การเดินทางจากพื้นดินสู่ผาสูงของ ‘จี – จักรพันธ์ ศรีสุวรรณ’ กับความหวังวงการปีนหน้าผาไทย

“Climbing” 

“On belay”

ปลายนิ้วมือเกาะบนหินแข็งกระด้าง น้ำหนักทั้งร่างกายถูกกดลงบนนิ้วโป้งเท้า ในท่าเดียวกับนักเต้นบัลเลต์ จิกอยู่บนรอยแตกที่พร้อมจะลื่นได้ตลอดเวลา จากนั้นใช้แรงทั้งหมดพุ่งตัวขึ้นไปและใช้อีกมือตบเข้าไปในร่องหลืบที่ปรากฏอยู่ทั่วหน้าผา บ้างก็แหลมคม ไม่ต่างจากใบมีด 

หากการปีนหน้าผาเอาต์ดอร์เป็นเพียงกิจกรรมสัมผัสธรรมชาติอย่างหนึ่ง เราคงไม่สนใจอะไรมาก แต่เมื่อกลายเป็นวิถีชีวิตของคนหนึ่งที่ยอมแลกทุกอย่างทั้งแรงกายแรงใจเพื่อให้ตัวเองได้ทำสิ่งนี้ตลอดกว่า 20 ปี จึงเป็นเรื่องที่ชวนสงสัยว่า ‘การปีนหน้าผามีดีอะไร’  

ในวงการปีนหน้าผาไทย ชื่อของ ‘จี – จักรพันธ์ ศรีสุวรรณ’ มักจะถูกพูดถึงในฐานะนักปีนยุคบุกเบิกที่อยู่มานาน เขาคือผู้ก่อตั้ง 1st Pitch Thailand ศูนย์ฝึกอบรมการปีนหน้าผา ตั้งอยู่ที่เขาจีนแล จังหวัดลพบุรี นอกจากนี้เขายังทำงานร่วมกับสมาคม TCDA (Thailand Climbing Development Association) ผลักดันการพัฒนาเส้นทางปีนและมาตรฐานความปลอดภัยในวงการปีนหน้าผาไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับเหตุผล เขาบอกว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าอยากให้กีฬาปีนหน้าผาเป็นที่ยอมรับของภาครัฐเสียที 

เราชวนจีมาพูดคุยถึงการเดินทางที่ผ่านมา ครอบคลุมไปถึงความฝันและความหวังของวงการปีนหน้าผาในประเทศนี้ บทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 

เพราะแม้ว่าวงการนี้จะปีนสูงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่จุดหมายต่อไปอยู่สูงกว่า 

1
From Gym to Rock

อย่างที่เกริ่นไปว่าจุดเริ่มต้นของผู้เขียนเกิดจากความสงสัย จากข้อมูลที่ถามไถ่นักปีนหลายคน รวมถึงสิ่งที่เจอในอินเทอร์เน็ต เราได้ทดชุดคำถามไว้ในสมุด หลายอย่างเป็นข้อสังเกตและหลายอย่างเป็นประเด็นคำถามที่เราอยากหาคำตอบ

เพราะอะไร–ทำให้ผู้คนหลงใหลในการออกไปปีนหน้าผามากขนาดนี้

เพราะอะไร–ทำให้มีนักปีนจากทั่วโลกเดินทางมาปีนหน้าผาไทยมากขึ้นทุกปี

เพราะอะไร–ทำให้การปีนหน้าผาในไทยไม่ได้ขยายกว้างเหมือนต่างประเทศ

และหากจะต้องเป็นใครสักคนที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีก็คงเป็นคำตอบจากเด็กหนุ่มที่เติบโตต่างจังหวัดในวันที่กีฬาหลายอย่างเข้าไม่ถึง แต่ปัจจุบันในวัย 37 ปี ได้มาใช้ชีวิตทำงานและเดินทางปีนผาทั่วโลกอย่างที่นักปีนหลายคนใฝ่ฝัน อะไรคือเรื่องราวระหว่างทางเหล่านั้น

