หลังจากค่ำคืนหนึ่งที่การถกเถียงปรัชญาบนโต๊ะกลมจบลง นักปรัชญาชาวกรีกนาม ‘เพลโต’ เร่งจรดน้ำหมึกลงกระดาษของเขา นับเป็นรวมมิตรปรัชญาเพลโตที่โด่งดังในชื่อ ‘Plato’s Symposium’ มาจนถึงปัจจุบันกาล บนโต๊ะกลมนั้นเขาประทับใจชายหนุ่มคนหนึ่งมากที่สุด เขามีชื่อว่า ‘อริสโตฟาเนส’ เขาไม่ได้เป็นนักปรัชญาเหมือนเพลโต หากแต่เป็นนักเขียนละครตลกที่อาศัยในกรุงเอเธนส์ และโด่งดังไม่แพ้เพลโตเช่นกัน
บทละครของเขามักมีความตลกร้าย ขบถต่อสังคม วิพากษ์การเมืองเป็นส่วนใหญ่ อย่างเรื่อง ‘Lysistrata’ ผู้หญิงที่หยุดสงครามได้ด้วยการปฏิเสธความรักกับสามี แต่ที่ทำให้เขาดังระเบิดมากขึ้นกว่าเดิม คือการเข้าร่วมถกเถียงปรัชญาความรักในงานเลี้ยงที่เพลโตจัดขึ้น แม้สิ่งที่เขาเล่าจะไม่ได้มีชื่อเรียกเป็นทฤษฎีหรือหลักปรัชญาอย่างชัดเจน แต่เพลโตได้จดบันทึกไว้ด้วยน้ำมือของเขาอย่างละเอียด เรื่องเล่านี้กลายเป็นตำนานของอริสโตฟาเนส เขากล่าวถึงกาลเก่าของมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเราต่างเคยอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะถูกสาปให้โหยหารักราวกับว่ามันคือครึ่งหนึ่งที่หายไป
Myth of Aristophanes
มนุษย์ในแบบของอริสโตฟาเนสนั้นมีอยู่ 3 แบบ หนึ่งเป็นหญิงที่เกิดมาจากโลก สองเป็นชายที่เกิดมาจากดวงอาทิตย์ และสามเป็นร่างของคนเพศเดียวกันในหนึ่งร่างที่เกิดมาจากดวงจันทร์ เราจะเล่าถึงแบบสุดท้ายที่แน่ใจว่าผู้อ่านกำลังขมวดคิ้วเป็นปมว่ามันคืออะไร รูปร่างของพวกเขาช่างแปลกประหลาด ลองนึกภาพคนที่ไม่ได้ตัวลีบผอม ไม่ได้อ้วนท้วม แต่กลับกลมดิ๊กเป็นวงกลม มีสี่แขน สี่ขา ใบหน้าสองหน้า หูสองคู่ อวัยวะเพศสองชุด พวกเขาเดินตัวตรงหรือเดินเลี้ยวเคี้ยวคดได้ตามต้องการ หรือหากอยากวิ่งขึ้นมา ก็แค่หมุนตัวลงพื้นให้เป็นวงล้อ แขนขาทั้งแปดก็จะกลิ้งไปด้วยกันเสมือนดวงจันทร์ที่หมุนรอบตัวเอง และที่พวกเขาเกิดมาจากดวงจันทร์ ก็เพราะดวงจันทร์มีสองด้าน

มนุษย์ทั้งหมดต่างก็มีพลังแข็งแกร่ง ทั้งทะเยอทะยาน พวกเขาพยายามจะพุ่งสู่สวรรค์เพื่อโจมตีเทพเจ้า ซุสและเหล่าเทพเจ้าจึงหารือกันว่าจะทำอย่างไรดี เพราะไม่อาจใช้สายฟ้าฟาดล้างบางมนุษย์เหมือนที่ทำกับเผ่าพันธุ์ยักษ์ได้ ไม่เช่นนั้น พิธีบูชาและเครื่องสักการะที่มนุษย์คอยมอบให้ก็จะหายไป แต่ในทางกลับกันก็ไม่สามารถทนปล่อยให้มนุษย์ทำตัวป่าเถื่อนได้อีก
และแล้วซุสก็เกิดความคิดหนึ่ง
พวกเขาจะเลิกชั่วช้าเมื่อกำลังลดลง ดังนั้นจะต้องผ่าพวกเขาเป็นสองซีก มันเป็นทางเดียวจะทำให้สูญเสียพลัง พวกเขาจะเดินตัวตรงด้วยสองขา แต่ถ้าเห็นว่ายังซนไม่เลิก และไม่ยอมอยู่ในความสงบก็จะต้องผ่าพวกเขาอีกครั้ง ถึงคราวนั้นก็จะเดินด้วยขาเดียวไม่ใช่สองขาอีกต่อไป
ซุสไม่รอช้า เขาผ่ามนุษย์แต่ละคนออกเป็นสองซีก ง่ายดายเหมือนตอนเราลงมีดหั่นครึ่งแอปเปิลหรือผ่าไข่ต้มด้วยเส้นผม เขาออกคำสั่งให้เทพอพอลโลหันหน้าของแต่ละซีกไปทางรอยผ่า เพื่อให้ได้เห็นว่าตัวเองถูกลงโทษ และจะได้ประพฤติดีขึ้น ต่อมาซุสก็ออกคำสั่งแก่เทพอพอลโลอีกครั้งให้จัดการปิดรอยผ่าที่เหลือให้เรียบร้อย เทพอพอลโลดึงผิวหนังรอบๆ เข้าหากันที่กลางท้องมนุษย์ เหลือร่องรอยเป็นเหมือนถุงจิ๋วหลิวเอาไว้ และมันคือสะดือที่อยู่บนร่างกายมนุษย์

