“บางคนบอกว่าเสพติด spotlight เหรอต้องให้ตัวเองเป็นจุดสนใจหรืออยากเป็นที่หนึ่งตลอดก็เลยต้องมาเป็น CEO เปิดบริษัทตัวเองต่อเหรอคำพูดพวกนี้มันทำให้เราต้องมาคิดทบทวนตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรายังยืนอยู่ตรงนี้” แม็กเด็กหนุ่มวัย 22 ปีผู้ก่อตั้งแทคท์โซเชียลคอนซัลติ้งกล่าว
ฉันกับแม็ก–ชยุตม์สกุลคูเจอกันในกิจกรรมต่างๆอยู่หลายครั้งทุกครั้งเขาจะแนะนำเพื่อนใหม่ๆ ในทีมให้รู้จักอยู่เสมอพร้อมกับโครงการที่กำลังขับเคลื่อนอยู่จนอดคิดไม่ได้ว่าทำไมทีมนี้มีทีมงานเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้เรามักแลกเปลี่ยนมุมมองในปัญหาต่างๆตามแต่เวลาจะอำนวยก่อนที่จะแยกย้ายกันไป

แต่น่าแปลกที่พอให้มาอธิบายเข้าจริงๆฉันกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กกลุ่มนี้กำลังพยายามทำอะไรกันอยู่ฉันเพียงแค่เชื่อมั่นว่าเขากำลังทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม
แม้โครงการของ Tact จะถูกบอกเล่าผ่านสื่อต่างๆอยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นโครงการ Waste Runner ที่แก้ไขปัญหาขยะภายใต้การร่วมมือกับบริษัท PTTGC, โครงการ Watch Your Food ที่ส่งเสริมอาหารยั่งยืนกับบริษัท Betagro, โครงการ Anacoach ที่ทำเรื่องการศึกษาในจังหวัดสระบุรีหรือ Localscape ที่พัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดระยองแต่วัยรุ่นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดกลับไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก


ช่วงเวลาแห่งการลองผิดลองถูก
“Tact มาจากคำว่า tact team ที่เราชวนเพื่อนมาทำประเด็นต่างๆในสังคมด้วยกันและมันก็ยังซ่อนคำว่า t-act หรือ teen act อยู่ด้วยเพราะเราต่างจากที่ปรึกษาอื่นๆตรงที่เราลงมือทำ” แม็กเล่าถึงที่มาของชื่อองค์กรและนอกจากเขายังมีทีมงานอีกหลายคนที่มาคุยกับเรา
“ตอนผมอยู่ปี 3 เราไปทำค่ายอาสากันแต่พอกลับมาแล้วเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของมันจะยั่งยืนหรือเปล่า กิจกรรมสมัยนั้นก็ให้เด็กไปทาสีสร้างบ้านแล้วอาจารย์คนหนึ่งก็คุยว่าเด็กรุ่นนี้จะทำอะไรได้มากกว่าทาสีบ้านหรือเปล่า”
คำถามนั้นชวนให้เด็กหนุ่มไฟแรงฉุกคิดและเริ่มก้าวแรกของเขาในชื่อชมรมว่า STEPS แม็กรวบรวมเพื่อนๆมาทำงานร่วมกันโดยมุ่งหวังที่จะช่วยพัฒนาเด็กและช่วยเหลือชุมชนโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน

“ตอนนั้นเราเปิดเว็บอบต.เลยแล้วก็โทรไปถามที่ต่างๆว่ามีอะไรให้ช่วยไหมผลิตภัณฑ์ของชุมชนคืออะไรมีจุดเด่นอะไรบ้างเขาบอกว่าทำพวงหรีดพอโทรไปแต่ละ อบต. สรุปว่าทั้งจังหวัดก็ทำพวงหรีดกันหมดเลยอีกจังหวัดหนึ่งก็ทำน้ำยาปรับผ้านุ่มกันทั้งจังหวัดเลยตามที่รัฐเข้าไปส่งเสริม” แม็กเล่าติดตลกถึงการจัดพลัดจับผลูในตอนนั้นแต่โชคดีที่ได้คำแนะนำจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจึงได้ลงพื้นที่ทำงานกับมหาวิทยาลัยในจังหวัดสระบุรี
“ตอนแรกเราตั้งใจจะไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเขาอย่างเดียวเพราะว่าตอนนั้นไม่รู้อะไรก็เจอผู้นำชุมชนและอะไรเต็มไปหมด เราก็ค่อยๆเรียนรู้จากตรงนั้นว่าการทำงานชุมชนมันคือการระเบิดจากข้างในไม่ใช่ว่าเรามีอะไรแล้วเอาไปยัดให้เขา” ชายหนุ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนการทำงานที่สำคัญที่ทำให้เขาเรียนรู้การทำงานกับชุมชนโดยเริ่มเข้าไปทำงานกับเด็กนักเรียนก่อนและขยายวงกว้างสู่ผู้ใหญ่ให้ได้พัฒนาอาชีพและความภาคภูมิใจในชุมชน
“ตอนนั้นถึงมันจะไม่ได้สำเร็จมากแต่การทำพื้นที่เดียวให้มันยั่งยืนมันค่อยๆเปลี่ยนทัศนคติของน้องในชมรมมากขึ้น เราค้นพบ 2 อย่างคือศักยภาพของเด็กรุ่นเรามีสูงมากที่เราสามารถเอาไปพัฒนาให้เกิดผลกระทบทางบวกทางในสังคมได้ อีกอย่างคือการช่วยเหลือสังคมทำให้ชีวิตของน้องๆพัฒนาไปในทิศทางที่เขาสนใจและคิดถึงปัญหาสังคมด้วยเมื่อเขาเติบโตไปเป็นภาครัฐหรือภาคธุรกิจเขาก็จะมีสิ่งนี้อยู่ในใจ” แม็กเล่าถึงอีกก้าวเล็กๆในการเรียนรู้

