Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
เรียกพบผู้ปกครองรายงานพฤติกรรม กับความสัมพันธ์ที่ต้องวิ่งวุ่นให้ทันเจ้าสี่ขา นปโปะ – ปิโอเนะ

เรียกพบผู้ปกครองรายงานพฤติกรรม กับความสัมพันธ์ที่ต้องวิ่งวุ่นให้ทันเจ้าสี่ขา นปโปะ – ปิโอเนะ

09/09/2026
Relationships
AUTHOR: อารยา อุตอามาต
SHARE:

 หลายครั้งที่เสียงทักทายของแขกรับเชิญมักเริ่มต้นด้วยคำว่า “สวัสดี” แต่คราวนี้กลับกลายเป็น “โฮ่ง โฮ่ง” ไม่นานนักเจ้าของเสียงก็รีบจ้ำออกมาต้อนรับกันยกใหญ่ ความยาวของขาพี่ชายคนโตไม่เป็นอุปสรรคต่อความรวดเร็วเลยแม้แต่น้อย ตามมาด้วยความเร็วของน้องสาวคนเล็กที่ตามมาสมทบต้อยๆ แต่แซงพี่ชายไปไกลโข

 เหมือนว่าลูกๆ บ้านนี้จะต้อน(รับ)แขกนานเกินควร ผู้ปกครองของทั้งสองจึงขอทำหน้าที่เชิญชวนแขกหน้าใหม่อย่างเราเข้าบ้านกันแทน แสงไฟสลัวสาดส่องไปยังสิ่งของน้อยใหญ่ที่ประดับประดาอยู่ตามมุมของบ้าน สิ่งของต่างๆ ล้วนเป็นของรักของหวงของเจ้าบ้านทั้งสิ้น ตั้งแต่ฟิกเกอร์โปเกมอน แผ่นเสียงไวนิลญี่ปุ่น ไปจนถึงแหวนแต่งงานที่มีลวดลายจากจมูกของลูกรักทั้งสอง เส้นขนหลายเส้นประทับตรา รับประกันว่าสิ่งที่เรากำลังมองเป็นของแท้แน่นอน 100% 

 เมื่อหันไปอีกทีเหล่าสมาชิกบ้านนี้ก็นั่งเรียงรายกันพร้อมหน้าพร้อมตา คุณแม่โอบลูกชาย ลูกสาวซบคุณพ่อภาพตรงหน้าทำเอาเราอยากยกมือขึ้นมาปรบเข้าจังหวะด้วยเพลง “นปโปะ หม่ำๆ หม่ำๆ กู๊ดบอย” 

Dog Person พันธุ์แท้ไม่ผสม

 สมาชิกทั้งสี่เริ่มแนะนำตัวโดยเรียงตามขนาดตัวจึงเริ่มที่คุณพ่อ “สวัสดีครับ ผม อาม (พนธกร โชคคุ้มแก้วถาวร)” ตามมาด้วยคุณแม่ “สวัสดีค่ะ เดียร์ (หวันยิหวา พงษ์ภู่)” หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ปิปี๊ หมิมี้ จากช่อง ‘staywithnoppo’ สมาชิกที่เหลืออีกสองนั่งตาแป๋วคอยว่าถึงคราวแนะนำตัวของตัวเองหรือยัง แต่ด้วยชื่อเสียงเรียงนามเหล่าพี่เลี้ยงออนไลน์คงรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าบ้านนี้มีพี่ชายคนโตนาม ‘นปโปะ’ และน้องสาวคนเล็กนาม ‘ปิโอเนะ’

 เมื่อไหร่ที่เราตัดสินใจจะขยับขยายความสัมพันธ์

 “จริงๆ ชอบหมากันทั้งคู่เลยตั้งแต่แรก คิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งเราจะต้องมีหมาให้ได้ แต่ก็พยายามมองหาตลอดว่าจังหวะไหนบ้างที่สามารถเริ่มได้แล้ว ตอนนั้นหมิมี้จะห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย ที่อยู่อาศัย แต่จังหวะนั้นเราก็เจอที่อยู่ที่เป็น pet friendly เลยจังหวะนี้แหละย้ายเข้าไปก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยดูหมาอีกทีแล้วกัน” คุณพ่อเล่าประวัติความเป็นมาของครอบครัวอย่างตั้งใจ

 แต่โดนคุณแม่สกัดไว้ว่า “ไม่นานเลย พอเราย้ายมาที่ที่เขาอนุญาตแล้ว ในใจก็ปักธงแล้วว่าต้องได้เลี้ยงแน่ๆ พอย้ายไปสักพักหนึ่งก็มีน้องเลยทั้งๆ ที่ไม่ได้คาดหวังว่าจะเร็วขนาดนั้นด้วยซ้ำ”

 พร้อมเล่าต่อว่าลูกคนแรกในฝันของเธอนั้นเป็นสายพันธุ์อิงลิช ค็อกเกอร์ สแปเนียล พันธุ์เดียวกับที่อยู่ในการ์ตูนที่มีภาพหน้าปกหมากินสปาเกตตีจากเรื่อง ‘Lady and the Tramp’ ความชอบของเธอเข้าขั้นนำภาพเจ้าหมาสายพันธุ์นี้มาตัดต่อจัดวางในรูปภาพมุมต่างๆ ของห้องเพื่อจำลองว่า ถ้ามีหมาหน้าตาแบบนี้อยู่ในห้องเราคงจะเหมาะ พร้อมเสนอขายไอเดียนี้ให้กับแฟนหนุ่มของเธอ

 แต่ก็ต้องคิดทบทวนใหม่อีกครั้ง เมื่อสังเกตความยาวของขาแล้วรู้สึกว่าสายพันธุ์นี้อาจจะขนาดใหญ่เกินไปสำหรับอาศัยอยู่ในคอนโด แต่ใจจริงเธอเองก็ไม่ได้นิยมชมชอบเจ้าหมาสายพันธุ์ขาสั้นมากนัก ด้วยเหตุผลที่เธอทนเห็นขาสั้นๆ วิ่งเตาะแตะตุ๊ต๊ะ มันแอบทำเธอขัดใจปนเอ็นดูไม่น้อย

