งานศิลป์เปรียบเสมือนเวทมนตร์ในโลกอันไร้มนตรา
ศิลปินที่สะบัดพู่กันบรรจงวาดภาพดูแล้วไม่ต่างกับจอมเวทโบกคทาร่ายคาถา และภาพวาดตระการตา ก็ไม่ต่างจากประกายเวทมนตร์จากไม้กายสิทธิ์ของพ่อมดแม่มด
เราคงได้ยินคนเปรียบเปรยงานศิลปะชิ้นงามว่าเหมือนดังเวทมนตร์บ่อยครั้ง แต่สำหรับโลกจากปลายปากกาของอาจารย์ชิราฮามะ คาโมเมะ ภาพวาดนั้นคือเวทมนตร์ตรงตามตัวอักษรทุกตัว
เพราะเวทมนตร์ในมังงะ ‘Witch Hat Atelier จอมเวทฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์’ ไม่ได้ร่ายด้วยการบริกรรมคาถา แต่เกิดจากการจรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษ และเหล่าจอมเวทในชุดคลุมยาว ก็คือเหล่านักวาดผู้สวมหมวกปลายแหลม

‘Witch Hat Atelier จอมเวทฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 บอกเล่าเรื่องราวของ ‘โคโค่’ เด็กหญิงธรรมดาๆ ที่มีเหตุจำเป็นให้ต้องกลายเป็นจอมเวทฝึกหัดและเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวในโลกของเหล่าจอมเวท
ฟังเผินๆ ก็เหมือนจะไม่ต่างจากเรื่องราวในโลกแฟนตาซีทั่วไปที่ตัวเอกมักเป็นคนธรรมดาแต่สืบสายเลือดจากบรรพบุรุษลึกลับ หรือได้รับพลังพิเศษเป็นมรดกตกทอดจนจับพลัดจับผลูได้เป็นบุคคลสำคัญ แต่ไม่ใช่สำหรับอาจารย์ชิราฮามะผู้เขียน Witch Hat Atelier เพราะโคโค่ไม่ใช่สาวน้อยมหัศจรรย์ แต่แท้จริงแล้ว เวทมนตร์นั้นไม่ได้พิเศษอย่างที่ใครๆ เชื่อกัน
ไม้เท้าของเหล่าจอมเวทมีขนาดเท่าปากกาด้ามเก่ง และการร่ายวงเวทก็ไม่ต่างอะไรจากการร่างวงกลมลงบนกระดาษ ขอเพียงมีกระดาษ ปากกา และน้ำหมึกที่ใช่ เท่านี้สามารถใช้เวทมนตร์ได้แล้ว
หยิบปากกา จุ่มน้ำหมึก วาดวงเวทลงบนกระดาษ แต่นแต๊น! วงเวทของคุณพร้อมให้ใช้งาน!

เวทมนตร์ใน Witch Hat Atelier ต่างไปจากที่เราคุ้นเคย ไม่มีการท่องบริกรรมคาถา ไม่มีพลังเวทในกาย กระทั่งคนธรรมดาอย่างโคโค่ก็สามารถเดินบนเส้นทางสู่การเป็นจอมเวทได้ เพราะอาจารย์ชิราฮามะหวังอยากให้มังงะเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้
ในโลกที่เชื่อว่าผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นที่จะเป็นจอมเวทได้ เด็กธรรมดาคนหนึ่งกลับสามารถเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ได้
ในโลกที่มีเพียงผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นที่จะเป็นจอมเวทได้ เด็กธรรมดาคนหนึ่งจะสามารถเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ได้จริงหรือ
Witch Hat Atelier จึงไม่ได้เป็นเพียงมังงะเวทมนตร์แฟนตาซีธรรมดา แต่เป็นการฝ่าฝันของคนธรรมดาในโลกของผู้มีพรสวรรค์ บางครั้งก็สนุกสนานที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ บางครั้งก็ล้มลุกคลุกคลานจนไม่น่าดู เหนื่อยยากเป็นส่วนใหญ่ และหลายครั้งก็รู้สึกว่าย่ำอยู่กับที่จนคิดท้อแท้ แต่เมื่ออดทนฝึกฝนและหันหลังกลับไปมอง คงไม่อยากจะเชื่อว่าก้าวหน้าขึ้นจากวันแรกเพียงใด
ต่อให้จะยังสับสนและไม่มั่นใจ แต่หากลงมือทำและไม่ถอดใจ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

