Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
คนไทยเป็นคนตลกแต่เกิดถึงเวลาให้กำเนิดแก๊งโอเวอร์โดย ยอร์ช ฤกษ์ชัย และ ตุ๋ย พฤกษ์ เอมะรุจิ

คนไทยเป็นคนตลกแต่เกิดถึงเวลาให้กำเนิดแก๊งโอเวอร์โดย ยอร์ช ฤกษ์ชัย และ ตุ๋ย พฤกษ์ เอมะรุจิ

06/11/2026
Artist Talk
AUTHOR: อารยา อุตอามาต
SHARE:

 ไม่ว่าจะเป็นความตลกร้ายที่เรียกเสียงหัวเราะจากการเสียดสี ความตลกโปกฮาที่เอามือกุมท้องหัวเราะตัวโยกไปกับสถานการณ์ หรือจะเป็นการตลกอุปกรณ์ถือถาดโบกสะบัดเรียกเสียงหัวเราะจากความเจ็บปวด แต่ย่อมพูดได้เต็มปากว่า คนไทยเป็นคนตลก

 “เราตลกกันตั้งแต่ยังเป็นเทปอยู่เลย สมัยที่คณะตลก เด๋อ ดู๋ ดี๋ เล่าว่า ขณะนี้กำลังขับรถอยู่ด้วยความเร็ว 180/กิโลเมตร ถนนลื่นและดับไฟหน้า  ตอนนี้เขากำลังจะตายแล้ว (หัวเราะ)”

 ชายทั้งสองหัวเราะขึ้นถือเป็นวาระเปิดบทสนทนาที่จั่วหัวมาว่าวันนี้เราจะคุยเรื่องตลกๆ กัน ‘ยอร์ช ฤกษ์ชัย’ และ ‘ตุ๋ย พฤกษ์ เอมะรุจิ’ ศิษย์อาจารย์ผู้รับเสียงหัวเราะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งคู่ตะลอนวงการจนมีผลงานในมือเห็น จะ 20 เรื่องได้จากนิ้วที่ช่วยกับนับจนเกือบล้น

 บู๊ระห่ำกระหน่ำมุก

 ทำไมถึงชื่นชอบแนวตลกเป็นพิเศษ

 ตุ๋ย : ระหว่างทางของหนังตลกมันคือเสียงหัวเราะแต่ปลายทางมันคือการทำให้คนมีความสุข

 ยอร์ช : คล้ายๆ เวลาเพื่อนในกลุ่มจะชอบพูดจาตลกๆ ให้ฟัง เราว่าวัตถุประสงค์มันคล้ายกันนะ อยากให้บรรยากาศมันสนุก ดีไม่ดีมันเป็นผลลัพธ์ไปกลับด้วยนะ เช่น เรามีความสุขจังเลยตอนที่ทำให้อีกคนหัวเราะได้ 

 ทั้งคู่เป็นคนแบบนั้นในกลุ่มไหม

 ตุ๋ย : มันแล้วแต่สารเคมีกับหน้าที่ในกลุ่มนะ สมมติอยู่กับพี่ยอร์ช เราจะไม่ค่อยตลกเพราะพี่ยอร์ชตลกแล้วและเรารู้สึกเคารพเขาเป็นอาจารย์ จะกลัวบารมีนิดนึงเพราะเขาตลกกว่า 

 ยอร์ช : แล้วแต่กลุ่มเหมือนกัน มันจะมีบางมวลด้วย อย่างถ้าเกิดพ่อพี่นั่งอยู่ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน พี่ไม่มีทางตลกเลยเพราะพ่อพี่โคตรดุเลย ดังนั้นต่อให้พี่คิดออกว่าพี่จะตลกอะไรกับเขา พี่ก็จะเก็บไว้ในใจแล้วตอนเขาเดินออกไปแล้วค่อยพูด (หัวเราะ)

 คิดว่ามาตรฐานความตลกคืออะไร

 ยอร์ช : มันคงมีมาตรฐานแค่แต่ละที่คงไม่เท่ากัน อย่างพ่อพี่มาตรฐานเขาคงสูงมาก (หัวเราะ)

