บานประตูสีแดง กำแพงฉาบด้วยสีฟ้า บานแฟ้มด้านหน้าปิดทับด้วยสีเขียว ความรู้สึกอาจไม่ได้คล้ายว่าถูกเชื้อเชิญแต่เสมือนโดนสะกดให้ผลักเข้าไปเสียมากกว่า เคาน์เตอร์บาร์เรียงรายด้วยน้ำหลากสีบ่งบอกถึงอิทธิฤทธิ์ได้เป็นอย่างดี จัดวางคู่กับโซน DJ Controller ที่น่าทำความรู้จักจนอยากเอานิ้วไปจิ้มๆ เลื่อนๆ เล่น ดังนั้นสายตาจึงอดไม่ได้ที่จะสำรวจต่อและไม่แปลกใจที่ได้เห็นฝาผนังถูกแต่งแต้มด้วยแผ่นเสียงทั้งประเภทที่รู้จักกันดี จนไปถึงประเภทที่อาจจะต้องถามไถ่เจ้าของร้านว่าบุคคลบนปกคือใครกันบ้าง
เมื่อยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการสายตาจึงขอสอดส่องต่อ บรรจบกับสายตาที่ตวัดมาจนทำเราผวาไปชั่วขณะ แต่เมื่อเธอคลี่ยิ้มยินดีต้อนรับกลับกลายเป็นเสียหลักทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ยังไม่ทันตั้งหลักบานประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งเผยให้เห็นสาวเสื้อเขียวกางเกงลายเสือแขกรับเชิญคนล่าสุดของร้าน Entertainment Project เป็นอันสิ้นสุดการคอยเมื่อบุคคลที่เราตั้งตารอพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งสิ้น
“สวัสดีค่ะ พวกเรา Yellow Fang”
เจ้าของและแขกคนสำคัญของร้าน สลัดคราบก่อนก้าวขึ้นมานั่งพูดคุยบนชั้นสอง บรรยากาศมืดลงเล็กน้อยบ่งบอกถึงคุณสมบัติของสถานที่นี้เป็นอย่างดี จุดประสงค์คงไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อพูดคุยอย่างเงียบสงบเช่นวันนี้ แต่คล้ายเป็นจุดนัดพบและเติมความสนุกสุดเหวี่ยงหัวหมุนได้อย่างเต็มที่มากกว่า
เครื่องดื่ม แผ่นเสียง เครื่องดนตรี ยังคงเป็นหลักฐานยืนยันความฝันเมื่อครั้นพวกเธอยังเด็กได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับวันที่ ‘แป๋ง-พิมพ์พร เมธชนัน’ และ ‘แพรวา-จิรประวัติ ณ อยุธยา’ ขึ้นเล่นดนตรีครั้งแรกที่หน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวาระเปิดงานศิลปะ รายละเอียดชื่องานเลือนลางตามพุทธศักราชที่ล่วงเลยมาเกินทศวรรษแล้วเห็นจะได้

ยิงฟันแยกเขี้ยว
แชะ! แสงแฟลชแยงตา เขี้ยวเด่นแซงฟันหน้าจากฉายาสู่ชื่อแก๊ง ‘Yellow Fang’
แก๊งเขี้ยวเหลืองเริ่มงอกซี่แรกเมื่อไหร่คงต้องพาย้อนไปอีกเช่นเคย
ความฝันปัจจัยหลักที่ทำให้แก๊งเขี้ยวเหลืองเริ่มงอก ปัจจัยรองคงเป็นโอกาสที่ได้รับ หล่อเลี้ยงสถานะปัจจุบันด้วยแพสชันล้วนๆ ทุกอย่างเดินทางด้วยความเร็วระดับ 0.5 ความคืบหน้าพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