ลองให้ดูว่าถ้ามันทำไม่ได้ก็ให้มันทำไม่ได้
จากการเติบโตของชมรมในมหาวิทยาลัยทำให้เขาตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทกับเพื่อนๆเพื่อขยายผลกระทบเชิงบวกนี้ให้กว้างมากยิ่งขั้นจาก STEPS จึงกลายเป็น Tact บริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนไทยผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม
“บางคนทำพัฒนาเด็กอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลยบางคนเป็นที่ปรึกษาอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลยบางคนทำพัฒนาชุมชนอย่างเดียวยังทำไม่ได้เลยแล้วมึงเป็นใครมาทำ 3 อย่าง” แม็กเล่าถึงเสียงทัดทานตอนเริ่มต้น
“เราก็ไม่ได้เก่งนะแต่เราพยายามดึงคนที่เก่งที่สุดในรุ่นนี้มารวมกันให้ลองดูว่าถ้าทำไม่ได้ก็ให้ได้ลองว่ามันทำไม่ได้ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำและผมเชื่อลึกๆมาตลอดว่าผมจะทำได้”

ด้วยความที่เป็นประธานจัดงานจุฬาวิชาการของคณะ แม็กจึงชวนเพื่อนอีกหลายคนมาทำงานร่วมกันโดยที่แต่ละคนจะได้รับเงินมากน้อยแตกต่างกันออกไปเขาย้ำว่าการจ่ายเงินเพื่อให้เข้าใจกันว่าทุกคนมาทำงานไม่ได้มาเป็นอาสาสมัครแต่ในส่วนของอาสาสมัครที่เป็นน้องๆเราอยากให้เขาเข้ามาเพราะสนใจปัญหาสังคมจริงๆไม่ได้คิดที่จะมาสร้างรายได้จากพื้นที่เรียนรู้แห่งนี้
“ความชอบธรรมตรงนี้เราโดนถามตั้งแต่แรกๆแล้วว่าคุณคือบริษัทที่ใช้งานเด็กฟรีหรือเปล่า” ซึง–ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ที่ร่วมทำงานมาด้วยกันเล่าให้ฟังว่า “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไรถ้าเราตอบตัวเองได้แล้วเราจะตอบคำถามสังคมได้เรากำลังทำ project-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงว่าเด็กคนหนึ่งจะได้เรียนรู้จากอะไรบ้าง”
เพราะฉะนั้นการทำงานจึงไม่ใช่แค่การตอบโจทย์บริษัทที่ว่าจ้างเป็นที่ปรึกษาเท่านั้นแต่ยังต้องออกแบบการทำงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมการสอนเนื้อหาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆหรือสร้างโอกาสให้เกิดเครือข่ายความช่วยเหลือระหว่างองค์กรและที่สำคัญคือ growth mindset แนวคิดที่เชื่อว่าเขาทำได้และเขาจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้

