Sandman, please, grant me my dreams, make them come true. แซนด์แมน, ได้โปรดนำพาฝันของหนูไปและช่วยให้มันเป็นจริง

ในรุ่งอรุณเมื่อแสงอาทิตย์จุ๊บเปลือกตา เด็กตัวน้อยจะค่อยๆ ลืมเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น ทั้งมีผงแห้งเกาะกรังอยู่ที่หางตาราวว่าเมื่อคืนเขาผลุบหายไปยังโลกอื่น

“อรุณสวัสดิ์เจ้าตัวน้อย เมื่อคืนฝันดีหรือเปล่า”

แล้วท่านผู้ปกครองทั้งหลายก็จะขยำมือคุยกับใบหน้าเล็กจ้อยที่ยังไม่เติบโตดี

ใครก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขาหายไปที่ไหนมา

แต่ฉันล่วงรู้ 

Sandman, please, I call unto you.

Grant me my dreams, make them come true.

แซนด์แมน, หนูเรียกหาท่าน 

ได้โปรดนำพาฝันของหนูไปและช่วยให้มันเป็นจริง

การกล่อมเด็กให้หลับเป็นเรื่องยากลำบาก ยิ่งกับเด็กทารกหรือเด็กอายุน้อย พวกเขามีพลังเหลือเฟือเสมอจนทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เหนื่อยล้าไปเสียก่อน แล้วจะทำอย่างไรให้เด็กยอมหลับตาลง ก็ต้องร้องเพลงขับกล่อม เล่านิทานประเภทนิทานอีสป นิทานอันว่าด้วยเจ้าหญิงเจ้าชายใช่ไหม

แต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกเขาเคยขานชื่อฉัน ‘แซนด์แมน’ อยู่ในบทหนึ่งของเรื่องด้วยนะ ตัวละครที่จะนำความสงบมาแก่เจ้าตัวน้อย และจูงมือพวกเขาเข้าสู่อาณาจักรแห่งนิทรา ไม่แน่นะ หากเธอหลับตาลงอีกครั้งในคืนนี้ อาจรู้สึกถึงผงทรายที่ปลิวแตะรอบดวงตา อาจรู้สึกถึงแสงสว่างสีทองขณะอ้าปากง่วงหงาว

ผู้คนมักคิดว่าฉันเป็นเหมือนซานตาคลอส จะเรียกกันอย่างนั้นก็เป็นเกียรติอย่างสูง แต่ฉันเป็นซานตาคลอสที่มอบให้เพียงความฝันเท่านั้น ไม่มีของขวัญอื่นใด อีกอย่างหนึ่งที่ควรรู้ไว้ ฉันมีด้านมืดเหมือนซานตาคลอสที่ชอบแอบดูพฤติกรรมเด็กดื้อ แล้วเด็กเหล่านั้นจะไม่ได้รับฝันดีเป็นของขวัญ แต่จะได้ขี้เถ้ายัดไว้ในกำมือจนดำเมี่ยม! แล้วเธอเป็นเด็กดีหรือเด็กดื้อเหรอ ค่อยให้คำตอบกันก็ได้ ยังมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยก่อนที่พลุข้ามปีจะถูกจุด ขอเตือนว่าอย่าลวงหลอกกัน 

เรื่องของฉันมันเก่าแก่เกินกว่าจะบอกต้นตอที่แท้จริงได้เหมือนซานตาคลอสอยู่นะ มันเป็นเรื่องเล่าปากต่อปาก การกำเนิดของฉันจึงเหมือนฝุ่นที่ลอยไปทุกที่อย่างไม่มีใครจับต้องได้ ไม่อาจระบุว่าฉันเกิดที่เดนมาร์ก เยอรมนี หรือที่ไหน เพราะผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกก็มักจะสร้างตัวละครหวานชื่นสำหรับเด็กๆ อยู่แล้วนี่จริงไหม

