Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
โลกพิศวงบนหน้าจอของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับเควียร์น่าจับตาแห่งยุค

โลกพิศวงบนหน้าจอของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับเควียร์น่าจับตาแห่งยุค

02/10/2026
See Saw Scene
AUTHOR: a team
SHARE:

 “หนังสยองขวัญเหมือนการเกาความคันให้หายไป มันแทบไม่ต้องเป็นเรื่องน่ากลัวเลยก็ได้ มันเป็นเรื่องของเทศกาลฮาโลวีน ความน่าตื่นเต้นของวัยเยาว์ พื้นที่ที่น่าขนลุกกว่าโลกความเป็นจริง” 

 นี่คือคำพูดของ Jane Schoenbrun ผู้กำกับภาพยนตร์เควียร์ที่สร้างชื่อจากผลงานสยองขวัญคลื่นลูกใหม่อย่าง We’re All Going to the World’s Fair และ I Saw the TV Glow ผู้หลงใหลในความสยองขวัญผ่านสื่อภาพยนตร์ ขับเคลื่อนด้วยห้วงอารมณ์ความสยองขวัญเฉพาะตัวที่ไม่ได้ชี้นำเพียงความน่ากลัว แต่รวมไปถึงการสำรวจห้วงอารมณ์อย่างความโหยหา ความเศร้า ความโดดเดี่ยวในจิตใจมนุษย์แห่งยุคสมัยของอินเทอร์เน็ตและพฤติกรรมดำดิ่งไปในโลกแฟนตาซีอีกด้วย 

 ปีนี้ Jane Schoenbrun จะกลับมาพร้อมผลงานใหม่อย่าง Teenage Sex and Death at Camp Miasma ซึ่งได้เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 79 และคว้ารางวัล Queer Palm มาครอง และเป็นโอกาสอันดีที่ชาวไทยจะได้รับชมในโรงภาพยนตร์ เดือนตุลาคมนี้ 

 เราจึงอยากชวนผู้อ่านไปย้อนรอยผลงานของ Jane Schoenbrun เพื่อสำรวจแรงบันดาลใจของผลงานต่างๆ รวมไปถึงมุมมองต่อโลกบนหน้าจอยุคปัจจุบัน จนอาจกล่าวได้ว่านี่คือหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ยุคใหม่ที่เราจะขอติดตามผลงานไปอีกแสนนาน

 ในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์สยองขวัญคลื่นลูกใหม่อย่าง Obsession, Backrooms และ Weapons ต่างสร้างปรากฏการณ์เขย่าอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอย่างยิ่งใหญ่ อีกฟากหนึ่งของวงการหนังนอกกระแสก็มีชื่อของผู้กำกับคนหนึ่งที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนอาจเรียกได้ว่าเป็น David Lynch ของชาวเควียร์เลยก็ว่าได้ ชื่อนั้นคือ Jane Schoenbrun

 Jane Schoenbrun ผู้กำกับภาพยนตร์เควียร์ชาวอเมริกันที่เติบโตมากับการดูภาพยนตร์สยองขวัญอย่างภาพยนตร์ชุด A Nightmare on Elm Street หรือทีวีซีรีส์ Twin Peaks, The X-Files และ Buffy the Vampire Slayer ซึ่งต่างมีความสยองขวัญในรูปแบบเฉพาะตัว มีเสน่ห์ความลี้ลับพิสดารที่ชวนหลงใหลมาพร้อมกับบรรยากาศสไตล์ยุค 1980 และ 1990 ยุคสมัยที่หนังสยองขวัญนั้นได้รับความนิยมอย่างสูงจนถึงปัจจุบัน

 ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุค 2000 อินเทอร์เน็ตก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเจนและเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานของเจน ด้วยการอ่านบอร์ดความเห็นบนอินเทอร์เน็ตหรือชุมชนออนไลน์เกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ การอ่านแฟนฟิกชันตัวละครในหนังหรือเรื่องเล่าตำนานพื้นบ้านที่ถูกปรุงแต่งใส่สีให้น่าพิศวงราวกับเรื่องจริง การพบเจอเรื่องราวบนโลกอินเทอร์เน็ตเหล่านี้ต่างเป็นตัวจุดประกายแรงบันดาลใจมากมายของ Jane Schoenbrun นับตั้งแต่นั้น

