ย้อนรอย 41 ปี ปิดตำนานจอมโจรตี๋ใหญ่
เจาะลึกคดีตี๋ใหญ่อาชญากรแห่งยุค 80
ล้วงลึกตี๋ใหญ่มหาโจรชื่อก้องแดนสยาม
เขาถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทยว่าเป็นอาชญากรที่สร้างความหัวหมุนหัวเวียนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากที่สุด ด้วยการจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เฉี่ยวไปโฉบมาอยู่หลายหนราวว่าเสียงปืนไม่เป็นผลต่อแก้วหู และกระสุนไม่อาจหวิดถูกเนื้อหนังให้เลือดซิบได้เลย
ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2516 หรือยุค 70 หนุ่มตาขีดไม่ได้ลงท้ายสกุลแค่ว่าเป็นนักปล้นมือฉมัง แต่เขาเป็นนักปล้นมือฉมังที่มีเสน่ห์ด้วยรูปลักษณ์ มีของขลังประจำกายติดตัวเพราะความเอ็นดูจากหลวงพ่อ ทั้งเสือหมอบ เสือเผ่น ตะกรุดโทน และคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเหตุผลเลื่องลือถึงการหาตัวจับยาก ถึงจับตัวได้ก็ไม่เคยอยู่หมัด
กระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 นายกรประเสริฐ ช่างเขียน หมดอายุขัยลงในวัย 29 ปี แต่แม้ล่วงเข้า พ.ศ. 2568 ภาพของหนุ่มตาขีดในเสื้อเชิ้ตลายสก็อต กางเกงยีนส์ลีวาย สวมแว่นตาเรย์แบน รองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สก็ยังคงปรากฏอยู่ และจะปรากฏชัดแจ้งราวว่าเขามีชีวิตอีกครั้งในภาพยนตร์ ‘ตี๋ใหญ่ฤกษ์ดาวโจร’ ด้วยผลงานกำกับของ ‘อุ๋ย – นนทรีย์ นิมิบุตร’
“ตี๋ใหญ่! คนจำชื่อมันได้มากกว่านายกซะอีก เป็นดาราหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ข่าวประโคมว่ามันมีคาถาอาคม ฆ่าไม่ตาย หายตัวได้” แม้ตี๋ใหญ่จะอยู่บนจอโทรทัศน์มาแล้วหลายเวอร์ชัน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะมันไม่ใช่แค่การไล่ล่าบ้าระห่ำ เสียงปืนกระหน่ำจากตำรวจ และการตีตราว่าเขาเป็นอาชญากร
มันคือการบอกเล่าวิถีมนุษย์คนหนึ่งที่เลือกเส้นทางบิดเพี้ยนกว่าใครอื่น ทั้งการพิสูจน์ให้เห็นว่าสัจจะนั้นมีในหมู่โจร
‘อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์’ เป็นผู้ถูกเลือกให้ถือปืนทิ้งระเบิด เขาไม่ได้รู้จักตี๋ใหญ่อย่างลึกซึ้งมาก่อน แต่เคยเห็นรูปหนุ่มตาขีดขึ้นป้ายอยู่หลังรถบรรทุก
‘โมสต์ – วิศรุต หิมรัตน์’ เป็นเพื่อนร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่คอยซับเลือดระวังหลัง
และผู้ยืนอยู่อีกฟากฝั่งของอุดมการณ์อาชญากร ‘โจ๊ก – อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ’ ที่ต้องแสดงความมุทะลุในแววตาว่าเขาจะเป็นผู้จับตี๋ใหญ่มาใส่กุญแจมือให้ได้ แม้ว่ากองตำรวจทั้งหลายจะหวาดหวั่นก็ตาม
ขณะนี้ เรากำลังต่อคำกับสามนักแสดงเบื้องหน้าที่มาในมาดขรึมเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์

เชื่อว่าตี๋ใหญ่มีคาถาอาคมจริงไหม
อาโป : ก็เชื่อว่าเขามีนะ เพราะคนเราเดินทางได้ด้วยกำลังใจ กำลังใจก็มาจากความรัก ความเชื่อ ความศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คิดว่ามันนำพาเขาไปเหมือนกัน
