Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
ณ ตึกเขียวในตรอกซอยสลัว เราพบร้านหนังสือมือสองกลางเมืองเกาสง Everyman Bookstore

ณ ตึกเขียวในตรอกซอยสลัว เราพบร้านหนังสือมือสองกลางเมืองเกาสง Everyman Bookstore

02/11/2026
ที่ชอบ
AUTHOR: วงศกร ลอยมา
SHARE:

 เวลาไปไต้หวัน เราจะเห็นร้านหนังสือเชนมากมายเต็มไปหมด ตั้งแต่ Eslite Bookstore, Kingstone Books หรือ TSUTAYA BOOKSTORE แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ความโดดเด่นของวงการหนังสือและสิ่งพิมพ์ไต้หวัน คือยังมีคนตัวเล็กๆ ที่ปลุกปั้นร้านหนังสือ (อิสระ) ในแบบของตัวเอง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ 

 ปลายทางของเราในวันนี้คือ Everyman Bookstore ร้านหนังสือมือสองที่เราปักหมุดมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยว่าต้องมาให้ได้ การเดินทางมาที่นี่ง่ายมาก กูเกิลแมปบอกว่า ร้านหนังสือแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตหลิงหยา โดยตัวร้านซ่อนอยู่ในย่านที่พักอาศัยบนถนนฝูโซ่ว ถ้ามารถไฟฟ้าให้ลงที่สถานี Wukaicuo แล้วเดินออกทางออก 4 จากนั้นเดินเลาะเข้าถนนฝูโซ่วมาประมาณ 300 – 400 เมตร

 ตอนนี้เป็นเวลาหัวค่ำแล้ว ก่อนหน้านี้ ตรงถนนใหญ่รถยังวิ่งคึกคักอยู่ แต่พอเข้าซอยมาเรื่อยๆ เพื่อจะไปร้าน Everyman Bookstore บรรยากาศก็ดูต่างออกไปเล็กน้อย คือมันเป็นซอยที่อยู่อาศัยของคนที่นี่ มีตึกแถวตั้งเรียงรายไปตลอดทาง นานๆ ถึงจะมีรถวิ่งผ่าน จัดว่าเป็นซอยเงียบสงบใช้ได้

 และท่ามกลางความมืด ซอยนี้ก็ยังมีไฟสลัวจากเสาไฟคอยให้แสงสว่าง และก็มีตึกแถวหลังหนึ่งที่ก็ให้แสงสว่างด้วยเหมือนกัน มันคือตึกแถวสีเขียวอันเป็นที่ตั้งของร้าน Everyman Bookstore ที่เรากำลังตามหาอยู่นั่นเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไป นอกจากหมาขนปุย และบรรยากาศที่เหมือนหลุดไปอีกโลก เราก็เจอกับ โซอี้ ถัง เธอคือเจ้าของร้านหนังสือมือสองแห่งนี้

 แม้ทุกวันนี้ร้านหนังสือจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนไป การแข่งขันจากร้านหนังสือเชนขนาดใหญ่ และยุคสมัยที่ผู้คนหันไปหาสื่อดิจิทัลมากขึ้น แต่ Everyman Bookstore กลับยืนหยัดมาได้ยาวนานกว่า 13 ปี ทั้งยังต่อยอดบทบาทจากร้านหนังสือมือสองไปสู่การเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชน ผ่านกิจกรรมเดินชมเมืองเกาสง จนกลายเป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีชีวิตและเติบโตเคียงคู่ไปกับผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ

 โซอี้ก่อร่างสร้างร้านหนังสือแห่งนี้มายังไง เธอพร้อมจะเล่าให้ฟังแล้ว

1

ร้านหนังสือมือสองแบบที่อยากเห็น

 “มันคือยุคทองเลยนะ”

 โซอี้สรุปความรู้สึกเอาไว้แบบนั้น เมื่อเราถามถึงความคึกของร้านหนังสือในช่วงที่เธอเติบโตขึ้นมา 

 ก็คึกคักถึงขนาดที่ว่า ตอนเป็นเด็กนักเรียน เธอกับเพื่อนมักชวนกันไปเที่ยวเล่นที่ร้านหนังสือเป็นประจำ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นยุคทองก็คงไม่ผิดนัก เพราะร้านหนังสือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนจำนวนมาก แม้ถ้าว่ากันด้วยจำนวนแล้ว เกาสงก็ไม่ได้มีร้านหนังสือมากมาย เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่อย่างไทเป

 “ก่อนเปิดร้าน ฉันทำงานอยู่ที่ไทเป ไทเปเป็นเมืองที่สวยนะ แต่ก็อยู่ยากเหมือนกัน สำหรับคนที่มาจากเกาสงอย่างฉันมันปรับตัวยากนิดหน่อย คือตอนอยู่ไทเปฉันชอบพวกวัฒนธรรม นิทรรศการ แล้วก็บรรยากาศตามตรอกซอกซอยมาก แต่หน้าที่การงานช่วงนั้นไม่ค่อยดี แล้วก็ไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว ก็เลยตัดสินใจลาออก รู้สึกว่าต้องทุบหม้อข้าวตัวเองเท่านั้นถึงจะก้าวไปข้างหน้าได้”