 ตุ๋ย : ความขำมันมีหลายเฉด มันบอกไม่ได้ว่าแต่ละคนจะชอบมุกแนวเดียวกัน ทุกวันนี้เราต้องคัดกรองว่ามุกไหนที่ไม่ควรเล่น อย่าบุลลีกัน แต่เอาจริงคนไทยก็โตมากับการเล่นมุกทุกอย่างที่เขาห้ามกันในปัจจุบันนั่นแหละ ตั้งแต่โบราณกาลไม่ว่าสมัยไหนเราก็บุลลีกันตลอด เราก็เห็นมันเป็นเรื่องตลกแต่คราวนี้มันก็อยู่ที่ว่าใครจะขำ ใครไม่ขำ

 ปรับตัวอย่างไรกับแนวคิดในสังคมปัจจุบัน

 ตุ๋ย : ที่จริงมันเป็นความท้าทายนะ บางทีเราก็ต้องเลี่ยงเพราะเราทำหนังตลก เราตั้งใจให้ทุกคนตลกมากที่สุดก็ต้องรับฟังว่ามุกนี้ในปัจจุบันเล่นไม่ได้แล้ว นับเป็นความท้าทายว่าถ้าเราเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นแล้วมันยังตลกเท่าเดิมก็แปลว่าเราทำสำเร็จแต่ก็วนกลับมาเรื่องเดิมว่า มันยาก 

 ความตลกมีวิวัฒนาการอย่างไรบ้าง

 ยอร์ช : คำตอบนี้อาจจะไม่ใช่สากล แต่เมื่อก่อนเราไม่ได้ระวังเยอะเหมือนที่ตุ๋ยเพิ่งพูดไป อะไรที่มันเข้าข่ายจะไปทำร้ายคนอื่นก็ซี้ซั้วเล่นไปเลยไม่ได้ระวัง แต่พอคนรุ่นใหม่มาเตือนสติกันว่าบางทีความตลกของมึงไปทำร้ายคนอื่นนะ เช่น ตลกกับ A อยู่ แต่ B มันเศร้าใจ เราก็ต้องระวังมากขึ้น คิดเยอะขึ้น

 ตุ๋ย : เราว่าสุดท้ายความตลกมันวิวัฒนาการตามมนุษย์ เอาจริงเรื่องตลกมันเป็นเรื่องของมนุษย์ เรื่อง คน สัตว์ สิ่งของ มันไม่ได้มาตลกกับเราด้วย แปลว่ามนุษย์พัฒนาไปถึงไหนพวกเราก็จะตามไปตลกกับเรื่องนั้น สมมติวันนี้ตลกกับรัฐบาลชุดปัจจุบันพอรัฐบาลเปลี่ยนเราก็ไปตลกกับรัฐบาลชุดหน้า เห็นได้ว่าจะกี่รัฐบาลเราก็ตลกได้ตลอด

 รู้สึกอย่างไรที่คนชอบมอบลายเซ็นความตลกให้

 ตุ๋ย : อยากให้เอาลายเซ็นออกไปให้หน่อย (หัวเราะ) เราจะได้ไปทำอย่างอื่นบ้าง มันเเป็นดาบสองคมเหมือนกันนะ ในมุมหนึ่งมันเป็นเกียรติบัตรที่น่าชื่นชมยินดี ซึ่งแปลว่าเขาจะตั้งมาตรฐานกับเราไว้สูง ถ้าเกิดเขารู้สึกว่าทำไมคราวนี้ไม่เห็นตลกเลยมันจะกลายเป็นความจ๋อยอย่างหนึ่งของเรา มันยากแต่ก็ยังอยากทำอยู่ ขณะเดียวกันเราก็อยากทำอย่างอื่นด้วย บางทีขอเราแวะไปหนังซีเรียสบ้างได้ไหม แวะไปหนังผีบ้างบางคราว 

 จัดการกับความรู้สึกจ๋อยอย่างไร

 ยอร์ช : ก็…จ๋อยครับ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรเลย เศร้าไปหลายวันเป็นเรื่องปกติ ต่อให้เป็นคนที่ไม่มีผลกับชีวิตเราถึงแม้จะพูดว่าไม่ได้สนใจแต่จริงๆ ข้างในก็จ๋อย เพราะว่ามีคนที่รอความภาคภูมิใจจากตัวเราอยู่แต่อีกสักพักหนึ่งก็จะดีขึ้นเพื่อก้าวไปทำงานใหม่ 

 ตุ๋ย : จ๋อยก็แก้ใหม่ มันก็เหมือนทุกอาชีพแหละ นักบอลวันนี้เล่นแพ้ พรุ่งนี้ก็เอาใหม่เว้ย ต้องชนะกันสักนัด

