คุณกลัวความแก่เฒ่าไหม จินตนาการถึงตัวเองไว้อย่างไรหากล่วงเข้าสู่วัยสูงอายุ
ยิ่งเราเติบโตขึ้นเซลล์ร่างกายก็จะแบ่งตัวเรื่อยๆจนความยาวของทีโลเมียร์ (telomere) หดสั้นลงจุ๊ดจู๋ถึงขั้นเสื่อมสภาพและเซลล์นั้นก็ตายไปนี่จึงเท่ากับร่างกายของเราเดินทางสู่ความเสื่อมอันยากจะหวนกลับเมื่อเราหยุดความแก่ไม่ได้พวกเราจึงปล่อยให้อายุกลืนกินปิดกั้นผัสสะรอบกายจากประสบการณ์ใหม่ๆแล้วก็บ่นอุบว่า“ฉันแก่แล้วจะให้ไปทำอะไรได้อีกแหละ”
อย่าเพิ่งถอดใจเช่นนั้นความคิดสร้างสรรค์ยังถูกจุดติดขึ้นได้เสมอแม้มนุษย์จะอยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เพราะงานวิจัยด้านประสาทวิทยาปัจจุบันพิสูจน์ว่ายิ่งสมองคุณแก่ความสร้างสรรค์ของคุณยิ่งเฉียบคมเหมือนมีดที่ถูกลับคมอยู่เสมอ
แม้มีดบิ่นไปบ้างตามกาลเวลาแต่มันไม่เคยสูญเสียคม
ผมรู้จักกับหญิงคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตการทำงานของเธอคือการอยู่ในตำแหน่งหนึ่งของระบบราชการไทยที่เธอไม่เคยเบนไปทำอะไรอย่างอื่นนอกจากงานที่ตัวเองรับผิดชอบงานอดิเรกก็ไม่มีใช้ชีวิตในรูปแบบซ้ำๆ มานานหลายปีจนกระทั่งวันหนึ่งผู้หญิงคนนี้มีโอกาสไปนั่งลองเล่นเปียโนในห้องอาหารของโรงแรมเธอกดไม่กี่คีย์ก็รู้สึกว่าชอบเสียงนุ่มๆ ของเปียโน
แม้ตลอดชีวิตเธอเคยได้ยินเสียงเปียโนที่คนอื่นเล่นมานับไม่ถ้วนแต่ครั้งนี้เธอเพิ่งได้ยินเสียงโน้ตที่กดแป้นคีย์ด้วยตัวเองวินาทีนั้นเองที่เธอได้แรงบันดาลใจครั้งสำคัญ
หลังจากนั้นเธอสนใจเล่นเปียโนอย่างจริงจังขนาดไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวครูฝึกสอนยังตกใจเมื่อนักเรียนดนตรีมือใหม่มีอายุถึง 67 ปี
ใครๆ ต่างก็เรียกเธอว่า ‘พี่ประภา’หลังจากเกษียณจากราชการแล้วเธอแบ่งเวลาฝึกฝนทักษะด้านดนตรีจนปัจจุบันพี่ประภาเล่นเปียโนได้ดีและยังคงไปเล่นเปียโนตามโรงพยาบาลโรงแรมโดยได้ค่าจ้างนิดๆ หน่อยๆพอให้หัวใจเริงร่า
พี่ประภาเพิ่งมาค้นพบพรสวรรค์ของตัวเองในวัย 67 ปี หรือจริงๆ แล้วเราทุกคนมีพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่
ก่อนหน้านี้เราเชื่อกันว่าความแก่ชราคือศัตรูตัวฉกาจของสมองจากองค์ความรู้ที่ส่งต่อกันมาว่าสมองมนุษย์ทำงานในจุดพีคสุดราวช่วงอายุ 30 ปีพอถึงช่วงต้นๆ 40 ปีกิจกรรมสมองเริ่มลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งอายุ 70 ปีสมองจะสูญเสียศักยภาพในการรับรู้สิ่งใหม่ๆทำข้อมูลตกหล่นหรืออีกนัยหนึ่งคือขุนไม่ขึ้นเข็นไม่ไป หรือวลีที่คนไทยติดปากว่า “ไม้แก่ดัดยาก” อะไรประมาณนั้น
แนวความคิดนี้ฝังรากลึกในกระบวนทัศน์ของพวกเราทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากเลือกที่จะหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่เพราะกลัวว่าตัวเองจะเป็นอุปสรรคใช้ขีดจำกัดทางชีวภาพเพื่อบ่ายเบี่ยง
แต่ในระยะหลังเมื่อเรามีวิทยาการแพทย์ที่รุดหน้าขึ้นบรรดานักประสาทวิทยากลับพบว่าแม้ว่าคุณจะเลยอายุ 30 ปีหรือปาไป 60 ปีสมองกลับมีความยืดหยุ่นกว่าที่เราเคยปรามาสไว้สมองไม่ได้สูญเสียศักยภาพและยังหิวกระหายการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดี
แม้ในแง่หนึ่งของมิติด้านความทรงจำผู้สูงอายุอาจมีความทรงจำระยะสั้น (short-term memory) ที่แม่นยำน้อยกว่าเมื่อเทียบกับหนุ่มสาวต้องใช้เวลาในการนึกคิดสักครู่แต่สมองพร้อมเปิดรับข้อมูลและมี cognitive function รับ-ส่งจากผัสสะต่างๆที่ตัวเลขอายุไม่ได้เป็นอุปสรรค
ที่น่าสนใจไปมากกว่านั้นคือหากผู้สูงอายุเรียนรู้ทักษะใหม่พวกเขาจะถอดใจน้อยกว่าหนุ่มสาวเพราะความยืดหยุ่นต่อการลองผิดลองถูกมีอุปนิสัยที่พัฒนาจนนิ่งระดับหนึ่ง (temperament) เหมาะสมต่อการเรียนรู้เวลาทำอะไรแล้วผิดพลาดจะรู้สึกรำคาญตัวเองน้อยกว่าทำให้ลองผิดลองถูกไปได้เรื่อยๆเช่นเดียวกับกรณีของพี่ประภานักเปียโนสูงอายุเธอยอมรับเองว่าในช่วงเรียนเปียโนแรกๆ เธอเรียนรู้ค่อนข้างช้ากว่าเด็ก 10 ขวบแต่ด้วยมีความตั้งใจอย่างสม่ำเสมอและไม่รู้สึกรำคาญตัวเองระหว่างกดคีย์ผิดทำให้เธอค่อยๆ เล่นจนจบเพลงได้