“การทำวงไม่ใช่ความฝันชนิดที่ว่าฉันต้องทำให้ได้! แต่มันเป็นอารมณ์ที่ถ้าเราทำได้ก็ดี จุดเริ่มต้นคือในคณะจะมีวันที่ทุกรุ่นต้องแสดงดนตรี ซึ่งรุ่นเราไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันกันเท่าไหร่ เราก็เลยคิดว่างั้นคงต้องเป็นวงเราแล้วแหละ นั่นจึงนับเป็นโอกาสแรกที่เราได้รับแล้วต้องเริ่มซ้อมเป็นจริงเป็นจังขึ้น” —แป๋ง
เดินหน้าต่อจนจบมหาวิทยาลัยด้วยช่วงวัยที่เกิดความสัมพันธ์อันชวนน่าล้อเลียนอย่างสถานะคนคุยที่ไม่พึงลงหลักปักฐานจริงจัง นำมาสู่เพลงแรกที่เขียนขึ้นตามช่วงวัย สัมผัสได้ผ่านความสนุกของจังหวะและความหมายที่ได้ฟังในเพลง ‘เลี้ยง’
“เลี้ยงฉันไว้ก่อน เลี้ยงฉันไว้ดูก่อน (ฮัมเพลง) เพลงนี้น่าจะประมาณปี 2007” มือกลองอย่างแพรวาข้ามเวลานึกย้อนก่อนกลับมาตอบในปีปัจจุบัน
เพลงส่วนใหญ่เกิดจากอะไร
“พวกเราเน้นทำเพลงเรื่อยๆ มากกว่า หรือบางทีมันจะมีเหตุบังเอิญที่ทำให้เราได้ทำเพลง อาจจะหยิบเพลงที่มีอยู่แล้วมาทำบ้าง หรือสร้างขึ้นใหม่บ้างตามโอกาส ตั้งแต่ออกอัลบัมในปี 2014 เราก็เริ่มออกเพลงปีละเพลงเรื่อยๆ หลายคนที่ติดตามเราก็จะรู้สึกว่าเราหายไปไหน” แป๋งตอบ
แพรวาขยายความให้ชัดเจนขึ้น “เราไม่มีค่ายว่างั้นเถอะ คือถ้าเราไม่มีอารมณ์จะแต่งเพลงหรือทำเพลงเราก็จะไม่ทำ เพราะบางคนโดนบังคับมันจะนำมาซึ่งเพลงที่ไม่ดี หรือเพลงจำพวกที่ฟังแล้วต้องสบถว่า อะไรวะเนี่ย! แต่สำหรับวงเราไม่มีแบบนั้นเลย เพราะมันล้วนแต่เป็นเพลงที่เราอยากทำกันมากๆ แต่มันอาจะนำไปสู่ข้อเสียบางอย่างเช่น เพลงไม่เยอะ”
แป๋งเห็นด้วยกับประโยคของเพื่อนสาวอย่างยิ่ง “เรารู้สึกว่าทุกเพลงที่เราทำ เราตั้งใจ เราพึงพอใจกับทุกเพลง มันก็เลยไม่ได้เยอะมากอย่างที่แพรวาบอก (หัวเราะ)”

อยากให้เข้าใจ อย่าบอกว่าทำไม
ไม่รู้เลย
เด็กหญิงพิมพ์พรนั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์ คนที่ดีดกีตาร์นั่นมันผู้หญิง อีกคนบนเวทีก็เป็นเกย์ เพศสภาพทวีคูณความสนใจในด้านดนตรีเธอมากขึ้น เมื่อภาพตรงหน้าลบภาพจำที่ว่าไม่ได้มีแค่เพศชาย Masculine เท่านั้นที่ได้อภิสิทธิ์ในการเล่นดนตรี เพศที่หลากหลายทำเอาเด็กหญิงตาแป๋วมีจุดมุ่งหมายเพิ่มขึ้นอีกข้อเสียแล้ว
ตำแหน่งมือกีตาร์ควบร้องแจ้งเจตจำนงชัดถ้อยชัดคำ “จริงๆ ไม่ได้วางว่าต้องเป็นวงผู้หญิงล้วนด้วยซ้ำ เพราะเมื่อก่อนก็มีเพื่อนผู้ชายเล่นคีย์บอร์ด มีน้องเล่นกีตาร์ รุ่นพี่บางคนมาช่วยตีกลองก็เป็นผู้ชาย แต่เรามองว่ามันมีความหลากหลายในวง ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ แต่ฝีมือก็มีเก่งไม่เก่งปะปนกันไป
