แอบดูเส้นทางดนตรีในรอบ 17 ปีผ่านคอนเสิร์ตใหญ่ ‘ด้วยรักและแอบดี’ ของ แสตมป์ อภิวัชร์

“…ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้เผื่อวันไหนเธอผ่านมา เห็นที่เดียวกันนี้เธอจะนึกขึ้นได้ว่าเคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธออยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา…”

เพลงของคนที่คุณก็รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ บทเพลงนี้ก็ยังสามารถเข้าไปซึมแทรกอยู่ในใจของผู้ฟังได้เสมอ

‘ความคิด’ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่แจ้งเกิดของนักร้องนักแต่งเพลงอย่าง ‘แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข’ ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของใครหลายคน แต่กว่าที่เพลง ‘ความคิด’ จะกวาดรางวัลมามากมายและกลายมาเป็นเพลงฮิตติดหูของผู้ฟังได้อย่างทุกวันนี้ต้องผ่านอุปสรรคและความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่ามานับไม่ถ้วน

บางทีความสำเร็จของ ‘ความคิด’ คงไม่ต่างจากเส้นทางชีวิตเจ้าของเพลง เพราะในวันที่เริ่มต้น ชีวิตแสตมป์ห่างไกลจากความสำเร็จพอสมควร ศิลปินมากฝีมือคนนี้ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตอยู่ในวงการเพลง ทั้งในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ศิลปิน โค้ชรายการ The Voice Thailand รวมไปถึงเป็นเจ้าของค่ายเพลง 123Records (นึง-ส่อง-ซั่ม เรคคอร์ดส์) จนกระทั่งปัจจุบันเขาได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงญี่ปุ่นและได้ร่วมงานกับศิลปินต่างชาติมากมาย เมื่อเวลาผ่านไป เขาเรียนรู้ว่าความรักในเสียงดนตรีและการเป็นตัวของตัวเองคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขายังอยากอยู่ต่อไปในเส้นทางนี้

ด้วยฤกษ์งามยามดีต้อนรับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบ 7 ปี และเข้าสู่ปีที่ 17 ในวงการดนตรีของแสตมป์ เราอยากชวนเขามาพูดคุยถึงการเดินทางอันยาวนานบนถนนดนตรี รวมไปถึงคอนเสิร์ตที่กำลังจะจัดขึ้นที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในวันเสาร์ที่ 24 กันยายนนี้

ระหว่างการสนทนามีแต่เสียงหัวเราะดังสลับกับใบหน้าที่ยิ้มจนแก้มปริ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความสุขที่เปล่งออกมาจากใจจริงของเขา อยากชวนทุกคนแอบเปิดเพลงของแสตมป์คลอเบาๆ ไปพร้อมกัน แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงรู้สึกหลงรักผู้ชายคนนี้

‘ครั้งสุดท้าย’ ที่จะไม่เป็นตัวเอง

ในสายตาผู้ชมอย่างเรา ชีวิตบนเส้นทางดนตรีของเขาคนนี้เหมือนว่าจะไปได้ดีเสมอมา ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะออกเพลงอะไรก็ดังติดหูคนฟังเกือบทุกเพลง พรีเซนเตอร์โฆษณามากมาย รวมไปถึงมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเอง ทั้งยังเป็นโค้ชรายการ The Voice Thailand เรียกได้ว่าเป็นช่วงขาขึ้นและทำให้แสตมป์เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างมาก

แต่ความจริงแล้วภายใต้ความดังเป็นพลุแตก ชื่อเสียง ความสำเร็จ หรือคำชื่นชมต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามามากมายเหล่านั้น กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ชายคนนี้รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความสุขจนคิดอยากจะออกจากวงการเพลง ตอนนั้นเขาเหมือนคนหลงทางที่กำลังหาทางกลับบ้าน และต้องการตามหาตัวตนที่หล่นหายไปอีกครั้ง

“ถ้ามองกลับไปตอนนั้นคือไกลบ้านมากเลย เละเทะมาก ไม่ใช่ในเรื่องผลงานแต่เป็นเรื่องใจ ใจมันไม่ได้อยู่บ้านเลย ใจมันฟูฟ่องเต็มไปด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นมีหลายเรื่องมากที่ผมยึดติดกับมัน ชื่อเสียง คำชม เรากอดมันไว้เยอะมากจนเราไม่มีความสุข แต่ตอนนี้เราได้ปล่อยมันไปหมดแล้ว” แสตมป์ย้อนความหลังให้เราฟัง