 จนกระทั่งสายตาไปชนเข้ากับเจ้าหมาน้อยขนฟูบนโพสต์หนึ่ง จะว่าคล้ายบางแก้วก็ไม่ใช่ จะเหมือนคอร์กี้ก็ไม่เชิง แต่ความน่ารักทำเอาทั้งคู่ต่อสายหาเจ้าของฟาร์มแห่งนั้นชนกัน เป็นอันเข้าใจว่าทั้งสองคงตกหลุมรักเจ้าหมาขาสั้นเข้าซะแล้ว

 คุณพ่อสารภาพต่อว่า “รูปแรกที่เจอนปโปะหน้าตาไม่เหมือนคอร์กี้เลยเหมือนบางแก้วซะมากกว่า ตอนนั้นเราไม่ได้ศึกษาด้วยซ้ำว่าลักษณะนี้คือสายพันธุ์อะไร เพราะปกติคอร์กี้มันไม่ได้ขนยาว แต่สุดท้ายแล้วนปโปะเขาคือสายพันธุ์ Fluffy Corgi ก็คือเป็นคอร์กี้ขนยาว แต่สารภาพว่าเห็นแล้วเราชอบตั้งแต่แรกกันทั้งคู่ วันนั้นเลิกงานก็ขับไปดูเลยคืนนั้น”

 “พอไปถึงก็มัดจำเลย! ตั้งแต่ไปถึงที่ฟาร์มเราก็รู้สึกว่านี่แหละ นปโปะ! คือมันน่ารักมาก มากกก แล้วส่วนตัวผมเป็นคนใจร้อน ขี้เห่อ เวลาซื้ออะไรก็จะชอบ! ชอบ! ชอบ! ตอนนั้นผมบอกที่รักว่าเราจะเอานปโปะกลับบ้าน คืนนี้! ตอนนี้! เดี๋ยวนี้เลย! ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เตรียมอะไรสักอย่าง สุดท้ายเลยต้องกลับมาเตรียมของก่อนแต่ระหว่างหนึ่งสัปดาห์ที่รอก็ทักไปถามฟาร์มตลอดว่าเป็นยังไงบ้าง”

 ระหว่างที่คุณพ่อระเบิดความคลั่งไคล้ต่อลูกชายคนแรก จึงขอแวะถามที่มาของชื่อสักหน่อยว่า ‘นปโปะ’ นั้นมีที่มาจากอะไร

 คุณพ่อหนุ่มแว่นพาเราย้อนไปตั้งแต่สมัยที่ทั้งคู่ยังไม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่คอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้ด้วยซ้ำ “ชื่อนี้มันมาจากอนิเมะชื่อเรื่อง ‘Drifting Home บ้านล่องลอย’ ครับ จริงๆ เราสองคนก็ไม่ได้ชอบเรื่องนี้กันขนาดนั้น ไม่ได้สนุกขนาดนั้น แต่ตอนดูมันมีตัวละครชื่อว่า ‘นปโปะ’ เราเลยหันมามองหน้ากันว่าชื่อนี้แหละที่มันถูกใจเราทั้งคู่ มันใช่เลย หมาตัวแรกของเราต้องชื่อนปโปะแน่นอน!”

 คุณแม่ขอค้านด้วยเหตุผลว่า “ตอนแรกถ้าเป็นคอร์กี้เราจะไม่ยอมให้ชื่อนปโปะแน่นอน เพราะว่าในหัวสมองคิดไว้ว่าจะต้องเป็นอิงลิช ค็อกเกอร์ สแปเนียลเท่านั้น เพราะตัวนั้นถูกเอารูปมาตัดต่อใส่ทุกมุมห้องแล้ว แต่พอได้รับเขามาก็ อุ๊ย! น่ารักจังเลย ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกถึงขั้นว่าชื่อนี้มันเข้ากันจังเลย แต่พอรักไปแล้วก็ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะมันก็เป็นชื่อที่เราตั้งใจตั้งกันอีกด้วย”

 “เราว่าเข้าตั้งแต่แรกเลยอะ” คุณพ่อสวนทันควัน “นปโปะตอนนั้นมันเหมือนการ์ตูน เหมือนหมาในโฆษณาเลย แล้วยิ่งพอรู้ว่านปโปะเป็นตัวสุดท้ายของคอกตอนนั้นก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมน่ารักขนาดนี้ถึงยังไม่ได้บ้านกันนะ”

 คืนแรกของนปโปะหลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่เป็นอย่างไรบ้าง

 คุณพ่อเล่าว่าด้วยความที่ครอบครัวเขาผูกพันรักใคร่กับเจ้าตูบมาโดยตลอด เขาจึงเหมือนเติบโตมากับหมาทุกช่วงชีวิต สิ่งที่น่ากลัวสำหรับการเริ่มเลี้ยงหมาคือคืนแรกหลังจากที่ทำความรู้จักกัน

 “เราเลี้ยงหมามาตลอดเลยจะรู้ว่าลูกหมาเขาจะร้องตลอดทั้งคืน ยิ่งนปโปะเขาอยู่แต่กับพี่น้องในคอกเลยเหมือนมีเพื่อนนอนอยู่ตลอดเวลา เราเลยลองหาข้อมูลดูว่าจะเวิร์กไหม ซึ่งวิธีแก้ปัญหาก็คือ…ตุ๊กตาโปเกมอน”

 คุณพ่อชี้นิ้วไปยังหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่านั่นเป็นตุ๊กตาโปเกมอนที่วางโชว์อยู่นั้นเป็นเพื่อนนอนคืนแรกของเจ้านปโปะจริงๆ 