 “ฉันย้ายกลับมาเกาสงเมื่อปี 2013 มีวันหนึ่งนั่งกินข้าวเที่ยงกับครอบครัวก็นึกถึงร้านหนังสือที่เคยไปในไทเป ร้านหนังสือมือสองที่นั่นสะอาด เป็นระเบียบ แถมยังมีจัดเสวนาและกิจกรรมเยอะแยะเลย ซึ่งตอนนั้นที่เกาสงยังไม่ค่อยมีร้านหนังสืออิสระ แล้วร้านหนังสือมือสองก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ ถึงฉันจะไม่มีประสบการณ์เลยสักนิด แต่พวกเราก็ตัดสินใจเปิดร้านหนังสือมือสองขึ้นจนได้”

 ประโยคที่เธอบอกว่า ร้านหนังสือมือสองก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้ มีอย่างน้อย 2 นัยด้วยกัน

 นัยแรกคือ ‘การตกแต่งร้าน’ ย้อนกลับไปในเมืองเกาสงเมื่อสิบสามปีก่อน ร้านหนังสือมือสองส่วนใหญ่ (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) ออกแบบร้านให้มีลักษณ์เป็นกันเอง คือจัดวางหนังสือชิดกันจนเหลือทางเดินแคบๆ หรือบางร้านก็วางกองไว้บนพื้น ซึ่งลูกค้าต้องใช้เวลาคุ้ยหาค่อนข้างนาน และความที่เป็นร้านเล็กๆ อันแน่นไปด้วยหนังสือ บรรยากาศจึงค่อนข้างทึบ
และอีกนัยหนึ่งที่ลึกไปกว่านั้น (จริงๆ เชื่อมโยงจากข้อแรกด้วย) ก็คือ ร้านหนังสือมือสองยังขาดการออกแบบที่คำนึงถึงประสบการณ์ของคนที่เข้ามาในร้าน ลองนึกดูแบบนี้ ไปร้านหนังสือมือสอง คุ้ยหาหนังสือจนเหงื่อแตกเม็ด แถมไม่มีพื้นที่ให้เดินเล่น หรือนั่งอ่าน นี่ยังไม่รวมการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น เปิดตัวหนังสือ บุ๊กทอล์ก ฯลฯ ซึ่งมักจะจัดในร้านเชนใหญ่มากกว่า

 เมื่อได้ทำร้านหนังสือของตัวเอง เธอจึงเนรมิตร้านหนังสือในแบบที่อยากเห็น คือมีโต๊ะให้นั่งหย่อนก้น มีพื้นที่ให้เดิน แถมบรรยากาศก็โปร่งโล่ง และจัดแยกหมวดหมู่หนังสือไว้ชัดเจน ทั้งยังชโลมจิตใจผู้มาเยือนด้วยแอร์เย็นกำลังดี กลิ่นหอมเบาๆ เสียงเพลงคลอเคลีย และมีหมาขนปุยให้ขยุ้มเล่น

 “แผนของฉันก็คือเปิดร้านหนังสือมือสองสไตล์โมเดิร์นแบบนี้แหละ แต่มองอีกมุมนะ พอไม่มีประสบการณ์ มันก็เลยมีเรื่องให้กังวลเต็มไปหมด (หัวเราะ) เรื่องไปแข่งกับคนอื่นเลยไม่ใช่ความกังวลหลักของฉันเลย จะว่าไป ก่อนเปิดร้าน ฉันเคยไปหาพวกรุ่นใหญ่ในวงการหนังสือมือสอง บางคนก็เปรยๆ ว่าตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่ดีที่จะเปิดร้านหนังสือแล้วนะ ถามว่าแน่ใจเหรอว่าจะทำ แต่ในหัวฉันคิดแค่ว่า ไหนๆ วงการนี้มันก็ดิ่งลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว มันจะมีอะไรให้ต้องกลัวอีกล่ะ”

2

พื้นที่ของคนรักหนัง (สือ)

 ตึกเขียวมรกตแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านหนังสือเท่านั้น ที่จริงมันคือบ้านของครอบครัวมี่มี่ โดยชั้นหนึ่งกับชั้นใต้ดินคือ โซนร้านหนังสือ ชั้นสองคือ ที่อยู่อาศัยของครอบครัวและเก็บสต๊อกหนังสือ ส่วนโซอี้กับสามีแยกไปพักอีกบ้าน ซึ่งเดิน 10 นาทีก็ถึง

