“เหมือนห้องเรียน ผมมองงานแต่ละชิ้นแบบนั้น”
โดยนิสัย แม็กซ์ เจนมานะ เป็นศิลปินที่ชอบกระโดดไปทำงานนู้นงานนี้อยู่บ่อยๆ ในฐานะนักร้อง เขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากรายการ The Voice Thailand Season 1 บางคนอาจจดจำเขาในฐานะเจ้าของเพลงฮิต ไม่ว่าจะเป็น วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ไวน์ ถ้าพระอาทิตย์ ฯลฯ
นี่ยังไม่รวม Rehab Session ที่เขาทำไว้มากมาย
เมื่อ 11 ปีก่อน เขาดอดไปเขียนหนังสือมา 2 เล่ม บรรณาธิการออกปากชมว่าเขียนได้ดี มีลีลาทางภาษา และเขาน่าจะเป็นนักร้องไม่กี่คนที่ได้ไปงานหนังสือฯ เพื่อแจกลายเซ็น-ไม่ใช่แฟนเพลง แต่เป็นแฟนหนังสือ
หรืออย่างงานแสดงที่เขามองว่าเป็นยาขม พอได้ลองทำปรากฏว่าติดใจ ไม่ว่าจะเป็น พีท นักธุรกิจใน Mind Memory 1.44 พื้นที่รัก หมอนะโม ใน Ghost Lab โกสต์แล็บ ฉีกกฎทดลองผี หรืออย่างล่าสุดกับบท หนุ่ย กนก ใน 4 Kings ภาค 2 ที่ได้รับคำชื่นชมล้นหลามในฐานะนักแสดง
คล้ายว่าเขาสนุกกับการเปลี่ยนห้องเรียนไปเรื่อยๆ
ล่าสุดเขากำลังทำอัลบัมใหม่ โดยปล่อยผลงานออกมาให้ฟังกันแล้ว 2 เพลง ‘ก็ยังดี’ กับ ‘ลม’ เราจึงนัดพบเขาที่ออฟฟิศ a day เพื่อพูดคุยถึงอัลบัมใหม่ รวมถึงเบื้องหลังสารพัดงานที่เขาได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือแม้แต่การแสดงหนัง
อะไรทำให้เขาชอบกระโดดไปทำงานที่หลากหลาย และเขาเห็นคุณค่าอะไรในงานเหล่านั้น
เด็กชายสายตาสั้นรักการอ่าน
แม็กซ์เขียนหนังสือมาแล้ว 2 เล่ม Strange to Meet You – หน้าแปลกที่แปลกหน้า และ The Boy Who Never Grows – เด็กไม่รู้จักโต ทั้ง 2 เล่มตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ย้อนไปสมัยเพิ่งเข้าวงการ เขาให้สัมภาษณ์ว่าชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ที่บ้านถึงกับตกลงกันว่าถ้าพาไปเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ซื้อให้อย่างเดียวคือหนังสือ ก่อนคุยถึงเบื้องหลังหนังสือทั้ง 2 เล่ม เราอยากนั่งคุยกับเขาเรื่องการอ่านก่อน ด้วยเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการเขียน

คุณเขียนหนังสือมา 2 เล่ม อยากรู้ว่าคุณเป็นคนชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กเลยไหม
ผมเป็นเด็กสายตาสั้นที่ชอบอ่านหนังสือมาก ผมเป็นเด็กที่ไม่สูงมาก แต่คนในครอบครัวผมตัวสูง 180-190 หมดเลย สูงชิบหาย มองไม่เห็นเลยใครเป็นใคร (หัวเราะ) ผมก็เลยถูกบังคับให้นอนเร็ว ก็จะคลุมผ้าแล้วเอาไฟฉายส่องอ่านหนังสือตอนกลางคืน
อ่านอะไร
ผมอ่านหลากหลายนะ นิยาย วรรณกรรมเยาวชน คือผมก้มหน้าก้มตาอ่านจนฮอร์โมนไม่หลั่ง ร่างกายก็เลยไม่โต ตอนนั้นผมบ้าอ่านจริงๆ อ่านตั้งแต่เช้าถึงเย็น อ่านวันละ 1-2 เล่ม ไม่รู้เอาเวลาจากไหนไปอ่านหนังสือ กลับมาบ้านหรือปิดเทอมก็จะอ่าน เอาไปอ่านที่โรงเรียนด้วย ตอนนี้ก็เลยสงสัยว่าเวลาอ่านหนังสือมันหายไปไหนหมด (หัวเราะ)
คือเป็นคนรักการอ่าน โมเมนต์ไหนที่รู้สึกว่าอยากจะเขียน
พออ่านบ่อยเข้ามันก็อยากเขียนทันทีนะ ผมคิดว่าคนที่เป็นนักอ่านอยากเป็นนักเขียน มันคือการเอาข้างในออกมา เรารับ input มาแล้วก็ต้องปล่อย output ออกมา ตอนเด็กๆ ผมอยากแข่งแว่นแก้ว อยากลงสมัคร อยากเขียน ผมจำได้ก็เขียนแล้วก็เขียนกากมากเลย (หัวเราะ) แต่มีความอยากเขียนมาตลอดตั้งแต่เด็กแล้วครับ