 “ผมเป็นคนที่มีตุ๊กตาโปเกมอนเยอะมากเลยลองเอาไปตั้งๆๆ ล้อมเขาไว้ในคอกให้รู้สึกเหมือนว่าเขามีเพื่อนนอนอยู่ด้วย แล้วเขาก็ไม่ร้องจริงๆ” 

 ช่วงไหนที่เริ่มวางแผนมีลูกเพิ่ม 

 คุณแม่เปิดใจเล่าว่าลูกชายคนโตของเธอนั้น แท้จริงแล้วเข้ากับคนอื่นยากมาตั้งแต่เด็ก ทั้งกับคนและหมาด้วยกันเอง เพื่อนสนิทของลูกชายจึงน้อย ถึงขนาดใช้นิ้วมือทั้งสองข้างนับก็ยังพอ ความคิดที่ว่าคงจะดีถ้าจะมีน้องมาอยู่กันเป็นเพื่อนที่บ้าน เพราะบางทีเธอก็ไม่อยากให้ลูกชายอยู่บ้านคอยเธอคนเดียว

 เสียงของคุณพ่อกลับหายไป แล้วกลับมาทวนย้ำคำถามกับตัวเองใหม่ว่าแล้วจุดไหนกันที่เขาทั้งคู่เริ่มตัดสินใจ

 ทั้งคู่คิดเห็นตรงกันก่อนอธิบายด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “เพราะนปโปะเริ่มนิสัยไม่ดี”

 คุณพ่อให้เหตุผลของการหาน้องให้นปโปะเพิ่มว่า “ตอนนั้นตั้งเงื่อนไขกันไว้ว่าหนึ่งต้องขายาว ไม่ใช่แค่เรื่องความชอบ แต่มันคือเรื่องสุขภาพด้วย หมาขาสั้นมักจะมีปัญหาเรื่องข้อสะโพกและกระดูกสันหลัง อีกอย่างที่สำคัญคือจิตประสาทดี ซึ่งมันจะส่งต่อมาจากพันธุกรรม อย่างนปโปะเอาตามตรงก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คุณครูชอบพูดว่าเขามีความระแวงระวังในตัวเองตลอดเวลา ต่างจากคอร์กี้ที่เราเจอส่วนใหญ่มีแต่คอร์กี้ขี้เกียจ คอร์กี้อยากนอน คอร์กี้ไม่อยากเดิน”

 ระหว่างที่คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับห้องปกครองอยู่นั้น ลูกสาวคนเล็กอย่างปิโอเนะจังก็แอบเข้ามุมทำธุระส่วนตัว จนคุณแม่ต้องส่งตัวคุณพ่อไปเก็บกวาดให้เรียบร้อยดี ระหว่างที่ไม่มีสายตาจับจ้อง ปิโอเนะจังจึงขอแวะทักทายทำความรู้จักกับแขกเหรื่อเป็นพิธีสักหน่อย และเป็นอีกครั้งที่เรดาร์ของน้องหมาแม่นยำราวกับหยั่งรู้ เสียงหัวเราะของคนเป็นแม่ดังขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวพยายามทำความรู้จักกับหนึ่งในทีมงานที่เก็บซ่อนความกลัวสุนัขตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้ 

 แล้วเรามั่นใจได้ยังไงว่าลูกสาวคนนี้จะเข้ากับลูกชายคนโตได้

 คุณพ่อแอบระบายความหนักใจเล็กๆ ให้เราฟังว่า “คิดกันอยู่แล้วว่าคงต้องใช้เวลาแน่นอนเพราะพื้นฐานนปโปะเขาไม่ได้ไม่ดีขนาดนั้นแต่แค่ต้องใช้เวลา อย่างตอนรับปิโอเนะก็เตรียมใจไว้แต่แรกว่าเขาอาจจะไม่ได้เล่นกันเลยหนึ่งสัปดาห์เต็ม เพื่อให้นปโปะเห็นว่าน้องมาก็ไม่ได้มีพิษมีภัย แถมยังได้ขนมด้วย ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าถ้าอยู่ใกล้น้องก็จะมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้น”

 หนุ่มแว่นฉุกคิดเรื่องสายพันธุ์ออกขึ้นมากลางคันจึงขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวว่ามาบรรจบที่สายพันธุ์นี้ได้อย่างไร ตอนนั้นการเลือกสายพันธุ์กลายเป็นการแข่งขันขนาดย่อมว่าถ้าใครหาเจอก่อนจะได้ไปดูตัวก่อน ส่วนตัวสายพันธุ์ที่เขามองไว้คือ บาเซนจิ ด้วยเหตุผลที่หาไม่ได้ในตัวลูกชายคนแรกเลยคือ หนึ่งขายาว สองขนไม่ร่วง ก่อนขายลูกชายตัวเองว่านปโปะขนร่วงแบบระเบิด ทุกอณูในห้อง เสื้อผ้า โซฟา มองไปตรงไหนก็สามารถเห็นขนของนปโปะได้ตลอดเวลา เขาเลยคิดว่านี่มันคงเป็นสัญญาณว่าควรพอแล้วกับหมาขนยาวอีกอย่างคือสายพันธุ์นี้ไม่เห่า 

 คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยายความให้ว่า “เขาเห่านะแต่ว่าเหมือนกล่องเสียงเขามันเบาจนเหมือนไม่ใช่เสียงเห่า”

 “แต่เดียร์รู้สึกว่าฟาร์มบาเซนจิในไทยมันน้อยเราเลยพากันไปดูเชทแลนด์ ชีพด็อก แล้วก็รู้สึกชอบสายพันธุ์นี้ เพราะในใจตอนนั้นเรามีแต่นปโปะ แล้วเชลตี้บางตัวถ้าเขาขาสั้นลักษณะจะคล้ายนปโปะเลย”