 โซอี้บอกว่า ตึกแบบนี้มีให้เห็นทั่วไปในเกาสง คนท้องถิ่นเรียกตึกประเภทนี้ว่า tou-thiann-tshù (ออกเสียงว่า เทิ่วเทียนชูว) พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นตึกแถวแนวตั้งที่เจ้าของครอบครองกรรมสิทธิ์ ทั้งที่ดินและตัวอาคารแต่เพียงผู้เดียว ตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปจนถึงชั้นดาดฟ้า ซึ่งก็มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทราคาก็แตกต่างกันไป

 หลังจากเดินดูชั้นหนึ่งไปได้สักพัก โซอี้ก็ชวนลงไปดูชั้นใต้ดิน ขณะที่กำลังเดินลงบันได มีสิ่งสะดุดตามากๆ นั่นก็คือ โปสเตอร์หนัง ซึ่งแปะกระจายเต็มผนังตั้งแต่ชั้นหนึ่งไปจนถึงชั้นใต้ดิน ชั้นใต้ดินของที่นี่มีลักษณะเป็นห้องโล่งกว้าง และมีโต๊ะยาวตั้งอยู่กลางห้อง มุมห้องมีชั้นหนังสือมังงะตั้งอยู่ โซอี้บอกว่าห้องนี้มีไว้สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับนักอ่าน

 “ที่ผ่านมา เราจัดกิจกรรมหลากหลายมาก ตั้งแต่งานเสวนา คลาสเรียน สตูดิโอศิลปะ ไปจนถึงนิทรรศการเล็กๆ แต่การจัดกิจกรรมเองมันกินเวลาและพลังงานเยอะมาก ตอนนี้หลักๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นเปิดให้คนอื่นเช่าพื้นที่สำหรับจัดงานของพวกเขาเองแทน”

 นิทรรศการที่เธอเล่าถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนมาจัด มันคือนิทรรศเกี่ยวกับร้าน Everyman Bookstore ของเธอนั่นเอง

 “ปี 2023 ครบรอบ 10 ปีของร้าน ฉันเลยจัดนิทรรศการย้อนอดีตของร้านหนังสือขึ้นมา เอาเรื่องราวแปลกๆ สิ่งของที่เคยเจอในหนังสือ สินค้าพิเศษที่เราทำขึ้นเอง รวมไปถึงหนังสือสะสมส่วนตัวของฉันมาจัดแสดง ส่วนเรื่องที่เขียนไว้บนผนัง จริงๆ แล้วเป็นกิจกรรมและงานอีเวนต์ทั้งหมดที่พวกเราเคยจัดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็นั่นแหละ จัดงานมันเหนื่อยมากๆ พอผ่านปี 2023 มา ฉันก็เลยแทบไม่ได้จัดงานอะไรอีกเลย อยากชะลอจังหวะชีวิตลงหน่อย”

 ช่างเป็นนิทรรศการที่น่ารัก ขณะเดียวกัน คล้ายเป็นการบันทึกความทรงจำเอาไว้ด้วย โซอี้ลงรายละเอียดชนิด วัน – เดือน – ปี ว่าตั้งแต่เริ่มเปิดร้านหนังสือในปี 2013 เธอลงแรงทำอะไรไปบ้าง ซึ่งเราขอหยิบปีสำคัญๆ มาแปลให้สำรวจการเดินทางของร้าน Everyman Bookstore ไปพร้อมๆ กัน

 เริ่มกันที่ ปี 2013

 23 พฤษภาคม & 3 กรกฎาคม: เริ่มตระเวนสำรวจร้านหนังสือมือสองต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล

 1 มิถุนายน – 10 กันยายน: เข้าสู่ช่วงตกแต่งสถานที่และเตรียมงานก่อนเปิดร้าน

 28 กันยายน: พิธีเปิดร้าน Everyman Bookstore อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดงานเฉลิมฉลอง

 20 ตุลาคม: เปิดตัวป้ายร้านอย่างเป็นทางการ และเปิดให้บริการลูกค้าเต็มรูปแบบ

 ต่อไปคือ ปี 2015

 26 เมษายน: จัดกิจกรรมบริจาคหนังสือ

 11 พฤษภาคม: การปรับปรุงพื้นที่ร้านเฟส 2 (โซนด้านหลังชั้น 1) เสร็จสมบูรณ์

 6 & 17 กรกฎาคม: สัมภาษณ์ออกรายการวิทยุ KISS RADIO และรายการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำธุรกิจ

 13 กันยายน: เปิดตัวแผนที่ร้านหนังสือ

 17 กันยายน: เข้าร่วมงานเทศกาลการอ่านภาษาจีน

 6 ตุลาคม: การปรับปรุงพื้นที่ร้านเฟส 3 (โซนชั้น 2) เสร็จสมบูรณ์

 11 ตุลาคม: จัดงานบรรยายเกี่ยวกับการชุบชีวิตหนังสือเก่า ร่วมกับร้านหนังสือมือสอง Fuxing