 ปี 2018 Jane Schoenbrun ได้ปล่อยผลงานภาพยนตร์สั้น A Self-Induced Hallucination ลงบนแพลตฟอร์ม Vimeo การเปิดตัวในฐานะผู้กำกับของเจนนั้นไม่ธรรมดา เพราะสิ่งที่เจนทำในหนังสั้นเรื่องนี้คือการที่มันไม่ใช่หนังสั้นที่มีการเล่าเรื่องแบบ narrative (เล่าเรื่องแบบต้นกลางจบ) อย่างชัดเจนเหมือนหนังทั่วไป หากแต่เป็นการร้อยเรียงคลิปชาวเน็ตบนยูทูบจำนวนหลายสิบคลิปมาผูกโยงและสร้างการเล่าเรื่องรูปแบบใหม่ขึ้นมาภายใต้หัวข้อเกี่ยวกับตัวละครเดียวนั่นคือ Slender Man ที่มีต้นกำเนิดจากเรื่องเล่า creepypasta อันโด่งดัง 

 หนังสั้นได้ฉายภาพบรรยากาศของอินเทอร์เน็ตในช่วงปี 2010 – 2013 ที่ชาวเน็ตต่างอัดคลิปเพื่อบอกเล่าความคิดเห็นต่อ Slender Man ในรูปแบบต่างๆ ทั้งคลิปคุยหน้ากล้องแบบบ้าน ๆ คลิป fan film คลิปมีมล้อเลียน หรือแม้แต่อัดคลิปร้องเพลงแรปดวลกันระหว่าง Slender Man กับอสูรกายตัวอื่น

 รวมถึงมีการแบ่งปันทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับตัว Slender Man ที่ชาวเน็ตพากันสร้างเรื่องราวให้ตัวละครอินเทอร์เน็ตตัวนี้ดูเป็นตำนานปรัมปราที่มีตัวตนจริง เป็นสิ่งมีชีวิตอีกโลกที่มีพิษสงร้ายแรงและสามารถก้าวข้ามจากหน้าจอมาสู่โลกความเป็นจริงได้ กลายเป็นว่าชาวเน็ตกลับเป็นผู้ที่สร้างความน่ากลัวในตัวละครที่ไม่อยู่จริงขึ้นมาซะเองและหลายคนก็เผลอเชื่อไปโดยไม่รู้ตัว 

 การที่หนังเลือกถ่ายทอดความเป็นไปของโลกอินเทอร์เน็ต ณ ช่วงเวลานั้นที่ชาวเน็ตเสพคอนเทนต์ไปอย่างเลื่อนลอยและสาดความคิดเห็นต่างๆ นานา จนไม่อาจรู้แน่ชัดว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ทำให้หนังไม่ได้นำเสนอเพียงความหมกมุ่นหลงใหลของผู้คนกับตัวละครบนโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงการตอบสนองที่แตกต่างหลากหลายกันไปของแต่ละบุคคลต่อการมีอยู่ของอินเทอร์เน็ต

 บางคนตัดสินใจบอกเล่าชีวิตตัวเองลงไปในอินเทอร์เน็ต

 บางคนก็เล่นสนุกกับพื้นที่อันไร้ขอบเขตเพื่องานสร้างสรรค์ 

 บางคนที่ใช้เป็นหลุมหลบภัยจากโลกความเป็นจริง 

 หรือบางคนที่ใช้หาคำตอบเกี่ยวกับตัวตนของตัวเอง เช่น เรื่องเพศสภาพ, สภาวะซึมเศร้า และอื่น ๆ