คนอื่นๆ ในครอบครัวอ่านไหม
พ่อกับน้องชายผมก็อ่าน ส่วนแม่กับน้องสาวไม่ค่อย เขามีเวย์ของตัวเอง พ่อผมจะมีห้องหนังสือที่มีหนังสือวางบนชั้นเยอะมากๆ แต่ก็จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับชีวิตซะเยอะ ผมก็จะไปทางฟิกชันกับการ์ตูนเป็นหลัก
จากที่ฟัง บ้านคุณสนับสนุนการอ่านเต็มที่ วันนี้พอมีลูกแล้ว คุณปลูกฝังการอ่านให้เขาไหม
เขาอ่านด้วยตัวเอง ผมแทบไม่ต้องปลูกฝังอะไรเลย ตอนนี้อ่านเขาแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ ถ้าเป็นการ์ตูนเขาจะอ่านวันพีช คือเหมือนผมก็วางๆ หนังสือเอาไว้ เดี๋ยวเขาก็หยิบขึ้นมาอ่านเอง
อย่างที่รู้กันว่าคุณมีหนังสือของตัวเอง 2 เล่ม ใครเห็นแววว่าคุณเขียนหนังสือได้
ตอนนั้นผมเป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเข้าวงการ มีคนมาสัมภาษณ์แล้วก็รู้ว่าผมชอบอ่านหนังสือและชอบเขียน ก็คงไปถึงหู เลยได้รับการทาบทาม ช่วงนั้นสำนักพิมพ์ Salmon Books มีหนังสือออกมาเยอะ พี่หนุงหนิง (ศิษฎา ดาราวลี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ถามว่าอยากเขียนเรื่องอะไร ผมบอกว่าก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เขาเลยให้ผมเขียน Non-Fiction ก่อน เอาเรื่องตัวเองมาเขียน
ผมเลือกเขียนเรื่องคนแปลกๆ ในชีวิตดีกว่า คือผมชอบเดินทางมาก ชอบหาเรื่องไปเที่ยวต่างประเทศ ก็เลยเจอคนแปลกๆ เยอะมาก ผมก็คัดมา 21 เรื่อง เกี่ยวกับคนที่เจอในชีวิตที่คิดว่าแม่งแปลก (หัวเราะ) มีทั้งแปลกหน้า กับรู้จักกัน แต่เขาเป็นคนแปลก

ที่มาห้องแม็กซ์เจนกับหนังสือเล่มแรกในชีวิต
2558 คือปีที่ Strange to Meet You – หน้าแปลกที่แปลกหน้า เดินทางสู่มือนักอ่าน ตีกลมๆ ก็ 11 ปี พอดี ด้วยระยะเวลาที่ทิ้งห่างขนาดนั้น แม้เป็นเจ้าของความทรงจำ เราเดาว่าข้อมูลบางอย่างอาจหลงหายไปในกาลเวลา ซึ่งเขายืนยันอย่างนั้นในวันสัมภาษณ์ เราจึงติดต่อพูดคุยกับ หนุงหนิง-ศิษฏา ดาราวลี บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์บัน (BUNBOOKS) ผู้แชร์ความทรงจำร่วมกับแม็กซ์ตอนเขียนหนังสือ สิ่งที่เราสนใจพอๆ กับเบื้องหลังหนังสือคือคำถามที่ว่า การเขียนหนังสือเล่มแรกในวัย 24 ปี มองย้อนกลับไป เขาได้บทเรียนอะไรบ้าง
มองเห็นอะไรในตัวเขาถึงชวนมาเขียนหนังสือ
เริ่มจากมีน้องที่รู้จักกันเป็นแฟนหนังสือของสนพ. และแฟนคลับแม็กซ์ด้วย เขาทักมาทางโซเชียลฯ ว่าอยากแนะนำให้ลองชวนแม็กซ์เขียนหนังสือ เพราะแม็กซ์ชอบอ่านหนังสือ อยากเขียนหนังสือ
ตอนนั้นเป็นช่วงที่เรากำลังหานักเขียนหน้าใหม่ ก็เลยลองนัดคุย แล้วก็บอกให้แม็กซ์ลองเขียนมาให้อ่าน จริงๆ ไม่ได้คาดหวัง แต่แม็กซ์เขียนส่งมา แล้วเขียนดีจนเราดีใจ รู้เลยว่าเป็นคนอ่านหนังสือมาเยอะ เขามีภาษา มีสำนวน มีลูกเล่น
หนังสือเล่มแรกใช้เวลาเขียนนานไหม
ไม่นานเลยครับ ด้วยความที่เป็นเล่มแรก มาจับดูตอนนี้ผมก็ยังไม่กล้าอ่านนะเนี่ย พอเราโตขึ้นแล้วเราจั๊กจี้มั้ง แต่ไม่ถึงกับครินจ์ เพราะมันก็ตัวเรา ก่อนหน้านี้อาจจะรู้สึกมากกว่านี้ ผมชื่นชมไอ้แม็กซ์ตอนเด็กๆ เสมอครับ มันเป็นคนที่ทำงานดี เป็นคนตั้งใจ
บางคนบอกว่าสไตล์การเขียนของแม็กซ์จะยียวน บ.ก.อย่างคุณเห็นด้วยไหม
ก็เหมือนนิสัยคนเขียน (หัวเราะ)
ในแง่การดิไซน์ คุณออกไอเดียพาร์ตไหนบ้าง