 29 พฤศจิกายน: ออกบูทในตลาดนัด

และปี 2023 คือวาระฉลองครบรอบ 10 ปีของร้าน

 8 & 29 กรกฎาคม: จัดกิจกรรมเดินทัวร์ชมเมือง

 5 สิงหาคม: งานเสวนาหัวข้อ ร้านหนังสือข้างบ้านฉัน

 17 สิงหาคม: กิจกรรมทัวร์โรงแรมริมทะเล พร้อมงานบรรยายและแจกลายเซ็นโดยนักเขียน Wu Mingyi

 26 สิงหาคม: ร่วมออกบูทในงานเชื่อมโยงเครือข่ายร้านหนังสือ Jiu Wuying

 28 กันยายน: จัดนิทรรศการพิเศษย้อนอดีตฉลองครบรอบ 10 ปีของร้าน Everyman Bookstore

 โซอี้พาเราเดินกลับขึ้นมาชั้นหนึ่งอีกครั้ง และโปสเตอร์หนังบนกำแพงก็เตะตาอีกครั้ง เมื่อได้หยุดมองดูดีๆ แล้วก็พบว่า ส่วนมากเป็นหนังจากฝรั่งอเมริกา ผสมกันไปทั้งหนังที่ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งกล่อง ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ตรงที่เธอมีเทสการดูหนังแบบไหน หากที่น่าสนใจก็คือ เธอหยิบความชอบมาเป็นส่วนหนึ่งในร้านหนังสือด้วย

 “ฉันชอบดูหนังมากๆ ค่ะ ต้องโบ้ยแม่เลย ได้มาจากแม่เต็มๆ แม่ฉันชอบดูหนังมาก ตอนฉันอายุสักสิบขวบ เราจะมีนัดเดทแม่ลูกกันทุกสัปดาห์ ไปกินข้าวเที่ยงและดูหนังด้วยกัน แม่คือคนที่เปิดการดูหนังให้ฉันเลย ฉันเลยตกแต่งตรงโถงทางเดินให้ดูเหมือนร้านเช่าวิดีโอสมัยก่อนในไต้หวัน”
“คนที่โตทันยุคนั้นจะชอบโถงทางเดินตรงนี้กันมากๆ มองอีกมุมมันเหมือนอุโมงค์กาลเวลาที่สร้างขึ้นจากความทรงจำวัยเด็กของฉันเอง ส่วนข้อดีอย่างหนึ่งของการรับซื้อหนังสือมือสอง คือบางทีก็ได้พวกของเก่าแปลกๆ น่าสนใจติดมาด้วย พอเวลาผ่านไป ของพวกนี้ก็กลายมาเป็นของตกแต่งร้าน ที่บันทึกเศษเสี้ยวอดีตของฉันเอาไว้”

3

กิจกรรมหวนคืนสู่ราก

 “ร้านหนังสือยุคนี้ถ้าอยากดึงดูดลูกค้า จะขายแค่หนังสืออย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องปรับตัวทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยเพื่อหารายได้ แล้วฉันก็รู้สึกว่า ร้านหนังสือสามารถทำกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้”

 กิจกรรมที่โซอี้หมายถึงก็คือ ทัวร์เดินชมเมืองเกาสง โดยจะมีไกด์คอยบอกเล่าเรื่องราวเป็นภาษาท้องถิ่นไต้หวัน ทัวร์แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3 ชม. ผู้เข้าร่วมมีคนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กผิวนุ่มนิ่ม พ่อแม่ผู้ปกครอง ไปจนถึงคุณปู่คุณย่าวัยคราม โดยจุดออกสตาร์ตจะเริ่มต้นที่ร้าน Everyman Bookstore จากนั้นก็เกาะกลุ่มเดินลัดเลาะกันไปตามตรอกซอย เพื่อไปยังสวนสาธารณะอู๋ไคฉัว (Wukuaicuo Park) ที่อยู่ใกล้ๆ

 สวนแห่งนี้เคยเป็น สุสานของเฉิน จงเหอ (Chen Zhonghe) มหาเศรษฐีนักธุรกิจที่รวยที่สุดในไต้หวัน ซึ่งต่อมาตระกูลของเขาได้บริจาคที่ดินผืนนั้นให้เป็นสวนสาธารณะอู๋ไคฉัวให้คนท้องถิ่นเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกัน โดยที่ตัวสุสานก็ยังอยู่ และนอกจากทัวร์ชมเมืองของโซอี้จะพาไปเที่ยวสวนสาธารณะ ยังพาไปสำรวจอาคารเก่าแก่ วัดวาอาราม และชุมชนต่างๆ อีกด้วย