สิ่งนี้เองที่ตรงกับนักประสาทวิทยาค้นพบว่า กระบวนการแก่ชรา (aging process) ไม่ได้เป็นอุปสรรคการเรียนรู้ทักษะใหม่แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถกลับไปเรียนรู้แบบเด็กได้สมองของเด็กช่วงปฐมวัยอยู่ในภาวะพร้อมเติบโตเต็มที่ใช้พลังงานสูงเพื่อเตรียมรับ input ที่ถาโถมเข้าทุกผัสสะแบบล้นทะลักทำให้สมองจำเป็นต้องประมวลผลเร็วการเรียนรู้ที่รวดเร็วจึงตามมาแต่ในกรณีสมองผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระกิจกรรมที่เซลล์ใช้พลังงานหนักๆ ลดลงดังนั้นการเรียนรู้ของผู้สูงอายุจึงอาศัยความต่อเนื่องค่อยเป็นค่อยไป วินาทีต่อวินาทีดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอราวกับสมองมีกาวที่เชื่อมประสานไว้ด้วยกัน
‘กาว’ในที่นี้คือ ‘เซลล์เกลีย’ (glial cell) ที่เป็นเครือข่ายช่วยเกื้อหนุนค้ำจุนเซลล์ประสาทไว้ (คำว่า glia มาจากรากศัพท์ภาษากรีกที่แปลว่า glue หรือกาว) นิยามโดยนักกายวิภาคชาวเยอรมันตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เซลล์เกลียนี้ยังมีหน้าที่เป็นแหล่งอาหารรักษาภาวะ homeostasis สร้างเยื่อไมอีลินห่อหุ้มแอ็กซ็อน (axon) และถ่ายทอดสัญญาณประสาทเราคงได้ยินชื่อ ‘ปลอกไมอีลิน’(myelin sheath) บ่อยๆ ในเรื่องพัฒนาการเด็กแต่ในผู้ใหญ่เองปลอกไมอีลินก็ยังมีความสำคัญไม่น้อย
มีงานวิจัยที่เกี่ยวพันกับการศึกษาปลอกไมอีลินด้วยการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) พบว่าผู้สูงอายุ 50-60 ปีที่สุขภาพดีมีกิจกรรมทำสม่ำเสมอยังมีปลอกไมอีลินที่หนาแน่นบริเวณสมองกลีบหน้า (frontal lobe) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซึ่งแตกต่างจากคนที่แอ็กทีฟน้อยหรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางสมองที่ปลอกไมอีลินบางลงแม้จะมีอายุเพียง 45-50 ปีเท่านั้น
การกินอาหารที่ดีและมีกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอช่วยส่งเสริมให้ปลอกไมอีลินหนาขึ้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาสะสมทุกวันมันอาจไม่ได้เป็นภาวะEureka ที่อยู่ๆ วันหนึ่งคุณก็ตะโกนออกมาว่าฉันค้นพบทักษะใหม่ที่ซุกซ่อนแบบปุบปับเพราะในความเป็นจริงแล้วการค้นพบทักษะใหม่เสมือนการเติบโตของรากไม้ที่ค่อยๆ ชอนไชจากส่วนหนึ่งไปยังส่วนหนึ่ง
กิจกรรมที่สร้างสรรค์หลายรูปแบบที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีส่วนช่วยด้านพัฒนาการสมองในทุกกลุ่มอายุคือการเล่นดนตรีการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะและทักษะการอ่านหรือเขียนภาษาที่ 2 ขึ้นไปโดยทีมวิจัยพบว่าผู้ที่เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ อยู่เสมอลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ได้ถึง 4 ปีกว่าคนที่พูดแค่ภาษาเดียว
ความสร้างสรรค์ที่ต่อยอดในช่วงสูงวัยยังนำไปสู่การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวกระตุ้นให้กระหายออกไปสำรวจขอบเขตของศักยภาพตัวเองได้อีกเพราะวิวัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายเผ่าพันธุ์แล้วตายไปเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้คุณจะไม่ประสบความสำเร็จเลยในสายตาของคนอื่น แต่ทุกการพยายามทิ้งร่องรอยไว้ในกระบวนการที่สมองได้ประมวลผลที่อาจนำไปปรับใช้ในมิติอื่นๆ
ความสร้างสรรค์จึงเป็นกระบวนการที่เป็นสามัญและธรรมชาติที่สุดของมนุษย์
เรามักกล่าว ‘เกิดแก่เจ็บตาย’เป็นของธรรมดาแต่ผมอยากเพิ่ม ‘ความคิดสร้างสรรค์’ เข้าไปด้วยอีกอันเพราะมนุษย์นั้นไม่สามารถหยุดสร้างสรรค์ได้
อ้างอิง
Conscientiousness, Dementia Related Pathology, and Trajectories of Cognitive Aging