ผมยังจำชื่อคนวาดได้อยู่เลย Pinary เป็นคนวาดภาพทั้งเล่มและหน้าปก ผมชอบลายเส้นของเขานะ มันเหมือนตอนเราวาดในร้านกาแฟ บรีฟคือ ผมก็แค่เล่าเรื่องที่ไปเจอคนแปลกๆ ไป เขาวาดออกมาไม่มีแก้เลย ผมชอบทุกอย่าง
ปรับแก้กันนานเหรอ ถึงขั้นแม็กซ์ต้องหอบเสื้อผ้าไปนอนอยู่ที่ออฟฟิศบ่อยๆ
งานแม็กซ์แก้ไม่นานค่ะ อย่างที่บอกว่าเพราะเขียนมาดีอยู่แล้ว ปัญหาคือทำยังไงให้เขียนเสร็จมากกว่า ก็เลยเป็นที่มาของห้องแม็กซ์เจน จริงๆ ไม่ได้ขัง แต่มันอยากเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ แล้วบ้านตัวเองก็ไกล พอมาแล้วอยู่ดึกก็ขี้เกียจกลับ ก็เลยยึดห้องหนึ่งเป็นห้องตัวเองไปเลย บางทีมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ พอเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ยอมกลับ เคยต้องแวะเอาอาหารมาส่ง แล้วก็ปล่อยให้เฝ้าออฟฟิศต่อไป
โมโมนต์ที่ได้ไปเซ็นหนังสือเล่มแรกรู้สึกยังไง
เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่มาก นักร้องมาเซ็นหนังสือ ตอนนั้นผมใช้นามปากกว่า ‘เจนมานะ’ สำหรับการเป็นนักเขียนโดยเฉพาะ ที่บ้านบอกว่ามึงเอาชื่อทั้งตระกูลไปใช้เลยเหรอ แต่ถ้าเป็นลายเซ็นตอนเป็นศิลปินก็จะแรดๆ กว่านี้นิดนึง (หัวเราะ)
อะไรคือเรื่องตลกๆ กับความทรมานของแม็กซ์ตอนเขียน Strange to Meet You
เรื่องตลกคือแม็กซ์กลัวผี ส่วนทรมาน นึกออกแบบไวๆ ก็คือเรื่องอดนอน จำได้ว่าเวลาเจอหน้าต้องถามว่าได้นอนหรือยัง นอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วเป็นอย่างนั้นตลอดการปิดเล่ม
อะไรคือสิ่งที่คุณเรียนรู้จากการทำหนังสือเล่มแรก
หลายอย่างมากเลย ตอนเขียนเล่มแรกผมทรมานมาก และได้รู้ว่า Deadline นี่มันทรงพลังมากเลย ต่อให้มีแรงบันดาลใจมากแค่ไหน ก็ยังขุดให้ผมมานั่งเขียนได้ไม่เท่า Deadline เลยครับ เล่มแรกไม่เท่าไหร่ เล่มสองนี่โคตรโหดเลย
ตอนเริ่มเขียนหนังสือคุณเพิ่ง 20 ต้นๆ ในวัยนั้นคิดว่าเร็วไปไหมที่จะเขียนหนังสือ
ไม่เร็วไปหรอกครับ เขียนไปเลย คนสร้างงานศิลปะโชคดีอย่างหนึ่งคือได้บันทึกความคิดของตัวเองในวัยนั้นเอาไว้ ยิ่งถ้างานได้ออกสู่สาธารณะยิ่งดีเลย บางครั้งมันดูน่าอาย แต่มันก็จะทำให้จำได้ว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นคนแบบไหน เพราะฉะนั้นใครอยากเขียนหนังสือ ทำเพลง หรือทำอะไรก็แล้วแต่ ทำออกมาเลย ผม Encourage ให้ทำสิ่งนี้
เด็กไม่รู้จักโตที่เขียนหนังสือเล่มสองอยู่ 1 ปี
อันที่จริงเขาอยากเขียน Fiction มาตั้งแต่เล่มแรก แต่เหมือนยังตกตะกอนไม่พอ ไม่มั่นใจ ยังคิดเรื่องไม่ออก ต้องกวนน้ำให้ขุ่นอีกสักหน่อย The Boy Who Never Grows – เด็กไม่รู้จักโต จึงคลอดออกมาเป็นเล่มที่สอง ซึ่งเขาใช้เวลาเขียน 1 ปีเต็ม ระหกระเหเดินทางเพื่อหนีจากปัญหาหลายๆ อย่าง เขาว่าชีวิตในวัยนั้นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเด็กเพิ่งจบใหม่ก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่แบบเต็มตัว มีความสับสน แต่ที่รู้สึกชัดที่สุดคือโหยหา ‘ความเป็นเด็ก’ จึงหยิบประเด็นนี้มาถ่ายทอดผ่านตัวอักษร เราเชื่อว่ายังมีวัยรุ่นอีกมากที่รู้สึกแบบเดียวกับเขา

ตอนนั้นคุณเป็นนักร้องแล้ว มีการมีงานแล้ว สนใจอะไรในประเด็นนี้-เด็กไม่รู้จักโต
