Logo
Menu stripMenu stripMenu stripMenu strip
About Us
a day
บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด
(DAY POETS COMPANY LIMITED)
33 Soi Sunwijai 4, New Phetburi Rd.,
Khwang Bangkapi, Khet Huai Khwang,
Bangkok 10310
Tel.: 02 716 6900
E-mail : [email protected]
Main Pages
  • HOME
  • VIDEO
  • PODCAST
  • SERIES
  • MAGAZINE
  • ACTIVITIES
Utility Pages
  • ABOUT US
  • CONTACT
  • PRIVACY POLICY
follow us on
Privacy Policy / Terms and conditions, ©2025
งานหิน Ishi-tsumi ศาสตร์การเรียงหินสุดคราฟต์ของญี่ปุ่นที่ต้องรู้หน้าและรู้ใจหิน

งานหิน Ishi-tsumi ศาสตร์การเรียงหินสุดคราฟต์ของญี่ปุ่นที่ต้องรู้หน้าและรู้ใจหิน

09/07/2020
Made in Japan
AUTHOR: ณิชมน หิรัญพฤกษ์
SHARE:

 คำว่า ‘งานหิน’ ในภาษาไทยชวนให้นึกถึงงานหนักงานยากแต่ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นอาจจะหมายถึงงานคราฟต์เก่าแก่อันละเอียดอ่อนที่หนักหนาทางกายภาพและยากในการฝึกฝน

 เทียบกับบรรดางานคราฟต์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นงานหินอาจไม่ใช่งานที่โดดเด่นจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแต่เชื่อว่าคนไทยที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นเกือบทุกคนต้องเคยเห็นแน่นอนงานหินที่ว่านี้ไม่ใช่การแกะสลักหินก้อนให้เป็นรูปทรงอ่อนช้อยสวยประณีตแบบการแกะสลักหินอ่อนสไตล์ยุโรปแต่เป็น ‘การนำหินมาเรียงต่อกัน!’

 แค่จับมาเรียงอาจฟังดูเหมือนง่ายไม่ประณีตและซับซ้อนแต่สิ่งที่เหมือนกับงานฝีมือแขนงอื่นๆของญี่ปุ่นคือ การจะเรียงหินให้ได้ตามมาตรฐานดั้งเดิมต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อย 10 ปีเลยทีเดียว

 งานเรียงหินของญี่ปุ่นแตกเป็นหลายศาสตร์ย่อย แต่วันนี้ขอยก 2 วิชาแนวตั้งและแนวนอนเป็นตัวแทนกลุ่มมาแนะนำความหินแบบญี่ปุ่นให้รู้จักกัน

 

งานเรียงหินแนวนอน

 คนไทยน่าจะเคยเห็นวิธีการเรียงหินแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยไปเที่ยวปราสาทของญี่ปุ่นเพราะงานเรียงหินเก่าแก่แนวนอนของญี่ปุ่นคือการสร้างกำแพงนั่นเอง กำแพงหินที่เรียงตัวสวยอย่างแข็งแรงอยู่ล้อมรอบปราสาทต่างๆคืองานฝีมือขนาดมหึมาที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุใดๆ ในการเชื่อมหินแต่ละก้อนเข้าด้วยกันมีเพียงภูมิปัญญาของช่างญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยึดเกี่ยวหินขนาดไม่เท่ากันไว้อย่างเหนียวแน่น

 

 

 การเรียงหินเป็นวิชาเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยเซ็งโงกุ (ค.ศ. 1467-1573) มีหลายเทคนิคทั้งแบบที่ใช้หินตามธรรมชาติหรือปรับรูปทรงของหินให้สวยขึ้นก่อนนำมาเรียงแต่เทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือโนะสึระสึมิ (野面積) ซึ่งใช้หินตามสภาพที่พบเจอในธรรมชาติโดยไม่ปรับแต่งรูปทรงแม้แต่น้อยเพราะเทคนิคนี้สร้างกำแพงได้แข็งแกร่งทนทานที่สุดรับมือได้หมด ทั้งพายุน้ำท่วม และแผ่นดินไหว

 มองเผินๆเหมือนนำหินทั่วไปมาเรียงซ้อนกันเฉยๆแต่จริงๆแล้วช่างผู้เชี่ยวชาญคำนึงถึงแรงโน้มถ่วงความสมดุลในการจับคู่วางหินก้อนเล็ก-ใหญ่แม้รายละเอียดเคล็ดลับวิชาจะแตกต่างกันไปแต่ละสำนักแต่ผลที่ออกมาคือเกราะป้องกันอันแน่นหนาไม่ต่างกัน

 กลุ่มอะโนชู (穴太衆) คือกลุ่มช่างผู้เชี่ยวชาญเทคนิคนี้มากที่สุดและสืบทอดวิชาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันกลุ่มนี้แจ๋วขนาดได้รับหน้าที่ซ่อมแซมปราสาทคุมาโมโตะ ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเมื่อ ค.ศ. 2016 พวกเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