แม้วิธีการใช้เวทมนตร์จะดูง่ายแสนง่าย แต่การจะใช้ให้ได้และใช้ให้ดีกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
เหมือนนักกีฬาที่ต้องหมั่นฝึกซ้อม จอมเวทแห่ง Witch Hat Atleier เองก็ต้องหมั่นฝึกวาด เส้นตรงที่เหมือนง่าย ต้องฝึกวาดจนกว่าเส้นจะตรงไม่ยึกยือ วงกลมที่เป็นรูปทรงพื้นฐาน จะต้องฝึกจนกว่ากล้ามเนื้อมือจะสามารถวาดให้กลมสมมาตรได้
ฝึกซ้ำไปซ้ำมาจนนิ้วมือใต้ผ้าคลุมยาวแข็งด้านเพราะจับปากกา
แต่เพราะซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมยาว ผู้คนจึงมักคิดว่าเป็นจอมเวทนั้นง่ายแสนง่าย แค่กระดิกนิ้วก็เสกสรรได้ดั่งใจ ทั้งที่กว่าจะวาดวงเวทสลับซับซ้อนได้อย่างที่เห็น พวกเขาล้วนจำเป็นต้องฝึกฝนและเริ่มต้นจากศูนย์ และบางครั้งก็เผชิญปัญหามากมายระหว่างทาง ทั้งท้อแท้เพราะก้าวหน้าได้อย่างเชื่องช้า หรือมุ่งมั่นอยากพัฒนาจนกลายเป็นกดดันตัวเองจนเกินไป
“วาดยังไงก็ทำได้ไม่ดีจนหมดอารมณ์หยุดวาดไป”
“ไม่มั่นใจในตัวเอง มือไม่ยอมขยับตามที่คิดด้วยความเครียดและแรงกดดัน”
“จู่ๆ ก็รู้สึกอาย คิดว่าตัวเองห่วย”
“ถึงมีไอเดียแต่สับสนว่าจะวาดอะไร เลือกไม่ได้ก็เลยไม่ได้ลงมือวาด”
“ยิ่งคิดว่าต้องวาดก็ไม่ได้เริ่มวาดเสียที”
เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่เหล่าจอมเวทในโลกจินตนาการใบนี้ต้องประสบ และเป็นสิ่งที่เหล่าศิลปินในโลกความจริงล้วนพบเจอ
เส้นทางแห่งการวาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นในโลกใดก็ล้วนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ และไม่ได้เป็นเส้นทางที่สงวนไว้เพียงเพื่อผู้มีพรสวรรค์
ไม่ว่าจะเป็นจอมเวทหรือนักวาดล้วนต้องฝึกฝนนับแรมปี เรียนรู้ ทุ่มเท ท้อแท้ ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพยายามนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อเติบโต แตกใบ และผลิดอกออกผลงานที่สวยงามในสายตาของผู้ชม
แต่มนุษย์มักมองหา ‘พรสวรรค์’ ก่อน ‘พรแสวง’ นึกว่า ‘เก่งจัง’ ก่อน ‘ทำอย่างไรจึงเก่งได้อย่างนี้’ คนส่วนมากจึงจ้องมองดอกสวยผลงามบนยอดไม้ โดยไม่ได้ก้มมอง ณ โคนต้นไม้ น้อยคนจะมองเห็นภาพร่างโย้เย้ที่ถูกขีดฆ่าและกระดาษที่ถูกขยำทิ้ง เห็นความล้มเหลวนับพันนับหมื่นครั้งที่อยู่เบื้องหลังภาพงามเพียงภาพเดียว
Witch Hat Atelier เป็นหนึ่งในมังงะที่ภาพสวยงามตระการตา ใช้เทคนิคละเอียดอ่อน และโดดเด่นด้านการออกแบบ แต่น้อยคนจะรู้ว่ามังงะตอนแรกตอนเดียวใช้เวลาวาดนานถึงถึงหนึ่งปีเต็ม เพราะศิลปะเป็นผลผลิตละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความอดทนเป็นวัตถุดิบสำคัญ

