ลมโกรกปะทะร่างกายพัดลู่ไปยังทุ่งเขียวขจีส่งให้ใบไหว ท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆปุย ดินส่งกลิ่นชื้นเข้าจมูก สองแก้มตุ่ยเริ่มมีอุณหภูมิเย็นลง ช่างสมกับเป็นอากาศปลายฝนต้นหนาวในเขตหนองจอก
เรากำลังถูกต้นหญ้าสูงล้อมหลัง โกดังกว้างขวางล้อมซ้ายล้อมขวา ลองทายดูไหมว่าอะไรที่ล้อมหน้าอยู่
สวัสดีครับ ‘แก่-ศราวุธ แก้วน้ำเย็น’ เป็น Production Design อยู่บริษัทพันธุ์ทางอาร์ตเวิร์ค
สิบเอ็ดโมงเป็นเวลาที่เราเจอตัวเขา
สิบเอ็ดโมงสิบเจ็ดนาทีเป็นเวลาที่เริ่มสนทนากัน
ด้วยเพราะเขาต้องจัดของเข้าออก ย้ายชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปมา ทั้งต้องรื้อของออกมาใหม่เมื่อเราถามหาชิ้นที่อยากอวด โชคดีที่เขาเลือกหยิบออกมาไม่เกินสิบชิ้นจากจำนวนมากกว่าแสนชิ้นในโกดัง และโชคดีที่เขาไม่เหงื่อท่วมตัวไปเสียก่อน
สถาปัตยกรรมบริษัทพันธุ์ทางอาร์ตเวิร์กส่วนใหญ่นั้นเป็นปูนเปลือย มันโล่งโปร่งโอ่อ่าจนไม่รู้ว่ากินพื้นที่ทั้งหมดไปกี่ตารางเมตร และยังไม่นับรวมโกดังฝั่งถนนตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ พูดให้เวอร์ไว้ก่อนว่าแม้ไม่เห็นหน้าผู้เป็นเจ้าของก็รู้ว่าเขามีฐานะอย่างมหาเศรษฐี
ถูกที่ชายในเชิ้ตดำร่ำรวย แต่ใช่แค่เขาร่ำรวยเงินทอง เขาร่ำรวยเพื่อนฝูง ร่ำรวยประสบการณ์ และร่ำรวยด้วยทัศนคติที่ไม่บิดพลิ้วในตัวเอง
ตลอดการสนทนาเราแทบไม่ต้องเอ่ยคำสงสัย แก่ปอกมันออกจนหมดเปลือกถึงชีวิตที่ผันผ่าน ถึงสิ่งของอันเป็นที่รัก ทั้งวาทศิลป์จากปากเขาก็ช่างเจิดจรัส ยิ่งถ้อยคำร่วงหล่นยิ่งทำให้รู้ถึงความหมายที่ลึกซึ้งลงไปอีก แต่ใครเลยจะรู้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะเป็นเจ้าของโกดังแดนหนอกจอก เขาเคยเป็นใครมาก่อน ใครเลยจะรู้ว่าก่อนหน้าที่เขาจะเป็นผู้มีชื่อในการทำพร็อปประกอบเบื้องหลังฉาก เขาต้องเผชิญอะไรมา
หากสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ใช่ความลุ่มหลงในโลกแห่งศิลป์
หากสิ่งที่ต้องฝ่ากว่าจะถึงฝันคือความอดอยากปากแห้ง
“ถามว่าของทุกอย่างมีผลกระทบกับชีวิตเราไหม ถ้าให้เลือกของทุกอย่างที่มีกับพรุ่งนี้ตื่นเช้ามีงานทำ เราเลือกตื่นเช้ามีงานทำ เราทิ้งของได้หมดเลย ตอบยากมากว่าของชิ้นไหนมีผลต่อจิตใจเรา เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรมีผลกับเราแล้ว ความทรงจำมันอาจจะแค่เปิดตู้มาดูแล้วก็โอ! เราเคยซื้อของชิ้นนี้ด้วยเหรอ
“เราเป็นคนเคารพสิ่งของมาก เพราะของทุกชิ้นที่เรามีมันเป็นของมือสองแทบทั้งหมดเลย จิตวิญญาณข้างในของเหล่านี้ทำให้เรามีกิน” แก่บอก
สุนัขพันทาง (น.)
อุปนิสัยร่อนเร่พเนจร

เราเรียนจบศิลปะสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยช่างศิลปลาดกระบัง หลังเรียนจบก็มาเป็นคนทำ Mockup จริงๆ เราจะอยู่ในพาร์ต Prop Department ที่คอยผลิตข้าวของที่หาซื้อไม่ได้และอุปกรณ์ประกอบฉาก
ขณะที่เรียนเราก็ตั้งแก๊งรับงานศิลปะกับกลุ่มเพื่อนที่มาจากหลายสาขา ทั้งเพนต์ ปั้น ภาพพิมพ์ แต่ทุกคนก็รุ่นเดียวกัน คณะเดียวกันหมด รับงานไม่เลือกชนิดที่ใครจะเรียกไปทาสี ยกของก็ไป ตอนนี้หลายคนก็เลิกทำไปแล้วนะ จะมี ‘บังฤทธิ์-อิสระพงษ์ เอี่ยมอิทธิพล’ เนี่ยที่แน่นเหนียวจนอยู่ด้วยกันมาถึงปัจจุบัน ต้องบอกก่อนว่ายุคสมัยเรามันไม่สามารถเลือกช่องทางอะไรได้มาก งานการหายาก มีอยู่สองทางให้เลือกว่าจะเป็นศิลปินหรือทำงานรับจ้าง เราเลือกอย่างหลัง เลือกที่จะมักน้อย ทำงานรายวัน ช่วยรุ่นพี่ทำงานในกองต่างๆ
แต่เหตุเกิดแรกของอาชีพเราเลยนะ คือการทำงานในโรงงานไฟเบอร์กลาสที่รุ่นพี่ให้ไปช่วยปั้น เป็นงานแกะโฟมให้เป็นรูปปราสาท แล้วตอนนั้นเราก็ดันเป็นช่างแกะโฟมคนเดียวที่ไปทำ มันมีเหตุการณ์ตลกหนึ่งเกิดขึ้นด้วย (แก่หัวเราะนำ) ตลกจนถึงทุกวันนี้ก็ยังถูก ‘พี่ป้อม-กระเบนราหู’ แซวอยู่เลย เขาเป็นช่างภาพในหนัง แล้วก็เป็นรุ่นพี่เราที่ช่างศิลป์ลาดกระบัง เขามาบล็อกช็อตเวลากลางวันแล้วเจอเราที่กำลังลากซุงอยู่ คือเราเอาเชือกมัดเอวเหมือนช้างเลยเพราะไม้ที่ต้องขนมันเยอะมาก เขาก็ทักว่าน้องทำอะไรอะ! เราก็บอกพี่เขาสั่งให้เคลียร์กองไม้ แต่คนอื่นหลับอยู่ เราก็เลยมาทำก่อน จากนั้นก็ให้ฉายาเราว่าไอน้องลากซุง
หลังหนังถ่ายจบเราก็อยู่กับพี่ป้อมตลอด คือเรียกว่าไม่ได้กลับบ้านเป็นเดือน ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ใส่ทุกอาทิตย์ แล้ววันหนึ่งพี่ป้อมก็พาเราไปส่งที่บ้านเพื่อเซตอัปงานโฆษณา แล้วมันเป็นบ้าน ‘พี่เอก-เอี่ยมชื่น’ ผู้ออกแบบงานสร้างมหา’ลัยเหมืองแร่ ความน่าตกใจก็คือที่ผ่านมาเราทำงานในโรงงานผลิตของพี่เขามาโดยตลอดแบบที่ไม่เคยรู้เลย จบงานนี้เราก็เที่ยวเตร่ทำงานอยู่ในกองซีรีส์เกาหลี หนังฝรั่งกับรุ่นพี่เหมือนเดิม แล้วก็ได้ไปทำงานในกองละครเรื่องแรก ‘คุณชายรณพีร์’ ที่พูดไปทั้งหมดนี่ยังอยู่ในตำแหน่งเด็กยกของนะ แต่เป็นเด็กยกของที่สามารถทำสีได้ เรามีหน้าที่ทำของให้ดูสกปรก ทำตู้ให้ดูเก่า ทำให้มันขึ้นสนิม เพราะเรื่องที่ทำมันย้อนยุคทั้งนั้นเลย ฟังดูจะง่ายนะ แต่ถ้าไม่เรียนศิลปะมาก็ยาก เราทำเยอะจนถึงขั้นตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ว่าแก่เก่า!
ขณะที่เราทำงาน บังฤทธิ์ก็ยังเรียนไม่จบ แต่พอเขาเรียนจบก็มาเสริมทัพทำงานด้วยกัน แล้วเราก็ใส่เสื้อทีมพันธุ์ทางกันอยู่สองคน ซึ่งไม่มีบริษัทนะ (หัวเราะ) เวลาแนะนำตัวก็จะบอกว่าผม ‘แก่-พันธุ์ทาง’ ครับ!
สิ่งมีชีวิตศรัทธาสิ่งไม่มีชีวิต
บรรทัดเหล่านั้นเป็นชีวประวัติย่อยสั้นของแก่ในอายุยี่สิบกว่า
บรรทัดเหล่านี้เป็นความช่ำชองขนาดยาวของแก่ในอายุสี่สิบ
“คุณเซตของหรือเซตฉากที่ไม่มีชีวิตให้มันดูมีชีวิตได้อย่างไร” เราถามขณะเหลือบมองทั่วโกดังที่ทำเอาตาลายอย่างไม่รู้ว่าจะจดจ้องอะไรก่อนดี
เพราะของทั้งหมดไม่ได้ถูกวางระเกะระกะหรือโยนให้กองรวมกัน หากแต่มันถูกเรียงจัดประเภทเป็นระเบียบเหมือนชั้นวางในห้างไม่มีผิด เราถึงได้รู้ว่าทุกสิ่งคงสำคัญมันถึงได้มานั่งอยู่ในสถานที่ของแก่
เช่นกันกับทีมงานมากกว่าสิบชีวิตที่ส่งเสียงจอแจอยู่นอกโกดัง พวกเขากำลังชักธงพันธุ์ทางขึ้นมา และมันชูช่อสง่าอยู่กลางฟ้าโปร่งแล้ว ความเป็นพันธุ์ทาง ณ ขณะนี้จึงดูขลังเข้าไปใหญ่

แก่เงยหน้ามองของบนชั้นสอง เขายิ้มปริ่มอย่างภูมิอกภูมิใจ “หลังเราทำงานได้สักพักก็เริ่มซึมซับว่าคำว่าแอกชันคืออะไร บทคืออะไร การถ่ายทำคืออะไร เริ่มศึกษาในสายงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่เราได้คืออะไรรู้ไหม คือการเรียนรู้อย่างแท้จริงจากพี่เอก ทุกครั้งที่เขาสั่งให้ทำอะไรจะไม่เคยจบแค่ว่าอยากได้ไฟฉายหนึ่งกระบอกไปวางในฉาก แต่เขาจะบอกเสมอว่าเราคือคนสร้างโลก เราคือคนสร้างบรรยากาศในภาพยนตร์ สิ่งที่เราเอาไปวางมันมีเรื่องราวทั้งหมด
“เช่นนางเอกเดินออกจากบ้านไปตลาด อย่างนั้นนางเอกจะต้องมีกระเป๋าไหม บ้านเขาเป็นอย่างไร สมมติพี่เอกบอกว่าเขาเป็นคนมุสลิม เกิดที่เขตหนองจอก บ้านเขาอาจจะต้องเซตอัปไปด้วยโลกแห่งความเป็นมุสลิม โดยที่ไม่ต้องตะโกนบอกใครเลยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นมุสลิม มันถูกเล่าผ่านสิ่งของ นั่นคือเสน่ห์ในการสร้างชีวิตให้แก่สิ่งของ
“แล้วเราจะทำอย่างไรให้สิ่งของเหล่านั้นมีชีวิต ไม่ยาก! ทำสิ่งของเหล่านั้นให้ตัวแสดงเชื่อว่าสิ่งนั้นคือของๆ เขา เราพูดเสมอว่าการสร้างฉาก เซตอัป เขียนแบบฉาก และโลกทั้งใบ ถ้าตัวแสดงไม่เชื่อ เราก็ไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อได้เลยว่าเขากำลังดูอะไรอยู่ พูดแบบหยาบๆ นักแสดงคนนั้นอาจจะหยิบหมูขึ้นมาทั้งที่เขาเป็นมุสลิม มันก็ไม่ใช่ชีวิตของเขาแล้ว เพราะฉะนั้นดีเทลเหล่านี้มันทำให้สิ่งของบางอย่างถูกเล่าอย่างมีชีวิต จากคนดูดูแล้วมันมีชีวิต จากนักแสดงเล่นแล้วมันมีชีวิต
“เหมือนเราทำห้องๆ หนึ่งที่เป็นห้องของหญิงตาบอด เราเซตห้องสวยเลย ไดเรกชันดี แต่ห้องนั้นทั้งห้องมีเหลี่ยมคมของเก้าอี้ โต๊ะทุกตัวมีความแหลม ขาโต๊ะยื่นออกเกะกะมันก็ไม่ใช่แล้ว ซึ่งคนดูบางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่คือถ้าเรามีผ้าคลุมขอบโต๊ะไม่ให้หญิงตาบอดเดินชน เซตอัปให้เก้าอี้ห่างจากโต๊ะ มันดูเป็นเรื่องผิดสังเกต แต่ถูกฟังก์ชันของคนตาบอด ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราพยายามทำเสมอในการเซตอัป ทุกครั้งเราจะตรวจเสมอว่าของทั้งหมดใช้ได้จริงมั้ย เก้าอี้นั่งได้ไหม เราต้องเอาชีวิตเข้าไปอยู่ในโลกเหล่านั้น