“เพื่อเป็นเครื่องเตือนถึงการสวดอ้อนวอน การถวายเครื่องสังเวย และการเดินทางในชีวิตเพื่อค้นหาอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง กลับมาเป็นหนึ่งเดียวในกันและกัน นี่เป็นบทลงโทษที่ซุสมอบให้มนุษย์”
หลังจากที่ร่างกายของมนุษย์ถูกผ่าออกเป็นสองซีก แต่ละคนต่างก็ร้องโหยหาถึงอีกซีกหนึ่งของตัวเอง เมื่อพวกเขาพบกันก็พันตัวเข้ากันจนแนบแน่น ด้วยอยากรวมเป็นหนึ่งเดียวเหมือนรูปทรงดวงจันทร์อีกครั้ง แต่เพราะสภาพการณ์ที่ไม่ยอมทำอะไร นอกจากจะกอดรัดตัวกันทั้งวัน ทำให้ซีกหนึ่งสิ้นลมหายใจ และอีกซีกหนึ่งที่ยังมีลมหายใจก็ออกตามหาครึ่งหนึ่งของมันต่อไป
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ชายบางคนจึงปรารถนาที่จะตามหาผู้หญิง เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ปรารถนาจะตามหาผู้ชาย แต่ผู้หญิงที่ถูกแยกจากผู้หญิงด้วยกันจะไม่สนใจผู้ชายเลยสักนิด พวกเธอสนใจเพศเดียวกันเอง เมื่อใครสักคนเจอครึ่งอีกซีกของตัวเองจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม สิ่งวิเศษจะเกิดขึ้นเสมอ สองซีกนั้นจะใจสั่นระรัวด้วยความรัก มีแรงดึงดูดมหาศาลต่อกัน ถูกความปรารถนาครอบงำและพวกเขาไม่อยากแยกจากกันแม้เพียงช่วงเวลาเดียว

Cupid and the Lost Half
ความปรารถนาอันแรงกล้านี้ของครึ่งหนึ่งที่คอยตามหาอีกครึ่งหนึ่งเรียกว่า ‘Eros’ ที่อริสโตฟาเนสเปรียบมันเป็นสัญลักษณ์ผลักดันให้มนุษย์ตามหาอีกครึ่งของตัวเอง อย่างที่เรารู้กันว่าเขาก็คือ ‘Cupid’ หรือกามเทพ
“แต่ความเข้าใจที่ว่ากามเทพเป็นผู้คอยยิงลูกศรปักให้ผู้คนตกหลุมรักกัน อาจผิดเพี้ยนในแบบของอริสโตฟาเนส เพราะลูกศรในมือกามเทพไม่ได้มีอยู่ด้วยสาเหตุนั้น หากแต่มันปักลงอกให้มนุษย์กระตุกตัวเองว่าเราจะต้องสมบูรณ์ก่อน เราจะต้องรักตัวเองก่อน เมื่อทุกอย่างในจิตใจสมดุลแล้ว แรงปรารถนาที่อยากสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคนจะไม่เป็นเพียงการหลงรักแบบตื้นเขินอีกต่อไป”

เพราะระหว่างการออกตามหาอีกครึ่งหนึ่ง เราล้วนอ่อนแอ เปราะบาง และรู้ถึงความเจ็บปวดของความไม่สมบูรณ์มาก่อน เมื่อเราพบอีกครึ่งที่แท้จริงเข้าให้จึงรู้สึกซาบซึ้งและยินดีเหลือเกินจนไม่อยากจากลา
แต่ในมุมมองสมัยใหม่ เรื่องรักใคร่ก็ไม่ได้เวอร์วังเท่า ‘Myth of Aristophanes’ เสมอไปหรอก ส่วนใหญ่แล้วคนเราตกหลุมรักและตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ก็เพราะในความสัมพันธ์นั้นมีความสุข ความอบอุ่น และความพอใจอยู่เต็มปรอท เรารู้สึกเหมือนเจอชิ้นส่วนที่หายไปของตัวเอง เมื่ออยู่ด้วยกันก็รู้สึกว่าทุกอย่างในโลกสมบูรณ์ไปเสียหมด แน่นอนว่าการตามหานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เพียงเพื่อได้ใครสักคนมาอยู่ข้างกาย แต่คือการเดินทางเพื่อค้นพบตัวตนของเรา เพราะแท้จริงแล้ว เราต่างโหยหาที่จะกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม ธรรมชาติที่ว่าด้วยการรู้สึกได้เป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง

มนุษย์แต่ละคนเริ่มต้นการเดินทางอย่างโดดเดี่ยว ด้วยอีกครึ่งหนึ่งนั้นเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม จนทำให้ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะได้พบใครสักคนในเร็ววัน กามเทพจะไม่ยิงลูกศรให้ใครมาตกหลุมรักเราหรอก แต่เขาจะคอยดลใจไม่ให้เรายอมแพ้ คอยปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ส่องแสงประกายน้อยๆ ให้เราค้นพบทางที่จะนำไปสู่การรักตัวเอง ไม่นั่งลงท้อแท้ละทิ้งตัวเองไว้กลางทาง
ดูท่าแล้วกามเทพคงอยากฝากบอกว่าอย่าหวังพึ่งเขา และจงตั้งใจรักตัวเองให้ดีกว่านี้