การสัมภาษณ์ระหว่างเรากับจีจึงเกิดขึ้นบนหน้าผาสูงของเขาจีนแล จังหวัดลพบุรี

คุณเริ่มปีนหน้าผาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใกล้ๆ บ้านก็จะมีรีสอร์ต มีกิจกรรมแอดเวนเจอร์ มีหน้าผาจำลอง ตอนผมอายุ 15 ก็ไปทำงานเป็นพาร์ตไทม์ร้านอาหารที่นั่น ถ้ามีเวลาว่างก็จะไปฝึกปีน รู้สึกว่าสนุกดี เหมือนเราได้ใช้พลัง ได้ใช้สมาธิ ได้ออกกำลังกาย นั่นคือจุดเริ่มต้นเลยที่ทำให้ผมรู้ว่าการปีนหน้าผาคือกีฬาอย่างหนึ่ง

ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว กีฬาปีนหน้าผาถือว่ายังใหม่มากเหมือนกันนะ ตอนนั้นคุณฝึกยังไง

ด้วยความเป็นเด็กต่างจังหวัดก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก ตอนนั้นก็ดูยูทูบฝึกด้วยตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น ไม่ได้มั่นใจว่าสิ่งที่เราทำตามมันถูกรึเปล่า เราเองก็ไม่ได้มีโค้ช ปีนหน้าผาในไทยยังเป็นกีฬาที่ใหม่มาก ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์การกีฬาก็ไม่รู้เลยว่าตรงไหนคือดีที่สุด ตอนนั้นรู้ว่าถ้าใครปีนได้ถึงเกรด 8A คนนั้นคือพระเจ้าแล้ว

แต่เราโชคดีที่ได้มารู้จักกับพี่นที เรืองสะอาด เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการปีนผาในไทย และได้แนะนำกีฬาแข่งขันปีนหน้าผาในกรุงเทพ ทำให้เรามีโอกาสได้ไปแข่ง ชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่สุดท้ายก็ได้แค่ปีนหน้าผาจำลอง ยังไม่ได้มีโอกาสปีนหน้าผาจริง

แล้วได้ปีนหน้าผาจริงครั้งแรกตอนไหน

ช่วงมหาวิทยาลัยเพราะได้ไปฝึกงานอยู่ที่บริษัท Chiang Mai Rock Climbing Adventures ตอนนั้นเราได้ปีนหน้าผาจริง ชื่อว่า Crazy Horse Buttress ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ รู้สึกว่านี่แหละใช่! การปีนหน้าผาเอาต์ดอร์ทำให้เราได้อยู่กับธรรมชาติ มันมีความเงียบสงบ และได้เดินทางไปที่ใหม่ๆ หลากหลายประเทศ

หลังจากปีนไปสักพักก็รู้สึกว่าอยากทำเป็นอาชีพ ซึ่งที่ต่างประเทศการจะเป็นครูฝึกสอนปีนหน้าผาได้ ก็ต้องไปเรียนเพื่อให้มีใบรับรอง ตอนนั้นเราก็เริ่มเห็นพวกรุ่นพี่ไกด์ไปเรียนกับอาจารย์จากต่างประเทศที่มาแลกเปลี่ยนในไทย เราก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้น หลังจากฝึกงานจบก็ตัดสินใจที่จะไปเรียนเป็นไกค์ปีนหน้าผาอาชีพ ไปสอบที่ต่างประเทศ ในระหว่างที่อยู่ในคอร์สต่างประเทศ เราก็เป็นนักปีนไปด้วย ได้ท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ปีน

2

Why We Climb

“ปีนขึ้นไปทำอะไร”

“ทำร้ายตัวเองทำไม”

“ไม่กลัวตายเหรอ”

นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งในหลายเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปีนหน้าผา จีสารภาพว่าหลายครั้งก็ตัดบทด้วยการตอบว่าเป็นกีฬาที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น เพราะถ้าว่ากันตามจริง กีฬาจะอันตรายก็ต่อเมื่อคุณไม่มีความรู้ และชีวิตทุกคนก็ล้วนต้องเสี่ยงทั้งนั้น ต่อให้คุณไม่ทำอะไรเลย 

คิดว่าการปีนหน้าผาในไทยยังมีกรอบอะไรบ้าง

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าปีนหน้าผาคืออะไร 

เวลาคนมาถามว่าปีนขึ้นไปทำอะไร ความรู้สึกคงเหมือนกับมีคนมาถามคุณว่าไปวิ่ง ไปเตะบอล ไปตีกอล์ฟทำไม พอตอบไปว่าการปีนหน้าผาเป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งนะ มันเท่นะ เขาก็จะรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น รู้สึกว่ากีฬานี้มันอันตรายอยู่ดี แต่ความจริงแล้วมันจะอันตรายก็ต่อเมื่อคุณไม่มีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็ตาม 