Witch Hat Atelier ไม่ได้นำเสนอโคโค่และผองเพื่อนศิษย์ฝึกหัดเพียงในฐานะจอมเวทนักวาด แต่ยังคอยย้ำเตือนให้ผู้อ่านระลึกอยู่เสมอว่า พวกเขาเป็นเพียงเด็ก เด็กๆ ที่ย่อมทำผิดพลาด เด็กๆ ย่อมมีช่วงเวลาที่ไร้กำลัง และเด็กๆ ย่อมจำเป็นต้องพึ่งพาการชี้นำจากผู้ใหญ่
ตัวละคร ‘คีฟรี’ และ ‘ออรูกิโอ’ ผู้เป็นอาจารย์ จึงคอยช่วยเหลือเด็กๆ ให้ก้าวข้ามอุปสรรคที่สูงใหญ่เกินกำลังขาเล็กๆ ของตัวเอง
ไม่ว่าจะปกป้องให้ปราศจากอันตราย หรือชี้แนะในยามที่เผชิญทางตัน ไม่ว่าเมื่อใดที่เด็กๆ ไม่มีพลังพอที่จะต่อสู้เพียงลำพัง ทั้งคู่ก็จะคอยเป็นกำลังให้ เพราะนั่นคือหน้าที่ที่ผู้ใหญ่ที่ดีควรทำ
“ริเช่ในตอนนี้ไม่มีพลังช่วยได้ ดังนั้นจึงไปตามคนมาช่วย
ถ้าพูดว่า ‘ช่วยด้วย’ ผู้ใหญ่ก็จะรับฟัง เพราะพวกอาจารย์เคยบอกให้เชื่อมั่น!”
มังงะ Witch Hat Atelier ยังแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งโคโค่ที่สดใสร่าเริง อากอตต์ที่เงียบขรึมแต่มุมานะ เทเทียผู้เป็นมิตรและอารมณ์ดี และริเช่ที่รักการเป็นตัวเองมากกว่าใคร หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงไม่ใช่การทำลายสิ่งล้ำค่าเหล่านี้ แต่เป็นการรับฟังและชี้แนะด้วยความเข้าใจ เพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตเปล่งประกายโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเองไป เพราะเด็กไม่ใช่ผ้าขาวแต่เป็นผ้าใบหลากสีสันอันมีเอกลักษณ์ของตัวเอง

“เวทมนตร์มีไว้เพื่อทำให้คนมีความสุข”
ในโลกที่เชื่อกันว่ามีเพียงผู้มีพรสวรรค์เท่านั้นจึงสามารถสร้างสรรค์ได้ เด็กน้อยโคโค่วาดวงกลมลงบนหน้ากระดาษ และร่างโลกแห่งความเป็นไปได้ให้แก่ผู้คน
แม้ไม่ได้เกิดมาเป็นจอมเวท ก็สามารถเรียนรู้ได้
แม้จะเริ่มฝึกวาดช้ากว่าใคร ก็สามารถพากเพียรจนชำนาญได้เหมือนกัน
แม้หนทางจะอีกยาวไกลและมีอุปสรรคขวางหน้า แต่เพราะเรียนรู้ ทุ่มเท และท้อแท้ จึงเติบโตขึ้นจากวันก่อนหน้า และวันหนึ่งคงแตกใบกลายเป็นจอมเวทเต็มตัวได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เช่นเดียวกับทุกคนที่กำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด ขอเพียงมุ่งไปอย่างไม่ย่อท้อและซื่อตรง วันหนึ่งก็คงได้เปล่งประกายเฉิดฉายอย่างแน่นอน

“ถึงจะเป็นคืนที่สิ้นหวังขนาดไหน พอพระอาทิตย์ขึ้นก็รู้สึกเหมือนความหวังมาเยือน”





