ศิลปะสุดมัน แฟชั่นจัดจ้าน ดนตรีเท่ๆ ผู้คนออกมมาใช้ชีวิตกลางทุ่ง Siam Country Club คือภาพจำของเราเมื่อนึกถึง Wonderfruit Festival
ช่วงหนาวปลายปีเรียกร้องให้หลายคนแพ็กกระเป๋าแล้วออกเดินทางอีกครั้ง แม้ว่าจุดหมายปลายทางครั้งนี้จะเป็นแค่เมืองพัทยาไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่เรากำลังมุ่งหน้าไปคือเทศกาลไลฟ์สไตล์ประจำปีที่รวบรวมความสร้างสรรค์เข้าชนกับคำว่ายั่งยืนจากทั่วทุกมุมโลก
มากกว่านั้นยังมีมิติของงานสถาปัตยกรรม โปรเจกต์ศิลปะยั่งยืนที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลงานของ ‘โบว์—นิกันติ์ วะสีนนท์’ Senior Director of Arts & Culture ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Wonderfruit มาตั้งแต่เดย์วัน
ในขวบปีที่ 11 Wonderfruit ชวนทุกคนกลับมามองรากของตัวเอง ในคอนเซปต์ The Field Village สนามพลังงานของความคิดและไอเดียที่เราส่งต่อถึงกัน และสิ่งสำคัญคือ Wonderfruit ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงแค่ในตัวเทศกาลเอง แต่ยังมีเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายที่เชิญชวนผู้คนมาเข้าร่วมได้ตลอดทั้งปี
คอลัมน์ Draft Till Done ครั้งนี้จึงชวนโบว์มาเล่าเบื้องหลังงานสร้างแบบลึกถึงราก ตั้งแต่ปรัชญาวิธีคิด ความยั่งยืน ไปจนถึงจิตวิญญาณของ Wonderfruit ในวัยที่เติบโตขึ้น แต่ยังขอซนอยู่!

เราเป็นมากกว่าเฟสติวัล
“ความตั้งใจแรกตอนที่เริ่มทำ Wonderfruit เหมือนเป็นการมารวมตัวกันของคนกลุ่มหนึ่งที่มี แบ็กกราวนด์ค่อนข้างหลากหลาย แต่ทุกคนมีความหิว มีความสงสัยอะไรบางอย่างร่วมกัน อยากให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลง อยากสร้างพื้นที่ที่เราได้มาลองเล่น ได้มาตั้งคำถามใหม่ๆ บนพื้นฐานของความยั่งยืน เราจึงตัดสินใจว่าจะทำออกมาเป็นอีเวนต์ ซึ่งถ้าดูจากบริบทของอีเวนต์ คำจำกัดความที่ใกล้เคียงที่สุดในตอนนั้นก็คือเฟสติวัลหรือเทศกาล
“ต้องเข้าใจก่อนว่า ตอนนั้นในเมืองไทย คำว่าเทศกาลคือคอนเสิร์ต ทุกคนก็จะมุ่งไปแค่ว่าดนตรีมีอะไร ใครเป็นไลน์อัป จะเล่นเพลงแนวไหน แต่พอหน้าที่ของเราคือการเข้ามาดูแลในพาร์ตของศิลปะ เรามองว่าจริงๆ ศิลปะมันไปอยู่ในงาน installation กลางแจ้งได้นะ มันเป็นเวทีก็ได้รึเปล่า หรืออยู่ในรูปแบบอื่นได้ไหม นอกเหนือจากศิลปะตามขนบเดิมๆ ที่ต้องอยู่ในห้องนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลป์

“คำถามคือเราจะทำยังไงให้ศิลปะมันออกมาอยู่ในโลกธรรมชาติได้ ทำยังไงให้มันเข้ามาอยู่ในพื้นที่ชีวิตประจำวันของคน เพราะก่อนหน้านี้เราก็ทำงานด้าน Public Art หรือศิลปะสาธารณะมาอยู่แล้ว ซึ่งงานพวกนี้มันจะดึงเอาบริบทของเมือง พื้นที่ต่างๆ หรือกลุ่มคนทำงานศิลปะเข้าไปร่วมด้วย พอแนวคิดนี้มันเข้ามาอยู่ในพื้นที่เฟสติวัล มันเลยเกิดการตั้งคำถามตามมาว่าจริงๆ แล้ว เฟสติวัลคืออะไร แล้วเราจะนิยามคำว่าเฟสติวัลนี้ใหม่ได้ยังไงบ้าง
“ความจริงแล้ว ในประเทศไทยเราก็มีความซนและมีความหลากหลายอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในบริบทของความเป็นเมือง คือถ้าไม่ใช่กรุงเทพฯ ก็มักจะอยู่ในหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ หรือตามพื้นที่ที่มีโครงการศิลปะและวางรากฐานไว้ให้อยู่แล้ว มันเลยยังมีขอบเขตบางอย่างอยู่

