สุทธิศักดิ์สุจริตตานนท์หัดถ่ายรูปฟิล์มตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลายทศวรรษผ่านไปเขามีนิทรรศการภาพถ่ายของตัวเองครั้งแรก แต่นี่ไม่ใช่งานที่เขาทำเพื่อตัวเองแต่เป็นการทำเพื่อผู้อื่นด้วยการเล่าเรื่องผ่านสื่อที่เขาช่ำชองที่สุด
กัปตันทีมแห่งบริษัทโฆษณา BBDO Bangkok ทำงานกับภาพถ่ายมาทั้งชีวิตทั้งถ่ายเองและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์งานโฆษณาระดับโลกหลายชิ้นงานภาพถ่ายของเขาครั้งนี้ชื่อ The Fighters จัดแสดงระหว่างวันที่ 10-14 กรกฎาคมนี้ ที่โซน Eden ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
สุทธิศักดิ์ตระเวนถ่ายภาพและสัมภาษณ์ 6 นักสู้ผู้พิการจากหลากหลายสาขาอาชีพภาพของเขาเนี้ยบเหมือนงาน print ad ชั้นครูแววตาของนักสู้ในภาพมีพลังราวกับอยากจะบอกว่าปัญหาไหนพวกเขาก็สู้มันไปได้ทั้งสิ้น
แรงบันดาลใจและการมองโลกแง่บวกคือสิ่งที่สุทธิศักดิ์อยากเล่าผ่านภาพมันเป็นปรัชญาที่เขายึดถือในการใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการโฆษณาจนกระทั่งยืนเด่นท้าทายคลื่นลมความเปลี่ยนแปลงในวันนี้
a day ตั้งใจคุยกับสุทธิศักดิ์เรื่องนิทรรศการภาพถ่ายแต่เขาเล่าย้อนอดีตการทำงานภาพถ่ายโฆษณาที่เอเจนซียุคออนไลน์คงจินตนาการไม่ออกเรื่องราวเส้นทางการถ่ายภาพของเขากลับสะท้อนตัวตนของนักโฆษณาได้น่าสนใจน่าเล่าต่อให้ผู้ที่ตามมาทีหลังอย่างยิ่ง
สุทธิศักดิ์ตัวจริงเป็นคนพูดน้อยสงบแต่เมื่อได้นั่งคุยนั่งมองแววตาเรารู้สึกถึงวิญญาณนักสู้ที่ไหลเวียนอยู่ในตัว
ชีวิตเขาผ่านอะไรมาไม่น้อยไม่ว่าเรื่องไหนเขาสู้ยิบตาไม่แพ้บุคคลที่เขาถ่ายภาพให้เลย

คนรู้จักคุณในฐานะครีเอทีฟแต่น้อยคนจะรู้ว่าคุณเริ่มต้นอาชีพด้วยการทำงานช่างภาพ
มันเป็นสกิลตั้งแต่เด็กเราเริ่มประมาณ 7 ขวบด้วยกล้องฟิล์มพอมัธยมก็เข้าชมรมถ่ายภาพของโรงเรียนมีอาจารย์สอนมีห้องมืดแล้วผมมีบัดดี้ที่เก่งมีอุปกรณ์เยอะเราก็เรียนรู้จากโรงเรียนเรียนรู้ด้วยตัวเอง
พอถ่ายรูปไปเรื่อยๆตอนจบมศ.5 (ม.6 ในปัจจุบัน) ก็คิดว่าถ้าเราถ่ายรูปแล้วหาเงินได้ก็คงจะดีก็ถ่ายรูปแฟชั่นถ่ายรูปผู้หญิงลองสมัครขอถ่ายรูปให้นิตยสารหัวหนึ่งเป็นหนังสือนู้ดเอาพอร์ตโฟลิโอรูปไป เป็นรูปแปลกๆตอนนั้นอายุประมาณ 17-18 บ.ก.ยื่นฟิล์มสไลด์ 35 มาให้ 6 ม้วนบอกให้ไปถ่ายอะไรก็ได้มาดีใจมากเพราะสมัยก่อนมันแพงเราไม่มีเงินซื้อหรอก
หกม้วนนั้นถ่ายอะไรบ้าง
กดเรื่อยเปื่อยเลยเรากลัวว่ามันจะออกมาไม่ดีสมัยก่อนมันเป็นฟิล์มไม่ใช่ดิจิทัลเราก็ไม่รู้ว่ามัน expose ออกมาเป็นอะไรเราใช้ที่วัดแสงแล้วก็ถ่ายมีไฟวัดแสงแล้วก็บวก–ลบเผื่อแสงม้วนหนึ่งได้ไม่กี่ช็อตเองเพราะต้องเผื่อเยอะไม่รู้เลยว่าที่ถ่ายไปจะเจ๊งหรือไม่เจ๊งถ่ายเสร็จก็ส่งล้างเราเอาสไลด์ไปส่งแล้วก็ได้เงินบ.ก.บอกว่าโอเคได้มา 2,000-3,000 บาทถ่ายไปเรื่อยๆถ่ายทุกเดือนรับงานถ่ายแฟชั่นบ้างถ่ายหมดเลยแล้วก็ตอนหลังอยากได้เงินมากขึ้นรูปได้ลงปกด้วยก็ได้ฟีเจอร์เหมือนเป็นซีรีส์หลักแล้วได้ลงปกก็ได้เงินมากขึ้น
