คำว่า ‘งานหิน’ ในภาษาไทยชวนให้นึกถึงงานหนักงานยากแต่ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นอาจจะหมายถึงงานคราฟต์เก่าแก่อันละเอียดอ่อนที่หนักหนาทางกายภาพและยากในการฝึกฝน
เทียบกับบรรดางานคราฟต์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นงานหินอาจไม่ใช่งานที่โดดเด่นจนสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแต่เชื่อว่าคนไทยที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นเกือบทุกคนต้องเคยเห็นแน่นอนงานหินที่ว่านี้ไม่ใช่การแกะสลักหินก้อนให้เป็นรูปทรงอ่อนช้อยสวยประณีตแบบการแกะสลักหินอ่อนสไตล์ยุโรปแต่เป็น ‘การนำหินมาเรียงต่อกัน!’
แค่จับมาเรียงอาจฟังดูเหมือนง่ายไม่ประณีตและซับซ้อนแต่สิ่งที่เหมือนกับงานฝีมือแขนงอื่นๆของญี่ปุ่นคือ การจะเรียงหินให้ได้ตามมาตรฐานดั้งเดิมต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อย 10 ปีเลยทีเดียว
งานเรียงหินของญี่ปุ่นแตกเป็นหลายศาสตร์ย่อย แต่วันนี้ขอยก 2 วิชาแนวตั้งและแนวนอนเป็นตัวแทนกลุ่มมาแนะนำความหินแบบญี่ปุ่นให้รู้จักกัน

งานเรียงหินแนวนอน
คนไทยน่าจะเคยเห็นวิธีการเรียงหินแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยไปเที่ยวปราสาทของญี่ปุ่นเพราะงานเรียงหินเก่าแก่แนวนอนของญี่ปุ่นคือการสร้างกำแพงนั่นเอง กำแพงหินที่เรียงตัวสวยอย่างแข็งแรงอยู่ล้อมรอบปราสาทต่างๆคืองานฝีมือขนาดมหึมาที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุใดๆ ในการเชื่อมหินแต่ละก้อนเข้าด้วยกันมีเพียงภูมิปัญญาของช่างญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยึดเกี่ยวหินขนาดไม่เท่ากันไว้อย่างเหนียวแน่น


การเรียงหินเป็นวิชาเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยเซ็งโงกุ (ค.ศ. 1467-1573) มีหลายเทคนิคทั้งแบบที่ใช้หินตามธรรมชาติหรือปรับรูปทรงของหินให้สวยขึ้นก่อนนำมาเรียงแต่เทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือโนะสึระสึมิ (野面積) ซึ่งใช้หินตามสภาพที่พบเจอในธรรมชาติโดยไม่ปรับแต่งรูปทรงแม้แต่น้อยเพราะเทคนิคนี้สร้างกำแพงได้แข็งแกร่งทนทานที่สุดรับมือได้หมด ทั้งพายุน้ำท่วม และแผ่นดินไหว
มองเผินๆเหมือนนำหินทั่วไปมาเรียงซ้อนกันเฉยๆแต่จริงๆแล้วช่างผู้เชี่ยวชาญคำนึงถึงแรงโน้มถ่วงความสมดุลในการจับคู่วางหินก้อนเล็ก-ใหญ่แม้รายละเอียดเคล็ดลับวิชาจะแตกต่างกันไปแต่ละสำนักแต่ผลที่ออกมาคือเกราะป้องกันอันแน่นหนาไม่ต่างกัน
กลุ่มอะโนชู (穴太衆) คือกลุ่มช่างผู้เชี่ยวชาญเทคนิคนี้มากที่สุดและสืบทอดวิชาจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันกลุ่มนี้แจ๋วขนาดได้รับหน้าที่ซ่อมแซมปราสาทคุมาโมโตะ ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวเมื่อ ค.ศ. 2016 พวกเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า
“เคล็ดลับการเรียงหินอยู่ที่การเลือกตำแหน่งวางหินซ้อนกันด้านที่ต้องรับน้ำหนักจะต้องขยับไปด้านหลังเล็กน้อยต่างจากเทคนิคทั่วไปที่จะเอาด้านชนด้าน การวางหินแบบนี้ทำให้ส่วนหน้ารับน้ำหนักมากที่สุดเวลาเกิดแผ่นดินไหวหินอาจเลื่อนไถลลงมาได้การวางหินแต่ละก้อนที่ประกบกันพอดีอาจดูสวยและแข็งแรงเมื่อมองจากภายนอกแต่เมื่อต้องรับแรงจากหลายทิศทางทำให้หินไม่สามารถถ่ายเทน้ำหนักให้กันได้และพังทลายลงมาในที่สุด”
แก่นวิชาหลักๆมีประมาณนี้ไม่มีคัมภีร์สอนเคล็ดวิชาอื่นๆอะไรทั้งนั้นช่างแต่ละคนต้องเรียนรู้เองจากประสบการณ์หน้างานสาเหตุที่ไม่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพราะขนาดรูปร่าง และน้ำหนักของหินในธรรมชาติไม่เหมือนกันสักก้อนจึงไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างครอบคลุมหรือแม่นยำดังนั้นการจะเป็นช่างเรียงหินที่ดีได้ต้องฝึกสังเกตหินอย่างจริงจังเพื่อให้ได้มาซึ่งสายตาอันแหลมคมในการวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของหินแต่ละก้อน