โจ๊ก : คิดว่าเขามีนะ แต่จะได้ผลไม่ได้ผลก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องขึ้นอยู่กับคนใช้
โมสต์ : คาถานั้นทำงานอย่างไรผมไม่แน่ใจนะ แต่เขาคงมีความเชื่อในศาสตร์นี้จนมันขับเคลื่อนเขาให้ไปไกลได้
หลังจากรู้จักตี๋ใหญ่แล้ว คิดว่าเขาเป็นคนน่าคบไหม
อาโป : ถ้าในมุมมองของเพื่อน โปว่าเขาน่าคบมาก เขาเป็นคนที่รักพวกพ้อง หนักแน่น เด็ดเดี่ยว แต่ถ้าพูดในแง่ของอาชีพเขาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
โมสต์ : อาจจะยัง (หัวเราะ) เพราะเขาค่อนข้างมุทะลุ
โจ๊ก : คบได้แต่คงไม่ได้ไปปล้นด้วยนะ
ตัวละครที่พวกคุณได้รับต่างจากเวอร์ชันที่เคยมีอย่างไร
โจ๊ก : พี่อุ๋ยให้ผมแสดงเป็นตัวละครสารวัตรจักรรัตน์ จากบทที่เคยได้รับเกี่ยวกับตำรวจก็น้อย เป็นการเปลี่ยนบทบาทที่เอนจอยนะ ตามสันดานผมก็ชอบไปคุยหน้ากอง อาจจะไม่ได้ไปดูข้อมูลอะไรลึกมาก
โมสต์ : ผมคิดว่าตัวละครนี้น่าจะมาจากจินตนาการก็เลยไม่ได้ไปหาอะไรเปรียบเทียบ เพราะเวอร์ชันก่อนของตี๋ใหญ่จะไม่ได้เล่าถึงพาร์ตเนอร์เขาว่าคนนั้นเป็นใคร
อาโป : ผมพยายามเกาะบทในเวอร์ชันที่ตัวเองทำงานให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยไปขยายจากคนใกล้ตัวเขาจริงๆ ว่ามีมุมมองต่อตี๋ใหญ่อย่างไร ผมสนใจบทนี้มาก เพราะไม่เคยได้รับบทของคาแรกเตอร์ที่เขามีตัวตนจริงๆ เหมือนเราจะรู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของเขา แต่จุดตรงกลางที่แชลเลนจ์คือจะสื่อสารอย่างไรให้ผู้ชมเข้าใจในมุมใหม่ แล้วก็เป็นมุมเดียวกันกับผู้กำกับ ต้องศึกษาเยอะๆ ว่าคนรอบตัวมีมุมมองเกี่ยวกับเขาอย่างไร ในหนึ่งวันเขาทำอะไร
ทำการบ้านกับตัวละครนี้ต่างจากตัวละครอื่นที่ผ่านมาไหม
โจ๊ก : ผมพยายามตีความหลายอย่าง เพราะเป็นงานกลุ่มไม่ใช่งานเดี่ยว พยายามคิดว่าเรื่องราวก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ในตอนนี้ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
โมสต์ : ผมต้องหาให้เจอว่าตัวละคร ‘ฤกษ์’ เขามีฟังก์ชันอะไรสำหรับหนังเรื่องนี้ แล้วท้ายที่สุดความต้องการของเขาคืออะไร
อาโป : ผมทำเหมือนทุกเรื่องเลยคืออ้างอิงจากบท แล้วก็จินตนาการกลับไปว่าการที่คนๆ หนึ่งพูดจาแบบนี้ เขาเติบโตมาอย่างไร ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไร วินาทีแรกที่เห็นโลกเขาจำมันอย่างไร อยู่ในสังคมแบบไหน ค่อยๆ ปูแบ็กกราวนด์ให้ตัวละคร แล้วก็ถามพี่อุ๋ยถึงมุมมองของเขา

เคมีการทำงานร่วมกันสามคนเป็นอย่างไรบ้าง
โจ๊ก : บทของผมกับตี๋ใหญ่ไม่ค่อยได้คุยกันเลย จะเฉี่ยวกันไปกันมา เจอหน้าเมื่อไรยิงกันอย่างเดียว แต่จะมีซีนกับฤกษ์ที่อารมณ์มันค่อนข้างกดดัน
โมสต์ : ส่วนใหญ่ผมจะอยู่กับอาโปซะเยอะ ผมกับเขาจะช่วยกันหาทางในการแสดงไป แลกเปลี่ยนกันว่าน่าจะเป็นแบบนี้นะ
อาโป : ผมใช้วิธีคิดง่ายๆ ว่าถ้าเพื่อนกันโดยส่วนใหญ่แล้วเขาจะเป็นอย่างไร ก็คงพูดคุยกัน ถามไถ่ชีวิตกันให้มันใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวละครทำมากที่สุด โมสต์ก็น่ารักมาก เขาช่วยให้ผมจินตนาการต่อไปได้ถึงความสัมพันธ์ของฤกษ์และตี๋ใหญ่