 คุณพ่อรีบเสริม “แล้วอีกอย่างคือฟาร์มนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียง สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือมีรีวิวที่เขาบอกว่าหมาที่นี่จิตประสาทดี ซึ่งคำรีวิวนี้มันกลับโผล่มาในรีวิว Google Maps ทั้งๆ ที่มันเป็นแอปดูแผนที่ด้วยซ้ำ”

 “จนเราได้เจอปิโอเนะวันแรกก็นิ่งเงียบน่ารักไม่ทำอะไรเลย แล้ววันนั้นเราก็พานปโปะไปดูด้วย ซึ่งเขาก็ดูโอเคกับปิโอเนะมากกว่าตัวอื่นๆ จนกระทั่งวันแรกที่พาปิโอเนะเข้าบ้าน ตอนแรกก็คิดว่ามันอาจจะแย่กว่านี้ แต่นปโปะก็ดูไม่ได้กังวลกระวนกระวายขนาดนั้น ปกติถ้าเจอหมาตัวอื่นเขาจะละสายตาจากหมาตัวนั้นไม่ได้แล้วจะเห่าตลอด เลยรู้สึกว่าดูเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

พยานรักตัวฉกาจ

 สองสามีภรรยาผู้ซึ่งเพิ่งผ่านประตูวิวาห์มาหมาดๆ แก้วตาดวงใจของทั้งคู่ยังคงเป็นเจ้าตูบตาแป๋วตัวเปี๊ยกที่ยังรับหน้าที่เป็นโซ่ทองคล้องใจอยู่เคียงข้าง หลังจากนิ้วนางข้างซ้ายของทั้งคู่ถูกรัดกุมเข้าให้แล้ว ความรู้สึกของคำว่าครอบครัวยังคงเหมือนเดิมไหม

 หนุ่มน้อยขนยาวมองหน้าคล้ายถามว่าถึงคราวที่เขาต้องตอบหรือยัง แต่ก็เป็นอีกครั้งที่คำถามถูกคนด้านข้างตอบให้แทน

 ฝ่ายคุณแม่รีบชิงตอบ “สำหรับเดียร์ มันดูเป็นครอบครัวมากขึ้นเหมือนได้ฝึกเป็นพ่อแม่ รู้สึกว่าที่พ่อแม่ชอบพูดกันว่าลูกแต่ละคนนิสัยไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูก็คนละแบบซึ่งนปโปะกับปิโอเนะเป็นแบบนั้นเลย”

 “นปโปะเขาขี้อ้อน เห็นแบบนี้เขาอยู่กับเราตลอดนะ แต่ปิโอเนะเขาไม่ค่อยเอาใคร หรือนี่อาจเป็นพื้นฐานของนิสัยแมวที่เราไม่ค่อยชอบ ซึ่งปิโอเนะจังเขาเป็นแบบนั้นแหละ จะอยากได้เราในตอนที่เขาอยากได้เท่านั้น” คุณพ่ออธิบายความต่างของนิสัยลูกทั้งสอง

 คุณแม่แวะชมพี่ชายคนโตว่า “เดียร์รู้สึกว่านปโปะเขาก็มีมุมที่เป็นพี่ชายที่อ่อนโยนเหมือนกัน”

 “เหรอ” เสียงและสีหน้าของคุณพ่อแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสงสัยความคิดเห็นคงไม่ตรงกัน

 “เขายอมน้องนะ เมื่อก่อนเวลาน้องมาวุ่นวายเขาก็ไม่ได้ทำปฏิกิริยาเหมือนกับหมาตัวอื่นที่จ้องจะงับตลอด” 

 สายตาคุณแม่ที่มองลูกชายเต็มไปด้วยความรักก่อนถูกขัดด้วยความเป็นจริงจากคุณพ่อแทน

 “ไม่ค่อยรู้สึกอย่างนั้น เพราะปิโอเนะชอบยั่วโมโหเลยไม่ค่อยเห็นนปโปะจะยอมเท่าไหร่”

 นิสัยของลูกทั้งสองเป็นอย่างไร

 เหล่าพ่อแม่ตอบพร้อมกันว่าสำหรับครอบครัวเราจะชอบใช้คำว่า ‘รักคนละแบบ’ แต่ไม่มีรักคนไหนมากกว่า ก่อนหน้านั้นเด็กหญิงหวันยิหวาก็เคยสงสัยกับประโยคที่ว่ารักคนละแบบเหมือนกันว่าความหมายจริงแท้แล้วนั้นคืออะไร แบบมาก แบบน้อย หรืออย่างไร แต่พอถึงวันที่มีลูกสาวลูกชายมันก็ทำให้เธอเข้าใจความหมายที่แท้จริง

 คุณพ่อเล่าต่อว่า บ่อยครั้งที่เขาชอบเจอคอมเมนต์จำพวกที่สงสัยในความรักของเขาว่าแบ่งให้ลูกสาวลูกชายไม่เท่ากันหรือเปล่า แต่วันนี้เราสามารถเป็นพยานชั้นเอกได้ว่าแม้ในตอนที่พ่อแม่พร้อมมอบอ้อมกอดให้สุดแขน แต่ลูกสาวคนเล็กอย่างปิโอเนะจังกลับเลือกสนใจพื้นเย็นๆ ของบ้านมากกว่าอ้อมกอดอุ่นๆ ของปิปี๊ หมิมี้

 พร้อมถือโอกาสออกมาปกป้องลูกชายที่ตกเป็นจำเลยสังคมว่าถูกเลี้ยงแบบตามใจหรือเปล่าเลยเป็นแบบนี้แต่จริงๆ พวกเขาเลี้ยงดูทั้งคู่ด้วยตำราเล่มเดียวกัน หากสังคมจะโจมตีประเด็นนี้คงต้องย้อนกลับไปที่เรื่องของจิตประสาทว่าคุณภาพของนปโปะเขาไม่ได้ดีเท่าปิโอเนะจังจริงๆ 

