*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาในหนัง*
Quentin Tarantino เป็นผู้กำกับหนังที่เป็นเซียนด้านการเล่นกับ ‘เวลา’ อย่างไม่ต้องสงสัยในคลาสวิชาภาพยนตร์เมื่อพูดถึงการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา (หรือที่เรียกว่าการเล่าแบบ jigsaw) หนึ่งในหนังที่นักศึกษาฟิล์มพร้อมใจกันนึกถึงก็คือ Pulp Fiction (1994) หรือหนังหลายเรื่องของเขาก็มักจะมีฉากที่เล่าถึงตัวละครหรือสถานการณ์ใดๆอย่างยาวนานทั้งที่มันอาจจะไม่ได้มีความสลักสำคัญต่อเนื้อเรื่องหลักเรียกได้ว่าเป็นความยียวนอย่างหนึ่งของทารันติโน
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 00 เป็นต้นมาทารันติโนยกระดับการเล่นกับเวลาไปสู่การยั่วล้อทางประวัติศาสตร์เขาบิดดัดและแต่งเติมเหตุการณ์เข้าไปจนกลายเป็นการสรรค์สร้าง ‘ประวัติศาสตร์ทางเลือก’ (alternate history) ไม่ว่าจะการที่เหล่านาซีถูกเผาตายคาโรงหนังใน Inglourious Basterds (2009) หรือการที่คนผิวสีกลายร่างเป็นคาวบอยออกแก้แค้นพวกเหยียดผิวใน Django Unchained (2012) ส่วนผลงานล่าสุด Once Upon a Time in…Hollywood (2019) ทารันติโนก็เข้าไปแตะต้องเหตุอื้อฉาวอย่างคดีฆาตกรรม Sharon Tate


เรื่องราวของ Once Upon a Time in…Hollywoodว่าด้วยRick (Leonardo DiCaprio) กับCliff (Brad Pitt) นักแสดงหนุ่มและสตันท์แมนคู่ใจกับชีวิตลุ่มๆดอนๆในฮอลลีวูดขณะเดียวกันหนังก็เล่าถึงกลุ่มหนุ่มสาวฮิปปี้เดินร่อนไปมาตามท้องถนนดูเผินๆอาจรู้สึกงงงวยว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้โผล่มาในหนังทำไมแต่หากรู้ภูมิหลังมาบ้างจะอดขนลุกไม่ได้เพราะพวกเขาและเธอคือสาวกของ Charles Manson (หรือ ‘Manson Family’) ที่ก่อเหตุฆ่าคนไปมากมายในช่วงยุค 60s
ตัวละครริกและคลิฟฟ์ที่เป็นเรื่องแต่งถูกโยงใยเข้ากับโลกความเป็นจริง เมื่อเพื่อนบ้านข้างๆของเขาคือนักแสดงสาว ชารอนเทตและ Roman Polański (ผู้กำกับเรื่อง Rosemary’s Baby) โดยในค่ำคืนของวันที่ 8 สิงหาคม 1969 กลุ่มแมนสันแฟมิลี่ 3 คนได้บุกเข้าไปก่อเหตุฆาตกรรมหมู่ในบ้านของเทตอย่างโหดเหี้ยมส่งผลให้เทตลูกในท้องของเธอและมิตรสหายอีก 3 คนเสียชีวิต (ส่วนโปลันสกีช่วงนั้นเดินทางไปหาข้อมูลที่ยุโรป)

หลายคนแสดงข้อกังขาที่ตัวละครชารอนเทต (รับบทโดย Margot Robbie) เป็นแค่หญิงสาวที่เดินสวยๆไปมาทั้งเรื่องแต่นั่นน่าจะเป็นความจงใจของทารันติโนเพราะเมื่อพูดถึงชื่อของเทตทีไรข่าวฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมก็จะตามติดมาทันทีทารันติโนคงอยากให้เราเห็นภาพเธอในฐานะดาราสาวที่มีความสุขฉากที่ผู้เขียนรู้สึกว่าซาบซึ้งมากคือตอนที่เธอเข้าโรงภาพยนตร์ไปดูหนังของตัวเอง ซึ่งทำให้เทตดูมีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อดังนั้นผู้เขียนจึงทึกทักเอาเองว่าโปลันสกีน่าจะชอบหนังเรื่องนี้ แม้ว่ามันจะมีฉากที่พูดถึงตัวเขาในทางที่ไม่ดีนักแต่ข้อสำคัญคือทารันติโนนำเสนอภาพของเทตอย่างเคารพและงดงาม
ส่วนช่วงไคลแมกซ์ของเรื่องทารันติโนก็ปรุงแต่งประวัติศาสตร์เสียใหม่อย่างสนุกมือพวกแมนสันแฟมิลี่เปลี่ยนแผนไปบุกบ้านของริกและคลิฟฟ์จนทำให้ถูกทั้งสองอัดเละเทะและตอนจบของเรื่องเทตและเพื่อนๆก็ไม่ตายแถมยังมาเชิญริกไปปาร์ตี้ที่บ้านด้วยอย่างไรก็ดีผู้เขียนกลับรู้สึกว่าฉากจบของหนังมันเศร้าเอามากๆเมื่อไตเติลขึ้นเรื่องว่า ‘Once Upon a Time in…Hollywood’ มันเป็นการย้ำเตือนว่านี่คือเรื่องแต่งนี่คือนิทานจำพวกที่เปิดเรื่องด้วยประโยค ‘กาลครั้งหนึ่ง…’ ที่มีฉากจบสวยงามตรงข้ามกับโลกความเป็นจริงอันโหดร้ายอย่างสุดกู่