เราอยากอธิบายด้วยคำว่า ‘Freedom’ ตั้งแต่วิธีการทำงานจนไปถึงการฟอร์มของวงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรก มันมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่ทำให้เราต้องก้าวไปข้างหน้า อย่างมือเบสวงเราก็เปลี่ยนมา 3 – 4 คนได้แล้ว”
“เราไม่ได้ยึดติดอะไร บางทีพี่เท็ดดี้ (ธีรดล ธีโอดอร์ แกสตัน วง Flure)มาเล่นเบสกับเรา ซึ่งเขาก็ไม่ได้เป็นผู้หญิง แต่ไวบ์มันกลับเข้ากันมากๆ เพราะเขาก็อยู่กับเรามาตั้งแต่แรก วงเราจึงกลายเป็นความไม่ได้ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” แพรวาเสริม

ความจริงของหญิงล้วน
“ส่วนตัวเราไม่เคยไปเล่นในวงผู้ชายขนาดนั้น แต่เราว่าความเป็นผู้หญิงมันมีมิติของมัน เรื่องการสื่อสารก็ง่ายทั้งภาษาพูดคุยและภาษาดนตรี มองว่าผู้ชายมันแอบมีความไม่ยอมกันนิดนึงด้วยมั้ง” แป๋งตอบ
“ผู้ชายมักจะมีความเก่งสักอย่างอยู่ในตัว แต่พวกเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเก่ง เราเริ่มจากความอยากสนุก เวลาตกลงอะไรกันทำให้ไม่มีความคิดที่จะเอาชนะกันเลย” แพรวาตอบ
แววตาแป๋งสื่อถึงปิติในความสัมพันธ์ที่เธอกอบกำไว้ไม่มิด “เราว่ามีข้อดีเยอะเลย ถ้ามองไปในอุตสาหกรรมนี้ผู้หญิงเป็นส่วนน้อยมาก แต่ด้วยความที่วงเรา 100% เป็นผู้หญิง จึงทำให้เราได้รับโอกาสต่างๆ แต่ความสนใจจากคน เราว่ามันก็น่าจะต่างตามฐานะหญิงชาย
ยอมรับว่าปัจจุบันมันยังคงมีเส้นกั้นอยู่ อย่างถ้าทั้งวงเป็นผู้ชายก็ไม่ได้มีใครมาเรียกว่า ‘วงชายล้วน’ มันเป็นข้อถกเถียงอยู่เหมือนกันว่าทำไมเราต้องจำกัดความให้กับการเป็นผู้หญิง เช่น DJ ผู้ชายก็เรียก DJ ปกติ แต่พอเป็นผู้หญิงกลับกลายเป็น Female DJ ซึ่งเราเข้าใจว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่ Statement ของอาชีพเหล่านี้จะอยู่ในจุดที่ไม่ต้องมาจำกัดความว่าฉันเป็นหญิงล้วน
ง่ายๆ คือเรายังมีคนให้ความสนใจของการเป็นหญิงล้วนอยู่ แต่ปัจจุบันเราก็ได้ประโยชน์จากส่วนนี้แหละ อย่างพวกงานที่ต้องการสนับสนุนผู้หญิงทำนองนั้น”
แพรวาหัวเราะ “ตลกดีว่ะ แต่มันก็มีน้อยจริงๆ แหละ”
แป๋งบอกเล่าความจริงพร้อมหลักฐาน “จะบอกว่าเราเป็นแกะดำก็ไม่เชิง เพราะเพิ่งไปดู Line up งานที่เรากำลังจะไปเล่น มีเราเป็นวงผู้หญิงอยู่วงเดียว คือไม่ต้องเป็นวงก็ได้ แค่สมาชิกผู้หญิงก็ไม่มีเลยใน 8 วงที่ขึ้นเล่น เราเป็นแค่ 10 – 15% ซึ่งมันน้อยมากจริงๆ”

วงเราตีตลาดคนกลุ่มไหน คนประเภทใดที่มักชื่นชอบเรา