ครั้งแรกที่ฉันถูกบันทึกอยู่ในพจนานุกรมเยอรมันศตวรรษที่ 18 เป็นนายแซนด์แมนในรูปร่างทรายสีทองอันน่ารักน่าชัง น่าคว้าไว้กอดแทนหมอนข้าง จนกระทั่ง ‘E.T.A. Hoffmann’ เขียน ‘Der Sandmann’ ขึ้นมา แล้วมันก็ทำให้นายแซนด์แมนพลิกฝั่งเป็นอีกเวอร์ชันที่น่ากลัวเอาเรื่อง

ในเรื่องนั้นฉันคือสิ่งมีชีวิตที่ปาก้อนทรายใส่เด็กที่ไม่ยอมนอนจนดวงตาของพวกเขาหลุดออกจากเบ้า! แล้วฉันก็จะเก็บลูกตาใสนั้นใส่ถุงกระสอบก่อนเดินทางกลับไปยังเสี้ยวหนึ่งของพระจันทร์ ลูกๆ ของฉันจะได้อาหารอันโอชะไปอีกมื้อ

อย่าตกใจไปเลย เพราะ Hoffmann ไม่ได้เขียนเรื่องของฉันให้เด็กอ่าน มันถูกออกแบบมาเป็นนิทานมืดเพื่อให้ผู้ใหญ่อ่าน 

If Dreams Disappear, Then So Will Humanity.

เมื่อฝันดับสูญ ความเป็นมนุษย์จะเลือนหาย

แต่แล้วในปี 1841 ฉันก็กลายเป็นนายแซนด์แมนผู้อ่อนละมุนขึ้น หลังจาก ‘ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน’ ร้องหาฉันในหน้าหนังสือ แม้เขาจะไม่ได้เรียกฉันว่าแซนด์แมนโดยตรง และเลือกใช้ชื่อแทนเป็น ‘โอเล ลูโกเย’ แต่เกือบทุกภาษาที่ถูกแปลจากถ้อยความของเขา คนก็จดจำว่าเขากำลังพูดถึงแซนด์แมนอยู่ดีอย่างหนีไม่พ้น ฉันดูโด่งดังเหมือนเซเลบขึ้นมาหน่อยๆ หรือยัง

ในเรื่องฉันจะสวมชุดนอนผ้าแพร นำร่มสีสดใสไปเยี่ยมบรรดาเด็กหัวใสทุกคืนเลย แล้วก็ไม่ได้สาดทรายใส่ดวงตาเด็กนะ ฉันสาดน้ำนม! ใช่! แอนเดอร์เซนนี่ช่างเป็นผู้มีจินตนาการล้ำเลิศเสียจริง อยากรู้ไหมว่าเขาเขียนถึงฉันว่าอะไร 

“ไม่มีใครในโลกรู้เรื่องเล่ามากมายเทียบเท่าชายลึกลับนาม ‘โอเล ลูโกเย’ ทั้งไม่มีใครอาจเล่าเรื่องได้ไพเราะเพราะพริ้งมากเทียมเขา 

“ขณะที่สมาชิกในบ้านทั้งหลังกำลังนั่งทานมื้อเย็นอย่างสุขสันต์ เขาจะแอบขึ้นบันได ลัดเลาะไปตามทาง ย่างกรายไปพร้อมกับถุงเท้าไหมพรมที่ห่อหุ้มทั้งสิบนิ้วอยู่ แล้วสอดส่องหาห้องนอนก่อนจะบิดลูกบิดประตูเข้าไปซ่อนตัวโดยไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่แอะ 

“เมื่อเด็กๆ อิ่มท้องพร้อมปิดโคมไฟที่หัวนอน เขาจะโปรยผงวิเศษที่กำไว้ในมือลงที่เปลือกตาของเด็ก ต่อให้พวกเขาลืมตาตื่นก็ไม่อาจมองเห็นลูโกเยได้ แล้วลูโกเยก็จะย่องไปข้างเตียง เป่าลมเบาๆ ออกจากปากไปยังต้นคอของเด็กน้อย จนหมอนอ่อนยวบลงด้วยหัวหนักอึ้ง แต่ไม่ต้องกังวลไป ลูโกเยไม่ได้คิดอยากทำร้ายใคร เขารักเด็กๆ มากเสียด้วยซ้ำ รักจนอยากให้พวกเขาพบแต่ความสงบเงียบเพื่อจะได้เล่านิทานอันงดงามให้ฟัง

