Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
9 วัด สู่สวรรค์ เบื้องหลังบทและการดิไซน์โลกพุทธแบบไทยๆ ผ่านวัด ศรัทธา และการปะทะกันของความเชื่อ

9 วัด สู่สวรรค์ เบื้องหลังบทและการดิไซน์โลกพุทธแบบไทยๆ ผ่านวัด ศรัทธา และการปะทะกันของความเชื่อ

22/09/2026
Draft Till Done
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 9 วัด สู่สวรรค์ คือภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพครอบครัวชนชั้นกลางไทยได้สมจริงที่สุดเรื่องหนึ่ง

 ว่ากันด้วยเนื้อหา 9 วัด สู่สวรรค์ เล่าเรื่องความรักและความหวังดีของสมาชิกในครอบครัวที่มีต่อคุณย่า ผู้เป็นคล้ายร่มโพธิ์ร่มไทรของครอบครัว ที่อาจมีเหตุให้เสียชีวิตในเร็ววัน ลูกชายคนโต ผู้เป็นเสาหลักของบ้านได้รับคำแนะนำจากหัวหน้าที่เขาเทิดทูนว่า หากพาแม่ไปทำบุญครบ 9 วัดภายในวันเดียวจะต่อชะตายืดอายุขัยออกไปได้อีก

 นี่คือผลงานกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ โบ๊ต-สมพจน์​ ชิต​เกษร​พงศ์​ ผู้ซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่ชวนกันเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ เขาจึงหยิบเอาสิ่งที่คุ้นเคยมาใส่ในภาพยนตร์เต็มที่ ทั้งวัดวาอาราม พิธีกรรม และมุกตลกแบบแสบๆ คันๆ ที่หยอกเอินทั้งความคิดความเชื่อของสมาชิกครอบครัว (และคนดู) ไปจนถึงการปรับตัวของพุทธศาสนาในสังคมไทย

 ความที่เรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่วัดในจังหวัดสมุทรปราการ งานช้างจึงตกเป็นของทีมโลเคชันที่ต้องตามหาวัดสำหรับใช้เป็นฉากถ่ายทำ ซึ่งมีความท้าทายเต็มไปหมด ตั้งแต่การเข้าไปขอความอนุเคราะห์กับทางวัด องค์ประกอบศิลป์ของวัดที่ช่วยเล่าเรื่อง และมูดแอนด์โทน ซึ่งผู้รับผิดชอบในการหาโลเคชันวัดก็คือ เต้-วศิน ติรวัฒนวานิช เขาว่าไปสำรวจมาทั้งหมด 70 วัด และใช้ถ่ายจริง 12 วัด

 แต่สิ่งที่ยากที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การหาทุนพัฒนาบทและทำโปรดักชัน ซึ่งกินระยะเวลานานถึง 10 ปี แน่นอนว่าทศวรรษที่ผ่านไป สังคมไทยได้ขยับเคลื่อนไปจากจุดเดิมแล้ว ทำให้โบ๊ตต้องอัปเดตบทภาพยนตร์ตลอดเวลา ทั้งยังต้องอธิบายปูมหลังทางวัฒนธรรมไทยให้ฝรั่ง (ผู้ให้ funding) เข้าใจ รวมถึงเงื่อนไขที่พ่วงมากับการให้ทุน อย่างเช่นว่าถ้าได้ทุนไปแล้วต้องจ้างทีมงาน (จากประเทศเจ้าของทุน) ในกองถ่ายที่เมืองไทยกี่คน ต้องไปทำโปรดักชันในประเทศเจ้าของทุน ต้องส่งดราฟต์แรกให้ทันตามเวลาที่เจ้าของทุนกำหนด ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับความร่วมมือด้านเงินทุนจาก 8 ประเทศ

 จากทริปเดินทางทำบุญ 9 วัดของครอบครัวนี้ 9 วัด สู่สวรรค์ ก็ได้เป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยชิงออสการ์ครั้งที่ 99 และเดินทางไปฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 สาขา Directors’ Fortnight, เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้, เทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินิวซีแลนด์, เทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ก ครั้งที่ 64

 คอลัมน์ Draft Till Done จึงชวน โบ๊ต-สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ และ เต้-วศิน ติรวัฒนวานิช มาย้อนการเดินทาง 10 ปีของ 9 วัด สู่สวรรค์ พร้อมสำรวจเบื้องหลังการเนรมิตวัดและองค์ประกอบศิลป์ ที่ประกอบสร้างโลกแห่งศรัทธาและความเชื่อของชาวพุทธแบบไทยๆ ที่คุณเองก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี

จากเด็กที่เข้าวัดทำบุญโดยไม่ตั้งคำถาม

 ได้ยินว่ากำลังตระเวนฉาย 9 วัด สู่สวรรค์ตามเทศกาลหนังต่างประเทศ ฟีดแบ็กเป็นไงบ้าง

 โบ๊ต: ตอนแรกเราสงสัยเหมือนกันว่าพอเราเล่าเรื่องที่มันไทยมากๆ มันจะเป็นยังไง แต่ว่าสุดท้ายคือเรารู้สึกว่าคนเขาก็เข้าใจ เขาเก็ต เก็ตทั้งฝรั่งและเอเชียเลยนะ ยิ่งฝั่งเอเชียก็ยิ่งเก็ตเลย ในที่สุดมันเป็นหนังเรื่องของครอบครัว เรื่องการพยายามทำสิ่งที่ดีต่อคนที่เราหวังดี ต่อคนที่เรารัก เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ว่าวัฒนธรรมไหน หรือประเทศไหนก็เข้าใจได้

 คำถามส่วนใหญ่จากรอบ Q&A เป็นประมาณไหน

 โบ๊ต: แต่ละที่ถามไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ทำไมถึงเลือกถ่ายที่วัดนี้ มีวิธีในการเลือกไหม ความหมายของเลข 9 หรือถามเรื่องบทสวดในหนัง แต่รวมๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นคำถามที่เกิดมาจากความเข้าใจในหนัง ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ เขาอยากรู้ในรายละเอียดบางอย่างมากขึ้น

 เราคิดว่าวัฒนธรรมของพุทธมันกระจายทั่วโลกจนมันไม่ใช่เรื่องแปลกของเขามาก สุดท้ายต่อให้ไม่ใช่พุทธ ถ้าเป็นคริสต์ อิสลาม หรือศาสนาไหนก็ตาม เราว่าเขาก็เข้าใจอยู่ดี เพราะเขาเข้าใจในจุดประสงค์ของศาสนาว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่พึ่งพิงของคนมีความทุกข์

 ได้ยินมาว่าครอบครัวคุณชอบเข้าวัดทำบุญ โดยส่วนตัวถือเป็นกิจกรรมครอบครัวที่คุณชอบทำไหม

 โบ๊ต: ตอนเด็กเราเข้าวัดทำบุญโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกมันเป็นวิถีชีวิตปกติ โรงเรียนเราตอนเด็กก็อยู่ติดวัด ตื่นเช้าเราจะตักบาตรทำบุญ หรือถ้าพระไม่มาทำบุญตักบาตรที่บ้าน เราก็ไปตักบาตรที่วัดข้างๆ โรงเรียนแทน เสร็จแล้วย่าก็พาไปส่งเข้าโรงเรียน

 กิจกรรมเสาร์-อาทิตย์ของครอบครัวเราคือเข้าวัดสวดมนต์ กลางคืนสวดมนต์กับย่า พ่อแม่ก็ชอบพากันทำบุญ คือบ้านเราจะเต็มไปด้วยหนังสือธรรมะ เราจะได้อ่านมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกแตกต่างอะไร รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต บทสวดยาวๆ ที่เขาสวดกันเราสวดได้หมด ชินบัญชรอาจจะไม่คล่องมาก

 พอโตขึ้น ถามว่าชอบทำอะไรพวกนี้อยู่ไหม ต้องบอกว่าความเชื่อของเราค่อยๆ เปลี่ยนไปตามข้อมูลที่รับรู้ เราเป็นคนสนใจเรื่องจิตวิญญาณ จากที่เข้าวัดเพื่อทำพิธีกรรม ทุกวันนี้เราเข้าวัดเพื่อความสงบทางจิตใจ ไม่ได้ยึดโยงกับพิธีกรรมเป็นหลักแล้ว

 เปล่าแช่งนะ ถ้าวันหนึ่งคุณมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงจะหันพึ่งศาสนาไหม เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ หวังปาฏิหาริย์