“Wonderfruit เองก็ถือเป็นขอบเขตของพื้นที่เหมือนกัน แต่เรากำลังพูดถึงการเข้าไปทำงานสร้างสรรค์ในพื้นที่ธรรมชาติ พื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า และไม่มีระบบสาธารณูปโภค การที่เราอยู่ดีๆ กระโดดเข้าไปตรงนั้นมันแปลว่าอะไร แล้วเราต้องทำตัวยังไง ทำให้เราต้องคิดไปไกลกว่าการเป็นภัณฑารักษ์ หรือการออกแบบงานศิลปะ แต่มันทำให้เราได้กลับมาร่วมพูดถึงและตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติ ซึ่งพอเราทำต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แนวคิดนี้ก็ยิ่งชัดเจนและลึกมากขึ้น

“ในช่วงเริ่มต้นเราก็ได้ทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย นอกเหนือจากการเชิญชวนผู้คนมาแสดงหรือทำกิจกรรมร่วมกันแล้ว มันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่ม collaborator ทั้งในไทยและต่างประเทศ สิ่งนี้ทำให้เราหลุดออกจากกรอบของการเป็นเฟสติวัล ในรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นเพียงพื้นที่เปล่าสำหรับจัดแสดงของใหม่ หรือคอยอัปเดตว่าเทรนด์ใหม่คืออะไร แต่มันเป็นการบ่มเพาะความสัมพันธ์ และสร้างชุมชนที่ยั่งยืน
“ตอนนั้นคิดว่าถ้า Wonderfruit ต้องเป็นเฟสติวัลเราควรจะต้องมีขาอะไรบ้าง เพราะเราไม่ใช่คอนเสิร์ต เราสนใจเรื่องไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิตที่สนุกและมีสาระ เหมือนเราอยู่ในฟองสบู่บางอย่างที่สามารถรังสรรค์กฎกติกา ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันขึ้นมาใหม่ ซึ่งเรามองว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากในการนำมาใช้ออกแบบเมือง หรือออกแบบระบบชีวิตของผู้คน เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในระยะยาว

“เอาเข้าจริงช่วงแรกเราก็มีความแหยงกับคำว่าเฟสติวัลอยู่เหมือนกันนะ แต่คำนี้มันก็เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบและอธิบายให้คนเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว เพียงแต่เรามองว่าคำว่าเฟสติวัลไม่ควรมาจำกัดความว่าเราทำอะไร และเราเป็นใคร
“เราก็เลยตั้ง pillars เหมือนเป็นเสาหลักความคิดขึ้นมาว่างานเราครอบคลุมมิติไหนบ้าง ซึ่งก็มีทั้งเรื่อง ดนตรี, ศิลปะ, สถาปัตยกรรม, อาหาร, กิจกรรมครอบครัว, wellness และ workshop การจัดโปรแกรมงานทั้งหมดจึงมุ่งเน้นไปที่การทำโปรเจกต์ในหมวดหมู่เหล่านี้ เพื่อสื่อสารความหลากหลายมิติออกไปทั้งภายในและภายนอก พอทำไปเรื่อยๆ เราคิดว่าบทบาทของภัณฑารักษ์ คือการเข้าไปเชื่อมช่องว่างเหล่านั้นให้เข้ากันได้ มันเลยทำให้การทำงานออกแบบร่วมกันสนุกมากขึ้น
“จนมาถึงปีนี้ Wonderfruit ได้พูดถึง manifesto (เจตจำนง) ซึ่งฟังดูเป็นสิ่งที่นามธรรม แต่โปรเจกต์แต่ละอย่างสามารถเข้าไปเติมเต็มเรื่องราวเหล่านั้นได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับพื้นที่ การเรียนรู้จากวัฒนธรรมรากเหง้า หรือภูมิปัญญาเก่าแก่ที่เรามี แล้วนำมาถ่ายทอดให้มีความร่วมสมัย เพื่อให้พวกเราทุกคนเข้าใจและเติบโตไปด้วยกันได้”