 จ๊ะนายจ๋า

 ผลงานที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่เคยหยุดพัฒนาความฮา หลบหลีกซ้ายขวาทำอย่างไรให้ผู้ชมหัวเราะไหล่สั่นตามไม่หยุด ไม่ว่าจะตลกดราม่า ตลกมุกฮา ตลกอุปกรณ์ก็ล้วนผ่านมือเขามาหมด แต่หากครั้งนี้เขาจะขอลองเพิ่มความหฤโหดให้กลายเป็นตลกแอกชันล่ะจะเป็นอย่างไร

 ‘แก๊งโอเวอร์’ ภาพยนตร์คอเมดี้เรื่องล่าสุด แตกต่างจากผลงานก่อนๆ อย่างไร

 ตุ๋ย : จริงๆ คุยกับพี่ยอร์ชตั้งแต่แรกว่าอยากให้เรื่องนี้เป็น ‘แอกชันคอเมดี้’ มากขึ้นกว่าเดิม ก่อนหน้านี้มันมักเป็นมุกตลกไดอะลอก มุกตลกเรื่องราว แต่ครั้งนี้เราตั้งใจว่าจะทำให้มุกตลกมันเกิดขึ้นจากแอกชัน ที่ดำเนินจากสถานการณ์ในเรื่องเลย บางครั้งหนังตลกมันจะมีจังหวะหนึ่งที่อยู่ๆ ตัวละครมานั่งคุยกันแล้วเล่นมุกเราเรียกสิ่งนั้นว่า ‘แวะข้างทาง’ แต่เรื่องนี้จะไม่มีการแวะทุกอย่างมันจะดำเนินตามสถานการณ์ในเรื่องเลย

 ทำไมถึงอยากเปลี่ยนเป็นแอกชันคอเมดี้

 ตุ๋ย : เรากลัวชาวบ้านตามเราทัน (หัวเราะ)  ทุกวันนี้คนดูเขาเสพตลกไปพร้อมๆ กับเราอะ เขาพัฒนาการขึ้น เราก็ต้องหาวิธีการใหม่ๆ อยู่ตลอด ลองตลกแบบนี้ไหม ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายเราจะยิ้มหรือจะจ๋อยในตอนที่หนังฉายแต่ว่ายังไงก็ต้องลอง

 ปกติอยู่กันสองคนเคยซ้อมเล่นมุกด้วยกันไหม

 ตุ๋ย : (หัวเราะ) ไม่ถึงกับซ้อมแต่มันมักจะเกิดขึ้นตอนเขียนบท สมมติถ้าเกิดอยู่ๆ เราพูดประโยคหนึ่งออกมาแล้วอีกคนหัวเราะแปลว่าวินาทีนั้นแหละสัญชาตญาณมันบอกว่าได้! แล้วค่อยมาคิดอีกทีว่าตกลงมันได้เพราะอะไร

 แรงบันดาลใจของ แก๊งโอเวอร์ ได้มาจากไหน

 ยอร์ช : เราเริ่มคิดพล็อตจากเรื่องราวของคนที่ย้อนกลับไปสู่วันที่ตัวเองรุ่งเรือง โดยที่ลืมไปแล้วว่าจริงๆ มันหมดวัยของตัวเองไปแล้วแต่พอตื่นมาดันกลับรุ่งเรืองอยู่ พอเราได้พล็อตก็เริ่มค่อยๆ ขยายมันออก เริ่มสนุกกับการหาว่าพล็อตนี้ควรไปในแนวไหน 

 ที่จริงถ้าให้เล่าเป็นดราม่า ไม่ต้องแอกชันก็ได้แค่เล่าถึงหนังคนแก่ผู้จมปลักกับความยิ่งใหญ่ในอดีตแต่ด้วยความที่เราอยากสร้างหนังแอกชันขึ้นมาเลยเริ่มสานต่อกันว่าควรมีตำรวจออกไปบู๊ไหม ทีนี้ก็ไปกันใหญ่เลย ตุ๋ยแม่งมีมอเตอร์ไซค์ออกไปบ้าคลั่งแถมยังเป็นอาวุธของตัวละครหลักอีก

