดลงไปบ้างตามวิวัฒนาการสังคมแต่ทักษะนี้ไม่เคยหายไปไหนยังคงพร้อมรับใช้อยู่หากฝึกฝนและไม่ละทิ้งไป
สูดดมกลิ่นอย่างถี่ถ้วนจำแนกกลิ่นของคุณเองให้ละเอียดถึงแม้กลิ่นตัวคุณจะเหม็นบ้างแต่ก็ไม่ได้มีนัยเพียงแค่หอมหรือเหม็นเพราะกลิ่นยังแฝงฝังอัตลักษณ์บางอย่างที่ร่างกายพยายามสื่อสารออกมาทั้งโรคภัยไข้เจ็บการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์
ถ้ายอมให้หนึ่งวันที่ร่างกายคุณไม่ต้องปรุงแต่งกลิ่นใดๆ เพื่อกลบตัวตนที่แท้จริงอย่างน้อยพวกเราอาจรับฟังร่างกายได้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นก็ได้เหม็นนิดเหม็นหน่อยจะเป็นไรไปก็มันออริจินอลของตัวคุณนี่นา
อ้างอิง
Kin recognition : An overview of conceptual issues, mechanisms and evolutionary theory
Variability of Affective Responses to Odors : Culture, Gender, and Olfactory Knowledge