“ตอนนั้นกับตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเยอะไหม” เราถามหลังจากสังเกตเห็นมุมมองและความคิดของเขาที่เปลี่ยนไป

“เยอะมากเลย อะไรที่คิดว่าดีในตอนนั้นมันก็ไม่ได้ดีแล้ว ใครที่เคยซื้อ a day เล่ม One night stamp ทิ้งไปได้เลยนะ รู้สึกว่าสมัยก่อนเราเบียว รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมาก กระแดะมาก แล้วผมก็ไม่รู้ว่าอีก 8 ปีต่อไปจะรู้สึกว่าตัวเองตอนนี้เบียวรึเปล่า

“ตอนนั้นโลกมันเป็นอีกแบบเลยนะ โลกมันชื่นชมคนดี คนแบบที่สังคมบอกว่าดี ต้องเป็นคนอย่างนี้ๆ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ค่านิยมมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยนไปแบบที่โลกนี้ไม่เคยเปลี่ยนมาก่อนใน 8 ปีนี้เลย มันเหมือนโลกคนละใบเลยสำหรับเรา”

ในวันที่หนอนกลายเป็น ‘ผีเสื้อ’

เมื่อผ่านพายุความเครียดความกดดันอย่างหนักไปแล้ว ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง หลังจากนั้นแสตมป์ตัดสินใจออกจากค่ายใหญ่มาเปิดค่ายเพลงเล็กๆ ของตัวเองชื่อว่า 123records (นึง-ส่อง-ซั่ม เรคคอร์ดส์) ที่ทำให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนได้เจอเส้นทางในวงการดนตรีที่ตามหามาตลอด

“เราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตออก ทั้งในดนตรีและการเล่น อะไรที่เห็นว่าคนอื่นทำแล้วดีแล้วเราพยายามจะเป็น หรืออะไรที่รู้สึกว่าไม่ค่อย comfortable เราก็ไม่ทำ เล่นในแบบที่เราอยากเล่น ทำเพลงในแบบที่เราอยากทำ ไม่ได้ยากเกินไปที่คนฟังจะเข้าใจ มันจะมีแนวคิดที่ว่า ทำในแบบที่เราอยากทำแล้วมันก็ส่วนตัวมาก แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น ตอนนี้เราเป็นคนที่ดูแลกว้างขวาง ฟังอะไรเยอะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องเท่อะไร สิ่งที่เราชอบก็ไม่ได้ยากเกินไปแล้ว

“เมื่อก่อนเชื่อคนง่าย ตอนนี้เชื่อตัวเองมากกว่า ผมว่านี่คือคีย์ เมื่อก่อนใครบอกว่าอันนี้ดีอันนี้ไม่ดีก็เชื่อเขาหมดเลย แต่ตอนนี้เรารู้ตัวเองแล้วว่าชอบอะไร ผมว่านี่คือสิ่งสำคัญในการทำงาน เรามีสิ่งนี้ที่ตอนนั้นไม่มี

“ตอนนี้เราโตเต็มวัยเหมือนหนอนที่กลายเป็นผีเสื้อ เรารู้สึกไม่ชอบตัวเองเมื่อก่อนในตอนนี้ ไม่รู้ว่าอีก 8 ปีเราจะไม่ชอบตัวเองตอนนี้รึเปล่า แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า เชี่ยกูชอบตอนนี้ของตัวเองว่ะ ชอบตอนนี้ของตัวเองมากเลย”

“คิดว่าอะไรเป็นจุดที่ทำให้มุมมองคุณเปลี่ยน” เราถาม

“เราก็เจ็บมาเยอะ ลองผิดลองถูกมาเยอะ พลาดมาเยอะครับ” แสตมป์นิ่งคิดสักครู่ก่อนอธิบายต่อ

“เหมือนสิ่งที่มันเคยใหม่ในชีวิตเรามันไม่ใหม่แล้ว ตอนนั้นเราอาจจะเพิ่งเริ่มมีชื่อเสียง โหทุกอย่างมันใหม่มากเลย แล้วเราจะทำยังไงให้สามารถคงมันไว้ได้วะ เราก็เลยกอดมันไว้ทุกอย่าง สิ่งที่มันเป็นโอกาสหรือสิ่งไหนก็ตามที่มันจะทำให้เราอยู่ตรงนี้ได้ตลอดไป แต่พอผ่านเรื่องต่างๆ มา ตู้มต้ามๆ ก็รู้สึกว่ายังไงเราก็กอดมันไว้ไม่ได้ว่ะ เราก็ทำอย่างที่เราทำเถอะ คนจะเกลียดเราก็เกลียด คนจะชอบเราก็ชอบ แค่นั้นเอง”