“เราคิดว่ากองถ่าย คืองานกลุ่ม แม้กระทั่งนักแสดงก็คือหนึ่งในทีมงาน ถ้าทุกคนแย่งกันเป็นพระเอก งานก็คงจะไม่สำเร็จ เรารู้สึกว่าความสำเร็จของอาชีพเราไม่ใช่เงิน พูดเหมือนคนรวยเนอะ (หัวเราะ) ความสำเร็จของเรา คือเราคิดอะไรแล้วได้ผลอะไร คนที่เห็นรู้สึกถึงสิ่งที่เราส่งต่อไหม ถ้ารู้สึกก็เข้าล็อกแล้ว”
“คุณมีวิธีวัดอย่างไรว่าฉากของคุณเชื่อได้แล้ว มันจริงที่สุดแล้ว” แม้คำถามจะยังไม่สิ้นประโยค ชายระเบิดหูก็ตอบได้อย่างรวดเร็ว
“เราพูดกับทีมงานเสมอว่าอยากให้นักแสดงได้ลองใช้ชีวิตของเขาก่อนจะเข้าฉากนะ เราต้องแสดงความไม่รู้เสมอก่อนจะรู้ ยกตัวอย่างห้องทำงานของ ‘สันติ’ ในซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ เราคิดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับความสวยงาม แต่ใส่ใจกับฟังก์ชันทั้งหมด อะไรควรวางไว้ตรงไหน ซึ่งนักแสดงก็เข้าไปลองใช้ชีวิตในห้องนั้น
“หรืออย่างหนัง ‘Anatomy of Time’ จะมีลุงป่วยติดเตียงคนหนึ่งที่เป็นทหารเก่า เขาอยู่ในบ้านทรง 80 ดูโบราณ เดินเข้าไปจะเจอเตียงตั้งอยู่กลางบ้านที่เป็นห้องรับแขกเลย โลกของเขาอยู่ในนั้นทั้งหมด ทั้งถ้วยรางวัล บัตรติดยศเก่า ปืนในลิ้นชัก แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนดูเชื่อ ทำให้นักแสดงเชื่อ ก็แค่ให้เขามาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหนึ่งเดือน ปล่อยให้บรรยากาศเริ่มเข้าที่ของมันเอง เช่น ไม่ตัดต้นไม้เล็กๆ ไม่กวาดหน้าบ้าน มันจะแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครดูแลสิ่งรอบตัวแล้ว ไม่มีใครดูแลบ้านหลังนี้ เพราะทุกคนหันมาดูแลลุงติดเตียงกันหมดแล้ว เราคิดว่าภาพที่ได้มันคงจะออกมาเหงา ออกมาเศร้าดีเนอะ แล้วมันก็ออกมาเป็นแบบนั้นจริงๆ”

เป็นอันได้เวลาเปิดกรุของเก่าของแก่ มาลองดูกันเสียหน่อยว่าผลงานที่เขาอยากอวดจะสมจริงจริงไหม แล้วเพราะอะไรพวกมันถึงได้ถูกติดยศจากบรรดาของทั้งหมดจนเขายกมาให้เราเห็นกับตาเนื้อ
เราจะดำดิ่งไปในห้วงความทรงจำของนักสร้างของด้วยกัน
เริ่มจากควายตัวดำเกือบเมี่ยมขนาดใหญ่ที่สะดุดตาที่สุด
ควายไถ่ชีวิตคน
ถ้านับอายุเขาตอนนี้น่าจะเป็นสิบปีแล้วนะ เพราะเขาอยู่ตั้งแต่หนัง ‘แสงกระสือ’ ปี 2562 ตอนนั้นมีรุ่นพี่คนหนึ่งทาบทามเราไปเป็น Art Director แต่คนจะเรียกเราว่าเป็น Production Design แล้วพี่คนที่ชวนเราเขาดันไม่ว่าง เราก็เลยไปชวนคนมาจอยตำแหน่งกันอีกสามคน แต่ผู้กำกับเขาไม่รู้จักเราเลย มันทำให้ความกดดันเราสูงมาก
โจทย์คือนางเอกที่เป็นกระสือจะออกมากินไส้ควาย เราไม่รู้จะทำอย่างไร คนบอกว่าให้ไปซื้อควายจริงที่ถูกฆ่ามาเลย ราคาอยู่ที่หลักหมื่น แต่เราคิดในใจว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะฟรีซกลิ่น แล้วนักแสดงจะเอาหัวเข้าไปในท้องควายจริงเพื่อกินไส้เหรอ ไม่! เราจะทำ Mockup ด้วยความที่เราทำมันมาเป็นสิบปีแล้ว เราคิดว่าเราทำได้ ซึ่งพอเอาเข้าจริงมันทำไม่ได้ด้วยเวลาที่มันบีบ เราก็บอกทีมงานว่าไปโรงฆ่าสัตว์กัน แต่เราไม่ได้ไปฆ่าสัตว์นะ เราไปขอยืนดูวิธีการฆ่าสัตว์ว่าทำอย่างไร เห็นว่าเขาตัดหัวเก็บไว้ เพราะมันเป็นสิ่งที่คนทิ้ง ไม่มีใครกิน เราก็เลยขอซื้อมาในราคาหลักพัน