“หลังจากเด็กๆ หลับสนิท ลูโกเยจะนั่งลงบนเตียงของพวกเขา หยิบร่มทั้งสองคันจากใต้แขนที่เหน็บไว้ คันแรกนั้นมีรูปภาพที่เด็กๆ อธิษฐานว่าอยากพบเห็น แต่เขาจะกางให้เฉพาะเด็กดีเท่านั้น และตลอดคืนเด็กดีจะฝันถึงเรื่องหวานหอมของเขา ส่วนร่วมอีกคันนั้นไร้รูปภาพ ลูโกเยจะมอบมันให้แก่เด็กดื้อเพื่อให้เขาหลับสนิทเหมือนผู้ไร้ความฝัน”

ลูโกเยคือฉันเอง! ‘แซนด์แมน’ ชายที่ร่างกายถูกสร้างขึ้นจากทรายสีทอง จุดจบของเธอมีเพียงสิ่งเดียว คือการหลับตาลง และยอมให้ฉันนำทางเธอไป

แต่อีกหนึ่งเฉลยที่น่าประหลาดใจที่สุด แอนเดอร์เซนสร้างให้ฉันมีพี่ชาย และเขามีอุปนิสัยตรงกันข้ามกับฉันทุกประการ แม้เขาจะย่องไปหาเด็กๆ ทุกคืน จุ๊ๆๆ! แต่เขาจะไปหาเพราะจงใจอยากมอบฝันสุดสลดให้ 

ก็ใช่ว่าเรื่องเติมแต่งทั้งหมดจะถูกสร้างมาเพื่อขู่เด็กดื้อนะ บางทีพวกผู้ใหญ่คงอยากให้เด็กๆ รู้จักความยากลำบากของชีวิตมากกว่า 

เธอรู้ใช่ไหม ไม่มีใครนอนฝันดีได้ตลอดไปโดยไม่ฝันร้ายหรอก 

นี่อาจเป็นเหตุผลที่แอนเดอร์เซนสร้างพี่ชายขั้วตรงข้ามฉันถูกสร้างขึ้นมา และมันเป็นเรื่องที่ออกจะดีอยู่นะ ลองฟังดูก่อนเดี๋ยวจะพยักหน้าเข้าใจฝันร้ายเอง ลืมบอกไปเลย พี่ชายของฉันชื่อ ‘มอร์เฟียส’ 

Everything Changes, But Nothing Is Truly Lost.

อันทุกสิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนไปแต่ไม่มีสิ่งใดสูญหายไปอย่างแท้จริง

คนมากมายมักถามว่าทำไมมอร์เฟียสต้องสร้างฝันร้ายด้วย ทำไมเขาไม่สร้างแต่ฝันหวานให้แก่เรา ฉันฟังแล้วก็อดยิ้มแทนเขาไม่ได้ นั่นไม่ใช่ความจริงหรอก มอร์เฟียสไม่ได้กำเนิดมาเพื่อให้แต่ความฝันสวยงามก็ถูก แต่ถูกครึ่งหนึ่ง เพราะเขาคือผู้ปกครองทั้งดินแดนแห่งฝันดีและฝันร้าย 

รู้ไหม เขาก็รักฝันร้ายของตัวเองไม่น้อยไปกว่าฝันดีเลยนะ เพราะมันสอนให้เขาเผชิญหน้ากับความกลัว ทำให้รู้ว่าภายในใจมีเสียงกระซิกอยู่ เขาไม่ได้สร้างฝันร้ายขึ้นมาเพื่อทำร้ายใคร แต่เพื่อให้ผู้คนรู้จักเงี่ยฟังตัวเองมากขึ้นต่างหาก