ต่อมาผมก็รับถ่ายปกหนังสือคอมพิวเตอร์ช่วงนั้นคอมพิวเตอร์เพิ่งมาคู่แข่ง Apple เต็มไปหมดมีนิตยสารคอมพิวเตอร์รีวิวจากภาพคนภาพนู้ด มาเป็นสเปเชียลเอฟเฟกต์ ช่วงนั้นก็ยากเพราะบางทีเราอยากได้ภาพในหัวแบบอวกาศหน่อยแต่มันทำไม่ได้ในกล้องเราก็ต้องศึกษาเองว่าทำยังไงยุคนั้นเป็นโฟโต้ปรินต์ต้องถ่ายฟิล์มสีเนื้อละเอียดแล้วปรินต์ออกมาให้ดีลอกผิวกระดาษอัดรูปให้บางเอากระดาษทรายขัดขอบแปะไปบนกระดาษวาดเขียนแผ่นใหญ่แล้วก็พ่นแอร์บรัชสร้างแบ็กกราวนด์สร้างสเปเชียลเอฟเฟกต์เองเป็นการทำงานภาพแบบยุคเก่ามากน่าจะประมาณ พ.ศ. 2523 สมัยที่มีภาพประกอบเป็นภาพหุ่นยนต์เป็นยุคที่แอร์บรัชเฟื่องฟูมากพ่นกันอุตลุดเลยตอนนั้นผมเรียนสถาปัตย์ฯแล้วต้องใช้แอร์บรัชอยู่แล้วก็เลยหันมาทำภาพประกอบที่เป็นโฟโต้บวกอิลลัสเตรชั่นด้วย
เราเคยทดลองถ่ายภาพสเปเชียลเอฟเฟกต์ตั้งแต่ในฟิล์มทดลองผ่าน multiple exposure ซับซ้อนขึ้นสมมติจะถ่ายภาพแสงที่เป็นเส้นแบบโกลว์ก็ต้องหาฟิล์มดำเอาไฟไว้ข้างหลังใส่ฟิลเตอร์ให้มันโกลว์ถ้าสมัยนี้ใช้โฟโต้ช็อปลากเส้นทีเดียวก็โกลว์แล้วยุคเราต้องทำแบบนั้น
ช่วง 4-5 ปีที่ทำงานเป็นช่างภาพได้ทำอะไรเยอะมากหาเงินและเรียนไปด้วยแพสชั่นในการออกแบบไม่มีไม่อยากเป็นสถาปนิกอยากเป็นช่างภาพเราก็เอาพอร์ตฯ มาสมัครงานมีคนบอกไปสมัครบริษัทโฆษณาสิเขามีช่างภาพ

ตอนนั้นรู้ไหมว่าภาพถ่ายโฆษณาคืออะไร
ไม่รู้ครับไม่รู้ด้วยว่าโฆษณาคืออะไรถ้ารู้ก็เรียนโฆษณาตั้งแต่แรกแล้วรู้แต่ว่ามีเพื่อนที่ไปอยู่นิเทศฯเข้าไปทำงานมันน่าสนุกดีต้องถ่ายหนังถ่ายภาพนิ่งทำ ad เราไม่รู้เรื่องเลยออกแบบตึกอย่างเดียวไม่มีแพสชั่นและแรงบันดาลใจเลย
เราเอาพอร์ตฯ มาสมัครงานที่ Dentsu พอร์ตฯ ถ่ายรูปล้วนๆเป็นเล่มเลยมีรูปนู้ดด้วยจำได้ว่าตอนสัมภาษณ์เจอหัวหน้าญี่ปุ่นเขาก็ชอบพอร์ตฯ ผมนะแต่เขาบอกว่าขอโทษด้วยที่นี่มีช่างภาพแล้ว 2 คนเขาพาไปดูสตูดิโอใหญ่เบ้อเร่อเลยรูป 4×5 ผมยังไม่รู้จักเลยตอนนั้นDentsu มีช่างภาพแล้ว 3 คนรวมผู้ช่วยเขาบอกว่าคุณเรียนสถาปัตย์ฯน่าจะวาดรูปได้ลองวาดรูปโฆษณาดูไหมเขาก็ทดสอบผม
บรีฟตอนนั้นคืออะไร
ให้วาดรูปความนุ่มนวลของรถ Toyota Crown ซิว่าถ้ามันนุ่มมากแล้วจะเป็นยังไงให้คิดแล้วให้วาดแล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปเลยบนโต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษกับมาร์กเกอร์ผมยังไม่รู้เลยว่ามาร์กเกอร์คืออะไรเราใช้แต่สีหมึกกับแอร์บรัช แล้วกระดาษนี่จะซึมไหมเราไม่เคยใช้กระดาษเลย์เอาต์ ใช้แต่กระดาษฟาเบรียโนหรือกระดาษปลาดาวแบบหนาๆให้แอร์บรัชพ่นได้แต่เราวาดรูปได้ชอบวาดตั้งแต่เด็กๆ
เราวาดรูปคนนั่งอยู่ในรถเป็นเหมือนผู้บริหารมีบุหรี่ที่ขี้บุหรี่ยาวๆโค้งติดอยู่ไม่หล่นภาพอะไรที่อยู่ในรถที่มันควรจะหล่นแต่ไม่หล่นมีแก้วกาแฟด้วยแก้วหนึ่งเล่าด้วยวิชวลอย่างเดียวเราคิดสิ่งที่เป็นคีย์วิชวลอย่างเดียวซึ่งปัจจุบันวงการโฆษณาก็ยังเรียกว่าคีย์วิชวลอยู่เขาเน้นมากโฆษณาแนวญี่ปุ่นคือวิชวลที่เป็นภาพหลักของ communication ของแคมเปญผมก็เพิ่งเข้าใจเขาบอกยูเข้าใจงั้นเข้าไปเป็นวิชวลไลเซอร์เลยพนักงานวาดภาพวาดอย่างเดียว
ตั้งใจเป็นช่างภาพแต่กลายเป็นช่างวาด
วาดคือวาดทุกอย่างสตอรี่บอร์ดเลย์เอาต์เพราะตอนนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ดรอว์อิ้งอย่างเดียวคิดว่าเราเจ๋งเพราะเราเด็กสถาปัตย์ฯวาดสวยสเกตช์ดีเส้นคมปรากฏว่าไปเจอคนสุดยอดอาร์ตไดฯทุกคนต้องมาจากวิชวลไลเซอร์แค่อาร์ตไดฯวาดก็ต้องไหว้แล้วโคตรสวยเคยเห็นภาพที่เปี๊ยกโปสเตอร์วาดไหมเขาวาดแบบนั้นกับงานโฆษณาใช้มาร์กเกอร์ปาดเห็นแสงเงาเห็นไฮไลต์เห็นทุกอย่างดรอว์อิ้งแม่นหมดซึ่งไม่ใช่ฟีลเราเลยเราเด็กสถาปัตย์ฯไม่ได้เก็บดีเทลแบบนั้นไม่ได้เรียนจิตรกรรมเวลาวาดมือก็ไม่มีนิ้วเกือบท้อเพราะมีคนบอกว่าเราวาดแข็งไม่มีฟีลลิ่งก็ต้องหัดวาดรูปใหม่อีกตอนนั้น