 โบ๊ต: เราว่าวัดก็คงเป็นทางเลือกท้ายๆ แหละ (หัวเราะ) ยังไงเราก็ต้องหาหมอก่อน วัดเป็นพื้นที่ทางใจ เรื่องของกายก็ต้องไปรักษากาย แต่ใจมันจะรักษายังไง บางทีวัดก็เป็นพื้นที่ที่เอื้อตรงนี้ให้เราได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปวัดก็ได้ ไปธรรมชาติก็ได้ เพียงแต่วัดก็เป็นสถานที่ที่สงบ มันช่วยได้ เรารู้สึกว่าเวลาคนเรามีความทุกข์ มันก็ต้องหาอะไรยึดโยงไปก่อน ถ้าลองทุกวิธีมาแล้วมันยังไม่เวิร์ก ลองดูก็ไม่เสียหาย เราว่าการเข้าวัดเป็นแค่ทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่ทางเลือกเดียว

วิ่งโร่หาทุนอยู่ 10 ปี

 ได้ยินมาว่าใช้เวลาหาทุนนับ 10 ปี มันใช้เวลานานขนาดนี้เพราะอะไร

 โบ๊ต: หนังในแบบที่เราอยากทำ สไตล์ของหนัง ลักษณะของหนัง มันไม่ใช่หนังที่จะไปหาทุนจากสตูดีโอใหญ่ได้ง่ายๆ มันไม่ใช่หนังตลาดขนาดนั้น ที่มีนักแสดงมีชื่อเสียงที่พอเสนอไปปุ๊ปก็ได้เงินก้อนใหญ่มาทำเลย ไม่ใช่ เรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันจะไม่เป็นแบบนั้น

ทีนี้จะทำหนังขึ้นมาได้ยังไง มันก็ต้องหาทุนจากหลายๆ แหล่ง แทนที่จะไปหาจากสตูดีโอเท่านั้น มันก็เลยลงเอยด้วยการที่เราเก็บเล็กผสมน้อยจากหลายๆ ทุนผสมกัน ซึ่งหลายๆ ทุน ก็มีทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาบท ไปจนถึงเมื่อถ่ายทำจริง ถึงหลังกระบวนการถ่ายทำ ทุกกระบวนการคือการสะสมทุนไปเรื่อยๆ มันก็เลยใช้เวลา 10 ปีกว่าจะออกมาเป็นหนัง

ตอนไปหาทุนเรายังทำบทไม่เสร็จ มันมีแค่ treatment ซึ่งก็มากพอจะไปสมัครทุนพัฒนาบทได้ละ แล้วก็มันจะมีสิ่งที่เขาเรียกว่า Film Lab หรือ แล็ปภาพยนตร์ หรือพวกเวิร์กช็อปภาพยนตร์ ในแต่ละประเทศจะมี เราก็จะเอาบทที่เรามีเข้าไปหาเขา นอกจากเขาจะช่วยเราเกลาบทแล้ว เขายังสอนเราด้วยว่าถ้าคุณจะเอาบทไปพัฒนาต่อในการขอทุนต่างประเทศ มันต้องทำยังไงบ้าง

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ พอมันผ่านแล็ปพวกนี้ มันเหมือนกับเรามีหลักประกันว่าโปรเจกต์นี้เคยผ่านแล็ปเหล่านี้มานะ แล้วเวลาเราไปขอทุนจากพวกองค์กรที่เขาให้ทุน เขามองว่าโปรเจกต์นี้ไม่ใช่ไก่กามาจากไหนนะเว้ย มันผ่านเวิร์กช็อปอะไรมาเยอะที่น่าเชื่อถือ คนพวกนี้ โปรเจกต์นี้มีความรู้จริง มีความเข้าใจ มีความตั้งใจจริง มันก็จะขอทุนต่อไปได้ง่ายขึ้น มันก็ต่อยอด step by step ไปเรื่อยๆ

 เวลาที่ทุนจากต่างประเทศมา funding ให้หนังเรา เขามีเงื่อนไขอะไรบ้าง
โบ๊ต: แต่ละทุนมีเงื่อนไขแตกต่างกัน สำคัญสุดคือ เราสมัครได้หรือเปล่า สมมุติทุนจากฝรั่งเศส อาจจะสมัครได้เฉพาะบางประเทศเท่านั้น แต่ประเทศไทยอยู่ในฝั่งที่สมัครได้ หรือทุนสิงคโปร์อาจจะจำกัดเฉพาะประเทศที่อยู่ในเอเชียเท่านั้น ถึงจะสมัครได้

สอง อาจจะเป็นเงื่อนไขว่า โปรเจกต์ต้องมีงบสูงประมาณหนึ่งถึงจะสมัครได้ ถ้าโปรเจกต์งบประมาณดูต่ำมาก บางทีเขาก็ไม่ funding นะ อันนี้ก็แปลกเหมือนกัน เขาจะพิจารณาว่ามันดูกะโหลกกะลา หรือเป็นโปรเจกต์ที่ดูไม่มีโปรดักชันหรือเปล่า ดังนั้นเราก็ต้องเพิ่ม budget ให้ดูสมน้ำสมเนื้อ

พอเราทำงานร่วมผลิตกับต่างประเทศ มันมีเงื่อนไขตามมาอีก เช่นว่าต้องใช้ทีมงานหรือบุคลากรจากประเทศเขาส่วนหนึ่ง ซึ่งค่าตัวในเรตประเทศเขาก็จะแพงขึ้นไปอีก งบประมาณมันก็จะสูงขึ้นอีก แต่มันเป็นเงื่อนไขที่พ่วงมาด้วยกัน อย่างทุนสิงคโปร์บอกว่าต้องมีบุคลากรสิงคโปร์อย่างน้อย 10 คนอยู่ในโปรเจกต์ ทุนฝรั่งเศสบอกว่า ทุนครึ่งหนึ่งที่เราได้จากประเทศเขา ต้องไปใช้ในฝรั่งเศส ใช้ยังไงก็ได้ เช่น ทำpost-production หรืออะไรก็ได้ให้เกิดการจ้างงานคนในประเทศเขา

 ความที่แต่ละประเทศมีเงื่อนไขไม่เหมือนกันก็เป็นเรื่องปวดหัวที่ต้องมานั่งจัดการ ว่าเราจะทำอะไรในแต่ละประเทศยังไง เงินจะหมุนเวียนยังไง หรือแม้กระทั่งแต่ละทุนเขาก็มี deadline ว่า ถ้าได้ทุนนี้ วันนี้ หนังคุณต้องเสร็จภายในช่วงไหน หรืออย่างน้อยต้องส่งดราฟต์แรกภายในเดือนไหน มันมากับเรื่องปวดหัวเยอะมาก

 ตอนไปขอทุน เขาน่าจะถามว่า 9 วัดสู่ สวรรค์แตกต่างจากหนังศาสนาเรื่องอื่นในเมืองไทยยังไง คุณตอบว่า

 โบ๊ต: เราบอกเขาว่า ศาสนามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหนัง จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของครอบครัวที่พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนที่เขาหวังดี คนที่เขารัก ถ้ามองง่ายที่สุดคือมันเป็นหนัง Family / Road Trip / Drama เพียงแต่ว่าเป้าหมายที่ครอบครัวนี้ทำคือไปวัด แน่นอนว่าวัดหรือศาสนามันก็มีความน่าสนใจในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา แล้วก็ในเรื่องของสถาปัตยกรรม มันก็เป็นจุดที่ทำให้โปรเจกต์ดูน่าสนใจขึ้น

 มีความเห็นของเจ้าของทุนที่มีต่อตัวหนังไหมที่คุณรับฟังและทำตาม

 โบ๊ต: ไม่มีในลักษณะที่ว่าขอเปลี่ยนสิ่งที่เราจะทำ เพราะแล็ปพวกนี้เขาสนับสนุนทุนทางศิลปะอยู่แล้ว ฉะนั้นเขาให้เกียรติศิลปินมาก การที่เขาเลือกให้เราได้อยู่ในแล็ปแสดงว่าเขาเข้าใจในตัวโปรเจกต์อยู่แล้วประมาณหนึ่ง เขาก็มีความเคารพในวิสัยทัศน์ของคนที่เขาเลือกมา โดยมากคอมเมนต์อะไรก็ตาม มันจะเป็นลักษณะจากคนที่เข้าใจแล้วพยายามช่วยให้มันดีขึ้น ซึ่งก็มีประโยชน์จริงๆ

เหมือนเราเริ่มเป็นเพื่อนสนิทกัน เป็นคนใกล้ตัวที่เข้าใจเราและอยากให้โปรเจกต์มันดีขึ้น มันมีเรื่องตลกๆ อยู่ (หัวเราะ) ด้วยตัวละครที่มันเยอะมาก ฝรั่งเขาจำชื่อตัวละครไม่ได้ ชื่อภาษาไทยอะ เขาจำไม่ได้ว่าตัวละครนี้คือผู้หญิงหรือผู้ชาย เราต้องทำแผนผังครอบครัวแล้วมีชื่อบอกเขาว่าคนนี้เพศอะไร คนนี้อายุเท่าไหร่ ในขณะที่คนไทยอาจจะอ่านแล้วรู้เลยว่า อัญชลี เป็นผู้หญิง เขาต้องใช้เวลาเยอะมากในการอ่านบท เพื่อแยกว่าใครเป็นใคร