 We’re All Going to the World’s Fair ผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเต็มตัวเรื่องแรกของ Jane Schoenbrun ได้รับการเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และออกฉายเมื่อปี 2022 เล่าเรื่องของวัยรุ่นสาวที่ตัดสินใจทำชาเลนจ์ลึกลับบนอินเทอร์เน็ตที่ชื่อ World’s Fair Challenge ซึ่งเธอได้ทำการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของตัวเธอทั้งร่ายกายและจิตใจหลังจากเธอทำมันลงไป หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่ส่งให้ชื่อของ Jane Schoenbrun เป็นที่ถูกพูดถึงในฐานะคลื่นลูกใหม่ของวงการหนังนอกกระแสที่เกิดขึ้นในช่วงยุคโควิด

 นอกจากจะชิมลางกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกแล้ว เจนยังแสดงรสนิยมทางด้านดนตรีด้วยการดึงตัว Alex G ศิลปินแนวอินดี้ร็อกมาทำดนตรีประกอบให้หนังเรื่องนี้และต่อมาจะกลายเป็นคนร่วมงานขาประจำมาจนถึงงานเรื่องล่าสุด รวมไปถึงศิลปินอื่น ๆ อีกหลายท่านในอนาคต

 หากผู้อ่านยังจำได้กัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ในอินเทอร์เน็ตมักจะมีการจัดชาเลนจ์ขึ้นมาให้คนดูตามเล่นกันเป็นหมู่คณะและส่งต่อคำท้ากันไปเป็นทอดๆ ซึ่งมีตั้งแต่ชาเลนจ์ที่ปกติทำเพื่อสร้างอารมณ์ขันเช่น Ice Bucket Challenge ไปจนถึงชาเลนจ์ที่พิเรนทร์มากและอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตอย่าง Bird Box Challenge เป็นต้น เมื่อคนได้ทำชาเลนจ์เหล่านั้นและโพสต์ลงออนไลน์ก็จะดึงดูดให้หันมาสนใจ ทำให้พวกเขารู้สึกพิเศษ รู้สึกถูกมองเห็นและมีตัวตนในโลกออนไลน์

 การที่ชาวเน็ตต่างทำในสิ่งเดียวกัน มันมอบความรู้สึกเชื่อมโยงบางอย่างเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอื่นไปด้วยโดยที่เราไม่ต้องเจอหน้ากัน ร่วมดำดิ่งไปกับความสุขที่เกิดขึ้นในหน้าจอจากคนที่ห่างไกลกันมากๆ แต่ในขณะเดียวกันนั้นหนังก็ถ่ายทอดสภาวะอันน่ากังวลอย่างหนึ่งคือหากผู้คนไม่ได้เจอหน้ากัน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมันจริงแท้แค่ไหน ความผูกพันธ์ที่พร้อมจะหลุดขาดจากกันได้แค่กดอันเฟรนด์ ทำไมโลกอินเทอร์เน็ตที่ควรจะใกล้ชิดกลับพาให้ผู้คนเหินห่างอ้างว้างกว่าที่เคยเป็นล่ะ

 “บางครั้ง The Pink Opaque รู้สึกจริงกว่าชีวิตจริงซะอีก” นี่คำพูดของตัวละครแมดดี้ (Jack Haven) ใน I Saw The TV Glow ภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่สองของ Jane Schoenbrun ที่เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2024 และจัดจำหน่ายโดยค่ายหนังคุณภาพอย่าง A24 

 เล่าเรื่องราวในปี 1996 โอเว่น (Justice Smith) เด็กหนุ่มขี้อายได้พบเจอกับแมดดี้ หญิงสาวผู้ซึ่งเป็นคนที่หลงใหลรายการทีวีชื่อ The Pink Opaque ที่ออกอากาศเวลาดึกของสุดสัปดาห์ ทั้งสองคนเริ่มรู้สึกเชื่อมโยงและสร้างสายสัมพันธ์ร่วมกันผ่านการดูรายการทีวีนี้ แต่แล้ววันหนึ่งรายการทีวีดังกล่าวได้ถูกยกเลิกออกอากาศและนั่นทำให้ชีวิตของพวกเขาทั้งสองคนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 “ฉันอยากสร้างหนังสำหรับตัวฉันในวัย 16 ปี หนังที่เหมือนเป็นการโอบกอดจากคนแปลกหน้า เหมือนเป็นเพลงเศร้าสำหรับคนที่ใช้มันปลอบประโลมใจ หนังที่สามารถดูแลใครสักคนได้ ใครก็ตามที่ผ่านอะไรมาคล้ายๆกัน” 

