สนทนาหลังฉากภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะ ‘อุ้ย – รัชฏ์ภูมิ’ ผู้กำกับโคตรห่ามฮาในอาร์ต

“พี่! ผมถามหน่อยว่าทำอย่างไรให้เครื่องดูดฝุ่นมันมีชีวิตอะ” หนุ่มร่างผ่ายผอมอุ้มเครื่องดูดฝุ่นสีแดงแจ๊ดแจ๋เดินผ่านหน้าผู้กำกับ

“กูเชิญวิญญาณทีมอาร์ตมาเข้าสิง” ดวงตาใต้แว่นหนาสีฟ้าครามมองด้วยสายตาเมินเฉย แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะครืนให้คนทั้งห้อง รวมถึงผู้เขียนเช่นกัน จากคาแรกเตอร์เจนจัดของผู้กำกับก็ไม่แปลกนักที่ภาพยนตร์ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ จะถูกนิยามเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายหน้าตายจากผู้ชม ก็เขาเล่นใส่ความเป็นตัวเองลงไปในบทได้อย่างถึงเครื่องซะขนาดนี้

“ผมว่าคุณโดนแล้วล่ะครับ” 

“โดนอะไรคะ” 

“โดนผีหลอก”

เทรลเลอร์เปิดฉากขึ้นด้วยการใส่เสียงตัวละครแบบโมโนโทน ก่อนภาพจะตัดไปยังเครื่องดูดฝุ่นที่ค่อยๆ ขยับล้อเคลื่อนไหวในความเงียบด้วยตัวเอง มันเดินได้ไม่ต่างจากคน! เพราะวิญญาณเมียของพระเอกที่เสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 เข้าสิงของใช้ชิ้นนี้ ทำให้โลกของวิญญาณและโลกของคนถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน จนแม่พระเอกทนเห็นไม่ได้ “หยุดเอากับเครื่องดูดฝุ่นได้แล้ว” เธอพูดกับลูกด้วยเสียงโมโนโทน

ไม่กี่วันหลังเข้าโรงฉาย ผีใช้ได้ค่ะก็ถูกกรอกให้เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุขนาฏกรรมมืดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกรอก เอาเป็นว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขันแล้วกัน ผู้กำกับบอก หรือหากอยากเข้าใจให้มากขึ้นอีกว่าเขาตั้งใจทำภาพยนตร์ประเภทไหน “เราไม่อยากทำหนังให้ดูเป็นหนังดี เรียบร้อย คนจะนึกภาพว่าหนังดี หนังรางวัลควรจะเป็นแบบนี้ เรารู้สึกอยากทุบภาพตรงนั้น แบบไอ้เหี้ยไอ้ห่า ไอ้ห่าไอ้เหี้ยแต่ในขณะเดียวกันก็สวยนะ คือหมายถึงว่าถ้ามันเละไปหมด คนก็จะรู้สึกว่าแม่งทำไม่เป็นเลยว่ะ เราอยากให้มันดูตั้งใจทำ แต่ก็ดูมีความอิหยังวะเหลือเกิน อยากได้พลังงานแบบนั้นในหนัง” 

แล้วพลังงานเหล่านี้เองก็ทำให้ภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ชนะรางวัลยอดเยี่ยม Critics’ Week ที่เมืองคานส์ โดยมี ‘อุ้ย – รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค’ เป็นผู้กำกับและเขียนบท

ภาพยนตร์หลั่งจากกาย

อุ้ยทำภาพยนตร์ประเภทไหนมาก่อนภาพยนตร์ ‘ผีใช้ได้ค่ะ’

เราทำหนังสั้นมาก่อน ผีใช้ได้ค่ะเป็นหนังยาวเรื่องแรก ก่อนหน้านี้ทำหนังสั้นในวิชาเรียน หลังเรียนจบก็ไม่ได้คิดว่าจะเอาดีด้านการทำหนังต่อ เหมือนตอนเรียนเรารู้สึกว่าการออกกองมันน่าเบื่อจัง มันเหนื่อย ใช้พลังงาน ต้องรอตำแหน่งนู้นนี้ เราอาจจะไม่เหมาะมั้ง พอเรียนจบก็อยากเป็นอาจารย์ด้านภาพยนตร์ ซึ่งก็จำเป็นต้องไปเรียนต่อเพื่อจะกลับมาสอนได้ แต่ที่บ้านไม่มีทุนส่งเราเรียนต่อขนาดนั้น ก็กลายเป็นว่ามาทำงานเขียนบทโทรทัศน์ เขียนซีรีส์ แล้วจู่ๆ วันหนึ่งเห็นมีงานประกวดหนังสั้นหัวข้อที่เราคิดว่าเราน่าจะคิดได้ ก็เลยชวนเพื่อนพี่น้องมาทำอะไรง่ายๆ ด้วยกัน เราก็รู้สึกเอนจอยดี เพราะเป็นกองเล็กๆ หลังประกวดมาก็พอจะมีคนชมบ้าง พอจะได้รางวัลมา ก็รู้สึกว่าเออ! มันก็ทำได้นี่ อย่างน้อยเสียงตอบรับกับเทศกาลหนังสั้นในไทยมันโอเค 

