Inspired & Creative Content Creator พื้นที่รวมคอนเทนต์ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังของคนรุ่นใหม่

T2 Trainspotting : 20 ปี แค้นนี้ยังไม่สาย


Director:
Danny Boyle

Region:
UK

Genre:
Black Comedy / Drama

ปัญหาที่เราละเลยหรือทิ้งเอาไว้ในอดีต มันยังคงไม่หายไปไหน เราอาจจะหลงลืมมันไป ใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ได้สนใจว่าเราทิ้งบางอย่างไว้เบื้องหลัง บางอย่างยังคงหลบซ่อนอยู่ในเงา รอวันเวลาที่เหมาะสมจะปรากฏตัวออกมา แม้จะ 10 ปีหรือ 20 ปี มันก็ยังคงรอเวลาที่จะได้ร้องตะโกนเรียกให้เราหันมามอง กวักมือเรียกให้เราเผชิญหน้า…และลงมือแก้ไขมันสักที

T2 Trainspotting คือภาพยนตร์ภาคต่อจากหนังดังชื่อเดียวกันในปี 1996 หนังเล่าถึงช่วงเวลาที่สอดคล้องกับเวลาในโลกแห่งความจริงนั่นคือ 20 ปีให้หลังจากภาคแรก ว่าด้วยเรื่องของ Mark ‘Rentboy’ Renton ที่กลับมาบ้านเกิด สกอตแลนด์ หลังจากได้ก่อวีรกรรมไว้ในอดีต เพื่อมาเจอกับเพื่อนเก่าที่มีเรื่องราวต้องสะสางอย่าง Simon ‘Sick Boy’ Williamson, Daniel ‘Spud’ Murphy และเพื่อนขี้โมโห Francis ‘Franco’ Begbie รวมถึงแฟนสาวของไซม่อนอย่าง Veronica ที่มาร่วมชะตากรรมในเรื่องราวบทใหม่ของมิตร (ไม่) แท้ทั้งสี่คน โดยแต่ละคนต่างเป็นตัวแทนของความขัดแย้งที่ต่างกัน เหมือนมนุษย์ที่ล้วนมีปัญหาเป็นปัจเจกต่อกันและกัน และปัญหานี้เองที่ผลักดันตัวละครไปสู่จุดมุ่งหมายที่ขัดแย้งกันไปมา เกิดเป็นเรื่องราวให้ได้ปวดหัว บ้าบิ่น ล่องลอย และมีเสน่ห์ ไม่ต่างจากภาคแรก

ในภาคนี้ ตัวละครที่ปรากฏตัวในเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นตัวละครเดิม และที่สำคัญคือยังใช้นักแสดงคนเดิมคนเดียวกับเมื่อ 20 ปีก่อน (แม้กระทั่งคนที่ปรากฏตัวออกมาไม่ถึง 5 วินาทีก็ยังใช้คนเดิม!) ฉากหลังเดิมในเมืองเอดินบะระ และมาพร้อมกับผู้กำกับคนเดิมอย่าง แดนนี่ บอยล์ (Danny Boyle) ที่กลับมาสร้างหนังภาคต่อของภาพยนตร์ที่สุดจะมีเอกลักษณ์ โดยบอยล์ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังในแง่ของการใส่องค์ประกอบหลายๆ อย่างที่สัมพันธ์กับภาคแรกเข้ามา มีหลายฉากที่ทำขึ้นเพื่อเอาใจแฟนหนังภาคแรกให้ได้นึกถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เรายังคงจำได้ ดนตรีประกอบหรือวิธีการถ่ายทำและตัดต่อที่ยังคงหลงเหลือรูปแบบจากภาคแรก และถ่ายทอดรูปแบบนั้นสู่ภาคสองอย่างเต็มที่

สิ่งที่อาจแตกต่างจากภาคแรกไปบ้าง น่าจะเป็นพล็อตเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลและเป็นลำดับมากขึ้น และจากความเป็นเหตุเป็นผลนี้เองที่บางคนอาจจะมองว่ามันลดทอนเสน่ห์ของหนังไป (แต่บางคนก็อาจจะมองว่ามันทำให้หนังมีเสน่ห์เพิ่มขึ้น) รวมถึงโทนของหนังที่พูดถึงเรื่องคล้ายๆ กันกับภาคที่แล้ว แต่เป็นมุมมองใหม่จากตัวละครเดิม ทำให้สิ่งที่ผู้ชมได้รับจากภาคนี้คือชุดความคิดที่มีรสชาติกลมกล่อมและย่อยง่ายกว่าภาคแรกมาก

โดยรวมแล้ว T2 Trainspotting ยังคงเป็นหนังภาคต่อที่คงเอกลักษณ์แม้ว่าเวลาจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม ความจัดจ้านที่น้อยลงถูกแทนที่ด้วยความเฉียบคมของหนัง เหมือนกับตัวละครทุกคนที่โตขึ้นแต่ยังคงทิ้งร่องรอยของหัวขบถแบบภาคที่แล้วไว้ และหนังยังคงพูดแทนคนกลุ่มเดิมที่เรียกว่า Trainspotting หรือพวกชอบนั่งนับรถไฟที่เป็นคำเปรียบเปรยจิกกัดคนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยหลีกหนีปัญหาว่าพวกเขาเหล่านั้นก็มีความขัดแย้งในตัวเองเหมือนกับเรา ความเหลวไหลที่พวกเขาถูกแปะป้ายใส่อาจจะเกิดจากการที่เราไม่พยายามเข้าใจวิธีการของพวกเขาเหล่านั้นก็ได้

สุดท้ายแล้วเรื่องราวใน T2 Trainspotting ก็ได้พาเราไปสู่บทสรุปที่ตัวละครทุกตัวร่วมกันก่อเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ได้ตบบ่าเราและบอกด้วยแววตาเดิมที่เพิ่มเติมด้วยประสบการณ์ว่า มันยังไม่สายหรอกที่เราจะเผชิญหน้ากับปัญหาของเราอีกครั้ง

Author

ฆฤณ ถนอมกิตติ

ชายชื่อแปลกผู้เชื่อว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะเราต่างเติบโตเพิ่มขึ้นมาจากเมื่อวานตั้ง 24 ชั่วโมง


x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)