  Jane Schoenbrun ได้กล่าวว่าหนังเรื่องนี้เปรียบได้กับตัวเจนที่มองย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนที่จะได้รับการข้ามเพศ เป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะของการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและความสับสนที่ไม่อาจเข้าใจได้ ตัวละครหลักสองคนจึงเหมือนเป็นภาพแทนของตัวเจนในช่วงเวลานั้น 

 โอเว่นเป็นเด็กวัยรุ่นที่กำลังรู้สึกสับสนกับตนเอง ไม่รู้แน่ชัดว่าตัวเองเป็นหรือต้องการเป็นอะไร จนกระทั่งเขาได้พบเจอกับแมดดี้ วัยรุ่นสาวที่โตกว่าเขาที่ก็กำลังสับสนกับสิ่งที่ตัวเองเป็นเช่นกัน แต่แมดดี้มีทางออกที่จะหลบหนีจากความรู้สึกแปลกแยกนั่นคือการดูรายการทีวี The Pink Opaque ซึ่งเกี่ยวกับ อิซาเบล (Helena Howard) และ ทาร่า (Lindsey Jordan) วัยรุ่นสองคนที่มีญาณทิพย์ เชื่อมจิตถึงกันและออกไปปราบสัตว์ประหลาดประจำสัปดาห์ด้วยกัน 

 เจนได้แรงบันดาลใจมาจาก Buffy the Vampire Slayer ซึ่งเป็นรายการทีวีโปรดของเธอในช่วงยุค 1990 ภาพ แสง สี เสียงอันฉูดฉาดที่ถูกฉายผ่านหน้าจอราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ รายการทีวีเปรียบเสมือนอีกโลกที่ได้หลุดเข้าไปและหลีกหนีจากโลกความเป็นจริง มันเป็นสิ่งที่ชวนน่าหลงใหลจนบางครั้งมันดูจริงยิ่งกว่าโลกที่เรากำลังอาศัยอยู่ด้วยซ้ำไป ต่างจาก We’re All Going to the World’s Fair ที่หน้าจอของอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ดูดกลืนจิตวิญญาณและสร้างความโดดเดี่ยวมากกว่าจะเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

 สำหรับเรื่องนี้หน้าจอทีวียังทำหน้าที่เป็นสื่อที่สะท้อนตัวตนความรู้สึกภายใน ให้เห็นถึงตัวตนที่ตัวละครกำลังค้นหาในโลกความเป็นจริง แมดดี้เห็นตัวเธอเป็นทาร่า หญิงสาวห้าวผู้กล้าท้าชนกับสัตว์ประหลาด ส่วนโอเว่นก็เห็นตัวเองเป็นอิซาเบล หญิงสาวผิวดำที่คอยอยู่เคียงข้างทาร่าและปกป้องให้พ้นจากภัยอันตราย 

 พวกเขามองว่าโลกของ The Pink Opaque เป็นโลกที่พวกเขาสามารถเป็นตัวเองในแบบที่ต้องการได้ ไม่ใช่คนแปลกแยกแบบในโลกความเป็นจริง แต่แล้วเมื่อทุกอย่างกลับพลิกผัน รายการทีวีโปรดของพวกเขาโดนยกเลิกไปอย่างกะทันหัน 

 เปรียบเสมือนนาฬิกาปลุกเตือนพวกเขาว่าถึงเวลาตื่นจากโลกแห่งความฝันและกลับไปใช้ชีวิตตามแบบที่ผู้ใหญ่ได้กำหนดไว้แล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เส้นทางของตัวละครทั้งสองที่เหมือนจะได้บรรจบกันกลายเป็นแตกแยกไปคนละทาง จนนำไปสู่การตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินที่ผิดพลาดเกินกว่าจะย้อนกลับคืน 