 และเราก็ต้องทำเชิงอรรถอธิบายว่า เลข 9 สำคัญอย่างไร การทำสังฆทานคืออะไร การกรวดน้ำคืออะไร หรือการที่กรวดน้ำแล้วคนเอามือมาแตะตัวกันมันคืออะไร ถ้าอ่านในบทตรงๆ เขาไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวละครทำ เหมือนเราต้องทำ director’s statement อธิบายนิดนึงว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของสิ่งที่ทำ สำหรับคนไทยมันสำคัญยังไง มีประวัติศาสตร์ยังไง

 แล้วความเห็นของอภิชาติพงศ์-หนึ่งในโปรดิวเซอร์ มีอิทธิพลกับหนัง-กับคุณแค่ไหน

 โบ๊ต: พี่เจ้ยจะช่วยคอมเมนต์บทเป็นหลัก ถามว่ามีอิทธิพลแค่ไหน ก็เป็นในลักษณะของคนที่เราเคารพนับถือมากๆ แต่พอจบขั้นตอนการทำบทเขาก็ปล่อยเราเลย ออกกอง ตัดต่อ เขาไม่มายุ่งเลย พี่เจ้ยบอกเสมอว่าอยากให้เราได้ทำหนังแบบที่อยากทำจริงๆ

 พูดง่ายๆ คือเขาคอมเมนต์เราในเชิงกัลยาณมิตร ซึ่งก็แน่นอนว่าเราต้องฟัง เพราะเราศรัทธาเขา เชื่อมั่นในมุมมองเขาอยู่แล้ว คอมเมนต์พี่เจ้ยทุกอย่างมีประโยชน์หมด แต่สุดท้ายพี่เจ้ยจะย้ำว่าไม่ต้องเชื่อพี่ก็ได้ เขาอยากให้เราทำหนังแบบที่อยากทำ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาปล่อยเลย

เลิกปรับบทให้แรงเท่าเหตุการณ์จริง

 พอคิดจะทำหนังศาสนาพุทธ นอกจากประสบการณ์ส่วนตัว คุณไปรีเซิร์ชจากแหล่งไหนมาบ้าง

 โบ๊ต: โห่ ทุกอย่างที่ขวางหน้าเลยครับ จริงๆ เราชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ส่วนมากแล้วมาจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้วแหละ เราเข้าวัดมาตั้งแต่เด็กจนโต ดังนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่อง หรือเรื่องราวของพระแต่ละรูป มันก็มาจากที่เราสะสมมาทั้งชีวิต

แต่พอมาเริ่มเขียนบท แน่นอนว่าเราก็รีเซิร์ชจริงจังมากขึ้น เราไปคุยกับพระหลายๆ วัดมากขึ้น คุยกับชาวบ้านว่าเขามาวัดทำไม คิดยังไง หรือแม้แต่ตอนไปสำรวจโลเคชันกับเต้ก็เจอวัดน่าสนใจแปลกๆ ก็จะเข้าไปดูว่าเขามีเรื่องราวอะไรบ้าง นอกจากนี้ก็มีหนังสือพุทธ คือเราอ่านหนังสือพวกนี้เยอะมาก มีสะสมไว้เยอะ

คุ้ยลึกลงไป คุณอ่านหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธที่เขียนจากมุมมองไหน

 โบ๊ต: อย่างที่บอกว่าครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ศรัทธามาก บ้านเราก็เลยมีหนังสือพุทธทุกแบบ หนังสือที่พุทธไทยมากๆ ก็มี จริงๆ พอเราโตขึ้นมา เราก็อ่านหนังสือพุทธที่เป็นมุมมองจากโลกภาษาอังกฤษด้วย นี่รวมถึงพุทธมหายาน เชน พุทธทิเบต เต๋า เราอ่านหมด รวมถึงงานเขียนพุทธที่มีนัยเชิงสังคมการเมือง แล้วก็มีหนังสือพุทธจากกลุ่มคนที่อาจจะ progressive หน่อย กล้าพูดเลยว่าบ้านเรามีหนังสือพุทธทุกแบบจริงๆ

ตอนรีเซิร์ชคุณก็น่าจะเจอจุดที่น่าสนใจเพิ่ม คุณรื้อแก้บทบ่อยไหม เพื่อให้งานมันแหลมขึ้นเรื่อยๆ

 โบ๊ต: ไม่ถึงกับรื้อ โครงหลักๆ ที่ค่อนข้างชัดเจน มันว่าด้วยเรื่องของครอบครัวที่เดินทางทำบุญ 9 วัดใน 1 วัน โครงนี้อยู่ตลอด แต่รายละเอียดปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ 9 ปี 10 ปี บทเวอร์ชันแรกๆ กับเวอร์ชันหลังๆ ก็เปลี่ยน รายละเอียดไม่เหมือนกัน

นักวิจารณ์เขียนว่า 9 วัด สู่สวรรค์มีท่าทีเสียดสีอยู่บ้าง นั่นคือความตั้งใจของคุณไหม

 โบ๊ต: คำว่าเสียดสีอาจจะแรงไป เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นหนังที่สะท้อนสิ่งที่เป็นอยู่มากกว่า เราว่ามันคล้ายๆ หมอนรถไฟ ก็คือหมอนรถไฟเราก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรชัด มันแล้วแต่คนมองว่าจะมองแล้วเห็นอะไร เราพยายามเสนอภาพที่เราเห็นว่ามันเป็นอยู่อย่างนั้น คือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

 ทีนี้ด้วยกระบวนการทางภาพยนตร์ การตัดต่อ หรือการเลือกภาพ หรือแม้แต่ทัศนคติทุนเดิมของคนดู เมื่อมองเข้าไปในหนังแล้วเห็นสิ่งที่มันก็ดูปกติๆ บางทีอาจจะตีความไปได้ว่าหนังพยายามจะพูดเรื่องอะไร เรารู้สึกว่ามันเป็นการพบกันครึ่งทางนะ ระหว่างสิ่งที่หนังเสนอให้กับสิ่งที่คนดูอยากที่จะเห็นและคิดว่าจะเห็น

หนังทั้งสองเรื่องเราพยายามทำสิ่งเดียวกัน คือพยายามสะท้อนสิ่งที่มันเป็นอยู่จริงๆ เราไปวัดมาตลอด เราเห็นเรื่องพวกนี้มาตลอด แล้วแค่เอาสิ่งนั้นมาเสนอให้คนดู เหมือนหมอนรถไฟ มันก็เป็นหนังตรงไปตรงมาที่ในแบบที่มันเป็น แต่พอมันเผชิญหน้ากับสิ่งที่เป็นบนจอใหญ่ มันคงมีหลายแง่ที่ออกมา

 ลองขยายให้ฟังหน่อยว่าดราฟต์แรกกับดราฟต์สุดท้ายต่างกันยังไงในรายละเอียด
โบ๊ต: เราคิดว่าดราฟต์แรกมันเอื่อยกว่านี้มาก เน้นบรรยากาศวัดเป็นหลัก ไอ้ความเป็น mission ที่ต้องพาย่าไปทำบุญ 9 วัดหรือดราม่ามันถูกซ่อนในมิติที่เบาบางมาก ต้องพยายามอ่านอย่างละเอียดมากๆ ว่าไอ้ครอบครัวนี้ทำอะไรกันแน่ คือเน้นดูไปเรื่อยๆ แต่เวอร์ชันสุดท้ายมันบอกชัดถึงครอบครัวที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนเรื่องคุณย่าที่เป็นแรงผลักที่ชัดเจน

นั่นเป็นเพราะว่าตอนนั้นเรายังไม่ได้เริ่มแคสต์นักแสดง เรายังไม่ได้เจาะลึกไปที่ตัวละคร เราแค่เขียนอย่างเดียว แต่ถ้าพูดถึงมุมมองสังคม 10 ปีที่แล้ว คนเราก็มองสังคมการเมืองในลักษณะหนึ่ง แล้วตอนนี้มันก็เปลี่ยนไป มีสถานการณ์เกิดขึ้นเยอะมาก ไอ้เรื่องราวในหนังที่เป็นรายละเอียดซึ่งผูกโยงอยู่กับสังคมการเมืองมันก็เปลี่ยนไปทุกปี เราพยายามทำให้มันร่วมสมัยขึ้น

