หนึ่งในสิ่งที่ผู้กำกับสารคดีรู้สึกรำคาญใจที่สุดแต่ก็ต้องพร้อมรับมือเสมอคือ การถูก ‘ซับเจกต์’ ในผลงานของตัวเองฟ้องร้องหลังจากหนังออกฉาย มันเป็นดราม่าคลาสสิกที่เกิดขึ้นในวงการภาพยนตร์โดยมากคือบุคคลหรือองค์กรใดๆ รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเขาถูกนำเสนอในหนังอย่างไม่ถูกต้องเป็นแง่ลบหรือถูกบิดเบือนบางรายอาจจะแค่ออกมาให้สัมภาษณ์ก่นด่าคนทำหนังแต่รายที่ถึงขั้นฟ้องร้องก็มักจะเป็นพวกคนดังหรือบุคคลอื้อฉาว
ผู้กำกับหญิงLauren Greenfield ดูจะเป็นผู้กำกับที่เสี่ยงเผชิญดราม่าข้างต้นสูงมากเธอเป็นทั้งช่างภาพศิลปินและคนทำหนังสารคดีเรียนจบด้าน visual and environmental studies จากฮาร์วาร์ดแต่แทนที่จะทำหนังว่าด้วยเรื่องปรัชญาสูงส่งหนังของเธอแทบทุกเรื่องมักวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนที่ ‘รวยล้นฟ้าจนน่าพิศวง’ และมี ‘พฤติกรรมประหลาดอันยากจะเข้าใจ’
หนังดังของกรีนฟิลด์คือ The Queen of Versailles (2012) สารคดีว่าด้วย David Siegel และ Jackie Siegel คู่สามี-ภรรยาที่สร้างบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาและออกแบบตามพระราชวังแวร์ซาย แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ทำให้การเงินของพวกเขาชะงักการสร้างบ้านต้องหยุดไปทว่าแจ็กกี้ยังกลับใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเหมือนเดิมหลังจากหนังออกฉายได้ 3 ปีลูกสาวคนหนึ่งของแจ็กกี้ตายเพราะเสพยาเกินขนาดแจ็กกี้กล่าวโทษว่าสารคดีมีผลทำให้ลูกสาวเธอเครียดจนต้องใช้ยาเสพติด
กรีนฟิลด์ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพราะถูกครอบครัวซีเกลฟ้องแต่เธอก็รอดพ้นทุกข้อกล่าวหาอย่างไรก็ดีแทนที่จะเข็ดกับการทำหนังเกี่ยวกับชนชั้นสูงเธอกลับยกระดับไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น The Kingmaker (2019) ผลงานล่าสุดของเธอนั้นว่าด้วย Imelda Marcos อดีตสุภาพสตรีหมายหนึ่งของฟิลิปปินส์ภริยาของอดีตประธานาธิบดี Ferdinand Marcos ผู้นำเผด็จการที่ฉาวโฉ่เรื่องคอร์รัปชั่นและการกำจัดคนเห็นต่าง

เมื่อลองเทียบเคียง The Queen of Versailles กับ The Kingmaker แล้วเราพบว่ากรีนฟิลด์เลือกซับเจกต์ของเธออย่างชาญฉลาดพวกเขามีลักษณะร่วมกันอย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกคือเป็นพวกกล้าพูดกล้าเปิดเผยอย่างใน The Queen of Versailles มีฉากแจ็กกี้ทะเลาะทุ่มเถียงกับสามีหรือฉากเด็ดที่เธอไปช้อปปิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของมากมายจนยัดเข้ารถไม่หมดทั้งที่ตอนนั้นเธอไม่ใช่คนรวยอีกต่อไปแล้วหนำซ้ำเธอยังซื้อจักรยานคันใหม่ให้ลูกแม้ว่าที่บ้านจะมีจักรยานกองอยู่หลายสิบคันก็ตาม
ส่วนความกล้าพูดของอีเมลดาเรียกได้ว่ามั่นหน้าจนยืนหนึ่งเธอคือคนที่พูดอย่างหน้าตาเฉยว่า “ฉันต้องแต่งตัวสวยๆให้พวกคนจนดูสิเขาคือพวกที่มองหาแสงดาวในคืนมืดมิด” แม้ผู้ชมจะรู้สึกว่ามันน่าขันหรืออัปลักษณ์เพียงใดผู้เขียนเชื่อว่าอีเมลดาจะไม่มาเสียเวลาฟ้องกรีนฟิลด์แน่นอนเพราะเมื่อลองดูสารคดีเรื่องอื่นหรือบรรดาคลิปสัมภาษณ์เราจะพบว่าอีเมลดาพูดหลายเรื่องซ้ำๆด้วยวาทะเด็ดประจำตัวของเธอรวมถึงประโยคเสียสติขั้นสุดที่ว่า “ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่แม่ของคนฟิลิปปินส์แต่ฉันอยากเป็นแม่ของคนทั้งโลก” (!?!?)