 “เคล็ดลับการเรียงหินอยู่ที่การเลือกตำแหน่งวางหินซ้อนกันด้านที่ต้องรับน้ำหนักจะต้องขยับไปด้านหลังเล็กน้อยต่างจากเทคนิคทั่วไปที่จะเอาด้านชนด้าน การวางหินแบบนี้ทำให้ส่วนหน้ารับน้ำหนักมากที่สุดเวลาเกิดแผ่นดินไหวหินอาจเลื่อนไถลลงมาได้การวางหินแต่ละก้อนที่ประกบกันพอดีอาจดูสวยและแข็งแรงเมื่อมองจากภายนอกแต่เมื่อต้องรับแรงจากหลายทิศทางทำให้หินไม่สามารถถ่ายเทน้ำหนักให้กันได้และพังทลายลงมาในที่สุด”

 แก่นวิชาหลักๆมีประมาณนี้ไม่มีคัมภีร์สอนเคล็ดวิชาอื่นๆอะไรทั้งนั้นช่างแต่ละคนต้องเรียนรู้เองจากประสบการณ์หน้างานสาเหตุที่ไม่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพราะขนาดรูปร่าง และน้ำหนักของหินในธรรมชาติไม่เหมือนกันสักก้อนจึงไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างครอบคลุมหรือแม่นยำดังนั้นการจะเป็นช่างเรียงหินที่ดีได้ต้องฝึกสังเกตหินอย่างจริงจังเพื่อให้ได้มาซึ่งสายตาอันแหลมคมในการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของหินแต่ละก้อน

 

 

 ความยากอีกอย่างของงานนี้คือช่างไม่รู้เลยว่าหินในธรรมชาติที่จะได้เจอในแต่ละครั้งมีขนาดหรือรูปทรงแบบไหน จึงไม่สามารถเขียนแบบล่วงหน้าได้เมื่อถึงเวลาทำงานพวกเขาจะขึ้นเขาไปพิจารณาลักษณะเด่นของหินแต่ละก้อนเลือกหินที่คิดว่าน่าจะเข้ากับแบบกำแพงที่วาดขึ้นในจินตนาการจากนั้นจึงค่อยนำมาเรียงที่หน้างานอีกทีขั้นตอนการพิจารณาหินอย่างเดียวนั้นใช้เวลา 1-2 วันเลยทีเดียวช่างหลายคนถึงกับบอกว่าตอนที่นึกภาพกำแพงที่จะสร้างในหัวต้องได้ยิน ‘เสียงหัวใจของหิน’ ด้วย

 “งานเรียงหินเป็นเหมือนสังคมมนุษย์มีทั้งคนตัวเล็กตัวใหญ่นิสัยดีและไม่ดีกลุ่มคน (ก้อน) เหล่านั้นรวมตัวอยู่ด้วยกันในสังคมยิ่งหินแต่ละก้อนมีเอกลักษณ์ยิ่งทำให้งานดูมีชีวิตบางทีเราก็ตั้งใจเลือกใช้หินก้อนที่ไม่ดีเพื่อสร้างเอกลักษณ์การเลือกใช้แต่หินสวยๆไม่สนุกความแตกต่างทำให้งานน่าสนใจและสะท้อนลายเซ็นของช่างแต่ละคน”

 การเลือกหินจึงถือเป็นงานที่สำคัญมากส่วนความเก่งของช่างไม่ได้ดูจากความประณีตเรียบร้อยของงานเหมือนงานคราฟต์อื่นๆแต่วัดกันที่จำนวนก้อนหินที่เหลือหลังจบงานต่างหากว่าใครเป๊ะกว่ากัน

งานเรียงหินแนวตั้ง

 กำแพงอาจยังพอจับทางกันได้แต่ถ้าเป็นงานคราฟต์ที่เรียงหินในแนวตั้งเดากันออกไหมว่าคืองานอะไร

 ใบ้ให้นิดหน่อยว่าเกี่ยวกับอาหารที่คนไทยทุกคนรู้จัก

 ใบ้ให้อีกนิดว่าใช้ในการทำเต้าเจี้ยวหรือมิโสะ

 ถ้ายังคิดไม่ออกขอเฉลยเลยตรงนี้ว่างานเรียงหินในแนวตั้งคือหนึ่งในขั้นตอนการหมักมิโสะของญี่ปุ่นนั่นเอง

 

 การหมักมิโสะในถังไม้มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ฮัตโจมิโสะ คือมิโสะสูตรพิเศษประจำเมืองโอกาซากิที่สืบทอดกันมานับร้อยปีโดดเด่นที่การใช้วัตถุดิบแสนเรียบง่ายอย่างถั่วเหลืองเกลือและน้ำเท่านั้น (มิโสะชนิดอื่นๆอาจมีข้าวหรือข้าวบาร์เลย์ผสมด้วย) นอกจากนี้กรรมวิธีที่ใช้ในการผลิตในปัจจุบันยังเป็นแบบดั้งเดิมเหมือนเมื่อร้อยปีก่อนทั้งหมดซึ่งใช้เวลาหมักมิโสะในถังไม้ถึง 2 ปีในขณะที่มิโสะทั่วไปใช้เวลาแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น