สิ่งที่เราคิดว่าเมื่อ 10 ปีก่อน โห่ ถ้าพูดประเด็นนี้ นำเสนอสตอรีแบบนี้เข้าไปในหนัง มันต้อง progressive มากๆ ปรากฏว่า 3 ปีต่อมาเรายังไม่ได้ทำ สิ่งที่เราเขียนไว้มันไม่ทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประเทศแล้ว แป๊บๆ เปลี่ยนอีกแล้ว บางเรื่องมันก็เลย out แต่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็ไม่ไหว สุดท้ายมันก็เลยมาจบที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวนี่แหละ ให้สังคมการเมืองหรือบรรยากาศเป็นเพียงจุดส่งเสริมให้กับความสัมพันธ์ของครอบครัว

วันที่เราคุยกันมีข่าวอื้อฉาวของเจ้าอาวาสของวัดหนึ่งในอยุธยาซึ่งร้ายแรงมาก มันน่าจะยากมากถ้าต้องบาลันซ์ความจริงกับเรื่องแต่งให้มันสมน้ำสมเนื้อกัน

 โบ๊ต: ลองคิดดูดิ สมมุติเราใส่ซีนหนึ่งเข้าไปในหนัง ปรากฏว่าเหตุการณ์จริงแรงกว่าที่เราคิดไว้อีก ซีนในหนังเราจะสู้ความจริงไม่ได้ แล้วบทเราทำมา 10 ปี จนถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกว่า โอเค เราไม่สามารถแข่งกับสังคมได้ เพราะมันเดาไม่ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สุดท้ายเราก็เลยไม่ได้พยายามตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น แต่มองสิ่งที่มันเป็นแกนหลักเสมอ ที่ไม่ว่าสังคมยุคไหนก็ตามมันยังคงอยู่ ไม่ว่าโลกข้างนอกมันจะเหวี่ยงแรงขนาดไหน spirit ของหนังเรื่องนี้มันจะต้องคงอยู่ไปตลอดกาล ให้มันมีความ timeless ที่เราบันทึกเอาไว้ในหนัง

พลิกสมุทรปราการหาวัด

 ชื่อก็บอกว่า 9 วัด ความจริงแล้วทางทีมตระเวนหาวัดกันเยอะแค่ไหน ยากแค่ไหน

 โบ๊ต: ก่อนที่เต้จะเข้ามา เราเองก็ไปดูวัดมาเยอะมากแล้ว คือเรื่องราวในหนังมันเกิดในสมุทรปราการ ทว่าตั้งแต่แรกเราก็ไม่ได้ฟันว่าต้องถ่ายวัดในสมุทรปราการทั้งหมด เราไปดูวัดทั้งในกรุงเทพฯ อยุธยา ราชบุรี นครปฐม ไปมาเยอะมากเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการเขียน

แต่พอเขียนๆ ไปมันก็เริ่มชัดแล้วว่าเรื่องราวมันจะเกิดขึ้นใน 1 วันโดยมีสมุทรปราการเป็นฉากหลัง ลืมบอกไปว่าสมุทรปราการเป็นบ้านเกิดเรา เราโตที่นี่ ทีนี้เราก็ไปตระเวนหาแทบจะทุกวัดในสมุทรปราการ หลายวัดน่าสนใจมาก แล้วเป็นไปได้ในเชิงโลจิสติกส์ พอเต้เข้ามา เต้ก็กลับไปสำรวจวัดที่เราเคยไปมาแล้วเมื่อ 7 – 8 ปีก่อน ซึ่งเต้บอกว่าพอกลับไปดูแต่ละวัดก็เปลี่ยนไปแล้ว จริงๆ วัดเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วเต้ก็หาวัดมาให้เราเพิ่มด้วย

เต้: ถ้าในแง่ของจำนวน คิดว่าเราหากันไปประมาณ 75% ของวัดในสมุทรปราการ ก็ประมาณ 70 กว่าวัด จากที่มีอยู่ประมาณ 100 กว่าๆ คือเราวัดตามภาพที่บทเขียนไว้ หรือวิเคราะห์ต่อ อย่างแรกผมจะคิดถึงพื้นที่ของสมุทรปราการ ภูมิศาสตร์ของมัน หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมของคน ของชุมชน มันส่งผลกับวัดทั้งสิ้น

 สมุทรปราการมีสนามบิน มีเส้นทางเรือที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่สามารถเดินทางไปได้หลายที่ โซนพระประแดงมีคนเชื้อสายมอญอยู่ค่อนข้างเยอะ และมีปากน้ำที่ไหลไปทางอ่าวไทย อะไรต่างๆ เหล่านี้มันหล่อหลอมวัดมากๆ คือแต่ละวัดจะมีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง สุดท้ายเราถ่ายทั้งหมด 12 วัด

 แต่ถึงที่สุดมีการถ่ายหลอกไหม

 โบ๊ต: ความตั้งใจแรกคือเราอยากให้เดินทางไปตามเวลาได้จริง หมายความว่าแต่ละวัดที่ตัวละครไปสามารถเชื่อมกันด้วยขนส่งที่เกิดขึ้นใน 1 วันได้จริง โดยไม่ย้อนไปย้อนมา แต่พอคิดแบบนี้มันก็เป็นกับดักนิดนึง มันค่อนข้างจัดการยากในแง่โลจิสติกส์ แล้วบางทีเราไม่สามารถรวบรวมสิ่งที่ต้องการทั้งหมดในแง่ภาพไว้ในวัดเดียวได้

เต้: ในหนังมีการเดินทางด้วยรถตู้กับรถยนต์ค่อนข้างเยอะ ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบของภาพ มันจะเริ่มซ้ำ ผมก็เลยพยายามเสนอวิธีการเดินทางแบบอื่นให้พี่โบ๊ต อย่างเช่นการเดินทางจากโซนสมุทรปราการ ฝั่งที่เป็นกรุงเทพฯ ข้ามไปทางพระประแดง มันก็จะมีเรือเฟอร์รีอยู่ ซึ่งจริงๆ สิ่งนี้มันก็เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาหลังจากที่เราลงพื้นที่สำรวจด้วยกัน ก็อยากให้มันเหมือนกับช่วยเบรกลักษณะการเดินทางของครอบครัวนี้ให้ได้ไปเห็นภูมิทัศน์อย่างอื่น ไม่ใช่แค่รถตู้อย่างเดียว

โบ๊ต: ไม่ใช่แค่วิวจากข้างทางอย่างเดียว แต่เราได้โชว์แหล่งน้ำของสมุทรปราการไปด้วย

เต้: มันเหมือนเราได้บันทึกช่วงเวลาลงไปในหนัง เพราะก็ไม่รู้ว่าอีกหน่อยมันจะยังอยู่แบบนี้หรือเปล่า

 อยากรู้ว่าทางทีมมีวิธี approach ไปหาวัดยังไง ต้องแจ้งอะไรเขาบ้าง

 เต้: แต่ละวัดมีวิธีเจรจาไม่เหมือนกัน ความที่วัดเองก็เป็นพื้นที่ศาสนากึ่งพื้นที่สาธารณะ ในแง่การถ่ายทำแล้วเขาไม่ได้มีกิจลักษณะนี้โดยเฉพาะ เราเข้าไปหาเขาในเชิงขอความอนุเคราะห์ แล้วก็เล่าให้ฟังเกี่ยวกับเนื้อหาภาพยนตร์ ว่าเราต้องการเผยแพร่สถาปัตยกรรมของวัดที่มีเอกลักษณ์ ให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรับรู้ ทางวัดเองก็ได้ประโยชน์ในแง่การประชาสัมพันธ์ ส่วนเราก็ได้ภาพที่อยากได้ วินวิน พยายามคุยกันแบบนี้ ส่วนเนื้อหาที่ค่อนข้างอ่อนไหว ผมบอกกับเขาตั้งแต่เนิ่นๆ ตรงๆ เราคุยกันด้วยความสมัครใจ

 น่าจะมีวัดที่ไม่สบายใจแล้วบอกปัด โดยมากเขาไม่สบายใจด้วยเหตุผลอะไร
เต้: เขาไม่เข้าใจวิธีการทำงานของเรา พอเราบอกว่าเป็นการถ่ายหนังนะ เขาจินตนาการไปว่ามันน่าจะใหญ่โตมาก และวัดเองก็มีกิจวัตรที่ทำกันซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าเราเข้าไปใช้พื้นที่มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรบกวนเขาในบางจังหวะ

แล้วพระเองท่านก็ต้องใช้พื้นที่ทำนั่นทำนี่เหมือนกัน มันยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเป็นวัดที่มีคนสัญจรมาเยอะ พอพิจารณาเหตุผลทั้งหมด เราคิดว่าปัจจัยมันเยอะเกินจนเราไม่สามารถควบคุมมันได้ ต่อให้มันสวยและตรงกับภาพที่ต้องการมาก เราก็ต้องปล่อยมันไป

 โบ๊ต: แบบนี้ถือว่าเงียบแล้วนะ ปกติจะมีมัคนายกพูดตลอดเวลา อย่างวัดที่มีชื่อเสียงก็จะมีญาติโยมเข้าออกตลอด ถ้าเราไปกั้นไม่ให้เขามาไหว้พระมันก็ไม่ใช่เรื่อง นี่ยังไม่นับโลจิสติกส์ของทีมงาน ที่ต้องมีรถตู้ ข้าวของในการถ่ายทำ หรือแม้แต่ที่จอดรถ

เต้: เรื่องพวกนี้ต้องบอกวัดให้หมดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ค่อยๆ บอกข้อมูลทีละชุด ถ้าบอกไปทีเดียวโครมเลยเขาอาจจะรู้สึกตระหนกได้ เราต้องย้ำเขาบ่อยมากว่าเรามีประสงค์ดีที่จะบันทึกภาพเหล่านี้ไว้ ซึ่งพอเขามีความรู้สึกว่าอยากมีส่วนร่วมตรงนี้ อะไรหลายๆ อย่างก็ค่อนข้างง่ายขึ้นมาก เขาสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เราหลายอย่างมากๆ

 โบ๊ต: แต่บางวัดก็จะมีเงื่อนไขนิดนึง เช่นว่าวัดที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกอนุรักษ์ไว้โดยกรมศิลป์ เราจะจัดแสงแรงไม่ได้ เดี๋ยวภาพวาดละลาย คือเขาก็เป็นห่วงในแง่นั้นมากกว่า

 ภาพจิตรกรรมฝาผนังก็ต้องบันทึกไว้

 โบ๊ต: เราอยากจะบันทึกภาพวัดที่เราเคยเห็น ฉะนั้นวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง เราก็รู้สึกว่ามันเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ด้วย

เต้: ผมเชื่อว่ามันคือการสื่อสารอีกแบบหนึ่ง เนื้อหาของจิตกรรมฝาผนังในวัด ในตัวมันเองก็บันทึกความสัมพันธ์ของผู้คนกับพื้นที่อยู่แล้ว มนุษย์ที่เห็นบนผนังวัดไม่ต่างอะไรจากครอบครัวนี้ที่กำลังทำบุญ ฝาผนังมันช่วยสนับสนุนเรื่องที่เราต้องการจะเล่าให้เกิดความกลมกล่อมขึ้น มากกว่าที่จะให้นักแสดงพูดไปเรื่อยๆ

 วัดในกรุงเทพฯ กับวัดที่ต่างจังหวัดคาแรกเตอร์แตกต่างกันยังไงในมุมคนทำโลฯ

 เต้: ผมคิดว่าวัดในต่างจังหวัดมีพื้นที่เยอะกว่าวัดในเมือง ความสัมพันธ์ของโครงสร้างวัดกับพื้นที่ธรรมชาติก็มากกว่า พูดง่ายๆ มีต้นไม้เยอะมาก หรืออย่างวัสดุก็แตกต่างนะ วัดในต่างจังหวัดหลายๆ ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่ทำด้วยไม้ แต่วัดในสมุทรปราการที่พวกเราไปสำรวจกัน จุดเด่นเลยก็คือมีวัฒนธรรมเฉพาะของแต่ละพื้นที่แทรกเข้ามาในวัดด้วย ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวัดในกรุงเทพฯ ทุกอย่างจะมีความเข้มงวดมากกว่า

ลดความมลังเมลือง เพื่อให้วัดเป็นวัดธรรมดา

 เป็นผู้กำกับหนังยาวเรื่องแรก ต้องคุมกองถ่ายเองทั้งหมด ถ้าย้อนดูคุณว่าตัวเองเป็นผู้กำกับสไตล์ไหน

 โบ๊ต: ไม่รู้สิ ต้องถามเต้ เราไม่รู้ว่าคนอื่นเขากำกับยังไง เรารู้แค่ว่าพี่เจ้ยกำกับยังไง แต่เต้เคยทำงานกับผู้กำกับหลายคน

เต้: พี่โบ๊ตเป็นผู้กำกับที่ค่อนข้างละเอียด และมีโหมดในการสังเกตที่ยาวนาน คือเขาชอบที่จะเห็นตัวเลือกทั้งหมดก่อนที่จะตัดสินใจอะไร แต่พอถึงจังหวะที่จะต้องตัดสินใจก็จะไม่ค่อยลังเลหรอก ในกระบวนทั้งหมด ในแง่ของสถานที่ หรือว่าการผ่านในแต่ละซีน พวกเราทำมันนานพอสมควร ถึงแม้ว่ามันเป็นฉากที่ค่อนข้างเรียบง่ายมาก เช่นฉากที่สมาชิกครอบครัวนั่งคุยกัน แต่เราสำรวจซีนนี้หลายด้านมาก

โบ๊ต: ก็อาจจะจริงมั้ง เรารู้สึกว่านั่นคือธรรมชาติของเราหรือเปล่า แต่เราก็ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราเป็นจะไม่เหมือนคนอื่นๆ นะ

เต้: ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากการแลกเปลี่ยนหมดเลย ตั้งแต่ลงพื้นที่ เราแลกเปลี่ยนสิ่งที่เห็น หรือแม้กระทั่งในสคริปต์ ผมก็รู้สึกว่าอ่านภาษาของเขาแล้วมันเห็นรายละเอียดค่อนข้างชัดเจนมาก หมายถึงว่าเขาเขียนละเอียด มันมีคำวิเศษมากมาย ซึ่งมันทำให้รู้สึกไปกับหนังจริงๆ มีหลายคำที่ผมไม่ค่อยได้ยินในชีวิตประจำวัน เช่นคำว่า แสงมลังเมลืองที่เข้ามา หรือคำสร้อยหลายๆ คำที่ผมเชื่อว่าปัจจุบันไม่ค่อยใช้กัน เขาก็เขียนบรรยายลงไปในสคริปต์ด้วย

ทำไมถึงบรรยายละเอียดขนาดนั้น มันช่วยในแง่ภาพ ในแง่โปรดักชันยังไง

 โบ๊ต: เราเขียนตามภาพที่เราเห็น อย่างที่บอกว่าหนังเราไม่ได้ขายเรื่องราวอย่างเดียว แต่มันยังว่าด้วยบรรยากาศ พื้นที่ และสถาปัตยกรรม ฉะนั้นบทเราก็เลยบรรยายถึงสิ่งเหล่านั้นด้วย เพื่อให้ตัวเราเองเข้าใจและเห็นภาพชัดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ทีมงานมาอ่านต่อก็จะเห็นภาพ และทำงานต่อบนพื้นฐานความเข้าใจตรงที่ตรงกัน

เต้: อย่างคำว่าแสงมลังเมลือง เราเห็นภาพเลยว่าในฉากต้องมีอะไรบ้าง ถ้าจะมองว่าคำหรือตัวอักษรที่เขียนมาเป็นเหมือนประตูที่เปิดให้เราเข้าไป ก็ใช่ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะไม่ได้ยึดติดกับตัวอักษรขนาดนั้น ผมเชื่อว่าถ้าเราไปยึดติดกับมันมาก มันทำให้เราอึดอัดตอนทำงาน และบางทีนะ มันมีเหตุการณ์ตรงหน้าที่สร้างความประหลาดใจให้เรา บางทีมันอาจจะได้ภาษาภาพใหม่ ๆ หรือว่าของใหม่ๆ ก็ได้

 ความที่ไม่ยึดติดกับสคริปต์ ทุกขั้นตอนที่คุณปรับเปลี่ยนคุณต้องปรึกษาผู้กำกับด้วยหรือเปล่า

 เต้: ใช่ ซึ่งทั้งหมดพี่โบ๊ตและช่างภาพจะเป็นคนตัดสินใจ เราแค่ซัปพอร์ตข้อมูลและให้เวลาเขาได้สำรวจตัวเลือกเหล่านั้น

 โบ๊ต: เราว่าที่เต้พูดนี่ถูกต้อง 100% เลย เราขอบคุณมากๆ ที่เต้ไม่ยึดตามตัวอักษร แน่นอนเราเขียนบทตามภาพที่เราคิด แต่เราชอบมากเวลาที่คนอ่านแล้วมานำเสนอมุมมองอื่นๆ ให้เราเลือก หลายโลเคชันมากที่เต้เสนอมามันน่าสนใจกว่าสิ่งที่เราเขียนมาอีก เราก็โอเค เปลี่ยนเลย เปลี่ยนไปใช้ตวเลือกที่ดีกว่า