ความยากอีกอย่างของงานนี้คือช่างไม่รู้เลยว่าหินในธรรมชาติที่จะได้เจอในแต่ละครั้งมีขนาดหรือรูปทรงแบบไหน จึงไม่สามารถเขียนแบบล่วงหน้าได้เมื่อถึงเวลาทำงานพวกเขาจะขึ้นเขาไปพิจารณาลักษณะเด่นของหินแต่ละก้อนเลือกหินที่คิดว่าน่าจะเข้ากับแบบกำแพงที่วาดขึ้นในจินตนาการจากนั้นจึงค่อยนำมาเรียงที่หน้างานอีกทีขั้นตอนการพิจารณาหินอย่างเดียวนั้นใช้เวลา 1-2 วันเลยทีเดียวช่างหลายคนถึงกับบอกว่าตอนที่นึกภาพกำแพงที่จะสร้างในหัวต้องได้ยิน ‘เสียงหัวใจของหิน’ ด้วย
“งานเรียงหินเป็นเหมือนสังคมมนุษย์มีทั้งคนตัวเล็กตัวใหญ่นิสัยดีและไม่ดีกลุ่มคน (ก้อน) เหล่านั้นรวมตัวอยู่ด้วยกันในสังคมยิ่งหินแต่ละก้อนมีเอกลักษณ์ยิ่งทำให้งานดูมีชีวิตบางทีเราก็ตั้งใจเลือกใช้หินก้อนที่ไม่ดีเพื่อสร้างเอกลักษณ์การเลือกใช้แต่หินสวยๆไม่สนุกความแตกต่างทำให้งานน่าสนใจและสะท้อนลายเซ็นของช่างแต่ละคน”
การเลือกหินจึงถือเป็นงานที่สำคัญมากส่วนความเก่งของช่างไม่ได้ดูจากความประณีตเรียบร้อยของงานเหมือนงานคราฟต์อื่นๆแต่วัดกันที่จำนวนก้อนหินที่เหลือหลังจบงานต่างหากว่าใครเป๊ะกว่ากัน
งานเรียงหินแนวตั้ง
กำแพงอาจยังพอจับทางกันได้แต่ถ้าเป็นงานคราฟต์ที่เรียงหินในแนวตั้งเดากันออกไหมว่าคืองานอะไร
ใบ้ให้นิดหน่อยว่าเกี่ยวกับอาหารที่คนไทยทุกคนรู้จัก
ใบ้ให้อีกนิดว่าใช้ในการทำเต้าเจี้ยวหรือมิโสะ
ถ้ายังคิดไม่ออกขอเฉลยเลยตรงนี้ว่างานเรียงหินในแนวตั้งคือหนึ่งในขั้นตอนการหมักมิโสะของญี่ปุ่นนั่นเอง

