เคยได้ยินมาว่า เมื่อใดที่ฝนตก เมื่อนั้นเมืองจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา และกรุงเทพมหานครก็เป็นหนึ่งในนั้น
ปริมาณน้ำมหาศาลที่หล่นมาจากฟ้าอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ และถึงแม้ว่าเม็ดฝนอันมหาศาลจะผ่านพ้นไปแล้ว มวลน้ำในบางพื้นที่ก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
เสียงก้าวบนฟุตพาทแปรเปลี่ยนเป็นเสียงลากเท้าในน้ำที่เอ่อล้นขึ้นมาจากท่อระบาย บางคนลุยน้ำกลับบ้านจากที่ทำงานและยังต้องไปทำงานต่อในอีกวันรุ่งขึ้น บางคนต้องฝืนตัวเองเดินฝ่าคลื่นกรุงเทพฯ เพื่อไปซื้ออาหารมากักตุนไว้ หรือแม้แต่ออกไปรับของยังชีพจากหน่วยงานต่างๆ และมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องหาอุปกรณ์ เช่น กะละมัง โฟม รถเข็น มาดัดแปลงเพื่อใช้ในการสัญจรไปมาหรือขนของใช้จำเป็น
ท่ามกลางเมืองที่กลายเป็นทะเลชั่วคราว หลากหลายชีวิตยังคงต้องดำเนินไปในรูปแบบที่ต่างกัน บางคนเลือกปล่อยตัวปล่อยใจ นั่งจิบเบียร์ท่ามกลางน้ำท่วมขัง บ้างก็นั่งมองความเสียหายตรงหน้าด้วยความเงียบไม่มีแรงแม้แต่จะพูด บ้างก็ระบายอารมณ์ออกมาผ่านเสียงด่าที่อัดอั้นอยู่ในใจ
“กรุงเทพเอาอยู่” ประโยคนี้คงเป็นคำถามไปอีกนานว่าเราจะรับมือยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้อีกในอนาคต ถึงแม้อดีตเราจะมีบทเรียนมามากมายแล้วก็ตาม

