อาจเป็นเพราะเราติดมาจากตอนทำสารคดี เราพร้อมปรับไปตามสถานการณ์มากๆ เรารู้ว่าต่อให้เขียนดียังไงมันก็ไม่เท่ากับโลกความจริงหรอก ฉะนั้นตอนทำงานเราก็จะพยายามเปิดพื้นที่เอาไว้ เพียงแต่มันจะมีบทให้ยึดไว้ด้วย เพราะมันจะทำให้ทีมงานทำงานไปได้โดยไม่หลง พอถึงจุดหนึ่งที่ทุกคนไม่หลงแล้ว เราก็พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และพร้อมจะปรับ ตราบใดที่มันไม่ทำให้ภาพรวมที่เราจะเล่ามันเป๋

มีโมเมนต์ freak out บ้างไหมกับการต้องควบคุมทีมงานนับร้อยคน และดีลกับปัญหาเยอะๆ

 โบ๊ต: เราไม่ได้ freak out แต่เราจะแพนิก (หัวเราะ) เรารู้สึกแพนิกเหมือนหัวใจเต้นแรงจนหยุดไม่ได้ แต่พอได้เริ่มงาน ได้มาอยู่หน้าเซต ได้มากำกับ อาการมันก็หายไปเอง แต่ก่อนหน้านี้คือแพนิกหนักมาก แต่ทีมงานไม่รู้หรอก เขาคงเห็นว่าพี่โบ๊ตชิลๆ หรือว่ารู้ก็ไม่รู้

เต้: มีบางวันที่ผมสัมผัสได้ (หัวเราะ) อย่างตอนเจอสถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้จริงๆ เช่น ฝนตก หรือเหตุุสุดวิสัยบางอย่างที่ทำให้การถ่ายทำต้องเกิดความล่าช้าในจังหวะนั้น ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด ดังนั้นถ้าผู้กำกับเขาแพนิก เราจะไม่ไปถามคำถามเขาเพิ่ม หรือถามว่าเป็นอะไรไหม นอกจากทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ตรงนี้ผมอยากจะให้เครดิตกับทีมจัดการด้วยนะ เขาช่วยเหลือทางด้านนี้ได้เยอะมาก

 โบ๊ต: หน้างานจริงมันมีเรื่องที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้เกิดขึ้นเต็มไปหมด เมื่อกี้ที่เต้พูดถึงฝนตก จริงๆ หนังเรื่องนี้ถ่ายช่วงหน้าฝน แต่ในหนังมันเหมือนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นใน 1 วัน แล้วมันไม่มีฝนในบท ปรากฏว่าออกกองวันแรกพายุก็เข้าเลย เราต้องเลื่อนกองไป 3 – 4 วัน แผนที่เราวางไว้พังทั้งหมด

พูดตามตรง เรามาออกกองวันแรกด้วยความมั่นใจมาก แต่พอพายุเข้าก็เกิดอาการช็อกนิดหน่อย พอเป็นแบบนั้นเราก็ โห่ เอางี้เลยเหรอ แต่วันแรกเราก็ถ่ายไปบ้างแล้วนะ แต่ตอนหลังเรากลับมารีชูตที่ถ่ายวันแรกใหม่หมดเลย ผมคุยกับตากล้องว่า เออดีแล้วที่ถ่ายใหม่ เพราะวันแรกพวกเรายังคลำๆ กันอยู่ ยังมองไม่ออกว่าหนังเรื่องนี้ลุคมันจะเป็นยังไง ผมกับตากล้องมานั่งดูฟุตเทจกันแล้วก็เห็นตรงกันว่า เราไม่ชอบที่ถ่ายกันมา เราไม่ชอบแสงแบบนี้ บล็อกกิงตัวละครแบบนี้

พอกลับมาถ่ายใหม่ เรากับตากล้องก็เริ่มเห็นชัดมากขึ้นว่าหนังควรมีหน้าตายังไง จัดแสงยังไง ช่วง 3 – 4 วันที่หยุดไปพักเหมือนเราได้ไปใช้เวลาคิดแล้วปรับให้เข้าที่เข้าทาง ผมคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้มีช่วงหยุดดูฟุตเทจ หนังภาพรวมจะกลายเป็นอีกลุคไปเลย ซึ่งเราคงไม่ชอบมัน มองย้อนกลับไปมันก็คงเป็นข้อดี

 สรุปแล้วหนังเรื่องนี้คุณเลือกใช้ภาษาภาพแบบไหน

 โบ๊ต: ผมเขียนคำว่า มลังเมลืองลงไปในบท แต่พอลองถ่ายแบบมลังเมลืองเรากลับไม่ชอบ เรารู้สึกว่ามันศักดิ์สิทธิ์ไป ในหัวเราคิดไว้ประมาณหนึ่ง แต่พอมาจัดแสงให้มันดูมลังเมลืองปรากฏว่ามันเยอะกว่าที่เราคิดไว้เยอะมาก โดยเฉพาะซีนที่ถ่ายในโบสถ์ ซึ่งสีสันจัดจ้านมาก หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ตัวละครใส่ พอใส่ความมลังเมลืองเข้าไปอีก ทุกอย่างมันเลยคูณ 10 ไปจากที่เราคิด

เราจึงสรุปกับตากล้อง ทีมอาร์ตและหลายๆ ฝ่ายว่า เราต้องการอะไรที่ดูธรรมดาที่สุด ถ่ายวัดธรรมดาๆ ก็ได้ วัดยังไงก็สวยอยู่แล้ว แต่ความสวยนั้นต้องดูธรรมดา ดูเหมือนกับวัดที่เห็นได้ในชีวิตจริง เหมือนกับไม่ได้เซตอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วทำเยอะมาก เพื่อให้ภาพมันดูธรรมดาที่สุด

จะว่าไปแล้ว มันดิบถึงขั้นสารคดีเลยไหม

 โบ๊ต: ไม่ขนาดนั้น มันก็ยังดูเป็นฟิกชันที่มีความจัดวาง มีความคิดไว้ที่ซ่อนอยู่อย่างละเอียดในทุกๆ ช็อต เพียงแต่ว่ามันจะไม่ได้ดูเหมือนเป็นสกู๊ปท่องเที่ยววัด มันจะดูเหมือนกับชีวิตจริงที่เรามาอยู่ในวัด เราไปวัดแล้วเจออะไรในหนังก็เป็นแบบนั้น

เมื่อฉายแล้วหนังก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป

 เคยคิดในเชิง impact ของหนังบ้างไหมว่ามันจะสร้างบทสนทนาอะไร เพราะหนังเกี่ยวกับพระหรือศาสนาหลายๆ เรื่องในบ้านเราค่อนข้างเป็น talk of the town เสมอ

 โบ๊ต:เราว่าหนังเรื่องนี้เป็นอีกทางเลือกในการมองศาสนาแล้วกัน ไม่ได้มองว่ามันจะ impact ขนาดไหน แต่มองว่าเรากำลังสร้าง conversation บทสนทนาร่วมกับหนังหลายๆ เรื่องที่พูดถึงศาสนาพุทธ ถ้าจะมองในแง่ของภาพยนตร์ด้วยกันเอง แน่นอนว่าเมืองไทยมันก็มีหนังแนวนี้ออกมาเยอะ เรื่องนี้ก็เป็นอีก angle หนึ่ง อีก perspective หนึ่ง จากมุมมองของเราในฐานะบุคคลที่โตมากับการเข้าวัดทำบุญตั้งแต่เด็กจนโต

เราก็นำเสนอมุมนี้ไปสู่บทสนทนาเหล่านั้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนดูจะตอบรับอย่างไร จะคิดเห็นยังไงกับมุมมองของเรา เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีหนังเรื่องไหนที่ให้เห็นวิธีถวายสังฆทานแบบเต็มๆ พระท่องบทสวดเต็มๆ (หัวเราะ) ไปจนถึงกรวดน้ำ เรื่องพวกนี้เราอยากบันทึกไว้ แล้วก็ให้หนังเรื่องนี้ไปพูดคุยกับหนังในหมวดเดียวกันด้วยมุมมองของเรา

ความที่เป็นงานศิลปะ มุมมองของคุณ ก็อาจจะมีเสียงวิจารณ์ ต่อทั้งตัวหนัง ต่อตัวคนทำ เคยคิดไหมว่าจะ react กับเรื่องพวกนี้ยังไง