หมู่บ้านพลังงานทางความคิด
“ปีนี้เรามาในคอนเซปต์ The Field Village เราเห็นว่า Wonderfruit เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ หรือเป็นพื้นที่ homecoming สำหรับการมารวมตัวกันในช่วงปลายปี แต่จากการทบทวนกระบวนการทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมา เราพบว่าการทำงานร่วมกับกลุ่ม collaborator มันเกิดขึ้นและดำเนินไปได้เรื่อยๆ จนเราสามารถดึงเนื้อหาบางอย่างได้
“สิ่งเหล่านี้ทำให้เรานิยามได้ว่า field ในแง่นี้คือ field of energy สนามพลังงานของความคิดและไอเดียที่เราส่งต่อถึงกัน สิ่งสำคัญคือ Wonderfruit ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงแค่ในตัวเทศกาลเอง แต่มันยังมีเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายที่เราอยากเปิดบ้านจัดกิจกรรม เพื่อเชิญชวนผู้คนมาเข้าร่วมได้ตลอดทั้งปี

“อย่างปีนี้เรามีโปรเจกต์ sonic mind ที่ทดลองดึงกระบวนการทำงานเรื่องเสียง ออกมาจากทุ่งหญ้าไปที่งานในกรุงเทพฯ เพื่อนำมาแชร์และสร้างมิติใหม่ๆ ว่า พอเรื่องเสียงออกมาจากพื้นที่ธรรมชาติมาอยู่ในเมือง ผ่านการสนทนา หรือการจัดฉายภาพยนตร์ มันจะมีกลิ่นอายแบบไหน และช่วยเปิดประเด็นอะไรให้ชัดเจนขึ้นบ้าง
“นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมการปลูกต้นไม้ประจำปี ซึ่งปกติเราก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ปีนี้เราเปิดบ้านชวนคนที่เคยมางาน Wonderfruit หรือคนที่สนใจให้เข้ามาที่ไซต์ของเรา ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ใช้เวลากับสัตว์ในฟาร์ม ร่วมปลูกต้นไม้ และทำเวิร์กช็อปต่างๆ ซึ่งมันไม่ใช่แค่การปลูกป่าทั่วไป แต่มันเป็นการสร้างโลกร่วมกัน การปลูกต้นไม้สำหรับพวกเราจึงเปรียบเสมือนสัญญะอย่างหนึ่งที่อยากให้ทุกคนรู้ว่า มนุษย์เราทุกคนมีพลังที่จะสร้างสรรค์และดูแลรักษาธรรมชาติได้

“เราตื่นเต้นนะที่มีคนหันมาสนใจและจัดกิจกรรมแนว wellness เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ภาพรวมจะสื่อสารเหมือนกันว่าเป็นเรื่องของ sound, wellness หรือ healing แต่สำหรับคนที่ทำเรื่องนี้ในชีวิตประจำวันจริงๆ มันมีรากของมันอยู่ บวกกับการศึกษาสมัยใหม่ในเชิงความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยซัปพอร์ตและอธิบายสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมด้วย
“เป้าหมายหลักของเราก็คือ การกลับมาทบทวนว่าเราจะอยู่ร่วมกันให้ดีขึ้นได้อย่างไร และจะนำสิ่งเหล่านี้กลับออกไปใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่อง sound และ wellness ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากของคน แต่ถ้าใครที่เขายังไม่ได้เชื่อ ยังไม่ได้ต้องการ หรือยังไม่ใช่แนวทางของเขา เขาก็อาจจะมีภาพจำอีกแบบหนึ่ง มองว่าฮิปปี้จัง แต่สำหรับเรามันมากกว่านั้นเยอะ เพราะมันคือการรีเซิร์ชและการเรียนรู้ในระยะยาว
“พอเห็นคนอื่นหันมาทำเรื่องนี้มากขึ้น เรามองว่าก็ดีสิ เพราะมีคนให้เราทำงานด้วยมากขึ้น ซึ่งคิดว่าในอนาคตน่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนข้ามสายกันไปมา ช่วยสร้างสรรค์มิติของเสียง กลิ่น หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้อีกเยอะเลย”