ก่อนหน้านั้นเราไปหาข้อมูลเกี่ยวกับการสตัฟฟ์สัตว์มาแล้ว เราก็โทรหาหมอสตัฟฟ์สัตว์ เขาเป็นคนอินเดีย ดูมีเรื่องมีราวสุดๆ (หัวเราะ) เขาบอกว่าต้องสตัฟฟ์ภายใน 24 ชั่วโมง เราก็ขับรถไปซอยนานาตอนตีสองเลย เขาก็เอามันใส่หม้อต้มทำการสตัฟฟ์ให้เรา ได้หัวควายแล้ว! มาทำส่วนตัวควายต่อกัน ความน่าตกใจ คือมันไม่เหมือน! ทำอย่างไรก็ไม่เหมือน ผู้กำกับก็ตามขอดูอัปเดตควาย แต่เราไม่มีอัปเดตให้เขาเลย
จนถึงวันถ่ายเขาแทบจะไม่คุยกับเรา เพราะเขารู้สึกว่ามันจะถ่ายทำไม่ได้ เราก็คิดว่าทำอย่างไรดีๆ จนอ๋อ! สิ่งที่ลืมไปคือมันไม่มีควายตัวไหนสะอาดหรอก เราก็ไปเอาดินจากปลักควายที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ คือมีควายจริงเดินอยู่ตรงนั้นเลย ส่วนควายของเรานอนอยู่ เราเอาดินทา สาดเลือด เอาไส้ไปต้มก่อนจะคลุกเลือดที่เป็นน้ำสีผสมอาหาร แล้วก็ยัดเข้าไปในท้องควาย แต่แยกไส้อีกชุดหนึ่งที่จะให้นักแสดงกิน

ความมันคืออะไรรู้ไหม หลังผู้กำกับและนักแสดงเข้ามาเซตอัปก็ยังถ่ายทำไม่ได้ เพราะควายอีกตัวที่มีชีวิตจริงๆ ในคอกมันกลัวควายที่เราทำขึ้นมา มันเห็นเพื่อนมันตาย แสดงว่ามันเชื่อแล้ว! ผู้กำกับถึงเชื่อ สิ่งที่เราคิดทั้งหมดก็เกิดขึ้นจริง นักแสดงเขากล้าเอาหน้าเข้าไปในหัวควายที่เป็นโฟม อีกเรื่องคือขณะถ่ายทำ กล้องมันต้องเลียบไปกับพื้นมากๆ ตอนนั้นนวัตกรรมที่ง่ายที่สุด คือขุดดินแล้วเอากล้องสอดเข้าไป เพื่อถ่ายให้เห็นหน้านักแสดง กลายเป็นว่าควายที่ทำขึ้นมามันยกเข้ายกออกได้ ปรับเปลี่ยนหน้ากองได้เป็นอย่างดี เราชนะ!
หลังหนังฉายเราก็โพสต์ภาพที่ถ่ายรูปกับควายลงเฟซบุ๊ก ตอนนั้นมันก็ขึ้นเตือนไม่ให้โพสต์นะ คนที่รักสัตว์ รักควายก็เข้ามาด่าเราเต็มเลยว่าทำไมฆ่าควาย ซึ่งจริงๆ มันคือควายปลอม! เราทำควายตัวนี้ในงบสองหมื่นห้าเองด้วย ถ้าไปจ้างคนทำคงเสียเป็นแสนเลย
ทุกวันนี้เขาเป็นดาราของบ้านเราไปแล้วนะ (ชี้น้องควาย) นี่ก็เพิ่งกลับมาหลังไปโชว์ตัวที่เดอะมอลล์บางกะปิ ค่าตัวเขาไม่ถูกนะครับผม แล้วบ้านเราก็มีควายตัวเดียวที่เป็น Mockup ด้วย ในหนัง ‘ช.พ.๑ สมรภูมิคืนชีพ’ ‘ร่างทรง’ ก็ใช้ควายตัวนี้

ทุกครั้งที่เรามองควายตัวนี้ มันคือโห! นี่เรามาไกลมากเลย แรกๆ เราสร้างควายตัวนี้ที่หน้าบ้านเพราะไม่มีพื้นที่ ต้องทำกันกลางถนนในซอยกับบังฤทธิ์ รถมาก็ต้องเก็บของยกของออก ปัจจุบันเขามาตั้งอยู่ที่นี่กับเราแล้ว มันเกินสิ่งที่เราคิดไปเยอะมาก เวลาเขาไปแสดงตัวที่ไหน เราก็จะโพสต์เฟซบุ๊กว่าวันนี้ทำมาหากินอีกแล้วนะ (หัวเราะ) เขาทำเงินให้เราหลายแสนแล้ว เพราะมีคนเอาไปใช้เป็นยี่สิบสามสิบครั้งเลย
ตราชั่งวางเงินล้าน
เราให้โจทย์กับทีมงานและคุยกับผู้กำกับว่าอยากได้ตราชั่งที่ดูทรงเวลาหน่อย มันเป็นตราชั่งของตัวละคร ‘สันติ’ ในซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ ที่เขาได้มาจากเหมืองทราย ฟังก์ชันที่ตราชั่งต้องมีคือความเสถียรที่สามารถวางเงินหนึ่งล้านบาทให้เท่ากับหนึ่งกิโล ซึ่งเราเทสกับตราชั่งปกติแล้วมันไม่ถึง เพราะไม่ใช่ตราชั่งดิจิทัล เราก็พยายามหาวิธีให้เลขมันควบคุมได้จากด้านหลัง เงินหนึ่งล้านในบทมันจะถูกแอบอยู่ด้านในตราชั่งด้วย

ของชิ้นนี้ย้ำเตือนว่าเวลาเราทำงานจะคิดว่าตัวเองเป็นเด็กเสมอ เราไม่เคยบอกเลยว่าเราทำหนังมาเยอะแล้วเราก็เป็นรุ่นใหญ่ เรารู้สึกว่ามันคือเรื่องใหม่ บทใหม่ โลกใบใหม่ เหมือนเด็กคนหนึ่งที่โตขึ้นมาแล้วรู้จักกับคำว่าช้อนส้อม สัมผัสกับช้อนแรก มันก็คงเป็นเรื่องใหม่ การทำหนังเรื่องใหม่สำหรับเราถึงเป็นแบบนั้นเสมอ เรามีความกลัว ความกดดัน ยิ่งได้อ่านบทซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ เราก็พูดกับตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเรา มันงงกับตัวเองนะว่าน่าจะเป็น Production design ที่เก่งกว่า อายุเยอะกว่า มีความโดดเด่นมากกว่าสิ มันน่าจะไม่ใช่เราหรือเปล่า
แล้วตอนนั้นก็เพิ่งทำซีนสุดท้ายซีรีส์ ‘อย่ากลับบ้าน’ ด้วย ทีมงานไม่มีกำลังใจในการทำงานเลย มันเหนื่อยต่อเนื่องมากแบบไม่ได้พัก แต่เราไปเพราะอะไรรู้ไหม ร้อนเงิน! (หัวเราะ) เปล่าหรอก คืออยากมีอาชีพ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็รู้สึกโชคดีมากที่ได้ทำซีรีส์นี้ ช่วงเวลานั้นเราได้พัฒนาตัวเอง เจอมิตรภาพจากการพูดคุย
กวนอูเทพเจ้านักสู้
ในซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ จะมีกวนอูวางอยู่สามองค์ องค์ที่หนึ่งเป็นของเสี่ยเหมืองทราย องค์ที่สองคือของเสี่ยคณินที่จะมีความ Luxury หน่อย องค์สุดท้ายจะอยู่ในบ้านเสี่ยจางที่ประเทศจีน แต่เซตอัปในประเทศไทยนะ เป็นองค์ที่มีความสูงห้าเมตร
เรากำลังจะบอกว่ากวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ เป็นนักสู้ และนักรบ ทั้งสามคนต่างก็เป็นนักสู้ในสายตาเรา ซึ่งผู้กำกับเขาไม่คิดขนาดเรา (หัวเราะ) เขาก็อำนะว่าไหน! กวนอูอีกแล้วเหรอ เราบอกว่าอยากจะวางไว้ในบ้านของสามคนนี้ให้ได้ อยากย้ำเตือนคนดูว่าเสี่ยเหมืองทราย เสี่ยคณิน และสันติ พวกเขาทั้งหมดเป็นนักสู้