ตอนนั้นผม 24 เอง เราก็คิดว่าสรุปนี่เรายังเด็กอยู่หรือเปล่าวะ แต่ก็ดูไม่เป็นเด็กแล้วนะ มันเป็นผู้ใหญ่แล้วในระดับหนึ่ง แต่มันก็ยังมีบางส่วนที่เป็นเด็กค้างอยู่ คือเราเพิ่งเรียนจบทำงานได้ 3 ปีเอง ผมก็เลยได้ไอเดียว่าอยากจะคงความเป็นเด็กของตัวเองเอาไว้ บันทึกเอาไว้ว่าเราเป็นเด็กที่ยังไม่อยากโต ก็เลยคิดถึงปีเตอร์แพน โมเดิร์นปีเตอร์แพน มันก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องออกเดินทางไปข้างนอก เป็นการระบายของผมผ่าน Fiction
อาร์ตในเล่มที่สองโชว์ลายเส้นซะเยอะ ไอเดียเรื่องอาร์ตมาจากใคร
แม็กซ์เป็นคนหาเรฟและเลือกสไตล์ภาพประกอบเอง คือเค้าจะมีภาพในหัวว่าผมอยากได้แบบนี้ๆ เราก็พยายามหาคนที่วาดได้อย่างที่น้องต้องการมาเสิร์ฟ คนออกแบบอาร์ตในเล่มคือ Patsachon ส่วนหน้าปกน่าจะเป็นกราฟิกของสนพ. ตอนนั้น
พอต้องมาเขียนเรื่องแต่ง ยากกว่าเขียนเรื่องจริงไหม
ยากมาก มันคือการสร้างโลกโลกหนึ่งขึ้นมา มันจะรู้สึกแปลกๆ นิดหนึ่งที่เขียนเรื่องแฟนตาซี มันยากกว่าเล่มแรก เล่มแรกมันเป็นเรื่องจริง แต่เหมือนเรื่องเล่าที่พูดกันในวงเหล้าหรือกลุ่มเพื่อน แต่กับเล่มนี้เหมือนเราต้องขุดเอาข้างในออกมาเขียน
ผมใช้เวลาเขียน 1 ปี และเล่นใหญ่ไปเก็บข้อมูล 3 ประเทศ อินเดีย นิวยอร์ก และนอร์เวย์ จริงๆ ผมหาเรื่องไปเที่ยว เหมือนตอนนั้นผมอายุ 25 พอดี แล้วชีวิตมันมีอะไรถาโถมเข้ามาเยอะ สัญญากำลังจะหมด ไม่รู้จะทำอะไรต่อ กำลังจะมีลูก ทะเลาะกับเพื่อน ชีวิตค่อนข้างไร้ทิศไร้ทางมากๆ

อะไรคือเสน่ห์ของหนังสือทั้ง 2 เล่ม ของแม็กซ์
สิ่งที่เด่นมากของแม็กซ์คือสำนวน สไตล์ภาษา เล่มที่เป็น Non-Fiction ก็เล่าเรื่องจริงได้สนุก มีจังหวะมีลูกเล่น อ่านสนุก ส่วนเล่มที่เป็น Fiction เขาโชว์ความลึกซึ้งและจินตนาการของตัวเองออกมาเต็มที่ ซึ่งมันเป็นสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร และไม่พยายามเขียนเหมือนใคร
ที่คุณบอกว่าเล่มสองโหดมาก ติดขัดตรงไหนเหรอ
พอเดินทางไปเก็บข้อมูลมาแล้ว ขั้นตอนนั่งเขียนนี่ยากสุดเลย เราเขียน Fiction มันไม่ใช่เรื่องจริง มันต้องปล่อยให้ความคิดวิ่งไปข้างหน้า เราต้องเป็นคนดำเนินเรื่องไป เหมือนเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวละครจะไปเจอกับอะไร ผมมีแค่โครงที่หลวมมากๆ จนถึง Deadline แล้วผมยังไม่เสร็จ ผมขี้เกียจเขียน เริ่มงอแง
พี่หนุงหนิงน่ารักมาก แกลากไวต์บอร์ดมากลางออฟฟิศแซลมอน แล้วก็เขียนสตอรีบอร์ด ว่ามันมีโครงประมาณนี้ มันต้องมี Hero Journey เริ่มออกเดินทาง เจอปัญหา แก้ปัญหา เรียนรู้อะไร แล้วก็จบ พอส่งปรู๊ฟเขาก็ชมกันว่าเขียนดี เออเขียนดี แต่กูจะตายอยู่แล้วเนี่ย (หัวเราะ) แทบจะรีดวิญญาณออกมาเขียนแล้ว
ฝั่งนักเขียนปั่นต้นฉบับเดือดพอตัว ฝั่งสำนักพิมพ์เดือดแค่ไหน
จำได้ว่าเดือดมาก ปิดเล่มเหมือนหนีตายและเสร็จเป็นเล่มท้ายๆ เล่มแรกก็เหมือนกัน
ลึกๆ ทำไมถึงงอแงไม่อยากเขียน
ผมกลัว ตรงหน้ามันคือความกลัว ผมเลยไม่อยากเดินไปตรงนั้น ผมไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ไหน ผมเข้าใจนักเขียน ศิลปิน ไม่ว่าแขนงไหนก็ตาม ลึกๆ แล้วอาจจะมีความกลัวอยู่
ผมได้เรียนรู้ว่าทำไปตั้งแต่ทีแรกก็จบ มันน่าจะสบายกว่านี้ ทำวันต่อวันไปเรื่อยๆ ดีกว่าการไปว่ายน้ำแล้วรอให้ไอเดียโผล่มา แล้วกลับมาเขียนจบภายในคืนเดียวจนเกิดเป็นมาสเตอร์พีซ อันนั้นบ้าแล้ว (หัวเราะ)
เราต้อง Make it fun everyday วิ่งจ็อกไปเรื่อยๆ ทุกเช้าเขียนไปเรื่อยๆ จนมันรวมเป็นภาพใหญ่ แต่ตอนนั้นผมคิดไม่ได้ ยังเด็ก ถ้าเป็น บ.ก. มอง ก็จะมองว่ามึงก็แค่เขียนๆ ไป ขี้หมูขี้หมาตื่นมาเขียนให้ได้สักประโยคหนึ่ง กินกาแฟไปด้วยก็ได้ เขียนไปเถอะ ไม่มีใครรู้นอกจากตัวมึงเอง อย่ากลัวตัวเอง