“จริงๆ แล้วความสุขในทุกวันนี้ของคุณคืออะไร”

“เราดูแต่ Netflix วันๆ นึง” เขาหัวเราะ “ความสุขของเราคือหาเงินมาเพื่อจ่ายค่าสตรีมมิ่ง เรามีทุกยี่ห้อ มีทุกอย่าง ใครที่บอกว่าชอบยุคแผ่นเสียง ไม่ เราชอบยุคสตรีมมิ่ง มันสุดแล้ว”

Nobody Knows’ ไม่มีใครรู้ว่าเราจะมาไกลขนาดนี้

จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หลงรักในเสียงดนตรี แต่ทำได้แค่มองเพื่อนวัยเดียวกันซ้อมดนตรีไปวันๆ เท่านั้น จนวันหนึ่งมีเพื่อนชวนไปร่วมวงฝึกเล่นด้วยกัน เพียงแค่นั้นก็นับว่าเกินที่คาดฝันมากแล้ว

ใครจะไปรู้ว่าการที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างต่อเนื่อง จะทำให้แสตมป์เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้แสตมป์ไม่ได้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอยู่แค่ในไทยเท่านั้น แต่เขายังโด่งดังไปไกลถึงต่างแดน และได้ไปเล่นคอนเสิร์ตอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะแดนอาทิตย์อุทัยที่เขาหลงใหลเป็นอย่างมาก

เมื่อปี 2019 เขาได้เซ็นสัญญากับ Toy’s Factory ค่ายเพลงในญี่ปุ่น ก่อนจะโปรโมตอัลบั้มแรกของตัวเองในชื่อ EKAMAI DREAM 1 ซึ่งมีทั้งเพลงภาษาไทย อังกฤษ และญี่ปุ่นรวมอยู่ในอัลบั้มเดียว เขาโลดแล่นอยู่ในวงการเพลงญี่ปุ่น ทั้งออกรายการวาไรตี้โชว์ เดินสายโปรโมต นอกจากนี้เขายังได้ขึ้นแสดงคอนเสิร์ต Summer Sonic 2019 เทศกาลสำคัญแห่งสายดนตรี ปัจจุบันเขาสังกัดค่ายเพลงญี่ปุ่นอย่าง AVEX และได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย ล่าสุดเขาบอกเราว่าเดือนหน้าจะไปเล่นที่งาน Thai Festival จัดโดยสโมสรฟุตบอล คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

“คุณชอบญี่ปุ่นขนาดนี้ เคยคิดอยากย้ายไปอยู่ที่ญี่ปุ่นไหม”

“อยากอยู่ครับ ผมทีมย้ายประเทศ”

“แล้วนอกจากประเทศญี่ปุ่น คุณจะมีไปเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศอื่นบ้างไหม”

“ก่อนหน้านี้ก็ไปเล่นให้คนไทยดูประจำเลย เมื่อก่อนเราไปลอนดอน นิวยอร์ก เมลเบิร์น ซิดนีย์ หลังโควิดน่าจะได้เริ่มกลับไปเล่นแล้วนะครับ”

ด้วยรักและ ‘แอบดี’

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าความสามารถเฉพาะตัวของเขาคือการเขียนเพลง เมื่อบวกกับบุคลิกอารมณ์ดี ความเป็นกันเอง ความคิดสร้างสรรค์ในการคิดเนื้อร้องสด สามารถเอนเตอร์เทนเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ทั้งในอีเวนต์เล็กไปจนถึงเวทีใหญ่ แสตมป์เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีถึงสองครั้ง ครั้งแรก ‘แสตมป์ เกรียนเดย์ (2556) และครั้งที่ 2 ‘แสตมป์ ฟ้าผ่า’ (2558)

แน่นอนว่าคอนเสิร์ตที่ผ่านมาได้จัดขึ้นในช่วงยุคทองของเขา ดังนั้นการออกจากค่ายใหญ่มาทำค่ายเล็กๆ ด้วยตัวเองบวกกับปัจจัยและองค์ประกอบหลายอย่าง อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะได้กลับไปจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่นั่นอีก เขาว่าอย่างนั้น

“ถ้ามีคนถามว่าพรุ่งนี้โลกแตกจะทำอะไร ผมจะเล่นอิมแพ็ค” นี่คือสิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจของแสตมป์ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

“เราเคยมีโอกาสเล่นเมื่อ 8-10 ปีก่อน รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมขนาดนั้น ถ้าจะแก้ไขอะไรได้ก็อยากเล่นอิมแพ็คอีกรอบนึง”