แต่ก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องเทพเจ้ากวนอูขนาดนั้นนะ รู้แค่ว่าเขาแสดงถึงความซื่อสัตย์ เที่ยงตรง น่าจะแทนค่าของผู้ชายได้ แล้วถ้าสังเกตหนังมาเฟียฮ่องกงหลายๆ เรื่อง เรามักจะเห็นซีนที่มาเฟียยกทั้งสำนักไปกราบไหว้เทพเจ้ากวนอูกัน เรารู้สึกว่ามันเท่! ถ้ามาอยู่ในหนังเราก็คงจะเท่ เราชอบแทรกสัญลักษณ์ พร็อป ความเชื่อ หรืออะไรที่เป็นรสนิยมของเราเข้าไปในงาน แต่จะไม่ให้เขาขโมยซีน เพราะสุดท้ายแล้วคนดูก็ดูนักแสดง เราคือบรรยากาศ คือสัญลักษณ์ที่เสริมเขา กองหน้าคือนักแสดงที่ออกมาตะโกน กองหลังคืออาร์ต!
เมื่อก่อนเราก็ไม่ได้นับถือท่าน แต่ตอนนี้นับถือแล้ว (หัวเราะ) มีเทพเจ้ากวนอูวางไว้เต็มบ้านเลย ทั้งเซรามิก ไม้ ไฟเบอร์กลาส เห็นองค์ใหญ่ที่อยู่กลางโกดังไหม ทุกครั้งที่เราเดินเข้ามาแล้วมองก็จะรู้สึกว่ามันสู้ดีว่ะ! ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นในการที่จะสู้ชีวิตจากการมองเขา เพราะเขาก็คือนักรบ แล้วเราก็ฟรีซตัวเองให้เป็นนักรบเสมอ เพราะเราอยู่ภายใต้ระบอบ ภายใต้การศึกษา และประเทศที่ต้องต่อสู้ เรามักจะบอกกับทุกคนว่าถ้าไม่สู้ก็อดตาย

หลายคนชอบถามว่ามีทฤษฎีอะไร มันเริ่มจากอันดับแรกคือการไม่มีกินไง แล้วจะทำอย่างไรให้มีกิน ก็ต้องทำงานให้มันดีสิ ไม่อย่างนั้นใครจะจ้างเราต่อ นี่เป็นเหตุผลเดียวของเราเลย ตื่นเช้ามาเห็นแอปธนาคารในมือถือที่มันก็สร้างแพสชันให้แล้ว ธนาคารนี้ก็จะเก็บค่าผ่อน ธนาคารนั้นก็จะเก็บค่าผ่อน ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
การเรียนศิลปะไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้แค่ศิลปะ แต่เราได้เรียนรู้ชีวิต ชีวิตของจริงมันแจ๋วกว่าการระบายสีอยู่แล้ว
ซองบุหรี่พระจันทร์และแฟนพันธุ์แท้โค้ก
เป็นอุปกรณ์ Mockup เล็กๆ น้อยๆ ของเรา เวลาคนดูหนังมักจะชอบแคปเจอร์โมเมนต์ของหนัง มันไม่เหมือนการดูหนังสมัยก่อนที่ต้องผ่านโรงหนัง รอแผ่นออก หรือรอจนกว่าจะถึง Big Cinema ปัจจุบันคือกดแคปเจอร์จากหน้าจอกันได้หมดแล้ว มันทำให้เกิดการแข่งขันของทีมอาร์ต ทั้งหลายแผนก หลายบริษัทแข่งขันกันสูงมากในเรื่องการใส่รายละเอียดของพร็อปให้มันสมจริง
อย่างนี่เป็นซองบุหรี่ ‘The Moon’ เป็นบุหรี่โบราณที่ไปอยู่ในหนัง ‘มนต์รักนักพากย์’ แล้วมันเป็นของจริง คนดูที่ทันบุหรี่พระจันทร์ เขาจะโห! มันไปหามาได้อย่างไร เจ๋ง! เห็นแล้วคิดถึงปู่

มันทำให้เรารู้สึกว่าพร็อปกระจุกกระจิกทรงพลังเสมอเลย แล้วก็เป็นสิ่งที่ผิดพลาดเสมอเลย เวลาเรารีเซิร์ชผิดมันก็ออกมาผิดนะ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไปหมาดๆ เลยคือในซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ เราเอาขวดโค้กไปวางอยู่ในซีนหนึ่ง ตอนนั้นหนังออนแล้วนะ มันก็มีแฟนพันธุ์แท้โค้กทักมาหาผู้กำกับ เขาก็ส่งมาอำเรา แต่เป็นการอำที่เจ็บใจมาก! เพราะขวดโค้กที่เราเอาไปวางมันเป็นของปี 2017 แต่ในซีรีส์คือปี 2016! เรารีบไปหาซื้อมาเลยว่ามันต่างกันตรงไหน มันต่างกันนิดเดียวจริงๆ ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้นี่แทบไม่มีใครรู้แน่ๆ
สุดท้ายแล้วมันคือ Digital Footprint สิ่งที่เราทำมันย้อนกลับมาหาตัวเราหมดเลย รู้สึกว่ามึงง่ายไม่ได้แล้วนะในโลกปัจจุบัน เราต้องใส่ใจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เรายังยืนยันที่จะทำหนังให้มันสมจริงที่สุด ทุกครั้งที่หมดไฟหรืออยากศึกษาเรื่องพร็อป เราจะกลับไปเปิดหนัง ‘มหา’ลัยเหมืองแร่’ หนังมันใหม่เสมอและไม่เคยมีความผิดพลาดเลย เพราะทีมงานเขาตั้งใจมากๆ ก็อยากให้วันหนึ่งมีเด็กมาดูผลงานเรา แล้วบอกว่าขอบคุณมาก ดูหนังที่พี่แก่ทำแล้วมีแพสชันมากเหมือนกันนะ
รูปไก่ขันและรูปนกกระเรียนเรียกนักประมูล
พร็อปทั้งสองรูป คือเราเริ่มไอเดีย คิดโครงสร้าง วาดฟอร์ม ทำการค้นหาในทุกมหาวิทยาลัยศิลปะ ของานน้องนักศึกษามาดูเหมือนเป็นการส่งเข้าชิง แล้วก็คัดเลือกจนได้ของนักศึกษาพระจอมเกล้าลาดกระบังที่เขียนรูปไก่ นักศึกษาเพาะช่างเขียนรูปนกกระเรียน จริงๆ ทำไม่ทันเวลาก็เลยต้องช่วยกัน ช่วยกันเขียนอยู่สามสี่วัน

