x

ขอบคุณที่สมัครใช้บริการ
E-Newsletter ของ a day
กรุณาเช็คอีเมลของคุณ
เพื่อเปิดใช้งานได้เลย :-)

Thank you for joining our community.
Please check your e-mail
to activate our E-Newsletter.
Enjoy! :-)

นอนดูหนังใหม่ชนโรงที่บ้านแบบสบายใจ ใครได้? ใครเสีย?

ประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างร้อนแรงในงาน CinemaCon งานประชุมประจำปีของบรรดาเจ้าของโรงภาพยนตร์ทั้งหลาย
นั่นคือการที่ผู้จัดจำหน่ายหนังขอลดระยะห่างระหว่างวันเปิดตัวหนังในโรงภาพยนตร์และการออกฉายในระบบ Video
on Demand (VOD) จาก
90
วัน
ให้เหลือประมาณ 30
วัน
ว่าง่ายๆ คือ หลังจากหนังเข้าโรงไป 1 เดือน
เราก็สามารถดูหนังเรื่องนั้นที่บ้านได้เลยผ่านระบบการซื้อหนังมาดูแบบส่งตรงถึงโทรทัศน์จอ
55
นิ้วที่บ้านท่าน
แม้จะไม่พร้อมกันเป๊ะกับโรงหนัง แต่ก็เป็นฟีลลิ่งที่เกือบชนโรงจริงๆ เพราะกระแสยังไม่ทันจาง
เราก็ดูหนังเรื่องนั้นได้ที่บ้านแล้ว

ความมันของการดีเบตครั้งนี้มีดารานำเป็นนายคริสโตเฟอร์ โนแลน

โนแลนแสดงเจตจำนงไม่เห็นด้วยในการออก
VOD
ที่รวดเร็วขนาดนั้น
เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือผู้คนจะค่อยๆ เคยชินกับการดูหนังอยู่บ้านและไม่ออกมาดูหนังที่โรงภาพยนตร์อีก
ความกลัวของโนแลนเป็นสิ่งที่เข้าใจได้
เพราะตัวเขาเองนั้นเป็นสายโอลด์สคูลที่เคารพการชมภาพยนตร์ ในความหมายของการที่ผู้คนจำนวนมากเดินเข้ามาในโรงภาพยนตร์อันมืดมิดและจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอขนาดใหญ่ข้างหน้าพร้อมๆ กัน
มันเป็นอีเวนต์ของชุมชนที่ผู้คนสร้างร่วมกันมากกว่าจะเป็นการดูคนเดียวในห้องที่อพาร์ทเมนต์
นอกจากนั้นแล้ว คุณก็ลองดูหนังแต่ละเรื่องที่โนแลนสร้างสิ
ทุกเรื่องล้วนโปรดักชันใหญ่ยักษ์และดีไซน์มาเพื่อจอใหญ่โดยเฉพาะ
ผมเองมีโอกาสได้ดูหนังความยาว 7 นาที Dunkirk (2017) หนังสงครามเรื่องใหม่ของโนแลนในจอยักษ์ของ IMAX
ผมก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ของเขามันก็ควรต้องดูในโรงหนังจริงๆ นั่นแหละ

อันที่จริงก่อนหน้านี้
นายฌอน พาร์กเกอร์ ผู้ก่อตั้ง Napster เคยผุดไอเดียโปรเจกต์ Screening Room ออกมาแล้ว
มันคือการฉายหนังออนไลน์แบบชนโรงจริงๆ เปิดวันเดียวกันไปเลย
โปรเจกต์นี้ไม่ได้ทำเอามัน
แต่เป็นเพราะผู้สร้างมองเห็นจากการสำรวจตลาดว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากดูหนัง แต่พวกเขาออกมาดูหนังที่โรงน้อยลงตั้งแต่ปี
2010
นั่นคือกลุ่มคนอายุ
25 – 39 ปี (อาจจะด้วยข้อจำกัดชีวิตที่มากขึ้น
หรือการมีลูกมีครอบครัว) กลุ่มนี้ถือเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของตลาดคนดูทั้งหมด
แต่ไอเดียนี้ก็เงียบหายไปด้วยข้อโต้แย้งสำคัญว่า
คุณจะป้องกันหนังไม่ให้หลุดไปอยู่ในบิตทอร์เรนต์ได้อย่างไร และในอีกทางหนึ่ง ถ้าโปรเจกต์เกิดขึ้นได้ มันก็อาจจะเป็นการทับเส้นใครอีกหลายคน โดยเฉพาะเจ้าของโรงหนัง

ฟังดูแล้วเราก็ควรเห็นด้วยกับโนแลนและชาวคณะเจ้าของโรงหนังอยู่เหมือนกัน
แต่อย่างว่า มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ ในเมื่อระบบ
VOD ก็มีประโยชน์มากมายและอาจจะช่วยให้ประสบการณ์การดูภาพยนตร์ของคนดูอย่างเราดีขึ้นด้วยซ้ำ

คิดง่ายๆ ว่าแค่เราไปดูหนังที่โรงแล้วเจอเพื่อนร่วมโรงมารยาทมาร สายคลาสสิกอย่างพวกนั่งคุยกันทั้งเรื่องและพวกรับโทรศัพท์ขณะฉายหนัง
หรือจะเป็นสายคอนเทมโพรารี่อย่างนักแชตมือถือแสงไฟแยงตาชาวบ้าน
แค่นี้เราก็เซ็งสัดๆ แล้ว (แน่นอนว่าเราสามารถลุยหรือเอาเรื่องได้
แต่กว่าจะลุยเสร็จ ผมรับประกันได้เลยว่า หนังก็จะผ่านไปแล้วอีก 5 – 10 นาที
รวมถึงอารมณ์ในการดูหนังต่อก็จะหมดไป) ที่สำคัญในขณะที่โรงภาพยนตร์เรียกร้องให้คนมาดูหนังที่โรง
แต่โรงหนังเองก็ไม่สามารถควบคุมหรือทำความสะอาดมารยาททรามในโรงหนังได้
ว่าง่ายๆ คือใครเจอก็ซวยไป ความศักดิ์สิทธิ์ของโรงหนังก็ถูกทำให้ราคาถูกลงด้วยความน่ารำคาญเหล่านี้