 เมื่อเสร็จกิจกรรม โซอี้จะโพสต์รูปลง Instagram เสมอ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนที่สนใจมาร่วมเดินชมเมืองด้วยกัน และแน่นอนว่า มาใช้เวลาที่ร้านหนังสือของเธอด้วย ทุกครั้ง เธอจะชื่นชมพ่อแม่ผู้ปกครองเสมอที่พาลูกๆ ออกมาสัมผัสชีวิตและมุ่งมั่นปลูกฝังภาษาท้องถิ่นไต้หวันให้ลูกๆ ตั้งแต่ยังเด็ก

 เธอย้ำว่าคือ ภาษาท้องถิ่นไต้หวัน

 “โรงเรียนประถมของเราเพิ่งจะกำหนดให้ภาษาท้องถิ่นไต้หวันเป็นวิชาบังคับเมื่อปี 2001 นี่เอง ส่วนมัธยมต้นกับมัธยมปลายเพิ่งจะเริ่มเมื่อปี 2022 สำหรับคนไต้หวันหลายคน ภาษาท้องถิ่นไต้หวันจริงๆ แล้วคือภาษาแม่ของพวกเขา แต่ผู้คนเพิ่งจะมารู้สึกและตระหนักถึงเรื่องนี้เมื่อสักสิบยี่สิบปีที่ผ่านมาเอง”

 “ภาษาท้องถิ่นไต้หวันเคยเป็นภาษาหลักในไต้หวัน ในอดีตเคยถูกกดทับภายใต้นโยบายบังคับใช้ภาษาจีนกลาง และถูกรัฐบาลยุคนั้นทำให้กลายเป็นเรื่องเสื่อมเสีย โดยมองว่าคนพูดภาษาไต้หวันคือคนหยาบคายหรือไม่ได้รับการศึกษา ด้วยเหตุนี้ การฟื้นฟูภาษาท้องถิ่นไต้หวันและนำกลับมาใช้ในพื้นที่สาธารณะ จึงเปรียบเสมือนการตื่นรู้ในอัตลักษณ์ท้องถิ่นสำหรับคนไต้หวันจำนวนมาก”

 ได้ยินแบบนั้นแล้วก็นึกถึงเรื่องสวนสาธารณะอู๋ไคฉัวที่โซอี้เล่าให้ฟัง เธอบอกว่า มีคนท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยที่ยังรู้สึกไม่กล้าเข้าไปใช้เวลาในสวนสาธารณะแห่งนี้ เพราะยังติดภาพว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นสุสาน และอาจมีสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นหรือพิสูจน์ไม่ได้หลงเหลืออยู่

 “สุสานแห่งนี้มีศิลปะที่งดงามและประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม เราจึงควรรักษาไว้และพูดถึงมัน ตอนแรกสุสานแห่งนี้เสี่ยงจะถูกทุบทิ้ง เพราะคนกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น ทั้งๆ ที่มันเป็นสถานที่ที่เราเดินผ่านอยู่ทุกวันในแถบบ้านเราเอง”

 การจัดทัวร์ชมเมืองด้วยการบรรยายเป็นภาษาท้องถิ่นไต้หวัน นอกจากจะรับกับเทรนด์หนังสือภาษาไต้หวันที่กำลังมาแรงมากๆ แล้ว หากถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยให้ผู้คนเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวก็ค่อยๆ คลี่คลายความกลัวที่สั่งสมอยู่ในใจคนไต้หวัน ผ่านรายละเอียดที่พบเจอได้ในระหว่างเดินชมเมือง

 ปล. ถ้าใครอยากรู้ว่า ภาษาท้องถิ่นไต้หวันเป็นอย่างไร โซอี้แนะนำให้อ่าน Ji̍t-hue Siám-sih: Beautiful Taiwanese Words & 100 Poems เธอว่าเป็นหนังสือรวมบทกวีภาษาท้องถิ่นไต้หวันที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปีนี้

4

ร้านหนังสือจะอยู่รอด รัฐต้องยอมเปลี่ยนแปลง

 ระหว่างที่กำลังเดินดูมุมนั้นทีมุมนี้ที เจ้าหมาก็เดินป้วนเปี้ยนไปมาประหนึ่งว่าเป็นพนักงานคนหนึ่งของร้าน และขอบอกว่าเจ้าหมาตัวนี้มีพลังวิเศษที่จัดว่าแจ่มทีเดียว นั่นก็คือ ใครผ่านมาเห็นก็เอ็นดู มีรอยยิ้ม และมันเขี้ยวอยากเข้าไปเย้าแหย่สักหน่อย

 หนังสือส่วนใหญ่ในร้าน Everyman Bookstore เป็นหนังสือมือสอง หนังสือใหม่มีบ้างประปราย เสน่ห์ของหนังสือในร้านนี้คือ สภาพ มองดูแล้วหนังสือส่วนใหญ่สภาพดีทั้งนั้น ถ้าเปรียบเป็นเสื้อมือสองก็ต้องถือว่าผ่านการคัดและซักทำความสะอาดมาอย่างดี