ในชีวิตเคยเจอคนสอนด้วยวิธีที่ผิดแล้วเกิดอุบัติเหตุบ้างไหม  

เยอะเลย น่าจะเจอได้แทบทุกวันทั้งในยิมและข้างนอก ถ้าเราเห็นว่าอาจจะอันตรายถึงชีวิตเขา เราจะเข้าไปบอก ซึ่งก็มีทั้งคนที่เขารับฟังและไม่รับฟัง จริงๆ การสอนเพื่อนมันไม่ผิดนะ แต่สอนไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบชีวิตคนที่คุณสอนด้วย ถ้าผิดพลาดอะไรขึ้นมา คนสอนเองก็น่าจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต 

1st Pitch Thailand เกิดขึ้นมาด้วยความคิดแบบไหน

เรามองว่าการที่จะเริ่มปีนเอาต์ดอร์ไม่ใช่มีแค่อุปกรณ์แล้วจะไปปีนได้ แต่ต้องมีความรู้ในเรื่องความปลอดภัยด้วย ซึ่งในไทยคนที่ให้ความรู้ยังน้อยอยู่ 1st Pitch Thailand จึงเน้นสอนเรื่องความปลอดภัย ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นที่ต้องการออกมาปีนข้างนอกว่าคุณต้องรู้และมีพื้นฐานอะไรบ้าง ส่วนผู้ที่ต้องการเรียนในระดับแอดวานซ์ ต้องการความท้าทายมากขึ้นก็จะเป็น Multi-Pitch (การปีนหน้าผาแบบหลายช่วง) สอนการทำระบบเชือกเพื่อความปลอดภัยและสามารถขึ้นไปถึงยอดได้

เราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการปีนปลอดภัยมันไม่ได้ดีแค่กับตัวเอง แต่มันดีกับคนอื่นด้วย คุณไม่ต้องมาเรียนกับเราก็ได้ ขอแค่ไปเรียนกับคนที่มีความรู้และปลอดภัยจริงๆ เพราะว่ามันคือชีวิตของคนๆ หนึ่ง 

ปีนมานาน ใครต่อใครต่างมองว่าคุณเก่ง จริงๆ มีความกลัวบ้างไหม

ผมมีความกลัวอยู่ตลอดนะ แต่ความกลัวมันก็เป็นข้อดี เพราะทำให้เราต้องระวังมากขึ้น ถ้ามองในเรื่องอุบัติเหตุ กลัวว่าจะบาดเจ็บก่อน กลัวว่าจะปีนไม่จบ การระวังตัวก็ช่วยให้เราอยู่ได้มาจนถึงตอนนี้ เพราะเรามีความกลัวนั่นแหละ

ในแง่ของอีโก้ล่ะ เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบหรือกลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่าบ้างไหม

ส่วนตัวผมไม่เป็นนะ การที่เห็นคนเก่งกว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เราอยากเป็นแบบเขา 

เวลาที่เราเห็นคนปีนได้เพราะเขาพยายามมาตลอด เราก็จะรู้สึกยินดีกับเขา ความกลัวว่าเขาจะปีนเก่งกว่าไหมไม่เคยมีอยู่ในความคิดผมเลย 

แต่ถามว่ามีคนแบบนั้นไหม ก็มีเยอะนะ ส่วนตัวผมมองว่าถ้ามีอีโก้แล้วเอาตัวเองไปเปรียบเทียบแบบนั้น ผมก็คงอยู่ได้ไม่นาน ผมคงเลิกปีนไปนานแล้ว เพราะว่ากลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่า กลัวว่าจะสู้ไม่ได้ ถ้าต้องกลัวอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ผมก็คงกลัวทุกคนแล้วล่ะ 

อาจจะคิดว่าไม่สอนแล้วดีกว่า

ใช่! (หัวเราะ) อาจจะกลายเป็นว่าไม่สอนแล้ว ไม่แชร์แล้ว กูไม่ต้องบอกอะไรแล้วก็ได้ เดี๋ยวแม่งเก่งกว่า

คิดว่าสกิลอะไรที่สำคัญที่สุดในการปีนหน้าผา

การปีนหน้าผาต้องใช้ความพยายามสูง บางทีต้องพยายามเป็นร้อยครั้งนะกว่าจะปีนไปถึงจุดที่ต้องการหรือที่เรียกว่า Sending หมายถึงการปีนเส้นทางหนึ่งจนถึงจุดสูงสุดได้โดยไม่ตกหรือพักระหว่างทาง และเราจะไม่กลับไปปีนมันอีกแล้ว ถ้าวันนี้ยังปีนไม่สำเร็จก็ต้องไปเทรนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดต้องใช้ความพยายาม