มันมีเกร็ดที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง น่าสนใจเปล่าวะ (หัวเราะ) ปี 2016 ภาพยนตร์รักที่ขอนแก่นของ ‘เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ เข้าฉายในเมืองไทย แล้วการฉายถัดจากนั้นที่ใกล้ที่สุดคือเทศกาลสิงคโปร์ จำได้ว่ามีคนไทยประมาณ 50 มั้งที่บินไปสิงคโปร์เพื่อดูรักที่ขอนแก่น บางคนบินเช้าเย็นกลับเลย เราเองก็ไปเหมือนกัน แล้วก็ได้เห็นสเปซกึ่งห้องเรียน กึ่งร้านขายของเกี่ยวกับหนัง แล้วก็เจอว่ามีคนเวิร์กชอปกันอยู่ อย่าง ‘โรส-พวงสร้อย อักษรสว่าง’ ที่ทำหนัง ‘นคร-สวรรค์’ กับ ‘อิฐ-ปฏิภาณ บุณฑริก’ ผู้กำกับ ‘Solids by the Seashore’ เขาก็เป็นคนไทยที่อยู่ในแก๊งเวิร์กชอปนั้น มันเป็นเวิร์กชอปฝึกเขียนบทให้คนทำภาพยนตร์ยาวเรื่องแรก เราก็เลยตระหนักว่ามันมีสิ่งนี้ มีแพลตฟอร์มที่จะไปต่อได้นะ ทำให้คิดว่าเราน่าจะขยายสิ่งที่ทำอยู่ให้เป็นภาพยนตร์ยาวได้ 

ผลงานภาพยนตร์สั้นของอุ้ยมีอะไรบ้าง

หลังเรียนจบเราทำเรื่อง ‘ของเหลวที่หลั่งจากกาย’ แต่เป็นหนังประหลาดๆ นิดหนึ่ง แล้วก็ ‘เสียงออกไม่ได้ในราชอาณาจักรทางภาษาของคุณ’ ที่ตอนแรกเห็นว่ามันมีประกวด คล้ายๆ กับ NGO ที่ทางเหนือ เขาให้โจทย์ทำเกี่ยวกับคนพลัดถิ่น แล้วเราก็มีไอเดียที่จะเล่าสิ่งนี้ เป็นยุคต้องไรต์แผ่นส่งไปรษณีย์เลย แต่เราไม่เข้ารอบ ก็สงสัยนะว่านี่แผ่นกูไปถึงไหมนะ (หัวเราะ) ตอนแรกก็เฟลที่ไม่เข้ารอบองค์กรนี้ เพราะขณะที่การประกวดเป็นแนวหนังหัวข้อเฉพาะ แล้วทำไมเราถึงยังไม่ติดเลย แย่แล้วล่ะ แต่มันดันไปเข้ารอบเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย เราก็เลยคิดว่าอืม ก็คงไม่แย่มั้ง 

ค่อยๆ ทำเรื่องต่อไปชื่อ ‘มะนีจันเปล่งเสียงไม่ได้ในทวิภูมิทางภาษาของคุณ’ ส่งมูลนิธิหนังไทยเหมือนกัน ถึงไม่ได้รางวัลอะไรแต่เข้ารอบ จำได้ว่าคนชื่นชอบประมาณหนึ่ง ส่วนในปีถัดมาเราทำ ‘แหม่ม แอนนา หัวนม มาคารอง โพนยางคำ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน’ อัปลงยูทูปไป ก็เกิดเป็นไวรัลเล็กๆ ขึ้น สุดท้ายก็ทำเรื่อง ‘อนินทรีย์แดง’ 

ไหนบอกว่าไม่ชอบทำงานในกอง

เราไม่ชอบอยู่ในกองในตำแหน่งอื่นมั้ง ตอนเรียนเคยมีวิชาที่คนทั้งรุ่นต้องถ่ายหนังสั้นด้วยกันเรื่องหนึ่ง แล้วก็แจกหน้าที่กัน เรารู้สึกเหนื่อย เคยถูกรุ่นพี่เกณฑ์ให้ไปเป็นเอกซ์ทราหนังด้วย เราอยู่ทั้งวันจนเที่ยงคืนตีหนึ่ง แล้วได้เงินกลับมาสามร้อย! ไม่เห็นสนุกเลย แต่พอเป็นคนกำกับมันรู้สึกสนุกอะ สนุกกับการกำกับงานตัวเอง ได้คิดอะไรอยู่เรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เราเป็นคนไม่อยากดีลกับคนเยอะ ฟังดูย้อนแย้งนะ

ตกลงแล้วเป้าหมายในการทำภาพยนตร์ของอุ้ยคืออะไร

ถ้าตอนทำหนังสั้นก็คงเหมือนนักเขียนที่คิดเรื่องขึ้นมาแล้วอยากเขียน อยากให้อะไรที่อยู่ในหัวออกมา ไม่ได้คิดเรื่องรายได้อะไรเลย แค่อยากทำเองเฉยๆ เพราะเรามีเรื่องจะเล่า แล้วก็เห็นว่ายังไม่มีใครเล่า พอทำเสร็จแล้วมีคนชอบประมาณหนึ่งก็ทำต่อ จริงๆ มันควรจะวางแผนนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นยี่สิบปลายๆ ยังมีความผลีผลาม ไม่แพลนเยอะ ตอนนี้อาจจะไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว 

การดูภาพยนตร์ส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของอุ้ยบ้าง 

เราว่ามันช่วยเป็นไอเดียให้เราได้ ตอนนี้อยู่ในจุดที่ดูหนังแล้วมันเป็นงานไปหมดเลย แต่ก็ยังเอนจอยอยู่ แค่คิดมากขึ้นว่าถ้าเราเป็นคนกำกับจะเลือกทางไหนดี เราชอบสิ่งนี้จัง ส่วนสิ่งนี้ไม่ชอบ เราดูหนังแล้วก็อยากเป็นคนทำหนังที่เก่งขึ้น 