“แน่นอนว่า ‘ผู้หญิงถึงผู้หญิง’ คำนี้มันถูกต้องมาก ผู้หญิงมันคุยกันเอง สร้างแรงบันดาลใจกันเองแล้วผู้หญิงก็ชอบ Bitch! ใส่กันเองด้วยนะ เพลงของเราชัดเจนว่าสื่อสารกับผู้หญิงบางคน ในบางแง่ที่อาจจะไม่ได้รับจากผู้ชายได้
แฟนเพลงที่เดินมาพูดคุยในฐานะผู้หญิงด้วยกันกับเราเยอะมาก ต้องยอมรับว่าเราอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเห็นได้ว่าผู้หญิงสามารถทำสิ่งนี้ได้โดยที่ไม่ได้ยากอะไร ศักยภาพผู้หญิงในยุคนี้มันเติบโตเร็วมากอย่าง ผู้หญิงเล่นกล้าม ผู้หญิงแข่ง HYROX ผู้หญิงโคตรถึก
สิ่งนี้มันส่งต่อความคิดทำให้ผู้หญิงเริ่มคิดว่า กูก็ทำได้เหมือนกัน จริงๆ พวกเราก็ไม่ได้เก่งเลิศขนาดนั้นแต่ก็ทำกันไปก๊อกๆ แก๊กๆ จนเด็กผู้หญิงบางคนเขามากรี๊ด หนูอยากตั้งวงแบบพี่! เมื่อก่อนเรามักเห็นว่าเด็กผู้หญิงจะไปกรี๊ดวงผู้ชายหล่อๆ กันแต่วันนี้เขากลับมากรี๊ดเราแทนก็น่ารักดี (หัวเราะ)” แป๋งเล่า
แพรวาเล่าต่อ “อันที่จริงก็ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงหรอก เด็กผู้ชายก็มี อย่างล่าสุดที่เราไปเล่นคอนเสิร์ตมีเด็กอายุ 17 – 19 มาดู เราถามอายุแล้วก็คุยกันว่าทำไมถึงมาฟังวงเรา รู้จักวงเรานานแล้วเหรอ ก็ดีใจที่ยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งรู้จักเราอยู่”
แป๋งเหน็บด้วยประโยคบอกอายุอีกเช่นเคย “บางคนอายุ 15 16 บอกพ่อแม่ฟัง พอเริ่มโตขึ้นมาถึงได้เริ่มแยกออกมาฟังเอง (หัวเราะ)”
“เรายินดีมาก เพราะสมัยก่อนเราก็เคยเป็นเด็กที่อยากเจ๋ง อยากเท่ เหมือนพวกคนเล่นดนตรีเหมือนกัน เราเชื่อว่าศักยภาพของทุกคนสามารถสร้างออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน” แป๋งตอบ
“ดีใจนะที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับใครบางคน เพราะเราก็อยากให้ทุกคนได้ทำอะไรสนุกๆ ที่ตัวเองชอบกัน ไม่ต้องไปทำตามคนอื่นมาก เอาที่ตัวเองถนัด มันอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ถ้าชอบก็ทำไปเถอะ” แพรวาตอบ

ปัจจุบันคาแรกเตอร์ของวงเริ่มชัดขึ้นบ้างไหม
“ชัดนะ หลักๆ เลยคือเครื่องดนตรีไม่เยอะแล้วก็เด่นเรื่องการร้องประสาน ส่วนด้านของการเขียนเพลงกับเมโลดีก็รู้สึกว่ามีความ Dreamy นิดนึง ซาวนด์กีตาร์ Shoegaze นิดๆ ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นแนวไหนขนาดนั้น แต่พอเราเริ่มซูมเอาต์มาฟังก็เห็นภาพว่าเรามีฟีล Emotional บรรยากาศของเพลงประมาณนี้ ไวบ์ของเพลงที่คนฟังหลายคนอาจจะรู้สึกเหมือนกันในเรื่องของ Vocal Harmonization (การประสานเสียงร้อง) ของเรากับแพรวา คิดว่ามันมีไวบ์ของ Yellow Fang อยู่ แต่เราไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี” แป๋งอธิบาย