“ทำไมถึงคิดว่าตอนนั้นตัวเองยังไม่พร้อม” เราสงสัย

“ตอนนั้นฝีมือก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ จิตใจก็ไม่ค่อยพร้อม เด็กเกินไป ความรู้เรื่องดนตรีก็ไม่มากเท่าตอนนี้ หรืออะไรที่จำเป็นกับเรา ไม่จำเป็นกับเรา เราก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่ากำลังพอดีที่จะเล่น รู้สึกว่าเราได้เล่นเร็วไป 8 ปี”

เหมือนฝันที่กลายเป็นจริงในวันที่ทาง ไลฟ์ เนชั่น เทโร ติดต่อเขาให้กลับมาจัดคอนเสิร์ตใหญ่ ‘ด้วยรักและแอบดี’ ตอนที่เราถามถึงคอนเสิร์ตครั้งที่ 3 ที่กำลังจะถึงเร็วๆ นี้ เขายิ้มกว้างและดูตื่นเต้นเป็นพิเศษราวกับว่านี่เป็นสิ่งที่เขารอคอยมานาน

กลับมาครั้งนี้ด้วยตัวแสตมป์เองที่โตขึ้นจึงมีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีที่เล่นให้กับเขา เพลงที่มีเยอะขึ้น รวมไปถึงเพลงใหม่ล่าสุดที่จะปล่อยในคอนเสิร์ตเป็นที่แรก แน่นอนว่าครั้งนี้แสตมป์จะเล่นทุกเพลงที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน รวมไปถึงจะมีแขกรับเชิญมากมายที่มาร่วมร้องและสร้างสีสันในคอนเสิร์ตครั้งนี้

“ได้ยินมาว่าชื่อคอนเสิร์ต ‘ด้วยรักและแอบดี’ เป็นชื่อที่แฟนเพลงช่วยกันคิดให้”

“ใช่ ไม่มีรางวัลให้เขาด้วยนะ เราใช้แล้วก็ลืมไปแล้วว่าจะให้ตังค์ ขอโทษด้วยครับ (หัวเราะ) แต่ผมชอบมาก รู้สึกว่าอบอุ่นดี แล้วก็แอบขำด้วย แอบกวนตีนแต่ว่าอบอุ่น”

“คอนเสิร์ตครั้งนี้มีความพิเศษหรือต่างจากครั้งก่อนๆ ยังไงบ้าง”

“ผมตัดสิ่งที่พิเศษออก ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น มีแต่สิ่งที่จำเป็นและดี เรียกว่า minimal ก็ได้ครับ ผมเล่นมาสักพักจนรู้แล้วว่าอันไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับเรา นี่ผมถ่ายสารคดีเก็บไว้ด้วยนะ เพราะมันน่าจะเป็นช่วงที่เราพร้อม ปกติเวลาที่มีคนถามว่าในคอนเสิร์ตมีอะไรพิเศษบ้างเราก็จะถม ผมมีแสงมีไฟพึ่บพั่บอะไรแบบนี้ เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่าต้องมี แต่ตอนนี้รู้สึกว่าไม่ต้องมี ความพิเศษก็คือเราไม่ต้องทำอะไรเกินตัวเลย

“เมื่อก่อนอาจจะต้องมีช่วงตลก ช่วงบิน ช่วงที่มันไม่จำเป็นสำหรับเรา ครั้งนี้เราเอาเฉพาะเนื้อๆ ด้วยรักและแอบดี หมัดๆ เลยครับ ด้วยสมัยนิยมมันไม่ใช่ช่วงที่แบบว่าจะห้อยโหนอะไรกันแล้ว มาฟังเพลงกัน มาพูดคุยกัน ตอนนี้ผมรู้จักแฟนเพลงผมดีขึ้น รู้ว่าเขาอยากได้อะไร แล้วก็รู้จักตัวเองดีขึ้นว่าเรามอบอะไรให้เขาได้ นี่คือความไม่พิเศษที่มันโอเค มันก็คือสิ่งที่เรามีแล้วให้ และสิ่งที่เขาอยากได้แล้วรับ แค่นั้นเอง”

“มีแขกรับเชิญพิเศษไหม เป็นใครบ้างแอบบอกได้ไหม”