 คุณแม่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ “บางอย่างมันก็คนละแบบกันนะ เช่น เวลาเราดุปิโอเนะเขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ส่วนนปโปะตั้งแต่ตอนเด็กๆ เขาจะมีท่าทีไม่พอใจ ยิ่งดุเขายิ่งโมโห แต่เดียร์ว่าปิโอเนะเขาอาจจะฉลาดมากกว่า แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเฉยๆ จะได้ไม่ต้องทำตาม”

 พอได้ยินแบบนั้นคุณพ่อจึงอดชมลูกสาวไม่ได้ว่า “เวลาออกไปเดินนอกบ้านปิโอเนะจังจะเป็นตามลักษณะของหมาจิตประสาทดีที่บัญญัติไว้เลย เช่น เดินมองหน้าเราตลอด หันมามองตลอด ไม่เดินนำหน้า เดินไปพร้อมเรา” 

 “อาจจะอยู่ที่นิสัยพื้นฐานเขาด้วยเพราะว่าปิโอเนะไม่ได้เปิดใจรับนอกบ้านขนาดนั้น เหมือนมีความกลัวอยู่นิดนึงเขาก็เลยรู้สึกว่าเอออยู่ตรงนี้มันปลอดภัยกว่า แต่ว่านปโปะตั้งแต่เด็กแล้วจะแบบอยากไปตรงนู้นอยากไปตรงนี้อยากไปตรงนั้น อยากสำรวจตามประสาชายแท้”

 คิดว่าลูกรักเราแบบไหน

 “ปิโอเนะนี่รักเราหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ว่านปโปะจะรักเดียร์มากกว่า แต่จะเล่นแค่กับผมไม่เล่นกับหมิมี้เลย”

 “ใช่ ถ้าปิปี๊ไม่อยู่บ้านนปโปะจะไม่ยอมเล่นกับหมิมี้เลย แม้ว่าจะเอาของเล่นมาชวนเขาเล่นก็ตาม” 

 คุณแม่ตัดพ้อพร้อมมองหาลูกสาวคนเล็ก “ส่วนปิโอเนะไม่รู้เลยค่ะว่าเขารักใครมากกว่า เพราะว่าเขาเป็นอย่างนั้นน่ะ”

 มองความสัมพันธ์นี้เป็นอย่างไร

 คุณพ่อสารภาพตามตรง “ถ้าด้วยคำพูดมันก็คือเหมือนลูก แต่ตามจริงคือเรายังไม่เคยมีลูกเลยยังไม่รู้ว่าเหมือนลูกไหม”

 “แต่พื้นฐานเดียร์รู้สึกว่าเขาเป็นลูกเลยจริงๆ เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งไม่รู้เราเครียดอะไรมากมาย เครียดเรื่องนปโปะทุกวันเลย แม้วันนั้นจะไม่ได้มีเรื่องอะไรก็ตาม เหมือนว่ามันกลายเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากๆ อย่างหนึ่งในชีวิตไปแล้ว”

 นิสัยที่ไม่เหมือนกันส่งผลต่อการเลี้ยงดูที่ต้องแตกต่างกันไหม

 “ทั้งสองตัว เป็นสุนัขต้อนแกะทั้งคู่ครับ แต่นปโปะถ้าตามรากเหง้าเหมือนจะเป็นต้อนวัว แต่ในหมวดหมู่มันก็คือสุนัขต้อนแกะแหละ สุนัขต้อนแกะเป็นสุนัขที่ต้องการการปลดปล่อยพลังงาน เราเลยจะต้องพาไปปลดปล่อยพลังงาน แต่นปโปะจะไม่เท่ากับปิโอเนะ ด้วยความที่เขาเป็นผู้ชายที่แอบเป็นหนุ่มอวบนิดนึง เวลาไปเดินเล่นสัก 15 นาทีก็โอเคแล้ว เพราะว่าการเดินของเขาจะสำรวจ จะฉี่ จะนู่น จะนี่ไปเรื่อย” คุณพ่อตอบ

 “ที่สำคัญคือหมิมี้เขากลัวน้องเล็กที่มาใหม่จะเห่าตามพี่นปโปะ สรุปทุกวันนี้คนที่เห่าเยอะสุดคือปิโอเนะจัง เมื่อกี้ตอนที่ทีมงานมาก็เป็นเสียงปิโอเนะจังหมดเลย พอปิโอเนะจังเห่านปโปะก็จะเห่าตาม กลายเป็นว่าพี่เห่าตามน้อง ถ้าวันไหนปิโอเนะจังไม่อยู่ บ้านจะเงียบมาก ไม่มีเสียงเห่าเลย” ความจริงถูกเผยโดยคุณพ่อ

 “ถ้าวันไหนปิโอเนะจังไม่ได้ปลดปล่อยพลังงานเขาจะเห่าทุกเสียง คนเดิน มอเตอร์ไซค์ขับผ่าน ใบไม้หล่น เปิดประตู ถึงแม้จะเห็นอยู่กับตาว่าเราเป็นคนเปิดประตูเองก็ยังเห่า ก็งงกันว่าแล้วจะเห่าทำไม วิธีปลดปล่อยของปิโอเนะก็คือต้องพาออกไปปลดปล่อยพลังข้างนอก”

 คุณแม่เสริม “การพาปิโอเนะออกไปข้างนอกมันได้ฝึกด้วย ไม่ใช่แค่ปลดปล่อยพลังงาน เมื่อก่อนเวลาพาออกไปข้างนอก ปิโอเนะเขาจะกลัวมากชนิดที่ว่ามุดใต้เก้าอี้เลย กลัวเสียงรถ กลัวเสียงทุกอย่าง ทุกวันนี้ถ้าไปที่ใหม่ๆ ก็ยังเป็นอยู่ยังมีความกังวลเลยต้องฝึกอยู่ตลอด”

