“หลายคนชอบว่าชาวบ้านปลูกข้าวโพดใช้สารเคมีตัดไม้ทำลายป่าเราต่อว่าเขาแต่เราไม่เคยมีทางออกให้เขาเลย” สุภาชัยเตชนันต์บอกขณะที่รถเคลื่อนตัวไปบนท้องถนนจากตัวเมืองเชียงรายมุ่งหน้าสู่บ้านแม่หางตำบางป่างิ้วอำเภอเวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงรายหมู่บ้านในผืนป่าต้นน้ำแม่ลาวป่าที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดเชียงรายและเป็นพื้นที่ทำงานของมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์
“ผมเริ่มต้นจากสมัยเรียนหนังสือได้ไปเจอพี่ๆนักศึกษามหาวิทยาลัยมาออกค่ายในชนบทก็ติดตาม เห็นเขาทำกิจกรรมกันก็รู้สึกมีความสุข เราก็สนใจในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น” สุภาชัยผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานกับชุมชน
“พอมาเรียนมหาวิทยาลัยผมก็ไปทำค่ายอาสาแต่มันไม่ตอบโจทย์เราอย่างที่คาดฝันไว้มันแค่เปลี่ยนสถานที่กินข้าวเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวเปลี่ยนสถานที่กินเหล้าอาคารเสร็จแล้วแต่ว่ามันคืออะไร? มันคืองานสร้างอาคาร?” เขาเล่าถึงจุดพลิกผันที่ทำให้เริ่มตั้งคำถามกับการทำงานเพื่อชุมชนที่ไม่ใช่การทำค่ายสร้างเท่านั้นและหันมาหาแนวทางการวิเคราะห์ปัญหา จึงได้เริ่มจัดตั้งชมรมขึ้นมาเองในมหาวิทยาลัยโดยเริ่มจากการสร้างโมเดลกิจกรรมนักศึกษาให้สอดคล้องกับการเรียนรู้พัฒนาตัวเองและช่วยเหลือชุมชนด้วยการเกษตรไปพร้อมกันและนำมาสู่การทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจนถึงปัจจุบัน

ต้นไม้ดูแลดินต้นไม้ดูแลคน
รถหักเลี้ยวจากถนนใหญ่สู่เส้นทางสายเล็กลึกเข้าไปเพียง 40 กิโลเมตรแต่เราใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงพี่สุภาชัยเล่าให้ฟังว่าด้วยระยะทางนี้เองที่ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคของชาวบ้านแพงกว่าราคาทั่วไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และการรับซื้อผลผลิตก็ถูกกดราคาลงอีก 20 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้ชาวบ้านมีตัวเลือกไม่มากนักนอกจากการเปิดป่าขยายที่ทำกินให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตาม
“แรกๆ การเข้าหาชุมชนมันยากมากความเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญเขาหวาดระแวงว่าถ้าฟื้นฟูป่าแล้วเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะไปยึดการจะไม่ให้ป่าไม้ยึดต้องเปิดพื้นที่ทำการเกษตรให้โล่งซึ่งเป็นแนวคิดคลาสสิกของชาวบ้าน” บทสนทนาของเราค่อยขลุกขลักขึ้นตามสภาพเส้นทางเช่นเดียวกับการทำงาน
โจทย์ของมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์คือการหาพืชที่ปลูกใต้ร่มเงาของต้นไม้ (shed grow) ให้ได้และมีมูลค่าทางการเกษตรสูงส่วนโจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือกระบวนการสื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจและยอมรับแนวทางนี้


‘กาแฟ’คือทางออก เพราะกาแฟเป็นพืชที่มีมูลค่าอันดับ 2 ของโลกรองจากน้ำมันและกาแฟเป็นพืชที่ต้องการแสงในการเจริญเติบโตน้อยกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาไม้ยังให้กลิ่นหอมมีรสชาติที่พิเศษและคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่การปลูกกาแฟจึงเป็นการปลูกต้นไม้สร้างผืนป่าด้วย
ในยุคนี้กาแฟใต้ร่มเงาอาจจะเป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยแต่ในช่วงของการบุกเบิกและเปลี่ยนทัศนคติให้ชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้คือความท้าทายเพราะกว่าต้นกาแฟจะออกผลต้องใช้เวลาถึง 3 ปีและมีรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมการเก็บผลสุกให้ได้คุณภาพการคัดแยกการแปรรูปให้ได้คุณภาพการเก็บผลผลิตกาแฟกะลาการนำมาคั่วหาเอกลักษณ์และการสื่อสารแต่ละกระบวนการล้วนมีโอกาสที่จะทำให้กาแฟเจ๊งได้ทุกเมื่อ
ไร่สวนสองข้างทางที่หัวถนนเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดยิ่งรถไต่ระดับความสูงไปบนถนนคดเคี้ยวต้นไม้ใหญ่ค่อยๆ หน้าทึบขึ้นและถนนดินในหน้าฝนก็ทำให้รถทำความเร็วได้ไม่มากนัก
“บางคนบอกให้เขาปลูกแล้วเอาไปขายออนไลน์สิเราจะให้เขาไปขายได้ไงครับเพราะว่าแค่สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีแล้ว” …และแล้วเราก็มาถึงหมู่บ้านที่ไม่มีนักท่องเที่ยวและไม่มีแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์