จากวันที่แสดงหน้าคณะจนถึงตอนนี้มีอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง
ทั้งคู่โอดครวญพร้อมกัน “โอ้ย เยอะเลย! โตขึ้นมากก็ 18 ปีเนาะ”
“เมื่อก่อนก็ก็องๆ แก๊งๆ เล่นไม่จบเพลงก็ไปเรื่อย” แป๋งตอบ
“ถ้าเล่นผิดก็เริ่มใหม่ สมัยก่อนไม่คิดไรมาก” แพรวาหัวเราะ
คำตอบของทั้งคู่บอกช่วงวัยได้ชัดเจนจริงๆ
แป๋งยกตัวอย่าง “เช่น เพลง ‘เลี้ยง’ เราเล่นมาสิบกว่าปีแล้วมันก็เปลี่ยนนะ ถ้าไปดู live Session ที่เราอัดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับตอนนี้มันก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันค่อยๆ Evolution ขึ้น วิธีการตีกลองแพรวา วิธีการเล่นกีตาร์เรา ทุกอย่างมันค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา
เอาตรงๆ สมัยก่อนเราก็ไม่ได้มั่นใจมาก เวลาขึ้นเวทีก็มีเขินๆ บ้าง แต่ตอนนี้ก็ชิลขึ้น เขาเรียกว่าอะไรนะ”
“ประสบการณ์” แพรวาหยิบยื่บคำตอบให้หลังอีกฝ่ายคิดอยู่นาน

อธิษฐานขอให้เธอฟื้น
ลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือมา
บทเพลงที่ชวนโยกเลื้อยเขย่าหัวตาม ล้วนแล้วได้รับอิทธิพลจากคลังความชอบและประสบการณ์ของผู้เล่นทั้งสิ้น อีกบทบาทอย่าง DJ ที่เสริมให้ทั้งคู่ถลำลึกไปกับโลกแห่งดนตรี เริ่มด้วยร็อกลามไปอิเล็กทรอนิกส์ ปรุงแต่งด้วยเรื่องราวในชีวิตที่สมาชิกต่างประสบ
การสร้างเพลงต้องเริ่มจากอะไร
มือกีตาร์ตีแผ่วิถีของวง “แต่งเนื้อ แต่งเมโลดีมาคร่าวๆ แล้วนำมาจัดเรียงจนเป็นเพลง แต่บางเพลงเรามีเวลาไม่เยอะก็จะทำเดโมในคอมให้ทุกคนได้ฟังพร้อมกันแล้วก็เข้าห้องอัดกันเลย อย่างเพลง ‘ฟื้น’ ล่าสุดแพรวาแต่งเนื้อกับเมโลดีมา เราก็ช่วยทำส่วนของดนตรีกับคอร์ดแล้วก็จบงาน”
วิถีการแต่งเพลง
ถึงคราวเจ้าของผลงานบอกเล่าวิถีของตนบ้าง “ยกตัวอย่างเพลง ‘ฟื้น (Athithan)’ ที่ออกล่าสุดเป็นเพลงที่เราแต่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนเพื่อนสนิทเสีย ตอนนั้นเราเศร้ามากแล้วเราอยากให้อะไรสักอย่างกับเขา ด้วยความที่เราเป็นนักดนตรีเลยคิดในใจว่าอยากแต่งเพลงให้เขาจังเลย