แปลนพื้นที่ต้องสมดุลในการสร้างสรรค์
“การออกแบบพื้นที่ใน Wonderfruit มาจากการทำความเข้าใจตัวพื้นที่ตั้งแต่แรก เราทำงานบนพื้นที่ทุ่งกว้างที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลฝั่งพัทยา ชลบุรี มีด้านหลังที่เป็นภูเขา แล้วตัวพื้นที่เองก็มีลักษณะเป็นราบเนินลู่ลงไป มีทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้แหละที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดถึงประสบการณ์ ของคนที่เข้ามาในงานว่าเวลาเขาเดินเข้ามา เขาควรจะได้ผ่านอะไรก่อน จะไปเปิดโลกทัศน์ในรูปแบบไหน และพื้นที่ไหนควรจะสื่อสารเรื่องอะไร
“สิ่งนี้ทำให้เราสามารถวางแผนและออกแบบวิธีการทำงานร่วมกับผู้คน รวมถึงการใช้พลังงานในแต่ละพื้นที่และแต่ละช่วงเวลาของวันได้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่น เดินเข้ามาจะพบกับโซน wellness พอเข้าไปลึกขึ้นอีกก็จะเจอป่า ข้ามไปอีกฝั่งเป็นโซนแห่งความเฮฮาและการเข้าสังคม ไปจนถึงฝั่งฟาร์มที่เป็นเวทีหมอลำ หรือในบางพื้นที่ที่เป็นลักษณะหุบเขาก็ควรจะเปิดในช่วงกลางคืน เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหา เพราะฉะนั้นการเข้าใจและทำงานร่วมกับธรรมชาติของพื้นที่เองก็เป็นการ curate กิจกรรมไปด้วยในตัว

“เราก็ทดลองทำกันมาสิบกว่าปี บางปีมันก็ไม่ได้เวิร์ก อาจจะมีความขาดๆ เกินๆ บ้าง แน่นอนว่าคนที่มาร่วมงานก็อาจจะมีทั้งคนที่กลับมาซ้ำและกลุ่มใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจึงสื่อสารและรับฟังความคิดเห็นจากชาววันเดอเรอร์ (Wonderer) เสมอว่าเขามีมุมมองยังไง ชอบหรือไม่ชอบอะไร เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาประมวลภายในทีมเสมอ เพราะมันไม่ได้มีแค่เรื่องการใช้พื้นที่อย่างเดียว แต่มันรวมไปถึงเรื่องการบริหารจัดการ การรักษาความสะอาด และความปลอดภัยที่ต้องคิดควบคู่กันไปทั้งหมด ซึ่งการทำงานในลักษณะที่ส่งความคิดออกไป แล้วรวบกลับมาเพื่อรีวิวและวางแผนต่อ ทำให้ในทีมมีบทสนทนาเยอะมาก และหาวิธีเดินหน้าต่อไปให้ดียิ่งขึ้น

“ฝั่งดีไซน์และสถาปัตยกรรมก็มีโจทย์ให้ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งโจทย์ในที่นี้คือเรื่องการใช้สอยบวกกับพื้นที่ธรรมชาติและช่วงเวลา ส่วนฝั่งศิลปะก็ถือเป็นอีกหนึ่งภาษาที่ทำหน้าที่สะท้อนความคิด และชวนให้พวกเราได้กลับมามองดูตัวเอง
“สำหรับในพาร์ตของคอนเซปต์และการทำงานในพื้นที่จริง การทำงานกับวัสดุต่างๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทของธรรมชาติรอบๆ ตรงนั้นด้วย ลักษณะของดิน ความลาดเอียงของพื้น หรือทิศทางลม เพราะเราไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้อยู่แค่เฉพาะตอนจัดงานเทศกาลเท่านั้น
“แต่เรามองไปถึงว่า ถ้าเราสร้างโครงสร้างขึ้นมาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะสามารถกลายเป็นบ้านของอะไรบางอย่าง หลังจากจบงานเราจะมีโปรแกรมอะไร หรือจะทำอะไรให้สิ่งนี้ต่อยอดออกไปได้อีก ความท้าทายสำคัญเราไม่ได้สร้างงานขึ้นมาแล้วจบ แต่เราต้องการให้มันคงอยู่ต่อไปในระยะยาว เพราะฉะนั้นมันจึงต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างทีมงาน นักออกแบบ ผู้ก่อสร้าง และศิลปิน เพื่อตอบโจทย์ให้ได้ว่า เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วจะอยู่ต่อไปยังไง

