วันศุกร์ 27 มีนาคม 2568
เป็นวันหยุดธรรมดาที่หลายเท้าประปรายอยู่ตามท้องถนน หลายร่างนอนแหมะอยู่บนเตียงใต้เพดานของคอนโดสูง ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนอย่างทุกวัน แต่ในวันนั้นเอง จู่ๆ โคมไฟเหนือหัวดันแกว่งไกวเหมือนจะตกลงมา แก้วน้ำสั่นไหวราวกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง พ่วงด้วยอาการวิงเวียนศีรษะ
มันเกิดอะไรขึ้น!
โลกโซเชียลและข่าวสดในโทรทัศน์ต้องรู้คำตอบแน่ และคำตอบนั้นยืนยันว่ากำลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดแผ่นดินไหว แต่เป็นครั้งแรกที่เราต่างรู้สึกกับแผ่นดินไหว ด้วยแรงสั่นสะเทือนไม่ต่ำกว่า 7.4 แมกนิจูด
รอยเลื่อนถูกทิ้งบนพื้นดิน รอยร้าวถูกทิ้งในใจ
ด้วยเพราะตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหลังใหม่พังถล่มท่ามกลางตึกอื่นที่สูงลิ่วกว่า ผนังบ้านและคอนโดร่อนออกเป็นแผ่น โรงพยาบาลหามผู้ป่วยฉุกเฉินออกนอกอาคารกันจ้าละหวั่น เรารักตัวกลัวตายหวาดระแวงถึงวันข้างหน้า หวั่นใจจนไม่กล้าหลับตาลง ทั้งอยู่กับคำถามเป็นร้อยพันถึงโครงสร้างว่าเรากำลังอยู่ในที่ปลอดภัยจริงหรือเปล่า
แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในความทรงจำเริ่มจางลง เมื่อย่างเข้าสู่เดือนตุลาคมที่หอบเอาลมหนาวและการเริ่มต้นใหม่มาให้ แต่เวที ‘TEDxBangkok 2025 Through The Cracks ผ่านรอยร้าว’ อยากพาเราหวนกลับไปในวันนั้นอีกครั้ง เพื่อให้เห็นรอยแตกระแหงในใจอย่างแจ่มแจ้ง เห็นความเจ็บปวดที่ไม่ได้เกิดจากภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่จากทุกสิ่งที่กระทำชำเราให้ไม่อาจก้าวเดินต่อได้เต็มสองเท้า
“ลมพัดแผ่วเบาเราจะรู้สึกดี แต่ลมพัดแรงเข้าเรากลับรู้สึกตื่นตระหนก ปากเรียกมันว่าภัยพิบัติ ทั้งที่จริงแล้ว การเกิดแผ่นดินไหวเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ มันแสดงว่าโลกยังมีชีวิตอยู่ โลกกำลังดำเนินชีวิตเหมือนพวกเรา”
ถ้อยคำจากนักธรณีวิทยา ‘อาจารย์เอก – ดร.สันติ ภัยหลบลี้’ ถึงเขาไม่ได้มายืนอยู่บนเวทีตัวเป็นๆ แต่แค่ภาพเคลื่อนไหวผ่านจอโปรเจกเตอร์และความรู้ที่เขามีอยู่ก็ทรงพลังมากพอแก่ผู้ฟังแล้ว การที่อาจารย์เอกขึ้นเป็นสปีกเกอร์คนแรก เหมือนเป็นปฐมบทแห่งการปลอบประโลมว่าละทิ้งความกลัวที่ผ่านมาลงเถอะ แผ่นดินไหวไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราหนี แต่มีไว้เพื่อให้เราทำตัวเข้มแข็ง ภัยพิบัติพรรค์นี้เหมือนพุดดิ้งที่โยกเยกเด้งดึ๋งอยู่ในกล่องเท่านั้น และไม่มีรอยเลื่อนไหนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษหรอก ไปทำมาหากินต่อเสีย