 คิดว่าลูกๆ มีส่วนเหมือนตัวเองบ้างไหม

 “ปิโอเนะยังไม่รู้ แต่นปโปะเหมือนผมหลายอย่างมาก” คุณพ่อตอบอย่างภูมิใจ

 “แล้วสิ่งที่เหมือนก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่” คุณแม่ตอบอย่างปลงๆ

 คุณพ่อเผยนิสัยส่วนตัวว่าเป็นคนกระโตกกระตาก กระต่ายตื่นตูม ขี้ตกใจ แล้วเขาว่ากันว่าหมาจะสื่อสารกับคนผ่านสายจูง เช่น สมมติเดินไปเจอหมาถ้าคุณพ่อร้องว้ายๆๆ นปโปะก็จะโฮ่งๆๆ อีกอย่างคือเป็นคนที่มีนิสัยถ้าไม่ชอบใครแล้วจะไม่ชอบเลย นปโปะก็เป็นเหมือนกันถ้าไม่ชอบใครแล้วก็อย่าหวังเลย 

 ครูฝึกบอกว่าวิธีที่จะทำให้หมาตื่นเต้นน้อยลงคือ เวลาไปถึงสถานที่ไหนอย่าเพิ่งลงรถเลยทันที ให้อยู่ก่อนสัก 10 นาที เพื่อให้เขารู้สึกว่าไม่เห็นต้องรีบลงเลย ซึ่งนปโปะก็จะร้องหงิงๆ อยากลงแล้ว และตัวคุณพ่อเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันเวลาไปที่ที่อยากไปจะมีอาการ เร็วๆ รีบลงรถเร็ว! เจ้าของถึงกับคอตกกับอาการที่ส่งต่อถึงลูกชาย แม้จะไม่ได้ผ่านสายเลือดแต่ก็เหมือนกันอย่างกับก็อปวาง

 “ขนาดเจ้าของยังเป็นเลยแล้วเราจะห้ามหมายังไง”

 สเปกที่ลูกชอบเป็นพิเศษ

 สำหรับนปโปะทั้งพ่อและแม่ต่างตอบพร้อมกันว่า “สาวสวย!” 

 “พูดไปก็เหมือนหลอก แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหตุการณ์มันเริ่มชัดที่สุดคือตอนไปเที่ยวกันแล้วมีแก๊งสาวสวย 3 คน เจอนปโปะก็ชมว่าน่ารักจังเลย ขอเล่นด้วยได้ไหม เมื่อก่อนก็ให้เล่นตามปกติ นปโปะก็ตามสไตล์เดินไปหงายท้องให้จับเล่น สาวๆ แก๊งนั้นก็เลยไปตามเพื่อนอีกคนมาบอกว่าเมื่อกี้เล่นกับนปโปะหม่ำๆ มาน่ารักมาก แต่พอคนที่ 3 เขามีอายุแล้วก็ร่างอวบนิดนึง นปโปะเขาก็เดินไปดมแล้วก็ หงับ! ทุกคนตรงนั้นก็งงว่าเมื่อกี้ยังเล่นกันอยู่เลย นั่นเลยทำให้ได้รู้ว่าเขาเลือกคนจริงๆ หลังๆ เลยไม่ให้เล่นดีกว่าเพราะเราคาดเดานปโปะไม่ได้เลย”

 แล้วปิโอเนะล่ะ

 “คนนี้ได้หมด แต่ก็ไม่ได้แบบว่าถึงขั้นวิ่งไปเล่นด้วย ต้องสนิทกันประมาณหนึ่งถึงจะวิ่งไปเล่นด้วย ไม่ก็ต้องเรียกเสียงสูงแบบมีเอเนอร์จีนิดนึง แต่ว่าไปสัก 2 วิก็ออก แต่สิ่งที่อ่อนไหวที่สุดเลยสำหรับปิโอเนะคือเสียง”

สมุดพกผู้ปกครอง

 พี่ชายคนโต : วัย 3 ขวบ ไม่ชอบผู้ชายใส่เสื้อสีดำ อุปนิสัยระแวดระวัง ปิปี๊ หมิมี้คือของรักของหวงที่สุดในโลกของผม ส่วนน้องสาวคนโปรดก็คงมีอยู่ตัวเดียว

 น้องสาวคนเล็ก : วัย 1 ขวบ ไม่ชอบเสียงดัง วันไหนฟ้าฝนโหมกระหน่ำคือฝันร้าย ปิปี๊ หมิมี้ใจดีแต่หนูชอบมีพื้นที่ส่วนตัว ชอบแหย่พี่ชายคนโปรดเป็นงานอดิเรก

 สมุดพกของเด็กน้อยทั้งสองถูกผู้ปกครองกรอกจนแน่นเอียด สายตาเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจของทั้งสองคล้ายว่าภารกิจฟูมฟักลูกน้อยของทั้งคู่ผ่านฉลุยไปอีกขั้น

 บทบาทปิปี๊ หมิมี้นับว่ายากไหม

 คุณพ่อรีบอธิบายข้อกังวลของคุณภรรยา “มีจุดหนึ่งที่หมิมี้กระอักกระอ่วนที่จะพูดออกไปว่านปโปะกัด จนกระทั่งเจอช่องเกี่ยวกับน้องหมา เขาบอกว่าหลังจากที่ยอมรับได้แล้วทุกอย่างมันจะสบายใจขึ้น เมื่อก่อนเวลาพานปโปะไปเดินแล้วมีคนจะเดินมาจับ การอธิบายของหมิมี้จะยาวมากแล้วมันไม่ทันการณ์ แต่ว่าถ้าเกิดเราเปิดใจข้ามจุดนี้ไปได้แล้วพูดออกไปเลยว่านปโปะกัดครับคือจบ เป็นการยอมรับแล้วก็สบายใจด้วย”