“ยกตัวอย่างเช่น Solar Stage ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโมดูลาร์ที่เราสามารถนำมาประกอบได้เหมือนบล็อกตัวต่อเลโก้ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นอาคารได้ เป็นการมองงานสร้างสรรค์ที่ไม่เบียดเบียนพื้นที่และธรรมชาติ เพราะในแต่ละปีเราสามารถให้โจทย์กับนักออกแบบได้เลยว่า เราอยากปรับพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นรูปแบบไหน แล้วเขาก็นำระบบโมดูลาร์นี้ไปคิดและนั่งประกอบขึ้นมาใหม่ ทำให้เราได้พื้นที่ใหม่ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็ม หรือไปกว้านซื้อไม้ใหม่มาเพิ่ม ซึ่งเราอยากให้เกิดความสมดุลในการสร้างสรรค์ด้วยวิธีการต่างๆ
“หรืออย่างในบางพื้นที่ เรารู้อยู่แล้วว่าจะมีกิจกรรมแสดงดนตรีในช่วงเทศกาล Wonderfruit แต่ในเวลาปกติ นอกเหนือจากช่วงจัดงาน พื้นที่ตรงนั้นกลับเป็นจุดริมบ่อบัวที่มองเห็นพระอาทิตย์ตกได้สวยงามมาก เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ควรมีอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างแบบถาวรตั้งตระหง่านขึ้นมา
“เราเลยคิดต่อว่าถ้าอย่างนั้น เราสร้างเป็นโครงกระดูกอะไรทิ้งไว้ดีไหม แล้วค่อยเข้าไปเล่นกับวัสดุต่างๆ แสงแดด สายลม เพื่อปรับเปลี่ยน แค่นี้มันก็กลายเป็นการตั้งโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงในการคำนึงถึงพื้นที่นั้นๆ รวมถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตรงนั้นได้”

เล่นแร่แปลธาตุความยั่งยืน
“เรื่องความยั่งยืนเป็นสิ่งที่เราพูดถึงมาตั้งแต่ปีแรกเลยว่า เราจะสำรวจ ทดลอง ผลักดันวิถีชีวิตที่ยั่งยืนผ่านศิลปะและวัฒนธรรมได้อย่างไรบ้าง เราเริ่มตั้งคำถามว่าความยั่งยืนที่แท้จริงคืออะไร โดยเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่เราคุ้นเคย เช่น วิถีการเป็นอยู่ การใช้ทรัพยากร การเลือกใช้วัสดุในชีวิตประจำวัน หรือการคำนึงถึงห่วงโซ่ของวัสดุเหล่านั้น รวมถึงการตั้งคำถามว่าการเป็นผู้บริโภคนั้นหมายความว่าอย่างไร และเราจะกลายเป็นผู้บริโภค หรือนักสร้างสรรค์ที่รับผิดชอบต่อโลกและผู้คนได้อย่างไรบ้าง
“แนวคิดนี้จึงเริ่มต้นจากการนำวัสดุเหลือใช้มาจัดการ โดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบและการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อผลักดันกระบวนการผลิต การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือการทำความเข้าใจในธรรมชาติของวัสดุอย่างแท้จริง จนสามารถนำมาเล่นแร่แปรธาตุให้กลายเป็นเรื่องราวและคุณค่าใหม่ๆ ต่อไปได้
“การทำเฟสติวัลจริงๆ แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างเมืองนะ เพราะมันมีเรื่องของระบบสาธารณูปโภคเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องน้ำ เรื่องไฟฟ้า และความเป็นอยู่ของผู้คนในนั้น เราโชคดีที่เรามีพื้นที่ประจำของ Wonderfruit อยู่แล้ว ทำให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่บนผืนดินตรงนั้นตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เพียงช่วงปลายปีที่เปิดงานเทศกาลเท่านั้น ทำให้เรามีความผูกพันกับพื้นที่มากขึ้น