อยากกลับมาเขียนหนังสือไหม
อยากครับ ผมเขียนเก็บไว้เสมอเลย ไม่ว่าจะในมือถือ ในเศษกระดาษ หรือในคอม เขียนเก็บไว้แล้วแบ่งเป็นโฟลเดอร์ อาจจะมีรวมเรื่องสั้นสักเล่มหนึ่งที่มีธีมมาครอบ และก็อยากจะเขียนอะไรที่มันสามารถพัฒนาจนกลายเป็นบทหนังได้


นักแสดงยิ่งอายุมากยิ่งดี
เด็กๆ เคยอยากเป็นนักเขียนไหม-เคย อยากเป็นนักร้องนักแต่งเพลงไหม-เคย แล้วเคยคิดอยากจะเป็นนักแสดงไหม-ไม่เคย เขาบอกว่าการแสดงเป็นศาสตร์ที่เขาอ่อนซ้อมที่สุด แต่ก็มักได้รับโอกาสให้แสดงอยู่เสมอ ตั้งแต่เป็น พีท นักธุรกิจใน Mind Memory 1.44 พื้นที่รัก คุณหมอนะโม ใน Ghost Lab โกสต์แล็บ ฉีกกฎทดลองผี นี่ยังไม่รวมซีรีส์อีกหลายเรื่องที่เขาไปรับเชิญอยู่ประปราย แต่ผลงานที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะนักแสดงคือ 4 Kings ภาค 2 เราจึงชวนเขาคุยถึงเบื้องหลังและสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ รวมถึงทัศนคติที่มีต่ออาชีพนักแสดง

4 Kings ภาคแรก แค่ร้องเพลงประกอบ 4 Kings ภาค 2 คุณเล่นเป็น ‘หนุ่ย กนก’ อะไรทำให้ตัดสินใจรับบทนี้
พี่พุฒิ (พุฒิพงษ์ นาคทอง) เขาชวนผมไปเล่น จริงๆ ผมชอบดูหนังมากนะ แต่บอกตามตรงผมไม่ถนัดแสดงเลย มันเป็นศาสตร์ที่เราไม่ได้ทำการบ้านมากเท่าศาสตร์อื่น แต่มักถูกชวนไปเล่นตลอด กับ 4 Kings ภาค 2 ผมไม่แน่ใจว่าพี่พุฒิเห็นอะไรในตัวผมเหมือนกันนะครับ แต่เราสนิทกัน บ้านอยู่ใกล้กัน แฮงเอาต์กันบ่อย
ที่บอกว่าไม่ถนัด พอต้องมาแสดง 4 Kings ภาค 2 มันยากแบบที่คิดไว้ไหม
มันยากตั้งแต่วันไปเวิร์กช็อปเลยครับ ผมไปเวิร์กช็อปกับ ครูร่ม-ร่มฉัตร ธนาลาภพิพัฒน์ จับผมไปเจอกับ เบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) จี๋ (สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร) พี่แหลม (สมพล รุ่งพาณิชย์) แล้วก็พี่ท็อป (ทศพล หมายสุข)
ในเวิร์กช็อปจะมีกล่องวางไว้หลายๆ ใบ แต่ละกล่องมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน มีร้องไห้ อีกกล่องอาจจะร้องไห้หนักขึ้น เสียใจ เสียใจขึ้นเรื่อยๆ หัวเราะ โกรธ กำลังมีเซ็กซ์ เราต่อแถวกันสร้างอารมณ์พวกนี้ แล้วเสียงในห้องมันดังมาก บางคนกำลังมีเซ็กซ์ บางคนร้องไห้ แต่ละคนปล่อยกันเต็มที่ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าแม่งมันส์ว่ะ การแสดงเนี่ย
คุณเล่นเป็นคนติดม้า ทำการบ้านกับตัวละครนี้ยังไง
ผมไปถามเพื่อนๆ ที่เขาเป็นเด็กช่าง ก็เลยได้รู้อินไซต์มาอย่างหนึ่งคือ คนติดยาเขาจะพกยาดมกัน เพราะเมื่อก่อนเขาเก็บม้าไว้ในยาดม เปิดตรงปลายออกแล้วใส่ม้าเข้าไป ตอนอยู่ในกองหรือแม้แต่ตอนเข้าฉาก ผมก็จะพกยาดมไว้ตลอด คือทำนิสัยให้คล้ายๆ กัน

หนังสือที่เขียนยังไม่กล้าอ่าน เขินไหมเห็นตัวเองบนจอ
ไม่เขินนะ มันมีนักแสดงหลายคนมั้งครับ ไม่ใช่เราคนเดียว ผมอาจจะโตขึ้นแล้วด้วย อาจเป็นเพราะผมอยู่ในวัยที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร เข้าใจแล้วว่าชีวิตมันเป็นยังไง ไม่ได้บอกว่าผมเก่งนะครับ แต่ผมว่านักแสดงยิ่งอายุเยอะจะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ
อะไรทำให้คุณเชื่อแบบนั้น