เคยพยายามมากแค่ไหน แต่ก็ไม่สำเร็จไหม 

เคยครับ ชื่อรูต Static Caravan ที่เชียงดาว เรากลับไปปีนทุกซีซัน เทรนหนักมาก ปีนไปประมาณ 126 ครั้งในระยะเวลา 2 – 3 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นรูตที่ไม่ได้ยากในเกรดที่เราปีนได้ แต่ทุกครั้งที่กลับไปปีน เรามักจะทำทุกอย่างผิดพลาดไปหมด ต่อให้ใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ยังทำไม่ได้ มันก็ติดค้างอยู่ในใจ

ปล่อยวางได้ไหม

ไม่ได้! มันไม่มีคำว่าปล่อยวาง (หัวเราะ) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ถ้าคุณได้กลับไปอยู่ในจุดที่เคยลอง คุณจะไม่ปล่อยวางมันหรอก คุณจะลองมันอีกจนกว่าคุณทำมันได้ จากที่ปีนมาทั่วโลก เราจำได้ทุกรูตที่ติดค้างอยู่ในใจ จำมูฟเมนต์ จำดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ได้หมด และเราจดทุกอย่างลงในสมุด เพื่อจะกลับมาปีนมันอีก

โดยเฉพาะเวลาเราไปทริปปีนหน้าผาต่างประเทศก็จะมีความกดดันมากเป็นพิเศษ เพราะเราไม่ได้มีโอกาสกลับไปปีนหน้าผาตรงนั้นบ่อยๆ อย่างเช่นมีเวลาจำกัด หรือเป็นการปีนครั้งสุดท้ายก่อนจะกลับบ้าน ถ้าครั้งนี้ปีนไม่ได้เราต้องรอปีหน้า ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าปีหน้าจะได้กลับมารึเปล่า ตอนนั้นจะแข็งแรงเหมือนตอนนี้ไหม ตอนนี้ร่างกายเรายังจำองศาของมือ จำความรู้สึกตอนย้ายเท้าได้อยู่ แต่ถ้าทิ้งไปนานๆ เราก็คงจำไม่ได้ ต้องกลับไปเริ่มใหม่ 

อะไรทำให้คุณหลงใหลการปีนหน้าผาขนาดนี้

ในชีวิตประจำวันของผมมีเรื่องให้คิดเยอะ ไม่ว่าจะช่วงวัยเรียนหรือวัยทำงาน มีปัญหาหลายอย่างที่เข้ามาพร้อมกัน แต่ทุกครั้งที่ผมกลับมาปีนหน้าผาก็จะลืมเรื่องพวกนั้น เพราะเราต้องโฟกัสทั้งการย้ายตัวและการหายใจ มือซ้าย มือขวาอยู่ตรงไหน เสียงลมหายใจเข้า เสียงลมหายใจออกเป็นยังไง เท้าวางถูกไหม การปีนหน้าผาทำให้เราได้ฝึกสมาธิ อยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น ทำให้มีสติรับรู้ว่าเราอยู่ตรงนั้นและกำลังทำอะไรอยู่ 

การที่จะปีนในเกรดที่ยากขึ้นได้ เราจำเป็นต้องฝึกร่างกายตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้าที่จะรู้จักการปีนหน้าผา ผมก็เป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ขับรถ เที่ยว ดื่มเหล้า หรือทำอะไรก็ตามที่ทำให้สุขภาพไม่ดี ผมก็เลิกหมดทุกอย่าง เพราะการปีนหน้าผาคือสิ่งเดียวที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด

3
Live – Climb – Repeat

หากคุณเดินป่าขึ้นเขา แล้วเจอใครสักคนผมเผ้ารุงรัง สวมเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น กำลังกางเต็นท์ หรือนอนอยู่ในรถคันเก่า อย่าเพิ่งตัดสินว่าเขาคือคนเร่ร่อนไร้งานทำ เพราะในวงการปีนหน้าผามีวิถีอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Dirtbag Climber นั่นคือนักปีนที่เลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย กินอยู่พอประทังเพื่อจะได้ทุ่มพลังและเวลาไปกับการปีนมากที่สุด 