 “พ่วงตามมาอีกปัญหาคือเวลาออกไปเดินหมิมี้จะต้องเป็นคนที่คุยกับคนที่เข้ามาเท่านั้น เพราะว่าผมจะไม่สามารถคุยมองหน้าใครได้เลย เพราะว่าต้องโฟกัสนปโปะตลอดเวลา ตอนเรียนครูเขาถามเลยว่านปโปะรักใครมากกว่ากัน รักหมิมี้ งั้นพี่ผู้ชายต้องเป็นคนจูง เวลาดูนปโปะดูต้องตลอดเวลาแบบจริงๆ”

 “มันจะมีจังหวะที่นปโปะหูตั้ง! ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าหูตั้งคืออะไร เพราะพื้นฐานคอร์กี้ก็หูตั้งอยู่แล้ว แต่มันหมายความว่าถ้าหูตั้งเราต้องรู้ตัวแล้วว่าเดี๋ยวต้องเตือนแล้วนะ พื้นฐานนิสัยนปโปะถ้าตื่นเต้นจะคุมกลับลงมายากมาก

 “อันนี้แหละที่เหมือนผม เช่น ออกไปเดินนปโปะก็จะ เฮ้ย! อะไรวะ! เวลาผมขับรถผมก็จะ เฮ้ยรถชน! เฮ้ยคนนั้นเดินขาเดียว! แต่นปโปะยังดีที่มีผมเตือน แต่ผมไม่มีใครเตือนเลยทั้งชีวิต”

 มีโมเมนต์ไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม

 “สำหรับผมคงเป็นเหตุการณ์ที่ผมจะต้องกลับไปปีใหม่ที่จังหวังน่านทุกปี เราได้ยินมาตลอดตามสื่อว่าน้องหมาจะกลัวพวกเสียงดังจากพลุ ปรากฏว่านปโปะไม่กลัวเลย เฉยมาก ไม่สะดุ้งด้วยซ้ำ แต่ปิโอเนะคือไม่ไหว อยู่ไม่ได้เลย แล้วปีใหม่ครั้งแรกของปิโอเนะจังที่จังหวัดน่าน เขาจัดงานฉลองยิ่งใหญ่มากจุดพลุ 2,000 ดอก กลายเป็นว่าเราต้องอยู่ปลอบหมากันในช่วงเวลาเคานต์ดาวน์ ส่วนนปโปะก็ยิ้มสบายไม่มีอะไรเลย”

 “ส่วนของเดียร์น่าจะเป็นโมเมนต์ที่เรารู้สึกว่าเขาเข้ากันได้ 100% แล้ว รู้สึกโล่งใจมากเลยเพราะว่าเรารอมานานเป็นอาทิตย์ โชคดีที่ตอนเด็กปิโอเนะเขาเรียบร้อย นปโปะก็เลยคิดว่าไม่ได้มีพิษภัยอะไร แต่ตอนนี้น่าจะเริ่มคิดแล้วว่ามี”

 คุณพ่อทิ้งท้ายด้วยคติประจำใจของบ้านนี้ก็ไม่เชิง “เคยได้ยินคนเขาพูดว่ามวลความสุขของบ้านจะขึ้นอยู่กับคุณแม่ ถ้าเมื่อไหร่แม่ไม่มีความสุขทั้งบ้านก็ไม่มีความสุข แต่สำหรับบ้านเรากลับกลายเป็นนปโปะแทน แล้วพื้นฐานนปโปะก็ไม่ได้อารมณ์ดี”

 ครอบครัวที่สมบูรณ์สำหรับทั้งคู่ต้องเป็นแบบไหน

 “จริงๆ แล้วภาพสมบูรณ์ มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามช่วงอายุเรานะครับ แต่ถ้าช่วงนี้ตามแผนคืออีกสัก 5 ปีพวกเราคิดว่าอยากจะกลับไปอยู่ที่จังหวัดน่านครับ อยากจะมีบ้าน มีลูกที่เป็นมนุษย์ เป็นน้องนปโปะสักคนหนึ่ง”

 ก่อนคุณแม่ลูกสองจะช่วยเติมเต็มความฝันของทั้งคู่ “มีรถที่น้องหมาสามารถนอนบนรถได้ สิ่งที่เราอยากให้เป็นไปได้ที่สุดคืออยากให้นปโปะเข้ากับลูก(มนุษย์)ของเราได้ เดียร์ว่าเขาทำได้แต่ต้องใช้เวลา”

 ตัดภาพไปที่ลูกสาวคนเล็กที่มัวแต่สนใจกับการเดินรับแขกจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นหัวข้อที่ถูกคุณพ่อคุณแม่หยิบมาถกเถียงกัน

 “มีข้อกังวลเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับปิโอเนะคือเขาชอบกระโดดทับหรือเดินทับเสมือนว่าเราเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ถ้าปิปี๊นอนอยู่ตรงนี้เขาก็เลือกที่จะกระโดดทับไปเลย เลยเป็นกังวลว่าเขาจะกระโดดทับลูกเรา”

 เหยื่อของปิโอเนะจังให้การเพิ่มว่าการกระโดดทับนั้นถึงแม้จะฟังดูตลก แต่การกระโดดของเขาเป็นเรื่องจริงจังถึงขั้นต้องจำลองสถานการณ์ประกอบ

 “การกระโดดทับคือหมายถึงว่าเอาเท้าย่ำหน้า ย่ำหัว ย่ำทับเราไปเลยน่ะครับ”

 คิดว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวสมบูรณ์หรือยัง

 สมาชิกตัวใหญ่สุดในบ้านขอชิงตอบ “หลังจากแต่งงานเรามีความรู้สึกกันทั้งคู่ว่า มันเป็นทีมเดียวกันมากขึ้น”