 แนวคิด บอลลีวูด (bollywood) ได้มาจากอะไร

 ตุ๋ย : ตอนเริ่มที่เราจะทำแอกชันคอเมดี้กันเลยอยากให้มันโอเวอร์ไปเลย ด้วยความเราเป็นคนชอบหนังไทยสมัยก่อน เอะอะแม่งระเบิดภูเขาเผากระท่อม หน้าตาตัวละครแค่มึงขยับหนวดกูก็รู้แล้วว่าไอ้นี่ผู้ร้ายแน่นอน หรือพวกโฆษณาที่ยิงกันตัวทะลุ เรารู้สึกว่า เฮ้ย! ดีจังเลยว่ะ เราสนุกกับมันมากเลย ในขณะเดียวกันถ้าเป็นยุคนี้คือเราสนุกกับหนังอินเดีย ดูกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันบันเทิงดีจังแล้วเราก็ชอบที่เขากล้าทำ

 ความเห็นส่วนตัวนะ คนไทยตอนดูหนังอินเดียแรกๆ จะรู้สึกว่า ทำไมมึงทำแบบนี้น้อ มีแอบแซว แอบขำ แต่จริงๆ ลึกลงไปเราชอบตรงที่มันมีความกล้าบางอย่างที่ไม่ติดอยู่ในกรอบ กูอยากทำแบบนี้ กูไม่คิดหรอกว่าหลักกลศาสตร์ฟิสิกส์มันจะเป็นยังไง คนตกลงมาต้องตายไหม เอากล้วยปาดคอกันแล้วตายก็ยังได้ มันไม่มีอะไรอยู่จริงในนั้นเลย แต่อารมณ์มันพาเรามองข้ามเหตุผลนั้นไปได้

 ยากมากไหม

 ยอร์ช : ยาก ยาก ยาก แต่เรามีคนที่บ้าพลังไปกับเรา ไม่ว่าจะเป็นทีมโปรดักชันดีไซน์ ทีมเสื้อผ้า ทีมแอกชัน ทีมกล้อง พอยืนยันว่าเราจะทำสิ่งนี้ทุกคนแยกย้ายจากที่ประชุมไปคิดของตัวเองแล้วกลับมากอง คราวนี้งานช้างเลยเพราะต้องคอยแตะเบรกกันว่า เฮ้ยๆ ! ไปกันใหญ่แล้ว คนนั้นก็บอกผมทำได้ครับ คนนี้ก็บอกผมก็ทำได้ มันเลยกลายเป็นเหมือนความสุขของเด็กที่ได้เล่นซนกัน จนเล่นกันใหญ่ระเบิดระเบ้อกันไปหมด

 มีฉากไหนที่ทั้งคู่อยากทำเป็นพิเศษ

 ยอร์ช : โห เต็มไปหมดเลยแต่ถ้าเลือกก็คงต้อง ตลาดอินเดีย

 ตุ๋ย : ตอนแรกมันก็เป็นการสู้กันในตลาดธรรมดานี่แหละแต่ พี่แก่พันธุ์ทาง (ศราวุธ แก้วน้ำเย็น)โปรดักชันดีไซน์เขาบอกไหนๆ พระเอกมันชอบคิดถึงอินเดียงั้นเราทำตลาดอินเดียแม่งเลยพี่

 เราก็เออออทำได้ด้วยเหรอ เอ้า! งั้นลองทำแล้วก็กลายเป็นแบบที่ทุกคนเห็นแต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะตลาดอินเดียเป็นซีนแรกๆ ที่เราถ่าย พอมันไปถึงระดับนั้นเราเลยไปปรับส่วนอื่นให้มันคล้อยตามไปด้วย มันเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ต้องมาคิดอีกว่าทำไงให้ฉากอื่นไม่ดร็อปและไปด้วยกันได้

 ยอร์ช : มันเป็นภาพซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในห้องประชุม พอเราบอกว่าทำมุมหนึ่งเป็นอินเดียไหม เซ็ตตลาดไหม ทีมบอกงั้นทำตลาดอินเดียเลยพี่ พอเราบอกว่าอยากให้พระเอกสู้หนึ่งต่อสิบกับผู้ร้ายไหม ทุกคนก็จะบอกว่าอย่าหนึ่งต่อสิบเลยหนึ่งต่อร้อยเหอะ เราบอกว่าให้รถตกน้ำดีไหม ทีมงานก็บอกงั้นเราไปถ่ายใต้น้ำกันด้วยไหมพี่ ทุกคนล้วนชวนไปกันใหญ่ตลอดเวลา เราก็เอาก็เอาวะ (หัวเราะ)

 จากที่ทั้งคู่เล่ามาดูราบรื่นมาก มีอุปสรรคบ้างไหม

 ยอร์ช : เอาจริงมีแต่อุปสรรคเลย (หัวเราะ)