 “จริงๆ ฉันไม่ได้ออกไปควานหาหนังสือขนาดนั้นหรอก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติมากกว่า ดูว่าลูกค้าอยากเอาเล่มไหนมาโละขาย แต่ก็ยังต้องดูสภาพหนังสือด้วยนะ แล้วก็ดูว่าน่าจะเป็นเล่มที่ลูกค้าประจำชอบไหม บางทีถ้าเจอหนังสือที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่รู้สึกสงสัยและสนใจ ฉันก็รับซื้อมาเพราะความอยากรู้ล้วนๆ เลย”

 มองออกไปนอกร้าน แม้จะเป็นช่วงหัวค่ำ แต่บรรยากาศเข้าขั้นสงัด ความที่ร้านตั้งอยู่ในซอย นานๆ ทีจึงจะมีรถวิ่งผ่าน โซอี้บอกว่า ตอนเช้าถึงเย็นบรรยากาศคึกคักกว่านี้ รวมถึงมีลูกค้ามาเลือกดูหนังสือตลอดทั้งวัน แต่แน่นอนว่าคงไม่มากเท่าร้านหนังสือเชนในห้างใหญ่แน่นอน

 “ฉันชอบพูดเล่นบ่อยๆ ว่า ทำร้านหนังสือน่ะ หาเงินเลี้ยงตัวเองรอดนะ แต่เลี้ยงคนอื่นไม่ไหว ฉันรู้จักเจ้าของร้านหนังสือคนอื่นๆ ที่เขาสามารถจ้างพนักงาน หรือทำร้านร่วมกันเป็นทีมสองคนขึ้นไปได้ ฉันเลยเชื่อว่ามันเป็นแค่ข้อจำกัดของตัวฉันเองมากกว่า ยังมีจุดที่ฉันพัฒนาต่อได้อีก วงการนี้ไม่ได้ถึงกับเลี้ยงคนมากกว่าหนึ่งคนไม่ได้หรอกค่ะ”

 ถ้ามองบริบทสังคมที่โซอี้อาศัยอยู่ เราอาจพอเข้าใจว่า ทำไมเธอถึงมีความเชื่อว่าร้านหนังสืออิสระจะอยู่รอดได้ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไต้หวันมีร้านหนังสือเล็กๆ เปิดใหม่เยอะมาก ตรงข้ามกับ ร้านหนังสือเชนใหญ่ๆ ที่ทยอยปิดตัวลงไปเยอะพอสมควร ความน่าสนใจก็คือ แม้โซอี้จะบอกว่า นักอ่านในไต้หวันยังถือว่าเป็นกลุ่มน้อยอยู่ แต่คนที่ยังสนิทกับหนังสือนั้นก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐ

 ยกตัวอย่างเช่น มีโครงการแจกคูปองให้คนรุ่นใหม่ เอาไปใช้ซื้อหนังสือ หรือเข้าชมนิทรรศการได้ ยิ่งถ้าเอาไปซื้อหนังสือก็ยิ่งได้เงินกลับคืนมาเป็นโบนัส ซึ่งเจ้าของร้านหนังสืออย่างโซอี้มองว่า นโยบายนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กวัยรุ่นเกิดความรู้สึกอยากอ่านหนังสือได้ดีมากๆ เพราะพวกเขาแทบจะไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเลย

 ไม่ใช่แค่สนับสนุนการอ่านในหมู่คนทั่วไป แต่รัฐยังสนับสนุนผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระด้วยเหมือนกัน

 “กระทรวงวัฒนธรรมของไต้หวันเปิดโอกาสให้พวกเรายื่นข้อเสนอ เช่น โครงการประจำปี เพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุน นอกจากนี้ ตลาดนัดหนังสือก็ได้รับความนิยมมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดเหล่านี้ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโดยเน้นไปที่ร้านหนังสือ จัดขึ้นทั่วไต้หวัน เปิดโอกาสให้พวกเราได้ออกไปโปรโมตร้านให้เป็นที่รู้จัก แถมยังมีค่าเดินทางเล็กๆ น้อยๆ ให้ จะได้ไม่ต้องกลับบ้านมือเปล่ากัน”

 ถ้ารัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลงแบบที่ โน๊ต อุดม บอก ล่ะก็แย่เลย (ฮ่า ฮ๊า)

5

ร้านหนังสือสำหรับทุกคน

 หากถ้าซื้อหนังสือที่เขียนด้วยภาษาที่อ่านไม่ได้กลับเมืองไทย เกรงว่าจะไม่ได้อ่าน และกลายสภาพเป็นของสะสมไป เราจึงได้ของที่ทั้งน่ารักและใช้ได้จริงติดไม้ติดมือกลับมาแทน มันคือที่คั่นหนังสือที่โซอี้เป็นคนออกแบบเอง ความพิเศษของที่คั่นหนังสือนี้อยู่ตรงที่ ข้อความที่กำกับเอาไว้