อินทรีย์อย่างเดียวไม่พอต้องมีป่าด้วย
“นี่ต้นกาแฟที่พี่นำกล้าเข้ามาเมื่อ 5 ปีก่อน” สุภาชัยชี้ให้เราดูต้นกาแฟสูงท่วมหัวที่ขึ้นแน่นอยู่ระหว่างทางกาแฟในป่ามีจำนวนหนาแน่นและมากกว่าที่ฉันคิดไว้มาก “น่าจะเป็นแสนต้นได้แล้วนะ” ชายหนุ่มว่าพลางจอดรถชวนเราดูรายละเอียดของกาแฟ
“กาแฟสามารถปลูกใต้ร่มไม้แล้วก็ฟื้นฟูป่าได้และยังสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้ด้วยต้นไม้ที่ให้ร่มเงากับกาแฟควรจะเป็นต้นไม้ชนิดไหน มันก็ควรจะเป็นต้นไม้ที่ให้ประโยชน์กับชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจด้วยและต้นไม้ต้องให้ประโยชน์กับกาแฟ ให้ธาตุอาหารในดินและต้องให้ประโยชน์กับระบบนิเวศในพื้นที่ พวกนก หนู แมลง ด้วย” ด้วยแนวคิดนี้ป่าจึงไม่ได้มีแต่ต้นกาแฟเท่านั้น
ต้นไม้ที่สูงขึ้นมาเป็นลูกพลับอะโวคาโดลูกไหนและมะขามป้อมที่ชาวบ้านสามารถเก็บผลไปขายได้และยังมีพืชตระกูลถั่วพวกกระถินขี้เหล็กทองหลางป่าออกดอกสีสด ที่ช่วยเสริมแร่ธาตุในดินสุภาชัยอธิบายการเลือกพืชต่างๆ มาปลูกแซมกับกาแฟจนฉันอดถามไม่ได้ว่าแล้ววนเกษตรอินทรีย์แตกต่างจากการปลูกพืชผสมผสานยังไง


“การเกษตรหมายความว่าอะไร” ฉันโดนถามกลับ
ตอนแรกฉันตั้งใจจะตอบว่าคือการปลูกต้นไม้แต่ก็ชะงักไปเพราะมาคิดดูให้ดีต่อให้ฉันปลูกกระบองเพชรที่บ้านก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเกษตรสุภาชัยจึงเฉลยว่า “การเกษตรคือระบบผลิตอาหารที่มีการจัดการเกษตรระบบผสมผสานจะมองแค่ความหลากหลายของชนิดพืชแต่วนฯ เนี่ยคือเรามีไม้ป่าเป็นหลักด้วยมันไม่ได้มีเฉพาะไม้ที่เราไปเก็บผลผลิตอย่างเดียว”
พ่อหลวงและชาวบ้านพาฉันไปเดินเที่ยวสวนรอบหมู่บ้านกาแฟติดผลเป็นลูกสีเขียวทั้งกิ่งก้านแต่อีก 3 เดือนจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ส่วนลูกพลับก็ออกผลสีเหลืองอมส้มมองเห็นแต่ไกลพอเก็บลูกพลับแล้วชาวบ้านก็จะเอาไปบ่มให้สุกก่อนที่จะส่งขายที่ร้านเลมอนฟาร์ม
“อย่างนี้ปลูกให้เยอะๆก็รวยแย่เลยสิ” ฉันแกล้งถาม
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำมากได้น้อยเกษตรแบบแผ้วถางต้องใช้ที่เป็นสิบๆ ไร่” เสฐียรพงษ์แก้วสดหนึ่งในกรรมการมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์อธิบาย “พื้นที่มันมีจำกัดถ้าเขาอยากรวยขึ้นก็ต้องทำให้พื้นที่มีคุณภาพมากขึ้นชั้นบนสุดของป่าเรามีน้ำผึ้งป่าระดับล่างลงมาเป็นมะขามป้อมลูกพลับอะโวคาโดล่างลงมาอีกเป็นกาแฟชาใบเมี่ยงที่ดินก็มีเห็ดป่าพอเราอธิบายให้เขาฟังเรื่องอินทรีย์ว่ามีอะไรบ้างเขาก็เห็นว่าเขาจะต้องอนุรักษ์ธรรมชาติให้ดีให้ความรู้ความเข้าใจร่วมกับเขาให้เขาได้พัฒนาขึ้น…ทำน้อยแต่ได้มาก”