“มีครับ แต่ก็ไม่ได้พิเศษมาก” เขาหัวเราะ “มีคนที่มาทุกครั้งคือ ‘กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่’ ที่เขาโตมากับเราเลย ทุกคอนเสิร์ตต้องมีเขาหมด เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนตอนนี้เขาใหญ่โตมากแต่ก็ยังมาให้เราอยู่ มี ‘สิงโต นำโชค’ ที่ฟีเจอริ่งกันมาตลอด ก็น่าจะเป็นพาร์ตที่คนน่าจะเอ็นจอยมากเลยเพราะว่าสิงโตเก่งมาก เป็นคนที่เคมีรีแอ็กชั่นสนุก แล้วก็มีน้องวีซึ่งเป็นคนที่ผมฟีเจอริ่งมากที่สุดในโลกของผม แต่ไม่เคยเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันเลย”

“มีอะไรอยากบอกแฟนเพลงของคุณตอนนี้ไหม”

“มาซื้อบัตรกันหน่อย มันเจ๋ง ถ้ารู้ว่ามีคอนเสิร์ตแล้วช่วยมาด้วยนะ เพราะมันจะต้องสนุกมากแน่ๆ เตรียมฟังเพลงมาด้วยแล้วกันจะเล่นทุกเพลงเลย จะมีเพลงที่เราไปเล่นตามงานแล้วแฟนๆ มาขอให้เล่นแต่เราก็ไม่กล้าเล่น เพราะว่าเล่นแล้วคนส่วนใหญ่เดินออก ถ้าเราไปเล่นเพลงที่คนอื่นไม่ค่อยรู้จักงานมันก็จะค่อนข้างกร่อย ซึ่งเราก็จะรวมไว้ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เราก็จะเล่นเต็มที่เพราะเขาเป็นแฟนเพลงเรา”

‘มันคงเป็นความรัก’ ที่ทำให้ยังยืนอยู่ตรงนี้

หากมีใครสักคนหนึ่งที่ยังคงทำสิ่งเดิมมาเกินกว่าครึ่งชีวิตของเขา เราคิดว่านั่นมันเกิดจาก ‘ความรัก’

กว่า 17 ปี ที่ความรักในเสียงดนตรีได้พาหนุ่มตาตี่มาดกวนคนนี้เดินทางมาไกลเกินฝัน เริ่มต้นจากมือกีตาร์วงนูเมทัลที่ชื่อว่า ‘กล้วยไทย’ ก่อนจะออกมาตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ชื่อว่า ‘7thSCENE’ ในค่าย LOVEiS จนกลายเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และออกผลงานเดี่ยวเป็นของตัวเอง

ถ้านับเวลาของการอยู่ในวงการดนตรี เริ่มตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันมีผลงานทั้งหมด 6 อัลบั้มคือ Million Ways To Write Part 1, ทุกคำที่เธอเอ่ยคือบทกวี, เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง, SuperMarket และ Sci-Fi รวมไปถึงเพลงฮิตอีกนับไม่ถ้วนของเขาแทรกซึมอยู่ในความทรงจำของเรามาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าเสียงเพลงของเขาผ่านช่วงชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับใครหลายๆ คน

“คอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมาผมเล่นเพลงตัวเองน่าจะ 60 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ cover อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นเพลงมันยังไม่พร้อม แต่คราวนี้ 100 เปอร์เซ็นต์เลยที่เป็นเพลงเรา ก็จะมีเพลงตั้งแต่รุ่นแรกที่คุณอาจจะฟังตอนมัธยม ตอนนี้คุณมีลูกแล้ว หรืออาจจะมีเด็กมัธยมที่เพิ่งมาฟังยุคนี้ แฟนเพลงก็ค่อยๆ กว้างขึ้น ก็มาอัปเดตกัน นี่แหละที่บอกว่าเราพร้อมก็คือ เพลงเราพร้อม การแสดงเราพร้อม ใจเราพร้อม ไวตามิลค์มาก (หัวเราะ)”

“แล้วจะมีคอนเสิร์ตครั้งหน้าอีกไหม”

“ถ้าครั้งนี้มันดีก็อาจจะมีครั้งหน้า แต่บอกว่าไม่มีแล้วดีกว่าคนจะได้มากันเยอะๆ คอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่มีแล้วครับ” เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

หากใครคิดถึงอยากย้อนความหลัง มาร่วมสร้างความทรงจำไปด้วยกันได้ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี วันเสาร์ที่ 24 กันยายนนี้ กับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 3 ในรอบ 7 ปี ‘แสตมป์ ด้วยรักและแอบดี’ สามารถซื้อบัตรได้แล้วทาง www.livenation.co.th

AUTHOR

PHOTOGRAPHER

กุลชนาฎ เสือม่วง

ช่างภาพฝึกงาน ผู้ฟังเพลงได้ทั้งวันทั้งคืน มีงานถ่ายภาพเป็นหลักสักพักไปนั่งเปิดเบียร์