ฝันร้ายก็สำคัญไม่ต่างจากฝันดี มันสอนให้เธอรู้ว่าตัวเองกลัวอะไร มันแสดงให้เธอเห็นความกลัวของตัวเอง แล้วก็ช่วยให้เผชิญหน้ากับมันได้ ทั้งยังทำให้เห็นคุณค่าสิ่งที่กำลังมีอยู่ เพราะเมื่อเธอตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย โลกความจริงก็ไม่ได้ร้ายอย่างนั้น เธอยังคงได้นั่งซุกตัวลงท่ามกลางคนที่รักและบ้านหลังน้อยอันอบอุ่น บางครั้งฝันดีอาจโหดร้ายกว่าฝันร้ายเสียอีก เธออาจฝันถึงสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ทั้งคงไม่มีวันได้มันกลับคืนมา 

แม้ฝันร้ายจะน่ากลัวเพียงใด แต่พวกมันไม่ได้มาแบบไร้เหตุผล มันเป็นภาพสะท้อนอารมณ์ที่ปนเปกัน เป็นกระจกสะท้อนความวิตกกังวลที่ลึกที่สุดให้แก่ตัวเธอเอง เป็นหน้าต่างสู่ความคิดและความรู้สึกภายใน เป็นวิธีเรียบง่ายให้จิตใจกล้าประจันหน้ากับสิ่งที่เธอกลัวเกินกว่าจะยอมรับเมื่อต้องลืมตาตื่น 

อาจมีใครที่ฝันร้ายซ้ำๆ เช่นฝันว่ามีคนไม่คุ้นหน้ากำลังวิ่งไล่ ไม่ว่าเราจะวิ่งเร็วแค่ไหน พยายามหนีแค่ไหนก็ไม่อาจพ้น เขาจะตามติดเหมือนเมฆดำที่ลอยอยู่เหนือหัว ฝันนั้นจะทำให้รู้สึกอ่อนแอ เปราะบาง ความกลัวเข้าครอบงำจนตื่นขึ้นทั้งเหงื่อโชกหลัง ทั้งหมดบ่งบอกถึงความกลัวที่จะล้มเหลว คนที่ไล่ตามก็คือตัวเราเอง แต่เป็นตัวเราอีกด้านที่ไม่มั่นใจจะวิ่งไปคนเดียวจึงต้องพยายามไล่ให้ทันคนอื่น 

หรือบางคนอาจฝันว่าตัวเองตกลงไปในเหวมืด ร่างกายลอยอยู่กลางอากาศที่ไม่มีพื้นดิน ไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน ราวกำลังดิ่งลงสู่โชคชะตาที่ไม่อาจเดาทางได้เลย ฝันนั้นทำให้เรารู้สึกว่ากำลังหลงทางโดยควบคุมอะไรไม่ได้ จิตใจระส่ำระส่ายเพราะกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต รู้ไหม เมื่อเราตื่นขึ้น เราควรตระหนักถึงฝันร้ายคืนก่อนให้มากไว้ มันกำลังบอกให้เราโอบกอดความเปลี่ยนแปลงทั้งปวงที่เข้ามา จงปล่อยวาง อย่าควบคุมสิ่งใด และจงวางใจในทางเดินข้างหน้าที่รออยู่ 

Never trust the storyteller. Only trust the story.

อย่าไว้ใจผู้เล่าเรื่องแต่จงวางใจในเรื่องเล่า

ทั้งฉัน ‘แซนด์แมน’ และ ‘มอร์เฟียส’ ต่างก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อให้ผู้คนได้มีความฝัน เธอเองก็รู้ใช่ไหมว่าการมีฝันมันทำให้ชีวิตมีกลิ่นหอมเหมือนลูกกวาดขนาดไหน สิ่งที่ฉันบอกอาจย้อนแย้งกับคำพูดของคุณหมอหรือใครต่อใครที่หวังให้เธอหลับอย่างไม่ฝัน สำหรับผู้สร้างฝันอย่างฉันแล้ว ทุกครั้งที่เธอได้ฝัน ฉันก็หวังให้เธอเข้าใจมัน ซื่อตรงกับมัน เพราะฉันเองก็ไม่อาจนำม้ายูนิคอร์นสีรุ้งมาให้เธอได้ทุกคืนหรอก ต้องแบ่งไปให้เด็กคนอื่นด้วย หากค่ำคืนนั้นเธอจะฝันร้ายเพราะมอร์เฟียสก็ไม่แปลกอะไร ฉันกับเขาต่างก็ต้องแบ่งภารกิจกัน