 โบ๊ต: เรารู้สึกว่าพอมันเป็นงานศิลปะ เป็นหนัง พอปล่อยออกไปมันก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไปแล้ว แน่นอนมันต้องเกิด reaction หรือบทสนทนามากมาย ซึ่งต่อยอดจากตัวหนังไปสู่เรื่องอื่นๆ อันนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราแล้ว มันเหมือนกับเรามีลูกแล้วลูกเราก็ไปมีชีวิตของเขา เราไม่จำเป็นต้องคอยปกป้องลูกเราตลอดเวลา ถ้ามีคนมาถามถึงท่าทีและจุดประสงค์ของเรา เราก็จะบอกว่าหนังมันเป็นของสาธารณชนไปแล้ว

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งน่ารักมาก พอหนังได้ไปฉายต่างประเทศมันก็จะมีช่วง Q&A มีคนถามเราว่าซีนนี้ความตั้งใจของคุณคืออะไร จริงๆ เราไม่ได้อยากตอบหรอก แต่โอเคก็เล่าไอเดียไป จู่ๆ มีผู้ฟังคนหนึ่งเขาปิดหูแล้ววิ่งออกไปเลย มารู้ทีหลัง เขาบอกว่าไม่อยากฟัง เขามีการตีความของเขาเองที่เขาชอบแล้ว ไม่อยากรู้ว่าผู้กำกับคิดยังไง เรารู้สึกว่ามันน่ารักจังเลย

นั่นแหละ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมี reaction แล้วก็ตีความหนังในแบบตัวเอง ชีวิตที่เขาใช้มาจะบอกเองว่าหนังเรื่องนี้มี conversation กับเขายังไง นี่คือเสน่ห์ของภาพยนตร์ เหมือนที่เราเองก็มีกับหนังหลายๆ เรื่องที่เคยดู บางทีเราไม่แคร์เลยว่าคนทำเขาคิดยังไง แต่เรามีความผูกพันธ์กับหนังเรื่องนี้ ชอบและไม่ชอบด้วยเหตุผลของเราแบบนี้ หนังที่เราทำมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ

 
ว่ากันตามตรง คุณคิดว่าทำไมหนังว่าด้วยพระหรือศาสนามักมีภาพว่าจ้องนำเสนอแง่ลบเสมอ

 โบ๊ต: ไม่ใช่แค่หนังหรอก เราคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องที่ทุกคนมีมุมมองของตัวเอง โดยเฉพาะบ้านเราที่ศาสนามันใกล้ตัวมาก มันไม่ใช่แค่ที่พึ่งทางใจนะ มันยังมีเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ และผูกโยงอยู่กับอีกหลายอย่างมาก เรากล้าพูดเลยว่าคนที่ไม่ได้นับถือพุทธก็หนีไม่ได้ว่าตกอยู่ในอิทธิพลของพุทธ ความที่พุทธศาสนามีบทบาทมากขนาดนี้ พอมีใครพูดถึงนิดนึง ทุกคนก็พร้อมจะ react ได้ตลอด

ศาสนาพุทธมีชุดคำสอนที่โยงกับชีวิตเราตั้งแต่เกิดจนตาย บุญ บาป นรก สวรรค์ คำถามคือคุณสมาทานความคิดของศาสนาพุทธจริงจังแค่ไหน

 โบ๊ต: ถ้าเราตายก็คงต้องไปเผาในวัดพุทธแหละ เราก็ยังเป็นพุทธในแง่นั้นอยู่ ส่วนเรื่องความเชื่อ เราหยิบมาใช้ในจุดที่เหมาะกับเรา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับภาวะชีวิตในตอนนั้นด้วยนะ ถ้ามีความสุขดี เราไม่ต้องพึ่งอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันก็ดีอยู่แล้ว

แต่ลองดูถ้าวันหนึ่งมีทุกข์ที่หาทางออกไม่ได้ เราก็ไม่กล้าบอกเหมือนกันว่าจะไม่เข้าวัดมาไหว้พระ ถ้าป่วยเราก็ไปหาหมอก่อนแน่นอน แต่ถ้าสุดท้ายไม่มีที่พึ่งจริงๆ เราก็คงบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย มาทางศาสนาไหม มาไหว้พระให้สบายใจหน่อยไหม เราไม่กล้าพูดว่าเราจะไม่ทำ เพราะเราโตมากับบ้านที่เป็นแบบนี้ วิถีแบบนี้ ศาสนาคือเครื่องมือหนึ่งของเรา เรามองว่าพุทธก็คือปรัชญาแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับเยียวยาจิตใจ

 ไม่ถึงขั้นศรัทธา

 โบ๊ต: เราไม่กล้าพูดว่าเราศรัทธาในคำสอน หรือในพระพุทธเจ้ามากๆ หรอก พระไตรปิฎกก็มีหลายตำรา หลายการตีความ หลายเวอร์ชัน แต่แน่นอนคำสอนของพุทธศาสนาหลายอันมีประโยชน์มากๆ ไม่ว่าจะมองในเชิงศาสนา ปรัชญา หรืออะไรที่ปฏิบัติได้จริง หรือคำสอนบางครั้งก็มาจากคนที่น่านับถือก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องผูกโยงกับศาสนาตลอด คนที่มีวิธีคิดดีๆ ก็เยอะแยะ

บางคนก็บอกทำหนังเป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่ดี

 โบ๊ต: ก็จริงนะ มันก็มีทั้งทุกข์ทั้งสุข จะบอกว่าเป็นความทุกข์อย่างเดียวไม่ได้ มันมีความสุขด้วย ไม่งั้นเราคงไม่อยากทำมันหรอก เราเคยคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาเป็นหนึ่งในทีมงาน เขาเพิ่งคลอดลูกคนแรก เราถามเขาว่าประสบการณ์คลอดลูกครั้งแรกเป็นยังไง เขาบอก โห่ เจ็บแบบไม่เคยคิดว่าจะเจ็บได้ขนาดนี้

แต่ตอนนี้พอมีลูกออกมาแล้ว เขาก็ลืมไปแล้วว่ามันเจ็บยังไง ถ้าให้เขาตั้งท้องแล้วคลอดอีก เขาก็ทำได้ เหมือนเขาลืมไปแล้วว่ามันเจ็บยังไง เราว่าทำหนังมันเป็นอย่างนั้น ตอนที่ทำอยู่มันจะทรมาน ต้องแพ้ท้อง ตอนคลอดก็เจ็บแบบชาตินี้จะไม่มีทางรับมือกับสิ่งนี้ได้อีกแล้ว แต่พอคลอดได้ปุ๊บ มีหนังออกมา มันก็แฮปปี้ดี จำได้ว่ามันเจ็บ แต่ลืมแล้วว่ามันเจ็บยังไง

เต้: ตอนทำโปรดักชัน หรือตอนที่เราตื่นไปถ่ายหนังกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังถ่ายจบมันคือความรู้สึกหน่วงๆ คล้ายๆ กับว่าสิ่งที่ทำ แก้ปัญหา และตั้งใจทำติดต่อกันมาระยะเวลา 2 – 3 เดือนมาจบลงแล้ว มันจะมีความรู้สึกโหวงแปลกๆ

อีกช่วงหนึ่งที่สำคัญมากคือ ตอนเห็นผลลัพธ์ ทีมงานเราจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาแถวๆ นี้มันมีความสุข แต่ตอนถ่ายทำกันมันทุกข์ขนาดนั้นไหม มันก็ปนๆ แต่เรามองว่านั่นคือเราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากกว่า เรียนรู้การทำงานร่วมกัน วิธีสื่อสาร เห็นแต่ละคนทำงาน เรียนรู้ชีวิตเขา เก็บๆ เอามาจากการทำงานแล้วเอาไปปรับใช้ เพื่อทำให้การตัดสินใจในอนาคตของเราดีขึ้น

เราเป็นใครคิดจะไปสวนกระแสน้ำเชี่ยว

 คนอาจเข้าใจว่าหนังศาสนาต้องเคร่งขรึม เอาจริงๆ มันมีพาร์ตที่ดูแล้วสนุกสนานบ้างไหม

 เต้: ในหนังยังมีพาร์ตแก่นๆ ซื่อๆ ตลกๆ อีกเยอะ ไม่ได้มีแค่ความเคร่งขรึม ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องใต้ดิน มันยังมีเรื่องของมุมมองที่เมื่อผ่านเวลามาแล้ว คนในปัจจุบันมีวิธีนับสถานที่แห่งนี้ยังไงด้วย พูดให้ชัดเจนคือ เราเจอประติมากรรมสไปเดอร์แมนในวัด หรือ Hulk คือวัดมันเป็นพื้นที่ที่พยายามจะแทรกซึมเข้าหาทุกคน และเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนมาเจอกัน

หรืออาจพูดได้ว่าเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ของคนรูปแบบหนึ่ง