 “There Is Still Time” ประโยคที่ปรากฏขึ้นในเรื่องนี้ก็อาจอนุมานได้ว่าเป็นคำกล่าวจากผู้กำกับ Jane Schoenbrun ถึงคนดูทุกคนสำหรับใครก็ตามที่ยังสับสนกับตัวเอง สับสนกับสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็น ตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป ทุกคนไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำความรู้จักตัวเอง มันยังพอมีเวลาไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันมีเส้นทางที่หลากหลายและรองรับสำหรับการตัดสินใจเลือกของทุกคน จงเลือกเส้นทางให้ดี เส้นทางที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง

 ปีนี้ Jane Schoenbrun กลับมาพร้อมผลงานใหม่อย่าง Teenage Sex and Death at Camp Miasma ซึ่งได้เปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2026 และเป็นผู้ชนะรางวัล Queer Palm จากเทศกาลนี้อีกด้วย บอกเล่าเรื่องราวของผู้กำกับหนังที่ถูกรับเลือกให้มากุมบังเหียนภาพยนตร์ภาคต่อในแฟรนไชส์ Camp Miasma และเกิดความหลงใหลหมกมุ่นในตัวนักแสดงนำซึ่งรับบทเป็น final girl (หญิงสาวผู้รอดคนสุดท้าย) ในหนังต้นฉบับ 

 จากตัวอย่างทำให้เห็นหนังเรื่องนี้นั้นมีความแตกต่างและจัดจ้านขึ้นจากผลงานก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทั้งหนังไล่เชือดอย่าง Friday the 13th หนังผีญี่ปุ่นอย่าง Kaidan หรือหนังกอทิกอย่าง Bram Stoker’s Dracula การถ่ายทอดความสัมพันธ์โรแมนติกของตัวละครหลักที่มากด้วยความเร่าร้อน และบทบาทของจอภาพยนตร์ที่ทำหน้าที่ส่งต่อความขนพองสยองเกล้าสู่คนดูมาทุกยุคทุกสมัย

 Jane Schoenbrun ตั้งใจสร้างงานที่เล่นสนุกกับขนบธรรมเนียมของหนังสยองขวัญไล่เชือดในอดีตที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวและคาดเดาได้ โดยจับมาแต่งองค์ทรงเครื่องให้แปลกพิสดารยิ่งขึ้นและมีจริตจะก้านอันฉูดฉาดตามสไตล์ของเหล่าชาวเควียร์ เชื่อว่านี่จะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญอีกหนึ่งเรื่องประจำปีนี้ที่มาพร้อมรสชาติใหม่ๆ อย่างที่ผู้ชมยุคใหม่โหยหาอย่างแน่นอน

Tags:CampMiasmaTHFEARFOLKSa dayseesawsceneDocumentaryClubJaneSchoenbrunISawtheTVGlow
Share :
Author
a team
Photographer
-
แยกเขี้ยว ปลุกสัญชาตญาณ ถากทางสู่ความฝัน ใช้ชีวิตไร้แรงโน้มถ่วงเดินบ้างหยุดบ้างตามใจ ‘Yellow Fang’
Artist Talkแยกเขี้ยว ปลุกสัญชาตญาณ ถากทางสู่ความฝัน ใช้ชีวิตไร้แรงโน้มถ่วงเดินบ้างหยุดบ้างตามใจ ‘Yellow Fang’นักเขียน : อารยา อุตอามาต
กรุงเทพเอาอยู่? ประโยคนี้คงเป็นคำถามไปอีกนาน
Photo Storiesกรุงเทพเอาอยู่? ประโยคนี้คงเป็นคำถามไปอีกนานนักเขียน : Mok Lachantra
รสมือจากต่างแดน
Photo Storiesรสมือจากต่างแดนนักเขียน : Mok Lachantra