 ลองนึกตามนะ ต่อยกันในตลาดมันยังอยู่กับที่แต่มันดันมีฉากวิ่งไล่ล่ากันในตลาดแสดงว่าเราต้องเซ็ตถนนทั้งหมดให้รถวิ่งได้ด้วย ไหนจะต่อยคนหนึ่งต่อสิบก็วุ่นวายแค่ในซอยแต่ถ้าต่อยคนหนึ่งต่อร่อยก็ต้องขยายเพิ่มไปอีก ถ่ายใต้น้ำก็ต้องมีอุปกรณ์ให้พร้อม ต้องคอยคิดอยู่ตลอดเพราะทุกอย่างตามมาด้วยอุปสรรคทั้งหมดเลยเพราะว่าเราดันพล่ามกันออกมาเอง 

 ตุ๋ย : มีทุกอย่างเท่าที่จะมีได้ (หัวเราะ)

 ตอนนั่งดูก็เพิ่งรู้ว่ามันไม่มีฉากเล็กๆ เลยนี่หว่า แต่ปัญหาที่ต้องเจอมันเป็นเรื่องปกติมากของกองถ่าย ไม่มีกองถ่ายไหนไม่มีปัญหา ปัญหามันมาจากการทำงานเสมออยู่แล้ว จะถ่ายฉากใต้น้ำก็ต้องมานั่งลุ้นว่าน้ำป่ามาถ่ายไม่ได้อีก พอจะถ่ายอีกวัน อ้าว! น้ำแห้งแล้วครับพี่ต้องรอน้ำใหม่

 ถามว่าเครียดไหม เครียด แต่มันเป็นเครียดที่เรารู้ตัวอยู่แล้วด้วย ที่มันทำให้ทุกอย่างดูราบรื่นมันเกิดจากที่ทีมงานทุกคนสนุกกับการแก้ปัญหาที่เจอเสมอ

 ยอร์ช : จำได้ว่าต้องรอดอกทานตะวันบานหมายความว่าสมมุติเราอยากถ่ายซีนนี้ในวันนี้แต่ดอกไม้ยังไม่บานเราก็ ต้องรอมัน

 ตุ๋ย : มันตลกกว่านั้นคือเราไปหาทุ่งดอกไม้อื่นมาแล้วชื่ออะไรไม่รู้เรียกโคตรยากแต่ตากล้องก็ดันอยากได้ คอยบอกเราทุกวันว่ามันสวยมากเลยพี่ แสงอาทิตย์ตกดินสวยมากๆ ทีมงานก็เลยไปดูมาว่าดอกมันจะบานเต็มที่วันไหนวางแผนไว้ดิบดี อาทิตย์ต่อมาทีมงานโทรมาบอกว่า ดอกไม้ไม่มีแล้วครับ เพลี้ยแม่งลง (หัวเราะ)

 ยอร์ช :จำวันที่เขาบอกว่าหาทางออกได้แล้วเพียงแค่รอดอกไม้บานเท่านั้น ทุกคนก็ถามว่ามันจะบานทันจริงหรอแล้วปรากฏมันบานจริง เขาดีใจมากเลยวิ่งลงไปตะโกนว่านี่ไงพี่ๆ มันบานแล้วๆ แล้วรถเขาก็จมลงไปโบร๊ะ… ทุกแล้วทุกคนแม่งยืนขำกันตรงหน้าดอกทานตะวัน

 มีฉากไหนที่ตลกไม่ออก

 ตุ๋ย : โชคดีมากที่เรื่องนี้ไม่ค่อยมี

 ยอร์ช : มี! แต่แค่เกือบๆ เรื่องของ พี่โจ๊ก (กรภพ จันทร์เจริญ) คือซีนใหญ่ขึ้นสลิงปลอดภัยหมดแต่พอแค่ให้ยืนบนบล็อกง่ายๆ ล้มหน้าทิ่ม (หัวเราะ)

 ทำไมทั้งคู่ถึงได้แตะในแง่มุมของ ‘ครอบครัว’ ด้วย

 ยอร์ช : บทหนังเรื่องนี้สองคนอ่านก็รู้สึกไม่เหมือนกัน พี่เท่งอ่านเป็นนิยายเศร้าไม่ได้อ่านเป็นหนังตลกเลยที่ตกลงรับเล่นเพราะว่ามุมพ่อเขามาเต็มมาก เขาเตรียมเล่นฉากสุดท้ายตลอดเวลา พี่เท่งจะมุ่งหน้าสุดท้ายบ่อยมากจนเราต้องคอยแกล้งบอกว่าพี่เท่งช่วยทำหน้าตลกให้ดูหน่อย (หัวเราะ) 