ถึงกระนั้น Once Upon a Time in…Hollywood ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีอาจเพราะทารันติโนให้สิ่งที่คนดูต้องการในความคิดของคนส่วนใหญ่แมนสันและพวกเป็นคนเลวทรามสมควรแล้วที่จะถูกทารุณแบบในหนัง (เพื่อนของผู้เขียนเล่าว่า ที่อเมริกาผู้ชมโห่ร้องยินดีอย่างรุนแรงกับฉากไคลแมกซ์) ซึ่งนี่เป็นกลยุทธ์เดียวกับเรื่อง Inglourious Basterds ที่ทารันติโนกำหนดให้พวกนาซีถูกลงทัณฑ์อย่างเจ็บแสบ
ในทางกลับกัน หนังเรื่องใดที่บอกเล่า alternate history ในแบบที่ผู้ชมไม่คุ้นชินหรือ ‘ขัดใจ’ คนดูก็มีสิทธิถูกด่าเละได้ตัวอย่างเช่น Downfall (2004) ที่พยายามทำให้อดอล์ฟฮิตเลอร์ดูมีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เพียงคนบ้าที่สั่งฆ่าล้างยิวหรือ Jojo Rabbit (2019) หนังตลกที่ฮิตเลอร์กลายเป็นเพื่อนในจินตนาการของพระเอกและมีคาแร็กเตอร์บ้าๆบอๆถูกแบ่งเสียงตอบรับของผู้ชมเป็นสองฝั่ง

หนังแนว alternate history ที่ผู้เขียนชื่นชอบ (และถูกด่าเช่นกัน) คือ Marie Antoinette (2006) ของ Sofia Coppola ความผิดยุคผิดสมัย (anachronism) คือคอนเซปต์หลักของหนังเรื่องนี้เราจึงได้ยินเพลงของวง New Order ในหนังที่มีฉากหลังเป็นฝรั่งเศสยุคศตวรรษที่ 18 และแทนที่จะทำหนังพีเรียดเคร่งขรึมคอปโปลากลับทำให้หนังมีโทนวี้ดว้ายแบบหนังไฮสกูลอเมริกันและที่สำคัญคือตอนจบของเรื่องมารีอองตัวเนตต์กลับไม่ถูกกิโยตินบั่นคอสร้างความโกรธแค้นกับผู้คน (โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส) อย่างมากแต่ในอีกแง่หนึ่งมองได้ว่านี่คือความกล้าหาญและบ้าบิ่น
ส่วนคำถามว่าหนังไทยมีแนว alternate history หรือไม่เราอาจต้องย้อนถามก่อนว่าเรามีหนังประวัติศาสตร์ที่นอกเหนือจากการเล่าประวัติศาสตร์ชาตินิยมบ้างหรือยังเดือนก่อนหน้าผู้เขียนได้ดูละครเวทีเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกบฏบวรเดชจึงเกิดสงสัยว่ามีหนังไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้หรือไม่หลังจากลองค้นดูก็พบว่าแทบไม่มีหรือเป็นฉากเล็กๆที่ถูกตัดออกจากหนังบางเรื่องหรือถ้าว่าด้วยเหตุการณ์ที่มีดราม่าวนมาทุกปีอย่าง 6 ตุลาฯ 2519 ก็ยังไม่มีหนังที่เล่าถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา
เช่นนั้นแล้วมีประวัติศาสตร์มากมายที่ยังไม่ได้ ‘สร้าง’ ในหนังไทยแต่เวลาที่จะมาถึงคือเมื่อไรคำตอบก็เหมือนจะอยู่แสนไกล