การหมักมิโสะในถังไม้มีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ ฮัตโจมิโสะ คือมิโสะสูตรพิเศษประจำเมืองโอกาซากิที่สืบทอดกันมานับร้อยปีโดดเด่นที่การใช้วัตถุดิบแสนเรียบง่ายอย่างถั่วเหลืองเกลือและน้ำเท่านั้น (มิโสะชนิดอื่นๆอาจมีข้าวหรือข้าวบาร์เลย์ผสมด้วย) นอกจากนี้กรรมวิธีที่ใช้ในการผลิตในปัจจุบันยังเป็นแบบดั้งเดิมเหมือนเมื่อร้อยปีก่อนทั้งหมดซึ่งใช้เวลาหมักมิโสะในถังไม้ถึง 2 ปีในขณะที่มิโสะทั่วไปใช้เวลาแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น
ใช่แล้วงานหินรับบทเป็นที่ทับฝาของถังไม้ดูเหมือนจะง่าย (อีกแล้ว) แต่บอกเลยว่ายากไม่แพ้การสร้างกำแพงเพราะถังไม้สำหรับบรรจุมิโสะนั้นใหญ่มากสูงถึง 2 เมตรต้องใช้หินเฉลี่ยประมาณ355 ก้อนในการทับให้แนบสนิทรวมน้ำหนักของหินทั้งหมดที่ช่างต้องแบกขึ้นไปเรียงคือ 3-5 ตัน! สมัยก่อนช่างจะต้องไปแบกหินมาจากแม่น้ำยาฮากิด้วยว่ากันว่าบางก้อนหนักถึง 50 กิโลกรัมเลยทีเดียว
แค่ยกของหนักก็เหนื่อยแล้วนี่ยังต้องเรียงเป็นพีระมิดหรือทรงกรวยเพื่อไม่ให้หินหล่นลงมาด้วย!


การปิดฝามิโสะไม่ใช่แค่หาอะไรหนักๆมาทับก็ได้เพราะมิโสะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขยายและหดตัวได้ตามอุณหภูมิและความชื้นในแต่ละฤดูช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวอาจขยับขึ้น-ลงประมาณ 20-30 เซนติเมตร จุดนี้เองที่ทำให้บทบาทของพี่หินสำคัญมากเพราะนอกจากจะต้องทับเพื่อให้การหมักเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ยังต้องควบคุมช่องว่างอันน้อยนิดเพื่อให้มีอากาศปริมาณที่เหมาะสมเข้าไปทำปฏิกิริยาด้านในถัง


ในขณะที่ช่างหินกำแพงบอกว่าต้องได้ยินเสียงหัวใจของหินช่างหินมิโสะบอกว่าต้องรู้จัก ‘หน้า’ ของน้องก้อนเพราะหินอาจดูเหมือนกันหมดแต่จริงๆแล้วมีหน้า ทั้งด้านหน้าด้านข้าง และด้านหลังเวลาเรียงต้องคำนวณเรื่องช่องว่างและระยะขอบต่างๆทั้งหมดกว่าช่างคนหนึ่งจะสังเกตหินจนรู้จักหน้าตากันดีต้องฝึกเป็น 10 ปี เช่นเดียวกับช่างหินกำแพงแต่ช่างหินมิโสะอาจจะน่าเป็นห่วงกว่านิดหน่อยตรงที่ปัจจุบันมีช่างเหลือไม่ถึง 10 คน เพราะมีปริมาณงานไม่มากนักในขณะที่ช่างหินกำแพงยังพอมีงานซ่อมบำรุงอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์งานก่อสร้างในวัดและศาลเจ้ารวมไปถึงงานสร้างสวนญี่ปุ่นในต่างประเทศด้วย

แม้จะเป็นงานที่หนักและยากแต่ช่างเรียงหินทั้งสองสาขาก็ใจสู้ไม่แพ้กันช่างเรียงหินฝึกหัดของทีมหมักมิโสะบอกว่าการเรียงหินเป็นงานที่เหนื่อยก็จริงแต่พอเรียงได้ดั่งใจมันกลายเป็นความเหนื่อยที่ทำให้รู้สึกดีและสิ่งที่ทำให้จำความรู้สึกดีหลังทำงานสำเร็จได้คือตอนได้ชิมมิโสะแสนอร่อยที่หมักจนได้ที่ แค่เห็นสีและได้กลิ่นก็รู้สึกว่าได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของญี่ปุ่นแล้ว