“เราตั้งใจจะทำงานระยะยาวหนึ่งโครงการอาจกินเวลา 3-5 ปีแต่น้องๆที่เข้ามาในช่วงสั้นๆเราต้องให้เด็กได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ในการแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาวด้วย และเขารู้ว่าเขาอยู่จุดไหนในโครงการนี้” พลอย–ดลพรพิทักษ์สิทธิ์นักบัญชีของทีมเล่าให้เราฟังอย่างละเอียดถึงกระบวนการคัดเลือกน้องที่จะมาทำงานด้วยทีมงานหลักต้องผ่านทั้งการสัมภาษณ์เดี่ยวสัมภาษณ์แบบกลุ่มนำเสนองานและแสดงออกถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะร่วมงานแน่นอนว่าการทำงานต่อเนื่องหลายเดือนด้วยระบบอาสาสมัครเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยแต่นี่ถือเป็นความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการทีมของ Tact
“ส่วนทางด้านธุรกิจเองเราก็เพิ่งตระหนักหลังจากลงมือทำจริงๆว่านอกจากช่วยเหลือสังคมแล้วเราอาจจะต้องดันเรื่องแบรนด์ของเขาให้ตอบโจทย์ด้วยต่อให้เขาอยากช่วยเหลือสังคมมากแค่ไหนแต่ทุกการลงทุนก็จะต้องมีผลประโยชน์กลับมาในทางใดทางหนึ่งแต่ก็ดีกว่าที่เขาจะไปทำโฆษณาอย่างเดียวหรือช่วยเหลือสังคมแบบขาดความรู้ความเข้าใจ” พลอยเล่าบทเรียนจากการทำงานในมุมมองของเธอด้วย

เราต่างมีความฝัน และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่
“ในเมื่อทุกคนช่วยโลกใบนี้ได้ทำไมถึงต้องเป็นเด็กวัยรุ่น” ฉันอดถามไม่ได้เพราะเชื่อว่าหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็อยากมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมดีๆแบบนี้บ้าง
“มันไม่ใช่แค่เด็กทุกคนสามารถคิดถึงสังคมได้เหมือนกันแต่ทุกคนเหมือนถูกบังคับให้อยู่ในระบบที่ต้องเอาตัวรอดแล้วก็หลงลืมความฝันไปพอไปอยู่ในจุดที่ใหญ่มากแล้วจะถูกระบบครอบไว้ พอผู้ใหญ่ไปเป็น CEO แล้วอยากช่วยเหลือสังคมแบบที่เคยฝันไว้มันก็ไม่ได้แล้วเพราะมีผู้ถือหุ้นจับตามอง มีภาระ มีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแลเราคิดว่าช่องว่างระหว่างเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ยังมีพื้นที่ว่างมีความฝันแล้วก็มีแรงที่ทำได้” ซึงตอบคำถามนี้อย่างไม่ลังเลจนทำให้ฉันหยุดกลับมาคิดว่าเราเคยมีความฝันอะไรบ้าง
ซึงยังย้ำด้วยว่า “สิ่งที่เราทำอยู่อาจไม่ได้ส่งผลยิ่งใหญ่ณตอนนี้แต่การที่เราเปลี่ยนเด็กรุ่นนี้ก่อนที่เขาจะเข้าไปสู่สังคมก่อนที่เขาจะโตขึ้นไปมันจะทำให้เขาคิดถึงสังคมมากขึ้น”

ปณิธานแน่วแน่นี้จึงเป็นหัวใจหลักในการทำงานของ Tact คือ Build Sustainability Toward Next Generation หรือองค์กรที่สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับสังคมผ่านพลังของคนรุ่นใหม่
ป้อง–เชาวนะวิชิตพันธุ์หนุ่มที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำกับ Tact บอกว่า “แต่ก่อนผมทำงานในบริษัททำไปวันๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรแต่พอมาทำงานตรงนี้เราพบตัวเองทุกวันว่าเราทำไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร”
คำถามที่ป้องถามตัวเองในวันนั้นคล้ายกับมาย้ำเตือนเราวันนี้ด้วย
“ผมเห็นผู้ใหญ่หลายๆคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วเขากลับบอกว่าไม่ได้รู้สึกประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะมันก็เป็นแค่ยอดเขาเมื่อเขาหันกลับมามองครอบครัวหันกลับมามองสังคมแล้วเขายังอยากทำอย่างอื่นอีกมากมายที่มีคุณค่าในชีวิตของเขาแล้วถ้าเรามีโอกาสให้เพิ่มคุณค่าชีวิตในทุกๆวันแล้วทำไมเราจะไม่ทำล่ะ”

หลังจากจบบทสนทนาฉันรู้สึกอุ่นใจที่เราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมและหลายคนอาจรู้สึกมีไฟอยากลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
“มันไม่ใช่เรามาบอกว่าเราทำสำเร็จแล้ว ทุกคนออกมาเป็นกิจการเพื่อสังคมสิหรือบางคนอาจคิดว่าการทำเพื่อสังคมเราต้องลุยทั้งชีวิตให้สุดทางแต่จริงๆการทำเพื่อสังคมมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆในชีวิตก็ได้แค่ลองทำดู ให้คุณรู้ว่าการทำสิ่งเหล่านี้แล้วมันมีความสุขขนาดไหน” แม็กบอกด้วยรอยยิ้มและฉันก็รับรู้ได้ถึงพลังความฝันและความสุขในตัวของพวกเขาด้วย