ยกเรื่องโปรดมาให้ฟังหน่อย

ชอบ Three Colors: Blue ของ Krzysztof Kieślowski มาก แต่พอเป็นอาจารย์แล้วต้องเอาไปเปิดสอนเด็กก็ไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันแล้ว รู้สึกดูบ่อยเกินไป หนังเยอรมันก็เรื่อง Malina ของ Werner Schroeter, La Belle Noiseuse ของ Jacques Rivette, Dillinger e Morte ของ Marco Ferreri, Jeanne Dielman ของ Chantal Akerman ส่วนใหญ่จะชอบหนังยุโรป หนังเอเชียก็จะเป็น Death by Hanging ของ Nagisa Oshima, Good Men Good Women ของ Hou Hsiao Hsien

ฟื้นฝอยหาผี

อย่าง ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ ได้อินสไปร์มาจากภาพยนตร์เรื่องไหน

เยอะมากเลย เราชอบคอมโพสภาพ การใช้สี ความไม่เป็นธรรมชาติ ความหน้าตาย เป็นสิ่งที่เราหยิบจับมาจากงานที่เราชอบ เราอยากเห็นอะไรแบบนี้ในงานไทยที่ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป อยากเห็นเซตติงเมืองยุโรปในอากาศร้อน เราชอบภาษาหนัง วิธีคิดเกี่ยวกับว่าเราจะถ่ายอย่างไร เราจะให้นักแสดงประพฤติตัวอย่างไรหน้ากล้อง 

ได้ยินว่าใช้เวลาเขียนบท ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ นานถึง 7 ปีเลยเหรอ

ใช้เวลาเตรียมแล้วกัน เราเริ่มคิดเมื่อปี 2017 เขียนร่างแรกเสร็จปี 2020 ซึ่งร่างแรกกับร่างที่ใช้ถ่ายจริงก็ต่างกันเยอะ เราก็ปรับบทไปเรื่อยๆ จนถึงตอนเริ่มถ่ายในปี 2023 อย่างที่ว่าไป งานหลักของเราเป็นการเขียนบทละคร บทซีรีส์ทีวี ซึ่งมันดึงเอาเวลาไปเยอะมาก มันเลยยากที่เราจะมาโฟกัสกับบทหนังตัวเอง ก็เคยคุยกับโปรดิวเซอร์ว่าผมเขียนไม่เสร็จสักที แต่พอปี 2020 โควิดก็ลดลงแล้ว เราถึงได้เขียนร่างแรกจนเสร็จ แล้วก็เริ่มหาทุนได้ เพราะถ้าไม่มีบทก็ยากที่จะหาทุน เพราะทุนส่วนใหญ่ที่เราไปสมัคร เขาก็จะขอบทก่อน

ตอนนั้นคิดว่าถ้านายทุนได้อ่านบทเรา เขาจะสนับสนุนเราไหม

น่าจะไม่ (หัวเราะ) คือวิธีการหาเงินเรื่องนี้มันจะไม่เหมือนเรื่องอื่น ทุนโปรดักชันที่ได้มาก้อนแรกคือตอนเราไปเสนอกับเวิร์กชอปที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ได้ทุนมาอีกจำนวนหนึ่งจากสิงคโปร์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ เยอรมัน ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นทุนให้เปล่าเชิงวัฒนธรรมเลย พอได้มาแล้ว โปรดิวเซอร์ก็ค่อยไปหานายทุนไทยต่อ 

มองกำไรของภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไร

ไม่รู้ (หัวเราะ) มองไว้ว่าอาจจะยาก หนังมันไปขายที่ประเทศอื่นได้ประมาณหนึ่ง ซึ่งเราคิดว่ามันก็เป็นภาระของผู้จัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ แล้วล่ะ (หัวเราะอีกแล้ว) ว่าเขาจะเอาไปโปรโมตขายอย่างไรให้มันได้กำไรคืน ลึกๆ เราก็หวังว่าจะได้กำไรนะ แต่ถ้าเป็นหนังประเภทนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารายได้ควรจะต้องเป็นอย่างไร 

ถ้าเสิร์ช ‘ผีใช้ได้ค่ะ’ ใน Google มันจะขึ้นประเภทว่าเป็นแฟนตาซีสุขนาฏกรรมมืด ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงถูกจัดอยู่ในหมวดนี้

ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนกรอก เคยคุยกับเซลล์อยู่เหมือนกันว่าแนวหนังจะออกมาเป็นอย่างไรดี เรารู้สึกว่าแนวหนังมันเป็นสิ่งที่หนังจะสื่อสารกับคนดู เพื่อให้คนดูเข้าใจก่อนว่าตัวเองจะต้องเตรียมตัวเข้าไปเจอกับอะไร ก็ถกกันนิดหน่อยว่าจะเป็นสุขนาฏกรรมหรือคอเมดี ถ้าบอกคอเมดีไปเลย ก็ไม่ได้เป็นคอเมดีเพียวอีก ส่วนตัวก็ไม่ชอบด้วย เราเคยเขียนบทโทรทัศน์มาแล้วก็รู้สึกว่าจะเขียนตลกได้ดีกว่าถ้าเป็นตลกในดรามา เพราะความตลกมันเกิดจากความคาดไม่ถึง ในบทดรามาเราจะสามารถแทรกความตลกเข้าไปได้ง่ายเพราะพื้นหลังมันเป็นดรามา มันเลยตัดกับอารมณ์ขันได้ชัด แต่พอเขียนคอเมดีแล้ว มันจะมีความคาดหวังว่ามันต้องตลก มันเลยขาดความคาดไม่ถึง ก็ต้องเค้นว่าบรรทัดต่อไปต้องมีมุก มันจะไม่ค่อยตลก 