 ตุ๋ย : พอเราเซ็ตตัวละครพ่อลูกมาก็อดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องนี้เป็นแก่นว่า มนุษย์พ่อกับมนุษย์ลูกที่อยู่ด้วยกัน บางทีเราใช้ชีวิตด้วยกัน ผูกพันกันด้วยแต่เราไม่เคยมองเห็นว่าจริงๆ อีกฝ่ายคิดอะไรกับเราอยู่ เขาต้องการให้เรามีความสุขยังไง บางทีอยู่ด้วยกันมานานก็ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจกัน

 อิ่มความสุข

 หนุ่มแว่นผู้แจกรอยยิ้มให้กับวงการเสียงหัวเราะ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับมากกว่ารอยยิ้มแต่เป็นการเล่าชีวิตสู่กันฟัง คอยกระตุ้นใจผู้ชมให้ตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกครั้งว่าต่อไปจะหยิบจับอะไรมาบ้าบอต่อไป

 คิดว่าหนังเรื่องนี้สื่อสารอะไรกับแบบคนดู

 ตุ๋ย :เริ่มต้นคือเราทำหนังตลกก็อยากให้คนหัวเราะแต่ที่ตามมาคือเราอยากให้คนมีความสุข พื้นฐานของเราแค่นี้แหละ

 ส่วนแนวคิดที่อาจจะตามมาทีหลัง ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราสองคนไม่ใช่ประเภทที่นำเสนอเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราไม่เคยอยากทำอย่างนั้นแค่อยากเล่าสู่กันฟังมากกว่า 

 อยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะกดดูใน Netflix

 ยอร์ช : สนุก บ้าพลัง ใช้คำว่ากวนตีนก็อาจจะดุดันไปนะ เปิดดูแค่นาทีแรกก็รู้แล้วว่ามันตั้งใจทำเพื่อสร้างความบันเทิง โดยไม่ได้เคลือบแฝงอย่างอื่นไว้เลย

 ตุ๋ย : อยากให้บันเทิง ถ้าจะดูหนังเพื่อความบันเทิงสักเรื่อง ลองเปิดเรื่องนี้ดูน่าจะช่วยคลายเครียด สร้างความสนุก ความสุข ดูจบก็อย่าลืมกดโป้งให้กันด้วยนะ แล้วก็มีอย่าลืมมีความสุขกันถ้วนหน้าครับ

 ขอคำโปรยของหนังเรื่องนี้ตามฉบับของทั้งคู่หน่อย

 
ตุ๋ย : เราจะยอมเล่นใหญ่แค่ไหนเพื่อคนที่เรารัก เรื่องมันโอเวอร์แอกติงแหละ แต่สุดท้ายแก่นเรื่องมันพูดว่า บางครั้งมนุษย์เราพอเป็นเรื่องของคนที่เรารักแล้วจะยอมไปสุดทางได้โดยที่คนจะหาว่าเราบ้าบอ จะหาว่าเราปัญญาอ่อน แต่เราไม่สนใจตรงนั้นแล้ว เราจะมุ่งไปสู่ว่าฉันจะทำเพื่อเธอ

 ส่วนตัวทั้งคู่เป็นคนเล่นใหญ่ไหม
(หัวเราะ) ถ้าเพื่อครอบครัว เล่นใหญ่แน่นอน

Tags:NetflixTH#artisttalkแก๊งโอเวอร์a day
Share :
Author
อารยา อุตอามาต
Photographer
-
เบื้องหลังงานสร้างแบบลึกถึงราก ระหว่างศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติของ Wonderfruit
Draft Till Doneเบื้องหลังงานสร้างแบบลึกถึงราก ระหว่างศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติของ Wonderfruitนักเขียน : อัญชิสา เรืองโรจน์
ณ ตึกเขียวในตรอกซอยสลัว เราพบร้านหนังสือมือสองกลางเมืองเกาสง Everyman Bookstore
ที่ชอบณ ตึกเขียวในตรอกซอยสลัว เราพบร้านหนังสือมือสองกลางเมืองเกาสง Everyman Bookstoreนักเขียน : วงศกร ลอยมา
รูปที่ถูกทิ้ง ความทรงจำที่หล่นหาย
Photo Storiesรูปที่ถูกทิ้ง ความทรงจำที่หล่นหายนักเขียน : Mok Lachantra