เมื่อดวงตะวันกำลังลาลับขอบฟ้า มีบางอย่างโผล่ออกมาท่ามกลางความมืดมิดตามจุดต่างๆ ของเมืองใหญ่ โบยบินอยู่ท่ามกลางมวลสายลมของกรุงเทพฯ แห่งนี้ แสงไฟจากเมืองรำไรเผยเรือนร่างของอัศวินรัตติกาลที่โฉบบินไปมาอย่างรวดเร็วให้เราได้เห็นบ้างเล็กน้อย
ค้างคาว สัตว์ที่ยังมีลมหายใจเล็กๆ อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หากไม่ตั้งใจสังเกต เราอาจจะไม่รู้ว่าพวกมันอยู่ใกล้ตัวปะปนไปกับมนุษย์อย่างเรา ภาพจำของค้างคาวนั้นอาจจะดูน่ากลัว ลึกลับ น่าพิศวง บ้างก็ถูกตีตราว่าพาหะนำโรคระบาดอย่างโควิด 19 บ้างก็มองว่าเป็นผีดูดเลือด แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองที่สื่อและตำนานหล่อหลอมให้เรามองพวกมันเช่นนั้นมาโดยตลอด
ทว่าแท้จริงแล้ว พวกมันก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศในป่าคอนกรีตแห่งนี้ไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆ พวกมันทำหน้าที่ในการช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป็นทั้งตัวกำจัดแมลง ตัวผสมเกสร หรือแม้แต่กระจายเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ต่างๆ เพื่อให้ระบบนิเวศยังคงมีชีวิตต่อไปได้ เพราะค้างคาวในกรุงเทพฯ นั้นไม่ใช่สายพันธุ์ที่กินเลือดเหมือนในตำนานที่เราเคยได้ยินมา แต่เป็นสายพันธุ์ที่กินแมลง กินผลไม้เป็นหลัก เราสามารถเห็นค้างคาวได้ตามสวนสาธารณะ บึงน้ำ ในมหาวิทยาลัย หรือย่านริมคลองที่มีต้นไม้หนาแน่น นั่นเป็นตัวชี้วัดได้ว่าพื้นที่ไหนมีพวกมันอยู่ ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระดับหนึ่ง
แม้ค้างคาวจะถูกนิยามว่าเป็นทั้งความน่ากลัว หรือความอันตรายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวตนแท้จริงของพวกมันเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่รักษาระบบนิเวศ (กะกลางคืน) ไม่ต่างจากสัตว์ตัวอื่นๆ พวกมันยังคงใช้ชีวิตแบบไม่เปิดเผยตัวมากนัก หากเราแหงนมองท้องฟ้าหลังตะวันตกดิน ยามค่ำคืน คุณอาจพบเจอเพื่อนร่วมเมืองตัวเล็กๆ เหล่านี้กำลังโบยบินอย่างอิสระท่ามกลางเมืองใหญ่ก็ได้