 ใช่แล้วงานหินรับบทเป็นที่ทับฝาของถังไม้ดูเหมือนจะง่าย (อีกแล้ว) แต่บอกเลยว่ายากไม่แพ้การสร้างกำแพงเพราะถังไม้สำหรับบรรจุมิโสะนั้นใหญ่มากสูงถึง 2 เมตรต้องใช้หินเฉลี่ยประมาณ355 ก้อนในการทับให้แนบสนิทรวมน้ำหนักของหินทั้งหมดที่ช่างต้องแบกขึ้นไปเรียงคือ 3-5 ตัน! สมัยก่อนช่างจะต้องไปแบกหินมาจากแม่น้ำยาฮากิด้วยว่ากันว่าบางก้อนหนักถึง 50 กิโลกรัมเลยทีเดียว

 แค่ยกของหนักก็เหนื่อยแล้วนี่ยังต้องเรียงเป็นพีระมิดหรือทรงกรวยเพื่อไม่ให้หินหล่นลงมาด้วย!

 

 

 การปิดฝามิโสะไม่ใช่แค่หาอะไรหนักๆมาทับก็ได้เพราะมิโสะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยายและหดตัวได้ตามอุณหภูมิและความชื้นในแต่ละฤดูช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวอาจขยับขึ้น-ลงประมาณ 20-30 เซนติเมตร จุดนี้เองที่ทำให้บทบาทของพี่หินสำคัญมากเพราะนอกจากจะต้องทับเพื่อให้การหมักเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ยังต้องควบคุมช่องว่างอันน้อยนิดเพื่อให้มีอากาศปริมาณที่เหมาะสมเข้าไปทำปฏิกิริยาด้านในถัง

 

 

 ในขณะที่ช่างหินกำแพงบอกว่าต้องได้ยินเสียงหัวใจของหินช่างหินมิโสะบอกว่าต้องรู้จัก ‘หน้า’ ของน้องก้อนเพราะหินอาจดูเหมือนกันหมดแต่จริงๆแล้วมีหน้า ทั้งด้านหน้าด้านข้าง และด้านหลังเวลาเรียงต้องคำนวณเรื่องช่องว่างและระยะขอบต่างๆทั้งหมดกว่าช่างคนหนึ่งจะสังเกตหินจนรู้จักหน้าตากันดีต้องฝึกเป็น 10 ปี เช่นเดียวกับช่างหินกำแพงแต่ช่างหินมิโสะอาจจะน่าเป็นห่วงกว่านิดหน่อยตรงที่ปัจจุบันมีช่างเหลือไม่ถึง 10 คน เพราะมีปริมาณงานไม่มากนักในขณะที่ช่างหินกำแพงยังพอมีงานซ่อมบำรุงอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์งานก่อสร้างในวัดและศาลเจ้ารวมไปถึงงานสร้างสวนญี่ปุ่นในต่างประเทศด้วย

 

 แม้จะเป็นงานที่หนักและยากแต่ช่างเรียงหินทั้งสองสาขาก็ใจสู้ไม่แพ้กันช่างเรียงหินฝึกหัดของทีมหมักมิโสะบอกว่าการเรียงหินเป็นงานที่เหนื่อยก็จริงแต่พอเรียงได้ดั่งใจมันกลายเป็นความเหนื่อยที่ทำให้รู้สึกดีและสิ่งที่ทำให้จำความรู้สึกดีหลังทำงานสำเร็จได้คือตอนได้ชิมมิโสะแสนอร่อยที่หมักจนได้ที่ แค่เห็นสีและได้กลิ่นก็รู้สึกว่าได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของญี่ปุ่นแล้ว

Tags:ญี่ปุ่นmade in japanงานคราฟต์วัฒนธรรมญี่ปุ่นแกะสลักหินมิโสะ
Share :
Author
ณิชมน หิรัญพฤกษ์
Photographer
-
cat therapist แมวสายเอนฯ ผู้รับบทเป็นนักบำบัดจิตใจมืออาชีพในญี่ปุ่น
Made in Japancat therapist แมวสายเอนฯ ผู้รับบทเป็นนักบำบัดจิตใจมืออาชีพในญี่ปุ่นนักเขียน : ณิชมน หิรัญพฤกษ์
Kou Kimura ช่างภาพญี่ปุ่นผู้ใช้เวลา 1 ปีถ่ายภาพห้องเช่าและผู้คนแห่งนิคมฯ อมตะนคร
Artist TalkKou Kimura ช่างภาพญี่ปุ่นผู้ใช้เวลา 1 ปีถ่ายภาพห้องเช่าและผู้คนแห่งนิคมฯ อมตะนครนักเขียน : ณิชมน หิรัญพฤกษ์
bully insurance ทำประกันก่อนลูกโดนแกล้งคือเทรนด์ใหม่ในญี่ปุ่น
Made in Japanbully insurance ทำประกันก่อนลูกโดนแกล้งคือเทรนด์ใหม่ในญี่ปุ่นนักเขียน : ณิชมน หิรัญพฤกษ์