ผมเห็นพี่ๆ รุ่นใหญ่หลายคนที่กลับมาแสดง โห สุดยอดมาก ผมเพิ่งดูหนังเรื่องมือปืนที่เพิ่งเข้า Netflix เป็นฉากที่ เบน (เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี) ปะทะอารมณ์กับ พี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพาณิชย์) พี่นกโคตรเก๋าเกม คือปกตินักแสดงจะชอบปล่อยอินเนอร์ออกมาเยอะๆ ใช่ไหม แต่พี่นกเขาเล่นช้าๆ เบนบอกว่าผมจะเล่นให้ช้ากว่า ไม่มีใครยอมใคร คือถ้าใครนิ่งกว่าคนนั้นก็จะดูโอเวอร์พาวเวอร์อีกคน
ย้อนกลับมาที่ 4 Kings ภาค 2 คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการแสดงหนังเรื่องนี้
เยอะเลยครับ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้มากเลยคือ จริงๆ แล้วนักแสดงก็ไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้น มันก็แค่งาน เราเป็นคนธรรมดาที่มาทำงานสนุกๆ ด้วยกัน เราเป็นแค่ฟันเฟือง เป็นองค์ประกอบเล็กๆ ใน 1 งาน ยังมีตากล้อง ผู้กำกับ ผู้ช่วยฯ พร็อป แอกติงโคช สกอร์ ฯลฯ
อะไรคือเป้าหมายที่อยากไปถึงในฐานะนักแสดง
ผมแค่อยากเล่นให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ อยากเป็นชอยซ์ที่คนนึกถึง เล่นได้ดี เป็นมืออาชีพ แต่ตอนนี้ผมก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ฝึกฝีมือไปเรื่อยๆ
ฟังดูคุณติดใจการแสดงเหมือนกันนะ
ติดใจมาก เชื่อไหม 4 Kings 2 เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้นั่งดูหนังที่ตัวเองเล่นในโรงใหญ่ กูเข้าใจแล้ว ทำไมเขาเสพติดกัน การแสดงมันเจ๋งว่ะ พอออกมาเป็นหนังบนจอใหญ่แล้วมันเจ๋งมากเลย
ตอนนี้ยังรับงานแสดงอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหม
ใช่ครับ ตอนนี้ผมกำลังเล่นหนัง 2 เรื่อง ซีรีส์ 1 เรื่อง
บอกได้ไหมเป็นบทแนวไหน
ถ้าเรื่องที่บอกได้แล้วก็ยังคงเป็นนักเลงครับ (หัวเราะ) ผมเล่นเป็นแหลมสิงห์ ในยุคเดียวกับแดง ไบเล่ย์ เป็นซีรีส์เรื่องราวของอันธพาล 2499
อัลบัมใหม่ของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’ เป็นแบบไหนนะ
แม็กซ์คือศิลปินที่ได้ร่วมงานกับหลายค่ายเพลง หลังจากการประกวด The Voice Thailand Season 1 เขาออกซิงเกิลกับ i am หลังจากนั้นเขากลายเป็นศิลปินอิสระ อันเป็นช่วงเวลาที่ก่อให้เกิดอัลบัมฮิตอย่าง Let There Be Light (อาทิ ไวน์ วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า) บ้านหลังล่าสุดของเขาคือ Sony Music Thailand ซึ่ง ณ ตอนนี้ เขากำลังซุ่มทำอัลบัมใหม่อย่างขะมักเขม้น อัลบัมใหม่ว่าด้วยเรื่องอะไร เบื้องหลังเป็นอย่างไร บรรทัดถัดๆ ไปมีคำตอบ

คุณกำลังทำอัลบัมใหม่ วางคอนเซปต์ไว้ยังไง
ผมคิดไว้คร่าวๆ ว่าจะแบ่งอัลบัมออกเป็น Act (องก์) Act I เล่าเรื่องการเดินทาง ส่วน Act II และ Act III ยังไม่รู้ว่ามันจะเดินไปทางไหน เหมือนหนังสือ เหมือน Journey คือเราไม่มีทางรู้อนาคตข้างหน้า ถ้าผมคิดเอาไว้ก่อนมันอาจจะไม่สนุก อัลบัมนี้ผมอยากอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด
ซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมาแล้วคือ ‘ก็ยังดี’ เพลงนี้เล่าเรื่องอะไร
‘ก็ยังดี’ ผมจัดว่าเป็นเพลงที่มีธีมเรื่องการเติบโตและปล่อยวาง ผมเขียนเพลงแนวนี้ในทุกช่วงชีวิตเลย ในหัวผมจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าอยู่ตรงนี้ทำไม จะไปไหนต่อ เติบโตอยู่หรือเปล่า เพลงนี้ผมเขียนเนื้อร่วมกับ Zeedox และ Chatchon S.