เมื่อหันมาที่จอโทรทัศน์ใหญ่ไซส์
50 นิ้วบวก
ราคาหมื่นต้นๆ และคำนวนค่าใช้จ่ายต่อการไปดูหนังหนึ่งเรื่อง ค่ารถประมาณ
100
บาท
ค่าตั๋วราวๆ 200
บาท
และค่าน้ำดื่ม ป๊อปคอร์นอีก
100
บาท
รวมกันถึง 400
บาทหรือมากกว่านั้น
ยิ่งถ้าต้องเลี้ยงแฟนอีก เจอไปเลยเกือบหนึ่งพันบาท แต่ถ้าเกิดมีระบบ
VOD
ที่ให้คุณจ่ายเพียง
200 – 300
บาทต่อเรื่อง
และสามารถดูกับแฟนได้พร้อมกัน ไม่ต้องเดินทาง
เก็บเงินไว้ไปสั่งอะไรมากินที่บ้านขณะดูแทน ก็ดูจะเป็นทางเลือกในการชมภาพยนตร์ที่สงบและประหยัดอยู่เห็นๆ

ในด้านของคนสร้างหนัง
ถ้าหากเป็นสตูดิโอยักษ์ใหญ่ก็คงจะยังต้องการยิงหนังตัวเองเข้าโรงหนังทั่วไปเพื่อกระจายคนดูให้ได้มากที่สุด และก็ต้องพยายามหาของเล่นและลูกเล่นมาหลอกล่อให้คนรู้สึกว่าต้องดูในโรงเท่านั้น
(การถ่ายหนังด้วยฟิล์ม
70
มม. แล้วบิลด์ให้คนไปดูที่จอยักษ์ของ
IMAX
ก็เป็นหนึ่งในการตลาด) แต่ในกลุ่มผู้สร้างรายเล็ก
บางครั้งการต่อสู้เพื่อให้ได้ฉายในโรงหนังนั้นก็ยากแล้ว
ดีไม่ดีคือไม่มีโรงไหนจะเอามาฉายด้วยซ้ำ ดังนั้นการพาหนังตัวเองไปเริ่มฉายที่ VOD เลยตั้งแต่ต้นก็เป็นทางออกที่น่าสนใจ
เพราะอาจเสียค่าใช้จ่ายในการฉายน้อยกว่าและไม่ต้องแบ่งรายได้กับโรงหนัง
ซึ่งมีคนลองทำมาแล้วหลายคนและประสบความสำเร็จ ตัวอย่างเช่นเรื่อง Melancholia (2011) ของ
ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ที่เปิดตัวใน VOD 1 เดือนล่วงหน้าก่อนไปฉายโรงจริงๆ รายได้ที่ออกมาคือ 2 ล้านดอลลาร์เท่ากันทั้ง
VOD
และโรงหนัง
แต่ก็มีบางเรื่องที่ฉายใน VOD ได้เงินไปถึง 6 ล้านและเป็นตัวเลขที่มากกว่าตอนฉายโรงปกติด้วยซ้ำ

ในเกมนี้
อันที่จริงแทบจะเกี่ยวกับคนดูน้อยมาก
มันพัวพันกันในธุรกิจผู้สร้างและเจ้าของโรงหนังมากกว่า
แน่นอนว่าหากระบบนี้เกิดสำเร็จขึ้นมา โรงภาพยนตร์จะต้องมีรายได้น้อยลง
และรายได้หลักของโรงภาพยนตร์ก็ไม่ใช่รายได้จากการฉายภาพยนตร์ด้วย
แต่เป็นรายได้จากน้ำและป๊อปคอร์นราคาสูง

บางครั้งวัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปจากระบบรายล้อม
ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวคนดูเพียงอย่างเดียว

มาร์ติน
สกอร์เซซี ผู้ที่สนับสนุนการชมภาพยนตร์ในโรงหนังและบูรณะฟิล์มเก่ามาตลอด
ยังกล่าวเปรยๆ เล่นๆ จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่เขาเริ่มต้นทำหนังกับค่าย Streaming Service อย่าง Netflix
ว่า ภาพยนตร์ในความหมายที่ผมเติบโตและที่ผมสร้างนั้นได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว
โรงหนังอยากฉายหนังบล็อกบัสเตอร์ ค่ายหนังอยากทำหนังบล็อกบัสเตอร์
กลายเป็นว่าหนังเรื่องใหม่ของเขาก็ต้องมาจบที่ค่ายหนังออนไลน์

บางทีการพัฒนาอาจจะเกิดขึ้นด้วยการที่ต้องฟังข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่าย
ไม่ใช่การรณรงค์จากการปรบมือข้างเดียว

Author

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

เริ่มต้นจากการเป็นนักเขียน ต่อด้วยการเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ และจบที่การเป็นผู้กำกับหนัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้กำกับหนังที่ยังคงเขียนหนังสือ ผลงานที่ผ่านมาคือหนังเรื่อง Die Tomorrow, ฟรีแลนซ์ฯ, Mary is happy, Mary is happy และ 36