เราอยากทำหนังที่เป็นมิตรกับคนดู (Audience Friendly) แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่อยู่ในกระแสหลักคนจะชอบคิดว่าหนังอาร์ตมันยาก ต้องปีนกระได แต่เราอยากทำให้มันสนุก แค่ไม่ได้อยู่ในขนบที่กำหนดว่าต้องเล่าแบบนี้ ปูแล้วตบมุกแบบนี้ เรารู้สึกอึดอัด เพราะก็เคยต้องเขียนงานเชิงพาณิชย์ที่มันจะมีโจทย์ มีขนบให้ตามตลอด เราอยากสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของความบันเทิงแบบที่ไม่ต้องเล่าอยู่ในขนบก็ได้ อยากสร้างโจทย์ ไวยากรณ์ ภาษาของตัวเองขึ้นมาใหม่ 

กลับไปที่เรื่องแนวหนัง สุดท้ายก็เลือกกันว่าจะใช้คำว่าดาร์กคอเมดี เพราะตัวหนังมันก็ไม่ได้ตลกจ๋าแบบชัดๆ หนังมันมีความยอกย้อน เสียดสี ส่วนแฟนตาซีก็ใช่อีก เพราะมีผีเดินไปเดินมา แต่ถามว่าคำพวกนี้อธิบายหนังเรื่องนี้ได้จริงไหม ต้องบอกว่าอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น ถ้าพูดกันตรงๆ เปรี้ยงเดียวเลยคือมันก็เป็นหนังเทศกาล หนังอิสระ หนังอาร์ตเฮาส์ เอาเป็นว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขันแล้วกัน แต่ถ้าบอกคนดูทั่วไปว่าเป็นหนังอาร์ตที่มีอารมณ์ขัน คนก็อาจจะงงไม่เห็นภาพอยู่ดี มันก็อาจจะไม่เวิร์กในด้านการตลาดเท่าไหร่ 

อุ๊ย! นี่มันอุ้ยชัดๆ 

ปกติอุ้ยจะหัวเราะให้กับมุกแบบไหน

มุกเพื่อน มุกกะเทย 

คิดว่าเซนส์ตลกของตัวเองที่ใส่ในภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะมันถูกจริตกับคนไทยไหม

จริงๆ ก่อนเอาหนังเข้าไทย เรากลัวประมาณหนึ่งเหมือนกันว่าคนไทยจะฟีดแบกอย่างไร แต่พอผ่านไปสองสามวันก็ไม่กังวลเท่าไหร่ รู้สึกแค่ว่าน่าจะอยากได้เงินมากขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง (หัวเราะ) คือฟีดแบกมันโอเคมากกว่าที่คิดไว้เยอะเหมือนกัน บทจะตลกก็ตลก ช่วงดาร์กคนก็ทัชกับมัน ก็รู้ดีว่าไม่ใช่หนังที่จะทำเงินได้ตั้งแต่แรกหรอก แต่ได้อีกหน่อยก็ดี 

ตามฟีดแบกจากโซเชียลมีเดียเยอะเหรอ

เยอะ แต่ตอนนี้ปิดเฟซบุ๊กไปแล้ว เดี๋ยวไม่ทำงานทำการ (หัวเราะ) สมมติคอมเมนต์มีดีสิบ มีหนึ่งอันไม่ดีก็จะเอามันมาก่อกวนในใจ งั้นช่วงนี้ก็ลบแอปทิ้งไปก่อนแล้วกัน ความคิดเห็นมันก็หลากหลาย บางคนอาจจะไม่ชอบที่ประเด็นการเมืองมันโดด ขณะที่บางคนชอบครึ่งหลังที่จั๊มขึ้นจุดพีกที่เป็นการเมืองเยอะ แต่ในต่างประเทศเท่าที่เห็นเขาจะมีปัญหากับช่วงครึ่งหลังประมาณหนึ่ง เราพบว่าคนดูไทยกับต่างชาติใช้กรอบมองหนังต่างกัน ฝรั่งเขาจะแบบทำไมฉันต้องแคร์ประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยด้วย พวกเขาจะสนใจประเด็นเรื่องว่าทุนนิยมทำให้มนุษย์กลายเป็นวัตถุอย่างไร แต่คนไทยจะสนใจเรื่องรัฐหรือผู้มีอำนาจเซนเซอร์ให้คนหายไป และทำให้คนถูกลืมอย่างไร

คนไทยจะแบบโห! หนังมันมุ่งไปสู่การพูดประเด็นนี้ได้ แต่ฝรั่งอาจจะรู้สึกว่านี่มันเป็นโลกที่หนึ่งด้วยมั้ง เพราะปัญหาที่พวกเขาดีลด้วยไม่ใช่ความรุนแรงโดยรัฐ แต่เป็นความรุนแรงของทุนนิยมที่สามารถลดทอนมนุษย์ได้อย่างไร ตอนนี้หนังก็กำลังฉายในฝรั่งเศส ความคิดจะมาคล้ายๆ กันเลย ชอบมีคำถามว่าเครื่องดูดฝุ่นหายไปไหนแล้ว เรานั่งอ่านคอมเมนต์ประมาณหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ! หรือว่ากูไม่ควรเลือกเวย์การดำเนินเรื่องแบบนี้วะ เราเลือกผิดหรือเปล่า แต่พอเอามาฉายในไทยถึงเออๆ ถูกแล้ว คนดูในไทยดูส่วนใหญ่ดูเปิดรับกับหนังได้ดี คนดูที่เราตั้งใจอยากให้มาดูก็คือคนไทยแหละ เรื่องหน้าอาจจะพยายามปรุงให้ใครดูก็ได้มากกว่านี้ งานจะได้เข้าถึงคนได้มากขึ้น 