เพลงมันพูดถึงการเติบโต การละทิ้งตัวตนเก่าเพื่อเดินไปข้างหน้า โดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ ชื่อภาษาอังกฤษ Departure เพิ่งมาทีหลัง ผมไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไรดี แต่พอถอยออกมาดูมัน คือเริ่มต้นออกเดินทาง จริงๆ มันมี 3 เลเยอร์
เลเยอร์แรก คือระยะทางเดินกลับบ้านที่เดินส่งทุกวันตอนเป็นแฟน แต่ว่าตอนนี้เราไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว และเป็นการส่งครั้งสุดท้าย
เลเยอร์สอง คือการพูดเกี่ยวกับคนเจเนอเรชันผม คือผมก็ Gen Y แล้วเนอะ แล้วก็มี Gen Z ขึ้นมาแทนที่เรา ทำงานเจ๋งๆ มากมาย ผมแค่จะบอกว่าสิ่งที่เรามีให้คือความหวังดี ในฐานะคนที่มาก่อน
เลเยอร์สุดท้าย คือผมจะบอกตัวเองในฐานะศิลปิน ตัวตนเก่าเราจะทิ้ง ตัวตนใหม่กำลังจะมา เราไม่ติดใจอะไรกับตัวตนเก่าๆ ของเราแล้วนะ เรารักตัวเองในแบบที่เราเป็น หลังจากนี้จะมีแต่ความสนุก


เห็นว่าไปถ่าย MV เพลง ‘ก็ยังดี’ ที่ญี่ปุ่น ซึ่งใช้โพรดักชันเฮาส์ของตัวเองด้วย การถ่ายทำราบรื่นไหม
เราไปกันแค่ 3 คน ผมเป็นครีเอทิฟ อีกคนเป็นไดเรกเตอร์ อีกคนเป็น DP คือเราทำงานกันเป็นกองโจร
ตอนแรกเราตั้งใจกันว่าจะไปถ่ายที่เมืองโฮคุโตะ สุดท้ายไม่ได้ไป เพราะตากล้องเราอยากได้หิมะเยอะๆ ก็เลยขับรถไปที่นากาโนะ ฮาคุบะ แล้วก็โตเกียว
3 คน ไปถ่าย MV 2 ตัวที่ต่างประเทศ มองย้อนกลับไปมันลำบากแค่ไหน
เหนื่อยชิบหายเลย ได้นอนน้อยมาก ขับรถก็ไกล ไหนจะต้องหาโลเคชันกันหน้างานอีก เราไปกันช่วงมกราคม ญี่ปุ่นหนาวมาก ขับไปหิมะก็ตกลงมาหนักมาก รถมันหมุนกลางหิมะเลยครับ
แต่มันก็มหัศจรรย์มากที่เราทำงานกันออกมาได้ ผมก็เหมือนเป็นโพรดิวเซอร์ไปในตัว ช่วยไกล่เกลี่ย จัดการกอง งบ และวางแผนการถ่ายทำ แล้วก็เป็นนักแสดงเองด้วย
คุณเล่าด้วยสีหน้าแฮปปี้มากเลย มันสนุกใช่ไหมออกกองถ่าย MV เพลงใหม่ 3 คน ที่ญี่ปุ่น
มันสนุกนะ (หัวเราะ) เราถ่ายกันเสร็จแล้วเราก็ไปแช่ออนเซน กินเบียร์ งานนี้เหมือนเพื่อนมาทำโปรเจกต์ด้วยกัน อะไรเกิดขึ้นตรงหน้าก็ลุยแก้ปัญหา แล้วมันก็ออกมาเวิร์กมาก เราถ่ายทำกันทั้งหมด 6 วัน ได้ 2 มิวซิกวิดีโอ ได้หนังสั้น 1 เรื่อง ถ่ายอยู่ไทยเราคงทำได้มากกว่านี้ แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่า 3 คน ก็ไปออกกองได้เหมือนกัน



นอกจากการเติบโตและปล่อยวาง เพลงที่คุณทำมา มีธีมไหนอีกบ้าง
ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าเพลงที่เราทำมันแยกเป็นหมวด หรือธีมอะไรได้บ้าง มันทำให้เห็นภาพรวมว่าที่ผ่านมาเพลงเราเป็นแบบไหน ผมเพิ่งเจอคำถามนี้ครั้งแรกในชีวิตเหมือนกัน ขอบคุณมากที่ถามคำถามนี้ครับ
อย่างอัลบัม Let There Be Light มันคือความเข้มข้นของจิตใจ มันเป็นก้อนความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ มันพูดถึงการผิดหวัง การหลีกหนี ผมดำดิ่งเข้าไปในส่วนที่ลึกมากๆ เพลงไวน์ วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ดารา แล้วก็ไปดาร์กสุดเลยคือ ปีศาจ