ใช่, จีใช้วิถีเช่นนั้น เราถามเขาว่าตารางชีวิตเคยออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการปีนหน้าผาบ้างไหม จีใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจาก “ตื่นมายืดเส้นโยคะ ออกไปวิ่ง กลับมาดื่มกาแฟ ออกไปปีนหน้าผา กลับมานอนพัก ตื่นมาปีนหน้าผา” เขาก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย 

เราไม่แปลกใจนักกับคำตอบ หลังจากได้เห็นความสุดโต่งจากสารคดีพิชิตเส้นทางปีนผา ‘Sailor Moon’ ในช่วงโควิดของเขา 

https://youtu.be/NM9hTi-DYTk?si=MT234jmfLMyfJChq

ยอมนอนในรถ อาบน้ำตามปั๊ม อดมื้อกินมื้อ เพื่อให้ตัวเองได้ปีนหน้าผา ตอนนั้นคิดอะไรอยู่

เราชอบเดินทางมาก ระหว่างทำงานก็มีโอกาสได้ไปปีนผาในหลายๆ ประเทศ ทำให้รู้เลยว่าวิถีเอาต์ดอร์มันอยู่ในดีเอ็นเอของเรา ยิ่งได้ไปเห็นวัฒนธรรมนักปีนต่างประเทศที่พวกเขานอนกันในรถ อยู่กันแบบถูก ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าการปีนหน้าผาไม่ได้มีแค่เรื่องปีนอย่างเดียว แต่มันเป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่ง ทั้งการกิน การอยู่อาศัย การใช้ชีวิตเพื่อที่จะทำให้ตัวเองสามารถปีนในเกรดที่ยากขึ้นได้

พอกลับมาประเทศไทยก็คิดถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้น เราอยากลองว่าถ้าทำแบบนั้นในประเทศไทยจะเป็นยังไง บวกกับตอนนั้นเป็นช่วงโควิดพอดี เราไม่มีลูกค้า ไม่มีงาน ไม่รู้จะทำอะไร สิ่งเดียวคิดถึงคือการปีนหน้าผา เราก็เลยขับรถจากเชียงใหม่ไปรอบประเทศ เพื่อปีนไปเรื่อยๆ 

หันหน้าเข้าสู่ธรรมชาติ หันหลังให้กับชีวิตเมือง มันง่ายเหมือนกับที่คิดไว้ไหม เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่จะทำแบบนั้นได้ 

ปัจจัยอย่างแรกที่เราไม่ต้องรับผิดชอบก็คืองาน อย่างที่สองคือเราใช้ชีวิตบนรถได้ เราสามารถอยู่แบบถูกได้ และเรามีเงินก้อนที่เก็บไว้ตอนทำงานอยู่เชียงใหม่ วางแผนที่จะใช้ชีวิตได้เป็นปีจนกว่าจะหางานใหม่ทำ เป้าหมายที่เราโฟกัสอย่างเดียวในตอนนั้นคือปีนให้ได้เกรดที่ยากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามหาเส้นทางที่ท้าทายที่ไม่มีคนเคยปีน พาตัวเองไปเจอสถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป 

ชีวิตวนเวียนอยู่แค่ปีนหน้าผา ไม่เบื่อเหรอ

ตอนแรกคิดว่าครึ่งปีก็คงเบื่อแล้ว แต่ไม่เลย เพราะทุกวันมันไม่เคยซ้ำกัน เหมือนเราเปิดหนังสือหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ ได้รู้จักเมืองใหม่ๆ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ โลกปีนหน้าผามันกว้าง ไม่รู้ว่ามันจะไปหยุดตรงไหน แค่ในไทยเราก็ยังปีนไม่ได้ครึ่งนึงเลย 

แล้วจุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ไม่ได้ไปต่อ

เพราะเงินหมด ต้องหยุดเพื่อกลับไปทำงาน ตอนหางานก็ต้องคิดอีก เพราะคงไม่มีใครยอมให้ทำงานปีหนึ่ง แล้วออกไปเที่ยวปีหนึ่ง ตอนนี้ก็เลยมาเป็นครูฝึกสอนปีนหน้าผาที่โรงเรียนนานาชาติ เพราะมีวันหยุดเยอะ อย่างน้อยก็ทำให้เรามีวันที่ได้ออกไปใช้ชีวิตแบบนั้นได้บ้าง 

ถ้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีแล้วไม่ต้องทำงาน เราก็คงเดินทางไปทั้งชีวิต  