เมื่อเจอคอมเมนต์ลบๆ แล้วเสียงในหัวเราตอบว่าอะไร

อีดอก! ทำให้มึงถูกใจไม่ได้ (หัวเราะ) ก็มีหงุดหงิดแหละครับ แต่มันก็แฟร์ดี เราคิดทั้งว่าเราทำให้เขาชอบทั้งหมดไม่ได้ 

ภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะสำหรับอุ้ยแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นอย่างไร

เวลาทำหนังสั้น กองจะเล็ก คนหนึ่งทำหลายหน้าที่ ในจุดหนึ่งก็รู้สึกว่ามันง่ายในแง่ที่ว่าโปรดักชันใหญ่แล้วจะมีคนทำให้ อะไรที่ไม่ถนัดก็จะมีคนเซตให้ เราแค่มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์แล้วเลือก แต่หลังจากนั้นคือการวิ่งมาราธอนที่ยาวนานและกดดันมาก หลายครั้งเขารอเราตัดสินใจ ในฐานะผู้กำกับก็ต้องรีบคิด ไม่อย่างนั้นกองจะเลต มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปอีก มันยากกว่าหนังสั้น 

เราว่าช่วงหาเงินอะเหนื่อย แต่ระหว่างถ่ายอยู่ก็รู้สึกว่ามันต้องมีบ้างแหละ คนกลุ่มหนึ่งบนโลกใบนี้ที่ชอบโปรเจกต์เรามากพอจนให้เงิน ช่วงที่ต้องหาเงินมันเป็นช่วงสุญญากาศนะ มันจะมีหนังหรือไม่มีได้ตลอดเวลาเลย ถ้าเราสมัครทุนไปแล้วโดนปฏิเสธรวดเดียวเป็นสิบครั้ง เราก็คงคิดว่าหรือเราไม่ควรทำดี ซึ่งช่วงหนึ่งก็โดนเยอะ คุ้นชินกับการเห็นหัวจดหมาย “ขอบคุณที่สมัครมาแต่ Unfortunately” (หัวเราะ)

การหาทุนคือพาร์ตที่หินที่สุดเหรอ 

สำหรับเราน่ะใช่ คนอยากทำหนังบนโลกใบนี้เยอะกว่ากองเงิน เราเคยไปเวิร์กชอปของเทศกาลเบอร์ลิน ไปแฮงก์เอาต์ในนั้น จัดทอล์ก จัดเลกเชอร์ ก็จะมีผู้กำกับ 50 – 60 คน เราจำได้เลยว่าวันแรกที่ไปเห็นข้าวเช้าเป็นบุฟเฟต์วีแกน ขนมปัง โยเกิร์ต และธัญพืช กูอยู่ได้อย่างไร (หัวเราะ) เราตักกินแล้วมองไปรอบๆ ก็คิดในใจว่าโห! คนที่มาเวิร์กชอปนี่ก็เหมือนกูเลย คนพวกนี้ตะเกียกตะกายจะทำหนังกันทั้งนั้นแหละ แล้วกูก็เป็นหนึ่งในนั้น สมัครกันมาเพื่อจะเข้าไปอยู่ในเน็ตเวิร์ก แล้วก็ได้ทำงานต่อกับมืออาชีพ ได้เข้าถึงแหล่งทุน เรารู้สึกว่าจำนวนคนทำหนังกับจำนวนทุนที่ให้ทำหนังมันไม่สัมพันธ์กัน ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าต้องหาเงินไปด้วยขณะทำหนัง ชีวิตหนึ่งจะทำได้สักกี่เรื่อง 

ถ้าไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมากขนาดนี้ คิดว่าภาพยนตร์ของอุ้ยจะออกมาดีอยู่ไหม

เราว่าเงินมาจากไหนมันสำคัญว่าหนังจะหน้าตาเป็นอย่างไรประมาณหนึ่งเหมือนกันนะ คือถ้าเรารวยเลย มีเงินทุนพร้อม ลงทุนเอง ทำหนังเองจนเสร็จได้ด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีนี้อาจจะทำให้ได้หนังอย่างรวดเร็ว เราแอบรู้สึกว่าหนังอาจจะไม่ดี เพราะระหว่างทางคนทำหนังอาจจะไม่ได้เจอแรงเสียดทาน ไม่ได้รับการขัดเกลา ซึ่งจะนำไปสู่การทบทวนตัวเองเรื่อยๆ การที่ถูกปฏิเสธเยอะๆ มันทำให้กลับมาคิดกับตัวเองว่าโปรเจกต์เรายังอ่อนแอในจุดไหนนะ เอามาพัฒนาได้เรื่อยๆ 

ตอนไปเวิร์กชอปสิงคโปร์แล้วชนะพิตช์ เราเหลิงใจจนทำให้ทรีตเมนต์ร่างต่อมาไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เพราะชนะเวทีแรกไปแล้ว แต่พอถูกปฏิเสธเยอะๆ ก็กลับมาคิดกับเนื้อหาเยอะมาก ซึ่งเวลาถูกปฏิเสธกรรมการเขาไม่มาคอมเมนต์นะว่าทำไม กลายเป็นการบ้านของคนทำหนังเอง เราคิดว่าถ้าเรามีเงินแล้วลงทุนได้เลย หนังมันอาจจะฟุ้งหน่อย เพราะไม่ได้ถูกขัดเกลามาจากข้างนอก การถูกปฏิเสธทำให้ได้ทบทวนงานตัวเองเยอะขึ้น

ใช้ได้ค่ะ

อย่างภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะทำให้อุ้ยทบทวนและรีเสิร์ชเรื่องอะไรมากที่สุด