อีกธีมอาจจะเป็นความสงบ ผมพยายามสอดแทรกความสงบเข้ามาในทุกอัลบัม คือผมจะพยายามเขียนเพลงให้ครบทุกแง่มุมของการเป็นมนุษย์ ผมชอบความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะยุคนี้ที่ AI มาแล้ว งานศิลปะมันควรต้องมีความเป็นมนุษย์มากๆ ตัวอย่างเช่น เพลง All to Know หรือ Silver Lining
กำลังตามหามัน (ความสงบ) หรืออยู่ในภาวะนั้นแล้วถึงเขียนเพลงออกมา
ผมว่าผมมีมันแล้วนะ ไม่งั้นคงเขียนออกมาไม่ได้ ผมอยากให้ Act II เป็นแบบนี้ มันต้องเป็นอะไรที่มาจากข้างในจริงๆ สนุก สดชื่น ไม่มีการบังคับตัวเอง ไม่มีการแสดง มันควรจะเขียนออกมาจากความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่ในเนื้อตัว

โลกกว้างใหญ่เกินกว่าจะเรียนแค่วิชาเดียว
แม้ว่าแม็กซ์จะแจ้งเกิดจากการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง แต่ไม่ได้ติดยึดกับงานเพลงอย่างเดียว อยากเขียนหนังสือ วันหนึ่งมีคนมาชวนไปเขียนหนังสือ ก็เขียน แม้การแสดงไม่ใช่ของถนัด แต่วันหนึ่งมีคนชวนไปแสดงหนัง ก็แสดง ในแง่นี้มันบอกเราอย่างหนึ่งว่า ไม่เห็นจำเป็นเลยกับการทำงานงานเดียว งานไหนไม่เคยทำแต่น่าสนุกก็ไปลองทำ ไปฝึกฝน ไปปะทะ และเรียนรู้ เพราะงานใหม่ๆ ก็จะมีปัญหาใหม่ๆ วิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ทั้งมอบประสบการณ์และบทเรียนใหม่ๆ มาสู่ชีวิต ซึ่งสำหรับแม็กซ์ นี่่คือเรื่องสนุก
อะไรทำให้คุณชอบกระโดดไปทำงานหลายๆ แบบ
มันสนุกมากครับ เหมือนผมอยู่ในสนามเด็กเล่น คือคนที่เติบโตและใช้ชีวิตมาสักพักจะถูกคาดหวังว่าต้องเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมว่ามีคนไม่น้อยที่เป็นแบบผม คือยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัว
ผมจะมองงานแต่ละชิ้นเป็นเหมือนชั้นเรียน ผมเป็นเด็ก ม.6 ที่วันหนึ่งก็เดินเข้าไปเรียนในห้องดนตรี ห้องฉายหนัง ห้องหนังสือ หรือห้องวิทยาศาสตร์ ไปนั่งแม่งทุกห้องเลย แต่จริงๆ อยู่ห้องดนตรีนะ แต่ขอเดินไปหาเพื่อนที่ห้องหนังสักหน่อย เทอมหน้าขอเปลี่ยนไปเรียนอีกวิชา
ผมชอบทำงานศิลปะไปเรื่อยๆ อะไรก็ได้ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เขียนหนังสือ แสดงหนัง หรือร้องเพลงแล้ว ผมก็คงหาทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ออกมาอยู่ดี กลัวว่าถ้าหยุดแล้วจะไม่สนุก ไม่มีเป้าหมาย
เคยคิดไหมว่าคุณจะอยู่ในความทรงจำของคนในฐานะอะไร
นั่นสิ ผมทำจับฉ่ายมากเลย ผมมีอะไรให้คนจำบ้างไม่แน่ใจนะครับ แต่ถ้ามีคนจำผมไม่ได้เลยก็เข้าใจได้ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าจะกระโดดไปทำงานนู้นงานนี้ไปถึงเมื่อไหร่
ผมไม่คาดหวังแล้วกันว่าคนจะจำผมแบบไหน แต่ผมขอจดจำความภูมิใจ ความตั้งใจในแต่ละงานที่ผมทำแล้วกันครับ ทั้งงานที่ผ่านมาและกำลังจะทำ และจะจดจำวันนี้ที่ได้คุยกับ a day ด้วยครับ เป็นวันดีๆ วันหนึ่ง