“ความเชื่อมโยงของศิลปะและวัฒนธรรมที่สามารถช่วยสนับสนุนความหลากหลาย ผ่านโปรเจกต์ศิลปะ ยกตัวอย่าง โปรเจกต์ที่ชื่อว่า Embrace เราเริ่มจากการทำ sound installation ด้วยการลงพื้นที่ไปอัดเสียงของชุมชนชนเผ่าทางภาคเหนือของไทย เพื่อนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวทางเสียงในงาน
“การทำงานที่ต่อเนื่องในปีต่อๆ มาทำให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ และป็นผู้นำเสนอเรื่องราวที่มีคุณค่าได้มากขึ้น เราสามารถเชิญชวนชุมชนเหล่านั้นให้มาร่วมทำกิจกรรม เปิดพื้นที่ให้เขาได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองต่อ เราเชื่อว่าการทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้อย่างยั่งยืนต้องมีความต่อเนื่อง ต้องมีทั้งพื้นที่และความจริงใจในการเปิดโอกาสให้คนที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญาเหล่านั้น ได้ออกมาเล่าเรื่อง และแบ่งปันคุณค่าของพวกเขาด้วยตัวเอง

ข้อจำกัดคือตัวเราเอง ไม่ใช่ธรรมชาติ
“เวลาเจออุปสรรคอย่างฝนตก ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่ง เรารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่แต่ละจุดสามารถสร้างเต็นท์ชั่วคราวขึ้นมารองรับคนได้ระดับหนึ่ง แต่พอจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มมากขึ้น แค่ตัวเลขเปลี่ยน บริบททุกอย่างก็เปลี่ยนทันที ถ้าอย่างนั้น เราควรจะต้องสร้างอะไรที่ถาวรและแข็งแรงมากขึ้นรึเปล่า

“ด้วยความที่เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติอยู่ในพื้นที่เปิดแบบนี้ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ยังไง ถ้าลองสังเกตการออกแบบและสถาปัตยกรรมที่ Wonderfruit จะเห็นว่ามีตั้งแต่เพิงขนาดเล็ก การขึงผ้า ไปจนถึงโครงสร้างแบบถาวร งานของเรามีความหลากหลายมาก แต่นักออกแบบต้องคำนึงเสมอว่าแต่ละโครงสร้างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวาระอะไร และมันจะเติบโตต่อไปในทิศทางไหน
“ธรรมชาติก็ดำเนินไปตามวิถีของเขาแบบนั้นแหละ เรานี่แหละที่ต้องเป็นฝ่ายเข้าไปทำความเข้าใจ ข้อจำกัดคือตัวเราเองไม่ใช่ธรรมชาติ อย่างบางพื้นที่ เราต้องเริ่มลงมือสร้างหลังผ่านพ้นช่วงหน้าฝนไปแล้วเท่านั้น เพราะตรงนั้นมันคือทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ เพื่อที่เราจะสามารถเข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วนั่งฟังดนตรีเล่นสดกลางป่าได้ พอเราเริ่มเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง เราก็สามารถปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับเขาได้ แต่ทั้งหมดนี้มันก็ต้องใช้เวลา เพราะในโลกนี้ก็ยังไม่มีการสร้างสรรค์รูปแบบไหนที่สมบูรณ์แบบจนตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง ต้องมีเงื่อนไขบางอย่างที่เราต้องดูทั้งข้อดีและข้อเสียควบคู่กันไปเสมอ