เราอ่านไปเรื่อยมากตอนนั้น อ่านวรรณกรรมเรื่องผี ธีสิสที่ว่านักเขียนใช้ผีอย่างไร อ่านเรื่องการหลอน อดีตทิ้งรูปร่างอะไรไว้บ้าง รีเสิร์ชประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม อ่านแบบที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ 

เขียนเรื่องผีแล้วเชื่อเรื่องผีไหม

เราไม่มีเซนส์เลย ตอนไปออกกองก็มีโลเคชันหนึ่งที่ทีมงานเจอ แต่เราไม่ได้เจอ รู้สึกดีใจที่เราไม่มีเซนส์ (หัวเราะ) เราเชื่อมันในฐานะเครื่องมือมากกว่า ไม่ได้มองผีแบบเดอะโกสต์เรดิโอ แค่เชื่อว่าอดีตยังกระทำต่อปัจจุบัน มันจะนามธรรมขึ้นนิดหนึ่ง

อุ้ยมีวิธีการอย่างไรที่ทำให้เครื่องดูดฝุ่นในภาพยนตร์มีชีวิต 

ก็ต้องเป็นเรื่องดีไซน์ เครื่องดูดฝุ่นจะมีไฟสีขาวสว่างวาบตรงกลางตัว คนออกแบบทำมาให้เลือก 6 ตัวเลือก เราก็เอาตัวเลือกสองอันมาผสมกัน มันก็เลยมีวงแหวนเพิ่มขึ้นมา เวลาถ่ายหนังอยากให้ไฟมันวิ่ง เวลาถ่ายโคลสอัพจะได้มีอะไรขยับ เราค้นพบตอนหลังว่ามันมีปุ่มกดตรงกลางเครื่องด้วย เหมือนเป็นจิตวิทยาคนมั้งที่ต้องพยายามมองหาแพตเทิร์นของใบหน้าจากวัตถุ ซึ่งตอนแรกไม่ทันได้คิด ก็รู้สึกโชคดีที่มีไฟตรงกลางประหนึ่งเป็นดวงตา พอถ่ายแล้วก็จะพยายามให้ติดไฟตรงนี้ จะได้รู้สึกว่ามีการมองมาของวัตถุ แล้วเราก็เลือกว่าจะใช้สีอะไรกับวงแหวนบ้าง เพื่อให้เครื่องดูดฝุ่นมีอารมณ์เข้ามา เครื่องดูดฝุ่นนี้จะมีล้อที่บังคับวิทยุให้เดินได้ แล้วก็มีทีมงานใส่ชุดสีเขียวคอยทำให้ท่อขยับ 

ตัวละครไหนที่ใช้เวลาแคสต์นานที่สุด 

น่าจะกะเทยวิชาการกับสุมาลย์ คือบทกะเทยมีคนมาแคสเยอะมาก มีตัวเลือกเยอะมาก ‘บลาบูม-วิศรุต หอมหวน’ เป็นคนแรกเลยที่มาแคสต์ แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวเลือกแรกดีที่สุดแล้ว ส่วนสุมาลย์ยากตรงที่บทเล่นยาก เพราะต้องมีอารมณ์ขันหน้าตาย นักแสดงในรุ่นนั้นไม่ได้ถูกเทรนมาให้เล่นตลกแบบนี้ แม้แต่พี่ ‘อุ๋ม-อาภาศิริ นิติพน’ ที่เล่นเป็นสุมาลย์ ตอนเขามาเวิร์กชอปก็ตกใจว่ามันต้องเล่นอย่างไร ในหัวเขาเป็นตลกแบบตะโกนโหวกเหวก แต่เราบอกไม่ใช่ครับ เราว่ามันต้องหาวิธีการแสดงที่ไปกับบท

ยากไหมกว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจองค์ประกอบศิลป์ในหัวเรา 

ช่วงพรีโปรดักชัน เราเขียนเป็นเอกสาร เป็นเรียงความขึ้นมาเลยว่าเวิลด์บิลดิงของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มีคีย์เวิร์ดของตัวเอง อย่างเช่นอยากให้มันดู Painterly เหมือนจิตรกรรม ดู Theatrical ให้ตัวนักแสดงยืนนิ่งๆ โพสต์ท่าแล้วเห็นเต็มตัว พอถ่ายภาพไกลมันก็จะดูเธียเตอร์นิดหนึ่ง มีอีกอันที่ใช้บ่อยคืออยากให้หนังดู Elegant สง่างาม ภาพต้องสวยมากแต่ก็ต้องมีความ Perverse จัญรี้จัญไรอยู่ในนั้น หรือมีความจัญรี้จัญไรแต่ขณะเดียวกันก็สง่างาม เราไม่อยากทำหนังที่มันดูเป็นหนังดีไปเลย เราอยากทำหนังจัญไรแต่ว่าเออ! มันสวยนะ 

มีผู้กำกับชาวโปรตุเกสคนหนึ่งชื่อ ‘Joao Cesar Montiero’ เขาทำหนังเรื่อง ‘Recollections of the Yellow House’ เราจำได้ว่าฉากเปิดมันถ่ายเมืองสวยๆ มาเลย แล้วก็ใส่วอยซ์โอเวอร์เสียงหญิงชรา ซึ่งโดยภาพลักษณ์ของหนังอาร์ตน่าจะพูดเรื่องความทรงจำ แต่หญิงชราดันเล่าว่า “โอ้ย! โลนขึ้นหมอยฉัน ตายแล้ว ต้องเอาน้ำมันก๊าดมาราดแล้ว” (หัวเราะ) เรารู้สึกว่ามันช่างเป็นอารมณ์ที่ดีเหลือเกินที่สามารถแมตช์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ เราอ่านสัมภาษณ์ของผู้กำกับคนนี้ เขาบอกว่าอยากทำให้หนังดูไม่ซิเนมาติกเกินไป อย่างเขาเห็นตากล้องเฟรมภาพแล้วสวยไป เขาจะบอกไม่! ต้องถ่ายหนังเหมือนคนถ่ายไม่เป็น ถ่ายแต่กำแพง จัดแสงให้มันแบน เราว่าเราคงชอบปรัชญานี้ 

อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งคือเราสนใจในศิลปะแบบนาอีฟ เป็นศิลปะแบบหนึ่งที่จิตรกรมีเทคนิค วาดเก่ง ลงสีเป็น แต่เขาจะตั้งใจวาดให้เหมือนเด็กวาด แล้วเราชอบมาก ไม่อยากทำหนังให้ดูเป็นหนังดี เรียบร้อย คนจะนึกภาพว่าหนังดี หนังรางวัลควรจะเป็นแบบนี้ เรารู้สึกอยากทุบภาพตรงนั้น แบบไอ้เหี้ยไอ้ห่าไอ้ห่าไอ้เหี้ยแต่ในขณะเดียวกันก็สวยนะ คือหมายถึงว่าถ้ามันเละไปหมด คนก็จะรู้สึกว่าแม่งทำไม่เป็นเลยว่ะ เราอยากให้มันดูตั้งใจทำ แต่ก็ดูมีความอิหยังวะเหลือเกิน อยากได้พลังงานแบบนั้นในหนัง 

อะไรคือความกล้าที่ทำให้ถ่ายฉากเซ็กส์ในภาพยนตร์ออกมาดุดันขนาดนั้น

เรารู้สึกมันไม่ได้ดุดัน (หัวเราะ) เอาจริงไม่ได้รู้สึกว่าแรงอะไรเลย อาจจะเพราะเห็นหนังชาติอื่นที่หวาดเสียวกว่านี้ นี่หลบมุมมากแล้วนะ ไม่ได้โป๊มาก แต่โดยฟังก์ชันคิดว่าฉากนี้ต้องถูกดิสเทิร์บอย่างตัวละครกำลังฝันว่าร่วมรักอยู่กับแฟน แล้วจู่ๆ ก็มีคนเดินเข้าไปเห็น เหมือนมันไปแอบดูบ้านของคนอื่นอะ เพราะความฝันมันเป็นเรื่องปัจเจกมาก อีกฉากเป็นการส่งต่อระหว่างผีกับคนเป็นที่ผีบอกเล่าความเจ็บปวดผ่านเซ็กส์ เราว่าความรู้สึกส่งต่อมันเข้มข้น เป็นการเปรียบเปรยเหมือนอ่านหนังสือที่เรารับรู้อะไรบางอย่าง แล้วร่างกายก็ไปกับมัน ไม่ใช่แค่ทางจิตใจ เราว่ามันถูกออกแบบมาอย่างนั้น 

จำได้ว่าฉากที่เห็นตูดของตัวละคร เราบอกตากล้องว่าตูดคนนี้ต้องคุกคามคนดูสุดๆ นะ (หัวเราะ) ถ่ายอย่างไรก็ได้ให้ไฟตกตูด เป็นโมเมนต์เฉลยตัวตนที่แท้จริงของตัวละคร แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันดุดันขนาดนั้น เพราะเคยเห็นหนังที่เซ็กส์ซีนดุดันกว่านี้ แอบเห็นคอมเมนต์ประมาณหนึ่งเหมือนกันว่าทำมาย เราก็รู้สึกว่าม่ายเป็นไร ไม่เข้าใจก็ม่ายเป็นไร (หัวเราะ) มันไม่ใช่ว่าเราอยากทำหนังโป๊เพื่อดึงดูดคนดูเข้ามานะ เพราะก็ไม่ได้ขายอะไรแบบนั้นเลยในเทรลเลอร์ แต่ฟังก์ชันมันต้องดิสเทิร์บอะ 

จริงๆ ก่อนถ่ายต้องมีเวิร์กชอป แล้วก็จะมี Intimacy Coach ของนักแสดง การถ่ายเซ็กส์ซีนเป็นหนึ่งในวันที่ยากเหมือนกันนะ เพราะจะมีเลเยอร์เยอะมาก ทุกคนจะมีป้ายสีว่าสีนี้เข้าถึงได้ขนาดนี้ สีนี้อยู่หน้ากองได้ สีนี้ต้องไปอยู่อีกห้อง ทีมงานเดียวที่เข้าถึงตัวนักแสดงได้คือทีมเสื้อผ้า ผู้กำกับก็ยังเข้าไปไม่ได้เลย ต้องอยู่หลังกล้อง มันต้องสร้างความปลอดภัย อย่างฉากเซ็กส์ในโรงงานมันแบบตายแล้ว! ฉากกว้างมาก เรารู้สึกว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมตช์พลังงานที่ประหลาดมากเลย ผู้ชายสองคนกำลังแก้ผ้าในโกดังร้าง แล้วนางเอกเดินเข้ามา มีใบไม้แห้งเยอะๆ บนเพดานแขวนผ้าสีฟ้า อะไรก็ไม่รู้!