แล้วเราก็เก็บรูปไว้ในโรงพร็อปหลังจากซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ ถ่ายทำเสร็จ มันก็มีน้องคนหนึ่งเข้ามาเห็น เขาก็ทักว่าพี่! ทำไมไม่เอารูปไปประมูลล่ะ เราก็คิดว่าบ้า! ใครเขาจะซื้อวะ สักพักไม่นานก็มีกองประมูลทักเรามาจริง แต่สมบัติทุกอย่างมันเป็นลิขสิทธิ์เน็ตฟลิกซ์ เราก็คิดว่าถ้าประมูลแล้วได้เงินนะจะเอาเงินไปให้น้องนักศึกษาหรือทำการกุศล อย่างนั้นต้องขออนุญาตเน็ตฟลิกซ์เพื่อให้การประมูลเกิดขึ้นให้ได้
จนกระทั่งถึงวันที่รูปของน้องเขาได้ไปประมูล รูปไก่ขายได้สี่ล้านเจ็ดแสนบาท รูปนกกระเรียนได้สองล้านเก้าแสนบาท แล้วเราก็มอบรายได้เป็นทุนการศึกษาให้มหาวิทยาลัย มันคือที่สุดแล้ว!

เราโทรถามทีมประมูลด้วยว่าใครเป็นคนประมูลรูปไก่ไป เขาบอกว่าเจ้าของบริษัทที่ภูเก็ตดูซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ แล้วก็เห็นรูปไก่ มันติดใจเขามาก ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เขามีแพสชัน เขาถึงกับให้ทุกคนในทีมนั่งดูเลยนะ เป็นการปลุกใจพนักงานให้ฮึดสู้เหมือนสันติ แล้วเขาก็นั่งเครื่องบินมาประมูลเลย ต้องต่อสู้กับนักสะสมคนอื่นอีก แต่เขาจะเอาให้ได้ จนราคาประมูลถึงได้ดีดขึ้นไปขนาดนั้น สุดท้ายรูปไก่ก็ไปแขวนอยู่หน้าบริษัทเขา
เราไม่คิดเลยว่าของที่ถูกสร้างด้วยทีมอาร์ตเล็กๆ มันจะกลายเป็นความยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้
นาฬิกาบอกเวลาอย่ากลับบ้าน
นาฬิกาในซีรีส์ ‘อย่ากลับบ้าน’ เป็นหนึ่งในเมนพร็อปที่ใช้เซตหนัง จำได้ว่าค้นหารูปทรงของนาฬิกาเยอะมาก และในขณะที่เราเริ่มอ่านบท เริ่มทำแบบ เราก็เห็นว่าบทเขียนว่านาฬิกาชี้เลขสามจุดหนึ่งสี่ แล้วผู้กำกับก็ให้ทีมงานไปปรับนาฬิกาทั้งหลังให้ชี้แบบนั้น เราก็งงว่ามันเลขอะไร อ๋อ! ค่าพาย มันเป็นวันเกิดของไอน์สไตน์ด้วย เรามารู้ตอนผู้กำกับถูกสัมภาษณ์ คือเขาปล่อย Easter Egg ไว้ในหนัง

คนก็มาสัมภาษณ์เราด้วยเหมือนกันว่าทำไมบันไดต้องโค้ง ทำไมนาฬิกาต้องเป็นค่าพาย เราจะบอกว่าทุกอย่างทุกซอกในบ้านคนเอาไปตีความหมดเลย นี่ก็เป็นของที่ระลึกอีกอย่างที่เราเก็บไว้ตลอดเหมือนกัน จริงๆ อยากเอาไปตั้งในห้องทำงาน แต่มันไม่ค่อยเข้ากัน (หัวเราะ)
โคมไฟที่มีทุกบ้าน
นี่เป็นโคมไฟที่มีรูปทรงยุโรปมากได้มาจากตลาดประตูสมบัติ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่ามันไปอยู่ในหนังไทยแทบทุกเรื่องของเราเลย เราแอบคิดว่าหรือเป็นหนึ่งในวิธีการประหยัดงบ (หัวเราะ) แล้วเราก็เป็นคนที่ชอบทำเซตที่มันดูไม่เข้ากัน เหมือนห้องนอนห้องหนึ่งที่เราชอบเรียนรู้มันด้วยตัวเอง คงไม่มีห้องไหนที่จะมีแต่ของมินิมอลไปทั้งหมดหรอก อย่างน้อยต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นฟังก์ชันประหลาด บางเรื่องเอาไปยัดอยู่ใต้เตียง แล้วมันก็จะมีแสงเหลืองเรืองออกมาสวย

ไล่มาจนถึงของชิ้นสุดท้ายแล้ว เราเชื่อว่าพวกมันอาจจะกำลังน้ำตารื้นอยู่ก็ได้ จากถ้อยคำและความทรงจำเปี่ยมล้นของแก่ที่มีร่วมกับของ ราวกับเขาไม่เคยลืมเลยว่าพวกมันพาเขาผ่านอะไรมา ช่างน่าปลื้มปริ่มแทนพวกมันที่ยังถูกปัดฝุ่นให้เหมือนใหม่อยู่เสมอ แม้จะถูกสร้างขึ้นมาให้มีสนิมหรือเป็นของโบราณ
“หลังจากคุณย้ายมาที่โกดังแล้วได้เห็นพร็อปทั้งหมดของตัวเอง คุณรู้สึกอย่างไร” แล้วผู้ถามก็ยังไม่หยุดขยี้ให้ความอิโมผุดขึ้นมาอีก
แก่ถอนหายใจพลางยิ้ม “เราสร้างที่นี่กันเองทั้งหมดนะ ตอนขึ้นโกดังก็เก็บกันตั้งแต่พื้นปูนเลย ตอนย้ายของ ย้ายพร็อปนี่โคตรจะลำบาก ใช้หกล้อเกือบสามสิบสี่สิบคัน ใช้เวลาเกือบสองเดือนในการย้าย วางแผนไว้มากมายเลยว่าโซนนั้นแบ่งเป็นของยุคนั้น โซนนี้แบ่งเป็นของยุคนี้ ตัดภาพมาแม่งล้นออกถนนไปหมด คือพื้นที่มันไม่พอ เราจำได้เลยว่าเรานั่งกลางห้อง ขณะที่มีรถขยะมารอข้างหน้า วันนั้นโคตรหดหู่เลยกับการที่ต้องพูดว่าทิ้ง ทิ้ง ทิ้ง”
“มันเหมือนกับเราต้องปล่อยแล้ว เราเก็บของที่ไม่ทำรายได้ เป็นภาระของเราไว้เยอะมากเลย จนเหลือของจริงๆ ที่ต้องใช้ ทุกครั้งที่เซตหนังจบ เราจะบอกทีมว่าเอากลับบ้านก่อน เพราะทุกอย่างที่หามามันมีเรื่องราวหมด”