 “ที่เห็นนั้นคือภาษาท้องถิ่นไต้หวันค่ะ คำว่า sim-sik-tha̍k กับ hó-tsia̍h-khùn คำว่า sim-sik แปลว่า สนุกและเบิกบาน ส่วน tha̍k แปลว่า อ่าน แต่การ อ่าน ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่หนังสือนะ มันคือการสัมผัสและเปิดรับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ถ่ายภาพ ดูหนัง หรือท่องเที่ยว”

 “ส่วนคำว่า hó-tsia̍h-khùn แปลว่า กินอิ่มนอนหลับ เป็นคำอวยพรขอให้สุขภาพดี ปลอดภัย ไร้กังวล อยากให้คำอวยพรนี้เดินทางไปกับคุณทุกที่ทั่วโลกเลยนะ อ้อ แล้วพิกัดที่สลักไว้บนพวงกุญแจ ก็คือตำแหน่งพิกัดร้านหนังสือของเราเป๊ะๆ เลยล่ะ”

 แนะนำที่คั่นหนังสือจบ โซอี้ก็เดินกลับไปยังเคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน

 จำได้ไหมที่เราบอกว่า โซอี้มีบ้านอีกหลังที่อยู่กับสามี ส่วนพื้นที่ชั้นสองของร้านเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ก่อนที่โซอี้จะแต่งงานกับสามีในปี 2021 และแยกบ้านออกไป เธอใช้ชีวิตอยู่ในตึกเขียวแห่งนี้อยู่หลายปี ชั้นหนึ่งเป็นที่ทำงาน เสร็จงานแล้วก็กลับบ้าน ในความหมายว่าเดินขึ้นไปชั้นสอง 

 โซอี้บอกว่า การที่บ้านและที่ทำงานเป็นที่เดียวกันนั้นสะดวกมาก เพราะอยากทำอะไรก็ลุยได้เลยทันที

 “จำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง เพื่อนจากฮ่องกงมานอนพักที่ชั้นใต้ดิน ฉันบอกฝันดีเขาแล้วก็นั่งทำงานต่อที่เคาน์เตอร์อีกพักใหญ่ พอเช้าวันต่อมา เขาตื่นมาช่วงสายๆ ฉันก็นั่งทำงานอยู่ที่เคาน์เตอร์เหมือนเดิมแล้ว พอเขาเห็นหน้าฉันก็เลยแซวว่า ตอนฉันนอนเธอก็อยู่นี่ พอตื่นมาเธอก็ยังอยู่นี่อีก สรุปสิงอยู่ที่เคาน์เตอร์เลยป่ะเนี่ย (หัวเราะ)”
“พอฉันแต่งงาน ฉันกับสามีก็ย้ายไปอยู่อีกที่ นั่นคือช่วงเวลาที่ฉันเริ่มสัมผัสได้จริงๆ ว่าการแยกงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันมันเป็นยังไง แล้วก็พบว่าตัวเองชอบการเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนกัน ถึงจะยังหอบงานกลับไปทำที่บ้านบ้าง แต่อย่างน้อยร่างกายเราก็ได้ก้าวออกมาจากพื้นที่ทำงานจริงๆ ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป เอาเข้าจริงฉันชอบทั้งสองช่วงชีวิตเลยนะ”

 ใครที่มีแพลนอยากมาเที่ยวเกาสง เราแนะนำให้มาร้าน Everyman Bookstore เพราะนอกจากจะมีหนังสือมีสองสภาพดี บรรยากาศน่านั่งแล้ว ถ้าอยากจองทัวร์เดินชมเมืองที่คนท้องถิ่นเป็นคนบอกเล่าก็สามารถจองได้ บางทีอาจจะได้รู้จักเมืองเกาสงในมุมที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

 และแน่นอน ถ้ามีร้าน Everyman Bookstore ก็จะได้เจอกับโซอี้ เจ้าของร้านหนังสือยิ้มเก่ง ซึ่งแนะนำหนังสือน่าสนใจ และบอกเล่าเรื่องราวในแวดวงหนังสือของไต้หวันให้เราฟังแบบไม่มีกั๊ก ล่าสุด เราเพิ่งได้แชตคุยกัน โซอี้บอกว่า เธอกำลังแพ็กกระเป๋าไปเกาหลีใต้ เนื่องจากได้รับเชิญให้ไปพูดถึงการทำร้านหนังสืออิสระ โดยที่หนึ่งในผู้ถูกเชิญมีร้านหนังสืออิสระจากไทยด้วย