ลักษณะร่วมประการที่ 2 ของซับเจกต์ในหนังกรีนฟิลด์คือ พวกเขาเป็นคนประเภทที่เชื่อมั่นในตัวเองมากแม้ว่ามันจะตามมาด้วยการหลอกตัวเองก็ตามอย่างเช่นแจ็กกี้ที่ทำตัวเป็นราชินีแห่งแวร์ซายแม้ยามชีวิตตกต่ำส่วนอีเมลดาก็เชื่อว่าผู้คนรักเธอตัวเธอเป็นที่ต้องการของประเทศนี้แต่การหลอกตัวเองของอีเมลดายังข้ามเส้นไปถึงการหลอกลวงทางประวัติศาสตร์เธอย้ำเสมอว่าฟิลิปปินส์รุ่งเรืองที่สุดในสมัยของเฟอร์ดินานด์และไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในยุคนั้น
ในเมื่ออีเมลดายืนยันหนักแน่นถึงชุดความเชื่อของเธอผู้กำกับจึงต้องหาชุดเรื่องเล่า ‘อีกฝั่ง’ มาคะคานนั่นคือคำให้การจากบรรดาเหยื่อทางการเมืองในยุคเฟอร์ดินานด์ความคิดที่แตกต่างและการต่อต้านรัฐบาลทำให้พวกเขาถูกลักพาตัวกักขังทำร้ายร่างกาย และมีบาดแผลทางจิตใจไปชั่วชีวิตมันช่างขัดแย้งเหลือเกินกับภาพของอีเมลดาที่ใส่ชุดสวยหรูนั่งให้สัมภาษณ์ในห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยข้าวของราคาแพงแน่นขนัดราวกับเป็นเรื่องราวที่มาจากคนละโลก
ทว่าฉากที่ผู้เขียนคิดว่าเจ็บปวดและขนลุกมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องราวของผู้คนในเกาะแห่งหนึ่งที่ถูกขับไล่ออกไปด้วยเหตุผลเพียงว่าอีเมลดาอยากจะมีสวนสัตว์ซาฟารีเป็นของตัวเองเธอเลยไล่ผู้คนและขนสิงสาราสัตว์จากทวีปแอฟริกามาที่เกาะนี้ทว่าท้ายที่สุดสัตว์เหล่านั้นถูกปล่อยทิ้งขว้างพวกมันอยู่กันแบบตามมีตามเกิดผสมพันธุ์กันแบบไม่มีการควบคุมหลายตัวบาดเจ็บ มีแผลเน่าเฟะส่วนประชาชนในเกาะก็ต้องอยู่ร่วมกับสัตว์พวกนั้นไปกล่าวได้ว่าอีเมลดาทำให้มนุษย์และสัตว์มีสภาพสมเพชไม่ต่างกัน

เรื่องราวสยองขวัญในสารคดียังดำเนินต่อไปเมื่อหนังขมวดท้ายด้วยฟิลิปปินส์ในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte ไม่เคยมีใครอยากเชื่อว่าดูเตอร์เตจะชนะการเลือกตั้งพอๆกับที่ Donald Trump ได้เป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาทว่าเห็นได้ชัดว่าครึ่งหลังของทศวรรษ 2010 เป็นยุคที่ผู้คนสิ้นหวังถึงขนาดหวังพึ่งพิงผู้นำปากกล้าพูดจามุทะลุพฤติกรรมกักขฬะและหาเสียงด้วยนโยบายที่น่าเหลือเชื่อ (ไม่ใช่ในทางที่ดี)
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่หนังเปิดเผยว่าครอบครัวมาร์กอสอาจมีบทบาทสำคัญในการชนะเลือกตั้งของดูเตอร์เตและนี่จะเป็นช่องทางให้ลูกหลานของอีเมลดาเข้ามามีบทบาททางการเมือง ทว่าแทนที่ประชาชนจะออกมาต่อต้านเหมือนที่พวกเขาเคยขับไล่เฟอร์ดินานด์ในปี 1986 กลับกลายเป็นว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่นิยมชมชอบพวกมาร์กอสและเชื่อว่าพวกเขาจะทำให้ฟิลิปปินส์มุ่งสู่ความเจริญก้าวหน้าได้
น่าแปลกใจว่ากลุ่มคนที่ชื่นชอบตระกูลมาร์กอสกลับมีเหล่าคนรุ่นใหม่รวมอยู่ด้วยทฤษฎีหนึ่งที่หนังนำเสนอคือหลังสิ้นสุดยุคเฟอร์ดินานด์ไปหลายทศวรรษปัญหาความยากจนในฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยประกอบกับการนำเสนอชุดข้อมูลที่ว่า ‘คนรุ่นใหม่ถูกล้างสมองให้เกลียดพวกมาร์กอสมาตลอด’ (ซึ่งใครอยู่เบื้องหลังการนำเสนอข้อมูลชุดนี้ก็ต้องไปขบคิดกันต่อ) ความไร้ความหวังและต้องการหาที่ยึดเหนี่ยวอะไรบางอย่างเป็นปัจจัยให้คนหนุ่มสาวหันไปสนับสนุนพวกมาร์กอสซึ่งสิ่งนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงประโยคหนึ่งที่อีเมลดาพูดไว้ในหนังว่า
“การรับรู้ต่างหากคือสิ่งที่แท้จริงหาใช่ตัวความจริงไม่”
*The Kingmaker เข้าฉายตั้งแต่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมาเช็กรอบฉายได้ที่Documentary Club





