ใครบอกว่าลมหนาวปลายปีนำมาซึ่งความอบอุ่นหัวใจเพียงอย่างเดียว
ขออภัยที่ต้องเปิดเดือนมาด้วยประโยคนี้ แต่รู้ไหมว่า เดือนพฤศจิกายนอาจเป็นเดือนที่มีแนวโน้มว่าผู้คนจะ ‘เลิกรา’ กันสูงที่สุด
พูดให้ใจชื้นขึ้นสักหน่อย เพราะแท้จริงแล้วยังไม่มีงานวิจัยทางจิตวิทยาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ศึกษาชัดเจนว่าเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่คนเลิกกันมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลและการวิเคราะห์หลายชิ้น (ส่วนใหญ่จากโซเชียลมีเดียและบทความเชิงสังคม) ที่อ้างอิงจากมุมมองทางจิตวิทยา เชิงวัฒนธรรม และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่พบแนวโน้มว่าช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่อัตราการเลิกราเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เคยมีการวิเคราะห์ข้อมูลสถานะความสัมพันธ์จากเฟซบุ๊กประมาณ 10,000 เคส พบว่าอัตราการเลิกราเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนและสูงต่อเนื่องไปจนถึงฤดูหนาว ทำให้เดือนพฤศจิกายนมักถูกเรียกว่า ‘Break-Up Season’ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจิตวิทยาปลายปี
แต่คู่รักทั้งหลายยังไม่ต้องตกใจเกินไป เพราะข้อมูลเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างและเป็นเพียงแค่ ‘แนวโน้ม’ เท่านั้น แต่ก็น่าสนใจว่าสาเหตุอะไรกันหนอที่ทำให้แนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้น
ฤดูการทบทวนตนเอง

ช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน เป็นเวลาที่ผู้คน ‘เริ่ม’ รู้สึกว่าปีนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว หลายคนจึงเริ่มหันกลับมามองดูชีวิตตนเอง บางคนอาจมีคำถามถึงสิ่งที่ผ่านมาตลอดปี และมองไปยังสิ่งที่ต้องการในปีถัดไป ซึ่งในกระบวนการทบทวนตนเองนั้น เรื่องของความสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกประเมินเช่นเดียวกัน ยิ่งหากบางคู่มีความรู้สึก ‘ไม่แน่ใจ’ คาในใจก่อนอยู่แล้ว ก็อาจเกิดการตระหนักว่า ความสัมพันธ์ที่มีอยู่ไม่เดินหน้า จนอาจมองว่าเป็นภาระทางใจไปแทน และเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ต้องการในอนาคต บางคู่จึงเลือก ‘พอแค่นี้’ ก่อนเริ่มปีใหม่
ไม่อยากแกล้งว่าไม่เป็นไร

นักจิตวิทยาบางคนมองว่า ช่วงก่อนเทศกาลทำให้คนรู้สึกถึง ‘แรงกดดันแห่งความสมบูรณ์แบบ’ เนื่องจากเดือนพฤศจิกายนคือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งเทศกาล เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ ที่คนมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น รอยยิ้ม และการใช้เวลาร่วมกัน แต่หากคู่รักบางคู่กำลังอยู่ในจุดของความไม่แน่นอน ห่างเหิน หรือขุ่นมัว การต้อง ‘แกล้ง’ แสดงถึงความรักจะกลับส่งผลตรงข้ามให้กลายเป็นความกดดันแทน บางคนจึงเลือกจบความสัมพันธ์ก่อน เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแสร้งว่ามีความสุข
ฤดูกาลเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน

แม้เดือนพฤศจิกายนในบ้านเราจะไม่ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของความหนาวเย็นขนาดนั้น เว้นแต่กลิ่นลมหนาวจางๆ ในอากาศ แต่ในฝั่งประเทศหนาวทั้งหลาย นี่คือเดือนแห่งปลายฤดูใบไม้ร่วงที่จะพาไปสู่ย่ำแรกของฤดูหนาว แสงแดดจึงน้อยลง อากาศเย็นลง และเวลากลางวันก็สั้นลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุขน้อยลง ซึ่งนำไปสู่อาการที่เราคุ้นชื่ออย่าง Seasonal Affective Disorder (SAD) หรือภาวะเศร้าตามฤดูกาล สิ่งนี้เชื่อมโยงกับความรู้สึก เพราะเมื่ออารมณ์หม่นลง ความอดทนและพลังใจในการรักษาความสัมพันธ์ก็อาจลดลงตาม ปัญหาบางปัญหาที่เคยเล็กน้อย ก็กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเวลานี้ อันอาจนำไปสู่การตัดสินใจเลิกราได้ในที่สุด
ปีใหม่ เริ่มใหม่ คนใหม่

อย่างที่บอกว่าเดือนพฤศจิกายนเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ฤดูหนาว บางคนจึงเริ่มวางแผนสำหรับปีใหม่ ทั้งการตั้งเป้าหมายใหม่ การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และการเป็น ‘คนใหม่’ ซึ่งหากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ไม่ได้สอดคล้องกับเส้นทางที่อยากเดินต่อ บางคนจึงอาจเลือก ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ แทนที่จะรอถึงปีใหม่แล้วค่อยเริ่ม ในเชิงจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Transition Motivation’ หรือแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง เดือนพฤศจิกายนจึงมักเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านพ้นไป

หากเปรียบช่วงต้นปีเป็นเวลาที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความสัมพันธ์ผลิบาน เพราะบรรยากาศที่สดชื่น โล่งโปร่งสบาย เต็มไปด้วยกิจกรรมแห่งความรักใต้แสงแดดแผดจ้า เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายน จุดเริ่มต้นของการเตรียมเข้าสู่ฤดูหนาว ก็เหมือนการเข้าสู่โหมดความเป็นจริงของความสัมพันธ์ ทั้งความเหนื่อยล้าสะสม อากาศที่เย็นลง กิจกรรมกลางแจ้งก็ลดลง สิ่งนี้อาจนำไปสู่ ‘ความตื่นเต้น’ ระหว่างคู่รักที่ลดลงเช่นกัน บางความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความตื่นเต้นมากกว่าความเข้าใจ จึงมักเดินต่อไปไม่ได้ เมื่อความสุขชั่วคราวนั้นหมดลง สิ่งที่โผล่มาให้เห็นจึงมีเพียงความต่างและความไม่พอดีระหว่างกัน
ย้ำอีกทีว่านี่เป็นเพียงแนวโน้มเท่านั้น ยังไม่มีงานวิจัยทางจิตวิทยาเชิงลึกที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงเหล่านี้ แต่อย่างน้อยที่สุด ข้อสังเกตนี้ก็อาจทำให้เรามองเห็น ‘วงจร’ บางอย่างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ และช่วยให้เราดูแลจิตใจตนเองรวมถึงคู่รักได้ดีขึ้น ก่อนที่มันจะสายเกินไป