4

Belaytionship

การปีนหน้าผาเริ่มเข้ามาในไทยโดยกลุ่มนักปีนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว แล้วพบว่าเมืองไทยมีหน้าผาหินปูนที่สวยงามและท้าทาย พวกเขาเริ่มเจาะเส้นทางและถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทยที่สนใจในเวลานั้น

จนกระทั่งปี 2016 เหล่านักปีนผู้รักการปีนผามีความคิดตรงกันว่าอยากก่อตั้งกลุ่มเพื่อสร้างมาตรฐานที่ปลอดภัยให้กับวงการปีนหน้าผาในไทย และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Thailand Mountain Sport Club (TMSC) ต่อมาในปี 2021 ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการและเปลี่ยนชื่อเป็น Thailand Climbing Development Association (TCDA) หรือสมาคมพัฒนากิจกรรมปีนหน้าผาแห่งประเทศไทย

ถึงแม้ว่าบ้านเราจะมีนักปีนจากทั่วโลกเดินทางมาปีนหน้าผาไทยมากขึ้นทุกปี 

แต่พวกเขาไม่เคยได้รับการสนับสนุนหรือเป็นที่ยอมรับจากภาครัฐจนถึงทุกวันนี้ หากเปรียบเหมือนเด็กเล็ก ก็คงอยู่ในช่วงที่พยายามจะยืนบนขาของตัวเองให้ได้

ตอนนี้ TCDA ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้ TCDA กำลังพัฒนาหลักสูตรและช่วยผลักดันให้นักปีนบ้านเรามีโอกาสได้เรียนรู้ ได้เป็นไกด์มาสอน เพื่อรองรับตลาดที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต การปีนหน้าผาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยมีหลักสูตรของตัวเอง มีแค่อาจารย์จากต่างประเทศมาช่วยสอน สำหรับเรารู้สึกว่ามันไม่พอ เราก็เลยไปเรียนที่อเมริกาและกลับมาทำคอร์สในระดับที่สูงขึ้น 

TCDA จะมีระบบสมาชิกจ่ายเข้าไป ซึ่งเงินทั้งหมดเราก็จะนำไปพัฒนาและส่งเสริมในเรื่องต่างๆ อย่างเช่น ส่งอุปกรณ์ไปให้กับชุมชน ตอนนี้มีที่กาญจนบุรี ลพบุรี กระบี่ เพื่อให้มีเส้นทางการปีนหน้าผาเพิ่มมากขึ้น บางครั้งก็จะมีการจัดกิจกรรม งานอีเวนต์ที่อินสไปร์ให้กับนักปีน รวมไปถึงมีการแข่งขันให้กับชุมชนกีฬาปีนหน้าผารอบๆ กรุงเทพด้วย

การที่จะเข้าไปพัฒนาเส้นทางในแต่ละพื้นที่ คุณต้องต่อสู้กับอะไรบ้าง 

การจะพัฒนาหน้าผาก็ต้องใช้เงินเยอะ อย่างหมุดหนึ่งตัวที่เราฝังตรงหน้าผานี้ ราคา 300 บาท ในเส้นทางหนึ่งต้องมี 15 ตัว ช่วงแรกๆ ก็ต้องควักเงิน ใช้เงินตัวเองเพื่อทำให้เส้นทางมันเกิด เพราะเราก็ไม่เคยได้รับการสนับสนุนตรงนั้น 

ตอนนี้มีนักปีนที่อยากจะออกไปปีนข้างนอกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าสถานที่มันไม่พอแล้ว บางพื้นที่เราอยากจะเข้าไปพัฒนา แต่เข้าไปไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ของรัฐ ต้องขออนุญาต ซึ่งขอไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้รึเปล่า หรือมองว่าเป็นการทำลายธรมชาติ มีความไม่ปลอดภัย ไปปีนทำไม ทำให้ไม่ได้มีแหล่งปีนหน้าผาใหม่ๆ เกิดขึ้นในเมืองไทย

ที่ผ่านมาคุณเลือกเส้นทางที่จะเข้าไปพัฒนาจากอะไร

เราพยายามเลือกพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นป่าใหญ่ ไม่ได้กระทบกับระบบนิเวศหรือสัตว์ที่อยู่ตรงนั้น หรือเลือกพื้นที่ที่มีชุมชนรอบๆ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ให้กับคนในพื้นที่ด้วย 