ความฝันมีคุณค่าและความหมายมากนะ

ความฝันนำเรื่องราวและปัญหาชีวิตออกมาให้เราได้เห็นอย่างไม่ปรานี มันไม่สนใจหรอกว่าเราอยากจะเห็นสิ่งนั้นหรือเปล่า ไม่ถามด้วยซ้ำว่าอยากให้พวกมันขึ้นโชว์ในคืนนี้ไหม แถมยังเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจ สร้างความประหลาดใจ คอยสอดแทรกสัญลักษณ์ใหม่เข้ามาเพื่อให้เราได้เห็นตัวเองในมุมใหม่ เข้าใจตัวเองอย่างที่ไม่เคยกล้าสารภาพหรือพูดออกมาหน้ากระจก

ความฝันไม่หลีกเลี่ยงความมืดมนที่สุดหรือความสว่างสดใสที่สุดในเรื่องราวบนโลกความจริงของเรา พวกมันหยิบฉวยออกมาตามที่อยากจะหยิบ 

เมื่อเธอเริ่มเข้าใจความฝันของตัวเองแล้ว เธอจะรู้ว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอยู่แบบเดียว หลายครั้งมันเป็นวิธีที่เธอไม่คาดคิดมาก่อนด้วยซ้ำ เช่นตอนที่ฝันว่ามีคนเอามีดมาจ่อคอ แล้วเธอก็รำฉุยฉายใส่จนเขาวิ่งหนีไปโดยที่เธอไม่ต้องใช้กำลังอะไรเลย ในชีวิตจริงเธออาจทำแบบนั้นแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้

และเมื่อเธอฝันว่ามีคนเอามีดมาจ่อคอใหม่อีกครั้ง เธอก็อาจคิดหาวิธีใหม่ในการปกป้องตัวเอง เพราะรู้แล้วว่าวิธีการเก่าใช้ไม่ได้ เห็นไหม ความฝันทำให้เราเป็นนักแก้ปัญหาที่เก่งขึ้นนะ 

นักประดิษฐ์ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็ได้รับแรงบันดาลใจจากความฝันเหมือนกัน พวกเขานำเรื่องในจินตนาการยามกลางคืนออกมาทำให้มันเป็นจริง แม้ความฝันจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันก็ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของเราเบ่งบานขึ้นได้ 

สาธยายมาเรื่อยเปื่อยจนใกล้ฤกษ์คืนคริสต์มาสแล้วซี

ว่าแต่ฉันจะสนใจทำไมในเมื่อฉันไม่ใช่ซานตาคลอสสักหน่อย แซนด์แมนผู้สร้างฝันอย่างฉันต้องทำงานทุกคืนวันอยู่แล้ว เว้นก็แต่คืนนี้ฉันอาจไม่ว่างจนต้องพึ่งพามอร์เฟียสแทน

หนูน้อย เธอพร้อมจะเผชิญหน้ากับฝันร้ายขึ้นมาบ้างหรือเปล่า เพราะถ้าคำตอบคือไม่ ฉันก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี พูดเล่นนะอย่าเพิ่งโกรธกัน 

ก่อนนอนก็กุมมืออธิษฐานดูหน่อย “Sandman, please, I call unto you. Grant me my dreams, make them come true.” แซนด์แมน, หนูเรียกหาท่าน ได้โปรดนำพาฝันของหนูไปและช่วยให้มันเป็นจริง 

ฉันได้ยินแล้ว กำลังจะโปรยทรายสีทองลงบนเปลือกตาแล้วนะ 

ราตรีสวัสดิ์หนูน้อย 

AUTHOR

ILLUSTRATOR

พิแน

นักวาดอิสระที่ชอบออกเดินทาง ฟังเรื่องเล่า และบันทึกผ่านภาพวาดในสมุดเล่มเล็ก