นอกบทอาโปเป็นคนเอนเตอร์เทนคนอื่นไหม
อาโป : ก็เอนเตอร์เทนทั้งตัวเองและหลายคนนะ โปเอนเตอร์เทนโมสต์ด้วย แต่มีหลายครั้งที่โมสต์จะโอ๊ย! อย่าเพิ่งเล่นได้ไหม ต้องทำสมาธิกับซีนแล้ว (หัวเราะ) โปอยากให้มูดมันฟีลกู๊ดเฉยๆ แหละ
อีกสองคนเป็นอินโทรเวิร์ตมากกว่าเหรอ
โจ๊ก : แล้วแต่สถานการณ์ (หัวเราะ)
โมสต์ : ตัวละครในเรื่องนี้เป็นตัวละครที่เจออะไรหนักมาก ต้องคิดเยอะมากเลย
โจ๊ก : มันมีโมเมนต์ที่จำเป็นต้องอยู่คนเดียวบ่อย
โมสต์ : แต่มันก็ถูกต้องแล้วนะ ตามเส้นเรื่องที่เป็น ตัวละครก็ควรจะห่างๆ กันหน่อย
เครียดแล้วจัดการอย่างไร
โจ๊ก : จริงๆ แล้วตัวละครผมไม่เครียด เพราะเป็นตำรวจก็คิดแค่ว่าทำอย่างไรถึงจะจับผู้ร้ายได้
โมสต์ : ผมพยายามทำการบ้าน ตีความให้มันเสร็จ จะได้ไม่ต้องคิดวนไปวนมาหรือคิดล่วงหน้า ต้องทำทุกอย่างให้มันเคลียร์
อาโป : อาโปแค่ต้องเดินไปหาที่เงียบๆ
บทบาทที่ได้รับช่วยเปิดมุมมองการแสดงใหม่อะไรให้พวกคุณไหม
โจ๊ก : คงเป็นการทำงานร่วมกับพี่อุ๋ยอย่างจริงจัง แล้วก็ได้ทำงานกับน้องๆ ถึงจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่โดยภาพรวมก็ได้เห็นพวกเขาเล่น ได้แชร์ความคิดกับผู้กำกับ
โมสต์ : น่าจะเป็นการทำงานที่ต้องรับผิดชอบเยอะที่สุดแล้ว (หัวเราะ) เพราะบทบาทเราเยอะแล้วก็เอกซ์ตรีม ต้องเรียนรู้การจัดการความเครียด ตรงไหนไม่เคลียร์ต้องจัดการให้เรียบร้อย ด้วยระยะเวลาถ่ายทำที่มันยาวนาน อะไรที่ยังค้างไว้ก็จะทำให้เครียดยาวนานเหมือนกัน
อาโป : สำหรับโปคือการได้เห็นการเป็นหัวเรือของผู้กำกับ เขาทำให้ทุกคนรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย มีวิธีการพูดนุ่มนวล นี่คือคนที่มีประสบการณ์สูงและโปรเฟสชันนอลจนพาให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้ ในการจัดการอารมณ์ตัวเองจะคล้ายโมสต์ เพราะโปต้องใส่วิกตลอดเรื่อง โปขี้ร้อนมาก เป็นคนเหงื่อออกเยอะ ต้องรีเซ็ตอารมณ์ให้ไวด้วยความที่ถ่ายกล้องเดียว ถ่ายแค่ 12 ชั่วโมงในวันที่จำกัด คิวแต่ละคนได้แค่นั้นจริงๆ แต่ละวันในการทำงานทุกอย่างก็ต้องเร็ว
นี่นับเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้โมสต์เครียดที่สุดหรือเปล่า
โมสต์ : อืม จะว่าอย่างนั้นก็ได้

แล้วโจ๊กประสบปัญหาแบบอาโปไหม เพราะต้องใส่ชุดตำรวจที่แนบไปกับตัว
โจ๊ก : เหมือนกันเลยครับ ผมเป็นคนเหงื่อออกเยอะมาก เยอะแบบเยอะเหี้ยๆ ไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร (หัวเราะ) ต้องใส่เสื้อแขนยาว มีแจ็กเก็ตอีกตัว แบกปืนอีก แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดีนะ
ตัวละครมีนิสัยอะไรที่คล้ายกับเราบ้างหรือเปล่า
โจ๊ก : โอโห! ไม่มีเลย (หัวเราะ)
โมสต์ : ของผมคิดว่ามีดีกว่า (หัวเราะ) แต่ก็ยากอยู่ น่าจะเป็นเรื่องการวางแผนนะ ถ้าชีวิตจริงของผมมีอะไรที่ไม่เป็นไปตามแผนจะหงุดหงิดมาก เสียทรง ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่วางกันไว้ อย่าให้เกิดแบบนี้ขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นฉิบหาย