ถ้าเปรียบเทียบกับสมาคมของต่างประเทศ เขาก็จะมีทีมทนายเข้าไปช่วยซัพพอร์ตในเรื่องการขออนุญาตเข้าพื้นที่ แน่นอนว่ามันใช้งบเยอะ ใช้ทีมใหญ่ เพราะต้องดึงบุคคลากรหลายส่วนเข้ามาช่วย ถ้าภาครัฐเห็นประโยชน์ตรงนั้น แล้วทำกฎหรือข้อตกลงร่วมกันว่าคุณเข้าไปใช้พื้นที่แล้วจะไม่เกิดผลกระทบกับธรรมชาติ หรือเข้าไปแล้วคุณจะดูแลเส้นทางอย่างไร ในอนาคตก็อาจจะทำให้เราขออนุญาตได้ง่ายมากขึ้น

5

Next Moves

ระหว่างทางเราสังเกตว่าบรรยากาศต่างจังหวัดอย่างลพบุรี นอกจากเส้นทางปีนบนเขาจีนแลที่เงียบสงบ เมืองแห่งนี้ก็ร้างไร้ผู้คนพอสมควร

ว่ากันตามตรง ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเจริญมักกระจุกตัวในเมืองใหญ่ คนต่างจังหวัดต้องหลั่งไหลเข้ามาใช้ชีวิตเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ เพียงเพราะโอกาสที่มากกว่า ในเชิงสังคมจะดีแค่ไหน หากคนหนุ่มสาวได้กลับไปพัฒนาและสานต่อเศรษฐกิจที่ซบเซาในบ้านเกิดของตนเอง 

จากประสบการณ์เดินทางปีนหน้าผาหลายๆ จังหวัด คุณเห็นอะไร

บ้านเราเป็นประเทศที่รวยกระจุกจนกระจาย บางพื้นที่ในไทยไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีทะเล ไม่มีภูเขา แต่มีหน้าผาโง่ๆ ตั้งอยู่ในจังหวัด คนทั่วไปก็ไม่รู้ว่ามาแล้วจะทำอะไร อย่างน้อย

การปีนหน้าผาหรือกิจกรรมเอาต์ดอร์ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดึงคนให้เข้าไปในจังหวัดนั้นได้  

เหมือนจังหวัดกระบี่?

ใช่ ถ้ามองในเชิงท่องเที่ยว เมื่อก่อนชาวบ้านทั่วไปที่กระบี่ อาจจะมีรายได้วันละ 300 – 400 บาท ตอนนี้มาเป็นไกด์ปีนหน้าผาได้เพิ่มมา 1,000 บาท ผมมองว่าประโยชน์อย่างแรกคือคนในพื้นที่มีอาชีพมากขึ้น คนมีทางเลือกให้ได้อยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง หากพื้นที่ตรงนั้นได้รับการสนับสนุนขยายกว้างขึ้นอีก พวกเขาก็อาจจะมองหาโอกาสให้ตัวเองทำอะไรต่อได้ อย่างที่สองคือมีเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน มียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 

จริงๆ แล้วนักปีนทั่วโลกเดินทางมาปีนประเทศไทยมากขึ้นทุกปี เพราะบ้านเรามีอาหารที่หาง่ายกว่า ราคาถูกกว่า อยู่ได้นานกว่า และในไทยก็เป็นหน้าผาหินปูน ซึ่งนักปีนส่วนใหญ่จะชอบหินปูนมากกว่าหินทรายหรือหินแกรนิต เพราะมีความหลากหลายเยอะกว่า ถ้าไม่ได้ปีนหน้าผา เราจะไม่รู้เลยว่ามีกลุ่มทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่มาเที่ยวจุดนี้เพื่อมาปีนแล้วก็ซัพพอร์ตชุมชนจริงๆ

คิดว่าการปีนหน้าผาเข้าถึงยากไหม

ยอมรับว่าเข้าถึงยากประมาณหนึ่ง ในประเทศไทยกีฬาที่เข้าถึงง่ายก็คงมีแต่ลูกกลมๆ ถ้าเราเป็นคนชนชั้นกลางหรือค่อนไปล่าง กีฬาหลายอย่างเราก็คงเข้าไม่ถึงเหมือนกัน  

สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้ได้ในประเทศนี้คือเอกชนมักจะเป็นคนขับเคลื่อนทุกอย่าง ก่อนหน้านี้เคยมีทางมหาวิทยาลัยมาขอบริจาคอุปกรณ์กีฬาจากเอกชนอย่างเรา ถามว่ามาขอบริจาคเราให้ได้ไหม เราให้ได้นะ แต่การให้มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำลายระบบ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มให้เขาก็จะขอตลอด ซึ่งจริงๆ แล้วอุปกรณ์กีฬาเป็นสิ่งที่รัฐควรจะซัพพอร์ตนักกีฬาได้ 

ผมมองว่ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศก็เป็นศักยภาพอย่างหนึ่งที่ทำให้คนต่างจังหวัดมีโอกาสเข้าถึงได้ อยากปีนหน้าผาก็ไม่ต้องมาซ้อมในกรุงเทพอย่างเดียว ถ้ารัฐมีงบจัดสรรตรงนั้น ก็จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยนักกีฬาที่อยู่ต่างจังหวัดจริงๆ ในอนาคตกีฬาปีนหน้าผาก็อาจจะกระจายไปทั่วประเทศไทยก็ได้ถ้ามีการสนับสนุนมากพอ 

ถ้าอย่างนั้น คนทั่วไปสามารถทำอะไรในส่วนของเขาได้บ้าง

จริงๆ แล้วกีฬาปีนหน้าผาทั่วโลกก็เพิ่งถูกบรรจุเป็นกีฬาโอลิมปิกได้ไม่กี่ปี และในประเทศไทยก็ยังไม่มีใครที่ได้ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกเลย  

ผมอยากบอกนักปีนทั่วไปว่าเวลาเจอรูตที่ยาก อย่าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปได้ เพราะมันถูกลองมาแล้ว ยิ่งเราสามารถปีนในระดับที่ยากขึ้นเท่าไหร่ นักกีฬาก็จะถูกคนธรรมดาอย่างเราไปดันให้เขาแข็งแรงขึ้น และยิ่งทำให้เขาไปได้ไกลกว่าเดิม ถ้ามีนักกีฬาไทยได้ไปอยู่ในโอลิมปิกก็จะทำให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และกีฬาปีนหน้าผาในไทยมีชื่อเสียงมากขึ้น

บ้านเราไม่มีหลักสูตร Outdoor Education ไม่ว่าจะเป็นปีนหน้าผา เดินป่า คายัก ถ้ารัฐมีทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลากร ให้คนที่มีความสามารถได้มีโอกาสไปเรียนแล้วกลับมาสอนคนในประเทศก็จะช่วยผลักดันให้วงการนี้ไปได้ไกลมากขึ้น  

สุดท้ายแล้ว ทั้งๆ ที่เคยขอความช่วยเหลือและผิดหวังมาตลอด คุณยังพยายามขนาดนั้นไปเพื่ออะไร

ผมหวังว่ากีฬาปีนหน้าผาจะเป็นที่ยอมรับของภาครัฐ ผมเชื่อว่าทุกวงการที่เป็นกีฬาเอาต์ดอร์ เขาก็คงพยายามกันนะ เพียงแต่คนในภาครัฐเขาอาจจะไม่ได้เล่นกีฬาแบบนี้ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร และทำประโยชน์อะไรให้ชุมชนได้บ้าง ถ้าเมื่อไหร่ที่เขารู้ว่าการปีนหน้าผาคืออะไร รู้ว่ามันปลอดภัยแค่ไหน ก็น่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของวงการปีนหน้าผาในไทยดีขึ้นได้ 

ผมคิดว่าต้องใช้เวลา แต่มันจะเกิดขึ้นแน่นอน

เล่ามาถึงตรงนี้ อาจทำให้คลายข้อสงสัยกันลงไปบ้าง แต่ที่แน่ๆ คงตอบคำถามสำคัญได้ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่กลัวตาย หากกลัวก็คงกลัวไม่มาก อาจเพราะพวกเขากลัวที่จะใช้ชีวิตโดยไม่ได้ทำสิ่งที่รักมากกว่า

การเดินทางแนวตั้งที่คล้ายไต่ตามความสูงเพียงลำพัง ทว่าแท้จริงแล้ว ยังมีเชือกที่โยงไปยังใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่เบื้องล่างท่ามกลางเสียงเชียร์อีกมากมาย เชือกเส้นยาวนี้จึงเปรียบดั่งสายใยที่ผูกพันเหล่านักปีนไว้ด้วยกัน และหากพวกเขาได้รับการซัพพอร์ตอย่างที่ควรจะเป็น คงทำให้วงการปีนหน้าผาไทยถึงปลายทางอย่างใจหวัง