สิ่งสำคัญที่ผมชอบของงานโฆษณาคือมันไม่ได้เปลี่ยนฟีลเลยยังเป็นงานเกี่ยวกับภาพพอเรามาเป็นวิชวลไลเซอร์หรืออาร์ตไดฯเราต้องออกไปคุมถ่ายรูปครั้งหนึ่งผมทำโฆษณาห้างไทยไดมารูทำแคตตาล็อกถ่ายเกือบพันรูปโดยเฉพาะแคตตาล็อกช่วงคริสต์มาสมันจะมีไอเทมสินค้าที่ต้องโชว์ว่าอะไรเซลบ้างมีเป็นร้อยๆชิ้นแต่ละหมวดหมู่ ตั้งแต่เครื่องสำอาง ยันเสื้อผ้า รองเท้าถ่ายเป็นอาทิตย์จัดจนเมื่อย
ช่างภาพเขาก็ช่วย แต่เป็นหน้าที่หลักของอาร์ตไดฯเพราะเราทำเลย์เอาต์เราจะรู้ว่าควรใช้ลิมโบ้สีฟ้าหรือเหลืองจะมีพร็อพอะไรวางตรงไหนโลโก้จะหันยังไง รีเฟลกต์มีหรือไม่มีผมก็ศึกษาเป็นอีกวิธีหนึ่งของงานคอมเมอร์เชียล
ตอนนั้นผมไปเรียนถ่ายรูปกับสตูดิโอไลต์ติ้งเพิ่มสมัยก่อนมีช่างภาพดังๆหลายคนผมเรียนกับคุณทอมเชื้อวิวัฒน์เพื่อที่จะเข้าใจอัตราส่วนของไฟการจัดแสงคืออะไรถ่ายแก้วขวดเหล้าต้องจัดแสงยังไงเขาเป็น commercial photographer เป็นช่างภาพที่เข้าใจงานไม่ใช่ช่างภาพที่นึกจะถ่ายอะไรก็ถ่าย
โฆษณาทำให้เราประณีตขึ้นเยอะลูกค้าที่ไปดูเราถ่ายก็อยากให้ของออกมาสวยทำไมนาฬิกาต้องเป็น 10:10 น. เพราะมันเป็นตำแหน่งของเข็มสั้น–ยาวที่สวยที่สุดและไม่บังโลโก้ทำไมล้อรถโลโก้ต้องหันตรงการถ่ายรถยนต์เป็นประสบการณ์ที่สอนผมมากยากมากแสงรถต้องเคลียร์น้ำหนักแสง รีเฟลกต์ขาวคือขาวดำคือดำล้อต้องมันกระจกต้องสวย
เราอยู่กับการถ่ายรูปเยอะอยู่จนเหนื่อยที่ย้ายไปเป็นก๊อปปี้ไรเตอร์เพราะตอนทำงานเป็นอาร์ตไดฯเหนื่อยมากต้องทำเลย์เอาต์เองวาดตัดประกอบเองคุมถ่ายทั้งหนังและภาพนิ่งเสร็จแล้วกลับมาเทรซิ่งต้องเอาสไลด์มาเข้าตู้ขยายแล้วร่างเส้นเอาเทรซิ่งส่งให้ห้องอาร์ตเพื่อทำอาร์ตเวิร์กคุมอาร์ตเวิร์กไกด์เปอร์เซ็นต์ไกด์สีทุกอย่างก่อนเข้าโรงพิมพ์ความรับผิดชอบสูงมากมันซีเรียสคือแค่ ad ที่คุณทำออกมาลงไทยรัฐแล้วดำคุณถูกเรียกเข้าห้องเย็นทันทีซึ่งผมก็เคยโดนทำงานโฆษณาตู้เย็นออกมาดำปี๋เลยตามหลักเราไม่สามารถคุมหนังสือพิมพ์ไม่ให้ปล่อยหมึกดำได้เราควรจะเรียนรู้เองว่าควรใช้เม็ดสกรีนกับฟิล์มแบบไหนเพื่อให้มันโปร่งพอที่จะปล่อยหมึกแล้วไม่ดำขนาดนี้ก็เรียนรู้เทคนิคการพิมพ์เพิ่มถ่ายรูปได้เรียนอยู่แล้วเพราะต้องออกกองทุกวันเรียนรู้จากช่างภาพรุ่นครู
ครูของคุณมีใครบ้าง
ยุคนั้นก็คุณสีหศักดิ์ชุมสายณอยุธยาหรือน้าต๋อมท่านล่วงลับไปแล้วเป็นช่างภาพที่เป็นไอดอลของผมในยุคนั้นเราเรียนรู้จากท่านเพราะเป็นช่างภาพโฆษณาคนแรกๆคุณพอลมนตรีคุณทอมเชื้อวิวัฒน์คุณเอ๋อหรือน้าเอ๋อ (อิศรา บูรณสมภพ) น้าชำ (ชำนิทิพย์มณี) พี่ดาว (ดาววาสิกศิริ) นายกสมาคมถ่ายภาพฯ คนปัจจุบันเขาเป็นช่างภาพยุคนั้นหรือรีทัชก็เรียนรู้กับคุณสถิตย์เพราะยุคนั้นคือเอาสไลด์มาแต่งสิวบนหน้าอันเบ้อเร่อเลยก็ต้องแต่งกันยุคนั้นเพิ่งมีคอมพิวเตอร์ต้องรีทัชกันอุตลุดเพื่อส่งให้ลูกค้าก่อนหน้าที่จะมีคอมพิวเตอร์ก็รีทัชบนสไลด์แบบ 8×10 หรือ 4×5 ถึงจะเห็นด้วยพู่กันเล็กๆสนุกครับดีเทลเยอะมากเมื่อเทียบกับสมัยนี้เดี๋ยวนี้ทำงานเร็วเมื่อก่อนเป็นงานช่างครีเอทีฟยุคก่อนส่วนมากจะจบจากเพาะช่าง
คุณไม่มีคอมพิวเตอร์คุณต้องวาดสกิลที่คุณวาดสตอรี่บอร์ดเลย์เอาต์มันต้องสวยและดึง แคปเจอร์ลูกค้าให้ได้จับได้ตรงนั้นลูกค้าก็จะซื้องาน
การได้หัดถ่ายงานคราฟต์สมัยหนุ่มๆส่งผลต่อวิธีการทำงานปัจจุบันของคุณยังไง