 “ฉันโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นคนขายหนังสือโดยมีครอบครัวคอยซัปพอร์ตตั้งแต่เริ่มต้น ที่ตลกคือ ลึกๆ แล้วทุกคนในบ้านมีความเป็นวิญญาณคนทำร้านหนังสือซ่อนอยู่เหมือนกัน ทุกคนเคยฝันว่าพอเกษียณแล้วอยากเปิดร้านหนังสือ นั่งอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรหนังสือแล้วมีเวลาอ่านแบบไม่จำกัด พอเปิดร้านจริง ถึงเพิ่งมารู้ว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิด (หัวเราะ)”

 “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครอบครัวคือที่พักพิงและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉัน ต่อมาพอแต่งงาน สามีก็สนับสนุนเต็มที่เหมือนกัน คอยมาช่วยงานเท่าที่ทำได้นอกเหนือจากงานประจำ คนอีกกลุ่มที่ฉันอยากขอบคุณก็คือ นักอ่านและลูกค้าที่น่ารัก ทุกวันนี้ลูกค้าประจำหลายคนกลายมาเป็นเพื่อนแท้ ทั้งเอาหนังสือมาแลก ให้หนังสือเป็นของขวัญ เอาของอร่อยๆ มาแบ่งปัน แล้วก็เล่าเรื่องชีวิตให้ฟัง”

 “ฉันไม่เคยเห็นการสนับสนุนเหล่านี้เป็นของตายเลย รู้สึกขอบคุณเสมอที่ทุกคนรักพวกเราและเดินร่วมทางกันมาไกลขนาดนี้ ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันในปีนี้เลยก็คือ ชีวิตต้องการร้านหนังสือ และร้านหนังสือก็โอบอุ้มชีวิตเอาไว้ ความสุขที่สุดของการทำร้านหนังสือคือ การได้เห็นชีวิตที่ไหลเวียนผ่านพื้นที่แห่งนี้ด้วยตาตัวเอง”

 “บางคนชอบเขียนวันที่ซื้อไว้ที่หน้าสุดท้าย ฉันเคยได้รับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีวันที่ซื้อระบุไว้สองวันที่ต่างกัน นั่นหมายความว่าหนังสือเล่มนี้กำลังจะได้พบกับเจ้าของคนที่สามผ่านมือฉัน หนังสือที่ได้รับความรักและส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ มันยังคงมีชีวิตต่อไปในสายธารแห่งกาลเวลา การได้ปกป้องสิ่งที่สำคัญสำหรับฉัน และได้ผลักดันเรื่องที่ฉันใส่ใจ ทั้งหมดนี้ในพื้นที่ที่ฉันรัก บอกตามตรงว่า ไม่มีอะไรที่จะสร้างความสุขได้ลึกซึ้งไปกว่านี้อีกแล้วค่ะ”

 เล่ามาตั้งนาน เพิ่งนึกออกว่า ลืมบอกที่มาของชื่อร้านหนังสือ

 โซอี้ตั้งชื่อ Everyman Bookstore จากภาษาจีนกลางที่มีความหมายว่า ธรรมดา เธอตั้งใจให้ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นร้านหนังสือสำหรับทุกคน เป็นร้านหนังสือธรรมดาๆ ทั่วไปที่ใครๆ ก็มาได้ โดยไม่รู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นเรื่องไกลตัว

 คุณอาจจะบอกว่า มันก็ธรรมดานี่นา ร้านหนังสือทั่วไปใครๆ ก็มาได้อยู่แล้ว จริงอยู่ที่เธอเป็นเพียงร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในเกาสง เราเพียงอยากให้พื้นที่กับเรื่องเล่าจากคนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ แบบนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อมองเห็นอะไรต่อมิอะไรในมุมใหม่ๆ ซึ่ง ‘เรื่องเล่าหลัก’ (grand narrative) ไม่ได้เล่า

 ก็เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันซับซ้อนด้วยกันทั้งนั้น

 เราทุกคน…

 Everyman…

Tags:ไต้หวันที่ชอบa dayร้านหนังสือมือสองEverymanBookstore
Share :
Author
วงศกร ลอยมา
Photographer
-
รูปที่ถูกทิ้ง ความทรงจำที่หล่นหาย
Photo Storiesรูปที่ถูกทิ้ง ความทรงจำที่หล่นหายนักเขียน : Mok Lachantra
มาเป็นมือสมัครเล่นโดยสมัครใจกันไหม สนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่คาดหวังว่าต้องเก่ง
A Better Dayมาเป็นมือสมัครเล่นโดยสมัครใจกันไหม สนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ โดยไม่คาดหวังว่าต้องเก่งนักเขียน : วงศกร ลอยมา
Tiffany Young Edge of Calm Tour in Bangkok การเดินทางเพื่อค้นพบความสุขสงบของเจ้าหญิงโวคอล
ตามไปดูTiffany Young Edge of Calm Tour in Bangkok การเดินทางเพื่อค้นพบความสุขสงบของเจ้าหญิงโวคอลนักเขียน : อารยา อุตอามาต