อาโป : ความรักพวกพ้องและเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ ความทุ่มเทจริงจังในการทำอะไรสักอย่าง
เล่นเป็นคนดีหรือคนเลวยากกว่ากัน
โจ๊ก : สำหรับผมอยู่ที่บริบท
โมสต์ : ผมว่ายากทั้งสอง เวลาได้รับงานอะไรที่ต้องเป็นคนดีก็ต้องพยายามไม่ให้เห็นด้านเลวเลย ต้องย่อยให้คนดูเห็นความเป็นมนุษย์ทั่วไปให้ได้
อาโป : โปเล่นเป็นคนดียาก
ฉากไหนที่แอดวานซ์ที่สุดสำหรับเรา
โจ๊ก : เลเยอร์ของผมมันเป็นแค่การได้รับคำสั่งและตามจับ แต่ซีนที่ยากคือซีนใหญ่ที่ต้องใช้คนเยอะแล้วเราต้องออกคำสั่ง มีหลายคิว แล้วก็ซีนที่เล่นกับโมสต์ที่ต้องเค้นเอาคำตอบจากเขา
โมสต์ : ฉากที่เป็นความสัมพันธ์กับแม่ เพราะมันถูกกล่าวถึงในเรื่องน้อยมาก แทบจะไม่มีเชื้อมาก่อนเลย เราต้องสร้างขึ้นมาเอง
อาโป : สภาพแวดล้อมตอนถ่ายทำครับ (หัวเราะ) เวลาที่ต้องสู้กับสภาพอากาศแล้วขี้ร้อนจะทำให้เกิดความเครียดอัตโนมัติ เพราะตัวละครไม่ได้หงุดหงิด แต่เป็นอาโปที่หงุดหงิด

อย่างอุณหภูมิในห้องนี้โอเคใช่ไหม
อาโป : (หัวเราะ) อันนี้โอเคครับ ดีเลยๆ
ตี๋ใหญ่มีอะไรที่น่าจดจำมากกว่าการเป็นอาชญากรไหม
โจ๊ก : ผมว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์ เป็นคนรักเพื่อน คนเราเกิดมามีสังคมมีเพื่อน พื้นฐานของการรักเพื่อนเป็นเรื่องที่ดี
โมสต์ : น่าจะเป็นแฟชันนะ ตี๋ใหญ่เขาค่อนข้างช่างเลือกเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์
อาโป : ผมว่าเขาเป็นคนหนักแน่นเด็ดเดี่ยวในทุกสิ่งที่เขาทำ มันทำให้เขามีความเซ็กซี่
สิ่งที่อยากให้คนดูคิดตามหลังดูตี๋ใหญ่คืออะไร
โจ๊ก : ก็ลองไปดูกันว่าเวอร์ชันใหม่จะเป็นอย่างไร ผมว่ามันก็คือหนังเรื่องหนึ่งที่เอนเตอร์เทนคนได้ ไม่อยากให้คิดเยอะหรือคิดมาก ลองไม่คิดอะไรเลยแล้วก็ดูดีกว่า
โมสต์ : คนดูจะได้เห็นแง่มุมในชีวิตของตี๋ใหญ่ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร อาจจะเข้าใจว่าตี๋ใหญ่ไม่ใช่ปีศาจร้าย เขาเป็นแค่คนคนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นปีศาจร้ายที่อยู่ในตัวตำรวจเองก็ได้
อาโป : ตัวละครจะโชว์ให้ดูว่าถ้าคุณทำแบบซ้ายก็จะได้ซ้าย ทำแบบขวาก็จะได้อีกแบบหนึ่ง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ คุณอยากจะเป็นแบบไหนก็ลองดู
เรียกคนดูตามประสาตัวละครเราหน่อย
จักรรัตน์ : ไม่ยากเลยครับ คุณมีเน็ตฟลิกซ์แล้วจะเข้าไปดูกี่รอบก็ได้
ฤกษ์ : ฉิบหายแล้ว (หัวเราะ) นี่จะเป็นเวลาสองชั่วโมงที่มีค่าที่สุดในชีวิตคุณก็เป็นได้นะครับ ลองเปิดหนังเรื่องนี้ดู เวอร์ไปป่าววะ!
ตี๋ใหญ่ : ถ้าอยากได้ความมันแค่เปิดเน็ตฟลิกซ์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ว่า ‘ตี๋ใหญ่ Born to be bad’ ผมเชื่อว่าพวกคุณมีเมมเบอร์อยู่แล้ว
โจ๊ก : ดูได้ตั้ง 190 ประเทศ แล้วก็ปลี่ยนภาษาได้ด้วย
อาโป : ถ้าคุณอยากเห็นตี๋ใหญ่พูด Espalnol นะ (หัวเราะ)
13 พฤศจิกายนนี้ ประกาศจับตี๋ใหญ่พร้อมกัน ที่ Netflix เท่านั้น