มันทำให้เรามองดีเทลเรารู้เลยว่างานในสายวิชาชีพนี้ระดับเวิลด์คลาสมันคืออะไรเมื่อก่อนเราทำงานอยู่เมืองไทยไม่ได้ไปคานส์พอไปแล้วก็ตัวเล็กมากเหมือนมด
ผมไปคานส์ครั้งแรกน่าจะ ค.ศ. 1994-1995 ไปประชุมที่นู่นฝรั่งไม่รู้เลยว่าประเทศไทยอยู่ที่ไหนโฆษณาเราไปเมืองคานส์ไม่มีทางได้รางวัลจะไปได้ได้ยังไงโฆษณาฝรั่งโคตรเจ๋งเลยได้เห็น ad ที่มัน simple clever มีความ intellectual โฆษณาบ้านเรายุคนั้นเน้นให้คนชอบแบรนด์ภาพสวยเพลงเพราะมีกิมมิกหัวเราะก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้ละเราต้องหาทางทำโฆษณาไทยให้คนชอบแล้ว

งานระดับโลกชิ้นไหนที่ทำให้คุณอยากกลับมาเปลี่ยนวงการโฆษณาไทย
(นิ่งคิด) ผมจำได้ชิ้นหนึ่งเป็นงานโฆษณาสว่านไฟฟ้าเป็นสว่านเจาะผิวไม้ผิวเหล็กเจาะทะลุหมดเลยเจาะแผ่นหนังเป็นหนังวันช็อตเลยสุดท้ายมาเจาะกระเป๋าสตางค์แล้วไม่เข้าแล้วเขาบอกสว่านนี้เจาะทุกอย่างดีกว่า ยกเว้นกระเป๋าสตางค์เฮ้ยโฆษณานี้มีด้วยเหรอวะโคตรง่ายเลยได้รางวัลด้วยโฆษณาไม่ต้องเป็น big production มันต้อง simple clever พอเราไปคานส์ก็รู้สึกว่ารางวัลเป็นสิ่งสำคัญกับการ recognize เราหรือประเทศว่าทำได้ดีแค่ไหน
อีกตัวคือโฆษณา Sony เปิดเรื่องมามีตู้ปลา 2 ตู้ตั้งอยู่เหมือนกันเป๊ะหนังวันช็อตเหมือนกันสักพักหนึ่งมีคนยกกรอบออกแล้วถึงเห็นว่าตู้ปลาทางขวาเป็นโทรทัศน์ Sony กำลังเปิดโชว์ demonstrate เฉลยเราด้วยซีนเดียวหรือโฆษณาคลาสสิกของหนังสือพิมพ์The Guardianผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหนีขโมย แล้วก็มีคนพูดว่าถ้ามุมนี้เห็นเขาก็จะคิดว่าเป็นแบบนี้แล้วก็ตัดไปอีกมุมหนึ่งเป็นผู้หญิงอยู่ริมถนนเหมือนผู้ชายจะวิ่งเข้าไปกระชากอะไรสักอย่างวิ่งเหมือนจะ attack ละแต่ถ้ามองมุมนี้จะรู้สึกว่าเป็นอีกอย่างสักพักเห็นเขาวิ่งไปผลักผู้หญิงออกไปจากเฟรมแล้วก็เป็นของตกลงมาจากข้างบนไม่ให้โดนหัวจบเรื่องด้วยการพูดว่าหนังสือพิมพ์ของเราทำให้คุณ see the whole picture นี่เป็นหนังคลาสสิกที่ดูแล้วแบบโหเก่งทำได้ไงวะ
แต่ช่วงนั้นก็เริ่มมีโฆษณาไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรานะอย่างยุคของคุณต่อสันติศิริคุณภาณุอิงคะวัตหรือของเจ้านายผมเองแบรี่โอเวนส์ก็ทำโฆษณาในระดับเวิลด์คลาสหนังเบียร์สิงห์ก็เคยได้รางวัลระดับโลกงานรุ่นก่อนผมทั้งนั้นพอผมมาทำเองเราไม่ได้อยากทำแบบนั้นก็ทดลองไปเรื่อยๆเป็นยุคของหนังอย่าง Black Cat, สิงห์คะนองนา, SPY Wine Cooler เราคิดว่าหนังโฆษณามันควรเอนเตอร์เทนก็เลยลองทำหนังที่มันไร้สาระดูแต่เราเข้าใจการสร้างคอนเซปต์ execution มันจะเป็นรสชาติที่คิดว่าคนบ้านเราชอบดูแบบนี้ชอบตลกคาเฟ่ชอบดูมุกควายๆโป๊ะๆตีหัวเลยไม่ต้องมา subtle แล้วเราก็เลยเริ่มทำงานแบบนั้นงานแบบนั้นก็เลยถือกำเนิดขึ้นมาไม่ได้เริ่มจากผมคนเดียวเริ่มจากผู้กำกับด้วยที่ต้องช่วยก็เป็นคุณม่ำ (สุธนเพ็ชรสุวรรณ) ที่ทำด้วยกันต้องยกเครดิตให้ทุกคนที่ฝ่าฟันมา
โฆษณาตอนนั้นจะเป็นยุคหนังตลกแล้วก็เกิดการทรานส์ฟอร์มเข้าสู่ยุคออนไลน์อย่างชัดเจนยุคของคอนเทนต์ยุคของงานออนไลน์ระดับโลกอย่าง BMW filmเป็นคอนเทนต์ไม่ใช่โฆษณาแบบวันเวย์ที่พุชอย่างเดียวชอบไม่ชอบไม่รู้ยุคดิจิทัลคุณสามารถดาวน์โหลดมันทำให้คน interact ในโฆษณาของคุณได้มีการคิดวิธีทำโฆษณาหรือคอนเทนต์ที่คนจะต้องไปหามาดูต้องยกเครดิตให้ครีเอทีฟยุคนั้นยุค BMW film ทำได้ดีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเห็นชัดเลยว่าโฆษณาไม่ต้องเป็นหนังเป็นคอนเทนต์ได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกมาเป็นยุคของไก่ Subservient Chicken ของ BURGER KING ที่สั่งให้ไก่ทำบ้าๆบอๆอะไรก็ได้เพิ่มความ interactive ผมอยู่ในยุคนั้นตอนหลังต้องปรับตัวเรียนรู้ใหม่หมดต้องเข้าใจโลกดิจิทัลมากขึ้นปรับตัวจนมาถึงวันนี้วันนี้ที่เราต้องทำทุกอย่างทำให้เกิด earned media ให้ลูกค้าสามารถมี awareness แบรนด์เป็นที่รู้จักสินค้าเป็น multi-platform media เราไม่จำเป็นต้องทำแต่หนังอีกแล้วหันมาทำนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์โปรดักต์ดีไซน์ทำทุกอย่างที่คิดว่าเป็นสิ่งใหม่ไม่มีรูปแบบอีกแล้วที่ BBDO เราเรียกกันว่า ‘new world’ หรือครีเอทีฟโลกใหม่
เอกลักษณ์ของโฆษณายุคนี้คืออะไร
เป็นอะไรก็ได้ที่สามารถตอบโจทย์ถ้าลูกค้าให้เราทำหนังเราอาจจะจะเสนออย่างอื่นอาจจะเป็นจานดักไขมันแทนถ้าคุณไม่ระวังในการรับประทานอาหารคุณอาจจะเป็นโรคอ้วนคนดูหนังก็อาจจะเฉยๆผมคิดเองนะก็คุยกับทีมว่าคงจะดีถ้าเราทำอะไรที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาจริงๆมันจะยั่งยืนกว่าจานไขมันที่มีหลุมบนจานเพื่อดักไขมันก็จะดีกว่าไปทำหนังระวังเรื่องการกินเพราะอาหารอยู่บนจานให้มันดูดซึมไปเลยเลยเป็นที่มาของ new world ที่ทำอยู่จนปัจจุบันพอได้ทำสิ่งนี้มันก็เลยสนุก
ล่าสุดผมทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชุดที่เป็น 7:1 ให้ HomePro ช่วยให้คนที่ตาไม่ค่อยดีสามารถแยกแยะออกได้ว่ามีจานรองแก้ววางอยู่บนโต๊ะไม่เดินชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ได้คิดอะไรใหม่ขึ้นมาแข่งกับลูกค้าเราก็หวังว่าจะสามารถคิดโปรดักต์ดีไซน์หรือนวัตกรรมที่เป็นทางออกให้กับแบรนด์เพื่อโลกที่ดีขึ้น
โลกทุกวันนี้ปัญหาเยอะมากถ้าเราได้เป็นส่วนหนึ่งถ้า creativity ถูกใช้ในวิธีที่ purposeful ผมว่ามันดีถ้าเรามองประเด็นที่เป็น key takeaway ของเทศกาล Cannes Lions ปีนี้หนักมากกรรมการมองงานที่ซีเรียสและมี purpose คืองานที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีคุณค่า
คุณคิดยังไงกับงาน Cannes Lions ปีนี้
ผมสงสัยว่าทำไมงานเมืองไทยถึงไม่ได้ Gold เลยทำไมงานจากอเมริกาถึง dominate เยอะทำไมกรรมการปีนี้ดูแล้วเลือกงานค่อนข้างซีเรียสแล้วก็มี purpose เยอะเรื่องซูเปอร์แบรนด์จริงอยู่แล้วเขาจะให้รางวัลกับแบรนด์ใหญ่คิดว่าเป็นเทรนด์ของโลกที่รู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์น่าจะทำประโยชน์เพื่อโลกที่ดีขึ้นจะเห็นเลยว่างานส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ที่ดียิ่งใหญ่ช่วยแก้ปัญหาโลกเหมือนเทรนด์จะเป็นอย่างนั้น
การที่แบรนด์ลงมาเล่นเรื่องนี้มากขึ้นมันบอกอะไรเราบ้าง
บอกว่าโลกมีปัญหามี tension เยอะคิดว่าการทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูดีเป็นแบรนด์ที่คนชอบโดยเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ก็น่าจะต้องทำอะไรที่เป็นประโยชน์ทำอะไรให้ยั่งยืนทำอะไรที่ช่วยโลกอย่างมีวัตถุประสงค์มากกว่าจะมาขายของ
ยกตัวอย่างงาน Dream Crazy ของ Nike แบรนด์ลงไปเล่นประเด็นที่เซนซิทีฟมากคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเล่นเรื่อง Colin Kaepernick คุกเข่าไม่ยืนเคารพเพลงชาติระหว่างการแข่งเพื่อประท้วงความไม่เสมอภาคในสังคมอเมริกามันทำให้รัฐบาลเคืองตัวเขาเองก็โดนแบนตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ Nike เลือกพรีเซนเตอร์คนนี้มา represent แบรนด์ซึ่งมันเสี่ยงมันทำให้เห็นว่าเขากล้าเตรียมแผนไว้ดีต้องรู้ว่าจะเกิดวิกฤตขึ้นต้องมี crisis PRเขารู้ด้วยว่าเดี๋ยวต้องมีคนมาเผารองเท้าแต่เขาไม่กลัวในที่สุดก็ชนะใจคนโดยเฉพาะยอดขายออนไลน์ในกลุ่มมิลเลนเนียลเองหรือคนรุ่นใหม่ขายได้มากมายถล่มทลายเก่งสามารถหา the truth of moment ได้เก่งคือรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นถ้า tackle ปัญหานี้ได้อย่างชาญฉลาดก็น่าจะมีผลดีต่อแบรนด์
งานบ้านเราเองอาจจะยังไม่แหลมคมมากถ้ามองจากงานในปีที่ผ่านมาเหมือนเราทำงานที่ดีกว่านี้ได้แต่เราต้องเป็นตัวของตัวเองอินเดียเป็นตัวของเขาเองมากเขายังเก็บความเป็นเขาอยู่
คุณว่าทำไมปีนี้งานของไทยได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ผมไม่แน่ใจเราไม่ควรจะโทษใครทั้งนั้นเราควรจะโทษตัวเราเองควรจะทำงานให้ดีกว่านี้ทำงานที่ยิ่งใหญ่ด้วยความคิดงานที่มีไอเดียชาญฉลาดถ้าจะทำงานช่วยโลกก็ต้องช่วยได้ดีจริงๆต้องมีสเกลจริงๆถ้างานไม่มีสเกลก็ไม่มีความหมายงานเล็กๆปัจจุบันเขาก็มองวิธีแก้ปัญหาแบบยั่งยืน
คนทำโฆษณาช่วยโลกได้ไหม
ช่วยได้แต่ไม่มีใครเป็นซูเปอร์ฮีโร่ช่วยได้คนเดียวหรอกมันต้องช่วยๆกันประเทศใครก็ประเทศเขาปัญหาของเราก็แก้ไปบ้านเราก็มี tension เยอะแยะดูเหมือนเทรนด์จะเป็นอย่างนั้นผมเคยสงสัยว่าทำไมเทรนด์ต้องเป็นแบบนี้ต้องมี purpose มี good cause เกิดขึ้นทำไมโฆษณากลายเป็นแบบนี้หมดแล้วแสดงว่าโลกมีปัญหาปัญหาซึ่งเกิดจากตัวมนุษย์เองมนุษย์เป็นผู้สร้างและผู้ทำลาย
ถ้าเราแก้ปัญหาในระดับของเราสังคมของเราประเทศของเราได้แล้วทุกๆประเทศพยายามทำก็น่าจะดีขึ้นแต่ท่าทางจะยากแต่ก็ดีกว่าไม่ทำ
อย่างบ้านเราปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ก็น่าจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนบ้านเราก็มี local tension เยอะมากที่ควรจะหยิบมาทำเรื่องความยากจนช่องว่างสารพัดเต็มไปหมด
ถ้าได้ครีเอทีฟที่ดีมีความคิดสร้างสรรค์ดี ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่ายิ่งถ้าได้แบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์อยากทำแบบเดียวกันก็น่าจะดีเพราะแบรนด์มีเงินโฆษณาที่เป็น good cause ถ้าไม่มีเงินจะเอามีเดียที่ไหนใช่ไหมถ้ามีลูกค้าแบรนด์ไหนที่อยากทำงานกึ่ง CSR หรือสนใจแก้ปัญหาให้ประเทศบริษัทโฆษณาก็น่าจะช่วยคิดให้ได้
มีบรีฟงานเพื่อสังคมเข้ามาหา BBDO Bangkok เยอะไหม
มีเยอะมากทำไม่ไหวมีทั้ง charity governor, social contribution, มูลนิธิหรือเอ็นจีโอก็เยอะแต่เราเลือกนะล่าสุดเราทำแคมเปญให้ Special Olympics Thailand พูดถึงคนที่พิการทางสติปัญญาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการมีพื้นที่ในสังคมไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ Special Olympics คือการฝึกกีฬาให้เกิดความมั่นใจเป็นส่วนหนึ่งของคนทั่วไปได้ตอนนี้กำลังทำอีกหลายแคมเปญให้ 2-3 มูลนิธิ

กลับมาที่โปรเจกต์ The Fighters อะไรดลใจให้คุณกลับมาถ่ายรูปอีกครั้ง