อุ้ยติดใจอะไรกับการเมืองถึงเล่าออกมาผ่านการเป็นผีที่ถูกลืม

เราสนใจการถูกลืม ลึกๆ เราสนใจการรื้อถอนสถาปัตย์ของคณะราษฎร์มาก จู่ๆ สิ่งที่เคยเป็น เคยมีมันหายไป แล้วทำประหนึ่งว่าไม่เคยมีมาก่อนเลย คนจะชอบใช้อดีตอธิบายปัจจุบันว่าปัจจุบันควรจะเป็นแบบนี้ เพราะอดีตมันเป็นแบบนี้ ก็แต่ก่อนเขาทำแบบนี้กันมาโดยตลอด ดังนั้นเราเลยต้องทำมันต่อไป จนกลายเป็นเราอยู่ในวังวนแบบเดิมๆ แล้วไม่กล้าจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ แล้วสมมติมันมีอดีตที่ไม่ได้เป็นอย่าง ‘เขา’ บอก เขาก็เลือกไม่พูดถึงอดีตที่แตกแถวนั้น เขาเลือกจะลบมันออกไปเลย อะไรที่เป็นหลักฐานว่าเคยมีความคิดนี้อยู่ก็ทำให้หายไป คือการทำให้คนหายกับทำให้ความคิดหายมันเลยเชื่อมโยงกันอยู่ มันก็เคยมีอดีตที่รัฐไม่แฮปปี้อะ แล้วรัฐจะจัดการกับสิ่งนี้อย่างไรล่ะ ไม่สอนเหรอ ไม่พูดถึง เรารู้สึกว่ารัฐยังหาวิธีจัดการความรุนแรงที่ตัวเองเคยทำไม่ได้ ผู้คนก็ได้รับผลกระทบไปอย่างไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม เราไม่รู้ว่าในประเทศอื่นเป็นอย่างไร แต่รัฐน่าจะเทกแอกชันอะไรให้เป็นทางการกว่านี้ 

เพิ่งมีโอกาสไปเมลเบิร์นมา ทุกครั้งก่อนฉายหนังหรือมีอีเวนต์ พิธีกรจะเดินขึ้นมาพูดกล่าวขอบคุณพื้นที่ที่ยืนอยู่ว่ามันเป็นของชาวปฐมชาติ (First Nations) ทั้งหลาย เราระลึกเสมอว่าที่ที่เรามาเป็นอาณานิคม เคยเป็นอาณานิคม และจะเป็นต่อไป เราลบไม่ได้ว่าที่นี่ไม่เคยเป็น 

เราไม่แน่ใจว่ามันช่วยชีวิตคนปฐมชาติในปัจจุบันไหม ก็ถกเถียงกันได้ แต่เราว่ามันก็แฟร์ที่ในเชิงสัญลักษณ์ยังมีการระลึกถึงเสมอ แล้วทุกงานฉายที่เราไปเขาจะพูดสิ่งนี้กันว่าเขาไม่ลืม ไม่ได้พยายามจะฟอกให้มันหายไป ในไทยไม่มีคอนเซปต์แบบนี้มั้ง ถ้ามีคนทำก็จะมีคนถามว่าจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม คือทำแล้วคงไม่ได้ดีขึ้นทันทีหรอก แต่เรารู้สึกว่าการตระหนักถึงมันก็สำคัญ ถ้าเราเห็นอดีตในแบบหนึ่ง ปัจจุบันมันอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ 

ส่วนตัวอุ้ยเอง มีผีที่ลืมไม่ได้บ้างไหม

ไม่มีหรอก อะไรที่ลืมไม่ได้อาจจะเป็นเรื่องน่าอายที่ฉันทำตอน ป.2 มากกว่า (หัวเราะ) 

ถ้าภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะไม่ได้รางวัลคานส์ คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จในแง่ไหนอีก

หนังพวกนี้มันต้องการเฟสติวัลเป็นแพลตฟอร์มแหละ ถ้าฉายในไทยเลยแล้วไม่มีอะไรมาแบ็กก็คงจะไม่มีพาวเวอร์มากกว่านี้อีก ฟังดูเศร้าๆ นิดหนึ่งที่ต้องไปเมืองนอกก่อนแล้วค่อยกลับมา แต่ก็แบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้ไปคานส์ก็ต้องไปเทศกาลอื่น เป็นแพตเทิร์นปกติเลยว่าถ้าไม่ได้คานส์แล้วจะไปไหน พยายามทำให้มันเข้าเทศกาลในระดับใกล้กัน ค่อยเอากลับมาฉายในประเทศ ถ้ามองอนาคตว่าอยากทำหนังเรื่องต่อไป แล้วเรื่องก่อนหน้าเราได้ไปคานส์จะทำให้ง่ายในแง่การขอทุน แต่ถ้าไม่ได้เลยก็ดูเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) ไม่ใช่หนังมันดีมากนะ แต่อย่างน้อยๆ โปรดิวเซอร์ต้องพยายามทำให้ได้สักอันหนึ่ง เล็กน้อยแค่ไหนก็ต้องได้ ต้องไปฉาย International Premier สักที่หนึ่งบนโลก ไม่อย่างนั้น หนังก็จะไม่มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์อะไรเลยในการขายต่อ นี่คิดเชิงธุรกิจนะ คือคานส์มันใหญ่มาก การที่ผ่านยี่ห้อมาจะทำให้เซลล์หรือ Distribute ทั่วโลกสนใจมัน

ขายภาพยนตร์ผีใช้ได้ค่ะสไตล์ผู้กำกับอุ้ยหน่อย

ผีใช้ได้ค่ะเป็นหนังที่สนุก (หัวเราะ) เป็นหนังบันเทิง เราว่าฟีดแบกแรกๆ คงมีคนกลัวว่าจะดูยาก ดูไม่รู้เรื่อง แต่มันสนุกนะ มันเล่าเรื่องดี แล้วเราว่านี่เป็นหนังไทยที่คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ คนดูมาดูอาจจะตกใจ เพราะไม่ค่อยได้เห็นอะไรเหล่านี้ในหนังไทย อยากให้มาดูกันเยอะๆ ครับ 

AUTHOR