 เต้: ผมเชื่อว่าประมาณหนึ่งเลยแหละ ทุกคนเข้ามาในพื้นที่วัดแล้วก็หามุมของตัวเอง หาพื้นที่ของตัวเอง บางคนเข้ามานั่งพักเพื่อจะรอไปส่งอาหารอีกทีหนึ่ง บางคนแวะมาฉี่ หรือมางานวัด

โบ๊ต: จุดประสงค์ของพิธีกรรมคือการสร้างคอมมูนิตี เกิดสังคม สร้างกิจกรรมให้คนมาทำอะไรร่วมกัน สมาชิกครอบครัวทั้ง 9 คนในหนังเรื่องนี้ก็ถูกพิธีกรรมดึงให้มาทำอะไรร่วมกัน แต่จะแก้ไขปัญหาได้ไหม อาจจะไม่หรือได้ก็ไม่รู้ แต่แน่ๆ คือเขามารวมกัน เราว่าอันนี้ก็เป็นหนึ่งในคุณค่าของศาสนาเหมือนกัน แน่นอนศาสนาคือองค์กรที่มักจะถูกตั้งคำถามหรือมีปัญหาหลายอย่าง แต่ในแง่มุมที่มีคุณค่าเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีอยู่

 เต้: หลังจากทำหนังเสร็จ ผมตื่นเต้นที่จะได้กลับมาดูมันอีกครั้งบนจอใหญ่ เอาเข้าจริง ความยากลำบากตอนที่มันเกิดขึ้นช่วงโปรดักชัน ผมรู้สึกว่ามันมีของมัน ผมกลับมองว่าถ้าไม่มีปัญหา ผลลัพธ์จะไม่ออกมาแบบนี้ก็ได้

 คลอดออกมาแล้วคุณคาดหวังแค่ไหนกับลูกคนนี้

 โบ๊ต: เรารู้สึกว่าคลอดลูกออกมาได้นั่นคือชนะแล้ว สำเร็จแล้ว ครบถ้วนสมบูรณ์ 32 ประการ คนเป็นพ่อเป็นแม่แฮปปี้แล้ว ส่วนเขาจะเติบโตยังไง สังคมจะทำกับเขายังไงก็สุดแล้วแต่ คือทำหนัง 1 เรื่องมันไม่ง่ายนะครับ เสร็จออกมาในแบบที่เราชอบ ภูมิใจที่ได้ทำ สำหรับเราคือพอแล้ว ที่เหลือมันเหนือการควบคุมของเรา เราก็ต้องปล่อย

หนังยาวเรื่องแรกใช้เวลาทำ 10 ปี คุณเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง

 โบ๊ต: สิ่งที่งานมันบอกสอนคือ เราต้อง trust the process. การทำหนังมันมี 5 ล้านเรื่องที่เราไม่รู้และต้องตัดสินใจ ซึ่งเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามันต้องรับมือยังไง แต่เราก็แก้ปัญหากันไปเยอะมาก ฉะนั้นที่เราทำได้คือทำสิ่งตรงหน้าให้ดี แล้วก็มั่นใจในกระบวนการ ทำไปเรื่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละอย่าง แล้วเดี๋ยวมันจะได้เอง

เต้: ความที่งานกองถ่ายมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เราก็จะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดเลยก็คือ การทำงานร่วมกับคนอื่น มันไม่ใช่ว่าชี้นิ้วสั่งนะ แต่เราต้องประณีประนอมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เรายอมรับร่วมกัน

 โบ๊ต: หรือถ้าพูดแบบโคตรจะพุทธเลยนะ โลกมันมีวิถีของมันเองด้วย เราไม่มีทางไปขวางโลกได้ โลกใหญ่กว่าเรามาก เขาอยากจะฝนตกก็ตก เรากระจ้อยร่อยมากจนไม่สามารถไปบังคับกระแสโลกให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ หลักพุทธเขามีคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ความหมายคือ โลกมันมีวิถีของมัน

เราเป็นใครจะไปสวนกระแสน้ำ เราทำไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ เราต้องพร้อมปรับ พร้อมเคลื่อนที่ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก มันสำคัญนะเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ที่ใช้เวลาทำยาวนาน ถ้ามองเป็นการร่องเรือ เรามีปลายทางชัดเจนว่าอยากไปไหน เพียงแต่วิธีการมันต้องมีซิกแซกกันบ้าง

 9 วัด สู่สวรรค์ในภาพที่เราคิดมันเป็นแบบหนึ่ง แต่ของจริงมันไม่มีทางเหมือนในหัวเรา 100% หรอก ไม่มีทาง นักแสดงที่เราคิดไว้เป็นแบบหนึ่ง แต่พอนักแสดงกลุ่มนี้มาเล่นด้วยกันมันเกิดเคมีที่น่าสนใจ เขาให้สิ่งใหม่กับเรา ซึ่งเรามองดูแล้วมันน่าสนใจกว่ามาก เหมือนกันกับโลเคชัน อาร์ต การจัดแสง สไตล์ภาพ ต้องขอบคุณทีมงานที่ช่วยกันประคับประครองไปในทิศทางที่เราชอบ

ชื่อของคุณน่าจะถูกพูดเยอะขึ้นในบ้านเรา โดยส่วนตัวคุณมองหรือคาดหวังอนาคตในการทำหนังตัวเองยังไง

 โบ๊ต: เราก็อยากทำงานมากขึ้นแหละ แต่มากขึ้นในกลุ่มนิชมากๆ คงไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แต่โอเคอาจจะมีคนรู้จักมากขึ้นในหมู่คนดูหนัง เราก็หวังว่าจะได้ทำงานต่อไป มีโอกาสในการทำหนังได้ในแบบที่เราอยากทำ จริงๆ ก็มองแค่นี้นะ ไม่ได้หวังอะไรพิสดาร แค่การได้ทำหนังที่อยากทำต่อไปเรื่อยๆ หรือว่างานศิลปะอื่นๆ ที่อยากทำ แล้วได้ทำ มันก็ถือว่าดีมากแล้ว

 ขอให้เจ้าภาพเชิญชวนพุทธศาสนิกชนมาดูหนังหน่อย

 โบ๊ต: จะเป็นพุทธหรือศาสนาไหนก็ตามควรมาดูครับผม เราเปิดกว้างจริงๆ สุดท้ายหนังเรื่องนี้มันว่าด้วยครอบครัวที่เดินทางไปทำบุญ มันเล่าถึงความปรารถนาดีของคนคนหนึ่งที่มีต่อคนที่เขารัก เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ทุกคนจะยึดโยงไปถึงตัวเอง หรือครอบครัวตัวเองได้ คุณอาจจะเห็นตัวเองในหนัง ไม่ตัวละครใดก็ตัวละครหนึ่ง

และยิ่งถ้าเป็นชาวพุทธที่เข้าวัดทำบุญอยู่แล้ว ก็น่าจะได้เห็นสิ่งที่ตัวเองเคยทำปรากฏอยู่บนจอ ซึ่งก็น่าตื่นตาเหมือนกันนะ ที่ได้เห็นเรื่องธรรมดาใกล้ตัวขนาดนี้กลายเป็นเรื่องพิเศษขึ้นมาเมื่ออยู่บนจอภาพยนตร์ อันนี้น่าจะเป็นอีกเหตุผลที่อยากชวนให้คนไปลองสัมผัสกันครับ

 เต้: เรามองว่า 9 วัด สู่สวรรค์เป็นหนังดูง่าย ตัวผมเองนี่คือหนังเรื่องที่ 2 ที่ทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ มันกำลังสะท้อนภาวะอะไรบางอย่างใน generation ของเรา หรือสิ่งที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยรอบตัว ก็ทำตัวให้สบายที่สุดแล้วมารับรู้ประสบการณ์นี้ไปด้วยกัน และคาดเข็มขัดให้แน่น เพราะเดินทางกันค่อนข้างเยอะ

Tags:KicktheMachinea dayDraftTillDone9วัดสู่สวรรค์9TemplestoHeavenAtATimePictures
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
เรื่องมิตร (น.) น้อยนิดมหาศาล
Relationshipsเรื่องมิตร (น.) น้อยนิดมหาศาลนักเขียน : วงศกร ลอยมา
หลับตา หายใจ รับฟัง ถ้อยวาจาธรรมชาติในโปรเจกต์ Mangroove นท - พลอย
People Powerหลับตา หายใจ รับฟัง ถ้อยวาจาธรรมชาติในโปรเจกต์ Mangroove นท - พลอยนักเขียน : อารยา อุตอามาต
แมลง อาหารของมวลมนุษยชาติ
Photo Storiesแมลง อาหารของมวลมนุษยชาตินักเขียน : Mok Lachantra