ผมหยุดถ่ายไปเลย 20 กว่าปีจนกระทั่งมีอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กก็เกิดพฤติกรรมการถ่ายรูปและแชร์เกิดแพลตฟอร์มที่เป็นรูปภาพการเกิดขึ้นของอินสตาแกรมมีอิทธิพลต่อโลกมากผมเองก็ชอบเพราะชอบถ่ายรูปก็เลยแชร์ไป
ถ่ายไปถ่ายมาก็สนุกใหญ่ก็เลยไปงัดกล้องเก่าออกมาถ่ายคนมาตามเยอะขึ้น
วันหนึ่งผมสงสัยกับตัวเองว่าทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรถ่ายรูปสวยให้คนมาไลก์คอมเมนต์ชมเพื่ออะไรบางทีเหนื่อยรูปหนึ่งแต่ง 1-2 ชั่วโมงอยู่บนแอพจอเล็กก็เล็กแล้วทำไปทำไมก็เลยคิดว่าถ้าเราถ่ายรูปได้ดีแล้วมีคนตามมีคนชอบสนใจที่เราถ่ายเราถ่ายรูปให้เป็นประโยชน์ดีไหมเป็นที่มาของแคมเปญ The Fighters คืออยากทำภาพถ่ายสักชุดหนึ่งเพื่อช่วยสังคมที่กำลังมีปัญหาใครก็ได้สักคนหนึ่งหน่วยงานหรือมูลนิธิ
ทำไมถึงเลือกประเด็นคนพิการ
สิ่งที่ trigger ผมก็คือมีน้องคนหนึ่งจัดงานวิ่งชื่อคุณต่อ–ฉัตรชัยอภิบาลพูนผล เขาจัดงานวิ่งด้วยกันรับสมัครไกด์รันเนอร์ให้คนตาดีวิ่งคู่กับคนพิการเขามาปรึกษาว่าจะมีบางกลุ่มของคนพิการที่ไม่อยากให้เรียกว่าคนพิการเช่นกลุ่มดาวน์ซินโดรมกลุ่มคนที่เป็นออทิสติก ผมมีคำอื่นไหมในฐานะครีเอทีฟผมก็ช่วยเขาคิดเรียกว่าอะไรดีนักแข่งพิเศษไหมในที่สุดก็โพล่งคำว่านักสู้ the fighter ขึ้นมาเราก็เฮ้ยคำนี้โคตรดีเลยเพราะว่าเขาสู้มากหลังจากนั้นคำว่า the fighter น่าจะทำอะไรดีๆได้เพราะมันโพสิทีฟมาก
ชีวิตไม่เคยมีคำว่ายุติธรรมกับใครคนท้อถอย ท้อแท้ตลอดเวลา มีปัญหามากระทบเราเพราะฉะนั้นการที่เราปลุกวิญญาณนักสู้ออกมาได้มันน่าจะดีน่าจะทำเป็นคอนเทนต์สักอย่างที่พูดเรื่องนี้ผมก็คิดว่าเอาวะชอบถ่ายรูปก็ถ่ายเลยคัดคนพิการมาสัก 6 คนตอนแรกจะเอา 10 คนกลัวเยอะไปพยายามเลือกคนพิการหลายๆสาขาเลือกคนที่เก่งซึ่งแปลว่าเขาสามารถก้าวข้ามสิ่งกีดขวางในชีวิตมาได้ทั้งร่างกายและจิตใจเลือกคนที่เจอ turning point เยอะๆตอนนั้นเลยเริ่มออกไป curate มีผู้ช่วยออกไปหาไปติดต่อกับมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทยมูลนิธิส่งรายชื่อมาหาข้อมูลเพิ่มเริ่มออกไปสัมภาษณ์ไปดูตัวในที่สุดก็คัดมาได้ 6 คน


ขั้นตอนการไปคุยก่อนถ่ายสำคัญยังไง
สำคัญมากเราถ่ายภาพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจการที่เราไปคุยหรือรู้จักเขาทำให้เห็นว่าชีวิตเขาจะสร้างแรงบันดาลใจกับคนได้หรือเปล่าเราอยากทำทั้งรูปและบทความสั้นๆประมาณหน้า A4 เพราะมันจะได้เล่าเรื่องจากสิ่งที่เราสัมผัสให้คนอื่นฟังด้วยถ่ายภาพพอร์เทรตเป็นแนวโพสิทีฟ ถ้าเกิดเราเห็นภาพคนพิการขาว–ดำหมดทำให้ดูเนกาทีฟ ดูแล้วต้องยิ้มมีความสุขมีบทความที่เกี่ยวกับเขาที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในประเทศได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนพิการได้
คนแรกที่ไปคุยและถ่ายคือใคร
สุเมตรธรรมวงศ์มือกลองวงไดมอนด์จริงๆรู้จักเขามาก่อนแล้วแต่ไม่เคยเห็นเขาตีกลองต่อหน้าก็เลยไปคุยคนตาบอดปกติก็มักจะต้องฝึกเป็นหมอนวดขายลอตเตอรี่แกไม่ชอบที่ชอบคือดนตรีเล่นมาตั้งแต่เด็กแกก็เลยตีกลองแกรักกลองมากเพราะดนตรีช่วยบำบัดหลายๆอย่างทำให้จิตใจดีให้จังหวะการตีกลองเป็นตัวกำหนดจังหวะชีวิตคนเราต้องมีจังหวะ ถ้าขาดจังหวะก็จะล้มเหลวพังรวนเหมือนมี praising มี rhythm ผมนึกถึงตัวเองเลยว่าจริงว่ะทุกเช้าเราใช้ชีวิตมั่วเลยผมเป็นคนใจร้อนเราควรใช้ชีวิตเหมือนลมหายใจถ้าเกิดเราหายใจถูกหายใจดีชีวิตก็ดี
สุเมตรบอกว่ากลองเหมือนคู่ชีวิตเพราะเขาไม่มีภรรยาจะโกรธเศร้าเซ็งเราอยู่กับกลองก็ตีไปกลองไม่เคยบ่นหวดไปให้ตายก็ไม่โกรธเราเขาเลยรักกลองเหมือนคู่ชีวิตกลองทำให้เขาสู้ผมเลยถ่ายเขากับกลองเหมือนคู่ชีวิตกันการไปพูดคุยก็ทำให้เรากำหนดธีมของพอร์เทรตคนนั้นแล้วเราจะได้มาวางดีไซน์ลุคมู้ดแอนด์โทนวางเซตว่าจะถ่ายยังไง

อยากให้ภาพถ่ายเล่าเรื่องอะไร
ผมอยากสะท้อนเรื่องราวของคนพิการที่เป็นนักสู้อยากให้เห็นอินเนอร์จากแววตาให้คนดูรู้สึกว่าภาพมีพลังส่งต่อเมสเซจว่าถ้าคนเราสู้สักอย่างก็จะมีชีวิตที่ดีได้อยู่ในโลกนี้ได้ต่อให้โลกไม่ดีแค่ไหนรูปน่าจะสื่อสิ่งเหล่านั้นออกไปในมุมบวก
ทุกอย่างเกิดขึ้นและถูกกำหนดโดยทัศนคติของเราถ้าเราคิดว่าเราทำได้ก็จะทำได้ถ้าคิดว่าไม่ได้ก็จะทำไม่ได้คนเหล่านี้คือคนที่คิดว่าทำได้แล้วทำได้จริงเขาสู้อย่างต่อเนื่องมาก้าวข้ามและประสบความสำเร็จ
งานชุดนี้ส่งผลกับตัวคุณเยอะไหม
ส่งผลมากทำให้เรามีทัศนคติที่ดีขึ้นในการใช้ชีวิตสองทำให้เราเข้าใจเรื่องราวของคนพิการมากขึ้นเขาควรจะมีสิทธิเท่าเทียมกับเราในสังคมคุณภาพเป็นสิ่งที่สำคัญมากเขาเหมือนเราทุกอย่างเพียงแต่เกิดมาไม่ครบแบบเราเราเรียกตัวเองว่าคนปกติจริงๆเขาก็คนปกติแบบหนึ่งแค่คนละไทป์เท่านั้นทำไมต้องไปกันเขาออกจากสังคมเขามักจะถูก exclude ถูกมองถูกกีดกันออกจากสังคมแม้กระทั่งเราหรือภาครัฐทางกระทรวงกฎหมายจะพยายามระบุว่าต้องช่วยให้เขามีสิทธิเท่าเทียมกับเราทั้งการว่าจ้าง 1:100 มันก็เป็นสิ่งที่ทำมานานแล้วมีคนพิการชายกว่าล้านคนหญิง 900,000 คน ซึ่งจำนวน 1,900,000 ในประเทศไทยนี่เยอะมากผมก็ไม่คิดว่าเขามีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นในสังคมถ้าฐานะทางบ้านไม่ดีเขาก็ไม่รู้จะทำอะไรอยู่กับบ้านนอนป่วยไปทำไมประเทศเราเองหรือภาครัฐไม่หาทางพัฒนาช่วยเหลือฝึกอาชีพจัดหาความสะดวกสบายให้เงินทุนหรือทำสวัสดิการให้ดีกว่านี้

จบโปรเจกต์นี้จะทำอะไรเกี่ยวกับคนพิการอีกไหม
ก็พยายามจะเอารูปไปโร้ดโชว์ที่อื่นจังหวัดอื่น หรือประเทศอื่นมีคนติดต่อจะเอารูปไปแสดงที่อื่นก็ยังไม่ได้คิดเลยว่าถ้าไม่ทำโปรเจกต์ถ่ายรูปประเด็นอื่นก็อาจจะถ่ายหนังเรื่องนี้ยังไม่แน่ใจถ้าถ่ายหนังคงจะหลายปีหน่อย
จากเดิมที่เราถ่ายรูปแค่ความสวยงามพอได้ถ่ายเพื่อประโยชน์บางอย่างมันทำให้คุณมองการถ่ายภาพเปลี่ยนไปไหม
ตอนนี้ผมหยุดถ่ายรูปเล่นๆเลยผมมองการถ่ายรูปเป็นอีกเรื่องไปเลยหลังจากทำอันนี้ตอนนี้ไม่หยิบกล้องมาถ่ายสะเปะสะปะมันเหมือนกับว่าถ้ารูปถ่ายทำงานได้แบบนี้มีผลแบบนี้ถ้าเกิดเรารู้ว่าจะทำอะไรเราควรจะทำทำสิ่งนี้ต่อไปอิมแพกต์เกิดขึ้นในสังคมก็อาจจะมุมอื่นมองปัญหาอื่นดูว่ารูปถ่ายจะช่วยอะไรได้บ้างอาจจะเป็นประเด็นหรือรูปแบบอื่นๆ
ผมหวังว่ามันจะไปสร้าง awareness ในสังคมเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆให้คนในสังคมมองเห็นประเด็นของคนพิการควรจะทรีตคนพิการยังไงควรจะทำให้เขารู้สึกว่ามีสิทธิเท่าเทียมกับเราทำให้รู้สึกว่าเขามีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับเราหรือไปจุดประกายให้คนพิการด้วยกันสู้ให้คนทั่วไปสู้ด้วยเพราะนี่คือชีวิตของเราทุกคนก็หวังว่าคอนเทนต์นี้จะมีประโยชน์ต่อสังคมเท่านั้นเอง



นิทรรศการ The Fighters มีแผนจะตระเวนแสดงต่อในอนาคตผู้ที่สนใจตัวงานและหนังสือรวมภาพถ่ายติดต่อได้ที่The Fighters Project