หมูป่าและมื้อเย็นหน้าฝน
บ่ายแก่ๆเราต้องเดินทางกลับไปยังที่พักระหว่างทางได้ยินเสียงดังขลุกๆ คล้ายเสียงขุดดินที่หัวโค้งหมูป่ากว่า 10 ตัวกำลังวิ่งไปบนเนินอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นรถขับผ่านมา “ไปบ้านเลยพี่ไปบ้านเลย!” ชาวบ้านตะโกนถึงบ้านพี่เขาก็สะพายปืนกระบอกยาว ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างรวดเร็วผ่านไปเกือบ2 ชั่วโมงจวนจะใกล้ค่ำ พี่เขาก็กลับมามือเปล่ามื้อเย็นวันนี้เราเลยได้กินสารพัดเห็ดเป็นกับข้าวแทนเนื้อหมูป่า
“แล้วได้กินหมูป่าบ่อยไหม?” ฉันถาม “พวกผมเป็นชาวบ้านก็ต้องเข้าใจก่อนว่าไปซื้ออะไรก็ยากเราอยู่กับตรงนี้เราหากินตรงนี้ไม่ได้ล่ามากมายอะไรเดือนหนึ่งทั้งหมู่บ้านก็ประมาณ 1-2 ตัว” ชาวบ้านเล่าให้ฟังถึงวิถีชีวิตที่พึ่งพิงกับธรรมชาติตั้งแต่ปลูกกาแฟก็ทำให้ดินร่วนซุยพื้นดินที่รกและชื้นทำให้ประชากรหมูป่าเพิ่มมากขึ้นด้วย


มูลนิธิสู่วิสาหกิจชุมชน
“ปลูกแล้วจะไปขายที่ไหนเป็นคำถามแรกๆเลยครับที่เราเจอในการทำงานส่งเสริมกับชาวบ้าน” สุภาชัยกล่าว “เราเลยตัดสินใจจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงรายขึ้นเพื่อรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมกับชาวบ้านและวิสาหกิจฯ ก็จะเอาผลผลิตมาแปรรูปเองรายได้ส่วนหนึ่งจะเก็บเอาไว้เป็นกองทุนซื้อกล้าไม้ให้ชาวบ้านขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ด้วย”
ความจริงแล้วกิจการเพื่อสังคมอาจจะเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยแตกต่างกันก็เพียงชื่อเรียกเท่านั้นจากมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรที่ต้องพึ่งพาเงินทุนสนับสนุนก็ต้องปรับตัวให้มีรายได้เพื่อช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืนวิสาหกิจชุมชนอาจเรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างของกิจการเพื่อสังคมในยุคแรกที่รวมกลุ่มกันช่วยเหลือชุมชนเฉพาะกลุ่มที่ห่างไกลแต่ปัจจุบันก็มีการขยายผลและวาดภาพใหญ่ให้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากยิ่งขึ้น

ก่อนจากลาเรากล่าวขอบคุณซึ่งกันและกันแต่ครั้งนี้ฉันกลับรู้สึกพิเศษกว่าครั้งไหนๆเพราะชาวบ้านรู้สึกดีใจจริงๆ ที่มีคนเข้ามาเห็นการฟื้นฟูป่าของเขาเข้ามาบอกเล่าเรื่องราวในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลถ้าใครอยากช่วยเหลือชาวบ้านและลิ้มรสกาแฟอินทรีย์อนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่มีเอกลักษณ์พิเศษอย่าง ‘กาแฟป่า’ สามารถสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงรายได้ที่ร้านเลมอนฟาร์ม กรุงเทพฯ โทร.02-575-2222 และร้านกาแฟป่า ตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โทร.095-679-6128