“ส่วนในเรื่องของ mood & tone เราคิดว่ายิ่งทำยิ่ง abstract มากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ แล้วเราไม่ได้ทำ mood board สำเร็จรูปว่าเดินไปตรงนี้แล้วจะต้องเห็นสิ่งนี้นะ แต่เป็นสิ่งที่เราอยากสร้างสรรค์ในพื้นที่นั้นๆ มากกว่า เราก็หวังว่ามันจะกลมกล่อมเพราะว่ามันแท้ในสายทางและเวลาที่เราให้กับมัน ถ้าพื้นที่ตรงนั้นเป็นป่า เราก็จะเลือกใช้ไม้จากต้นไม้ยืนต้น หรือไม้ที่โดนแมลงกัดเจาะมาใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งมันคือการเปิดบทสนทนาร่วมกับธรรมชาติในพื้นที่ตรงนั้น มากกว่าการตั้ง mood board ขึ้นมาครอบว่ามันจะต้องออกมาเป็นแบบไหน
“แต่ในบางทีมันก็เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ บางทีเราอาจจะคิดไม่ออกว่าตรงนี้ควรจะพาดด้วยสีอะไรดี ซึ่งนอกจากความ aesthetic แล้ว เราก็จคุยกับทีมสื่อสารว่า ตอนนี้กำลังเล่นกับบรรยากาศหรือสีโทนไหนอยู่ แล้วนำไอเดียมาล้อและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน บางครั้งวัสดุเองก็เป็นตัวกำหนด mood & tone โดยธรรมชาติ อย่างบางทีมีผ้ายาวเกือบ 2 กิโลเมตรที่เป็นสีธรรมชาติหมดเลย แล้วเราก็นำมาไล่เฉดสีให้กลมกลืนไปกับช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งบางทีเรื่องของสีสันมันก็ถูกกำหนดกับวัตถุดิบธรรมชาติที่เราทำงานด้วย”

เราต้องกลับไปที่ราก
“ปีที่ 11 มันไม่ใช่ว่า โห เราอยู่มานานแล้วนะ แต่ปีนี้เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้กลับมาดูว่าเลขหนึ่งแปลว่าอะไร การที่เรากำลังจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยที่มีประสบการณ์ตลอดหนึ่งทศวรรษอยู่ในกระเป๋าแล้ว เลขหนึ่งอันใหม่นี้คืออะไร จากสถานการณ์รอบโลกในปัจจุบัน แน่นอนว่าทุกคนต่างได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การที่เรามีรากฐานที่แข็งแรง รู้ว่าตัวตนของเราคืออะไร รู้ว่าจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหนเป็นสิ่งที่สำคัญ
“เราจะทำงานกับสิ่งเหล่านี้และผู้คนเหล่านี้ยังไงให้ออกมาสร้างสรรค์และยั่งยืน ไม่ใช่แค่การทำเพื่อโชว์เคสว่าเรามี แต่เป็นการต่อยอดทำให้โครงสร้างรากฐานมันแข็งแรงพอที่จะเติบโตต่อไปได้ มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติมากๆ ที่เราจะเลือกกลับมาทบทวนที่รากของตัวเอง
“เรารู้สึกว่า Wonderfruit โชคดีมากที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายๆ คน พอยิ่งทำไปเราก็ได้รู้ว่า มีหลายคู่ที่เจอกันครั้งแรกที่ Wonderfruit จากนั้นปีต่อมาก็ขอหมั้นกันที่นี่ แล้วปีถัดไปค่อยจัดงานแต่งงานกันที่ Wonderfruit มันเลยไม่ใช่แค่เทศกาลที่มาแลกเปลี่ยนกันด้วยการซื้อขายบัตรหรือสินค้า แต่เป็นเรื่องของ การสร้างสายสัมพันธ์
“นอกจากนี้หลายๆ คนที่เราทำงานด้วยก็เคยเป็นวันเดอเรอร์ที่แค่มาเที่ยวในงาน แล้วเขาเห็นความเป็นไปได้ เขาอยากเอาแนวคิดหรือผลงานมาลองแชร์ เพราะเราทำงานบนเงื่อนไขที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ให้ผู้คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ มันก็เลยเหมือนกับการสร้างครอบครัวไปเรื่อยๆ

“การที่เรากลับมาตั้งคำถามว่าปีที่ 10+1 มันมีความหมายยังไงสำหรับพวกเรา เกือบจะเป็นความใจตรงกันของคนในทีม เพราะฝั่งทีมจัดโปรแกรมและ wellness ก็เริ่มพูดถึงเรื่องราก เรื่องต้นกำเนิด การเกิดใหม่ มันเลยกลายเป็นว่าเราไม่ได้มองถึงความใหญ่ แต่มองถึงความลึกและความแท้จริงมากกว่า เพราะเมื่อเราทำสิ่งนี้มาอย่างยาวนาน งานจะต้องเกิดประโยชน์ และมีคุณค่าสำหรับทุกคนที่ได้เข้ามาทำงานร่วมกับเราด้วย
“บางทีคุณค่าของมันไม่ได้จบอยู่แค่การได้มาเที่ยวหรือได้เจอผู้คนเท่านั้น แต่มันคือการได้กลับมาคิดถึงตัวเราเอง ช่วงปลายปีเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ทุกคนมักจะกลับมาทบทวนชีวิตตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง และเราจะเดินทางไปต่อยังไง การมา Wonderfruit จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการมาใช้เวลาอยู่กับตัวเอง