เราก็เลยเอาคำว่า ‘อธิษฐาน’ ที่เป็นชื่อของเพื่อนมาใส่เป็นกิมมิกบอกเล่าว่า เราอยากให้เขากลับมา อยู่ดีๆ วันหนึ่งเราตื่นมาแล้วเขาตายไปแล้วทั้งๆ ที่อายุแค่ 28 เอง เราเลยนำความรู้สึกนี้มาแต่ง ซึ่งแต่งออกมาได้เร็วมาก เพราะเราอินกับความสูญเสียมากๆ แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะเอามาทำเป็นเพลงของ Yellow Fang ได้ยังไง ต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนในวง แต่ก็ไม่ลงตัวสักที สุดท้ายเราก็ได้ ‘พี่ปริญญ์ (ปริญญ์ อมรศุภศิริ)’ กับ ‘พี่เท็ดดี้’ มาช่วยตบให้มันเป็น Yellow Fang สมัยใหม่ ไม่ต้องไปยึดติดกับเครื่องดนตรีว่าต้องเป็นสามชิ้น สุดท้ายกลายเป็นว่ามีอะไรเต็มไปหมดเลย แต่พอปล่อยออกมากระแสตอบรับก็ดี แล้วก็ฟังดูเป็น Yellow Fang ที่โตขึ้นกว่าแต่ก่อน”
ทั้งคู่สารภาพว่าเพลงนี้นับเป็นเพลงโปรดในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการแสดงสดไปจนถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับ แม้ระหว่างทดลองทำจะมีหลายเวอร์ชัน แต่ท้ายสุดแล้วก็กลายเป็นผลลัพธ์ที่ลงตัวและสมบูรณ์

แนวเพลงหลัก Yellow Fang คืออะไร
“เราไม่ได้คิดเรื่องแนวนะ ส่วนมากมันจะเป็นเครื่องดนตรีมากกว่า เป็นเรื่องศักยภาพของผู้เล่นว่าแพรวาตีกลองแบบนั้น เราเล่นกีตาร์แบบนี้ การผสมผสานของเราคืออะไร ในส่วนของซาวนด์พวกเราอาจจะชอบแบบดิบๆ หน่อย ร้องไม่ต้องชัด Reverb นิดๆ มีกลิ่นอายแบบวินเทจหน่อย ผสมผสานระหว่างร็อกกับความอิเล็กทรอนิกส์ เติมๆ ปรุงๆ ไปเหมือนตามที่เราชอบกินอะไรสักอย่าง
บางอย่างมันก็เป็นเซนส์ เป็นสัญชาตญาณดิบ เช่น อยู่ดีๆ แพรวาเดินไปที่กลองแล้วตีเลย เราก็เหมือนกัน ถ้าเราหยิบกีตาร์ขึ้นมาแล้วเล่นเลยก็อาจจะมีริฟฟ์ที่เราคุ้นชินที่สุด มันเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ตีกรอบว่าฉันต้องทำแบบนั้นหรือแบบนี้”
ก่อนมือกีตาร์จะปิดท้ายด้วยประโยคท้าทาย “แต่ในอนาคตก็ไม่แน่นะ เราอาจจะอยากชาเลนจ์โซโล่ไฟแล่บ เพราะเราเปิดรับสำหรับทุกอย่างอยู่แล้ว”
เหตุการณ์ชาเลนจ์ของแต่ละคน
“ตอนนี้สำหรับแพรวาคือการที่ต้องร้องเพลง ‘ฟื้น’ แล้วตีกลองไปด้วย อันนี้นี่แหละชาเลนจ์! (หัวเราะ)
เพราะปกติเราเป็นประสาน เราอาจจะช่วยแต่ไม่ได้ต้องชัดเจนมาก แต่เพลงนี้คนที่ทำซาวนด์ให้เรา เขาต้องหาวิธีที่ไม่ให้เสียงกลองมาแทรกเสียงร้อง รวมถึงเราก็ต้องฝึกซ้อมให้มากขึ้นด้วย”
“สำหรับเราพอถึงจุดที่ไม่ได้ฝึกซ้อมในการทำเพลงนานๆ มันก็มีเซ็งๆ เหมือนกัน คิดไม่ออกเหมือนความสดความดิบบางอย่างในตัวมันเริ่มหายไป คิดเยอะเกิน เวลาจะทำอะไรก็คอยคิดว่ามันจะเป็นยังไง ทั้งที่เมื่อก่อนเราจะลงมือทำเลย โดยที่ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
ชาเลนจ์ของเราก็คือจะจัดการความรู้สึกนี้ยังไง อย่างตอนนี้เราชอบอ่านคอมเมนต์ก็จะเห็นแล้วว่าคนกำลังรอเพลงใหม่ มันก็เป็นชาเลนจ์ของเราเหมือนกันว่าเรามีเพลงที่แต่งไว้แล้วประมาณหนึ่ง แต่เราจะหยิบเพลงที่เขียนเมื่อห้าหกปีที่แล้วมาทำอย่างไรให้เรายังรู้สึกร่วมกับมัน” แป๋งตอบ

จากนี้…ไป
แค่มีเธอก็คง…ไม่เป็นไร
18 ปีหมักบ่มพวกเธอจนกลายเป็น Yellow Fang รสชาติพอเหมาะกำลังดีกลมกล่อม ท่วงทำนองถูกร่ายเรียงตามอารมณ์ ผ่อนปรนตามแต่ใจต้องการ ทางเดินดูไร้ซึ่งสิ่งกีดขวาง หรือแม้กระทั่งทางขรุขระมีครั้งไหนบ้างที่ Yellow Fang เผลอสะดุดหรือก้าวผิดจังหวะไปบ้างบางครั้งคราว
“ตอนสมาชิกบางคนเลิกเล่นก็เป็นปัญหาหนึ่ง แล้วช่วงนั้นแพรวาท้องพอดี จริงๆ ก็มีพูดคุยตกลงกันนิดนึง เพราะสมาชิกอีกคนก็ตัดสินใจไม่อยากเล่นแล้ว เราเลยคิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะที่ควรพักกันสักหน่อย
เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลง แต่พอมานั่งคิด นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว บางคนเคยเลิกเล่นไปแล้วแต่เราก็ต้องไปต่อ เราเคารพการตัดสินใจของเพื่อนทุกคนถ้าเขาอยากไปทำอย่างอื่น
แต่ตอนนี้ก็ผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว จุดต่อไปมันก็กลายเป็นเรื่องที่พอเราเปลี่ยนสมาชิก(อีกแล้ว) จะคุยกับคนยังไง จะบอกคนยังไงดีวะ เวลาคนมาถามถึง” แป๋งเล่าแต่ละก้าวของวงที่เคยเปลี่ยนแปลง
18 ปีที่ Yellow fang ทำให้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
“เราเดินทางไปหลายประเทศมาก เราเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เช่น เอาเครื่องดนตรีไปแล้วไฟดันไม่ตรงกัน ซึ่งเรากลุ่มเราไม่ได้มีใครบ้าแพนิกแตก ทุกคนพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาได้โดยที่ไม่ได้ซีเรียสหรือตึงจนเกินไป มันมีทางที่เราจะเอาตัวรอดกันไปได้เรื่อยๆ” แพรวาตอบ
“สำหรับเรามันคือการเจอคน เมื่อก่อนจริงๆ เราเป็นคนไม่ค่อยคุยกับคนที่ไม่รู้จัก เป็นคนคุยยาก ตอนนี้ก็อาจจะยังเป็นบ้าง (หัวเราะ) แต่ว่าดีขึ้นเพราะการเดินทางทำให้เราเจอคนที่หลากหลายมาก ได้เจอคนที่ Open ฉันพร้อมอยากทำความรู้จักกับเธอ ทำให้มี Empathy มากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น
เมื่อก่อนเราขี้เกียจถ่ายรูปกับเซ็นลายเซ็นมากกูไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวแม่งยาว (หัวเราะ) แต่ตอนนี้พอคิดว่าเราเป็นเขาตอนเด็กๆ เราไปดูวงที่ชอบก็อยากเจออยากคุย ตอนนี้เราก็เลยทำแฟนมีตขึ้นมาด้วยเหมือนเราใจกว้างมากขึ้นพอที่จะเปิดรับคนอื่น จะบอกว่ามารยาทสังคมมันก็ไม่ใช่นะ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเราได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นมากกว่า” แป๋งตอบ

คิดว่าแพลนต่อไปจะอย่างไรบ้าง
“ก็ประมาณนี้แหละ อยากไปเล่นที่ใหม่ๆ บ้าง อยากไปยุโรป เราก็รู้สึกว่าเพลงมันพาเราไปได้หมดเลย เราไม่ได้กลัวว่าไปเล่นที่นี่แล้วคนจะฟังฉันไหม เราเคยเจอคอมเมนต์ว่า ฉันฟังไม่รู้เรื่องนะแต่ว่าฉันชอบฟังเพลงคุณ ตอนแรกก็เคยคิดเหมือนกันว่าฉันต้องแต่งเพลงภาษาอังกฤษเพื่อที่จะได้ไปต่อใน International Market ไหม แต่ก็ไม่ถนัดเขียนเพลงเป็นภาษาอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษพอได้นะแต่ว่าอะไรที่อยู่ในหัวเรามันเป็นภาษาไทยน่ะสิ” แป๋งพูด
“เราไม่ได้ร้องเป็นภาษาอังกฤษ คนเขาก็ยังฟัง ตอนนี้ตามแอปมันมีวัดผลได้แล้วว่าประเทศไหนฟังเราบ้าง อย่างช่วงนี้ประเทศที่ฟังเรามากที่สุดคือ บราซิล งงไหม (หัวเราะ) เราเลยรู้สึกว่าอยากไปบราซิลจัง มันแสดงให้เห็นแล้วว่าภาษามันไร้พรมแดน เหมือนกับเด็กไทยที่ชอบฟังเพลงเกาหลี มันก็ฟังได้ ก็ชอบได้หนิ
จริงๆ แล้วมันก็เป็นข้อดีว่าเราไม่ต้องเอาใจฝรั่งด้วยการพูดภาษาอังกฤษ แต่ฝรั่งเขาเห็นเสน่ห์ของภาษาเราได้ ยิ่งตอนนี้เรารู้สึกว่า Southeast Asia กำลังมาในเเง่ของ Aesthetic ในเรื่องของหน้าตา Language หรือ Sound เราจะเห็นมันอยู่ในเทรนด์ตลอด แถบ Western ก็เอาคาแรกเตอร์ของดนตรีฝั่งเอเชียไปทำ เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง เพราะเราไม่แน่ใจว่า เราจะภูมิใจที่เรามีสีผิวแบบนี้ เสียงแบบนี้ ถึงตอนไหน แต่ตอนนี้เราว่า You can be proud to be… brown?” แพรวาหัวเราะให้กับคำตอบของตัวเอง
คิดว่าอีก 5 ปีตัวเองจะเป็นยังไงบ้าง
แป๋งอุทานเสียงดัง “แก่มาก! แต่ยังฟิตอยู่ อีก 5 ปีคิดว่าจะยังเล่นดนตรีนะ แต่ในรูปแบบไหนก็ไม่รู้ ใครจะเป็นคนจ้างฉันไปเล่น แต่คิดว่ายังมีแรงในระดับหนึ่ง ยังอยากทำอะไรสนุกๆ กับชีวิต ส่วนวงน่าจะยังมีอยู่ (หัวเราะ)”
ตามด้วยคำตอบของน้องสาวที่อายุไล่เลี่ยกัน “อีก 5 ปีเราว่ามันเร็วมากเลย เอาอีก 20 ปีดีกว่า เราจะอายุ 60 เชื่อไหมว่าก็จะยังเล่นดนตรีอยู่ดี เพราะว่าชอบไง เล่นจนตายอะ เราไม่คิดว่านักดนตรีจะสามารถเลิกเล่นดนตรีได้”

พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำปฏิญาณตนว่า
“ยังไงก็ไม่มีวันคิดจะเลิกเล่นดนตรีแน่นอน”