“กับของส่วนตัวคุณตัดสินใจที่จะทิ้งยากเหมือนกันหรือเปล่า” แก่ตอบได้อย่างทันใจเหมือนเคย “ยาก!”
แล้วเขาก็โบกไม้โบกมือยกใหญ่ “รู้ไหม เรายังเก็บรองเท้าคู่แรกที่ซื้อมาเมื่อห้าหกปีที่แล้วไว้อยู่เลย ซื้อเพราะตอนเด็กไปเกาะตู้มองที่จตุจักร อยากได้มันมากแต่ไม่มีเงิน ทั้งที่ซื้อมาแล้วตอนนี้ก็ใส่ไม่ได้ ถ้าเราบอกชื่อยี่ห้อมันไปแล้วคนรู้จัก เขาจะเฮ้ย! แจ๋วว่ะ ทุกวันนี้เราไม่เคยเจอรองเท้าคู่นี้ที่ไหนในประเทศไทยเลย เพราะน้อยคนจะมีรสนิยมการแต่งตัวแบบนี้ แล้วคนที่มีคือใครรู้ไหม ‘บู้-Slur’ มันคือรองเท้ายี่ห้อ ‘Swear’ ซึ่งสมัยก่อนคนที่ใส่รองเท้ายี่ห้อนี้คือ ลีโอ-พุฒิ”
“พูดตามตรงเราไม่ใช่คนสะสมของ ถ้าการเก็บหมายถึงว่าต้องเก็บทุกคอลเลคชันนะ เราแค่เป็นคนชอบอะไรบางอย่างในโมเมนต์บางอย่างถึงได้ซื้อเก็บไว้ แล้วเป็นคนขี้เสียดายที่จะทิ้งด้วย”
“อย่างนั้นถ้าน้ำท่วมคุณจะยกอะไรไปก่อน” เราเหลือบมองแก่ขณะที่เขาหัวเราะนำขึ้นมา “สังเกตไหมว่าทุกตึกของเรามีชั้นสอง” แก่ชี้นิ้วไปรอบๆ
“แต่เราอาจจะยกควายไปก่อนเป็นอันดับแรกนะ” เขาหัวเราะอีกแล้ว แหง! ก็เล่นเป็นนางกวักให้บริษัทพันธุ์ทางได้เสียขนาดนี้ เป็นเราก็คงจะทำเหมือนเขา
“จริงๆ ก็คงยกทุกอย่างให้หมดเท่าที่จะมากได้ เพราะมันคงเหนื่อยมากถ้าต้องทำขึ้นมาใหม่ อีกอย่างคือคนมาจ้างบริษัทเรา เพราะเขาไว้ใจจากปริมาณข้าวของทั้งหมดที่เขาเห็นนะ”
ต้นฝัน

ความมหัศจรรย์อีกอย่างของบริษัทพันธุ์ทางอาร์ตเวิร์ก คือของทั้งหมดในโกดัง นักศึกษาต่างก็สามารถมาขอเช่าได้ ทั้งยังได้ราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แก่ว่ามันถูกเหมือนลด 90 เปอร์เซนต์เลย เขาทำโครงการให้เช่าของมานานกว่าเจ็ดปีแล้ว อย่างถ้าขนไปหนึ่งรถกระบะ เขาก็ให้ราคาเหมาพันห้าร้อยบาท หรือจะเอาหกล้อมาขนก็ไม่ว่ากัน ราคาเหมาอยู่ที่หนึ่งหมื่นต่างกันไปตามใจแก่
“ถ้ามาขอฟรีเราไม่ให้ คุณต้องช่วยทีมเก็บของเราหน่อย ช่วยค่าเบียร์เราหน่อย แต่ถ้าเช่าของแล้วทำมันเสียหาย ผมด่านะ” เขาหัวเราะ
“เพราะอะไรคุณถึงทำโครงการให้เช่าของ” เราเท้าคางถาม
แล้วเขาก็เริ่มทำการอารัมภบท “เราเคยเรียนมหาวิทยาลัยหนึ่งแล้วเรียนไม่จบ ก็ไปสู้ต่อในมหาวิทยาลัยที่สอง จบออกมาก็เอาพอร์ตโฟลิโอไปยื่น แล้วคนคัดเลือกเขาก็พูดกับเราว่าผลงานดีมากเลยนะ แต่เราจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงเลย เราไม่สามารถจ้างคุณได้ในราคานี้ คุณเป็นเหมือนลูกทีมของมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราแม่งไม่เคยมีโอกาสด้านงานที่ใครหยิบยื่นให้เลย เราถึงอยากยื่นให้คนอื่น เราเคยมีโอกาสจากอาจารย์หลายคนที่ผลักดันให้เราไปประกวดงาน ไปเป็นนายกสโมสรมหาวิทยาลัย ซึ่งเราทำได้เฉยเลย
“มองเด็กบางคนแล้วก็รู้สึกว่าอ๋อ! มันก็คงเป็นเด็กเหี้ยคนหนึ่งนะ แต่ถ้าให้โอกาสมันก็พัฒนาตัวเองให้ดีได้ เหมือนเรามองเห็นตัวเอง เราเรียนโรงเรียนวัดมาตลอดทั้งชีวิต ข้อเสีย คือทำงานกับคนต่างประเทศเยอะมาก แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยตั้งใจเรียนเลย ไม่รู้ด้วยว่าต้องเรียนหนังสืออย่างไร เรามาตั้งใจเรียนครั้งแรกตอนจับดินสอวาดรูปในมหาวิทยาลัยเลยนะ เราวาดรูปไม่เป็น จนอาจารย์เขาให้โอกาสทำให้เรามาถึงทุกวันนี้ได้