ความเจ๋งคือการนำ Dance Performance ผสมเข้ากับการเล่าเรื่องวิชาการจ๋าๆ คราวอาจารย์กล่าวถึงแมกมาใต้ชั้นโลก ขบวนก็จะแปรแถวบิดพลิ้วไปตามประโยคทำให้ผู้ฟังไม่นั่งตาปรือ ทั้งกลับสนใจใคร่รู้มากกว่า

สปีกเกอร์คนที่สองมาในชุดพะรุงพะรัง เขาคาดเครื่องไม้เครื่องมือไว้รอบเอว มือขวาแบกกล้องตัวใหญ่ติดไมค์ สวมเสื้อยืดเกือบรัดตัว ทั้งรองเท้าบูทดูทะมัดทะแมง ก่อนจะพูดว่าทั้งหมดบนร่างกายคือออฟฟิศหนักอึ้งถึง 25 กิโล เขาเป็นนักถ่ายสารคดี เขาคือ ‘สิงห์ – วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล’ ผู้เล่าเรื่องสงครามผ่านเลนส์ พร้อมกับคำถามหนึ่งมาโดยตลอด “ทำไมเราไม่หยุดเข่นฆ่ากันสักที”
สิงห์ว่าคำตอบหาได้จากเลนส์ทั้งหมดที่เขามีอยู่
เลนส์ 85 MM เป็นเลนส์โคลสอัปที่ทำให้เห็นความรู้สึกดิบที่สุดของมนุษย์ ยิ่งซูมใกล้ ยิ่งทวีความกลัวและเกลียดชังในดวงตา
เลนส์ 50 MM เป็นเลนส์พอร์เทรตที่เมื่อจ่อเห็นร่างกายครึ่งหนึ่งจะค้นพบว่าลึกๆ แล้ว มนุษย์ต้องการสงครามเพื่อบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ว่าตนเป็นใคร

เลนส์ 35 MM เป็นเลนส์ที่สิงห์ชอบที่สุด การมองผ่านเลนส์นี้ทำให้รู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วยมุมมองที่ใกล้เคียงกับสายตาคน
เลนส์ 24 MM เป็นเลนส์เปิดโลกกว้างให้เห็นสถานที่โดยรอบจนมนุษย์เหลือตัวกระจ้อย และสุดท้ายคือโดรนที่เขาให้นิยามว่าเป็นดัง God’s eyes เพราะเมื่อมองจากฟ้าลงมายังพื้นแล้ว สงครามก็เป็นแค่วัฏจักรหนึ่งเท่านั้น
ก่อนลงเวทีไป สิงห์ทิ้งคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวมันเองต่อผู้ฟัง “มนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐจริงหรือเปล่า”
สปีกเกอร์คนที่สาม ‘ลาดิด – ณชนก ยุวภูมิ’ เธอเคยเป็นนักศึกษาแพทย์ที่รู้ตัวเองดีว่าไม่อยากถือมีดผ่าตัด จนท้ายที่สุดตัดสินใจบอกลาตึกคณะหลังจากเรียนได้นานถึง 5 ปี พร้อมกับบอกลาความคาดหวังของครอบครัว มือของเธอเลือกถือปากกาแทน ลาดิดกลายเป็นนักเขียนวรรณกรรมที่ใครก็มองว่าโคตรจะเฟียซ แต่เบื้องหลังแล้ว เธอเป็นนักเขียนที่ขยำดราฟต์ทิ้งไปไม่รู้กี่แผ่น
ทั้งยอมรับบนเวทีอย่างใจกล้าว่ารอยร้าวของเธอคือความขี้อิจฉา เธอตาร้อนทุกครั้งที่ผู้ร่วมอาชีพออกหนังสือได้หลายเล่มต่อปี การเป็นอิสระจากคณะแพทย์กลับกลายเป็นกรงขังให้รู้ซึ้งถึงความรวดร้าว
“ดราฟต์ชีวิตในปัจจุบันใช่สิ่งที่ต้องการไหม ถ้าไม่ใช่ อย่างนั้นลองมาทิ้งดราฟต์กันไหม แล้วมาเริ่มต้นเขียนดราฟต์ชีวิตชิ้นใหม่กัน”
และในประโยคสุดท้ายของลาดิด อาจเป็นวิธีสุดท้ายที่ทำให้เธอค้นพบว่าจะรักษารอยร้าวของตัวเองได้อย่างไร

ผ่านจากมือจับปากกาของนักเขียนก็เป็นมือจับไมค์ของนักร้องอย่าง ‘ปั๊บ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข’ ผู้รู้สึกเป็นคนแปลกหน้าในร่างตัวเอง เขาตั้งคำถามมากโขถึงวิถีนักร้องและการเดินบนความมีชื่อเสียง พลังของปั๊บเหือดหายไปกับการเอนเตอร์เทนคนอื่นต่อเนื่องกว่ายี่สิบปี คำบ่นของเขาดูเหมือนจะไม่รักในอาชีพ แต่เปล่าเลย เมื่อเกิดโรคระบาดที่พัดคอนเสิร์ตให้หายไป ปั๊บรู้สึกว่างเปล่า โหวงเหวง เพราะไม่เคยอยู่อย่างไร้เสียงดนตรี เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องการอะไร อยากทำอะไร และกำลังเป็นใคร
กระทั่งปั๊บได้ตั้งใจมองปัจจุบันขณะ เขามองเห็นภรรยา ต้นไม้ที่อยู่รอบ บ้านที่กำลังอาศัย และเห็นไปถึงชีวิตที่แท้จริงของตัวเอง เมื่อเด็กคนหนึ่งในตู้อบบีบนิ้วเขาเบาๆ แม้จะยังพูดไม่ได้ แต่แน่ใจได้เลย เด็กน้อยกำลังเปล่งเสียงคำว่าพ่อ

ทั้งยังมีสปีกเกอร์อีกหลายคนที่เดินขึ้นเวที เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘ไก่ – ณฐพล บุญประกอบ’ นักอาชญาวิทยา ‘ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา’ นักศิลปะบำบัด ‘ออม – ณัชนาถ กระแสร์ชล’ พวกเขาต่างก็มาเพื่อเปิดรอยร้าวให้เห็นถึงความสะบักสะบอมจากบาดแผลของตัวเอง เช่นเดียวกับคนที่นั่งฟังในห้องโถง
และงาน ‘TEDxBangkok 2025’ คราวนี้ไม่ได้จบแค่บนเวที แต่ยังมีโซนให้ผู้คนได้ออกสำรวจตัวเอง ร่วมกันแบ่งปันผ่านโพสต์อิตว่ารอยร้าวที่ปรากฏนั้นทำให้ได้ค้นพบอะไร เราเห็นกระดาษจำนวนมากปะติดอยู่ ทั้งหมดล้วนอ่านแล้วกินใจ
“ถึงจะแย่จะร้าย แต่สุดท้ายมันจะหายเอง”
“เป็นทางผ่านที่ต้องเจอ แล้วจะผ่านมันไปได้นะคนเก่ง”
“อยากทำอะไรให้รีบทำ สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”
สารภาพว่ามีอยู่หนึ่งใบที่ยกยอเป็นพิเศษ “รอยร้าวคือองค์ประกอบของตัวเรา” สั้นน้อยนิดแต่อ่านแล้วก็พยักหน้ายิ้มตาม
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ให้บทสรุปว่าเรายังคงเจ็บปวดอยู่ มันเป็นบทสรุปที่ว่าเราต่างผ่านพ้นมาได้แล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม
ทุกรอยร้าวไม่ได้ทิ้งไว้ซึ่งความทรมานหรอก หากมองให้ดีจะเห็นว่ามันทิ้งรูเล็กๆ พอให้แสงสว่างเล็ดลอดออกมาเสมอ
แล้วผู้อ่านมองเห็นอะไร Through The Cracks ของตัวเองบ้างหรือเปล่า