“ความท้าทายของ Wonderfruit คือการที่พวกเราต้องคอยตั้งโจทย์ว่า ควรจะวางเงื่อนไขหรือขอบเขตไว้แค่ไหน เพราะพื้นที่ของเรามันเปิดกว้างมากจริงๆ ทุกวันนี้เรายังคงพยายามสร้างสมดุล เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามา lost and found ในพื้นที่แห่งนี้
“เพราะพื้นที่เรากว้างมากเกือบ 500 ไร่ มันเป็นพื้นที่เปิดที่ชวนคนออกมาร่วมสำรวจ คุณสามารถเลือกไปนอนลอยแพอยู่กลางน้ำ นั่งพักผ่อนโดยไม่ต้องฟังเสียงอะไรเลย เพื่อซึมซับธรรมชาติและภูเขารอบตัวได้ ความท้าทายคือการหาความพอดีของเราว่ามันจะมีประโยชน์กับคนยังไง”
โตขึ้นแต่ยังคงความซนเอาไว้
“เรามองว่าคุณค่าของการทำ Wonderfruit อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราได้เห็นการเติบโตที่ชัดเจน สำหรับเรามันเหมือนเป็น long game ที่เป็นวัฏจักร หมุนเวียนให้เราได้กลับมาทบทวน และสามารถทำให้มันโตต่อไปได้

“การเติบโตนี้เกิดขึ้นในทุกด้านเลย เพราะการดำเนินไปของโปรเจกต์มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เราไม่ได้คุยกับผู้คนกลุ่มเดิม ระบบที่เราใช้ก็ไม่ได้เหมือนเดิม พื้นที่อาจจะเป็นผืนดินเดิมแต่ต้นไม้เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากจุดที่เคยเจอน้ำท่วม วันนี้เราสามารถทำให้หญ้าเติบโตและปลูกพืชพรรณตรงนั้นได้แล้ว มันเหมือนกับความรู้สึกของคนทำสวนในบ้านของตัวเองที่เฝ้ามองดูการเติบโตนั้นอยู่ตลอดเวลา ในแง่ของการทำงานเหมือนกับการอยู่กับเพื่อน มันไม่ใช่ว่าเรามีเพื่อนเมื่อสิบปีที่แล้ว แล้วพอมาวันนี้เราเบื่อเธอแล้ว แต่มันมีการแลกเปลี่ยนทางความคิดและเห็นเติบโตที่ค่อนข้างชัด
“เราเคารพและนับถือในวัฏจักรของ Wonderfruit ที่เกิดขึ้น จริงๆ การจัดงานแค่ปีละหนึ่งครั้งอาจจะฟังดูยากในแง่ของความความจีรังยั่งยืนว่ามันจะเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ถ้าเราสามารถสื่อสารและเชิญชวนให้ผู้คนมาร่วมอยู่ในกระบวนการนี้ไปด้วยกันได้ ทุกคนก็จะได้เห็นเลยว่า ทุกอย่างมันมีวาระและมีเส้นทางในการเดินทางของมันอยู่เสมอ
“ถ้าเปรียบ Wonderfruit เป็นจิตวิญญาณของคนคนหนึ่ง น่าจะเป็นคนที่ผ่านการใช้ชีวิตมาแล้วระดับหนึ่ง ได้ลองในสิ่งที่อยากลอง จนเกิดการเรียนรู้บางอย่างเพื่อไปทดลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น และก็เป็นคนที่โตขึ้นแต่ความซนยังอยู่

“พอเราเติบโตขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง เราได้ผ่านบทเรียนมามากมาย แต่ตราบใดที่เรายังรักษาความซนและความตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ ก็ยังมีบทเรียนและข้อมูลที่มาช่วยเสริมให้เราสามารถก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน เกิดประโยชน์ และมีคุณค่าต่อไป”
หากใครสนใจ Wonderfruit เปิดจำหน่ายบัตรรอบสุดท้ายแล้ว ตั้งแต่วันนี้จนถึง 9 พฤศจิกายน 2569 สามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets





