หากลองมาคิดดูดีๆ แล้ว ความสบายใจที่จะเลือกคบใครสักคนเป็นเพื่อน นอกจากความสนใจเดียวกัน เรื่องของ ‘เซนส์ตลก’ ที่ใกล้เคียงกัน ก็เป็นสาเหตุของการเลือกความสัมพันธ์ที่สนิทใกล้ชิดได้
ถึงแม้ว่าหลายคนมองเรื่องของ ‘ความตลก’ ในแง่ของการแสดงออกถึงความสุข แต่ในมุมของจิตวิทยา มันยังเป็นสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกถึงความเป็นพวกเดียวกันได้ด้วย
เพราะตามแนวคิดของทฤษฎี Social Identity Theory มนุษย์สร้างตัวตนจากกลุ่มที่ตัวเองสังกัด เช่น เพื่อน ครอบครัว หรือชุมชน เสียงหัวเราะจึงไม่ใช่แค่ความฮากับเรื่องตลก แต่เป็นสัญญาณทางอารมณ์ที่บ่งบอกได้ว่า
‘ฉันเข้าใจเธอ และเราเป็นพวกเดียวกัน’
เส้นของความตลกจึงเป็นตัวเผยให้เห็นระดับของความเข้าใจ และความเป็นตัวตนที่ตรงกันอย่างลึกซึ้ง เมื่อเรากับใครสักคนฮาในเรื่องเดียวกัน สมองจะตีความว่าเรามีความเข้าใจร่วมกัน จึงเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานของมิตรภาพนั่นเอง
ถึงตรงนี้ มีใบหน้าของเพื่อนสักคนโผล่ขึ้นมาหรือยัง?
หากมี ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่คุณมีคู่หูคู่ฮาอยู่ในชีวิต งั้นมาลองดูกันว่า ในเชิงจิตวิทยา ทำไมการมีเพื่อนที่ขำในเรื่องเดียวกันจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ความฮา: มุมมองที่ใกล้เคียงกัน

ความฮาที่เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มันมาจากการมองโลกในมุมที่ใกล้เคียงกัน เพราะสิ่งที่เรามองว่าตลก มักสะท้อนระบบคุณค่า ค่านิยม และรูปแบบความคิดของเรา เช่น คนที่ชอบอารมณ์ขันแบบประชด อาจใช้มุกตลกเพื่อรับมือกับความเครียด ขณะที่คนที่ชอบมุกเบาๆ อาจมองชีวิตในมุมผ่อนคลายกว่า หรือหากใครชอบตลกเจ็บตัว ก็อาจมองชีวิตในมุมอารมณ์ที่เข้มข้น ดังนั้นหากใครสักคนขำในมุกเดียวกับเรา ก็หมายถึงเรามีมุมมองและความรู้สึกต่อโลกในทิศทางเดียวกัน
ความฮา: คลื่นที่จูนตรงกัน

การขำร่วมกันในเวลาเดียวกัน สร้างการเชื่อมโยงทางสมอง เพราะเมื่อคนสองคนหัวเราะในเวลาเดียวกัน ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข เช่น เอนดอร์ฟิน ที่ลดความเครียด เพิ่มความผ่อนคลาย หรือออกซิโทซิน ที่สร้างความรู้สึกไว้ใจ การหัวเราะร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การแบ่งปันอารมณ์ แต่คือกระบวนการที่สมองถูกจูนในคลื่นเดียวกัน เสมือนสมองกำลังบอกว่าอีกฝ่ายปลอดภัยและอยู่ด้วยอย่างสบายใจได้
ความฮา: สร้างวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม

อ้างอิงจากทฤษฎีที่กล่าวไปตอนต้นอย่าง Social Identity Theory ที่มนุษย์สร้างอัตลักษณ์ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สามารถใช้บ่งบอกความเป็นกลุ่มเดียวกันได้ ก็คือความฮาที่เราขำร่วมกัน เช่น กลุ่มเพื่อนที่ชอบดูตลกรายการเดียวกัน ก็จะสร้างวัฒนธรรมเล็กๆ ของตัวเอง หรือมุกล็อกบางอย่างที่เข้าใจกันแค่เฉพาะในกลุ่ม ความฮาในเรื่องเดียวกัน จึงเปรียบเสมือน ‘สัญลักษณ์’ ของความผูกพันเฉพาะกลุ่ม ที่เสริมความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือสร้างความผูกพันและความเข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องพูดเลยก็ได้
ความฮา: สร้างพื้นปลอดภัยให้ความเป็นตัวเอง

หากลองสังเกตดีๆ เวลาเจอเพื่อนที่ฮาในมุกเดียวกัน สมองเราจะรับรู้ได้ว่า ‘ไอ้นี่เข้าใจเรา’ ซึ่งช่วย ‘ลด’ ระดับความกังวลทางสังคม และทำให้เรา ‘กล้า’ เป็นตัวของตัวเอง หรือ ‘บ้าบอ’ ได้มากขึ้น ซึ่งในเชิงจิตวิทยา มันคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ที่เราสามารถพูดผิด พูดเล่น หรือแชร์ความคิดได้โดยไม่ต้องกลัวถูกตัดสิน เพราะเรามั่นใจได้ว่าอีกฝ่ายจะฮาไปกับเรา ไม่ใช่มาฮาสิ่งที่เราเป็นหรือคิด
ความฮา: ความทรงจำ

ในทุกครั้งที่เราฮากับใคร สมองจะบันทึกไว้ว่าเป็นเหตุการณ์ของอารมณ์เชิงบวก ที่เมื่อเวลาผ่านไป การกลับมาตบมุกเดิมนั้น สมองก็จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีและได้หัวเราะเหมือนตอนนั้นอีกครั้ง ดังนั้นมุกล็อกเฉพาะกลุ่ม หรือมุกเฉพาะตัวที่มีแค่เรากับเพื่อนที่เข้าใจ ไม่ใช่แค่เสียงหัวเราะที่แชร์ร่วมกัน แต่เป็นเหมือนกาวทางอารมณ์ที่คอยยึดความสัมพันธ์เอาไว้ด้วย
แต่แม้จะฟังดูง่าย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะฮาในเรื่องเดียวกับเรา เพราะการเข้าใจเรื่องตลกบางอย่างต้องใช้กรอบคิดเดียวกัน เพื่อนบางคนที่ไม่ได้มีเซนส์ความฮาแบบเดียวกันกับเราก็แปลว่ามุมมองต่อโลก ค่านิยม หรือประสบการณ์ชีวิตของเขาอาจแตกต่างจากเรา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แค่ ‘เส้นของความขำ’ อยู่คนละเส้นเท่านั้น
หากมีใครบางคนที่หัวเราะกับเราเสมอในทุกเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องปัญญาอ่อนแค่ไหนก็ตาม จับมือกอดคอกันให้แน่นๆ มองหน้าเขาด้วยแววตาลึกซึ้ง แล้วบอกไปว่า ‘กูฮาหน้ามึงว่ะ’