 เสริมด้วยมนุษย์อีกคนที่เข้าพิธีวิวาห์พร้อมกัน “คนเป็นแฟนกันก็ต้องมีบ้างที่เธอผิดฉันถูก ต้องหาใครสักคนที่ผิด แต่ว่าพอเราแต่งงานกันรู้สึกว่าเราเป็นทีมเดียวกัน แล้วจะทะเลาะกันทำไม”

 “ส่วนความรักจากลูกน้อยทั้งคู่ก็ยังหวานฉ่ำเหมือนเดิมเลย ยกเว้นแต่ส่วนปิโอเนะไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาให้เขารักเรามากขึ้นไหมหรือนิสัยพื้นฐานเขาอาจจะเป็นประเภทรักแต่ไม่แสดงออก”

 หลังจากใช้ชีวิตด้วยกันมา ปิปี๊ หมิมี้ มีอะไรอยากบอกนปโปะกับปิโอเนะบ้าง

 ขณะที่ปิปี๊มองหน้านปโปะก็เลือกที่จะโพล่งออกมาว่า “ย่าผมจะบอกว่านปโปะเนี่ยเป็นเทวดามาเกิด ไม่ใช่หมา เขาดูมีความคิดเป็นของตัวเองประมาณหนึ่ง”

 แต่ดันถูกขวางด้วยความคิดของหมิมี้ว่า “ซึ่งความคิดบางทีก็ไม่ได้ดี ความคิดไม่เหมือนหมา แตกต่างกับปิโอเนะที่รู้สึกว่าจิตใจเขาอ่อนโยนจังเลย”

 คุณพ่อนิ่งคิดไปสักพักก่อนจะบอกว่า “ถ้าเรามีหมาตัวแรกเป็นปิโอเนะจัง ชีวิตเราคงเบิกบาน ปิโอเนะเหมาะเป็นหมาตัวแรกของทุกคนจริงๆ”

 คุณแม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งพร้อมเล่าว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งพานปโปะไปเดิน แล้วนปโปะแค่แบบรำคาญหมาตัวอื่นเลยมาเหวี่ยงใส่ปิโอเนะ ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้เรื่อง แต่เขาก็ยังยิ้มได้เพราะคิดว่าพี่เล่นด้วย จิตใจหัวสมองปิโอเนะเขาคิดแต่เรื่องดีๆ อยู่ตลอด”

 แต่ถ้านปโปะกับปิโอเนะฟังอยู่หมิมี้ก็คงจะต้องบอกรัก ตามด้วยประโยคคำถามของปิปี๊ที่ว่า นปโปะจะโกรธคนอื่นทำไม ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรนปโปะเลย

 คุณแม่ว่าพลางกอดขนนุ่มของลูกชาย “ประโยคบอกรักแน่นอนว่าเราก็บอกกันอยู่ทุกวัน ถ้าคุยกันได้รู้เรื่อง 100% ก็คงขอบคุณนปโปะที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่รู้สึกว่าการมีนปโปะมันทำให้เราเติบโตขึ้นในทุกๆ วัน”

 “สำหรับปิโอเนะก็รู้สึกว่าขอบคุณที่เขาเป็นน้องหมาที่สดใสร่าเริงตามสไตล์เขา มันทำให้นปโปะได้รู้ว่าหมาทุกตัวไม่ได้มีพิษมีภัยแล้วก็เรียนรู้ที่จะอ่อนโยนขึ้นเวลาอยู่กับน้อง”

 ก่อนจบท้ายด้วยแพลนในอนาคตของคุณพ่อว่า “เราน่าจะอยู่กัน 4 คนแบบนี้ต่อไปอีกพักใหญ่เลย คงไม่คิดจะมีลูกตัวที่ 3 เร็วๆ นี้ มีคนเตือน ซึ่งผมเห็นด้วยว่าการมีน้องหมาตัวที่ 3 มันจะวุ่นวายมาก สมมติว่าเกิดการทะเลาะกันอะ ผมยังแยกนปโปะ หมิมี้แยกปิโอเนะได้ แต่หมาตัวที่ 3 ใครจะแยกล่ะ”

 หลังบทสนทนาจบ กล้องถูกปิด ผู้คนเริ่มลุกขึ้นบิดซ้ายขวา เจ้าลูกชายคนโตประจำบ้านก็ลุกตามราวกับรู้ว่าภารกิจของวันนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว พร้อมโชว์รอยยิ้มรอรับคำชม ส่วนลูกสาวคนเล็กก็ทำหน้าที่รับแขกเป็นอย่างดีแถมยังเรียกรอยยิ้มและเป็นขวัญกำลังใจทีมงานได้อย่างเต็มเปี่ยม

Tags:นปโปะปิโอเนะa dayRelationshipsstaywithnoppo
Share :
Author
อารยา อุตอามาต
Photographer
-
20 ปีของ MOLLY จากแพสชันที่เริ่มต้นจากภาพสเกตช์ สู่เส้นทางที่ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
Agenda20 ปีของ MOLLY จากแพสชันที่เริ่มต้นจากภาพสเกตช์ สู่เส้นทางที่ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดนักเขียน : a team
Thailand Green Premium 2026 The Navigator : Turning Green Into Premium Experience สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาหาร 4 ย่านท่องเที่ยว
AgendaThailand Green Premium 2026 The Navigator : Turning Green Into Premium Experience สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านอาหาร 4 ย่านท่องเที่ยวนักเขียน : อัญชิสา เรืองโรจน์
Wagokoro Tonkatsu Anzu Ginza Hanare เมื่อทงคัตสึหนึ่งมื้อ ไม่ได้มีแค่หมูทอดที่เป็นพระเอก
AgendaWagokoro Tonkatsu Anzu Ginza Hanare เมื่อทงคัตสึหนึ่งมื้อ ไม่ได้มีแค่หมูทอดที่เป็นพระเอกนักเขียน : a team