ภายในบริเวณศาลเจ้า เสียงกลองได้ดั่งสนั่นหวั่นไหว คละเคล้าไปด้วยกลิ่นธูปและควันเทียน เสียงพูดภาษาจีนฮกเกี้ยนได้ค่อยๆ เริ่มดังขึ้น จากความเป็นมนุษย์แปรเปลี่ยนไปสู่ภาชนะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นี้ได้เข้าไปอยู่ในอีกสภาวะหนึ่งแล้ว เป็นสัญญาณว่าองค์เทพได้ลงมาประทับร่างของม้าทรงในเทศกาลถือศีลกินผักของชาวภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อย
(ชุดภาพถ่ายนี้บันทึกพิธีกรรมการแทงปากและสิ่งของมีคมตามความเชื่อท้องถิ่น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม)
ม้าทรงผู้เปรียบเสมือนร่างภาชนะที่เตรียมไว้ให้เทพได้ลงมาสถิต เพื่อทำหน้าที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหรือรับเคราะห์กรรมแทนผู้คนในชุมชนของทุกปี การสะเดาะเคราะห์ถูกถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมทรมานตนเอง เช่น การแทงปาก การกรีดลิ้นด้วยมีดหรือขวาน การเอาลูกตุ้มหนามหรือดาบกระทำใส่ตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทพนั้นได้รับเคราะห์มาไว้ที่ตนแล้ว
การแสดงอภินิหารนี้สืบทอดมานานกว่า 200 ปี โดยได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากพิธีกรรมพื้นบ้านของชาวจีนฮกเกี้ยน รวมถึงความเชื่อแบบลัทธิเต๋าในประเทศจีน ที่ได้ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยช่วงที่มีการอพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกในจังหวัดภูเก็ต
กาลเวลาผ่านไป สังคมชาวจีนในภูเก็ตเริ่มเหนียวแน่นขึ้น มีศาลเจ้ามากมายเกิดขึ้นทั่วเมือง การถือศีลกินผักที่ทำกันมาประจำทุกปีจากกลุ่มคนเล็กๆ ได้แปรเปลี่ยนเป็นพิธีกรรมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากภาพจำการแทงปากเพื่อสะเดาะเคราะห์ ได้ถูกพัฒนาเสริมเติมแต่งให้ดูยิ่งใหญ่เหนือจริงจนดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โดยได้นำสิ่งของมีคมหรือสิ่งของที่คาดไม่ถึงมาแทงในหลากหลายรูปแบบ
ถึงแม้สิ่งของที่นำมาแทงจะเปลี่ยนไปตระการตาเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วจุดประสงค์ยังคงเดิม นั่นคือความเชื่อที่ว่าองค์เทพได้รับเคราะห์ของชาวบ้านมาไว้ที่ตน ประเพณีถือศีลกินผักนี้จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของความเชื่อที่ปรับตัวไปตามยุคสมัย และยังคงสือทอดต่อไปตราบใดที่ยังมีผู้ศรัทธา


