“ศิลปะเนี่ยเป็นสิ่งที่พ่อแม่เราไม่อยากให้เรียนเลยนะ เพราะมันเสียเงินเยอะมาก อุปกรณ์ทุกอย่างราคาเทียบเท่าเครื่องสำอางค์ ภาษีมันสูงมาก เราพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอดนะว่าให้ลดภาษีอุปกรณ์ศิลปะเถอะ ถ้ามีอาจารย์เฉลิมชัยสักหนึ่งร้อยคน หรืออาจารย์ถวัลย์ดัชนีสักสิบคน แต่นี่ประเทศเรามีคนเดียว ขณะที่ต่างประเทศมีเป็นล้านคนเลย
“เราไม่เชื่อเรื่องความสามารถในการศึกษาเลย เราเชื่อเรื่องมายด์เซต ตื่นเช้ามาแล้วมีจิตสาธารณะ กินอยู่แล้วเอื้อเฟื้อคนอื่น เพราะทักษะในการทำงานมันสอนกันได้ เหมือนการเข้ามาเรียนหนังสือใหม่ ฉะนั้นใครที่มีวินัยกับเรา เราพอแล้ว ตื่นเช้ามาให้ทันแล้วจะมานอนก็ไม่ว่าเลย แค่ทำตามที่เราบอก”
ถ้อยความของเขาทำคนฟังน้ำตาแทบรื้น แต่เกือบจะล้นออกมาจริงๆ ก็หลังจากประโยคนี้ “แล้วคุณได้อะไรกลับมาจากการทำโครงการ มันดูขาดทุนอยู่เหมือนกันนะ”
เขาตอบ “สิ่งที่เราได้กลับมาคือผู้กำกับที่กลับมาใช้พันธุ์ทาง เขาพูดว่าสมัยเรียน ผมเรียนจบได้เพราะพี่นะ กระทั่งตอนที่เราไปงาน Microwave Film ในจังหวัดศรีสะเกษเพื่อดูผลงานทีซิสของนักศึกษา มันจะมีหนังสั้นเข้าชิง 8 เรื่อง เราเห็นว่าทุกเรื่องใช้พร็อปบ้านเราทั้งนั้นเลย เราไม่รู้มาก่อนเพราะทีมงานหลังบ้านจะเป็นคนจัดการเรื่องการยืมของ
“รู้สึกเหมือนพันธุ์ทางเป็นต้นฝันให้เขาเลย คนคงจดจำพันธุ์ทางในเรื่องนี้ได้เยอะเหมือนกัน แบบกูเรียนจบได้เพราะพันธุ์ทางนะ”
ตามประสาพันธุ์ทาง

“ถ้าไม่มีของเหล่านี้ คุณคิดว่าชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไร” แก่เงยหน้ามองรอบโกดังอย่างที่เขาชอบทำเป็นปกติ
“เราคงไปเป็นพ่อค้า เราเคยขายของอยู่ที่บางกระบือด้วยนะ คือขายเพื่อเก็บเงินไปทำอะไรไร้สาระ แบบขายรองเท้าได้สามร้อยบาทก็เอาเงินไปซื้อของร้านตรงข้าม (หัวเราะ) มีพี่คนหนึ่งที่เราสนิทแล้วตั้งแผงมาด้วยกัน เขาขายนิตยสาร a day ทั้งแผงเลยนะ คนในตลาดจะเรียกร้านเราว่าไอร้านน้อง a day อะ! เพราะเราเป็นน้องคนสนิทของพี่เขา ทำให้ขณะนั้นก็ขายรองเท้าไปด้วย ขายนิตยสารไปด้วย เอาเงินมาหมุนใช้ด้วยกัน มีทุกเล่มตั้งแต่เล่ม 1 ยันเล่มสุดท้าย จำได้ว่าขายได้เล่มละสามพัน โคตรดัง!
“ในยุคนั้นมันไม่ใช่การซื้อ a day เพื่อสะสม เราซื้อเพื่อดูคนสันปกแบบเฮ้ย! พี่กู เฮ้ย! เพื่อนกู ยุคนั้นมันมากกว่าการสะสม มันเป็น Culture เหมือน Instagram ของยุคเลย แต่การคุยเรื่อง a day คุยกับคนรู้จักทั้งหนึ่งร้อยคนไม่ได้นะ พูดรู้เรื่องกันแค่สี่คน แบบมึงอ่าน a day เหรอ มึงแม่งเด็กแนวนี่หว่า!
“สมัยก่อนเด็กเรียนศิลปะแนวๆ หน่อยจะต้องใส่รองเท้าคอนเวิร์สหุ้มข้อสีเหลือง เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดเก่าๆ พอดีตัว กางเกงยีนส์ขาเล็กๆ แล้วมันจะมีคำนิยาม ‘มือซ้ายถือกระดาน มือขวาถือ a day’ โคตรมันเลย!” น่าชื่นใจที่นิตยสาร a day ก็ถูกทดไว้ในความทรงจำของแก่
“สักอีกสิบปีข้างหน้า คุณคิดว่าตอนนั้นคุณจะเป็นอย่างไร” เราถาม
“อืม เราจะยังมีบริษัทพันธุ์ทางอยู่แต่จะไม่มีเราแล้ว เพราะจะเกษียณตัวเอง เบื่อแล้ว เป็นคนเบื่อง่าย อยากทำอะไรที่มันท้าทายชีวิตตัวเองมากกว่าการนั่งอ่านบทแล้วไปเซตพร็อป อยากทำคอนเสิร์ต ทำศิลปะ ขี่มอเตอร์ไซค์เล่น อยากย้ายพันธุ์ทางให้เป็นศูนย์กลางการยืมของ อยากเห็น Art Director ขึ้นมาเป็นทีมหนึ่ง ทีมสอง แต่ไม่ต้องทำงานให้เราแล้ว ให้เขามีอาชีพ มีที่ทางของตัวเอง แล้วเราก็อยากไปทำประติมากรรมด้วย ตอนนี้เราก็กำลังปลูกบ้านอยู่ข้างหลังนะ
“ตอบไม่ได้หรอกว่าจะเบื่อศิลปะไหม เพราะอยู่ในแวดวงศิลปะมาเกือบทั้งชีวิต ศิลปะมันเท่!”

เรากล่าวขอบคุณเจ้าของโกดังก่อนจะแยกย้ายกัน
เราหันหลังมองข้าวของในโกดังแล้วพยักหน้ายิ้มกับตัวเอง พลางคิดว่าหากพวกมันมีชีวิตคงมีอย่างแรกที่อยากพูดกับเจ้าของ
ขอบคุณ, แก่พันธุ์ทาง





